หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน รูปหล่อพิมพ์นิยม A

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/586299

  • วันที่ 12 เม.ย. 2562 เวลา 17:55 น.

หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน รูปหล่อพิมพ์นิยม A

โดย อ.ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

สุขสันต์วันสงกรานต์ครับ วันนี้มาชมรูปหล่อ พิมพ์นิยมหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ที่เป็นพระเครื่องรูปหล่อที่แพงที่สุด ในประวัติบันทึกว่า หลวงพ่อเงินท่านได้จ้างช่างจากจากบ้านช่างหล่อกรุงเทพฯคือ นางวัน สุทัศน์ ณ อยุธยา เป็นผู้ออกแบบและหล่อพระรูปหล่อพิมพ์นิยม และเหรียญพิมพ์จอบใหญ่ เหรียญพิมพ์จอบเล็ก โดยประมาณปีที่สร้างอยู่ระหว่าง พ.ศ.2451-2459 ปัจจุบันค่านิยมของพระรูปหล่อพิมพ์นิยมอยู่ที่หลักล้านปลายจนถึงแปดหลักสำหรับสภาพสวยสมบูรณ์ องค์ที่นำมาให้ชมเป็นรูปหล่อพิมพ์นิยมAไม่มีมือรองนั่ง

รูปหล่อพิมพ์นิยม หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ได้รับความนิยมสูงสุดเพราะจำนวนพระมีน้อยและหายากกว่าพิมพ์ขี้ตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างพิมพ์สวยงามกว่าพิมพ์ขี้ตา องค์พระจะอวบอิ่ม พิมพ์นิยมเป็นพระเทหล่อแบบช่อโดยต่อสายนำน้ำโลหะเข้าทางใต้ฐาน เมื่อโลหะเย็นตัวลงจึงตัดก้านชนวนใต้ฐานจึงมีรอยแต่งตะไบทุกองค์และในส่วนที่สำคัญเช่นหน้าผาก โหนกแก้มจะมีความนูนอย่างชัดเจน ริ้วจีวรจะคมชัดอ่อนช้อย เนื้อทองเหลืองผสมซึ่งอายุ 100 ปีขึ้นจะมีประกายสุกสว่างไม่ซีดหม่นและผิวพระจะปรากฎรูพรุนคล้ายตามดซึ่งเป็นธรรมชาติที่เกิดจากการหล่อแบบช่อแม่พิมพ์

รูปหล่อพิมพ์นิยม หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน แบ่งออกเป็น 2 พิมพ์ คือ 1.พิมพ์นิยม Aไม่มีมือรองนั่ง 2.พิมพ์นิยม B มีมือรองนั่ง (มือที่ประสานมีเส้นนูนรองอีกเส้นหนึ่ง) ซึ่งจุดพิจารณาของพิมพ์นิยมไม่มีมือรองนั่งด้านหน้าคือ 1. ศีรษะด้านบนกลมมน 2. เปลือกตายื่นออกมาเหมือนหมวกแก๊ป 3. เนื้อหน้าอกด้านขวามีกล้ามเนื้อนูนเต่งไม่แบนราบ 4. สังเกตุการวางมือซ้ายขวา ปลายมือทั้งสองไม่จรดเชื่อมต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกันและไม่ปรากฎนิ้วชี้รองรับ (บางองค์อาจเห็นลางๆ)

5. มีเนื้อนูนย้อยใต้ข้อมือขวา 6. เส้นขอบสังฆาฏิช่วงกลางมีรอยคอดเว้าเล็กน้อย 7. ที่ปลายสังฆาฏิจะเว้าเข้าในทั้งสองมุม 8.ริ้วจีวรฝั่งซ้ายเส้นคมชัด อ่อนพริ้วลงมา 9.ในริ้วจีวรด้านตรงปลายด้านซ้ายมือของหลวงพ่อ ที่ติดกับข้อมือซ้าย ชายจีวรจะแยกเป็น 2 เส้นเรียงไม่ติดกัน 10. ตรงริ้วจีวรปลายเท้าซ้ายของหลวงพ่อจะมีเนื้อเกินนูนขึ้นมา และ 11. ปลายเท้าซ้ายเรียวอ่อนพลิ้ว ส่วนทางด้านหลังนั้นมีจุดพิจารณาคือ 1. เส้นจีวรจะนูนชัดสวยงามไม่หนา ได้สัดส่วน(ของปลอมมักจะหนา) 2. จะมีติ่งเนื้อติดกับสังฆาฎิ ทั้งหมดนี้ถือเป็นจุดสังเกตุที่สำคัญของพิมพ์นิยม

มีบันทึกวิธีการสร้างพระหลวงพ่อเงิน (จากหนังสืออนุสรณ์งานศพคุณสุจิตรา แสงเดือนซึ่งเป็นหลานคุณยายวัน สุทัศน์ ณ อยุธยา) ว่า การหล่อพระหลวงพ่อเงินนั้น จะทำรูปปั้นขี้ผึ้งขึ้นมาหลังจากแก้ไขพิมพ์จนพอใจแล้วจึงนำมาถอดแบบสร้างแม่พิมพ์ด้วยตะกั่วแข็ง แม่พิมพ์ที่ได้มาเพื่อจำลองหุ่นเทียนซึ่งมีส่วนผสมระหว่างขี้ผึ้งและชัน และเมื่อขี้ผึ้งแข็งตัวก็จะถอดแม่พิมพ์นำมาแต่งหุ่นเทียนอีกครั้งอันเป็นสาเหตุที่ทำให้พระหล่อมีลักษณะต่างกัน

เมื่อได้หุ่นเทียนตามต้องการแล้วจะติดแท่งเทียนกลมๆ เข้าที่ฐานเพื่อทำเป็นสายชนวนให้ทองที่เทเข้าสู่หุ่นขี้ผึ้งได้สะดวก จากนั้น ก็นำหุ่นขี้ผึ้งทั้งหมดมาติดกับแกนชนวนตัวแม่ ซึ่งมีความหนาและใหญ่เป็นพิเศษ เพื่อเป็นทางให้น้ำทองแล่นถึงหุ่นพระ จากนั้นนำน้ำมูลโคมาทาพอกหุ่นพระหลายครั้งและใช้ดินผสมทรายหยาบพอกทับเข้าไปและใช้ลวดพันทับเพื่อไม่ให้หุ่นเทียนแตกและทาดินพอกอีกก่อนนำไปตากแห้ง

เมื่อหุ่นแห้ง ก็จะนำหุ่นไปสำรอกขี้ผึ้งโดยความร้อนซึ่งต้องใช้ความชำนาญเพื่อสำรอกขี้ผึ้งออกให้หมดไม่อย่างนั้นในพิมพ์องค์พระจะเกิดรอยขรุขระขึ้น จากนั้นถึงเททองลงในช่อผ่านไปตามชนวนเข้าสู่หุ่นองค์พระทุกซอกทุกมุมแล้วปล่อยให้เย็นก่อนจะนำมาทุบดินหุ่นเอาพระภายในออกมาเพื่อตัดเดือยชนวนแล้วนำมาแต่งตะไบต่อไป

ด้วยเหตุที่เนื้อองค์พระซึ่งเป็นเนื้อทองเหลืองผสม และหล่อมาเป็นช่อ ตามซอกองค์พระมักจะมีคราบขี้เบ้าสีออกน้ำตาลอันเป็นสีสนิมที่เกิดจากธรรมชาติ สิ่งที่สำคัญยิ่งคือด้วยความเก่าตามอายุของเนื้อทองเหลืองผสมสีจะออกเหลืองอมเขียว หรือเหลืองทองเข้มสุกใส และเมื่อส่องไล่ดูจะเห็นเม็ดดินสีดำเล็กๆฝังอยู่ตามผิวองค์พระอันเกิดจากเทหล่อด้วยดินไทยนั่นเอง นอกจากสร้างจากเนื้อทองเหลืองผสมแล้ว ยังปรากฏการสร้างเป็นเนื้อเงินอีกจำนวนหนึ่งด้วย

ฉะนั้น ประการสำคัญที่สุดคือต้องแม่นพิมพ์ จำเนื้อให้ได้ เพราะอายุของพระจนถึงปัจจุบันก็ 100 ปีแล้ว หรือศึกษาเทียบเคียงองค์พระหลายองค์จากแหล่งหนังสือที่เชื่อถือได้ สังเกตหาจุดที่เหมือนกันเพื่อเป็นจุดสังเกตของพิมพ์เฉพาะตัวเราเองครับ

เณรนับร้อยบวชถวายสมเด็จพระเทพรัตนฯที่วัดภคินีนาถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/586178

  • วันที่ 11 เม.ย. 2562 เวลา 16:57 น.

เณรนับร้อยบวชถวายสมเด็จพระเทพรัตนฯที่วัดภคินีนาถ

เณรนับร้อยบวชถวายสมเด็จพระเทพรัตนฯที่วัดภคินีนาถ เรื่อง สมาน สุดโต

วัดพระภคินีนาถ ร่วมกับสำนักงานเขตบางพลัด และโรงเรียนราชนันทาจารย์ สามเสน จัดโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤาดูร้อน เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระหว่างวันที 31 มี.ค. ถึง 18 เม.ย.2562 มีนักเรียนระดับประถมเข้าร่วมโครงการมากถึง 107 คนพระราชอุดมมงคล (วิสิทธิ์ นนฺทิโย อายุ 97 ปี) เจ้าอาวาสวัดภคินีนาถ กล่าวว่า โครงการนี้ นอกจากจัดเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนฯ ราชสุดาสยามบรมราชกุมารีแล้ว ยังเป็นโครงการที่ชักนำเยาวชนให้คุ้นเคยกับวัดมีโอกาสทำงานร่วมกัน สร้างความสนิสนมคุ้นเคยต่อไปอีกด้วย

พระมหานรุตม์ รตนวณฺโณ ผู้ประสานงานโครงการ กล่าวว่า โครงการนี้เกิดจากความคิดริเริ่มของหลวงพ่อเจ้าอาวาสที่จัดมา 7 ปีแล้ว โดยเรียกว่าโครงการบ้าน วัด ประสานใจ ซึ่งได้รับความร่วมมือและความสนใจจากโรงเรียนและเยาวชน จะเห็นได้จากจำนวนผู้สมัครเข้าโครงการปีนี้ มากถึง 107 คน มากกว่าวัดอื่นๆ ในเขตบางพลัดด้วยกัน

เยาวชนจะบวชเพียงระยะสั้นแค่ปิดภาคฤาดูร้อน แต่ 4 รูป จากต่างจังหวัดขอบวชเรียนตลอดไป ซึ่งปีก่อน ๆ ก็มีจำนวนหนึ่งขอบวชเรียนต่อสายปริยัติธรรม และปริยัติธรรมแผนกสามัญ สามเณรจำนวนนี้จะได้รับการฝึกอบรมการเทศน์ตามที่หลวงพ่อเจ้าอาวาสแนะนำ จึงต้องเทศน์ทุกวันพระในพระอุโบสถ ญาติโยมได้ฟังเณรน้อยเทศน์ก็พอใจ

พระมหานรุตม์ ชื่นชมเยาวชนที่มาบรรพชาตามโครงการว่า ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ดี ไม่ว่าจะทำวัตร สวดมนต์ นั่งสมาธิ ออกบิณฑบาตร ทั้งๆ ที่เป็นเยาวชน

สามเณรฌาณวัฒน์ มาลัย (น๊อต) อายุ 10 ปี นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนพร้อมพรรณวิทยา กทม. บอกว่าบวชตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.ตลอดเวลาทำตามที่พระอาจารย์แนะนำได้ทุกอย่าง พร้อมทั้งบอกว่ามีเพื่อนใหม่อีก 3-4 คน ส่วนโปรแกรมของสามเณรแต่ละวัน เริ่มตื่นนอนตี 4 เพื่อทำกิจธุระส่วนตัว เวลา ตี 5 ทำวัตรสวดมนต์ เจริญจิตภาวนา เวลา 6 โมง ออกบิณบาตร เวลา 7-8 โมง ฉันเช้า เวลา 9 โมง อบรมกรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 พร้อมทั้งเดินจงกรม นั่งสมาธิ และออกบิณฑบาตรโปรดญาติโยมอีกครั้ง ก่อนฉันเพลในเวลา 11.00 น. เวลา 12.00น.ถึง 13.00 น.เบรกหนึ่งชั่วโมงเวลา 13.00น ถึง 17.00 น. บรรดาสามเณรทั้งนั้น จะต้องเดินเรียนหมุนเวียนจนครบ 5 ฐาน ซึ่งแต่ละฐานใช้เวลา 50 นาทีเวลา 17.00น. พักผ่อน ฉันน้ำปานะ และสรงน้ำ เมื่อถึงเวลา 18.00 น. สามเณรพร้อมกันที่ลานธรรม เพื่อสวดมนต์ทำวัตรเย็น ถึงเวลา 19.40 น. พักดื่มน้ำปานะเวลา 20.00 น. เป็นไฮไลต์ เพราะเป็นช่วงที่วิทยากรที่มีความสามารถมาถวายความรู้ ทำให้สามเณรรู้สึกสนุก จนกระทั่งเวลา 21.30 น. เข้านอน

อย่างไรก็ตาม ก่อนทำกิจกรรมเตรียมความพร้อม ก่อนทำวัตรเช้าทำวัตรเย็นจะให้สามเณรท่องกลอนบทนี้ก่อน เพื่อปลุกใจ ชื่อบทกลอนว่า ” เสียงครวญจากลูกเณร” (แต่งโดย พระมหาสายันต์ แห่งวัดน้ำวน อ.เมือง จ.ปทุมธานี)

ตี 4 เณรตื่นนอน เก็บสื่อหมอน ถอนความง่วงล้างหน้าไม่อาวรณ์แล้วสัญจรไปครองผ้าพวกเรารู้หน้าที่มีวินัยใจเข้มแข็งอากาศแม้ร้อนแรงท้องเหี่ยวแห้งไม่ย่อท้อตอนเช้าเที่ยวบิณบาต เดินโปรดสัตว์ทุกวันไปเจอโยมยิ้มหน้าใสยกมือไหว้ใส่บาตมาถึงวัดจัดสำรับ มองดูกับน้ำลายกล้าก่อนฉันต้องพิจารณาพวกเราว่าปฏิสังขาโยสายมาร่วมทำกิจกรรมตามประสาบางองค์ท่องตำราเพิ่มศรัทธาของญาติโยมกะว่าบวชครั้งนี้คงได้ดีมิเสียหน้าไม่ยอมให้มารดาต้องระอาเพราะลูกเณรแม่จ๋าแม่ของเณรมองดูเณรซิแม่จ๋าดูเณรให้เต็มตาว่าโสภาขนาดไหนไม่รักคงไม่บวชโดนแม่สวดเลยบวชไปแม่บ่นเณรทนไหวด้วยใจรักจักแทนคุณจีวรเหลืองอร่ามมองดูงามตามวิสัยโยมแม่จงมีชัยปลอดโรคภัยไร้โรคาขอแม่จงศรัทธา…พุทธศาสนา เณรให้พรฯ

ไทยนับถือพระคเณศมากสุดในสุวรรณภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/586153

  • วันที่ 11 เม.ย. 2562 เวลา 14:21 น.

ไทยนับถือพระคเณศมากสุดในสุวรรณภูมิ

ไทยนับถือพระคเณศมากสุดในสุวรรณภูมิ

บรรดาประเทศในสุวรรณภูมิ 5 ประเทศนั้น ประเทศไทยเป็นประเทศที่เคารพนับถือพระคเณศเป็นที่ 1 จากการประเมินของ ดร. อมรา ศรีสุชาติ ที่ปรึกษากรมศิลปากร ที่ตอบคำถามผู้เขียนหลังจาก เสวนาทางวิชการ เรื่องพระคเณศ เทพแห่งศิลปวิทยา ตำนานความเชื่อ และประติมานวิยา ที่หอดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เนื่องในสัปดาห์วันอนุรักษ์มรดกไทย เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2562 โดยมีวิทยากรร่วมเสวนา อีก 3 ท่านคือ ดร.จิรัสสา คชาชีวะ และอรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร และสมชาย ณ นครพนม ผู้ทรงคุณวุฒิกรมศิลปากร เป็นผู้ดำเนินรายการ

การที่ประเทศไทยมาเป็นที่ 1 ในการนับถือพระคเณศ และเทพต่างๆ เพราะไทยเป็ประเทศเสรี เปิดรับเทพทุกองค์ ในขณะที่พื้นที่ๆ เป็นศาสนสถานของชาวพุทธก็มิได้จำกัดพื้นที่สำหรับพุทธ แต่เปิดรับเทพต่างๆ บางแห่งสร้างใหญ่โต เกินหน้าพระพุทธรูป ด้วยซ้ำ จึงพบว่าในโบสถ์ ในวิหารแทนที่จะมีแต่พระพุทธรูปกลับมีเทพต่างๆ มาตั้งเคียงข้าง หรือบางแห่งเป็นหลักเลยก็มี ส่วนพระสงฆ์ก็ต่อต้าน บอกว่าเป็นศรัทธาญาติโยมดร.อมรา ว่าแบบนี้จะไม่พบเห็นในประเทศอินเดีย เพราะเขาแบ่งวิหารเทพองค์ใดก็ขององค์นั้น ไม่ปะปนกัน บนเวทีเสวนานั้น ดร.อมรา เล่าถึงชื่อของพระคเณศว่า มีมากถึง 108 ชื่อ สอดคล้องกับการฉลอง 108 ปีแห่งการสถาปนากรมศิลปากร ใน พ.ศ. 2562 พอดี

ชื่อต่างๆ ของพระคเณศ มีความหมายในชื่ออยู่แล้วเช่น คชานนะ เจ้าแห่งช้าง วิฆเณศวร เจ้าแห่งอุปสรรค วินายกะ นายกใหญ่ แต่ที่ ดร.อมรารู้สึกชื่นชอบ คือ ชายษฐราช หัวหน้าคนสูงอายุ หรือหัวหน้าของคนที่เป็นพี่ทั้งหลาย พร้อมกันนั้นได้บอกคาถาบูชา พระคเณศ ว่า ปุญญาหะวจนะ ขอให้เทพเจ้าแห่งอุปสรรคทั้ง 2 เจ้านายของอุปสรรค จงโปรดกรุณาด้วย

หนังสือ 108 ปีแห่งการสถาปนากรมศิลปากร ที่น.ส.พิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ เป็นบรรณาธิการ เล่าเรื่องพระคเณศ พร้อมภาพประกอบอีกหลายรูปแบบ รวมทั้งปกก็เป็นรูปพระคเณศด้วย ส่วนบทความหลักในเล่ม เล่าเรื่องพระคเณศตั้งแต่ประติมานวิทยา ว่า ด้วยลักษณะของพระคเณศ เช่นมีร่างกายเป็นมนุษย์ สัณฐานต่ำเตี้ย อกกว้าง ท้องพลุ้ย ศีรษะใหญ่และเป็นช้าง หูใหญ่เหมือนกระด้ง ปาก และตา มีขนาดเล็ก มีงวงคดโค้ง (จะโค้งไปทางซ้ายเป็นส่วนใหญ่ ส่วนโค้งไปทางขวานั้น พบที่ไหนให้รีบเก็บรักษา เพราะหายากมาก) ใบหน้าสีแดง โดยมีหนูเป็นพาหนะ และมีธงประจำองค์ ก็เป็นรูปหนู เช่นกัน

อ.สมชาย ณ นครพนม เล่าเรื่องพระคเณศ กับหนู ทำนองไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ว่า เพื่อนคนหนึ่งบูชาพระคเณศ สม่ำเสมอ วันหนึ่งบ่นให้ อ.สมชาย ฟังว่าทำไมบ้านเขาจึงมีหนูมากเหลือเกิน อ.สมชายถามว่าบูชาพระคเณศ หรือเปล่า เขาบอกว่าบูชา ต่อมา อ.สมชายไปจ.เชียงใหม่ ซื้อหนูที่ทำด้วยเซรามิกให้เพื่อนเอาไปถวายพระคเณศศ เมื่อพบกันอีกครั้ง เพื่อนบอกด้วยความดีใจว่าหนูในบ้านหายไปหมดแล้ว

พระคเณศ สมัย ร.6 พระคเณศ เข้าสู่เมืองไทย ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 ซึ่งมีลักษณะของศิลปะอินเดียและศิลปะอื่นๆที่เจริญและแพร่หลายอยู่ในดินแดนนี้ก่อนสมัยสุโขทัย เช่น ศิลปะทาวารวดี และศิลปเขมรเป็นต้น แต่มารุ่งเรืองในสมัยในสมัยรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ทรงความสนใจศึกษาภารตวิทยาแนวตะวันตก และทรงพระราชนิพนธ์เนื่องด้วยเทววิทยาหลายเรื่อง จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “เทวลัยพระคเณศ” ในฐานะเทพแห่งศิลปศาสตร์ ณ พระราชวังสนามจันทร์ สำหรับบวงสรวงบูชาเป็นสิริมงคล นับแต่นั้นบทบาทของพระคเณศ ในฐานะเทพเจ้าแห่งศิลปวิทยาการจึงได้รับการฟื้นฟูและเผยแพร่กว้างขวางไปในสังคมไทย

ตราสัญลักษณ์ ปัจจุบันพระคเณศ เป็นตราสัญลักษณ์ ของสถาบันที่เกี่ยวข้องกับงานด้านอักษรศาสตร์และวรรณคดี เช่น ตราเครื่องหมายวรรณคดีสโมสร ต่อมาใช้เป็นตราสัญลักษณ์ของหน่วยงานและสถาบันการศึกษาด้านศิลปกรรม นาฏศิลป์ และดุริยางคศิลป์ ได้แก่ ตราประจำกรมศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาลัยช่างศิลป วิทยาลัยนาฏศิลป และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์จากบทบาทฐานะในแวดวงศิลปกรรม พระคเณศจึงเป็นที่รู้จักและยอมรับในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันพระคเณศได้รับความนับถือทั่วไปในฐานะเทพผู้ขจัดอุปสรรคและบันดาล

พระลีลาหนังตะลุง เนื้อผงยาจินดามณี หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว จ.นครปฐม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/585687

  • วันที่ 06 เม.ย. 2562 เวลา 13:07 น.

พระลีลาหนังตะลุง เนื้อผงยาจินดามณี หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว จ.นครปฐม

อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

มาชมพระเครื่องเนื้อผงยาจินดามณี หรือผงยาวาสนา ของหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว ที่แพงที่สุดและหาชมได้ยากสุดคือ พระผงยาจินดามณี พิมพ์ลีลาหนังตะลุง ซึ่งมีอยู่สองสี คือสีแดงเข้มอมน้ำตาลหรือสีน้ำตาลเข้ม สร้างขึ้นจากผงยาจินดามณีผสมกับน้ำผึ้ง ในท้องถิ่นนำมาฝนกับน้ำเป็นยารักษาโรค กับพระผงยาจินดามณีคลุกรัก เป็นสีน้ำตาลเข้มปนดำ องค์ที่นำมาให้ชมคือ พระพิมพ์ลีลาหนังตะลุง เนื้อผงยาจินดามณีคลุกรัก

พระพิมพ์ลีลาหนังตะลุง องค์นี้มีขนาดความกว้าง 2 เซนติเมตร สูง 5.5 เซนติเมตร พุทธลักษณะลีลาการก้าวย่างไปทางซ้ายมือ พร้อมทั้งยกมือซ้ายขึ้นแนวเดียวกับอก รูปลักษณ์คล้ายกับรูปหนังตะลุง อันเป็นที่มาของชื่อพระพิมพ์นี้ สำหรับพระลีลาหนังตะลุงองค์นี้ เป็นพระผงยาจินดามณีคลุกรัก ปิดทองมาเก่าแต่ดั้งเดิม เป็นพระที่ไม่ได้ผ่านการใช้หรือถูกผิวแต่ประการใด องค์พระมีหน้ามีตา มีลายเส้นที่คมชัด หลังมียันต์ลายมือที่จารเปียกชัดเจน ความหดตัวของเนื้อผงยาจินดามณีที่คลุกรัก ปรากฎเป็นเอกลักษณ์ความเก่าของพระแท้

หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว ได้สร้างพระเครื่องและเครื่องรางของขลัง เป็นจำนวนมาก พระยอดนิยมที่หลวงปู่บุญสร้างขึ้นนั้น จะเป็นพระผงยาจินดามณีในพิมพ์ต่าง ๆ ซึ่งมักจะสร้างคู่กันกับพระเครื่องดินเผา แนวทางการสะสม พระผงยาจินดามณี ควรเลือกสะสมแต่พิมพ์ที่เป็นมาตรฐานจะปลอดภัยกว่า ของแท้มีเอกลักษณ์ มีความเก่าเป็นธรรมชาติ ตัวยามีทั้งออกสีดำหรือ สีน้ำตาลเข้ม ถ้าไม่คลุกรักก็จะออกสีน้ำตาลเข้มปรากฏความแห้ง เก่าชัดเจน เช่น พิมพ์ลีลาหนังตะลุง องค์นี้เป็นต้น

พระเครื่องเนื้อผงยาจินดามณีของหลวงปู่บุญนั้น นับว่าเป็นสุดยอดของวัดกลางบางแก้ว เนื่องจากยาจินดามณี เป็นยาที่มีคุณอเนกอนันต์และมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่เสาะหาของนักสะสมพระเครื่อง ตำรับยานี้เป็นของตกทอดมากับวัดกลางบางแก้ว มีการบันทึกไว้โดยพระอาจารย์ทอง เจ้าอาวาสรูปก่อนหน้าหลวงปู่บุญ ว่ากันว่า ตำรับยานี้เป็นของสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว แห่งกรุงศรีอยุธยา

ตำรับยานี้บันทึกในสมุดข่อย ลงทองล่องชาด เป็นสมบัติล้ำค่าของวัดกลางบางแก้ว กล่าวถึงกรรมวิธีการสร้างที่ละเอียดและยุ่งยากมาก เฉพาะแค่หาตัวว่านยามาให้ครบตามตำรา ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ว่านยาแต่ละชนิดต้องนำมาเสกด้วยคาถากำกับ เมื่อเสกตัวยาแต่ละส่วนแล้ว ก็เอามาผสมคลุกเคล้ากันโดยมีเสกคาถากำกับตลอดเวลา ตัวหินบดยาก็ต้องลงอักขระ ทั้งตัวลูกหินและแม่หินและมีคาถากำกับขณะบดยาด้วย

มีบันทึกส่วนที่เป็นเครื่องยานั้นตามตำรับได้บรรยายเป็นโครงกลอนถึงตัวยาว่า “จินดามณีโอสถอันพิลาสประกอบดอกคราด ดอกจันทร์ เกสรบุษบัน เปราะหอมกำยาน โกฐสอ โกฐเขมา ทองน้ำประสาน เปลือกกุ่มชลธาร กรุงเขมาเท่ากัน ผสมแล้วตำบดพิมเสม ชะมด น้ำผึ้งรวงรัน กฤษณา น้ำมะนาว น้ำมะเขือขื่นคั้น ผสมยาเข้าด้วยกัน บดปั้นตากกิน เป็นยาวาสนา เลิศล้ำตำราในโลกแผ่นดิน อุปเท่ห์กล่าวไว้ ผู้ใดได้กินจะสวัสดิ์โสภิณกว่าคนทั้งหลาย พัสดุเงินทอง จักพูนกูลนอง กว่าโลกหญิงชายนำมาบูชา อหิวาต์ก็มิวาย ระงับอันตราย ทั้งสี่กิริยาโทษหนักเท่าหนัก มาตร์แม้นประจักษ์ ถึงกาลมรณา ถ้าแม้นใครกิน ซึ่งยาวาสนากลับน้อยถอยคลา เคลื่อนคลายหายเอย “

มีบันทึกมาตั้งแต่ในอดีตว่า ยาจินดามณีหรือยาวาสนา เป็นยาที่ทรงคุณวิเศษเพื่อช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้รวมถึงโรคที่เกิดจาก “เคราะห์กรรม” ผู้ใดได้กินยานี้จะบันดาลให้เคลื่อนคลายและทุเลาเบาบางลงได้ และมีลาภผลบังเกิดแก่ตน ป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ดี แม้แต่ผู้ป่วยด้วยโรคร้ายที่อาจจะถึงตายก็บรรเทาเบาบางลงได้ ถ้าเกิดคดีความให้เอาเม็ดยาแช่น้ำและทำน้ำมนต์ความจะสูญ

ผู้ใดที่ใกล้ถึงแก่ชีวิตอาจช่วยให้ฟื้นคืนสติได้ชั่วคราวโดย ฤทธิ์ยาจินดามณีจะช่วยประชุมธาตุให้อินทรีย์และจิตวิญญาณอยู่ครบ เพื่อให้มีสติมีกำลังในการสั่งเสียลูกหลานเป็นครั้งสุดท้าย และยังสามารถพกพาติดตัวเพราะยาจินดามณีขึ้นชื่อว่ามีเป็นเมตตามหานิยม หากนำติดตัวเข้าป่า จะป้องกันคุณไสย สัตว์ร้าย และภูตผีทั้งหลายได้

การสร้างยาจินดามณี มีการบันทึกว่า หลวงปู่บุญ ได้สร้างยาจินดามณีเพียง 2 ครั้งเท่านั้นคือ ใน พ.ศ.2435 และ พ.ศ. 2476 เพราะความยุ่งยากในการสร้างตามตำราโบราณ เมื่อได้ตัวยาตามต้องการแล้ว จึงจัดการทำพิธี ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ กลางเดือน 12 ซึ่งหากปีใดได้ราชาฤกษ์ หรือเพชรฤกษ์ จัดว่าดีเยี่ยม ต้องจัดเครื่องสังเวยเทวดา บัตรพลีต่างๆ รวมทั้งราชวัตรฉัตรธง ภายในพระอุโบสถมีสายสิญจน์รอบพระอุโบสถ แต่ละทิศให้ลงยันต์ประจำทิศด้วยผ้าแดงเอาไว้ ด้านหน้าพระอุโบสถให้ลงยันต์ตรีนิสิงเห และยันต์จินดามณีประกอบไว้เป็นพิเศษด้วย

แม้แต่ผู้ป่วยด้วยโรคร้ายที่อาจจะถึงตายก็บรรเทาเบาบางลงได้ ถ้าเกิดคดีความให้เอาเม็ดยาแช่น้ำและทำน้ำมนต์ความจะสูญ และผู้ใดที่ใกล้ถึงแก่ชีวิตอาจช่วยให้ฟื้นคืนสติได้ชั่วคราวโดย ฤทธิ์ยาจินดามณีจะช่วยประชุมธาตุให้อินทรีย์และจิตวิญญาณอยู่ครบ เพื่อให้มีสติมีกำลังในการสั่งเสียลูกหลานเป็นครั้งสุดท้าย และยังสามารถพกพาติดตัวเพราะยาจินดามณีขึ้นชื่อว่ามีเป็นเมตตามหานิยม หากนำติดตัวเข้าป่า จะป้องกันคุณไสย สัตว์ร้าย และภูตผีทั้งหลายได้

การสร้างยาจินดามณี มีการบันทึกว่า หลวงปู่บุญ ได้สร้างยาจินดามณีเพียง 2 ครั้งเท่านั้นคือ ในปี พ.ศ.2435 และปีพ.ศ. 2476 เพราะความยุ่งยากในการสร้างตามตำราโบราณ เมื่อได้ตัวยาตามต้องการแล้ว จึงจัดการทำพิธี ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ กลางเดือน 12 ซึ่งหากปีใดได้ราชาฤกษ์ หรือเพชรฤกษ์ จัดว่าดีเยี่ยม ต้องจัดเครื่องสังเวยเทวดา บัตรพลีต่างๆ รวมทั้งราชวัตรฉัตรธง ภายในพระอุโบสถมีสายสิญจน์รอบพระอุโบสถ แต่ละทิศให้ลงยันต์ประจำทิศด้วยผ้าแดงเอาไว้ ด้านหน้าพระอุโบสถให้ลงยันต์ตรีนิสิงเห และยันต์จินดามณีประกอบไว้เป็นพิเศษด้วย

เมื่อได้ฤกษ์ให้ชุมนุมเทวดาแล้วให้พระภิกษุและฆราวาสที่ร่วมพิธีพร้อมกัน โดยเฉพาะฆราวาสที่เป็นหญิงให้ใช้สาวพรหมจารีซึ่งรักษาศีลอุโบสถมาแล้ว 3 วัน ส่วนฆราวาสชายต้องรักษาศีลอุโบสถเช่นกัน นอกจากนี้การปั้นเม็ดยานั้น ขณะปั้นเม็ดยาผู้ร่วมพิธีต้องภาวนาคาถาปั้นเม็ดยาตลอดเวลา หลังจากที่ปั้นเม็ดยาวาสนาจินดามณีเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่ก็จะนำไปปลุกเสกอีกอย่างน้อย 7 เสาร์ 7 อังคาร

การสร้างยาจินดามณี ส่วนใหญ่จะปั้นเป็นลูกกลมๆและเป็นแท่ง ลูกศิษย์ที่เข้าพิธีสร้างยา ได้นำมากดพิมพ์เป็นพระเครื่องพิมพ์ต่างๆ แล้วถวายให้หลวงปู่บุญปลุกเสกอีกครั้งหนึ่ง พระเครื่องที่สร้างด้วยผงยาจินดามณี มีหลายพิมพ์อาทิเช่น พิมพ์ลีลาซุ้มขีดหรือลีลาหนังตะลุง,พิมพ์ลีลากลับด้าน, พิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับ,พิมพ์พระประธาน,พิมพ์ซุ้มระฆัง,พิมพ์ซุ้มเรือนแก้ว,พิมพ์สมาธิเพชรซุ้มโค้ง,พิมพ์ซุ้มรัศมี,พิมพ์ซุ้มชินราช,พิมพ์สมเด็จฐานหกชั้น(ไพ่ตอง),พิมพ์ปรกโพธิ์ใหญ่,พิมพ์ปรกโพธิ์เล็ก,พิมพ์ห้าเหลี่ยมฐานหกชั้นพิมพ์สมาธิเกศแหลม เป็นต้น

หลวงปู่บุญ ขันธโชติ วัดกลางบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เกิดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2391 ตรงกับปลายรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ ต.ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร มรณภาพเมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2478 สิริรวมอายุ 87 ปี

สว่าง ณ กลางใจ ช่วยหลวงปู่ตอบคำถาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/585093

  • วันที่ 31 มี.ค. 2562 เวลา 09:21 น.

สว่าง ณ กลางใจ ช่วยหลวงปู่ตอบคำถาม

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับหลวงพี่ หลวงพ่อ ที่มีผลงานน่าเคารพในคอลัมน์สว่าง ณ กลางใจ มาตั้งแต่ปีแรกที่ออกหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ พระคุณเจ้าถูกใจและประทับใจก็ตัดใส่กรอบไว้โชว์

ในบรรดาหลวงพ่อที่ประทับใจกับข้อเขียนของผมนั้นหลวงปู่เจ้าอาวาสวัดภคินีนาถ ปัจจุบันคือ พระราชอุดมมงคล (วิสิทธิ์) เป็นที่หนึ่ง เมื่อนำบทที่ท่านให้สัมภาษณ์ในคอลัมน์ สว่าง ณ กลางใจ ถ่ายสำเนาขนาดใหญ่ติดไว้ที่กุฏิและตามสถานที่ต่างๆ ในวัดภคินีนาถ เพื่อตอบคำถามคนที่สงสัยว่า ทำไมจึงได้ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดภคินีนาถ ทั้งๆ ที่สูงวัย เป็นพระบ้านนอก และมีสมณศักดิ์แค่พระครูเท่านั้น

บทสัมภาษณ์ ที่ตีพิมพ์ พ.ศ. 2551 มีดังนี้

พระครูอายุ 86 ปี จากปากเกร็ด มาเป็นเจ้าอาวาสวัดหลวงใน กทม.

เรื่องฮือฮาในวงการพระสงฆ์ก่อนเข้าพรรษาปี 2551 ไม่มีเรื่องใดเกินเรื่องที่มหาเถรสมาคม (มส.) เห็นชอบกับข้อเสนอของสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการ มส. เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ที่เสนอแต่งตั้งพระครูนนทสารวิสิทธิ์ เจ้าอาวาสวัดกลางเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ข้ามห้วยมาเป็นเจ้าอาวาสวัดภคินีนาถวรวิหาร พระอารามหลวง เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ทั้งๆ ที่พระครูมีอายุสูงถึง 86 ปี ถือว่าเป็นเรื่องแปลกที่คาดไม่ถึง

แต่เมื่อผมไปนมัสการและขอสัมภาษณ์หลวงพ่อพระครูที่วัดภคินีนาถ ก็พบความจริงว่าอายุเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น

วัดหลวงสมัยอยุธยา

วัดภคินีนาถวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2200 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ. 2325 เดิมมีชื่อว่า วัดบางจาก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระราชทานนามวัดใหม่ว่า ภคินีนาถ ทั้งนี้ เพราะสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพยวดี พระราชธิดาองค์น้อย ในรัชกาลที่ 1 ทรงสถาปนาใหม่ ปัจจุบันนอกจากพระอุโบสถที่สมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นั้นทรงสร้างแทนหลังเก่าแล้ว พระตำหนักที่ให้รื้อมาปลูกถวายวัดยังคงอยู่ในสภาพดีเช่นกัน

วัดนี้มีเจ้าอาวาสสับเปลี่ยนหลายรูป เมื่อพระราชมงคลมุนี (เงิน สุทนฺโต) อดีตเจ้าอาวาส รูปที่ 9 มรณภาพและได้รับพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2551 มส.จึงมีมติตั้งพระครูนนทสารวิสิทธิ์ จากวัดกลางเกร็ด อ.ปากเกร็ด มาเป็นเจ้าอาวาสลำดับที่ 10 แบบที่เหนือความคาดหมาย

เปิดใจพระครูนนทสารวิสิทธิ์

“คนอายุ 86 ปี แล้ว บ้านนอกเขาไม่เอามาเป็นสมภารหรอก แก่เกินแกงแล้ว” เป็นเสียงพูดที่ฟังดูจริงจัง มีกังวานและเข้มแข็ง มิใช่เสียงพูดคนอื่น แต่เป็นของพระครูนนทสารวิสิทธิ์ พระเถระอายุ 86 ปี ที่ผู้คนกล่าวถึงว่า อายุ 86 ปีแล้วยังได้รับความไว้วางใจจากสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการ มส. และคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม ขอมติ มส.ให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดภคินีนาถ พระอารามหลวง ในกรุงเทพมหานคร เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็คาดไม่ถึง

หลวงพ่อเล่าว่า ผู้คนยิ่งแปลกใจใหญ่ที่เอาพระอายุ 86 ปี มาเป็นสมภารในกรุงเทพฯ และเป็นวัดหลวงด้วย จึงเป็นพระที่ประหลาด แต่สมเด็จวัดชนะสงคราม (สมเด็จพระมหาธีราจารย์) ให้โอวาทในวันที่มอบพระบัญชาแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดภคินีนาถ ก่อนเข้าพรรษาไม่กี่วันว่า อายุ 88 ปี ก็เคยตั้ง (เป็นเจ้าอาวาส) มาแล้วนะ (ดังนั้นจึงไม่แปลก)

ท่านพระครูเจ้าอาวาสรูปใหม่แต่หน้าเก่า บอกว่า ข้อใหญ่ใจความที่สมเด็จพระมหาธีราจารย์ให้โอวาทในวันนั้น บอกเหตุผลว่าการที่ตั้งพระสูงอายุมาเป็นเจ้าอาวาส เพราะพระครูเคยเป็นศิษย์เก่าที่นี่ รู้เรื่องอะไรต่างๆ ดี จึงต้องการให้มาดูแลวัด แม้ว่าจะไม่ได้ทำความเจริญอะไรให้เพิ่มขึ้น ก็ให้พยายามรักษาความเจริญที่มีอยู่แล้วให้คงอยู่เท่านั้น

(ขอสรุปจากบทสัมภาษณ์ที่เคยพิมพ์ไปแล้วว่า ชื่อเดิม วิสิทธิ์ นามสกุล ขวัญเมือง เกิดที่บ้านคลอง บางบัวทอง อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ตรงกับวันที่ 21 ต.ค. 2465 มาอยู่วัดภคินีนาถตั้งแต่เป็นเด็ก พ.ศ. 2478 บวชเณร พ.ศ. 2480 อุปสมบทที่วัดภคินีนาถ พ.ศ. 2486 มีพระพิมลธรรม (ช้อยฐานทตฺโต) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร) ครั้งเป็นพระปริยัติโสภณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูอุปการประชากิจ วัดภคินีนาถ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ สอบได้ น.ธ.เอก พ.ศ. 2486 และสอบ ป.ธ.5 ได้ พ.ศ. 2500)

หลวงพ่อจากวัดภคินีนาถไปเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2502 ไปอยู่วัดใหญ่ ปากเกร็ด ตามที่มีผู้นิมนต์เพื่อให้เป็นสมภาร เพื่อสืบต่อการบริหารแทนสมภารที่มีสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณแต่กำลังถูกโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน มีทีท่าว่าจะหมดหวัง หากแต่หลวงพ่อขณะนั้นเป็นพระมหาหนุ่มๆ ไม่ได้สืบต่อการบริหารอะไรเลย เนื่องจากเจ้าคุณเจ้าอาวาสรูปนั้นดีวันดีคืน จนกระทั่งหายป่วย มีอายุยืนยาวมาได้อีก 18 ปี จึงมรณภาพ

อย่างไรก็ตาม เมื่ออยู่วัดใหญ่ 5 ปี ก็ถูกส่งให้มาดูแลวัดกลางเกร็ด ที่เจ้าอาวาสลาสิกขาบท จึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสแทนตั้งแต่ พ.ศ. 2507 อยู่เรื่อยมารวมเวลา 44 ปี ช่วยพัฒนาวัดกลางเกร็ดที่ทรุดโทรม เต็มไปด้วยรังนกกระจอก ให้ขึ้นมาอยู่ในแถวหน้าได้ แม้แต่การสร้างศาลาการเปรียญ จอมพลถนอม กิตติขจร ยังขึ้นไปดู

นอกจากเป็นเจ้าอาวาสแล้วยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะอำเภอปากเกร็ด ดำรงตำแหน่งนานถึง 20 กว่าปี จึงเกษียณเมื่ออายุ 80 ปี และต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษา และอยู่มาจนกระทั่งย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดภคินีนาถ

ทำไมจึงกลับมาวัดภคินีนาถอีก

การที่กลับมาวัดภคินีนาถอีก เพราะพระผู้ใหญ่ให้มา หลวงพ่อเล่าว่า เหตุเกิดในวันพระราชทานเพลิงศพ เจ้าคุณพระราชมงคลมุนี อดีตเจ้าอาวาสวัดภคินีนาถ วันที่ 19 เม.ย. 2551 เมื่อสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (เจ้าคณะใหญ่หนกลาง) เรียกให้มานั่งใกล้ๆ แล้วบุกเลยว่า ให้กลับมาเป็นสมภารที่วัดนี้ หลวงพ่อตอบไปโดยไม่ลังเลว่าผมอายุมากแล้ว แก่เกินแกงแล้ว สมเด็จพูดตัดบทว่า เอาเถอะๆ หลวงพ่อจึงตอบไปว่า ผมไม่รังเกียจอะไร งานพระศาสนาอยู่ที่ไหนก็ทำงานเพื่อพระศาสนาได้ พร้อมทั้งย้ำเรื่องอายุ และบอกว่าขอปรึกษาพรรคพวกอีกสักหน่อย แต่ก็ไม่ได้ปรึกษาใคร นอกจากผู้ที่ทราบจะบอกว่าผู้ใหญ่เมตตาขนาดนี้แล้ว ถ้าเบี้ยว จะมีปัญหา ทั้งนี้ ไม่เคยมีอย่างนี้ ที่พอเผาศพสมภารเก่าเสร็จ (สมเด็จ) ลุยเลย หายากมาก เพราะอย่างน้อยท่านต้องเรียกไปคุยอย่างนั้นอย่างนี้ก่อน แต่กรณีหลวงพ่อนี่พอลงจากเมรุเผาศพเท่านั้น (สมเด็จ) ก็ลุยเลย

วันหนึ่งมีงานที่วัดกู้ ปากเกร็ด นนทบุรี หลวงพ่อก็ไป พระพรหมโมลี เจ้าคณะภาค 1 (ปัจจุบันเป็น สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์) รับนิมนต์ไปวัดกู้ด้วย เจ้าคณะภาค 1 พูดให้เตรียมตัวย้ายวัดตามที่สมเด็จ (วัดชนะสงคราม) บอกมาได้แล้ว ซึ่งตอนนั้นก็ลังเล อยากไปบอกคืนแต่ก็ไม่ได้ไป

ในที่สุดก็มารับตำแหน่งตามที่สมเด็จพระมหาธีราจารย์ บอกไว้

วันที่มารับตำแหน่งเจ้าอาวาสนั้น สมเด็จพระมหาธีราจารย์เป็นผู้มอบพระบัญชาแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดภคินีนาถ แล้วให้โอวาทว่า “ขอบใจที่ยอมมาเป็นสมภารที่นี่ แม้อายุจะมาก 86 ปีแล้ว ก็ไม่ต้องวิตก เพราะมากกว่านี้ เช่น อายุ 88 ปี ก็เคยตั้งมาแล้ว พร้อมกับบอกว่าสมภารอยู่วัดไหน หากเข้ากับชาวบ้านที่นั่นได้ ปัญหามันน้อย ถ้าเข้ากับชาวบ้านไม่ได้ ชาวบ้านไม่รับ ปัญหามาก เพราะการปกครองเป็นเรื่องใหญ่

เมื่อมาอยู่วัดภคินีนาถ พ.ศ. 2551 หลวงพ่อเจริญในสมณศักดิ์ จากสมณศักดิ์พระครูที่ได้รับ พ.ศ. 2540 ก็ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณชั้นสามัญ วันที่ 5 ธ.ค. 2551 ที่ พระมงคลสิทธิญาณ ต่อมาวันที่ 5 ธ.ค. 2558 ได้เลื่อนเป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชอุดมมงคล ถึงปัจจุบัน

พระราชทานโกศ หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต เท่ารองสมเด็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/584296

  • วันที่ 24 มี.ค. 2562 เวลา 10:02 น.

พระราชทานโกศ หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต เท่ารองสมเด็จ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปในการพระราชทานเพลิงศพพระคุณเจ้าหลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต

ณ เมรุชั่วคราว วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ต.คลองควาย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ในวันพฤหัสบดีที่ 21 มี.ค. 2562 เวลา 15.00 น.

เทียบเท่าพระราชาคณะชั้นรองสมเด็จ

เมื่อหลวงปู่บุญฤทธิ์ มรณภาพเมื่อเวลา 22.22 น. ของวันที่ 14 พ.ย. 2561 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สิริอายุ 104 ปี หลังเข้ารับการรักษาอาการอาพาธตั้งแต่วันที่ 27 ก.ย. 2561

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงสรงศพ โกศแปดเหลี่ยม ฉัตรเบญจาตั้งประดับ ปี่กลองชนะประโคมเวลาสรงน้ำศพ เป็นเกียรติยศแก่สรีรสังขาร องค์หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต เป็นกรณีพิเศษ

เกร็ดความรู้เรื่องโกศแปดเหลี่ยม โกศแปดเหลี่ยม จัดอยู่ในลำดับชั้นที่ 13 ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้กับพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรอง คุณท้าวนางสนองพระโอษฐ์ เจ้าจอมมารดา หม่อมเจ้าที่ไม่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ถ้าจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานโกศจะได้รับพระราชทานโกศแปดเหลี่ยม ผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประถมาภรณ์ช้างเผือกขึ้นไป/ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ และขุนนางชั้นพระยาพานทอง หรือเทียบเท่า

โกศแปดเหลี่ยม รัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างทำด้วยไม้แกะสลักลวดลายทรงแปดเหลี่ยมฝายอดทรงมณฑป ปิดทองล่องชาด ประดับกระจกสี สำหรับฉัตรเบญจาเป็นฉัตร 5 สี ซึ่งหมายรวมไปถึงฉัตรที่เขียนลายที่เรียกว่า “ฉัตรกำมะลอ” ด้วยฉัตรชนิดนี้ใช้สำหรับเชิญตั้งหรืออัญเชิญเข้าร่วมขบวนแห่ในงานศพ

ประวัติหลวงปู่บุญฤทธิ์ปัณฑิโต

หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต เป็นพระนักปฏิบัติที่มีจริยางดงาม อดีตเป็นนักศึกษาจบปริญญาจากต่างประเทศ เป็นข้าราชการหนุ่มที่มีอนาคตสดใส แต่ด้วยความเลื่อมใสปฏิปทาพระป่าสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จึงลาออกจากราชการ แล้วออกบวชและปฏิบัติธรรมแบบถวายชีวิตต่อพระศาสนา ออกธุดงค์อยู่ตามป่าตามเขาโดยตลอด หลวงปู่บุญฤทธิ์เป็นศิษย์สำคัญองค์หนึ่งของหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ที่ทั้งพระและโยมในวงพระธุดงค์กรรมฐานรู้จักเป็นอย่างดี และเป็นศิษย์กรรมฐานของพระอาจารย์กู่ ธัมมทินโน หลวงพ่อลี ธัมมธโร และออกป่าติดตาม หลวงปู่ชอบ ฐานสโม นานถึง 9 ปี

หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต เป็นบุตรชายของคุณหลวงพินิจจินเภท ต้นตระกูลจันทรสมบูรณ์ มารดาชื่อนางพินิจจินเภท (แส จันทรสมบูรณ์) เกิดวันพฤหัสบดีที่ 18 ก.พ. 2457 อายุ 96 ปี ปีขาล ขึ้น 5 ค่ำ อ.พิชัยดาบหัก จ.อุตรดิตถ์

ชีวิตเยาว์วัยโยมมารดา เป็นผู้มีความศรัทธาในบวรพุทธศาสนา วัยสาวเคยเข้ารับการอบรมในวัง ชอบอ่านหนังสือ ทำอาหาร งานศิลปะต่างๆ ได้ถ่ายทอดลักษณะนิสัย ระเบียบชีวิต แนวคิดต่างๆ ให้หลวงปู่อย่างสมบูรณ์ สอนให้หลวงปู่สวดมนต์ไหว้พระ อ่านหนังสือธรรมะ วารสารความรู้ต่างๆ จนติดเป็นนิสัย

อายุเข้าเกณฑ์เรียน เรียนที่โรงเรียนสตรีประจำ จ.อุตรดิตถ์ ชั้นประถมมัธยมอายุ 10-11 ขวบ หลวงปู่ถูกส่งตัวเข้ามาเรียนที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล กทม. รุ่น 1 อาศัยอยู่กับคุณพระโสภณเพชรรัตน์ จนจบ ม.8 ภาษาฝรั่งเศส หลวงปู่เคยได้รับรางวัลเขียนประกวดเรียงความชนะเลิศจาก จอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งเป็น รมต.กลาโหม สมัยนั้น หลวงปู่สอบชิงทุน (ก.พ.) ได้ไปศึกษาต่อที่ฮานอย ประเทศเวียดนาม พ.ศ. 2475 กลับจากเวียดนามรับราชการที่หอสมุดแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย และภายหลังเป็นทูตที่พระตะบอง

หลวงปู่ได้บรรพชาอุปสมบทในปี 2489 ที่วัดศรีเมือง จ.หนองคาย โดยมีพระธรรมไตรโลกาจารย์ อายุ 95 ปี เป็นพระอุปัชฌาย์

ปี 2491 หลวงปู่ไปจำพรรษากับท่านพระอาจารย์ลี ธัมมธโร วัดป่าคลองกุ้ง

ปี 2492 หลวงปู่ไปจำพรรษาที่วัดเจดีย์หลวงพบหลวงปู่แหวน สุจิณโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม หลวงปู่ชอบฐานสโม

ปี 2493 หลวงปู่ไปจำพรรษาที่วัดป่าบ้านยางผาแด่น อุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่ชอบอยู่หลายเดือน เริ่มจากตี 5-5 โมงเย็น ตักน้ำ ต้มน้ำ ล้างบาตร จัดอาสนะ พอเย็นถวายอาบน้ำ ถวายขัดตัวท่าน กวาดวิหารไม้ไผ่ เตรียมจัดอาสนะให้ท่านนั่ง และออกธุดงค์ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ในการปฏิบัติ พระป่าต้องมีสติในทุกอิริยาบถ

พูดได้ 6 ภาษา

ด้วยความเลื่อมใสปฏิปทาพระป่าสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านจึงลาออกจากราชการแล้วออกบวช โดยบรรพชาอุปสมบทในปี 2489 ที่วัดศรีเมือง จ.หนองคาย และปฏิบัติธรรม ออกธุดงค์อยู่ตามป่าตามเขาโดยตลอด จนกลายเป็นศิษย์ของหลวงปู่ชอบ ฐานสโมและจำพรรษาด้วยกัน อุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่ชอบอยู่หลายเดือน จากนั้นหลวงปู่บุญฤทธิ์ ได้เป็นพระธรรมทูต เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศกว่า 30 ปี เช่น เม็กซิโก สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ จีน เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ซึ่งหลวงปู่พูดได้ถึง 6 ภาษา กระทั่งจำพรรษาที่สำนักปฏิบัติธรรมสวนทิพย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ก่อนมีอาการอาพาธ ต้องรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง และได้ละสังขารเมื่อวันที่ 14 พ.ย. เวลา 22.22 น. ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สิริอายุ 104 ปี

อธิการบดี มจร นำคณะเยี่ยมบัณฑิตอาสา บนดอยแม่สะเรียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/583544

  • วันที่ 17 มี.ค. 2562 เวลา 11:30 น.

อธิการบดี มจร นำคณะเยี่ยมบัณฑิตอาสา บนดอยแม่สะเรียง

เรื่อง: สมาน สุดโต

มจร เยี่ยมบัณฑิตอาสา

อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) พระราชปริยัติกวี (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) ชื่นชมพระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขาที่สนองพระพุทธดำรัส “จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตายฯ” และช่วยแบ่งเบาภาระภาครัฐ แก้ปัญหา-พัฒนาสังคมได้อย่างดี

เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2562 คณะผู้บริหาร มจร ประกอบด้วย พระราชปริยัติกวี (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) อธิการบดี มจร พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสโร) รองอธิการบดี มจร ฝ่ายวางแผนและพัฒนา พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มจร ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ มจร พระครูโสภณพุทธิศาสตร์ รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มจร พระวิมลมุนี (นนทพันธ์ ปภสฺสโร) รองอธิการบดี มจร วิทยาลัยเขตเชียงใหม่ ผศ.ดร.อภิรมย์ สีดาคำ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มจร วิทยาลัยเขตเชียงใหม่ พร้อมด้วย สมหมาย สุภาษิต หัวหน้าทีมงานประชาสัมพันธ์ มจร และสื่อมวลชน เดินทางขึ้นยังอาศรมบ้านแม่ลิดป่าแก่ ต.แม่เหาะ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งอยู่บนดอยสูง เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามงานพระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา และมอบพระพุทธรูปแก่กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงผู้แสดงตนเป็นพุทธมามกะ โดยมี พระสุมณฑ์ศาสนกิตติ์ (อนันต์ จนฺทาโภ) เจ้าคณะจังหวัดแม่ฮ่องสอน เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยกองมู ธนกฤต ฉันทะจำรัสศิลป์ นายอำเภอแม่สะเรียง และวินัย ปุณยรัชตปรีดา ผู้อำนวยการพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) แม่ฮ่องสอน เข้าร่วม

งานบัณฑิตอาสาช่วยชาวบ้านอุ่นใจ

ในการให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน พระราชปริยัติกวี กล่าวว่า กุศลเจตนาของพระบัณฑิตอาสาที่มาทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาบนพื้นที่สูงเหล่านี้ เป็นไปตามพระพุทธพจน์ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ขอเธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไป เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนหมู่มาก” เมื่อมาเห็นพบว่าชาวบ้านมีความอบอุ่นใจในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น โดยก่อนนั้นเรื่องของศาสนาหรือเรื่องของความเชื่อ เขาก็ปฏิบัติตามประเพณีท้องถิ่น เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติที่เป็นบรรพบุรุษ ต้นไม้ ภูเขา เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจของเขาตามที่เคยเชื่อถือกันมา ซึ่งเป็นการสื่อสารทางเดียว เมื่อมีพระสงฆ์เข้ามาอยู่ด้วย ถ้ามีปัญหาชีวิตหรือมีข้อขัดข้องประการใดก็ยังมีที่พึ่ง ที่ปรึกษาเพิ่มขึ้น เป็นการสื่อสาร 2 ทาง มีความอบอุ่นใจเชิงประจักษ์ได้มากกว่า

อีกประการหนึ่ง คือ การอนุรักษ์สืบทอดรักษาประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิม โดยก่อนที่พระบัณฑิตอาสาจะเข้าไปในพื้นที่ แม้ว่าเขาจะมีวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามในท้องถิ่นดีอยู่แล้ว แต่เมื่อสังคมปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนไป ประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมก็อาจสูญหายไปได้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ อาจจะไม่มีแบบอย่างในการใช้ชีวิต ก็ได้พระสงฆ์ที่ชักชวนชาวบ้านให้ได้เป็นผู้นำในการจัดกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์และสืบทอดประเพณีท้องถิ่นซึ่งถือเป็นความมั่นคงด้านวัฒนธรรม

ช่วยอนุรักษ์ป่าและธรรมชาติ

อธิการบดี มจร กล่าวต่อว่า ประการที่สาม เป็นเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แต่เดิมที่คนในท้องถิ่นอยากใช้ทรัพยากรอย่างไรก็ใช้ไป เช่น การตัดไม้ เผาป่า ล่าสัตว์ แต่เมื่อมีพระสงฆ์ท่านเข้าไปอยู่แล้วสิ่งใดที่ควรจะได้จากธรรมชาติก็เอาตามสมควร ขณะเดียวกันพระสงฆ์ก็ชักชวนชาวบ้านให้ช่วยกันอนุรักษ์ดูแลด้วยการรักษาป่าบ้าง ปลูกป่าบ้าง อะไรบ้าง เพื่อเป็นการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งนี้เห็นว่าดีขึ้นมากหลังจากพระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขาเข้าไปอยู่ในพื้นที่ นอกจากนี้เรื่องของการดูแลความเป็นอยู่ของคนในชุมชนทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กเล็กเนื่องจากเวลากลางวันพ่อบ้านแม่บ้านก็ต้องออกไปทำมาหากิน ผู้เฒ่าผู้แก่และเด็กเล็กพระสงฆ์ท่านก็เข้าไปช่วยดูแล เป็นการอนุเคราะห์ สงเคราะห์ ทำให้ผู้ที่ออก ไปทำกินไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

ปัจจุบันพระบัณฑิตอาสามีอยู่ประมาณ 35 รูป ใน 35 อาศรม กระจายใน 4 จังหวัด มีเครือข่ายเชื่อมโยงกับพระธรรมจาริกตามที่คณะสงฆ์ได้ดำเนินการอยู่แล้ว

ตนจึงให้แนวทางไปว่า ควรจัดกลุ่มให้เป็นกลุ่มงาน หรือกลุ่มกิจกรรม เพื่อจัดกิจกรรมในชุมชน เช่น กิจกรรมส่งเสริมศีลธรรม คุณธรรมในชุมชน กลุ่มอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น และกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการทำงานมากยิ่งขึ้น

 

มจร ช่วยบรรเทางานรัฐ

“มจร เป็นสถาบันการศึกษาที่มีหน้าที่ผลิตบัณฑิตและพัฒนาสังคมอยู่แล้ว แม้ว่างานบริการวิชาการจะเป็นงานที่โดดเด่น แต่ก็ได้วางมาตรฐานพื้นฐานไว้เพื่อเติมพลังสติปัญญาความรู้แก่พระสงฆ์ที่ทำงานด้านนี้ เป็นการแบ่งเบาภาระช่วยเหลือสังคมประเทศชาติ เพื่อรัฐบาลจะได้เบาใจว่าพระสงฆ์โดยเฉพาะมหาจุฬาฯ ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาสังคมในส่วนที่ยังเห็นว่าไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะพระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา ซึ่งแต่ละรูปมีประสบการณ์อยู่แล้ว อันนี้จะเป็นไปตามพระพุทธประสงค์อุดมการณ์ของพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แก่พุทธสาวกผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาชุดแรกว่า ‘จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตายฯ’ (ภิกษุทั้งหลายท่านจงท่องเที่ยวจาริกไปเพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แก่ชนจำนวนมากและชาวโลก) ก็จะเป็นคุณูปการแก่สังคมและประเทศชาติสืบต่อไป” อธิการบดี มจร กล่าว

กราบหลวงปู่ทอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการเดินทางขึ้นสู่บ้านแม่ลิดป่าแก่ อธิการบดี มจร พร้อมคณะผู้บริหารส่วนกลาง วิทยาเขตเชียงใหม่และลำพูน ได้เดินทางเข้าถวายสักการะพระพรหมมงคล (หลวงปู่ทอง) ที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่

เปิดบ้านศีล 5 และธนาคารข้าว

เมื่อเดินทางถึงบ้านแม่ลิดป่าแก่ มีพระพิเดช จนฺทวณฺโณ พระบัณฑิตอาสาพัฒนาชาวเขา อาศรมบ้านแม่ลิดป่าแก่ พระปลัดสุชาติ สุวฑฺฒโก เลขานุการศูนย์ประสานงานโครงการฯ เจ้าอาวาสวัดห้วยบง อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ คณะพระบัณฑิตอาสาจากอาศรมต่างๆ ทั้ง 4 จังหวัด ได้แก่ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย และลำปาง พร้อมด้วย บุญเอง ปองบุญเกษม ชาวคริสต์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 บ้านแม่ลิดป่าแก่ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนในพื้นที่ร่วมถวายการต้อนรับ

พระราชปริยัติกวี เป็นประธานในการเปิดป้ายหมู่บ้านส่งเสริมศีล 5 จากนั้นได้ปลูกต้นอโศก ณ ด้านทิศใต้ขององค์พระธาตุเจดีย์ และเปิดป้ายธนาคารข้าวภายในอาศรม

สำหรับธนาคารข้าวนั้น พระพิเดช เจ้าอาศรมบ้านแม่ลิดป่าแก่ รายงานว่า บ้านแม่ลิดป่าแก่ มีประชากรทั้งหมด 1,010 คน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ปะเกอกะเญอ การดำรงชีวิตอาศัยการทำนาปีละ 1 ครั้ง ส่วนพื้นที่นาเป็นแบบขั้นบันไดตามไหล่เขา อาศัยน้ำฝน น้ำดีก็ได้มาก น้ำน้อยก็ได้ข้าวน้อย แต่ชาวบ้านยังคิดถึงพระบัณฑิตอาสา ได้นำข้าวมาถวาย ตามกำลังมากบ้างน้อยบ้าง แต่รวมกันก็มาก ท่านจึงคิดทำธนาคารข้าวเก็บไว้เพื่อชาวบ้าน ถ้าเขาไม่มี มาขอก็ให้ มายืมก็ยินดี

อยู่ในป่าเหมือนเพชร

ในการให้สัมภาษณ์แก่โพสต์ทูเดย์ พระพิเดช เล่าว่า ชาวเขาที่ท่านมาอยู่เป็นเพื่อน นับถือทั้งศาสนาคริสต์ พุทธ และผี แต่อยู่ด้วยกันด้วยความสงบรักสามัคคี มีงานบ้านคริสต์ ชาวพุทธก็มาช่วย มีงานบ้านชาวพุทธ ชาวคริสต์ก็มาร่วมงาน ส่วนพระบัณฑิตอาสาเข้าได้ทุกกลุ่ม เพราะยึดหลักทำงานที่มีทั้งอนุเคราะห์และสงเคราะห์ เอื้ออาทร เพื่อเข้าถึงประชาชน และบางกิจกรรมให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทำให้ผู้ที่นับถือผีมาก่อนขอสมัครเป็นชาวพุทธเพิ่มขึ้น เท่าที่ผ่านมา 5 ปี ครอบครัวที่นับถือผีประกาศตนนับถือพระพุทธศาสนา 3-4 หมู่บ้าน จากที่เคยมีเพียงหมู่บ้านเดียว

ส่วนที่ตัดสินใจมาทำงานบนดอย อยู่กับชาวบ้านชาวเขาต่อหลังจากครบเทอม 1 ปี จนเข้าปีที่ 5 เพราะประทับใจกับคำสอนของพระอาจารย์ว่าเราเป็นพระบ้าน อยู่ในเมืองก็เหมือนหิน แต่ถ้าอยู่กับชาวบ้านในป่าเราก็เหมือนเพชร เพราะชาวบ้าน ชาวเขาต้องการพระ ตลอด 5 ปีที่ทำงานช่วยพัฒนาหลายอย่าง นอกจากชาวพุทธเพิ่มขึ้น ก็สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่อาศรมเพิ่มเติม เช่น ห้องน้ำ และพระธาตุเจดีย์ ขณะนี้จัดทอดผ้าป่าเพื่อหาปัจจัยมาเปลี่ยนหลังคาศาลาบำเพ็ญบุญที่เริ่มผุ ไม่รู้ว่าจะล่มเมื่อไร

ถ้าแบ่งแยกก็ไม่มีวันนี้

จันคำ พิชิตงาน ชาวปะเกอกะเญอ หมู่ 2 ต.แม่เหาะ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งประกาศตนเป็นพุทธมามกะอย่างเป็นทางการ วันที่ 9 มี.ค. 2562 พร้อมกับชาวปะเกอกะเญออีก 300 คน กล่าวว่า ตนรับเอาพระพุทธศาสนามาเป็นที่พึ่ง เพราะประทับใจในคำสอนหลวงพ่อพระพิเดช ที่สอนให้รู้จักปรับตัว เช่น อย่าคิดมาก ถ้าตามเทคโนโลยีไม่ทัน และให้ข้อคิดเพื่อความสามัคคีในหมู่คณะ ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นศาสนูปถัมภกทุกศาสนา หากพวกเราแบ่งแยกกัน ปะเกอกะเญอจะไม่เหลือแล้วก็ได้

พุทธมามกะ

วันที่ 9 มี.ค. เวลา 07.30 น. ได้จัดพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ โดยพุทธศาสนิกชนจากหลายหมู่บ้านในเขต ต.แม่เหาะ ในชุดแต่งกายประจำชาติพันธ์ุทั้งชายหญิงจัดหาอาหารมาใส่บาตร ส่วนพระสงฆ์ที่ออกรับบาตรมีประมาณ 30 รูป นำโดย พระราชปริยัติกวี หลังจากฉันอาหารเช้า ได้นั่งเป็นประธานสวดมนต์ไหว้พระ และการแสดงตนเป็นพุทธมามกะของชาวปะเกอกะเญอ 300 คน

ผู้ใหญ่ใจดี

ทั้งนี้ ได้มีผู้ใจบุญจากกรุงเทพมหานคร นำโดย ดร.สุพัตรา ชั้นสุวรรณ เป็นเจ้าภาพถวายเงินเพื่อเป็นทุนจัดงาน ถวายเครื่องกีฬา และถวายเครื่องกันหนาว นอกจากนี้ จตุรภัทร เดือนฉาย เป็นเจ้าภาพสร้างพระพุทธรูป ขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว และ 9 นิ้ว จำนวนกว่า 300 องค์ เพื่อมอบแก่ผู้ประกาศตนเป็นพุทธมามกะด้วย

พระพรหมวชิรญาณ ยกย่องการทำงาน ของพระธรรมทูตอินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/583543

  • วันที่ 17 มี.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

พระพรหมวชิรญาณ ยกย่องการทำงาน ของพระธรรมทูตอินเดีย

เรื่อง: วรธาร

วันที่ 5-9 มี.ค. 2562 พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ได้เดินทางไปเจริญศาสนสัมพันธ์ โครงการส่งเสริมบทบาทของไทยในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในภูมิภาคอินเดียตะวันตก เมืองออรังกาบัด รัฐมหาราษฎร์ โดยได้ไปปาฐกถาธรรม ณ มหาวิทยาลัย Dr.Babasheb Ambedkar Marathwada University และศูนย์ฝึกอบรมพระสงฆ์ ณ วัดโลกุตรมหาวิหาร

พร้อมกันนั้น ยังได้ไปศึกษาดูงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล และศึกษาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ณ ถ้ำเอลโลร่า อายุ 2,000 กว่าปี เมืองออรังกาบัด โดยมี พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา พร้อมทีมงานพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล พร้อมด้วย ชุตินทร คงศักดิ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และเอกพล พูลพิพัฒน์ กงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบ พร้อมคณะนักศึกษาไทยมหาวิทยาลัย ดร.เอ็มเบดการ์ฯ ถวายการต้อนรับ

เวลาบ่ายของวันที่ 8 มี.ค. ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ พร้อมด้วย ชุตินทร คงศักดิ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และเอกพล พูลพิพัฒน์ กงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบ ได้เดินทางไปวัดไทยอชันต้า-เอลโลร่า เพื่อประกอบพิธีเปิดผ้าม่านพระประธานวัดไทยอชันต้า-เอลโลร่า ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่สร้างจากหินทรายแดง โดยมี พระธรรมโพธิวงศ์ หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล พระครูปลัดสุวัฒนพุทธิคุณ พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์) พระครูอุดมโพธิวิเทศ (ณรงค์) พระครูธรรมธรสงกรานต์ กิตฺติวํโส ถวายการต้อนรับ โดยมีชาวพุทธอินเดียประมาณ 100 คน มาร่วมงาน

ในโอกาสนี้ พระครูปริยัติโพธิวิเทศ (พระมหา ดร.คมสรณ์) โฆษกพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร ผู้ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพระธรรมทูตอินเดียให้เป็นแม่งานในการสร้างวัดไทยอชันต้า-เอลโลร่า ได้กล่าวถวายรายงานการจัดสร้างวัดไทยอชันต้าฯ ต่อพระพรหมวชิรญาณ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ พร้อมแนะนำพระภิกษุชีวก ชาวอินเดีย ผู้มีจิตศรัทธายกที่ดินจำนวน 13 ไร่ ใกล้ถ้ำเอลโลร่า มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท เพื่อสร้างวัดไทยอชันต้า-เอลโลร่า ถวายเป็นสมบัติในพระพุทธศาสนาและเป็นพุทธบูชา ปัจจุบันวัดอชันต้าฯ แม้จะยังสร้างไม่เสร็จแต่ก็เปิดรับคณะผู้แสวงบุญได้แล้ว

หลังจบการถวายรายงาน พระพรหมวชิรญาณ ได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยด้านหน้าพระพุทธรูป ชาวพุทธในงานร่วมกันไหว้พระรับศีล 5 เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ได้เมตตาประพรมน้ำพระพุทธมนต์และมอบพระพุทธเมตตาแก่ผู้ที่มาร่วมงานเป็นที่ระลึก พร้อมทั้งได้เมตตาปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นที่ระลึก ขณะที่ พระธรรมโพธิวงศ์ ปลูกต้นอชปาลนิโครธ ส่วนเอกอัครราชทูต ชุตินทร ปลูกต้นพิกุล ไว้เป็นอนุสรณ์แก่วัดไทยอชันต้า-เอลโลร่า

พระพรหมวชิรญาณ กล่าวว่า ได้เห็นและติดตามการทำงานฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในดินแดนชมพูทวีปอินเดียและเนปาลของคณะพระธรรมทูตไทยสายประเทศอินเดีย-เนปาล มาตั้งแต่หลัง 25 พุทธศตวรรษเป็นต้นมา จนมาถึงรุ่นปัจจุบันที่มีท่านพระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทฺโธ) เป็นหัวหน้าพระธรรมทูต พูดได้เลยว่าคณะพระธรรมทูตทำงานอย่างหนักหน่วงและด้วยหัวใจที่ทุ่มเทมาก

“อาตมาเองได้ร่วมทำงานฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในดินแดนชมพูทวีปในช่วงเริ่มต้น ตั้งแต่ปี 2500-2516 หลังจากนั้นก็ยังติดตามงานพระธรรมทูตและคอยให้กำลังใจอยู่เสมอ ตลอดเวลาที่ผ่านมาอาตมาจึงได้เห็นถึงความยากลำบาก ความเสียสละ ความอดทนและความทุ่มเทอย่างมากของคณะพระธรรมทูตเรา เชื่อว่าด้วยพุทธบารมีของพระพุทธองค์จะทำให้การฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในดินแดนพุทธภูมิแห่งนี้ประสบความสำเร็จและกลับมารุ่งเรืองอีกวาระหนึ่งภายใต้การขับเคลื่อนของคณะพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล และพุทธบริษัททั้งหลาย

ปัจจุบันผลสัมฤทธิ์ก็เริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว ทั้งคนอินเดียและชาติอื่นๆ หันมาศรัทธาและศึกษาธรรมะในพระพุทธศาสนามากขึ้น เชื่อว่าภาพชาวพุทธรุ่นใหม่ ตั้งแต่ ดร.เอ็มเบดการ์ เป็นต้นมาถึงปัจจุบันจะสะท้อนให้เห็นความหวังที่จะฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้เกิดสันติภาพที่สุดในชมพูทวีปและประเทศอื่นๆ ที่ได้มาศึกษาแล้วนำไปเผยแผ่ไปทั่วโลกสืบต่อไป” พระพรหมวชิรญาณ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ กล่าวเชิดชูการทำงานของคณะพระธรรมทูตไทยสายประเทศอินเดีย-เนปาล

ประวัติวัดสุทัศนเทพวราราม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/583546

  • วันที่ 17 มี.ค. 2562 เวลา 10:20 น.

ประวัติวัดสุทัศนเทพวราราม

เรื่อง: สมาน สุดโต

วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร มีฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 8 ตั้งอยู่เลขที่ 146 แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร ซึ่งจะเป็นสถานที่เสกน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่อัญเชิญจากแหล่งต่างๆ ทั่วประเทศวันที่ 18 เม.ย. 2562

พระอารามหลวงนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนาเมื่อพุทธศักราช 2350 พระราชทานนามว่า “วัดมหาสุทธาวาส” แต่สามัญชนเรียกว่า “วัดพระโต” บ้าง “วัดพระใหญ่” หรือ “วัดเสาชิงช้า” บ้าง

พระศรีศากยมุนี (พระโต) พระประธานในพระวิหารหลวง เป็นพระพุทธรูปหล่อสำริดที่ใหญ่โตมาก รัชกาลที่ 1 โปรดให้อัญเชิญจากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จ.สุโขทัย มาประดิษฐานที่พระวิหาร ที่ก่อฐานรากไว้รองรับ ก่อนสร้างอาคาร

การก่อสร้างพระอารามหลวงแห่งนี้ ดำเนินการมาถึง 3 รัชกาล แล้วเสร็จในรัชกาลที่ 3 ในพุทธศักราช 2390 โปรดเกล้าฯ ให้มีงานฉลองสมโภชพระอาราม พระราชทานนามว่า “วัดสุทัศนเทพวราราม” แต่ในจดหมายเหตุเรียกว่า “วัดสุทัศนเทพธาราม” อีกนามหนึ่ง

ในรัชกาลที่ 4 ทรงบูรณะและสร้างสิ่งอื่นๆ ในพระอารามอีก เช่น ศาลาลอย 4 หลังหน้าพระวิหาร อีกทั้งได้พระราชทานนามพระประธานในพระวิหารว่า “พระศรีศากยมุนี” พระประธานในพระอุโบสถว่า “พระพุทธตรีโลกเชษฐ์” และพระประธานในศาลาการเปรียญว่า “พระพุทธเสรฏฐมุนี” ซึ่งหล่อจากกลักฝิ่น เมื่อถึงรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะพระอารามเป็นการใหญ่ โดยกรมโยธาธิการเป็นผู้ดำเนินการ

ในระหว่างพุทธศักราช 2515-2516 ทางวัดได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ขึ้นที่บริเวณหน้าพระวิหาร และตั้งมูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขึ้นในพุทธศักราช 2516

ด้านประวัติการก่อสร้างนั้น วัดสุทัศนเทพวราราม สร้างตามผังที่เป็นพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แบ่งอาณาบริเวณออกเป็น 2 เขต คือ เขตพุทธาวาส อยู่ทางเหนือ มีพระอุโบสถ พระวิหาร พระระเบียง วิหารทิศ ศาลาราย และสัตตมหาสถาน ส่วนเขตสังฆาวาส อยู่ทางใต้ ประกอบด้วยกุฏิ เสนาสนะ ศาลาการเปรียญ และหอระฆัง ซึ่งเป็นอารามหลวง ที่ออกแบบเพื่อเป็นกลางจักรวาล และศูนย์กลางพระนคร จึงเป็นที่ประกอบพระราชพิธีและรัฐพิธีเสมอมาถึงปัจจุบัน

ลำดับเจ้าอาวาส

เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม จากอดีตถึงปัจจุบัน มี 8 รูปดังนี้

1.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อู่) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่ปี 2386-2401 รวม 14 ปี

2.พระพิมลธรรม (อ้น ป.ธ.8) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสไม่ได้ระบุแน่ชัด

3.สมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน ป.ธ.8) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ไม่ได้ระบุ พ.ศ.ไว้แน่ชัด แต่รวมได้ 23 ปี

4.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก (แพ ติสฺสเทโว ป.ธ.5) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสไม่ได้ระบุไว้แน่ชัด

5.สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โสม ฉนฺโน ป.ธ.5) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ตั้งแต่ปี 2489-2505 รวม 16 ปี

6.สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จนฺทสิริ ป.ธ.6) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสไม่ได้ระบุไว้แน่ชัด

7.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วีระ ภทฺทจารี ป.ธ.9) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ตั้งแต่ปี 2527-2559 รวม 32 ปี

8.พระธรรมรัตนดิลก (เชิด จิตฺตคุตฺโต ป.ธ.9) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ตั้งแต่ปี 2559 -ปัจจุบัน

วิหารหลวง วัดสุทัศน์ ศูนย์กลางจักรวาล ที่เสกน้ำศักดิ์สิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/583545

  • วันที่ 17 มี.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

วิหารหลวง วัดสุทัศน์ ศูนย์กลางจักรวาล ที่เสกน้ำศักดิ์สิทธิ์

เรื่อง: สมาน สุดโต

อนุสนธิจากการที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 4-6 พ.ค. 2562 นั้น พิธีกรรมที่สำคัญ คือพิธีเสกน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งกำหนดให้ประกอบพิธีพลีกรรมเกี่ยวกับตักน้ำอภิเษก วันที่ 6 เม.ย. พร้อมกันทุกจังหวัด และวันที่ 9 เม.ย. จัดพิธีเสกน้ำที่วัดในแต่ละพื้นที่ จากนั้นจะนำน้ำจากทุกแห่งไปเข้าสู่พิธีอภิเษกรวมกัน ในวันที่ 18 เม.ย. ที่วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และวันที่ 19 เม.ย. จะอัญเชิญน้ำอภิเษกแล้วนั้นไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

พระวิหารหลวงที่เสกน้ำศักดิ์สิทธิ์

สถานที่ที่ประกอบพิธีเสกน้ำศักดิ์สิทธิ์รวมกันทั่วประเทศ ได้แก่ พระวิหารหลวง วัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นศูนย์กลางจักรวาล ศูนย์กลางพระนคร หรือ Cosmic center from Ideal to Realism.

หนังสือสองศตวรรษวัดสุทัศนเทพวราราม อธิบายความหมายนั้นในเรื่องแผนผังวัด ที่เป็นแบบแผนการใช้วิหารหลวงเป็นประธานในฐานะศูนย์กลางจักรวาล ดังนี้

พระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวราราม ถือเป็นวิหารที่มีขนาดใหญ่อย่างมาก มีความกว้าง 23.84 เมตร ยาว 26.25 เมตร ดังที่กล่าวไว้ในประวัติการสร้างวัด ว่าเริ่มวางรากฐานในสมัยรัชกาลที่ 1 แต่สร้างไว้เฉพาะส่วนฐานอาคาร สร้างต่อในสมัยรัชกาลต่อมา และมาแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 3 จึงกล่าวได้ว่า พระวิหารหลวงแห่งนี้เป็นฝีมือช่างระหว่างรัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3

สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงงานช่างใน 2 รัชกาลนั้น คือ ลักษณะอาคารแบบประเพณีนิยม ได้แก่ การทำหลังคาตามแบบที่เคยมีมาแต่เดิม คือ หลังคาซ้อนชั้น เครื่องลำยองประกอบด้วย ป้านลมเป็นนาคลำยอง หรือนาคสะดุ้ง มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสถาปัตยกรรมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ลักษณะของเสายังมีการย่อมุมไม้สิบสอง มีคันทวยรองรับชายคา หัวเสาประดับบัวแวงแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้น เช่นเดียวกับพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทำให้เห็นความแตกต่างจากอาคารแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่เป็นงานสร้างใหม่ ที่นิยมอาคารแบบจีน ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และนิยมทำเสาเป็นแท่งสี่เหลี่ยม ไม่ย่อมุมและไม่ประดับบัวหัวเสา

 

งานศิลปกรรมที่บ่งบอกถึงความหมายของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

การออกแบบอาคารที่ต้องการแสดงให้สถานที่นี้เป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ประกอบด้วย พระระเบียงคดแทนสัญลักษณ์ของกำแพงจักรวาลที่ล้อมรอบเขาพระสุเมร

พระวิหารหลวงเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นแกนกลางจักรวาล

ศาลาประจำมุมทั้งสี่ของพระวิหารหลวงเปรียบเสมือนทวีปทั้ง 4

ขณะเดียวกันภายในพระวิหาร มีจิตรกรรมเรื่องราวในไตรภูมิ โดยเฉพาะที่เสาทั้ง 8 ต้น และเป็นที่น่าสังเกตว่า ชั้นต่างๆ ของสวรรค์ แสดงสูงสุดอยู่เพียงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ด้วยเหตุที่ต้องการจะแสดงให้เห็นว่า ภายในอาคารคือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อันเป็นที่โปรดพระพุทธมารดา นอกจากนั้นยังแสดงเรื่องราวที่คอสอง ด้านทิศตะวันออกเป็นภาพพระพุทธเจ้าเทศนาโปรดพระพุทธมารดา ด้านทิศตะวันตกเป็นภาพเจดีย์จุฬามณีและต้นปาริชาติ

นอกจากนั้น แนวความคิดในการออกแบบหน้าบันพระวิหาร ที่เป็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ จึงสัมพันธ์กับชื่อวัดคือ สุทัศนเทพวราราม ซึ่งคือชื่อเมืองสุทัสสนนคร อันเป็นพระนครหลวงของพระอินทร์ที่ตั้งอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั่นเอง

ลักษณะนี้ได้ปรากฏที่พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ที่มีการประดับเรือนธาตุด้วยพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ อันเป็นคติที่สอดคล้องกัน คือ ต้องการแสดงให้เห็นว่า กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองของเทวดา และเทวดาสูงสุดในทางพระพุทธศาสนาคือพระอินทร์

ส่วนพระอุโบสถที่วางตัวตามแนวตะวันออก-ตกนั้น งานประดับหน้าบันด้านทิศตะวันออกเป็นพระอาทิตย์ทรงราชรถเทียมด้วยราชสีห์ ส่วนด้านทิศตะวันตกเป็นพระจันทร์ทรงราชรถเทียมด้วยม้า อันถือเป็นทางโคจรของพระอาทิตย์และพระจันทร์ เปรียบเสมือนเรื่องราวที่กล่าวไว้ในไตรภูมิ ซึ่งทำให้ตีความได้ว่าพระอุโบสถเปรียบเสมือนชมพูทวีป

พระศรีศากยมุนี พระประธานในพระวิหารหลวงนั้น ประทับนั่งขัดสมาธิราบ ศิลปะสมัยสุโขทัยอัญเชิญมาจากวัดมหาธาตุ จ.สุโขทัย เป็นพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่ที่สุด หน้าตักกว้าง 6.25 เมตร สูงประมาณ 8 เมตร ซึ่งถือเป็นพระพุทธรูปสำริดที่สมบูรณ์และมีขนาดใหญ่ที่สุด ในประเทศไทย เป็นศิลปะในสมัยสุโขทัย มีอายุอยู่ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20

การที่นำพระศรีศากยมุนีมาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระวิหารหลวงนั้น ตามประวัติระบุว่า รัชกาลที่ 1 ทรงมีพระราชดำริให้สร้างวัดขึ้น โดยเริ่มก่อฐานรากของพระวิหารก่อน และได้อัญเชิญพระศรีศากยมุนี ซึ่งเป็นพระประธานในวิหารหลวง วัดมหาธาตุ จ.สุโขทัย โดยล่องแพมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา มาขึ้นที่ท่าช้าง แต่พระพุทธรูปมีขนาดใหญ่มาก ไม่สามารถผ่านเข้าประตูบริเวณท่าช้างได้ จึงให้รื้อประตู ภายหลังจึงเรียกกันว่า ท่าพระ มาจนทุกวันนี้

หลังจากพระพุทธรูปมาถึงพระนครแล้วโปรดเกล้าฯ ให้มีงานฉลองพระพุทธรูป และได้อัญเชิญโดยการชักลากทางสถลมารคมายังวิหารที่ทรงวางฐานรากไว้

ครั้งนี้มีเหตุการณ์สำคัญ กล่าวคือรัชกาลที่ 1 ทรงประชวร แต่ถึงกระนั้นก็ได้เสด็จพระราชดำเนินตามกระบวนแห่พระ โดยไม่ทรงฉลองพระบาท จนถึงยกพระพุทธรูปขึ้นตั้งบนฐานที่เตรียมไว้ จึงเสด็จกลับ

พระพุทธรูปองค์นี้เรียกกันว่า “พระโต” จนกระทั่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ได้พระราชทานนามว่า “พระศรีศากยมุนี” ซึ่งเป็นที่กราบไหว้บูชาของชาวพุทธตลอดมา