หลวงปู่ฝั้น วัดป่าอุดมสมพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/583542

  • วันที่ 17 มี.ค. 2562 เวลา 09:30 น.

หลวงปู่ฝั้น วัดป่าอุดมสมพร

เรื่อง : เอกชัย จั่นทอง

ในช่วงปี 2494 มีการปฏิสังขรณ์กุฏิวัดป่าภูธรพิทักษ์อย่างใหญ่โต แต่การก่อสร้างในครั้งนั้น หลวงปู่ฝั้น อาจาโร แห่งวัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ไม่อนุญาตให้มีการเรี่ยไร หรือบอกบุญใคร แต่ถ้าหากมีผู้ศรัทธาจึงจะมีการก่อสร้าง ขณะนั้นตรงกับช่วงออกพรรษาในปีนั้น พระอาจารย์วิริยังค์ได้นิมนต์หลวงปู่ฝั้นและหลวงปู่กงมา เพื่อไปวัดดำรงธรรม อ.ขลุง จ.จันทบุรี ต่อจากนั้นท่านได้เดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ วิเวกตามเจตนาท่าน ที่ข้างๆ น้ำตกพลิ้วและที่อื่นอีกหลายแห่งเป็นระยะเวลานานกว่า 2 เดือนขากลับท่านได้แวะพักเหนื่อยที่วัดป่าบ้านฉาง 4-5 วัน พวกชาวไร่ชาวนากำลังเดือดร้อนอย่างหนักพอดี เนื่องจากมีตัวด้วงมากินยอดมะพร้าวจนกระทั่งมะพร้าวตายไปเป็นจำนวนมาก บางไร่บางสวนถึงกับต้องเผาต้นมะพร้าวทิ้งทั้งหมด เพราะทนไม่ไหวกับแมลงที่บุกกัดกินต้นมะพร้าวจนหมดเกลี้ยง สร้างความเดือดร้อนหนักอกหนักใจให้ชาวไร่ชาวสวนแถวนั้นอย่างมาก เนื่องจากไม่เคยเกิดเหตุการณ์เดือดร้อนวุ่นวายมากอย่างนี้มาก่อน ชาวไร่ที่ทำสวนมะพร้าวคนหนึ่งได้มากราบหลวงปู่ฝั้น ก่อนจะระบายความทุกข์ใจถึงปัญหาเรื่องแมลงด้วง พร้อมกับขอให้หลวงปู่ฝั้นช่วยเหลือเพราะหมดที่พึ่งจริงๆ ด้วยความเมตตาของหลวงปู่ฝั้น ท่านจึงได้ทำน้ำมนต์ให้ และมอบไม้แปรงสีฟันไปอีก 4-5 อัน พร้อมกำชับให้ภาวนาพุทโธ และเอาไม้แปรงสีฟันไปเหน็บไว้สี่มุมของไร่ จากนั้นให้รดน้ำมนต์ให้ทั่ว

ผ่านมาเพียง 2 วัน ชาวไร่ที่ทำสวนมะพร้าวกลับมากราบหลวงปู่ฝั้นอีกครั้ง ก่อนยกมือไหว้ท่วมหัว พร้อมกับบอกว่าความเดือดร้อนได้หายไปหมดแล้ว ไม่มีตัวแมลงหรือด้วงมากัดกินยอดมะพร้าวเหมือนเช่นเคย ถือว่าเป็นเรื่องแปลกอย่างยิ่งในขณะนั้น ไม่นานหลวงปู่ฝั้นออกเดินทางออกจากบ้านฉาง ก่อนที่ท่านจะแวะที่วัดอโศการามเพื่อเยี่ยมท่านพ่อลี และพักอยู่จนเข้าเดือน ก.พ. หลวงปู่ฝั้นจึงได้เดินทางกลับ จ.สกลนคร

หลวงปู่ฝั้นไม่ได้เดินทางไปสู่วัดป่าภูธรพิทักษ์ในทันที หากแต่มุ่งจะนำเรื่องสำคัญประชุมงานวันที่ระลึกคล้ายวันประชุมเพลิงพระอาจารย์มั่นที่วัดป่าสุทธาวาส กระทั่งเสร็จกิจการประชุมจึงเดินทางเข้าสู่วัดป่าภูธรพิทักษ์ และพักอยู่ที่วัดแห่งนี้เพียง 2 สัปดาห์ ก่อนจะออกเดินทางปลีกวิเวกต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีการกำหนดเส้นทาง กระทั่งมุ่งหน้าสู่ถ้ำเป็ด อยู่ใกล้กับวัดของพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ในเขตพื้นที่ อ.สว่างแดนดิน นับเป็นสถานที่เหมาะสมแก่การปฏิบัติภาวนาธรรมอย่างยิ่ง หลวงปู่ฝั้นเลือกพักอยู่ที่ถ้ำเป็ดแห่งนี้นานหลายเดือน ก่อนจะสร้างกุฏิที่พักสงฆ์ขึ้นมาจำนวนหลายหลัง พร้อมทั้งศาลาเพื่อใช้สำหรับฉันอาหารอีกหนึ่งหลัง

ปัจจุบันถ้ำเป็ดถูกแยกออกมาขึ้นกับ อ.ส่องดาว มีการคมนาคมสะดวกสบายมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาเดินเท้าเหมือนสมัยก่อน สมัยตอนที่หลวงปู่ฝั้นมาอยู่และพัฒนาถ้ำเป็ดใหม่ๆ ปรากฏว่ามีชาวบ้านละแวกนั้นซึ่งมีชีวิตความเป็นอยู่ขัดสนอัตคัดมาก ทำมาหากินค่อนข้างยาก หลวงปู่ฝั้นได้เมตตาอบรมสั่งสอนให้ชาวบ้านทุกคนมีความขยันหมั่นเพียรในทางที่ถูกต้อง โดยการทำประโยชน์ให้ทั้งส่วนรวมและส่วนตัว ให้เอาไปขุดอึ่งอ่าง เขียด กบ มาขุดสระน้ำ หันมาทำนา ทำสวน ปลูกพืชผัก และผลที่ตามมาคือความเป็นอยู่ของชาวบ้านค่อยๆ ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก

หลวงปู่ฝั้นอยู่ที่ถ้ำเป็ดจนเวลาใกล้เข้าพรรษา จึงได้ย้ายออกจากที่นั่นเพื่อเดินทางกลับไปจำพรรษาที่วัดป่าภูธรพิทักษ์เหมือนเคย

ในช่วงบั้นปลายชีวิตของหลวงปู่ฝั้นท่านต้องเข้ารับการรักษาอาการอาพาธ ในปี 2519 ก่อนจะได้กลับไปพักฟื้นอยู่ที่วัดป่าอุดมสมพร จนถึงวันที่ 4 ม.ค. 2520 ท่านได้มรณภาพลงอย่างสงบ สร้างความโศกเศร้าเสียใจแก่ลูกศิษย์ไปทั่วประเทศ ทิ้งไว้เพียงความดีและหลักธรรมคำสอนอันล้ำค่าต่อสาธุชนรุ่นหลัง

หลวงปู่ทุย พระสุปฏิปันโน แห่งวัดป่าดานวิเวก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/582799

  • วันที่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 13:11 น.

หลวงปู่ทุย พระสุปฏิปันโน แห่งวัดป่าดานวิเวก

เรื่อง พงศ์พัทธ์ วงศ์ยะลา

หากเอ่ยถึงภิกษุวัดป่าที่ยังรักษาข้อวัตรปฏิบัติและธรรมเนียมของพระป่าที่เข้มข้นที่สุดในยุคนี้คงหนีไม่พ้น “หลวงปู่ทุย” หรือ พระอาจารย์ปรีดา ฉนฺทกโร เจ้าสำนักวัดป่าดานวิเวก หรือวัดดงศรีชมภู ซึ่งตั้งอยู่ ณ หมู่บ้านแสงอรุณ ต.ศรีชมภู อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ

ท่านเป็นพระธรรมยุตสายพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เป็นศิษย์รุ่นน้องหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ในด้านปฏิปทาท่านเป็นพระสมถะ สันโดษ มีความเป็นอยู่เรียบง่าย น่าเลื่อมใส และเจริญรอยตามคำสอนแห่งองค์พระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

บุคลิกของหลวงปู่ที่ศิษยานุศิษย์รู้จักดี คือ ความดุ เจ้าระเบียบ และความเคร่งครัด แต่จิตใจท่านมีความเมตตาต่อบรรดาลูกศิษย์ เวลาทำอะไรจะยึดถือปฏิบัติตามแบบโบราณตามที่ครูบาอาจารย์สอน ไม่ใช้เทคโนโลยี เพราะท่านเห็นว่าเทคโนโลยีเข้ามาจะเป็นผลเสีย ซึ่งเห็นได้ว่าคนสมัยนี้วิ่งเร็วเกินตัวเองไปมาก ถือเป็นเรื่องอันตราย

พื้นเพท่านเป็นชาวอุบลราชธานีโดยกำเนิด แต่ไปเติบโตที่ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร บวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุยังน้อย สมัยบวชเรียนเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น เป็นรุ่นน้องของหลวงตามหาบัว ซึ่งหลวงตามหาบัวเป็นพระอุปัฏฐากหลวงปู่มั่นที่มีปฏิปทาของพระป่าสมัยก่อนที่ถือธุดงควัตร 13 ข้อ แน่นแฟ้นและปกปักรักษาป่าอย่างถวายชีวิต หลวงปู่ทุยเองก็ได้เจริญรอยตาม หลังจากที่หลวงตามหาบัวสร้างวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ท่านก็มาจำพรรษาอยู่ที่นี่ช่วงหนึ่ง

อุปนิสัยหลวงปู่ทุย เป็นคนรักธรรมชาติ จึงชอบสงวนที่ป่าเขาลำเนาไพร มีมากมีน้อยท่านไม่เคยทำลาย หลังจากฝึกกรรมฐานจนสำเร็จ หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกองเพล จ.อุดรธานี (ปัจจุบันอยู่ในเขต จ.หนองบัวลำภู) ได้แนะนำให้ท่านธุดงควัตรมาที่ดงสีชมภูนี้เมื่อปี 2509 ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่สีแดงที่คอมมิวนิสต์ยึดครองอยู่

หลวงปู่ทุยอยู่ที่นี่ได้ 2 ปี ก็ได้ตั้งวัดป่าดานวิเวกขึ้น ในปี 2511 ชื่อของวัดมาจากพื้นที่แห่งนี้เดิมเป็นดานหินทราย ภายในบริเวณวัดประกอบด้วยพื้นที่ป่าหลายส่วน รวมกัน 2,500 ไร่ เฉพาะพื้นที่ของวัดเองประมาณ 14 ไร่ เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เช่าโดยถูกต้องตามกฎหมาย รวมกับพื้นที่ของกรมป่าไม้ที่ให้วัดดูแลอีก 700 ไร่ และพื้นที่ ส.ป.ก.อีก 1,400 ไร่ ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านปลูกมันสำปะหลังแล้วกลายเป็นป่าเสื่อมโทรมเลยยกให้หลวงดูแล

ท่านจึงชวนชาวบ้านใน 3 ตำบล ของ อ.โซ่พิสัย ปลูกป่าใหม่ขึ้นมา ทั้งไม้ประดู่ ชิงชัง เต็ง รัง จนไม้เติบใหญ่ขึ้นเป็นป่าใหม่ แล้วพื้นที่ทั้งหมดนี้ท่านถวายเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติ 60 ปี ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวบ้านทุกคนจะได้ช่วยกันดูแล ทั้งยังหาแหล่งน้ำให้ชาวบ้านไว้ใช้ในการเกษตรอีกด้วย

หากใครได้เข้าไปในบริเวณวัดป่าดานวิเวก จะเห็นว่า วัดสงัดเงียบมาก ร่มรื่น เพราะเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยมากมาย แต่ถึงต้นไม้จะเยอะ ใบไม้จะร่วงหล่นลงมามากแค่ไหน ก็หาได้สู้ความขยันของพระเณรในวัดไม่ เพราะพระเณรจะช่วยเก็บกวาดและทำความสะอาดเสนาสนะทุกวัน

ขณะที่เสนาสนะหรือสิ่งปลูกสร้างในวัดมีเพียงกุฏิสงฆ์ ศาลาอเนกประสงค์ที่สร้างด้วยไม้ และเรือนปฏิบัติธรรมของฆราวาสเท่านั้น ภายในวัดไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปา พระสงฆ์และเณรใช้แสงไฟจากตะเกียงและน้ำบาดาลเท่านั้น ดังนั้นวัดของหลวงปู่จึงไม่มีการบอกบุญ เรี่ยไร หรือตั้งตู้รับบริจาคใดๆ ทั้งสิ้น และข้อที่ควรรู้อย่างหนึ่งเกี่ยวกับหลวงปู่ คือ ท่านไม่ชอบให้ใครมาถ่ายรูปท่าน รวมถึงภายในวัด เพราะไม่เห็นว่าจะเกิดประโยชน์อันใด

ว่าด้วยสมณศักดิ์ก็เป็นสิ่งที่ท่านไม่เคยปรารถนาอยากได้ ได้ยินว่าทางหลวงปู่ทุยเคยแจ้งไปทางหน่วยงานราชการว่าไม่ต้องให้ยศให้ตำแหน่งหรือสมณศักดิ์แก่ท่าน ท่านบอกว่า ขอเป็นพระธรรมดา อยู่เฉยๆ ก็พอแล้ว และทางวัดจะไม่รับกฐิน เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายจึงไม่ต้องใช้เงิน

ธรรมะที่หลวงปู่สอนเทศน์ชาวบ้านญาติโยม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องง่ายๆ แต่แสดงให้เห็นข้อวัตรปฏิบัติและปฏิปทาอันงดงามของท่านอย่างชัดเจน เช่น “โยมไม่ต้องมาบริจาคเงินให้วัด โยมเอาเงินไปให้พ่อแม่ได้บุญมากกว่าเอามาให้วัด เรื่องเงินไม่สำคัญ ฆราวาสมีศีล 5 ก็พอ” เป็นปรัชญาสั้นๆ ที่คมลึกซึ้ง

นอกจากนี้ ท่านมักจะเทศน์สอนบอกชาวบ้านว่า “โยมอย่าเอาไฟฟ้าเข้าวัด เพราะจะทำให้พระต้องมีค่าใช้จ่าย พระไม่มีรายได้ อยู่โดยไม่มีไฟฟ้าดีกว่า” หรือ “โยมมาที่วัด ขออย่าอึกทึกเสียงดัง มาอยู่วัดให้ทำสมาธิ ฝึกจิต ได้บุญกว่ามานั่งกราบพระ” เป็นต้น

ใครที่เคยมากราบหรือสนทนาธรรมกับหลวงปู่ทุยต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หลวงปู่เป็นพระสมถะ เคร่งครัดในข้อวัตรปฏิบัติอย่างมาก ถึงแม้บุคลิกท่านจะดูค่อนข้างดุ เจ้าระเบียบ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย กระนั้นพระเณรทั้งหลายก็อยากมาอยู่ศึกษาธรรมะกับท่าน เพราะชอบใจในข้อวัตรปฏิบัติที่หลวงปู่วางไว้และเพื่อมุ่งอรรถมุ่งธรรมจริงๆ

ยุคสมัยที่เงินทองครอบงำทุกชนชั้นวรรณะจนหลายคนหลงลืมแก่นแท้ของชีวิตว่า ความสุขแท้จริงมันเกิดขึ้นได้อย่างไร แม้แต่วงการศาสนาไม่วายที่หลายวัดต้องกลายเป็นพุทธพาณิชย์ บางวัดมุ่งเทศนาชวนเชื่อแต่เรื่องการบริจาคเงิน จนลืมแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา แต่สำหรับหลวงปู่ทุยแล้วยังคงเป็นพระธรรมดา สมถะ สันโดษ ตั้งมั่นในศีลาจารวัตร เป็นที่เลื่อมใสของชาวพุทธอยู่เสมอ

ความสำเร็จอยู่ที่การลงมือทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/582797

  • วันที่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 12:56 น.

ความสำเร็จอยู่ที่การลงมือทำ

เรื่อง: นสพ.ชัยวลัญช์ ตุนาค เจ้าของเพจ Dr.Dang Can Do

 

เป็นกันบ้างมั้ยครับ ที่บางครั้งรู้สึกเบื่อๆ เหงาๆ รู้สึกไม่สดชื่นกับชีวิต

อยากจะเปลี่ยนแปลงชีวิต แต่ก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไร? ไม่มีอะไรมากระตุ้น ก็จะยังใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆ อยู่ใน Comfort Zone ไปเรื่อยๆ เพราะชีวิตแบบนี้ก็ดูไม่เลวร้ายไปเสียทุกอย่าง

เขาบอกว่าคนเราจะทำอะไร หรือจะไม่ทำอะไร มีเหตุผลอยู่ 2 อย่าง คือ ความพอใจ และความเจ็บปวด

หมายความว่า เราจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น ต้องเริ่มมาจากความพอใจที่จะทำสิ่งนั้น หรือทำเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด อย่างเช่น ทำงานเพื่อให้มีรายได้ เพื่อหลีกหนีความเจ็บปวดจากการที่ไม่มีข้าวกิน ถ้าไม่มีรายได้

อย่างที่เรายอมทำอะไรสักอย่าง ทั้งที่ก็เบื่อๆ แต่ก็ต้องทำ เพราะทำให้มีรายได้ จะได้ไม่รู้สึกเจ็บปวดจากการที่ไม่มีรายได้นั่นเอง

บางคนยอมอยู่ใน Comfort Zone เพราะกลัวการเปลี่ยนแปลง จริงๆ แล้วก็คือ กลัวความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง กลัวว่าเปลี่ยนไปแล้วจะสะดวกสบายเหมือนเดิมมั้ย!!! กลัวการเริ่มต้นใหม่ กลัวสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย

แต่แล้วในที่สุด ก็จะมาถึงจุดจุดหนึ่งที่เราเรียกว่า “จุดเปลี่ยนของชีวิต” ฝรั่งเรียก “Turning point” มันคือจุดที่คนเราจะตัดสินใจเปลี่ยนอะไรบางอย่างในชีวิต หรือเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตไปเลย เช่น เลิกบุหรีี่เพราะป่วยหนัก เลิกเหล้าเพราะตับพัง หรือบางคนลาออกจากงานประจำมาทำธุรกิจส่วนตัว เป็นต้น

คนเราจะเปลี่ยนแปลงอะไรจากสิ่งที่คุ้นเคยไปเป็นสิ่งใหม่ ต้องมีแรงกระตุ้นมหาศาล แรงกระตุ้นนั้นต้องมีผลกับชีวิตและความนึกคิดเป็นอย่างมาก ไม่งั้นคงไม่เปลี่ยน เขาเรียกว่า Impact มันมาก มากเสียจนต้องเป็นจุดที่ตัดสินใจว่า เอาวะ จะต้องเปลี่ยนแล้วละ จะอยู่แบบเดิมไม่ได้แล้ว

เพราะฉะนั้นไม่แปลกหรอกครับ ที่เราตั้งใจ ตั้งเป้าหมายว่าจะทำอะไรแล้วไม่ได้ทำ อาจจะเป็นเพราะความคิดยังไม่ตกผลึก คิดยังไม่ออก มองไม่เห็นประโยชน์ กลัวการเปลี่ยนแปลง จริงๆ แล้วคือ “ไม่มั่นใจในตัวเอง”กลัวความล้มเหลว กลัวคนว่าทำอะไรแล้วไม่สำเร็จ

ถ้า โทมัส เอดิสัน กลัวความล้มเหลว เราคงไม่มีหลอดไฟมาให้ใช้ รถไฟฟ้าวันนี้ก็เริ่มจากรถจักรไอน้ำ เมื่อหลายร้อยปีก่อน คอมพิวเตอร์เครื่องแรกใหญ่เท่าบ้าน จะเห็นว่า สิ่งที่ยิ่งใหญ่มันเริ่มมาจากการลงมือทำ ทำ และทำ และปรับปรุงไปเรื่อยๆ

เราต้องเรียนรู้จากความล้มเหลว ไม่มีใครทำอะไรครั้งแรกแล้วดีที่สุด ไม่อยากนั้น จะมี Version 1 Version 2 Version อื่นๆ ตามมาเหรอครับ

และสาเหตุส่วนใหญ่ที่คนส่วนใหญ่ไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เขาวิจัยมาแล้วครับว่า ไม่ใช่จากภาวะเศรษฐกิจ ไม่ใช่การเมือง ไม่ใช่ PM2.5 หรืออะไรก็ตามแต่เราจะโยนบาปไปให้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จในเป้าหมายเราก็คือ “ตัวเรา” นั่นแหละ ตัวเราที่กลัวความล้มเหลว ดีแต่พูดและก่นด่าคนอื่นๆ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ สุดท้ายก็ไม่กล้าลงมือทำอะไรสักทีนั่นเอง

ที่เราไปไม่ถึงเป้าหมายสักทีเพราะเราเอาแต่ตั้งเป้าหมาย เอาแต่พูด แต่สิ่งที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมาย มันมีอยู่ข้อเดียว นั่นคือ “การลงมือทำ”

ถ้าคุณไม่เปลี่ยนตัวเองวันนี้ โลกมันจะเปลี่ยนคุณเองไม่ช้าก็เร็ว เชื่อสิ!!!

เหรียญหลวงพ่อธรรมจักร วัดธรรมามูลวรวิหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/582795

  • วันที่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 12:46 น.

เหรียญหลวงพ่อธรรมจักร วัดธรรมามูลวรวิหาร

เรื่อง: อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

มาชมเหรียญที่ปลุกเสกโดยหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อีกแบบหนึ่งครับ ซึ่งเป็นเหรียญพระพุทธรูปที่มีความสำคัญมากสำหรับชาวชัยนาท ถือได้ว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองประจำจังหวัดมายาวนาน คือ เหรียญหลวงพ่อธรรมจักร วัดเขาธรรมามูล หรือวัดธรรมามูลวรวิหาร จ.ชัยนาท ในปัจจุบัน

เหรียญนี้ในวงการนักสะสมต่างก็เสาะหาเพราะสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2461 ซึ่งทันหลวงปู่ศุข และมีการบันทึกการจัดสร้างและพิธีการปลุกเสกไว้ด้วย พิมพ์ที่นำมาให้ชมคือ พิมพ์น้ำเต้าข้างยันต์ เนื้อเงิน ซึ่งสุดแสนจะหายาก ส่วนใหญ่ที่พบคือเนื้อทองแดง ราคาค่านิยมอยู่ที่แสนกลางครับ

เหรียญหลวงพ่อธรรมจักร พิมพ์น้ำเต้าข้างยันต์นี้ ปัจจุบันจัดได้ว่าเป็นพิมพ์ในตำนานไปแล้ว เพราะความหายากแบบสุดๆ และเป็นพิมพ์ที่นิยมที่สุดของเหรียญหลวงพ่อธรรมจักร มีประวัติการสร้างชัดเจน แต่ไม่ค่อยมีการพบเห็น อาจจะเพราะมีการสร้างน้อยมาก เมื่อเทียบกับพิมพ์อาร์มที่มีในตลาดพระเครื่อง จึงเป็นพิมพ์หนึ่งในชุดหลวงพ่อธรรมจักรที่นักสะสมสายนี้เสาะหาอย่างมากเพื่อรวมให้ครบชุดเหรียญสายวัดธรรมามูลวรวิหาร

โดยเหรียญรุ่นนี้จัดสร้างขึ้นพร้อมกับพิมพ์อาร์ม เท่าที่พบส่วนมากจะเป็นเนื้อทองแดง ส่วนเนื้อเงินจะพบได้น้อยมาก สร้างขึ้นโดยวิธีปั๊มข้างอัดกระบอก หูเชื่อมด้วยเงินบริเวณจุดที่เชื่อมระหว่างตัวเหรียญกับหูเหรียญ ด้านหลังของเหรียญมีรอยตะไบ พุทธลักษณะเป็นเหรียญทรงน้ำเต้า ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปพระพุทธธรรมจักรประทับยืนบนฐานดอกบัว 5 ดอก ล้อมรอบด้วยอักขระขอม 4 ตัวคือ นะ มะ พะ ทะ ด้านหลังเป็นยันต์ใบพัด หรืออักขระขอมว่า อิส วา สุ บนยันต์ใบพัดจะมีตัวอุณาโลมหางชี้ลง

หยิบเหรียญมาส่อง พื้นผิวเหรียญปรากฏความเก่าชัดเจนสำหรับเหรียญอายุ 100 ปี มีร่องรอยบนผิวเหรียญตามธรรมชาติที่ผ่านการใช้มา ตัวหนังสือยันต์ที่ปั๊มลงเป็นแท่งคมสวยงามพลิ้วตามธรรมชาติ องค์พระพุทธรูปได้สัดส่วน พลิกไปด้านหลังตามตัวยันต์มีเส้นแตกตามธรรมชาติ พื้นผิวเหรียญที่ผ่านการใช้มาก็ปรากฏร่องรอยความเก่าอย่างชัดเจน แถมเห็นรอยจารยันต์แผ่วเบาแบบเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนของเลียนแบบที่ตั้งใจจารหนักแบบเจตนา ได้เห็นความงามของเหรียญขนาดนี้ก็ถือว่าสุดยอดแล้วครับ

ในเหรียญชุดหลวงพ่อธรรมจักรที่มีการสร้างเหรียญปั๊มหูเชื่อมขึ้นในปี พ.ศ. 2461 แบ่งเป็นพิมพ์ ดังนี้

1.พิมพ์น้ำเต้ายันต์ข้าง พบเห็นน้อยมาก

2.พิมพ์น้ำเต้าหน้าแก่

3.พิมพ์น้ำเต้าหน้าหนุ่ม โดยในพิมพ์น้ำเต้านี้มีทั้งเนื้อทองคำ เนื้อเงิน และเนื้อทองแดง

4.พิมพ์อาร์มหน้าใหญ่

5.พิมพ์อาร์มหน้าเล็ก ในส่วนของพิมพ์อาร์มนี้มีทั้งเนื้อเงิน เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง และเนื้อทองแดง

ด้านพุทธคุณเหรียญหลวงพ่อธรรมจักรนั้น มีดีทุกด้าน “พุทธคุณครอบจักรวาล พิชิตอุปสรรคทั้งปวง”

หลวงพ่อธรรมจักร ถือว่าเป็นพระพุทธรูปคู่เมืองของ จ.ชัยนาท มาแต่โบราณประดิษฐานอยู่ในพระวิหาร วัดธรรมามูลวรวิหาร ต.ธรรมามูล อ.เมือง จ.ชัยนาท องค์หลวงพ่อธรรมจักรเป็นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ สูงประมาณ 8 ศอก เนื้อทองสัมฤทธิ์ปัจจุบันพอกปูนปิดไว้ มีรูปธรรมจักรอยู่กลางพระหัตถ์ขวา ประทับยืนบนฐานรูปดอกบัว เป็นศิลปะผสมระหว่างสุโขทัยกับอยุธยา

ตามตำนานเล่าสืบต่อกันมาแต่โบราณว่า มีผู้พบพระพุทธรูปลอยตามแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อลอยมาถึงบริเวณหน้าวัดธรรมามูลวรวิหารปรากฏว่าได้ลอยวนเวียนอยู่ พระภิกษุและชาวบ้านจึงได้ทำพิธีอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานที่วัด โดยนำเชือกพร้อมด้ายสายสิญจน์ผูกกับพระพุทธรูป แต่ไม่สามารถดึงขึ้นมาได้ จนกระทั่งตกเย็นจึงแยกย้ายกันกลับ โดยวางแผนว่าจะมาดึงในวันรุ่งขึ้น ในตอนเช้าวันต่อมาชาวบ้านต่างแปลกใจ เมื่อไม่พบพระพุทธรูปซึ่งได้ผูกไว้ที่ชายน้ำ ต่างคิดว่าพระพุทธรูปได้หลุดลอยน้ำไปแล้วจึงแยกย้ายกันกลับ

แต่ปรากฏว่าในขณะนั้นได้มีผู้พบเห็นพระพุทธรูปองค์ที่ลอยน้ำมานั้นได้มาประดิษฐานปิดขวางทางเข้าประตูวิหารวัดธรรมามูลวรวิหาร ซึ่งอยู่ที่บริเวณไหล่เขา จึงเรียกชาวบ้านที่อยู่ด้านหลังให้ขึ้นไปดู ซึ่งทำให้เกิดความแปลกใจ และศรัทธาต่อองค์หลวงพ่อธรรมจักร จึงร่วมกันต่อเติมพระวิหารออกมาอีกหนึ่งช่วง รวมเป็น 3 ช่วง

จากบันทึกคำบอกเล่า เมื่อองค์หลวงพ่อประดิษฐานอยู่ได้ 3 วัน ก็ได้หายไปจากพระวิหาร และกลับมาประดิษฐานดังเดิม โดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งมีแต่โคลนและจอกแหนติดเปื้อนขึ้นมาด้วย ชาวบ้านจึงนำโซ่มาผูกไว้ เพื่อไม่ให้หลวงพ่อหายไปอีก

ต่อมามีชายต่างถิ่นล่องแพมาจากทางเหนือเพื่อตามหาพระพุทธรูป เมื่อมาถึงวัดธรรมามูลวรวิหาร จึงได้พบพระพุทธรูปที่กำลังตามหาอยู่ ขณะนั้นเป็นเวลาค่ำชายผู้นั้นจึงได้อาศัยนอนอยู่ที่วัดเพื่อรอเวลาอัญเชิญองค์หลวงพ่อกลับไปประดิษฐาน ณ วัดเดิมในเวลาเช้า

แต่กลับนอนฝันว่าหลวงพ่อไม่ขอกลับ แต่จะขออยู่ที่วัดธรรมามูลวรวิหาร ครั้นรุ่งเช้าเขาจึงลาท่านสมภารเพื่อเดินทางกลับบ้าน และได้ขอถอดเอาจักรที่ฝ่าพระหัตถ์องค์หลวงพ่อกลับไปด้วย นับแต่นั้นมาหลวงพ่อก็ไม่หายไปไหนอีกเลย ชาวบ้านจึงได้นำโซ่ออกและได้ร่วมกันสร้างจักรที่ฝ่าพระหัตถ์ขึ้นมาใหม่

พระเครื่องที่หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า สร้างขึ้นล้วนแต่ได้รับความนิยมในวงการนักสะสมและมีราคาแพงทั้งสิ้น อาทิ พระเหรียญหล่อพิมพ์ประภามณฑล พระปิดตาพิมพ์ต่างๆ เช่น พิมพ์กรมหลวงชุมพร ซึ่งเป็นพระปิดตาเนื้อผงคลุกรักขนาดเล็กมากเท่าปลายนิ้วก้อยที่สร้างแจกเจ้านายชั้นสูงในยุคนั้น เหรียญรูปเหมือนท่านปี พ.ศ. 2466 และเครื่องรางต่างๆ เป็นต้น

หลวงปู่ศุขท่านเกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน 4 ปีจอ พ.ศ. 2390 และมรณภาพเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2466 สิริอายุ 76 ปี

พระราชทานทุนเล่าเรียนหลวง แด่ภิกษุสามเณร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/582794

  • วันที่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 12:38 น.

พระราชทานทุนเล่าเรียนหลวง แด่ภิกษุสามเณร

เรื่อง: สมาน สุดโต-สมหมาย สุภาษิต

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์ เพื่อถวายทุนการศึกษาพระราชทานแด่พระภิกษุและสามเณรในโครงการทุนเล่าเรียนหลวง สำหรับพระสงฆ์ไทย ประจำปี 2562

5 มี.ค. 2562 เวลา 13.45 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายเกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ไปถวายทุนการศึกษาพระราชทานแด่พระภิกษุและสามเณร ประจำปีการศึกษา 2561 ของโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย ซึ่งประกอบด้วย ทุนบาลีศึกษาขั้นสูง ทุนระดับอุดมศึกษา และทุนพระวิปัสสนาจารย์ พร้อมกับถวายของที่ระลึกแด่พระภิกษุ และสามเณรที่จบการศึกษาตามหลักเกณฑ์ของหลักสูตรต่างๆ อย่างสมบูรณ์ในปี 2562 ในโอกาสนี้ด้วย ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์สืบสานพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อสนับสนุนพระภิกษุและสามเณรให้มีโอกาสศึกษาพระพุทธศาสนาชั้นสูง จากสถาบันพุทธศาสนาในประเทศ เพื่อสร้างความร่มเย็นในสังคมด้วยการดำรงตนให้ถูกต้องตามธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นหลักในการรักษาสถาบันสงฆ์ให้มีความเจริญรุ่งเรืองถาวร และจรรโลงพระพุทธศาสนาให้เป็นที่พึ่งหลักทางใจของประชาชนและสังคมไทย

ในการนี้อินทร์จันทร์ บุราพันธ์ กรรมการและเลขานุการโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย กล่าวรายงานต่อ

เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ผู้แทนพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าในฐานะกรรมการและเลขานุการ โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์ เพื่อถวายทุนการศึกษาพระราชทาน แด่พระภิกษุและสามเณร ในโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทยประจำปี 2562 ในวันนี้

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์สืบสานพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่

การนี้โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย พิจารณาพระภิกษุและสามเณรที่ได้รับทุนการศึกษาพระราชทานในปีการศึกษา 2561 จำนวน 118 รูป และกราบทูลสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทราบฝ่าพระบาทแล้ว มีดังนี้

1.ทุนบาลีศึกษาชั้นสูงจำนวน 37 ทุน

2.ทุนระดับอุดมศึกษา สาขาพุทธศาสตร์ จำนวน 66 ทุน

3.ทุนพระวิปัสสนาจารย์ ซึ่งศูนย์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้เสนอชื่อพระภิกษุและสามเณรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจำนวน 15 ทุน

ประกอบกับในปี 2562 ได้มีพระภิกษุและสามเณรจบการศึกษาจำนวน 197 รูป จึงขอถวายของที่ระลึกในโอกาสนี้ด้วย

โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย มีความต้องการที่จะช่วยส่งเสริมการเรียนของคณะสงฆ์ ทั้งในด้านพระธรรมวินัย พระปริยัติธรรม และการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เจริญถาวรยิ่งๆ ขึ้นไป สมดั่งที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์สืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้ตั้งไว้

พระธรรมทูตเลือกไปประจำสหรัฐและยุโรปมากที่สุด

พระพรหมวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ กล่าวเปิดการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 25 ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เล่าประสบการณ์ในการเป็นพระธรรมทูตต่างประเทศรุ่นแรกๆ ว่าลำบากและติดขัดในเรื่องกฎหมาย ถูกคนพื้นที่ล้อเลียน ทั้งในสหรัฐและยุโรปจึงแนะนำให้ทุกท่านอดทน รักษาพระธรรมวินัย และกฎหมายในแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ควรทำงานประสานกันโดยไม่แบ่งแยกนิกายขอให้มีเพียง “พุทธนิกาย”

ส่วนพระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว) รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร ประธานการดำเนินการจัดอบรม กล่าวว่า ผู้ที่เข้ารับการอบรมต้องใช้เวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค.-31 พ.ค. เพื่ออบรม พร้อมทั้งไปศึกษาดูงานที่ประเทศอินเดียและเนปาล ส่วนประเทศที่ผู้เข้าอบรมเลือกไปประจำนั้นคือ สหรัฐ และประเทศในยุโรป ทั้งนี้ผู้เข้าอบรมต้องฝึกภาษาประเทศที่ตนจะเดินทางไปอย่างเข้มข้นด้วย

สถาบันโพธิคยากราบสมเด็จ ป.อ.ปยุตฺโต

สุภชัย วีระภุชงค์ และคณะ ในนามสถาบันโพธิคยา 980 กราบนมัสการสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ณ วัดญาณเวศกวัน เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2562 เพื่อถวายรายงานโครงการธรรมยาตรา ลุ่มแม่น้ำโขง 6 แผ่นดิน คือ ไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน ในเดือน ต.ค. 2562 ในการนี้เจ้าประคุณสมเด็จเมตตาให้ข้อคิดในการทำงาน โดยเฉพาะกับประเทศจีนยังความปีติแก่ทุกท่าน

ปีที่ 10 งานสมโภชพระธาตุ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/582122

  • วันที่ 03 มี.ค. 2562 เวลา 15:17 น.

ปีที่ 10 งานสมโภชพระธาตุ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

เรื่อง: วรธาร ทัดแก้ว

ตั้งแต่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย เริ่มจัดงานสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุและเป็นงานประจำปีของวัดที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ อลังการ และงดงาม ทั้งในส่วนของกิจกรรมที่หลากหลาย ขบวนแห่พระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธปรินิพพาน จากวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ไปยังพระสถูปพุทธปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน และมกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบรมศาสดา ชาวพุทธจากทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนไทยนิยมเดินทางไปร่วมงานจำนวนมาก

ทุกปีเมื่อวันมาฆบูชาเพ็ญเดือน 3 มาถึง จึงเป็นอันรู้กันว่า งานสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยงานจัด 7 วัน เริ่มฟอร์มงานตั้งแต่ก่อนวันมาฆบูชา 1 วัน แต่ไฮไลต์ของงานจริงๆ จะอยู่ในช่วง 2 วันสุดท้าย เกี่ยวกับพิธีแห่พระบรมสารีริกธาตุ สำหรับปี 2562 เป็นการจัดปีที่ 10 ระหว่างวันที่ 18-24 ก.พ. พิธีแห่พระบรมสารีริกธาตุ เริ่มวันที่ 23-24 ก.พ. โดยพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญขึ้นบุษบกในขบวนแห่นั้น เป็นพระบรมสารีริกธาตุที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานให้กับวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ประดิษฐานในพระมหาเจดีย์มหาธาตุราชศรัทธา

งานสมโภชปี 2562 ได้รับเมตตาจาก พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เดินทางมาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ส่วนประธานฝ่ายฆราวาส ได้ “ชุตินทร คงศักดิ์” เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ที่เดินทางมาพร้อมภริยา

พระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ประธานสงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เล่าที่มาของการจัดงานสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุว่า วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ สร้างขึ้นเมื่อปี 2537 เพื่อเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 ในโอกาสที่พระองค์ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ซึ่งในวัดจะมีปูชนียสถานสำคัญ คือ พระมหาเจดีย์มหาธาตุราชศรัทธาที่พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นด้วยพระราชทรัพย์จำนวนหนึ่ง

“เมื่อสร้างเสร็จพระองค์ท่านได้พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมเส้นพระเกศาของพระองค์มาประดิษฐานในพระมหาเจดีย์ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์มาทรงประกอบพิธีดังกล่าว ดังนั้น ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่หาที่สุดมิได้ ทางวัดจึงเห็นสมควรจัดงานสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวพุทธได้มาสักการะพระบรมสารีริกธาตุอย่างใกล้ชิด และเพื่อให้เกิดประเพณีอันดีงามตลอดจนเป็นการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้สถาพรต่อไป”

อิงประเพณีในครั้งพุทธกาล

พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ประธานคณะกรรมการจัดงานสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ กล่าวว่า พิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุนั้นเกิดขึ้นครั้งแรกหลังพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธเจ้าที่มกุฏพันธนเจดีย์ เมืองกุสินารา (ปัจจุบันกุสินารามีสถานะเป็นจังหวัดหนึ่งในรัฐอุตตรประเทศของอินเดีย เรียก กุศินาคาร์) โดยพวกเจ้ามัลละ กษัตริย์แห่งแคว้นวัชชี ได้จัดพิธีสมโภชขึ้น อย่างสมพระเกียรติ ตลอด 7 วัน 7 คืน มีการแห่พระบรมสารีริกธาตุรอบเมืองกุสินารา ก่อนจะมอบหมายให้โทณพราหมณ์แบ่งให้กับเมืองต่างๆ 8 เมืองนำไปบูชา ในส่วนของเจ้ามัลละเองก็จัดสมโภชอย่างยิ่งใหญ่ทุกปี

“งานสมโภชพระธาตุ วัดไทยกุสินาราฯ ก็จัด 7 วัน แต่กิจกรรมหลักจะมีในช่วง 2-3 วันสุดท้าย เป็นพิธีแห่พระธาตุ ซึ่งเราพยายามจัดตามราชประเพณีในครั้งพุทธกาลอย่างสมพระเกียรติและเป็นไปตามยุคสมัย โดยเฉพาะขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ขบวนอัญเชิญพระพุทธปรินิพพาน และขบวนอัญเชิญ พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 จากวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ไปยังสาลวโนทยานและมกุฏพันธนเจดีย์นั้นยิ่งใหญ่อลังการถ้าใครได้เห็นหรือได้ร่วมในพิธีเชื่อว่าจะเกิดปีติอย่างแรงกล้า” พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ กล่าว

อย่างที่กล่าวข้างต้นว่างานสมโภชมีกิจกรรมหลากหลายและมีพิธีแห่พระบรมสารีริกธาตุที่จัดยิ่งใหญ่ ทำให้เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวพุทธมานาน โดยเฉพาะคนไทยในระยะ 6-7 ปีมานี้เดินทางมาร่วมงานจำนวนมากและเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งมาในรูปแบบของการช่วยงานและมาแสวงบุญโดยเฉพาะ สัดส่วนในคนอินเดียก็เป็นที่รู้จักกว้างขวางเพราะมีสื่อประเทศอินเดียประโคมข่าวทุกปี อย่างงานแถลงข่าวงานสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ประจำปี 2562 เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่พลับพลารับเสด็จ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ก็มีสื่อมวลชนอินเดียเดินทางมาทำข่าวมากกว่า 20 สำนักข่าว

พระธุดงค์ธรรมยาตรา 120 รูป ร่วมงาน

นอกจากชาวพุทธและคนอินเดียมาร่วมงานแล้ว พระธุดงค์จำนวน 120 รูป ในโครงการธุดงค์ธรรมยาตรา ตามรอยบาทพระศาสดา พุทธภูมิ อินเดีย-เนปาล รุ่นที่ 6 ภายใต้กองงานพระธรรมทูต อินเดีย-เนปาล ซึ่งมี พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์) ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เป็นผู้ดูแลโครงการฯ ได้เดินธุดงค์มาถึงวัดไทยกุสินารา เพื่อเตรียมเข้าร่วมงานสมโภชฯ

“คณะพระธุดงค์ทั้ง 120 รูป นำโดย พระอาจารย์ประวัติ ปวตฺโต ได้ออกเดินธุดงค์ธรรมยาตราจากวัดไทยพุทธคยา ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค. 2561 ไปยังสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่งและสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาอื่นๆ ทั้งในอินเดียและเนปาล กระทั่งวันที่ 53 ของการเดินธุดงค์คณะได้เดินทางถึงวัดไทยกุสินาราฯ ในวันที่ 19 ก.พ.อันเป็นมาฆบูชาพอดี ซึ่งการเดินทางมาถึงในวันที่ 19 ก.พ.นั้นเป็นไปตามกำหนดการเดินธุดงค์ที่วางไว้แต่ต้น เพื่อมาทันร่วมงานสมโภชพระธาตุ

อาตมาได้นำท่านเหล่านั้น ร่วมเวียนเทียนรอบพระมหาเจดีย์ โดยมีชาวพุทธร่วมเวียนเทียนด้วยประมาณ 250 คน ส่วนวันที่ 23 และ 24 อันเป็นวันแห่พระบรมสารีริกธาตุ ท่านพระธุดงค์เหล่านี้ก็ได้ร่วมในขบวนร่วมกับคณะสงฆ์จากชาติต่างๆ เช่น เมียนมา ลาว กัมพูชา จีน เวียดนาม อินเดีย ญี่ปุ่น รวมทั้งพระสงฆ์จากประเทศไทย หลังเสร็จงานสมโภชก็ได้เดินทางมุ่งสู่กรุงสาวัตถี ต่อด้วยสังกัสสะ มาพุทธคยา และมีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 1 เม.ย. 2562”

ประกวดวาดภาพระบายสี บวชเณรอินเดีย

วันที่ 21 ก.พ.ช่วงเช้าเวลา 9 โมง มีกิจกรรมการประกวดวาดภาพระบายสีในหัวข้อ “พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก” ณ สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ โดยได้รับการตอบรับจากโรงเรียนต่างๆ ในตำบลกุสินาคาร์เป็นอย่างดี อีกทั้งได้รับเกียรติจาก มณเฑียร ชูเสือหึง จิตรกรเชี่ยวชาญสำนักช่างสิบหมู่กรมศิลปากร และก่อเกียรติ ทองผุด นายช่างศิลปกรรม กรมศิลปากร เป็นกรรมการตัดสิน เวลา 10.30 น. ทำบุญตักบาตรถวายภัตตาหารเพลพระธุดงค์ตามรอยบาทพระศาสดา 120 รูป

ขณะที่ภาคค่ำ เวลา 5 โมงเย็น พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ประธานฝ่ายสงฆ์ และพงษ์ฤทธิ์ ศรีสมิตร คหบดีชาวเชียงราย ประธานฝ่ายฆราวาส ได้ทำพิธีปลงผมเด็กชายอินเดีย ในโครงการบรรพชาสามเณร จำนวน 120 รูป เนื่องในงานสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ณ ลานพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ประกอบพิธีบรรพชาวันที่ 22 ก.พ. เวลา 4 ทุ่ม

บำเพ็ญกุศลถวายบูรพกษัตริย์

เช้าวันที่ 23 ก.พ. ณ ลานด้านหน้าพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีพิธีบวงสรวงสักการะเทพยดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นเวลา 11.00 น. ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานถวายบูรพมหากษัตริย์โดยพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 10 รูป พระพรหมวชิรญาณ เป็นประธานในพิธี ส่วนประธานฝ่ายฆราวาส คือ ชุตินทร คงศักดิ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ในงานมีพระเถรานุเถระ เช่น พระธรรมปัญญาบดี อธิบดีสงฆ์ วัดมหาธาตุ พระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ประธานสงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ พระธุดงค์โครงการธุดงค์ธรรมยาตราฯ และพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวอินเดียร่วมในพิธีจำนวนมาก

อัญเชิญพระบรมธาตุไปสาลวโนทยาน

วันที่ 23 ก.พ. เวลา 15.30 น. ขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ เครื่องราชสักการะ ขบวนช้าง ขบวนม้า พลทหาร พระมหาเถระ พระสงฆ์นานาชาติ พุทธศาสนิกชนจำนวนมาก จากวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ สู่สาลวโนทยาน ได้รับเกียรติจาก MAHARAJA BAHADUR H.M. MRIGENDRA PRATAP SHAHI เจ้ามัลละกษัตริย์ พระมหากษัตริย์ผู้สืบเชื้อสายจากเจ้ามัลละกษัตริย์ ผู้ปกครองแคว้นวัชชี นครกุสินารา พร้อมด้วยมหาราชินี ราชโอรส ราชธิดา จัดราชรถโบราณ 200 ปี และข้าราชบริพาร 25 คน ร่วมขบวนแห่ในครั้งนี้

พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ พระธรรมปัญญาบดี อธิบดีสงฆ์ วัดมหาธาตุ พระกิตติโสภณวิเทศ เจ้าอาวาสวัดนาคปรก ร่วมอนุโมทนา พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ประธานสงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์) ประธานคณะกรรมการจัดงาน ร่วมอัญเชิญพระไตรปิฎกสาธยายในขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ มีพระธุดงค์ธรรมยาตราตามรอยบาทพระศาสดา 120 รูป ร่วมอัญเชิญพร้อมพระสงฆ์นานาชาติ

อัญเชิญพระพุทธปรินิพพานไปมกุฏพันธนเจดีย์

วันที่ 24 ก.พ. เวลา 7 โมงครึ่ง ตั้งขบวนอัญเชิญพระพุทธรูปปางปรินิพพาน พร้อมเครื่องราชสักการะพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระบรมวงศานุวงศ์ และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก เคลื่อนขบวนจากสาลวโนทยาน ไปยังสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า (มกุฏพันธนเจดีย์) เมื่อถึงสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า ประกอบพิธีถวายเครื่องราชสักการะและสวดมนต์บูชา พิธีถวายน้ำสรงพระราชทาน เถราภิเษกพระพุทธบาท ณ มกุฏพันธนเจดีย์ เสร็จแล้วตั้งขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ กลับสู่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ และถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์

เทกระจาดแจกทานมอบอุปกรณ์การศึกษา

กิจกรรมสุดท้ายของวันที่ 24 ก.พ. คือ จัดงานเทกระจาดแจกทาน มอบอุปกรณ์การศึกษา และทุนการศึกษาแก่เด็กๆ เมืองกุสินารา จำนวน 650 คน ในการนี้ พระเทพปฏิภาณกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์) ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ นำคณะของ ไพศาล คุนผลิน บริษัท ไทยพัฒนาประกันภัย ณรงค์ฤทธิ์ เอี่ยมเจริญยิ่ง ประธานมูลนิธิวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เทกระจาด แจกทาน มอบอุปกรณ์การศึกษา และทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียน และมอบเครื่องดนตรี แก่ผู้ชนะการแข่งขันร้องเพลงสรรเสริญพระพุทธเจ้า และมอบอุปกรณ์เครื่องเขียนแก่ผู้ชนะการแข่งขันวาดภาพระบายสีพระพุทธเจ้ามหาศาสดาโลก

บาฬีศึกษาพุทธโฆส เตรียมสอนปริญญาเอก วิปัสสนาภาษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/582121

  • วันที่ 03 มี.ค. 2562 เวลา 15:03 น.

บาฬีศึกษาพุทธโฆส เตรียมสอนปริญญาเอก วิปัสสนาภาษา

เรื่อง: สมาน สุดโต และสมหมาย สุภาษิต

วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส มจร เตรียมจัดสอนวิปัสสนากรรมฐานระดับปริญญาเอก ภาคภาษาอังกฤษ โดยจะลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันกับสำนักมหาสี สาสนเยกต่า กรุงย่างกุ้ง สหภาพเมียนมา ให้ส่งวิปัสสนาจารย์ที่มีทักษะการสอนภาษาอังกฤษมาช่วยเหลือในโครงการ

พระเทพสุวรรณเมธี เจ้าอาวาสวัดสุวรรณาราม รองเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส บอกกับผู้สื่อข่าวว่าจะผลักดันหลักสูตรวิปัสสนาขึ้นสู่ระดับนานาชาติ โดยเปิดหลักสูตรปริญญาเอก ภาคภาษาอังกฤษเข้มข้น เพื่อสืบสานงานของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลางให้แพร่หลายในชุมชนนานาชาติต่อไป

เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2562 ที่สำนักวิปัสสนามหาสี สาสนเยกต่า กรุงย่างกุ้ง ประเทศสหภาพเมียนมา พระเทพสุวรรณเมธี รองเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ได้รับมอบหมายจากสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เจ้าอาวาสวัดพิชัยญาติการาม กรุงเทพมหานคร ให้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่แทน ในพิธีปิดโครงการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา สำหรับนิสิตหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิปัสสนา แห่งวิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม ที่ไปเข้าคอร์สอบรม 7 เดือน ที่สำนักวิปัสสนามหาสี สาสนเยกต่า กรุงย่างกุ้ง

พิธีปิดในวันนั้นได้รับความสนใจจากชาวพุทธในเมียนมา จะเห็นได้จากอุบาสกอุบาสิกาชาวเมียนมาเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ MR TV ซึ่งเป็นช่องทีวีของรัฐบาลเมียนมาได้ติดตามทำข่าวและขอสัมภาษณ์พระเทพสุวรรณเมธี ถึงโครงการส่งนิสิตมาอบรม 7 เดือน ซึ่งพระเทพสุวรรณเมธี ให้สัมภาษณ์ว่า โครงการนี้เป็นแนวดำริของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ที่จัดทำและพัฒนาหลักสูตรสาขาวิปัสสนาภาวนา โดยเปิดสอนมาตั้งแต่ปี 2548 ภายใต้เงื่อนไขว่า หลังจากเรียนจบหน่วยกิตการศึกษาแล้ว นิสิตจะต้องเข้าปฏิบัติกรรมฐานติดต่อกัน 7 เดือน จึงจะมีสิทธิเสนอสอบวิทยานิพนธ์

พระเทพสุวรรณเมธีรองเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร กล่าวต่อว่า เจ้าประคุณสมเด็จฯ เลือกสำนักมหาสีสาสนเยกต่า เป็นที่ฝึกอบรมนอกประเทศ เพราะเป็นสำนักที่มีชื่อเสียงในการปฏิบัติ ถาม ตอบ สอบอารมณ์ เพิ่มพูนประสบการณ์ และตำราวิปัสสนาของท่านมหาสีมีความสอดคล้องตรงหลักฐานในพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกาได้รับการตีพิมพ์หลายภาษาอีกด้วย

วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส มจร ส่งนิสิตมายังสำนักมหาสีตั้งแต่ พ.ศ. 2551 ส่วนระยะเวลาขึ้นอยู่กับงบประมาณ บางรุ่น อยู่ตลอด 7 เดือน บางรุ่น 3 เดือน และบางรุ่น 2 เดือน

“ในปีการศึกษา 2562 นี้ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ได้มอบนโยบายให้เร่งจัดทำและพัฒนาหลักสูตรสาขาวิชาวิปัสสนาภาวนาระดับปริญญาเอก ซึ่งขณะนี้ได้พัฒนาหลักสูตรเสร็จสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงเสนอบัณฑิตวิทยาลัย สภาวิชาการ และสภามหาวิทยาลัย อนุมัติหลักสูตรและโครงการเปิดการเรียนการสอนเท่านั้น คาดว่าจะสามารถเปิดได้ทันภาคที่ 1 ปีการศึกษานี้อย่างแน่นอน และเพื่อให้ปรัชญาในแผนพัฒนาวิทยาเขตว่า บาลีปริยัติก้าวหน้า พระพุทธศาสนามั่นคง เสริมส่งวิปัสสนาสู่สากล บรรลุเป้าหมายตามแผน” พระเทพสุวรรณเมธี กล่าวและว่าขณะนี้ได้จัดทำโครงการภาษาอังกฤษสำหรับพระวิปัสสนาจารย์ เปิดรับวิปัสสนามหาบัณฑิต เข้าฝึกการเผยแผ่วิปัสสนากรรมฐานในระดับนานาชาติ เปิดอบรมอย่างต่อเนื่องตลอดปี เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับหลักสูตรวิปัสสนาระดับปริญญาโท-เอก ภาคภาษาอังกฤษ เพื่อเผยแผ่วิปัสสนาภาวนาไปทั่วโลก

ตามโครงการนี้ วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆสจะทำ MOU กับสำนักวิปัสสนามหาสี ให้จัดส่งวิปัสสนาจารย์ ที่มีทักษะการเผยแผ่ภาคภาษาอังกฤษมาให้การฝึกอบรม ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมวิปัสสนาสู่สากล สมตามเจตนาเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์

บวชพระบวชเณรไม่ง่ายแล้วต่อไปนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/582120

  • วันที่ 03 มี.ค. 2562 เวลา 14:58 น.

บวชพระบวชเณรไม่ง่ายแล้วต่อไปนี้

เรื่อง: สมาน สุดโต

(เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับแก๊งอันธพาลที่ติดตามไปงานบวชเพื่อนที่วัดสิงห์ ตั้งอยู่เลขที่ 35 หมู่ 3 ถนนเอกชัย แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ได้บุกทำร้ายครูและนักเรียนที่กำลังสอบที่โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ ด้วยแค้นใจที่ไม่ได้เต้นตามแตรวงที่จ้างมาแห่นาค เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2562 กลายเป็นประเด็นให้สาปแช่งทางสื่อออนไลน์ว่า ป่าเถื่อนนัก แต่เรื่องวันนี้เกี่ยวกับการป้องกันอาชญากรหนีคดีมาบวช)

ใครหนีคดี หวังพึ่งศาสนาหลบภัย ต่อไปนี้หมดโอกาสแล้ว เพราะมหาเถรสมาคม (มส.) มอบภารกิจให้เจ้าอาวาส และอุปัชฌาย์ต้องให้ตำรวจตรวจสอบทะเบียนประวัติอาชญากรผู้จะขอบวชก่อน ถ้าไม่มีปัญหาจึงจะให้บวช นับว่าเป็นเรื่องดี น่าอนุโมทนา โดยเจ้าอาวาสและอุปัชฌาย์วัดหนึ่งในกรุงเทพมหานคร บอกว่า ถ้าจะให้อนุโมทนามากกว่านี้ ต้องกำหนดเกณฑ์ให้ตรวจปัสสาวะหายาเสพติดด้วย วัดจึงจะปลอดทั้งอาชญากรและคนฉี่สีม่วง

สืบเนื่องจากการประชุม มส.เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2562 เลขาธิการ มส.เสนอว่า มติ มส.ครั้งที่ 25/2561 เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2561 เห็นชอบเรื่องจัดทำระบบตรวจสอบประวัติผู้ขอบรรพชา หรือบรรพชาอุปสมบทนั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้หารือกับข้าราชการระดับสูงแห่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อขอความร่วมมือในการคัดกรองผู้ที่จะเข้ารับการบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ในส่วนของการตรวจสอบประวัติอาชญากรจากการพิมพ์ลายนิ้วมือและหมายจับจากหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก และการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการในการดำเนินการกรณีดังกล่าว

ในการนี้ ได้มีการประชุมร่วมกัน เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2561 ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่ง สตช.ยินดีที่จะให้ความร่วมมือโดยให้ พศ.กำหนดแนวทางที่ชัดเจน

โดย สตช.ได้เสนอต่อ มส. ดังนี้

1.คณะทำงานฯ นมัสการหารือ พระพรหมมุนี เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช แล้วมีความเห็นว่า การคัดกรองผู้ที่จะเข้ารับการบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ให้ตรวจสอบหมายจับจากหมายเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ส่วนวิธีการในการตรวจสอบนั้นคณะทำงานฯ จะกำหนดวิธีการที่เหมาะสม สะดวกรวดเร็ว และมีหนังสือ ด่วนมาก ที่ พศ.0006/11038 ลงวันที่ 29 ต.ค. 2561 ถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผ่านผู้บังคับการสำนักงานกฎหมายและคดี) เพื่อโปรดทราบและพิจารณาแล้ว

2.เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2562 ได้รับแจ้งทางแอพพลิเคชั่นไลน์ จากผู้ประสานงาน สตช.พร้อมแนบไฟล์หนังสือถึง สตช.หนังสือ ที่ ตช.0011.24/29 ลงวันที่ 3 ม.ค. 2562 ว่า สตช.ได้มีหนังสือกำหนดแนวทางการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอบรรพชาอุปสมบท โดยสั่งการให้สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจเป็นผู้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว

ที่ประชุม มส.รับทราบ และให้ พศ.แจ้งเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ทุกระดับทราบ และถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน

ต่อมา สมเกียรติ ธงศรี รองผู้อำนวยการ พศ. ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการ พศ. ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ถึงแนวทางการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอบรรพชาอุปสมบท ตามมติ มส. ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2562 เรื่อง แนวทางการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอบรรพชาอุปสมบท

เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการตรวจสอบประวัติบุคคลให้ พศ.หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ส่งข้อมูลทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) ให้กองทะเบียนประวัติอาชญากร สตช.โดยตรง ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยได้มีการแจ้งเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัด ทราบและถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกันแล้ว จึงขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัด พิจารณามอบ พศจ. สนับสนุนการดำเนินงานของคณะสงฆ์ต่อไป

สำหรับมติ มส.ครั้งที่ 1/2562 ได้เห็นชอบแนวทางการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอบรรพชาอุปสมบท ดังนี้

(หน้าที่เจ้าอาวาสหรืออุปัชฌาย์)

1.เจ้าอาวาสหรือพระอุปัชฌาย์ ตรวจคุณสมบัติเบื้องต้นและรวบรวมเอกสารประจำตัวของผู้ขอบรรพชาอุปสมบท และมีหนังสือถึง พศ.หรือ พศจ. เพื่อส่งข้อมูลให้กองทะเบียนอาชญากร หรือสำนักงานพิสูจน์หลักฐานจังหวัด ตรวจประวัติบุคคลจากเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

(หน้าที่ พศ.หรือ พศจ.)

2. พศ.หรือ พศจ. รับข้อมูลผู้ขอบรรพชาอุปสมบทจากเจ้าอาวาสหรือพระอุปัชฌาย์ แล้วส่งข้อมูลให้กองทะเบียนอาชญากร หรือสำนักงานพิสูจน์หลักฐานจังหวัด ตรวจประวัติบุคคลจากเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

(หน้าที่ สตช.)

3.กองทะเบียนอาชญากร หรือสำนักงานพิสูจน์หลักฐานจังหวัด รับข้อมูลผู้ขอบรรพชาอุปสมบทจาก พศ.หรือ พศจ. แล้วตรวจประวัติบุคคลจากเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

4.กองทะเบียนอาชญากร หรือสำนักงานพิสูจน์หลักฐานจังหวัด ตรวจประวัติบุคคล เสร็จเรียบร้อยแล้วแจ้งให้ พศ.หรือ พศจ.ทราบภายใน 15 วัน

(หน้าที่ พศ.หรือ พศจ.)

5.พศ.หรือ พศจ.รับข้อมูลผู้ขอบรรพชาอุปสมบทจากกองทะเบียนอาชญากร หรือสำนักงานพิสูจน์หลักฐานจังหวัด ที่ตรวจสอบประวัติบุคคลแล้ว แจ้งข้อมูลให้เจ้าอาวาสหรือพระอุปัชฌาย์ทราบภายใน 7 วัน

(ความเห็น)

เรื่องนี้ถือเป็นแนวปฏิบัติ มิใช่ข้อบังคับ แต่ต้องปฏิบัติ เพราะอุปัชฌาย์ต้องปฏิบัติตามจริยาพระอุปัชฌาย์

1.เคารพเอื้อเฟื้อ สังวร ประพฤติตามพระธรรมวินัยและกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นแบบอย่างอันดีของสัทธิวิหาริก

2.ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติ มส.ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระอุปัชฌาย์

3.ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง หรือคำแนะนำชี้แจงของพระสังฆาธิการ ผู้บังคับบัญชา

4.ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังมิให้บรรพชาอุปสมบทกรรมวิบัติบกพร่องไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ

อุปัชฌาย์ต้องพิจารณาคุณลักษณะของผู้บวชให้ครบ ดังนี้

1.มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตตำบลหรืออำเภอที่จะบวช และมีหลักฐาน มีอาชีพชอบธรรม หรือมีภูมิลำเนาอยู่ในที่อื่น แต่เมื่อสอบสวนแล้วปรากฏว่าเป็นคนมีหลักฐาน มีอาชีพชอบธรรม มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่ใช่คนจรจัด

2.เป็นสุภาพชน มีความประพฤติดี ประพฤติชอบ ไม่มีความเสียหาย เช่น ติดสุรา ยาเสพติดให้โทษ เป็นต้น

3.มีความรู้อ่านหรือเขียนหนังสือไทยได้

4.ไม่เป็นผู้มีทิฐิวิบัติ

5.เป็นผู้ปราศจากบรรพชาโทษ และมีร่างกายสมบูรณ์ อาจบำเพ็ญสมณกิจได้ ไม่เป็นคนชราไร้ความสามารถ หรือทุพพลภาพ หรือพิกลพิการ

6.มีสมณบริขารครบถ้วน และถูกต้องตามพระธรรมวินัย

7.เป็นผู้สามารถกล่าวคำขอบรรพชาอุปสมบทได้ด้วยตนเอง

หน้าที่พระอุปัชฌาย์ เมื่อให้อุปสมบทแล้ว

1.ปกครองสัทธิวิหาริก

2.ดูแลสัทธิวิหาริก

3.สั่งสอนสัทธิวิหาริก

4.ให้การศึกษาแก่สัทธิวิหาริก

5.ออกหนังสือสุทธิให้แก่สัทธิวิหาริก

6.ควบคุมการย้ายสำนักของสัทธิวิหาริก ที่มีพรรษายังไม่ครบ 5 พรรษา

อย่างไรก็ตาม เจ้าอาวาสและอุปัชฌาย์วัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร บอกว่าเรื่องตรวจประวัติอาชญากรของผู้จะบรรพชาอุปสมบทนั้น ไม่มีปัญหา เมื่อทางวัดได้ประวัติผู้ประสงค์จะบรรพชา อุปสมบท ส่งให้สถานีตำรวจท้องที่ตรวจสอบ 2 วันก็ได้คำตอบว่าผู้ขอบรรพชาอุปสมบทมีชนักติดหลังหรือไม่

แต่ปัญหาจะเกิดกับวัดในต่างจังหวัด เพราะชาวบ้านทั่วไปไม่อยากให้ตรวจสอบประวัติ ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง คือเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ที่คนบวชน้อยลง ให้น้อยลงไปอีก

ท่านเจ้าอาวาสรูปเดียวกันเสนออีกว่า ไหนๆ จะคัดกรองผู้จะบรรพชาอุปสมบทแล้ว ควรมีหลักเกณฑ์คัดกรองผู้ติดยาเสพติดด้วย เนื่องจากยาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมและระบาดถึงวัด คนบางคนบริสุทธิ์จากทะเบียนอาชญากร แต่ฉี่อาจสีม่วงก็ได้

พระพยอม กัลยาโณ กับความทรงจำ‘พุทธทาสรำลึก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/581319

  • วันที่ 24 ก.พ. 2562 เวลา 09:20 น.

พระพยอม กัลยาโณ กับความทรงจำ‘พุทธทาสรำลึก’

เป็นที่ทราบกันดีว่า พระราชธรรมนิเทศ (พระพยอมกัลยาโณ) เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี เป็นพระนักเทศน์ระดับแถวหน้าของบ้านเรา ผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างชื่นชอบแนวทางการเทศน์ของท่าน ซึ่งใช้ภาษาง่ายๆ และยกเหตุการณ์ปัจจุบันมาเชื่อมโยงกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ นอกจากนี้ยังเป็นพระนักพัฒนาที่ช่วยเหลือคนด้อยโอกาสมาอย่างยาวนานเกือบ 5 ทศวรรษ นับแต่เข้าสู่ร่มกาสาวพัสต์เมื่อปี 2513 และเป็นศิษย์ผู้ใกล้ชิดของพระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินฺทปญฺโญ)หรือท่านพุทธทาสภิกขุ ผู้ก่อตั้งสวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี

โครงการ “เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” จัดโดยบริษัท ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในประเทศไทย ได้นิมนต์พระพยอมมาบรรยายธรรม เรื่อง “พุทธทาสรำลึก” ซึ่งทางยูเนสโกได้ประกาศยกย่องให้ท่านเป็นบุคคลสำคัญของโลก เมื่อปี 2549 เนื่องจากได้อุทิศตนเพื่อเผยแพร่แก่นพระธรรมที่มีความร่วมสมัยและประยุกต์ใช้ได้กับผู้คนทุกระดับชั้น โดยได้รับคำสดุดีว่าเป็นมหาปราชญ์แห่งพุทธธรรม เนื่องด้วยเป็นผู้ใช้พุทธธรรมเพื่อนำสังคม

คำสอนที่โดดเด่นของท่านพุทธทาส คือ เรื่องการปล่อยวาง พร้อมทั้งมีงานเขียนในทางพระพุทธศาสนากว่า 350 เล่ม ชิ้นที่สำคัญคือ หนังสือชุด “ธรรมโฆษณ์” ตามรอยพระอรหันต์ และคู่มือมนุษย์

พระพยอม เล่าว่า ในช่วงที่จำพรรษาอยู่ที่สวนโมกข์ 7 พรรษา ทำให้ได้เรียนรู้แก่นหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างลึกซึ้ง รวมถึงเกิดความมุ่งมั่นในงานเผยแพร่ศาสนาเพื่อให้ญาติโยมพ้นทุกข์ ไม่ให้ลุ่มหลงกับเปลือกภายนอก และท่านพุทธทาสนั่นเองที่เป็นแรงกระตุ้นให้ทำงานเพื่อสังคมมาจนถึงทุกวันนี้

เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว บอกว่า ท่านพุทธทาสปรารภว่าประเพณีบางทีบังสัจธรรมที่ควรจะรู้ เพราะเดี๋ยวนี้ชาวพุทธเน้นพิธีกรรม ทั้งที่มีหลักอยู่ว่าต้องเชื่อกรรม “กรรมวาที” เชื่อความเพียร “วิริยวาที” ถ้าเชื่อว่าอันนี้ดีแล้ว กระทำอันนี้ดีแล้ว พยายามทำให้เต็มที่ อาจจะอยู่เหนือโชคชะตาราศีดวงดาวอะไรก็แล้วแต่

อย่างที่ท่านพุทธทาสเขียนกลอนไว้ว่า “เราดีดีกว่าดวงดี เพราะดีมีที่เรา ดีกว่าไปมีที่ดวง ขยันทำดีทั้งปวง เชื่อว่าหน่วงเอาดีทั้งปวงมาทำให้ดวงเราดี โชคจะร้ายไม่ได้ตลอดปี ถ้าเรามีดีเป็นดวง”

พระพยอม ยังย้ำด้วยว่า คนยุคนี้ไปเน้นพิธีกรรมมากเกินไป เลื่อนเปื้อนเยอะ ทำอะไรกันแบบชนิดที่ไม่ควรทำด้วยซ้ำไป อย่างพิธีเผาศพเป็นการเผาทรัพย์ที่เยอะมาก ดังนั้นชาวพุทธถ้าสมองไม่ติดเครื่องกรองจะแย่ สำหรับผู้ที่ติดเครื่องกรองสมองยอดเยี่ยมที่สุด คือ หลวงพ่อพุทธทาส ถ้าไม่ได้ท่าน ชาวพุทธจะมีแต่สมองหัวลูกโป่ง มีแต่ลม ไม่มีความคิด ทำอะไรมาก็ทำไปอย่างนั้น ไม่เคยปรับปรุงแก้ไข

“พวกนั้นเรียกว่าสัจจาภินิเวส ต้องอย่างนี้อย่างนั้น อย่างอื่นไม่ได้ แต่เหตุปัจจัยมันเปลี่ยนได้ต้องเปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยนอยู่กันไม่ได้ และผู้ที่เปลี่ยนสำคัญที่สุด หลวงพ่อพุทธทาสท่านเป็นที่สุดคือ เปลี่ยนเรื่องบุญให้เป็นกุศลให้มาก พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างไร หลวงพ่อพุทธทาสนำมาย้ำให้มากขึ้น โดยเฉพาะเราไม่สรรเสริญคนทำบุญเก่ง ให้เก่ง ให้เยอะ ให้มาก ให้ถี่ ให้บ่อย แต่เราสรรเสริญคนใคร่ครวญดีแล้วนำออกให้ คำบาลีว่า วิเจยยะ ทานัง สุคะตัปปะสัตถัง ต้องใคร่ครวญวิจัยก่อนถึงค่อยให้

ตอนนี้ที่วัดพอนึกถึงคำสอนของหลวงพ่อพุทธทาส อาตมาต้องล็อกบุญ ไม่เช่นนั้นโยมก็ทำบุญกันเลื่อนเปื้อน ที่วัดใครจะมาสร้างเจดีย์ บอกไปสร้างวัดอื่น ถ้าจะสร้างเมรุบอกไปวัดอื่น ที่วัดพระต้องอยู่กับคนเป็น ต้องสอนเด็ก ต้องสอนคนที่มาที่วัดทั้งวัน”

ใครที่ไปสวนโมกข์ ไฮไลต์ที่สำคัญคือโรงมหรสพทางวิญญาณ ซึ่งพระพยอมระบุว่า เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เทศน์ให้บรรยายได้คล่อง เพราะที่นั่นมีพระปริศนาธรรม มีคำพังเพย อย่างกินบนเรือนขี้บนหลังคา ฯลฯ และมีแท่นวัชรอาสน์ คือมีต้นโพธิ์แล้วก็มีแท่นว่าง ไม่มีพระพุทธรูป มีความหมายลึกซึ้งว่าพระพุทธเจ้าไม่มีตัวตน ไม่มีอัตตา ไม่มีอีโก้ เมื่อพุทธสรีระสูญไปแล้วก็เหลือแต่พุทธสภาวะเป็นความว่าง

พระพยอมย้อนอดีตช่วงที่อยู่สวนโมกข์อีกว่า มีอยู่ช่วงหนึ่งอาตมาร้อนวิชา ตอนนั้นได้อ่านข่าวพระไม่ดี จะทนไม่ได้ ทำไมพระองค์นี้ทำอย่างนี้ ไปบ่นให้ท่านฟัง หลวงพ่อพุทธทาสหลุดปากออกมาแบบเหลือเชื่อเลย

“พยอม อยากเป็นพระหรืออยากเป็นสัปเหร่อเขาตายเน่าไปแล้ว จะเอาเขามาชำแหละทำไม พระที่เป็นข่าวนะ เขาตายเน่าไปแล้ว ไปนั่งชำแหละเขาทำไม”

นอกจากนี้ หลวงพ่อพุทธทาสยังสอนเณรที่ฉีกของที่เป็นห่อ โดยไม่ตัดไม่แกะว่า “ถ้าแกะของหยาบอย่างนี้ จะเข้าถึงนิพพานละเอียดอ่อนได้อย่างไร นิพพานเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แกะหยาบๆ ฉีกทิ้ง ทำไมไม่ค่อยๆ แกะ แล้วนำเชือกไปใช้ผูกของอย่างอื่น และท่านเป็นผู้ที่เน้นย้ำความมากเกิน ส่วนเกิน กินเกิน ใช้เกิน”

“อีกอย่างเรื่องหนึ่ง เวลาพระทะเลาะกัน ไม่มีองค์ไหนในประเทศไทยเหมือนท่าน พระ ก.ทะเลาะกับพระ ข.มาโทษว่าพระ ข.ไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านบอกที่นี่มีพระ ข.อยู่ด้วยหรือ ไม่เห็นมีเป็นตัวเป็นตน เป็นองค์นั้นองค์นี้ ท่านไปอุปโลกน์ให้เขาเป็นนั่นเป็นนี่ทำไม และไม่พอ ยังเป็นศัตรูกับเขาอีก ทำไมมาเปลี่ยนมิตรเป็นศัตรู”

พร้อมกันนี้ หลวงพ่อพุทธทาสได้ฝากฝังให้ทำงานชิ้นสำคัญ ซึ่งพระพยอมจดจำได้เป็นอย่างดีและทำจนประสบสำเร็จตามที่ได้รับปากไว้ ดังที่เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วย้อนอดีตให้ฟังว่า

“หลวงพ่อพุทธทาสพูดว่า พยอมอยู่กับเรามานานแล้ว สวนโมกข์มันไกล คนกรุงเทพฯ จะมาสวนโมกข์ 600 กิโล มันก็ลำบาก คุณลองไปสร้างสวนโมกข์ไว้ชานเมืองสักแห่งจะได้ไหม บ้านเกิดเมืองนอนพอมีไหม ตอนนั้นอาตมารู้สึกหนักอึ้งเลยจะหาที่ที่ไหนได้เป็น 10 ไร่ 20-50 ไร่ ที่ดินมันแพงจะตายที่เมืองนนท์ แต่ท่านเหมือนกับขอร้องให้ไปสร้าง อาตมาบอกไปว่าจะพยายาม ไม่นึกเลยว่าบัดนี้ซื้อที่ได้ 999 ไร่ หมดไป 1,700 ล้าน เหมือนกับที่รับปากท่าน และตอนนี้กำลังจะทำสวนธรรม”

ธรรมะกับความรัก (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/580513

  • วันที่ 17 ก.พ. 2562 เวลา 09:24 น.

ธรรมะกับความรัก (1)

หากจะพูดว่าเดือน ก.พ.เป็นเดือนแห่งความรักก็น่าจะพูดได้ เพราะวันที่ 14 ก.พ.เป็นวันวาเลนไทน์ หรือวันแห่งความรักที่ประเทศตะวันตกนับถือคริสต์ศาสนาได้กำหนดขึ้น ส่วนประเทศไทยเรานับถือพระพุทธศาสนาก็มีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นวันแห่งความรักได้เช่นกัน คือ วันมาฆบูชา ซึ่งตรงกับวันที่ 19 ก.พ.นี้ โดยสาระอันเป็นหลักการของวันมาฆบูชา คือ การไม่ทำความชั่วทุกชนิด การทำความดีให้ถึงพร้อม การทำจิตใจของตนให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ รวมถึงการไม่เบียดเบียนทำร้ายกัน การไม่ว่าร้ายเสียดสีนินทาคนอื่น เป็นต้น

สัปดาห์นี้เลยถือโอกาสนำธรรมะเกี่ยวกับเรื่องความรัก ซึ่งแสดงโดยพระเดชพระคุณพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม รักษาการแทนเจ้าคณะภาค 2 เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส ประธานสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก ประธานสมาคมวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ และประธานศูนย์พระปริยัตินิเทศก์แห่งคณะสงฆ์ไทย มาให้สาธุชนได้อ่านและนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันตามสมควรแก่โอกาส โดยเนื้อหาแห่งธรรม มีดังนี้

ความว่าความงดงามของพระพุทธศาสนาอยู่ตรงที่มีความหลากหลายของธรรมเหมือนกับสวนไม้ดอกนานาพรรณมีดอกไม้หลากสีสันให้คนเลือกเก็บได้ตามต้องการ ซึ่งธรรมมีจำนวนมากมายหลายประเภท พร้อมที่จะให้แต่ละคนเลือกนำไปปฏิบัติได้ตามความต้องการ ใครอยากไปนิพพานก็มีโลกุตรธรรมสำหรับคนที่ต้องการพ้นโลก ส่วนใครที่อยากประสบความสำเร็จในโลกนี้ก็มีโลกิยธรรมให้นำไปปฏิบัติเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในปัจจุบัน

สำหรับสามีภรรยาที่ต้องการความสำเร็จในชีวิตการแต่งงาน ก็มีธรรมสำหรับคนครองเรือนให้เลือกปฏิบัติ เป้าหมายแห่งการแต่งงานอยู่ที่การสร้างครอบครัวที่มีแต่ความรักใคร่กลมเกลียวโดยไม่มีการหย่าร้าง สามีภรรยาจะบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อมีการปฏิบัติธรรมร่วมกัน

การปฏิบัติธรรมจะช่วยให้ชีวิตคู่เข้มแข็งมั่นคงพอที่จะฝ่ามรสุมต่างๆ ไปได้ ดังนั้น คู่สามีภรรยาที่ต้องการมีชีวิตการแต่งงานที่ยั่งยืนตลอดไปต้องร่วมกันปฏิบัติธรรม คำว่า ธรรม ในที่นี้หมายถึงคุณธรรมและจริยธรรม

คุณธรรม ได้แก่ คุณสมบัติที่ดีภายในจิตใจ เช่น ความรัก ความสงสาร ซึ่งช่วยให้คนเราทำหน้าที่ของสามีภรรยาได้โดยไม่ต้องฝืนใจ จริยธรรม ได้แก่ หลักแห่งความประพฤติที่ดีงามที่จะต้องปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของตนเอง ครอบครัว และสังคม

จริยธรรมเป็นข้อปฏิบัติซึ่งกำหนดไว้โดยศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีและกฎหมายว่าอะไรเป็นหน้าที่ที่สามีภรรยาจะต้องทำเพื่อความผาสุกแห่งครอบครัว จริยธรรมเป็นเรื่องการควบคุมพฤติกรรมที่แสดงออกทางกายและทางวาจา ซึ่งคนอื่นสามารถรับรู้และประเมินได้ว่าเรามีจริยธรรมมากน้อยเพียงใด เช่น การที่สามีภรรยาต้องให้เกียรติกันและกันเป็นจริยธรรมอย่างหนึ่ง คนทั่วไปสามารถมองเห็นได้ว่าสามีภรรยาคู่นี้ให้เกียรติกันและกันหรือไม่

ตรงกันข้ามกับคุณธรรม ซึ่งเป็นเรื่องภายในจิตใจ ซึ่งยากที่คนทั่วไปจะตรวจสอบได้ว่ามีมากน้อยเพียงใด เช่น ความรักเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง คนอื่นไม่สามารถจะมองเห็นความรักภายในจิตใจของเราว่ามีมากน้อยเพียงใด เท่าที่คนทั่วไปจะทำได้ก็คือคาดคะเนจากพฤติกรรมภายนอกของเราว่าเรามีความรักในใจมากน้อยแค่ไหน

คุณธรรมเป็นรากฐานของจริยธรรม เมื่อสามีมีคุณธรรมคือความรักภรรยาอยู่ในหัวใจ เขาก็จะปฏิบัติหน้าที่ของสามีต่อภรรยาโดยไม่ต้องฝืนใจ ความรักทำให้สามียอมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อครอบครัวของเขา

ดังนั้น ความรักจึงเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตการแต่งงาน คู่สามีภรรยาที่แต่งงานกันด้วยความรักจะสามารถปรับตัวเข้าหากันได้ดีกว่าคู่ที่แต่งงานกันโดยไม่มีความรัก เพราะความรักจะทำให้คู่รักยอมลงให้กันและทนกันได้

คำว่า ความรัก ในพระพุทธศาสนามี 2 ประเภท ดังนี้

1.เปมะ ได้แก่ ความรักใคร่หรือความรักแบบโรแมนติก ซึ่งเกิดจากสาเหตุ 2 ประการ (1) บุพสันนิวาส หญิงชายเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ชาติปางก่อน เมื่อเกิดใหม่มาพบกันในชาตินี้จึงเป็นเนื้อคู่กันและรักกัน (2) การดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชาติปัจจุบันก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความรัก แม้หญิงชายจะไม่เคยอยู่ร่วมกันมาแต่ชาติปางก่อน ทั้งคู่ก็รักกันได้เพราะความมีน้ำใจของอีกฝ่ายหนึ่งที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

2.เมตตา ได้แก่ ความปรารถนาดีหรือความหวังดีที่จะให้คนอื่นมีความสุข ซึ่งเกิดจากการมองเห็นความดีงามหรือความน่ารักของคนอื่นแล้วเกิดความประทับใจจนถึงกับคิดส่งเสริมให้เขามีความดีงามหรือความน่ารักยิ่งๆ ขึ้นไป

ชีวิตการแต่งงานจะยั่งยืนนานถ้ามีความรักทั้งสองอย่าง คือ มีทั้งความรักแบบโรแมนติกและความรักแบบเมตตาเป็นพื้นฐาน

ความรักแบบโรแมนติกสร้างความสุขความเพลินใจเมื่ออยู่ใกล้คนรัก แต่ไฟแห่งความรักใคร่มักโชติช่วงอยู่ได้ไม่นาน ความเคยชินเพราะอยู่ด้วยกันมานานมักทำให้ความรักใคร่จืดจางไปได้ ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องมีความรักแบบเมตตาตามประกบความรักใคร่เพื่อให้ความรักยั่งยืนยาวนาน

ความรักแบบโรแมนติกถูกความน่ารักน่าปรารถนาของคู่ครองเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดอารมณ์รัก ความรักใคร่นี้มีธรรมชาติไม่แน่นอน เวลาใดคนรักทำตัวมีเสน่ห์น่ารัก เวลานั้นอารมณ์รักใคร่ก็จะเบ่งบานมีพลังเวลาใดคนรักเอาแต่ใจทำตัวไม่น่ารัก เวลานั้นความรักใคร่ก็จะอับเฉาร่วงโรย ความรักใคร่แบบโรแมนติกจึงมีสภาวะขึ้นลงตามปัจจัยเงื่อนไขภายนอกอันได้แก่กิริยาอาการของคนรักเป็นสำคัญ

ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศลกำลังสำราญพระราชหฤทัยอยู่กับพระมเหสีชื่อว่าพระนางมัลลิกาเทวี พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามพระมเหสีว่า “เธอรักใครมากที่สุด”

การที่พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามอย่างนี้ แสดงว่าทรงอยู่ในอารมณ์โรแมนติกและหวังว่าจะได้รับคำตอบแบบโรแมนติก แต่พระนางมัลลิกาเทวีกลับทูลตอบว่า “หม่อมฉันรักตัวเองมากที่สุด” พระเจ้าปเสนทิโกศลถึงกับหมดอารณ์โรแมนติก ทรงนำเรื่องนี้ไปเล่าถวายพระพุทธเจ้าและตรัสถามว่า ทำไมพระมเหสีจึงกล่าวอย่างนั้น พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า เพราะพระนางมัลลิกาเทวีเป็นคนตรงจึงกล้าพูดความจริงที่ว่าคนทุกคนรักตัวเองมากที่สุด พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสไว้ในที่อื่นว่านัตถิ อัตตะสะมัง เปมัง ไม่มีรักใดไหนเล่าจะเท่ารักตนเอง

ความรักใคร่แบบโรแมนติกเกิดโดยสิ่งเร้าภายนอกจากคนรักเป็นสำคัญ จึงมีสภาวะไม่คงที่ถาวร สามีภรรยาที่ประสงค์จะทำให้ความรักใคร่เข้มแข็งมั่นคงต้องผสมความรักแบบโรแมนติกด้วยความรักแบบเมตตา

ความรักแบบโรแมนติกเปรียบเหมือนรถยนต์ที่อาศัยคนอื่นคอยเติมเชื้อเพลิงให้อยู่เสมอจึงจะแล่นไปได้ แต่ความรักแบบเมตตาเปรียบเหมือนรถยนต์ที่เจ้าของผลิตเชื้อเพลิงได้เองอย่างไม่มีขีดจำกัดจึงแล่นไปได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ เพราะความรักแบบเมตตาเป็นสิ่งที่ใจเราสร้างขึ้นมาเองด้วยการฝึกมองให้เห็นความดีงามของคนอื่น

คนเราจะมีเมตตาในใจได้ต้องฝึกมองโลกในแง่ดี ถ้าสามีภรรยาสามารถฝึกใจให้มองแต่แง่ดีของคู่ครอง ต่างฝ่ายต่างจะรักกันและกันได้ตลอดเวลาแม้แต่ในยามที่อยู่ด้วยกันมานานจนข้อบกพร่องของอีกฝ่ายหนึ่งเริ่มปรากฏออกมา สามีภรรยาต้องสามารถทำใจให้มองข้ามข้อบกพร่องเหล่านั้นและเพ่งความสนใจไปอยู่ที่ความดีงามของคู่ครอง ดังคำประพันธ์ที่ว่า “มองโลกแง่ดีมีผล เห็นคนอื่นดีมีค่า ปลุกใจให้เกิดศรัทธา ตั้งหน้าทำดีมีคุณ”

การฝึกใจให้มองแต่แง่ดี อย่างนี้เรียกว่าการแผ่เมตตา ใจของคนแผ่เมตตาจะเต็มไปด้วยความรักแบบไม่มีเงื่อนไข เช่นเดียวกับความรักของแม่ที่มีต่อลูกน้อยคนเดียว นั่นคือ แม่พร้อมที่จะรักลูกน้อยของตนโดยมองข้ามความบกพร่องของลูกได้ ฉันใด คนแผ่เมตตาก็สามารถที่จะรักและให้อภัยคนอื่นได้ ฉันนั้น

สามีภรรยาต้องฝึกแผ่เมตตาให้กันและกัน ความรักแบบเมตตาไม่ได้เกิดจากการกระตุ้นของคู่ครอง แต่เกิดจากการที่แต่ละฝ่ายเป็นผู้กำหนดความสนใจให้พุ่งเป้าไปที่ความดีงามหรือความน่ารักของอีกฝ่ายหนึ่ง ความรักแบบเมตตาจึงดำเนินไปอย่างไม่รู้จบ เรียกว่า“อัปปมัญญา” คือไม่มีขีดจำกัด ตราบใดที่สามีภรรยายังนึกถึงความดีงามของอีกฝ่ายหนึ่ง ตราบนั้น ความรักแบบเมตตาก็ยังคงอยู่ตลอดไป

ความรักแบบโรแมนติกมีวันจืดจางไปเมื่อความสวยงามร่วงโรยไปตามกาลเวลา แต่ความรักแบบเมตตายังคงที่คงทนเพราะไม่ได้ใส่ใจความสวยงามภายนอกที่ร่างกายแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังเพ่งความสนใจไปที่ความดีงามภายในจิตใจอีกด้วย นั่นคือความรักแบบเมตตาใส่ใจคนรักในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์และเป็นเพื่อนชีวิตของเรา

ในการแต่งงานตามประเพณีไทยต้องมีพิธีหลั่งน้ำสังข์ ซึ่งเป็นการสอนธรรมให้คู่บ่าวสาวมีความรักความเมตตาต่อกันและอยู่ครองคู่กันโดยไม่แตกแยก เหมือนกับสายน้ำสังข์ที่หลั่งรดมือนั้น คนโบราณได้ว่าคาถาหลั่งน้ำสังข์ให้พรคู่บ่าวสาวว่า “อิทัง อุทะกังวิยะ สะมัคคา อภินนา โหถะ ขอเธอทั้งสองจงปรองดองไม่แตกแยกกันเหมือนน้ำนี้เถิด”ดังคำประพันธ์ที่ว่า ขอเธอทั้งสอง อยู่ครองสมานดุจดังสายธาร สะอาดสดใส สายน้ำมิแยก แตกกันฉันใด ขอสองดวงใจ ดุจสายธารเทอญ