การเมืองไทย ที่ใครๆ ก็นึกไม่ถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/579886

  • วันที่ 10 ก.พ. 2562 เวลา 16:00 น.

การเมืองไทย ที่ใครๆ ก็นึกไม่ถึง

โดย…ขรัา76+1

ช่วงนี้ในประเทศไทยกำลังฝุ่นตลบ ทั้งเรื่องฝุ่น PM2.5 ที่มาควบคู่กับฝุ่นนักการเมือง เมื่อนักการเมืองหาเสียงกันฝุ่นตลบ พบปะประชาชนมือไม้อ่อน ไหว้ทุกท่านด้วยความนอบน้อม ไม่ว่าพ่อแม่พี่น้องนั้นเป็นใคร แต่หลังการเลือกตั้งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คนที่สมัคร สส.จะได้รับเลือกหรือไม่ก็ตาม จะไม่เห็นหัวพวกเราชาวบ้านแล้ว นี่เป็นสัจธรรมระหว่าง สส.และชาวบ้าน

เรื่องแบบนี้พออนุมานได้ว่า ทั้งนักการเมืองและฝุ่น PM2.5 ไว้ใจไม่ได้ มีอันตรายพอๆ กัน อันฝุ่น PM2.5 นั้น ถือว่าเป็นมลพิษต่อสุขภาพของมนุษย์ตามที่องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญและออกมาแจ้งเตือนให้ทราบ เพราะเป็นฝุ่นที่มีขนาดเล็กมาก เส้นผมที่ว่ามีขนาดเล็กแล้ว เจ้า PM2.5 ยังเล็กกว่าเส้นผมถึง 20 เท่า ทำให้เล็ดลอดผ่านขนจมูกเข้าสู่ปอดและหลอดเลือดได้ง่าย ส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว จึงพบว่าผู้ที่สูดไอพิษในระยะแรกๆ จะมีอาการไอค๊อกไอแค๊ก มากน้อยตามปริมาณที่สูดดมเข้าไป

หากใช้หน้ากากปิดจมูกปิดปากก็อาจช่วยป้องกันจากหนักเป็นเบา แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราว่ามีภูมิคุ้มกันหรือประมาทหรือไม่

เขียนเรื่องฝุ่นเพลินจนเกือบลืมฝุ่นนักการเมืองไปเลย ฝุ่นนักการเมืองเกิดจากการวิ่งหาเสียงเพื่อหวังมีคะแนนเหนือคู่แข่งคือ หวังชนะครับ ดังนั้นอันตรายจากนักการเมืองอาจมองไม่เห็นในระยะวิ่งหาเสียง แต่จะส่งผลหลังเลือกตั้ง เมื่อเขาจับมือกันมีอำนาจบริหารรัฐ หากมีโอกาสก็จะหาวิธีถอนทุนดังที่เคยมีมาก่อนหน้านั่นแล

ส่วนเราชาวประชา ต้องมีสติ ปัญญา ไตร่ตรองให้ดี ว่าจะเลือกใคร หากเลือกคนดี พรรคดี มีศีลธรรม ก็อุ่นใจว่าจะนำพาประเทศชาติให้เจริญและพัฒนาต่อไป หากเลือกผิดคิดจนตัวตาย หรือจนถึงวันเลือกตั้งครั้งใหม่ หรือมิเช่นนั้น ก็ถึงวันที่ทหารมายึดอำนาจอีกครั้ง เรื่องนี้ประมาทไม่ได้ จำได้ไหมที่เราชาวไทยเคยพูดด้วยความมั่นใจในอดีตว่า ทหารกลับเข้ากรมกองหมดแล้ว ไม่ปฏิวัติ หรือยึดอำนาจกันอีก แต่เป็นไง มีรัฐบาลเลือกตั้งที่อยู่ครบ 4 ปี เพียงรัฐบาลเดียวตั้งแต่ปี 2475 นั่นคือรัฐบาลปี 2544-2548 นายกรัฐมนตรีชื่อทักษิณ ชินวัตร นอกจากนั้นถูกทหารยึดอำนาจเรื่อยมา

การเลือกตั้งปี 2562 มีปรากฏการณ์ใหม่ที่คนร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กกต.คาดไม่ถึงจึงไม่ได้ตีกรอบไว้ นั่นคือคนสมัครรับเลือกตั้งเปลี่ยนชื่อ ชายเปลี่ยนเป็นทักษิณ สตรีก็เปลี่ยนเป็นยิ่งลักษณ์ ทั้งสองชื่อคืออดีตนายกรัฐมนตรีไทยที่ถูกทหารยึดอำนาจ ตอนนี้ลี้ภัยในต่างประเทศ ผู้ที่เอาชื่ออดีตนายกรัฐมนตรีมาใช้ ไม่ได้ให้เหตุผลอื่นนอกจากศรัทธา และกลัวคนลงคะแนนจะสับสน เพราะ กกต.ไม่ได้ให้หมายเลขของพรรคหมายเลขเดียวทั่วประเทศ แต่ให้หมายเลขแก่ผู้สมัครตามที่จับได้จากเขตการเลือกตั้งนั้นๆ ในขณะที่ผู้ที่เปลี่ยนชื่อที่ว่าย่อมทำได้ เพราะไม่ผิดกฎหมายและไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

ถ้าเขาได้รับเลือกนั่งในสภา เมื่อยกมือขออภิปราย ประธานสภาขานชื่อ อดีตนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง คนไม่ชอบอดีตนายกรัฐมนตรีคงเครียด เพราะชื่อก็ไม่อยากได้ยิน ส่วนผู้ชอบคงครื้นเครง สภาไทยจะเป็นสภาคลายเครียดต่อไป นี่คือการเมืองไทย ที่ใครๆ ก็นึกไม่ถึง

พระผู้เป็นแสงสว่าง แห่งสุไหงปาดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/579883

  • วันที่ 10 ก.พ. 2562 เวลา 15:40 น.

พระผู้เป็นแสงสว่าง แห่งสุไหงปาดี

โดย…พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ วัดยานนาวา

วันที่ 18 ม.ค. 2562 เวลาพลบค่ำ เสียงสุดท้ายของท่านคือ “มันมาอีกแล้ว” หลังจากนั้น เสียงที่ดังขึ้นในยามค่ำคืนคือเสียงปืนในกำแพงวัด ร่างของพระนักพัฒนาร่วงลงจีวรชุ่มไปด้วยเลือด แต่เสียงที่ดังยิ่งกว่าเสียงปืนคือเสียงจากหัวใจ “ผมรู้ว่าสักวันหนึ่งต้องเป็นอย่างนี้ แต่มันคือบ้าน บ้านที่ผมรัก จะไม่ขอเลิกทำความดี ผมไม่หนี ผมถือว่า ตรงนั้นเป็นแผ่นดินไทย ปู่ ย่า ตา ยาย ผมเป็นคนพุทธเกิดตรงนี้ ขอตายตรงนี้” เสียงจากหัวใจของพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ เจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี เจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ผู้เป็นดุจแสงสว่างส่องธรรมในสุไหงปาดี พระนักพัฒนาร่างเล็กแต่หัวใจใหญ่

“เราทุกคนควรจะรักษาคุณงามความดีที่เรามีให้แก่กันและกันไว้ให้คงอยู่ตลอดไป เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นพลังสำคัญที่จะทำให้ชุมชนของเราเข้มแข็ง และความสันติสุขก็จะเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ได้ในเร็ววัน”

พระเทพศีลวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดนราธิวาส หรือที่ชาวบ้านเรียกด้วยความเคารพว่า พ่อท่านอ่อน มีบทบาทในการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างไทยพุทธ-มุสลิมในพื้นที่ รวมถึงชาวมาเลเซียให้อยู่ร่วมกัน แม้มีความแตกต่างในเรื่องศาสนา วัฒนธรรมและความเชื่อ จนได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูง ถักทอความสมัครสมานสามัคคีระหว่างชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม ดังนามที่สาธุชนถวายท่านว่า “พระผู้เป็นกาวใจพุทธ-มุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” ได้ปรารภไว้เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2562 ในโอกาสทำบุญอายุวัฒนมงคล 81 ปี ของท่าน

หลังจากเสียงพ่อท่านอ่อนดังไม่นาน การมรณภาพของพระผู้เป็นแสงสว่างแห่งสุไหงปาดีก็ตามมา นับว่าเป็นเสียงระฆังปลุกความสามัคคีของชาวพุทธ เพราะเป็นการสูญเสียพระนักพัฒนา โดยท่านตั้งใจมากจนถึงขนาดลงมือสร้างวัดรัตนานุภาพ บ้านโคกโก อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ด้วยหัวใจที่หนักแน่นพร้อมศรัทธาของญาติโยมอุปถัมภ์ เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงในบ้านเกิดของท่าน

นับเป็นปณิธานที่ประเสริฐสูงสุดที่ว่า “ถ้าไม่ตายไม่ขอเลิกทำความดี ชีวิตผมเกิดมาชาติหนึ่ง ได้สร้างวัดด้วยตนเองถวายเป็นพุทธบูชา ผมมาอยู่ที่นี่ (บ้านโคกโก) ตั้งแต่ยังไม่มีอะไร ผมเริ่มสร้างศาลาหลังแรกคือ ศาลาการเปรียญ (ศาลาโรงธรรม) ใช้ชื่อว่า ธรรมานุภาพ แล้วสร้างศาลาโรงฉัน ใช้ชื่อว่า สังฆานุภาพ สิ่งที่ผมจะสร้างเป็นสิ่งสุดท้ายคืออุโบสถ เป็นพุทธานุภาพ รวมทั้งหมดเข้าด้วยจึงเป็น วัดรัตนานุภาพ”

เมื่อท่านถูกกลุ่มคนร้ายบุกเข้ายิงท่านจนถึงแก่มรณภาพในวัด นับว่าเป็นการสูญเสียพระภิกษุที่อุทิศตนด้วยวิถีแห่งชาวพุทธด้วยความสงบสันติเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาครั้งสำคัญ

การสูญเสียพระดีแห่งสุไหงปาดีครั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2562 พระเดชพระคุณ พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม พร้อมคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ พระสงฆ์สมณศักดิ์ พระเถรานุเถระ ข้าราชการ ทานบดี สาธุชน นิสิต นักศึกษา นักเรียนไทยพุทธและมุสลิมจำนวนกว่า 3,000 รูป/คน ร่วมบำเพ็ญกุศลสัตตมวารและร่วมบรรจุศพเก็บศพ พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ และพระสมุห์อรรถพร กุสลจิตฺโต ไว้เป็นเวลา 1 ปี เพื่อเตรียมการพิธีพระราชทานเพลิงศพต่อไป

ในนามคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม ขอน้อมถวายความอาลัยต่อพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ และพระสมุห์อรรถพร กุสลจิตฺโต ด้วยการนำศาสนกิจและอนุสาวรีย์ชีวิตท่านมาเผยแพร่แก่สาธุชนเพื่อประกาศสดุดีพระผู้เป็นแสงสว่างแห่งสุไหงปาดี

1.ในความเป็นพระนักปกครอง

ท่านเป็นเจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี บริหารกิจการคณะสงฆ์ปกครองพระภิกษุสามเณรในเขตปกครองด้วยพระธรรมวินัย กฎ ระเบียบ ประกาศมหาเถรสมาคม เอื้อเฟื้อเมตตาต่อพระภิกษุสามเณรผู้จำพรรษาในพื้นที่ เกื้อกูลต่อพุทธศาสนิกชน สนองงานคณะสงฆ์ตามแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาบูรณาการงานในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

2.ในความเป็นพระนักศาสนสัมพันธ์

เครือข่ายเยาวชนรักษ์ป่าบูโด ปรารภถึงท่านอย่างอาลัยว่า ท่านพูดมลายูได้เพราะเป็นเด็กในหมู่บ้านอิสลาม ท่านโตกับเพื่อนมุสลิม และท่านมักไปเยี่ยมและช่วยเหลือเพื่อนมุสลิม ท่านมีครูมุสลิม ท่านก็จะถืออินทผลัมไปฝากครูมุสลิมเป็นประจำ ท่านทำงานเยาวชนให้กับเด็กมุสลิม ท่านก็จะเลี้ยงไอติมให้กับเด็กมุสลิมในค่ายทุกครั้ง ท่านจบจากโรงเรียนบ้านเจ๊ะเด็ง มีแต่เด็กมุสลิม และท่านก็ไปเลี้ยงข้าวหมกให้กับเด็กมุสลิมในโรงเรียนเดิมของท่าน ท่านมีเพื่อนชื่่อมะ ที่เป็นมุสลิมซึ่งชอบดูนก และอนุรักษ์สัตว์ต่างๆ ท่านก็จะเรียนรู้การดูนกกับมะ และค้นคว้าเรื่องสัตว์อื่นๆ เพื่อช่วยเหลือสัตว์ที่มีคนเอาไปทิ้งที่วัด ท่านทำอะไรมากมายที่หน้าที่ “มนุษยชาติ” คนหนึ่งที่ทำดีเพื่อประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ ไม่เลือกชนชั้น วรรณะ ศาสนา

3.ในความเป็นพระธรรมทูตอาสา

ท่านบอกสาเหตุอีกอย่างที่ทำให้ท่านไม่ยอมไปไหนให้พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท วัดทองนพคุณ ผู้ประสานงานพระธรรมทูตอาสาว่า “ในชีวิตผมไม่อยากได้ยินคำว่า มีวัดร้างในพื้นที่ที่ผมอยู่ เคยมีช่วงหนึ่ง มีวัดหนึ่งชาวบ้านไม่มีที่พึ่ง อยากทำบุญ อยากฟังธรรม แต่ไม่มีพระ ผมคุยกับชาวบ้านโคกโกว่า วันพระช่วงเช้าจะไปที่โน้นให้ชาวบ้านได้ทำบุญ ต้องเดินเท้าไปแต่ช่วงเย็นของอีกวัน ไปถึงก็ดึก ตื่นเช้ามาชาวบ้านทำบุญเสร็จ ก็ต้องรีบเดินทางกลับมาให้ทันเพลที่วัดโคกโก เพราะชาวบ้านรออยู่ ท่านมหาลองนึกภาพดู มีวัดแต่ไม่มีพระอยู่ เจ็บปวดใจนะ คนเฒ่าคนแก่มาวัด เห็นจีวรตากหน้าศาลาก็ยังอุ่นใจ ถ้าไม่มีพระสงฆ์ทำหน้าที่ นั่นหมายถึงลมหายใจของพระพุทธศาสนาหมดไปแล้ว ท่านพูดย้ำให้ฟังตลอดว่า พระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่รักสูงสุดของผม ลมหายใจที่มีอยู่ขอถวายเป็นพุทธบูชาและขอทำความดีเพื่อพระพุทธศาสนาจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ” ท่านยืนหยัดในดินแดนแห่งนี้เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ญาติโยมและเป็นการต่อลมหายใจของพระพุทธศาสนา

4.ในความเป็นพระนักสาธารณสงเคราะห์

โยมพ่อของท่าน เปิดเผยว่า ลูกชายได้ตัดสินใจบวชเป็นพระตั้งแต่อายุ 20 ปี และไม่ยอมสึก รวมพรรษาทั้งหมด 26 พรรษา โดยบวชอยู่ที่วัดโคกโกมาตั้งแต่แรก ตั้งแต่ตอนที่วัดยังเป็นเพียงแค่วัดเล็กๆ ไม่มีโบสถ์ พระลูกชายได้พัฒนาวัดจนได้รับความศรัทธาจากญาติโยม ตนยอมรับว่ารู้สึกเสียใจมาก และยังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกันนี้หลานสาวของท่านได้โพสต์อาลัยผ่านเฟซบุ๊กว่า

“สิ้นสุดเสียงปืนเงียบลง กลับกลายเป็นเสียงร้องไห้เหมือนจะขาดใจของคนทั้งหมู่บ้าน ใจลูกแตกสลายเมื่อรู้ว่าหลวงอาสิ้นแล้ว รัตนานุภาพสูญเสียจนหมดสิ้น ที่พึ่งทางใจของชาวบ้านโคกโก หมู่บ้านที่เคยเงียบสงบ ร่มเย็น กลับโดนคนใจบาปทำลายจนสูญสิ้นแค่เพียงไม่กี่นาที” ก่อนตัดสินใจกลับลงมาทำงานที่บ้านเกิดตัวเอง บอกเลยตอนนั้นมีแต่ความกลัว ไม่กล้ากลับมา พอหลวงอารู้ข่าวว่าเราไม่กล้ากลับมา จึงฝากบอกกับแม่ให้บอกเราว่ากลับมาเถอะ กลับมาอยู่บ้านเรา ไม่ต้องกลัวอะไร และหลวงอาก็เป็นคนที่เดินทางไปส่งเราพร้อมกับพ่อและแม่ที่โรงเรียนในวันแรกที่เราเข้าไปทำงาน “แต่ในวันนี้ที่ที่เราคิดว่าปลอดภัยที่สุดในชีวิตของเรา กลับกลายเป็นที่ที่เราต้องอยู่ไปด้วยความหวาดระแวงและความกลัว เราต้องสูญเสียที่พึ่งทางใจ น้ำตาแทบเป็นสายเลือดกับการสูญเสียครั้งนี้ เราทำใจยอมรับไม่ได้กับการสูญเสียครั้งนี้ ขอความสงบสุขกลับมาสู่สามจังหวัดชายแดนใต้ด้วยเถิด บ้านโคกโกบ้านเกิดฉัน”

การมรณภาพของท่านพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ นำมาซึ่งความโศกเศร้าของชาวพุทธและมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยทางฮิวแมนไรตส์วอตช์ ซึ่งเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ประณามกลุ่มก่อความไม่สงบ ขณะที่มีประชาชน ผู้นำศาสนา และอาสาสมัครกว่า 5.55 หมื่นคน ร่วมเดินรณรงค์ต่อต้านการใช้ความรุนแรง

ท่านพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ ได้ก่อร้างสร้างอนุสาวรีย์แห่งพระนักพัฒนาให้โลกนี้ได้จดจำ ดุจแสงสว่างส่องนำทางให้พระนักการสาธารณสงเคราะห์ไม่สิ้นหวังและหมดแรงบันดาลใจ จะเกิดมีแสงสว่างแห่งพระนักพัฒนาอีกหลายรูปมาทำงานรักษาพื้นที่แห่งพระพุทธศาสนาในจังหวัดชายแดนใต้ ในฐานะพระภิกษุผู้เสียสละอุทิศตนทั้งชีวิต เพื่อการเผยแผ่ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ในถิ่นพื้นที่ชายแดนใต้ ควรแก่การยกย่อง สรรเสริญ ระลึกถึงจดจำคุณงาม ความดี ความเสียสละ ของท่านให้แพร่หลายไปทั่วทิศานุทิศ เป็นขวัญกำลังใจให้พระภิกษุและอุบาสกอุบาสิกาได้ร่วมกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสถาพรสืบไป

กราบคารวะหัวใจของท่านผู้มั่นคงในพระรัตนตรัย “ไม่ตาย ไม่เลิกทำความดี”

กรรม ใน กรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/579880

  • วันที่ 10 ก.พ. 2562 เวลา 14:30 น.

กรรม ใน กรรม

โดย…ราช รามัญ

เรื่องกรรมๆ เวรๆ ดูเหมือนเป็นอะไรที่คนไทยชอบมาก ทั้งพระสงฆ์เองก็นิยมหยิบเอาเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นในการสอนญาติโยมกันอย่างมากเคยสงสัยเหมือนกันว่า

ทำไม…เรื่องของกรรมของพุทธศาสนาในประเทศไทยสอนกันค่อนข้างแคบและเป็นการสอนที่มุ่งไปในเหลี่ยมเดียว ที่ดูเหมือนจะกระเดียดไปในทางงมงาย

คำว่า งมงาย ในที่นี้ เพราะมันหารอยต่อที่เชื่อมโยงกันไม่ได้เลย ในทางเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ อาทิ วันนี้เราขาหักเพราะเมื่อหลายสิบปีก่อนเคยขับรถชนสุนัขขาหักมาก่อน หรือนักฟุตบอลทั้งสองทีมที่ลงเตะชิงแชมป์ ก่อนแข่งขันร่างกายก็สมบูรณ์แต่พอลงเล่นได้สักครู่ เกิดการปะทะแข้งกันจนขาหักทั้งคู่ นั่นเป็นเพราะผลกรรมในอดีตอย่างนั้นหรือ

ถ้าเกิดเราเชื่อกรรมในรูปแบบนี้…ขอถามดังๆ ว่า คนที่ตายเพราะสึนามิเมื่อหลายปีก่อนที่ภูเก็ตทำกรรมอะไรกับน้ำทะเลไว้ แล้วน้ำทะเลมีสมอง มีจิตใจที่จำได้หรือว่าใครเป็นกรรมกับใครไว้ อย่ามองว่าเป็นการเขียนที่เล่นสำนวน แต่ต้องการให้คิดในมิติใหม่ที่ควรจะต้องมองมุมใหม่บ้าง

ในยุคนี้…ทำไมหลายคน เริ่มไม่เชื่อกรรม ก็เพราะผู้สอนด้อยวิสัยทัศน์ในการสอนเรื่องกรรม จึงทำให้คนไม่ค่อยเชื่อ อาทิ ชอบสอนกันว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่ในมุมชีวิตจริง คนทำชั่วได้ดีมีมากมาย แล้วจะให้คำตอบกับคนในสังคมได้อย่างไรในแง่ของกรรม

ความเขลาในการสอนแบบนี้เองที่ทำให้คนไม่ค่อยเชื่อเรื่องกรรม ผมพูดย้อนแย้งเสมอว่า ทำดีคือดี ส่วนจะได้ดีหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น เพราะถ้าทำดีแล้วหวังให้มีผลลัพธ์ที่ดีเสมอไปนั้น คงไม่ใช่หลักของกรรมแน่นอน มันคงเป็นสูตรอะไรสักอย่างแบบฟิสิกส์เคมีแล้วกระมัง เพราะมันตายตัว แต่กรรมไม่ใช่กฎอะไรที่ตายแบบนั้น ดังนั้น คำว่า กฎแห่งกรรม ไม่ควรมีด้วยซ้ำเพราะมิใช่เป็นอะไรที่ตายตัว กรรมอีกมุมมองหนึ่งที่สำคัญและไม่ได้เป็นกรรมที่ยึดโยงในรูปแบบผลลัพธ์ กลับไม่เคยมีการสอนกันเสียเท่าไหร่

แต่พุทธศาสนาในระบบของการศึกษาแบบมหายานมีมากมายเลยทีเดียวกับการสอนเรื่องของกรรมในรูปแบบนี้คือ แหล่งกรรม หรืออาจจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กรรมในกรรม

ในสายเถรวาทจะคุ้นเคยแต่ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ซึ่งอยู่ในหมวดมหาสติปัฏฐานสูตร อะไรกันหนอ กรรมในกรรม ความหมายคือ กรรมที่เป็นต้นเหตุแห่งกรรมทั้งปวง และเป็นกรรมที่พุทธะทรงสอนว่า เป็นกรรมที่ส่งผลมาก มีอานิสงส์มากกว่ากรรมทั้งปวง

กรรมชนิดนี้…บางครั้งร่างกายยังไม่ได้ลงมือกระทำเลย ก็ส่งผลแล้วทันที กรรมชนิดนี้บางทียังไม่ต้องเอ่ยกล่าววาจาใดๆ เลยก็ส่งผลแล้วเช่นกัน และอาจจะกล่าวได้ว่า นี่คือความลับอย่างหนึ่งของเรื่องกรรม ที่มนุษย์ทั้งหลายแม้จะทำบุญสุนทรทานมากมาย รักษาศีลอุโบสถมากครั้ง แต่เมื่อตายแล้วกลับไม่ได้ไปเกิดเป็นเทวดา ไม่ได้ไปเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งเพราะว่ากรรมส่วนอื่นส่งผลก่อน ที่กรรมในส่วนกุศลจากการทำบุญ หรือถือศีลอุโบสถ เหล่านั้นซึ่งถือว่าน้อยนิดจะให้ผล

พุทธะตรัสเอาไว้อย่างชัดเจนว่า…กรรมทั้งหลาย ตถาคตกล่าวว่า มโนกรรมมีผลหนักที่สุด เป็นต้นเหตุแห่งกรรมทั้งปวง มีผลหนักกว่ากายกรรม วจีกรรม

คนที่ทำบุญทำทานมาก ถือศีลมากครั้งในวันพระ แต่วันธรรมดาทั่วไปจิตใจเน่า ความคิดเน่า มีแต่อกุศลที่คิดเกิดขึ้น มองใครต่อใครทั้งแง่ลบ แง่ร้าย ล้วนเป็นมโนกรรมทั้งนั้น ส่วนนี้เองที่ทำให้เกิดเป็นกรรมทางใจ

ท่านที่ศึกษาเถรวาทถ้ามีปัญญามากหน่อย ลองไปดูในวาเสฏฐสูตร ที่พุทธะตรัสว่า บุคคลเป็นชาวนาก็เพราะกรรม เป็นโจรก็เพราะกรรม เป็นปุโรหิตก็เพราะกรรม แล้วลองไปดูปัจจยาการในปฏิจจสมุปบาท ที่จำแนกออกเป็นองค์ 12 แล้วจะเห็นว่าเป็นรอยเดียวกันอย่างมิต้องสงสัย คือ ไตรวัฏฏ์ คือ หมวดที่ 1 กิเลสกรรมวิบาก หมวดที่ 2 สังขารภพ เรียกว่ากรรม หมวดที่ 3 วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ

ถ้าจะศึกษาเรื่องกรรมให้ละเอียดต้องศึกษาในที่นี้ ไม่ใช่ไปสอนกรรมฐานแก้กรรม นั่งหลับหู หลับตาหาเงินเข้าวัดไปเรื่อยเปื่อยแบบไร้สาระ

สอนแบบขาดการเชื่อมโยงและสัมพันธ์กับหลักตรรกะของธรรม ยิ่งจะทำให้ธรรมวิบัติ ชาวพุทธควรเลิกเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมจอมปลอม และควรมาเน้นรักษาใจให้เกิดปัญญา เพราะสมองอันไหนจิตใจอันนั้น นี่เอง คือ มโนกรรม ที่อาจจะเรียกว่า กรรมในกรรม ก็ไม่ผิด

สดุดีท่านแผน วรรณเมธี เป็นปูชนียบุคคลของ พสล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/579878

  • วันที่ 10 ก.พ. 2562 เวลา 14:30 น.

สดุดีท่านแผน วรรณเมธี เป็นปูชนียบุคคลของ พสล.

1.องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.)

ประชุมมวลสมาชิกจัดงานมุทิตา ท่านแผน วรรณเมธี ประธานองค์การ ในวาระอายุมงคล 96 ปี วันที่ 2 ก.พ. 2562 ณ ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ พัลลภ ไทยอารี รองประธานและเลขาธิการ ได้รับฉันทานุมัติจากที่ประชุมกล่าวสดุดียกท่านแผนให้เป็นปูชนียบุคคลของ พ.ส.ล. ดังนี้

คำกล่าวสดุดี ท่านแผน วรรณเมธี ประธานองค์การ พ.ส.ล. วันที่ 2 ก.พ. 2562

กระผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้รับฉันทามติจากท่านผู้บริหารองค์การ พ.ส.ล.และท่านผู้มีเกียรติ ให้เป็นผู้กล่าวแสดงมุทิตาจิต ในงานฉลองอายุ 96 ปี แด่ท่านประธานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ท่านแผน วรรณเมธี

ในวาระอันเป็นมงคลนี้ ผู้บริหารและบุคลากรขององค์การ พ.ส.ล.รู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมจัดพิธีทำบุญและงานฉลองในโอกาสอายุ 96 ปี ของท่านประธานองค์การ พ.ส.ล.

นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2534 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งให้ท่านดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภากาชาดไทย รวมระยะเวลา 28 ปี และจากนั้นในปีพุทธศักราช 2541 ที่ประชุมใหญ่องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ครั้งที่ 20 ประเทศออสเตรเลีย ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ท่านดำรงตำแหน่งประธานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก เมื่อเดือน พ.ย. 2541 ติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา 21 ปี ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ตามปณิธานเพื่อสนับสนุนในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และเพื่อประโยชน์สุขของสังคมเป็นที่เชื่อถือศรัทธา และเป็นที่พึ่งของมวลมนุษยชาติ ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าและศักดิ์ศรีแก่องค์กร และประเทศชาติอเนกประการเป็นที่ประจักษ์และยอมรับ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ท่านเป็นผู้นำที่ทรงไว้ซึ่งคุณธรรม คุณภาพ คุณประโยชน์ และคุณค่า

ในด้านคุณธรรม ท่านมีเมตตา มีอิทธิบาท 4 ในการทำงาน บริหารงาน และเจริญพรหมวิหาร 4 กับสังควัตถุ 4 ในการปกครอง ท่านรักความสันโดษ คติธรรมประจำชีวิตของท่าน คือ ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง

ในด้านคุณภาพ ท่านเป็นผู้มีประสบการณ์ มีความรู้ ความสามารถ ทั้งในประเทศและ (ต่างประเทศ) นานาชาติ ต่างสดุดีในคุณงามความดีที่ท่านสั่งสมไว้

ในด้านคุณประโยชน์ ในฐานะประธานองค์การ พ.ส.ล. ท่านได้ริเริ่มจัดตั้ง “กองทุนสมเด็จพระศาสดา” เพื่อให้การสนับสนุนด้านการศึกษาและจริยธรรมแก่เด็กและเยาวชน อีกทั้งได้ให้จัดตั้งกองทุน WFB Humanitarian Relief Fund ร่วมกับการผลักดันส่งเสริมให้องค์กรทางพระพุทธศาสนาของชาวพุทธ ได้หันมาให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาทุกข์มากยิ่งขึ้นในระดับนานาชาติ

จากเกียรติประวัติและผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ พิสูจน์ได้ว่าความดี ความเพียร ความถ่อมตน ย่อมเป็นหนทางสู่ความสำเร็จอย่างมีเกียรติ ควรแก่การยกย่องสรรเสริญ

มวลสมาชิกขององค์การ พ.ส.ล. ขอยกย่องท่านประธาน แผน วรรณเมธี เป็นปูชนียบุคคลขององค์การ พ.ส.ล.

เนื่องในวันมงคลนี้ พ.ส.ล. นิมนต์พระศรีสุธรรมเมธี (อุ้น ปณฺฑิโต ป.ธ.9) อายุ 85 ปี เจ้าอาวาสวัดใหญ่ศรีสุพรรณ พร้อมพระสงฆ์ 9 รูป สวดธัมมจักกัปปวัตนสูตรและพระปริตร และนิมนต์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ จากวัดป่าดอนหายโศก จ.อุดรธานี บรรยายธรรมและเจริญจิตตภาวาน ทั้งนี้มีพระสงฆ์และสมาชิก พ.ส.ล.ร่วมงานเต็มห้องประชุม

2.จัดมาฆบูชา-ฉลองกรุง

วีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวถึงผลการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ครั้งที่ 1/2562 ว่าในช่วงเดือน ก.พ.นี้จะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมด้านศิลปวัฒนธรรมเนื่องในเทศกาลวันมาฆบูชา ระหว่างวันที่ 15-19 ก.พ.ทั่วประเทศ มีการทำบุญตักบาตรและเวียนเทียน ส่วนใน กทม.จัดที่วัดปทุมวนาราม โดยเชิญคณะทูตานุทูตจากประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเข้าร่วมเวียนเทียนด้วย

นอกจากนี้ ให้สำนักงานปลัด วธ. ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เตรียมจัดงาน “ใต้ร่มพระบารมี 237 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” ช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.ให้ยิ่งใหญ่ จัดขึ้นที่ชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ใน กทม.และกิจกรรมสมโภช “ใต้ร่มพระบารมี 237 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โรงละครแห่งชาติ โรงละครวังหน้า

เสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/579879

  • วันที่ 10 ก.พ. 2562 เวลา 14:15 น.

เสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เสือหน้าแมว หูหนู ตาลูกเต๋า ยันต์กอหญ้า คือ เอกลักษณ์สำคัญของเสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย เป็นชื่อที่เรียกกันมาตั้งแต่โบราณ มีชื่อเป็นทางการในปัจจุบันว่า วัดมงคลโคธาวาส ตั้งอยู่ที่ ต.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ

เสือของหลวงพ่อปานนับว่าเป็นเครื่องรางยอดนิยม แกะจากเขี้ยวเสือโคร่ง ลงเหล็กจารด้วยตัวหลวงพ่อเองและใช้คาถาหัวใจเสือโคร่งปลุกเสก

  • ลักษณะแกะเป็นเสือนั่งชันเข่ามีทั้งหุบปาก และอ้าปาก ตำนานเล่าขานว่าท่านใช้ช่างแกะอยู่ 5 คน คือ ช่างฟัก ช่างชม ช่างนิล ช่างมาก และช่างมา จึงมีรูปร่างไม่เหมือนกัน เสือเขี้ยวแกะ มักมีขนาดไม่ใหญ่มาก มีตากลม ขาหน้าทั้งสองใหญ่ และมีทั้งแบบ 3 เล็บ และ 4 เล็บ จิกลงบนพื้น
  • เสือเขี้ยว ตาลูกเต๋า ยันต์กอหญ้า หน้าเหมือนแมว หูเหมือนหนู คือ เอกลักษณ์มีทั้งแบบเขี้ยวซีกและเต็มเขี้ยว ในยุคแรกเป็นเสือเขี้ยวซีกทั้งสิ้น และมีเสือตัวเล็ก ที่แกะจากปลายเขี้ยวเรียกว่า เสือสาลิกา ซึ่งในสมัยนั้นนิยมเลี้ยงไว้ในตลับสีผึ้งทาปาก
  • เสือเขี้ยวมีทั้งหางตั้งขึ้นและหางลง ที่ขาหน้าท่านจะจารตัวอุ ที่ดูคล้ายสายฟ้า และเลข ๗ มากที่สุด หางลากยาวหรือบางทีก็เป็นเลข ๓ ตรงสีข้าง ส่วนใต้ฐานท่านจะจารยันต์กอหญ้าหรือสูญญัง จารเป็นวงรี และใช้คาถากำกับขณะจารว่า นิพพานนัง ปะระมัง สูญญัง ถ้าเสือตัวใหญ่ท่านจะลงยันต์กอหญ้า 2 ตัวตรงข้ามกัน และลงตัว ฤ ฤๅ พร้อมกับตัวอุณาโลม บางตัวมีรอยขีด 2 เส้นขนานกัน ดูให้ดีจะเห็นเป็นเส้นลึกและคมชัด

  • การพิจารณาเขี้ยวเสือที่สำคัญต้องดูความแห้งเป็นธรรมชาติ เขี้ยวเสือต้องมีวรรณะเหลืองใสมองแล้วเป็นธรรมชาติ ของปลอมมักจะเอาเขี้ยวหมี เขี้ยวหมูป่า มาเคี่ยวด้วยน้ำมันงา เมื่อส่องดูจะเห็นเป็นเสี้ยนเล็กๆ และคราบฝุ่นจับแน่นในร่องจาร และอาจมีรอยแตกอันเป็นธรรมชาติของเขี้ยว เมื่อผ่านการใช้งานสีของเขี้ยวจะยิ่งเข้มขึ้น ด้านพุทธคุณครบเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นทางเมตตา แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี และที่สุดยอดคือมหาอำนาจ
  • เมื่อปี พ.ศ. 2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ผู้เชี่ยวชาญระบบชลประทานจากประเทศฮอลแลนด์เข้ามาวางระบบในประเทศไทย แต่ด้วยงบประมาณจำกัดจึงสร้างแค่ประตูระบายน้ำคลองบางเหี้ย ระหว่างที่สร้างนั้นกระแสน้ำคลื่นลมแรงมาก หลวงพ่อปานท่านเสกเขี้ยวเสือขว้างลงไป ปรากฏว่ากระแสน้ำสงบสร้างประตูระบายน้ำได้

  • ต่อมาในปี พ.ศ. 2452 ประตูน้ำที่กั้นคลองบางเหี้ยได้เกิดรั่ว พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ มาประทับอยู่ที่ประตูน้ำนั้น 3 วัน พร้อมทั้งนิมนต์หลวงพ่อปานเข้าเฝ้าฯ หลวงพ่อปานให้เด็กชายป๊อดถือพานใส่เขี้ยวเสือที่แกะแล้วไปด้วย เมื่อไปถึงที่ประทับ ไม่มีเขี้ยวเสืออยู่ในพานแล้วโดยเด็กชายป๊อดบอกว่าเสือกระโดดลงน้ำ หลวงพ่อปานจึงให้นำเอาดินเหนียวมาปั้นเป็นรูปหมู แล้วเสียบไม้แกว่งล่อเสือขึ้นมาจากน้ำต่อหน้าพระพักตร์
  • แล้วรับสั่งถามว่า “ที่แจกเครื่องรางเป็นรูปเสือมีความหมายว่าอย่างไร หลวงพ่อปานทูลตอบว่า ไปรุกขมูลธุดงค์ในป่า พบเสือใหญ่หลายครั้ง ได้สังเกตดูเห็นว่า เสือเป็นสัตว์ปราดเปรียวฉลาด ว่องไว เฉียบขาด มีตบะและอำนาจ สามารถที่จะใช้ตาสะกดสัตว์อื่นให้อยู่ในอำนาจได้ คนทั่วไปเรียกผู้ร้ายใจฉกรรจ์ว่า “ไอ้เสือ” ก็คือเอาความเก่งกาจของเสือมานั้นเอง ส่วนที่ทำรูปเสือมิใช่สนับสนุนให้คนกลายเป็น “ไอ้เสือ” เพียงแต่ต้องการเอาลักษณะของเสือจริงในป่าที่ปราดเปรียว ว่องไว เฉลียวฉลาด เฉียบขาด มาเป็นตัวอย่างเท่านั้นภายหลังหลวงพ่อปานได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระครูพิพัฒน์นิโรธกิจ” ท่านเป็นชาวคลองด่าน เกิดปี พ.ศ. 2368 ปีระกา มรณภาพวันที่ 29 ส.ค. 2453

“หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ” ทิ้งไปแค่ธาตุ เหลือไว้แต่ธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/579140

  • วันที่ 03 ก.พ. 2562 เวลา 20:27 น.

"หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ" ทิ้งไปแค่ธาตุ เหลือไว้แต่ธรรม

หลวงพ่อคูณสอนคนอย่างใดก็ประพฤติตนอย่างนั้น คือ ไม่ตั้งตนอยู่ในความประมาท แล้วท่านก็ทำตัวเป็นแบบอย่างให้เห็นด้วยพินัยกรรมที่เขียนไว้ก่อนมรณภาพ

*******************************

โดย…วรธาร ทัดแก้ว

วันที่ 29 ม.ค. 2562 มวลประชาชนและชาวพุทธจากทั่วสารทิศต่างเดินทางไปร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ พระเทพวิทยาคม หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ณ บริเวณฌาปนสถานชั่วคราว วัดหนองแวง พระอารามหลวง ภายในเกาะกลางน้ำ ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นและศิษยานุศิษย์ได้จัดสร้างเมรุลอยนกหัสดีลิงค์ส่งดวงวิญญาณสู่สวรรค์ ตามความเชื่อของคนไทยภาคอีสาน เพื่อแสดงออกถึงความอาลัยและความกตัญญูกตเวทีตต่อหลวงพ่อคูณ

แน่นอนว่าทุกชีวิตบนโลกใบนี้ย่อมตกอยู่ในสภาวะธรรมชาติที่เรียกว่า สามัญลักษณะ หรือกฎของไตรลักษณ์ ได้แก่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป หรือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หลวงพ่อคูณก็เช่นกันหนีไม่พ้น แต่ท่านเป็นพระที่ไม่ประมาทในชีวิต ท่านสอนคนอย่างใดก็ประพฤติตนอย่างนั้น คือ ไม่ตั้งตนอยู่ในความประมาท แล้วท่านก็ทำตัวเป็นแบบอย่างให้เห็น

การเขียนพินัยกรรมไว้ก่อนมรณภาพ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่า หลวงพ่อคูณเป็นผู้ที่ไม่ประมาทในชีวิต โดยพินัยกรรมนั้นท่านเขียนไว้ล่วงหน้า 2 ฉบับ ฉบับแรก ทำไว้เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2536 ฉบับที่ 2 วันที่ 25 มิ.ย. 2543 เท่ากับว่า เขียนไว้ก่อนมรณภาพ 22 และ 15 ปี ตามลำดับ (ท่านมรณภาพปี 2558) ซึ่งการเขียนฉบับที่ 2 ท่านให้ยกเลิกฉบับแรก

สำหรับเนื้อหาพินัยกรรมฉบับที่ 2 ลงวันที่ 25 มิ.ย. 2543 มีข้อความว่า อาตมาหลวงพ่อคูณ อายุ 77 ปี ถิ่นพำนักวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ขอทำพินัยกรรมกำหนดการ เผื่อถึงการมรณภาพ เกี่ยวกับเรื่องการจัดงานศพของอาตมา ภายหลังที่อาตมาถึงมรณภาพลง

1.ศพของอาตมา ให้มอบแก่มหาวิทยาลัยขอนแก่นภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากมรณภาพลง เพื่อให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นมอบให้ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำไปศึกษาค้นคว้าตามวัตถุประสงค์ของภาคต่อไป 2.พิธีกรรมศาสนา การสวดอภิธรรมศพ ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำพิธีสวดพระอภิธรรมศพที่คณะแพทยศาสตร์ 7 วัน ตั้งแต่ถึงวันมรณภาพลง

3.การจัดทำพิธีบำเพ็ญกุศลเมื่อสิ้นสุดการศึกษาค้นคว้าของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้ว ให้จัดงานแบบเรียบง่าย ละเว้นการพิธีสมโภชใดๆ และห้ามขอพระราชทานเพลิงศพโกศ และพระราชพิธีอื่นๆ เป็นกรณีพิเศษเป็นการเฉพาะ โดยให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กระทำพิธีเช่นเดียวกับการจัดพิธีศพของอาจารย์ใหญ่นักศึกษาแพทย์ประจำปีร่วมกับอาจารย์ใหญ่ท่านอื่น แล้วเผา ณ ฌาปนสถานวัดหนองแวง พระอารามหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หรือวัดอื่นใดที่คณะแพทยศาสตร์เห็นสมควรและเหมาะสม โดยทำพิธีเผาให้เสร็จสิ้นที่ จ.ขอนแก่น

4.เมื่อดำเนินตามข้อ 3 เสร็จสิ้นแล้ว อัฐิ เถ้าถ่าน และเศษอังคารทั้งหมด ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำไปลอยที่แม่น้ำโขง จ.หนองคาย ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม 5.ค่าใช้จ่ายและเงินอื่นใดที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการตามนัย ข้อ 2, 3 และ 4 ให้ดำเนินการ ดังนี้

5.1 ค่าใช้จ่ายในการจัดงานและบำเพ็ญกุศลศพทั้งหมด ให้นำเงินที่อาตมาบริจาคให้แก่ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อปี 2536 เป็นเงินเริ่มต้นในการดำเนินการจัดงานศพ ถ้าไม่เพียงพอให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทดรองจ่ายไปก่อน

5.2 ในการจัดการและบำเพ็ญกุศลศพ ตามนัยข้อ 5.1 หากมีเงินเหลือหรือมีผู้บริจาคสมทบ ให้คืนเงินที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทดรองจ่ายไปก่อนให้เสร็จสิ้น

5.3 หากมีเงินเหลืออยู่อีกหลังจากดำเนินการตามนัย ข้อ 5.1 และข้อ 5.2 แล้ว ให้มอบแก่กองทุนพระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฎ์ (หลวงปู่เทสก์) เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมช่วยเหลือพระสงฆ์ที่อาพาธประจำหอผู้ป่วยหอสงฆ์อาพาธ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือให้ดำเนินการอย่างอื่นตามที่อาตมา หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ เห็นสมควร โดยอาตมาจะแสดงความประสงค์ให้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษรเพิ่มเติมแนบไว้ให้ทราบต่อไป หากไม่ดำเนินการให้ถือตามความในตอนต้นเท่านั้น

6.ให้นายอำเภอด่านขุนทด ศึกษาธิการอำเภอด่านขุนทด และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกันเป็นผู้จัดการศพ มีอำนาจดำเนินการให้เป็นไปตามพินัยกรรมนี้ 7.ให้ยกเลิกพินัยกรรม ฉบับวันที่ 15 ก.ย. 2536 หรือฉบับอื่นใดที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ และให้ยึดถือพินัยกรรมฉบับนี้แทน 8.พินัยกรรมฉบับนี้ ต้นฉบับเก็บรักษาไว้ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และได้มีการทำสำเนาไว้อีก 3 ชุด เก็บรักษาไว้ที่วัดบ้านไร่ ศึกษาธิการอำเภอด่านขุนทด และนายอำเภอด่านขุนทด แห่งละ 1 ฉบับ

“กูเองไม่อยากเป็นภาระกับคนอื่น เมื่อตายไปแล้วก็อยากให้ทุกคนได้ดำเนินการทุกอย่างตามที่ได้ระบุเอาไว้ในพินัยกรรม โดยกูเองก็ได้ให้ลูกศิษย์ทั้งสี่คนเป็นผู้ดูแลทุกอย่าง หลังที่กูตายไปแล้ว ส่วนเหตุผลที่กูให้เผาศพกู ก็เพราะกูไม่อยากให้เป็นภาระ ไม่อยากให้เกิดการแสวงหาประโยชน์ใดๆ จากตัวกู กูไม่ต้องการให้ศิษยานุศิษย์เดือดร้อน หรือเกิดความวุ่นวายขึ้นเมื่อยามที่ล่วงลับไปแล้ว และเพื่อไม่ต้องการให้เกิดเป็นปัญหาระหว่างลูกศิษย์ด้วยกัน อย่างน้อยก็เป็นการลดภาระลงไปได้ เพราะเมื่อได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นมาลูกศิษย์จะได้ไม่ต้องเกิดความขัดแย้งกันเอง”

นี่คือเหตุผลการทำพินัยกรรมซึ่งมีความชัดเจนไม่ต้องตีความใดๆ

พินัยกรรมนี้ได้สะท้อนให้เห็นตัวตนของท่านเป็นอย่างดีว่า หลวงพ่อคูณเป็นพระที่ไม่ประมาทในชีวิต ฉลาดรอบคอบ รู้จักวางแผนชีวิตก่อนตายเพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งไม่ยึดติดในทรัพย์วัตถุสิ่งของใดๆ แม้กระทั่งสรีระก็ยังมอบให้โรงพยาบาล ปล่อยวางทุกอย่าง เป็นการตายอย่างมีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อโลก ท่านเป็นพระที่เป็นสุดยอดพระจริงๆ

เกรียงพล พัฒนรัฐ ต้องมีศรัทธาก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/579052

  • วันที่ 03 ก.พ. 2562 เวลา 09:25 น.

เกรียงพล พัฒนรัฐ ต้องมีศรัทธาก่อน

โดย เอกชัย จั่นทอง

แม้ว่าจะไม่ใช่เซียนพระโดยตรง หรือนักสะสมตัวยง แต่เผอิญหัวใจหลงใหลชื่นชอบรักในศิลปะของพระเครื่อง กลับทำให้ “อาจารย์อ้น” หรือ ดร.เกรียงพล พัฒนรัฐ เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง) ดีกรีอาจารย์สอนนักศึกษาระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีพระเครื่องสะสมอยู่พอประมาณ ส่วนหนึ่งมรดกจากบิดาที่มอบไว้ให้ โดยเฉพาะพระกรุคือ สายพระเครื่องที่ชื่นชอบศรัทธา ในแง่มุมของงานศิลปะมากกว่าเรื่องปาฏิหาริย์

เกรียงพล ก้าวสู่ชีวิตข้าราชการครั้งแรกปี 2528 ตำแหน่งนิติกร กทม.(เสาชิงช้า) ผ่านตำแหน่งสำคัญหลากหลายมากมาย อาทิ หัวหน้าฝ่ายบริหารโรงพยาบาลตากสิน (สังกัด กทม.) หัวหน้าฝ่ายปกครอง สำนักงานเขตพระนคร เลขานุการสำนักการจราจรและขนส่ง ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ

รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรมกีฬาและท่องเที่ยว รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง รองปลัด กทม. ก่อนจะเกษียณเพียงไม่กี่เดือน พล.ต.อ.อัศวิน แต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่ง เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจนปัจจุบัน ถือว่าผ่านตำแหน่งงานสารพัดด้านจนเชี่ยวชาญมองงานใน กทม.จนทะลุปรุโปร่ง

ส่วนสำคัญของคอลัมน์นี้จะขาดไม่ได้คือ พระเครื่อง มาเริ่มต้นที่องค์แรกที่นับว่า ดร.เกรียงพล รักและแขวนติดตัวมาไม่น้อยกว่า 50 ปี พระพุทธชินราช ใบเสมา วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.พิษณุโลก หนึ่งใน “พระชุดเบญจภาคีพระยอดขุนพล” พระเนื้อชินยอดนิยมของเมืองไทย องค์ถัดมา พระนางเนื้อชิน วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.พิษณุโลก

3.พระนางพญา อกนูนเล็ก วัดนางพญา จ.พิษณุโลก หนึ่งใน “พระชุดเบญจภาคี” 4.พระสมเด็จ วัดพลับ และองค์สุดท้ายพระพิจิตร เม็ดข้าวเม่า ทั้งหมดถือเป็นพระกรุที่เลือกแขวนติดตัวอยู่เป็นประจำ เนื่องจากเป็นพระที่ได้รับจากคุณพ่อ

ส่วนเหตุผลที่เลือกแขวนพระนั้นต้องยอมรับว่า ส่วนตัวของ ดร.เกรียงพล นั้นชื่นชอบหลงใหลในศิลปะของพระเครื่องแต่ละองค์ที่มีลักษณะรูปทรงต่างกัน โดยเฉพาะพระเนื้อชิน เนื่องจากมีความสนใจชอบศิลปะขององค์พระ ไม่ใช่จะแขวนพระที่มีเพียงแต่เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าศักดิ์สิทธิ์ หรือมีราคาแพง แต่ชอบพระเครื่องที่มีลักษณะงดงามอย่างพระชินราช ใบเสมา ถือเป็นศิลปะแบบอู่ทอง ใกล้เคียงกับศิลปะขอมตอนปลาย เช่นเดียวกับพระนางพญา มีรูปทรงสัดส่วนสวยงาม อ่อนช้อย

“ยอมรับว่าการแขวนพระนั้นได้รับอิทธิพลจากคุณพ่อ (ธำรง พัฒนรัฐ)อดีตปลัดกรุงเทพฯ ถือเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ทางพระเครื่อง เราไม่เน้นเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เนื่องจากเชื่อว่าความสำเร็จหรือโชคมันอยู่ที่ความตั้งใจและความมีเลื่อมใสศรัทธาของตัวเอง ศรัทธาจะทำให้เกิดกำลังจิตที่นิ่งสงบ ถ้าหากนำไปใช้ในการทำงานเราก็จะได้ประโยชน์ ส่วนที่กล่าวลือว่าพระเครื่องเด่นดังด้านเมตตา เป็นต้น ส่วนตัวกลับมองว่าพระไม่มีสเปก เพราะการห้อยพระนั้นมันอยู่ที่การตั้งจิตตภาวนาของเรามากกว่า” เกรียงพล ถ่ายทอดเรื่องราว

เกรียงพล ย้ำว่า นอกเหนือจากการทำความดีแล้วเราต้องมี “ศรัทธา” อย่างเช่นการทำงานหรือทำสิ่งใดก็ตามจะต้องศึกษา ทำงานให้เต็มที่ แล้วผลที่ได้รับให้หลวงพ่อ (พระ) เป็นคนจัดการ ไม่ว่าผลจะดีหรือไม่ดีก็ตาม ถ้าเราทำตามกระบวนให้เต็มที่ดีที่สุดตามในกระบวนการที่ถูกต้องน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด นั่นหมายความว่าการที่เราแขวนพระแล้วดูเหมือนจะทำให้เรามีเสื้อเกราะ พระเครื่องไม่ใช่เครื่องประดับ นอกเหนือจากการปฏิบัติตนให้เป็นคนดีแล้ว ก็ต้องมีความศรัทธาก่อนด้วยเช่นกัน

ไทยเสนอ ยูเนสโก ยกหลวงปู่มั่น เป็นบุคคลสำคัญของโลกให้ยกหลวงปู่มั่นเป็นบุคคลสำคัญของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/578313

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 11:15 น.

ไทยเสนอ ยูเนสโก ยกหลวงปู่มั่น เป็นบุคคลสำคัญของโลกให้ยกหลวงปู่มั่นเป็นบุคคลสำคัญของโลก

โดย: สมาน สุดโต

จากการที่กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา และกระทรวงศึกษาธิการ จับมือกันเสนอชื่อหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนา ให้องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (อังกฤษ : United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) หรือยูเนสโก (UNESCO) ยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในวาระที่มีชาตกาลครบ 150 ปี ใน พ.ศ. 2563 นั้น ระหว่างชาตกาล 149 ปี ของหลวงปู่มั่น พ.ศ. 2562 กรมการศาสนาขอให้วัดที่หลวงปู่มั่นเคยเกี่ยวข้องในขณะที่มีชีวิตทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ให้จัดกิจกรรมเพื่อการรำลึกถึงและบูชา ระหว่างวันที่ 19-21 ม.ค. 2562 ได้แก่ วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร วัดเลียบ จ.อุบลราชธานี วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่ วัดป่าดาราภิรมย์ จ.เชียงใหม่ วัดป่าอาจารย์มั่น จ.เชียงใหม่ วัดป่าบ้านเหล่า จ.เชียงราย วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร วัดป่าหนองผือนาใน จ.สกลนคร และวัดป่าสาละวัน จ.นครราชสีมา

วัดปทุมวนาราม จัดฉลองยิ่งใหญ่

วัดปทุมวนาราม ที่เคยได้รับสมญานามว่าวัดกรรมฐานกลางกรุง อยู่ระหว่างศูนย์การค้าสยามพารากอนและห้างเซ็นทรัลเวิลด์ สร้างโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ. 2400 เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ที่หลวงปู่มั่นเคยมาพำนักอาศัย เมื่อ พ.ศ. 2471 จึงจัดกิจกรรมบูชา โดยจัดขบวนแห่อัฐิธาตุของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต จากพระอุโบสถไปยังศาลาพระราชศรัทธา ซึ่งอยู่ห่างไปด้านใต้ของพระอุโบสถประมาณ 150 เมตร มีพระเทพญาณวิศิษฏ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดปทุมวนาราม เป็นผู้อัญเชิญอัฐิ แวดล้อมด้วยคณะสงฆ์ และอุบาสก อุบาสิกา หลายร้อยคน โดยมีแถวสามเณรนักเรียนบาลียืนถือพานดอกบัวถวายบูชาหน้าศาลาพระราชศรัทธา เป็นศาลาที่สร้างในสมัยหลวงพ่อถาวร ถาวรจิตฺโต หรือพระเทพวิมลญาณ (มรณภาพเดือน ต.ค. 2558) พระเกจิดังแห่งวัดปทุมวนาราม ซึ่งพระบาทสมเด็พระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ ทรงเปิดเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2536

เมื่อนำอัฐิและภาพเหมือนหลวงปู่มั่นประดิษฐาน ณ ที่ตั้งแล้ว พระเทพญาณวิศิษฏ์ จุดธูป-เทียนบูชา และนำพระสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา บูชาพระรัตนตรัย สวดมนต์ทำวัตรเย็น

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เกิดเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2413 ที่บ้านคำบาง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี มีชื่อเดิมว่า มั่น นามสกุล แก่นแก้ว โยมพ่อชื่อด้วง โยมแม่ชื่อจันทร์ บรรพชาเป็นสามเณร อายุ 15 ปี ที่วัดบ้านคำบง ผ่านไป 2 พรรษา ลาสิกขามาช่วยโยมบิดาและมารดาทำนา จนกระทั่งอายุ 22 ปี (พ.ศ. 2436) จึงอุปสมบทที่วัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี โดยมีพระอริยกวี เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฝึกอบรมวิปัสสนากับพระอาจารย์เสาร์ กันตะสีโล และธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ

ต่อมาได้ศึกษาธรรมกับพระอุบาลีคณูปมาจารย์ (จันทร์) เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส และเรียนวิปัสสนากับพระปัญญาพิศาลเถร (สิงห์) เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม รูปที่ 3 ต่อมาติดตามพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์) มาพำนักที่วัดปทุมวนาราม ชั่วระยะเวลาหนึ่ง (พ.ศ. 2471)

นอกจากนี้ เคยออกธุดงค์กับอาจารย์หนู จิตปญฺโญ หรือพระปัญญาพิสารเถระ เจ้าอาวาสรูปที่ 5 วัดปทุมวนาราม

กุฏิที่วัดปทุมวนาราม

การธุดงค์ของหลวงปูมั่น นอกจากเผยแพร่พระธรรมคำสอนแล้ว ยังมีโอกาสพบปะกับเพื่อนสหธรรมิกทั่วไป เมื่อเดินทางมากรุงเทพฯ ก็พำนักวัดปทุมวนาราม ที่วัดนี้จึงมีกุฏิของท่านเป็นอาคารไม้ 2 ชั้นปัจจุบัน ทางวัดได้ปฏิสังขรณ์และมีโครงการเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อแสดงประวัติหลวงปู่มั่น รวมทั้งประวัติพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาอื่นๆ เพื่อให้ภิกษุ สามเณร และอุบาสก อุบาสิกา ได้ระลึกถึงคำสอนและวัตรปฏิบัติของหลวงปู่มั่น

วัดสายหลวงปู่มั่น

เกียรติคุณหลวงปู่มั่น อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนา เดินธุดงค์เกือบตลอดชีวิต จนเป็นที่ประจักษ์ มีผู้ปฏิบัติตามจำนวนมาก จนเกิดพระป่าสายธรรมยุตกระจายทั่วไปในภาคต่างๆ โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือ และประเทศต่างๆ พอสรุปตัวเลขในต่างประเทศได้ 180 แห่ง แบ่งเป็นทวีปเอเชีย 45 แห่ง ประเทศแคนาดา 6 แห่ง ทวีปยุโรป 66 แห่ง สหรัฐอเมริกา 63 แห่ง

นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ พูดในวันแถลงข่าวที่สำนักหอสมุดแห่งชาติ ว่ามีแนวคิดบรรจุหลักธรรมคำสอนหลวงปู่มั่นในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา-มัธยมศึกษา เพื่อบ่มเพาะคนไทยให้เป็นพลเมืองที่ดีต่อไป

ส่วน รศ.ม.ร.ว.วุฒิเลิศ เทวกุล ซึ่งร่วมแถลงข่าวด้วย กล่าวถึงวัตรปฏิบัติหลวงปู่มั่นมากมาย แต่ที่ตนประทับใจคือการถือธุดงควัตรเกือบตลอดชีวิต

ถ้าหากยูเนสโกยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกตามที่เสนอ หลวงปู่มั่นจะถือว่าเป็นพระรูปที่ 3 ของไทย รูปที่ 1 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จพระสังฆราชไทยพระองค์ที่ 7 อธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม รูป 2 พระธรรมโกศาจารย์ หรือพระพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม สุราษฎร์ธานี

หลวงปู่มั่น มรณภาพ ณ วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร เวลา 02.23 น. วันที่ 11 พ.ย. 2492 สิริอายุ 79 ปี

พระครูประโชติฯ ต้องไม่ตายฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/578311

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 11:11 น.

พระครูประโชติฯ ต้องไม่ตายฟรี

โดย: สมาน สุดโต

ขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2562 มาได้เพียง 18-19 วัน ประเทศไทย เมืองพระพุทธศาสนา มีข่าวฆ่ากันตายแบบยกครัว ฆ่ากันตายเพราะพิษรักแรงหึง ลูกฆ่าพ่อ แม่ฆ่าลูก และสารพัดการตาย จนกระทั่งรู้สึกคลื่นเหียน เวียนหัวไปหมดว่า ทำไมประเทศไทยที่รักของเราจึงมีแต่ข่าวฆ่ากันเองได้ทุกวัน

ในขณะที่โจรก่อการร้ายในภาคใต้ ก็ไม่เคยรั้งรอ ปฏิบัติการฆ่าคนไทยพุทธถี่ยิบ ที่สะเทือนใจหนักมาก คือ เมื่อคืนวันที่ 18 ม.ค. 2562 คนร้ายบุกวัดรัตนานุภาพ หรือ วัดโคกโก อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ยิงถล่มใส่กุฏิพระ ทำให้ พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ (พระอาจารย์สว่าง) เจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี และเจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ มรณภาพ พร้อมพระลูกวัด รวม 2 รูป บาดเจ็บ 2 รูป

การบุกเข้าไปสังหารพระถึงในวัดอันเป็นเขตบุญ เขตอภัยทานนั้นเพิ่งเกิดที่วัดโคกโก หรือวัดรัตนานุภาพ เป็นครั้งแรก เย้ยหยันคนไทยมาก ส่วนพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ หรือพระอาจารย์สว่างนั้นเป็นพระนักพัฒนา อุทิศชีวิตเพื่อประเทศชาติ และพระพุทธศาสนา ฐานะและตำแหน่งของท่านเป็นพระระดับผู้ปกครองรูปหนึ่ง

การตายของพระผู้ใหญ่ระดับนี้ แทนที่จะได้ฟังเสียงผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองให้กำลังใจชาววัด ชาวพุทธ กลับบอกว่า อย่าตอบโต้ มิเช่นนั้นจะเข้าแผนที่เขาต้องการดึงนานาชาติเข้ามา ส่วนรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านความมั่นคงก็พูดคล้ายๆ กัน ท่านทราบไหมว่าการพูดซ้ำบ่อยๆ ว่าอย่ารุนแรง อย่าตอบโต้นั้นไม่ช่วยบรรเทาความรู้สึกเศร้าใจ และความหวาดกลัวของคนไทยในพื้นที่ได้เลย ในขณะที่ความรุนแรงก็ยังมีต่อไป แม้ว่าคนของรัฐ ทั้งทหาร ตำรวจ ครู พระสงฆ์และประชาชนจะล้มตายไปมากก็ตาม สถิติว่าตายถึง 6,687 คน ในช่วง 14 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ถึงสิ้นปี พ.ศ. 2560 ส่วนพระนั้นตายไป 21 รูป

เมื่อพระถูกสังหารอย่างอุกอาจในวัด ทำให้ผู้ที่เป็นห่วงพระพุทธศาสนา อยากเห็นมาตรการให้กำลังใจพระสงฆ์มากกว่านี้ จึงเรียกร้องมหาเถรสมาคม (มส.) ที่มี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็พระสังฆราช เป็นประธาน ว่าควรมีมาตรการยกย่องพระสงฆ์ทุกรูป นับแต่พระสังฆาธิการถึงพระลูกวัดใน 3-4 จังหวัดชายแดนใต้ ให้มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับหนึ่ง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ที่ทำหน้าที่ปกป้องพระพุทธศาสนา ด้วยความเสียสละ เหมือนเจ้าหน้าที่ของรัฐ

กรณีพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ หรือพระอาจารย์สว่าง ควรเป็นกรณีตัวอย่างที่ มส.ควรประกาศว่าท่านมรณภาพในหน้าที่ ต้องได้รับการปูนบำเหน็จความดีความชอบเหมือนข้าราชการคนหนึ่ง ถึงแม้จะแต่งตั้งหรือเพิ่มยศเพิ่มตำแหน่งไม่ได้ แต่พิธีศพต้องได้รับการยกระดับ เพื่อเป็นเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูล และอย่าปล่อยให้โยมบิดา มารดา ที่อยู่ข้างหลังต้องว้าเหว่ ต้องปูนบำเหน็จให้ตามสมควร

ผู้เขียนอยากเห็น มส.ยกการมรณภาพของพระครูประโชติฯ ให้เป็นต้นเรื่องในการกำหนดหลักการ เพื่อยกฐานะพระสงฆ์ที่ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นข้าราชการระดับหนึ่ง ซึ่งหลักการนั้นจะเป็นอนุสรณ์ ช่วยให้การมรณภาพ หรือการตายของพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ ไม่ตายฟรี

ศูนย์พิทักษ์ฯ จัดงานทำบุญอุทิศกุศล แด่พระครูประโชติรัตนานุรักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/578309

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 11:01 น.

ศูนย์พิทักษ์ฯ จัดงานทำบุญอุทิศกุศล แด่พระครูประโชติรัตนานุรักษ์

เรื่อง วรธาร ภาพ DDTV

ประเทศไทยคือดินแดนพระพุทธศาสนามาตั้งแต่โบราณกาล วัดและพระสงฆ์ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนคนไทยมาโดยตลอด เป็นภาพที่เราชาวพุทธรับรู้และสัมผัสได้

โดยเฉพาะวัดจำนวน 200 กว่าวัด และพระสงฆ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะอย่างยิ่ง วัดและพระสงฆ์ที่อยู่ในเขตพื้นที่เสี่ยงภัยอันตรายจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ ความเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธของสถาบันศาสนาอย่างวัดและพระสงฆ์ที่อยู่ในวัด ฉายให้เห็นภาพดังกล่าวชัดเจนกว่าวัดและพระสงฆ์ในภาคอื่นๆ มาก

ด้วยว่า คราใดก็ตามที่เกิดเหตุการณ์โจรผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ก่อการประทุษร้ายพระสงฆ์ รุกฆาตเอาชีวิตผู้ไม่เคยคิดเบียดเบียนใคร ไม่เคยมีอาวุธในมือ มีแค่บาตรใบเดียวและมีผ้าห่มกายเพียง 3 ผืน ด้วยวิธีการที่รุนแรงและโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรม ชาวพุทธที่อยู่ในพื้นที่ต้องอกสั่นขวัญแขวน เพราะสูญเสียขาดบุคคลที่เป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นทั้งกัลยาณมิตร รู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ในความไม่ปลอดภัย ไม่มีความอุ่นใจ มีแต่ว้าเหว่ อ้างว้าง เดียวดาย กังวลและความกลัว

เหตุการณ์ที่โจรผู้ก่อการร้ายบุกเข้ามาในวัดรัตนานุภาพ บ้านโคกโก อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เมื่อเวลา 20.30 น.โดยประมาณของวันที่ 18 ม.ค. (ตรงกับวันกองทัพไทย) ยิงพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ เจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ พร้อมพระลูกวัดอีก 3 รูป เป็นเหตุให้เจ้าอาวาสและพระลูกวัดอีก 1 รูป มรณภาพ ส่วนอีก 2 รูปได้รับบาดเจ็บ ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวพุทธและสร้างความเสียขวัญให้กับพระสงฆ์และชาวพุทธในพื้นที่อย่างยิ่ง

ต้องไม่ลืมว่า นี่คือการสูญเสียพระผู้ใหญ่ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธในพื้นที่และใน อ.สุไหงปาดี เพราะท่านเป็นพระนักพัฒนา เป็นทั้งเจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี และเป็นประธานเครือข่ายพระธรรมทูตอาสาจังหวัดนราธิวาส การสูญเสียครั้งนี้จึงเป็นการสูญเสียพระสงฆ์ที่เสียสละทำงาน ตั้งใจอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาโดยไม่เกรงต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

“การสูญเสียครั้งนี้เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาวพุทธและคณะสงฆ์ ต้องยอมรับว่าในพื้นที่เสี่ยงภัยอันตรายชาวพุทธเราอยู่ได้ก็เพราะมีกำลังใจจากวัดและพระสงฆ์ในพื้นที่ ดังนั้นการที่ผู้ก่อการร้ายพุ่งเป้ามาที่วัดทำร้ายพระสงฆ์ในครั้งนี้จึงเท่ากับทำลายจิตใจชาวพุทธไปด้วย” พระครูปลัดกวีวัฒน์ (ธีรวิทย์ ฉนฺทวิชฺโช) รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศ พูดถึงการมรณภาพของพระครูประโชติรัตนานุรักษ์จากเหตุการณ์ถูกกลุ่มโจรบุกยิงที่วัดเมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา

พระครูปลัดกวีวัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่ชาวพุทธทั่วประเทศจะทำได้ในตอนนี้คือ การส่งกำลังใจไปให้ชาวพุทธและพระสงฆ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทันทีและต่อเนื่องตลอดไป เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าเราชาวพุทธยังห่วงใยเสมอ ทั้งรับรู้และเข้าใจถึงความรู้สึก ความเจ็บปวดและความสูญเสียดังกล่าว

“เมื่อวานนี้ (23 ม.ค.) ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยเองก็ได้ร่วมกับ DDTV จัดงานบำเพ็ญกุศลอุทิศให้กับพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ และพระลูกวัดอีก 1 รูป ที่มรณภาพ ที่คณะใต้ วัดราชาธิวาส ถนนสามเสน โดยเชิญชวนพี่น้องชาวพุทธในประเทศไทยมาร่วมทำบุญอุทิศกุศลและทอดผ้าป่าเพื่อนำปัจจัยไปร่วมสมทบกับการจัดงานบำเพ็ญกุศลที่วัดรัตนานุภาพต่อไป

พร้อมกันนี้ ได้ร่วมแสดงความรู้สึกไว้อาลัยต่อการจากไปของท่านพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ ในฐานะที่ท่านเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยและชาวพุทธ โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส และในฐานะที่ท่านเป็นพระนักพัฒนารูปหนึ่ง ที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อนำสันติไปสู่พื้นที่ โดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของตัวเอง”

รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวต่อว่า อยากให้คนไทยได้ส่งกำลังใจไปให้ชาวพุทธและพระสงฆ์ในพื้นที่อยู่เนืองๆ ไม่ให้ขาดความต่อเนื่อง ไม่อยากให้เป็นแค่หนึ่งกิจกรรมที่เป็นความตื่นตัวชั่วคราว พอข่าวหายไปคนก็ลืมกันไป แล้วพอมีพระภิกษุรูปใหม่มรณภาพแบบนี้อีก ก็มาตื่นตัวกันอีก ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น

“อาตมาอยากเรียกร้องให้ภาครัฐก็ดี ชาวพุทธก็ดี ทั่วประเทศ ร่วมกันกำหนดมาตรการป้องกันที่เป็นการสร้างขวัญกำลังใจ ความอุ่นใจ และความปลอดภัย ให้กับพระสงฆ์และชาวพุทธในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงอยากจะใช้โอกาสนี้สื่อสารไปยังภาครัฐและชาวพุทธทั่วประเทศ

ในเมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว ก็ไม่อยากให้การมรณภาพของท่านต้องสูญเปล่า เราชาวพุทธและภาครัฐควรจะต้องลุกขึ้นมากำหนดมาตรการอะไรสักอย่างขึ้นมา เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ ให้กับทั้งพระและชาวบ้านได้อยู่อย่างอุ่นใจ ดำเนินชีวิตอย่างปกติสุขทุกวัน ไม่ต้องมาหวาดระแวงภัยที่จะเกิดขึ้น”

พระปลัดกวีวัฒน์ กล่าวว่า หลายโครงการที่ผ่านมาเป็นโครงการที่ดี เช่น โครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านได้เสด็จฯ ลงพื้นที่พบปะประชาชนและได้พระราชทานแนวทางเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวบ้านได้รู้จักวิธีป้องกันตนเอง อยากให้ทางบ้านเมืองสานต่อให้เข้มแข็ง

“อีกอย่างหนึ่งที่อาตมาคิดว่าทำได้และเป็นไปได้ ก็คือวัดในประเทศไทยที่มี 3 หมื่นกว่าวัด ให้ช่วยกันดูวัดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีอยู่ 200 กว่าวัดอย่างเป็นกิจจะลักษณะเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง แต่ทำอย่างไรจะมีผู้รับหน้าที่อาสาประสานงานเครือข่ายตรงนี้ขึ้นมา เชื่อว่า 3 หมื่นกว่าวัด ดูแล 200 กว่าวัดได้สบาย เพียงแต่ในการบริหารจัดการวัดไหนจะดูแลตรงไหนอย่างไรนั้น ต้องหาคนมาสร้างเครือข่ายตรงนี้ให้ได้ก่อน”

รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความจริงอย่างหนึ่งที่ชาวพุทธต้องรู้ก็คือ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อพระสงฆ์และชาวพุทธ โดยเฉพาะพระสงฆ์พอถูกคุกคามจากผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ ท่านสามารถไปหาวัดใหม่อยู่นอกพื้นที่เสี่ยงภัยได้ แต่ไม่มีความคิดที่จะเอาตัวรอดคนเดียว เพราะท่านคิดว่ายังมีชาวบ้านที่ต้องคอยดูแลและอยู่เป็นขวัญกำลังใจไปด้วยกัน

“อาตมาเคยลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ปี 2547 มีครั้งหนึ่งได้ไปเยี่ยมวัดแห่งหนึ่ง หลวงพ่อเจ้าอาวาสอายุเยอะแล้ว ก็ถามท่านว่าทำไมหลวงพ่อไม่ย้ายไปที่อื่น เพราะตรงนี้เป็นพื้นที่เสี่ยงภัย ท่านตอบพลางชี้มือไปที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งแล้วพูดว่า รกผม (รกที่ท่านเกิด) ถูกฝังอยู่ใต้ต้นไม้ต้นนั้นแหละ

พอฟังเท่านั้นเข้าใจถึงคำว่า “รกราก” เลย ท่านว่าในเมื่อปู่ของท่าน พ่อของท่านเกิดตรงนี้ จะให้ท่านหนีไปไหน ถ้าตายก็ต้องตายที่นี่ ตรงนี้ นี่คือความคิดจริงๆ ความรู้สึกจริงๆ ของพระสงฆ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ที่มรณภาพไปล่าสุด ท่านก็มีแนวคิดและความรู้สึกแบบนี้เช่นกัน เกิดที่ไหนก็ขอปักหลักตายที่นั่น และขออุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาให้ถึงที่สุด” พระปลัดกวีวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ชาวพุทธที่ต้องการทำบุญเพื่อช่วยเหลือชาวพุทธและพระสงฆ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถบริจาคเงินเข้าบัญชี “กองทุนธารน้ำใจสู่ชาวไทยชายแดนใต้” ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางลำพู ประเภทสะสมทรัพย์ เลขที่บัญชี 116-4-31022-7 โทร. 02-668-7988, 02-668-9061