พระนางพญา กรุวัดนางพญา จ.พิษณุโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/578308

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 10:57 น.

พระนางพญา กรุวัดนางพญา จ.พิษณุโลก

เรื่อง: ราช รามัญ

มาชมพระนางพญา ซึ่งเป็นหนึ่งในพระชุดเบญจภาคีที่ทุกคนใฝ่หา พุทธคุณของพระนางพญา เด่นด้านเมตตา แคล้วคลาด องค์ที่นำมาให้ชมเป็นพิมพ์สังฆาฏิ เพื่อเป็นแนวทางศึกษาและสะสมครับ

– พระนางพญา กรุวัดนางพญา จ.พิษณุโลก มีทั้งหมด 7 พิมพ์ มาตรฐานที่วงการยอมรับ คือ

1.นางพญา พิมพ์เข่าโค้ง (ถือเป็นพิมพ์ใหญ่และนิยมที่สุด) 2.นางพญา พิมพ์เข่าตรง (ถือเป็นพิมพ์ใหญ่ แบ่งเป็น 2 แม่พิมพ์ คือ พิมพเข่าตรงธรรมดา และพิมพ์เข่าตรงมือตกเข่า) 3.นางพญา พิมพ์อกนูนใหญ่ (ถือเป็นพิมพ์ใหญ่) 4.นางพญา พิมพ์สังฆาฏิ (ถือเป็นพิมพ์กลาง) 5.นางพญา พิมพ์อกนูนเล็ก (ถือเป็นพิมพ์เล็ก) 6.นางพญา พิมพ์เทวดา หรือพิมพ์อกแฟบ (ถือเป็นพิมพ์เล็ก)

– พระนางพญา พิมพ์สังฆาฏิ ในอดีตมีชื่อว่าพิมพ์สวมชฎา หรืออีกชื่อคือ พิมพ์สามเหลี่ยม จุดเด่นตามแม่พิมพ์มาจากเส้นสังฆาฏิที่หนาพาดกลางพระอุระ เส้นพระกรรณที่หนาใหญ่เชื่อมกับพระเกศและเส้นครอบพระเศียรมองเหมือนองค์พระสวมชฎา ส่วนชื่อพิมพ์สามเหลี่ยมเพราะมองลักษณะพิมพ์คล้ายสามเหลี่ยมเกือบด้านเท่านั่นเอง

– ส่วนพระพักตร์ขององค์พระจะกว้างและสอบลงมาที่คาง ส่วนมากจะไม่เห็นหน้าตา ที่หน้าผากจะยุบเป็นตำหนิแม่พิมพ์ของพิมพ์สังฆาฏิ หูขวาหรือพระกรรณขวาขององค์พระยาวลงมาเป็นเส้นจรดไหล่ จะเห็นเนื้อเกินที่ต้นแขนขวาอันเป็นเอกลักษณ์สำคัญเช่นกัน และปลายหูซ้ายหรือพระกรรณซ้าย (ขวามือเรา) จะเห็นเหมือนหางแซงแซว หูซ้ายจะยาวจรดไหล่ และพาดต่อลงมาเป็นเส้นขอบจีวร

– จะเห็นหลุมบริเวณหัวไหล่ซ้ายมองเหมือนเบ้าขนมครก จะเห็นได้ชัดอันเป็นเอกลักษณ์ของพิมพ์นี้ และปลายไหล่ทั้งสองข้างจะเทลาดลงไปสู่ขอบทั้งสองด้าน เส้นสังฆาฏิกว้างเป็นแผ่นหนาเห็นได้ชัด แขนขวาวางพาดบนตัก และแขนซ้ายจะงอเป็นขอเบ็ด นอกจากนี้ให้สังเกตที่ข้อมือขวาขององค์พระที่วางบนหัวเข่า จะเป็นการวางมือแบบหักข้อมือ โดยมือวางหักออกด้านนอก

– มองรอยตอกตัดด้านข้างต้องเป็นธรรมชาติ พื้นผิวจะยุบตัวเป็นธรรมชาติไม่เสมอกันทั้งหมด และเป็นรอยครูดเพราะเกิดจากการกดตอกลงมาจากด้านบนลงด้านล่างและกระทบกับเม็ดกรวด การตัดขอบมีทั้งตัดชิดขอบพิมพ์ และตัดนอกขอบพิมพ์ ซึ่งพบเห็นในวงการเช่นกัน เม็ดแร่ในองค์พระจะไม่มีแร่คม สีที่พบคือขาวขุ่น ขาวใส สีน้ำตาลและสีดำ และย้ำอีกครั้งว่าเม็ดแร่ต้องไม่คมและจะปรากฏพระที่แร่ลอยอีกส่วนด้วยอันเกิดจากการแช่น้ำในกรุมานานนั่นเอง

– ด้านพุทธศิลป์ของพระนางพญานั้น เป็นพระพุทธปางมารวิชัย ไม่มีฐาน ไม่มีซุ้ม ขอบตัดเป็นรูปสามเหลี่ยมชิดกับองค์พระประธาน หลังเรียบเป็นส่วนใหญ่ จนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของผิวหลังที่เรียบและมีส่วนผสมของกรวดที่ฝังอยู่ในเนื้อดิน ด้วยอายุยาวของพระนานกว่า 400 ปี เกิดการหดตัวของดินตามธรรมชาติ ทำให้เห็นดินที่หุ้มอยู่บนกรวดหดตัวลงด้วย เรียกว่าเม็ดผด และสีขององค์พระมี 4 สี คือ ดำ แดง เหลือง และเขียว ซึ่งเกิดจากดินที่ถูกเผาและได้รับความร้อนต่างกันในขณะวางเผาอยู่ในเตา อันเป็นที่มาของขนาดองค์พระด้วย ถ้าโดนความร้อนมากย่อมหดตัวมากที่สุดและขนาดจะเล็กที่สุด ซึ่งก็คือสีเขียว

– พระนางพญาเป็นพระศิลปะสุโขทัย อายุการสร้างประมาณ 400 ปี สันนิษฐานว่า พระวิสุทธิกษัตรีย์ พระมเหสีของพระมหาธรรมราชา และพระราชมารดาในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงสร้างพระนางพญาขึ้น ในคราวบูรณปฏิสังขรณ์วัดราชบูรณะ ราวปี พ.ศ. 2090-2100 ขณะนั้นพิษณุโลกเป็นเมืองลูกหลวง และพระวิสุทธิกษัตรีย์ ดำรงพระอิสริยยศเป็น แม่เมืองสองแคว และพระมหาธรรมราชา ทรงพระอิสริยยศที่ พระอุปราชแห่งกรุงศรีอยุธยา

แผน วรรณเมธี ประธาน พ.ส.ล.อายุ 96 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมโพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/578306

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 10:54 น.

แผน วรรณเมธี ประธาน พ.ส.ล.อายุ 96 ปี

เรื่อง: สมาน สุดโต

องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) และภาคีเครือข่าย กำหนดจัดงานบำเพ็ญกุศลทำบุญอายุ 96 ปี แผน วรรณเมธี ประธาน พ.ส.ล.วันเสาร์ที่ 2 ก.พ. 2562 ตั้งแต่เวลา 07.30-12.00 น. ณ ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ พ.ส.ล. ถนนสุขุมวิท 24 กทม.

ในการนี้ พ.ส.ล.นิมนต์พระอาจารย์มหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ วัดป่าดอนหายโศก อ.หนองหาน จ.อุดรธานี แสดงธรรมเรื่อง หลักธรรมที่ช่วยให้อายุยืนยาว ในเวลา 10.00-11.00 น. พร้อมทั้งนำบำเพ็ญจิตตภาวนา 5 นาที

อาจารย์พระมหาไพบูลย์ เป็นพระวิปัสสนาจารย์ที่มีชื่อเสียง และเป็นผู้บรรยายธรรมะในรายการธรรมะรับอรุณ เวลา 05.00-06.00 น.ของทุกวัน ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เป็นเวลานานเกือบทศวรรษ ถึงทุกวันนี้

เนื่องในวันมงคลนี้ พ.ส.ล.นิมนต์คณะสงฆ์วัดใหญ่ศรีสุพรรณ ซึ่งมี พระศรีสุธรรมเมธี เจ้าอาวาส เป็นประธานมาเจริญพุทธมนต์ ธัมมจักกัปปวัตนสูตรและพระปริตต์ และถวายภัตตาหารเช้าและเพลแด่พระสงฆ์ทั้งหมด 88 รูป จึงขอเชิญชวนท่านร่วมงานกุศลและฟังพระธรรมเทศนา ในวันและเวลาดังกล่าวครับ

“รมณีย์ที่เรา” โครงการปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ

“มองในธรรมชาติต้นไม้ ให้ที่ร่มและให้โอกาส จิตใจที่ตั้งอยู่ในหลักธรรมก็เป็นที่ร่มและก็เป็นที่ให้โอกาสเช่นเดียวกัน เราจึงถือว่า รมณีย์ที่เรา” พระชยสาโร ภิกขุ

“เย็นกายในร่มไม้ สุขใจในร่มธรรม” พระไพศาล วิสาโล

โครงการ “ปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ” ขอเชิญร่วมงาน “รมณีย์ที่เรา” ความร่มเย็นอยู่ที่ใจเรา ในเวลา 15.00 น. เป็นต้นไป วันเสาร์ที่ 2 ก.พ. 2562 ณ เกาะลอย สวนลุมพินี กรุงเทพฯ เพื่อรณรงค์ให้เกิดกระแสการสร้างรมณียสถานให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ เพื่อความร่มเย็นแก่โลกและผืนดิน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ป่า ที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย พื้นที่ขนาดเล็กหรือพื้นที่ขนาดใหญ่ ก็สามารถสร้างพื้นที่รมณีย์ให้เกิดขึ้นได้ รวมถึงการรณรงค์ให้เกิดกระแสการสร้างรมณียสถาน สร้างพื้นที่ร่มเย็นให้เกิดขึ้นในจิตใจของทุกคน

ทั้งยังเป็นการประกาศพันธกิจของชาวพุทธและสร้างความร่วมมือในการสร้างและดูแลรมณียสถาน จุดกระแสให้เทศกาลวันวิสาขบูชาของทุกปี ประชาชนหันมาทำบุญด้วยการปลูกต้นไม้ นับเป็นอีกหนึ่งมิติใหม่ของการทำบุญ

โดยกิจกรรมหลักภายในงานจะเป็นการแสดงปาฐกถาธรรมพิเศษ โดย พระชยสาโร ภิกขุ และ การเดินออกกำลังใจ (เดินเจริญสติ) นำเดินโดย พระชยสาโร ภิกขุ และพระไพศาล วิสาโล

โครงการ “ปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ” หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับเกียรติจากท่านในการเข้าร่วมกิจกรรม

ความคืบหน้าโรงพยาบาลภูริปาโล พุทธคยา เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2562 ดร.พระครูวินัยธรสมุทร แห่งวัดมหาธาตุ อาจารย์สอนนิสิตปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เชิญคณะทำงานหลักปรึกษาในการสร้างโรงพยาบาลถวายเป็นพุทธบูชา ที่พุทธคยา เพื่อรักษาพยาบาลผู้แสวงบุญและพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ตามปณิธาน พระเทพโพธิวิเทศ (ดร.พระมหาทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.9 Ph.D.) อดีตหัวหน้าพระธรรมทูตไทย สายอินเดีย-เนปาล อดีตเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ที่สั่งก่อนมรณภาพให้คณะศิษย์จัดหาที่ดินสร้างโรงพยาบาล คณะศิษย์นำโดย ดร.พระครูสิทธิปริยัติวิเทศ (ฉลอง จนฺทสิริ ป.ธ.4, พธ.บ., M.A., Ph.D.) จึงจัดหาที่ดินสร้างโรงพยาบาล และสถานปฏิบัติธรรม ตั้งชื่อว่าภูริปาโล ฮอสปิตอล ปัจจุบันกลายเป็นที่รู้จักของชาวอินเดีย ย่านพุทธคยา และผู้แสวงบุญชาวไทยทั้งพระและฆราวาส ว่า ตั้งอยู่ที่ถนนสุชาดาบายพาส ไป-มาสะดวก ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ วันที่ 10 ธ.ค. 2561

คณะทำงานจึงประชุมกันในเมืองไทยเพื่อหาวิธีระดมทุน ว่าจะมีวิธีแบบไหน การก่อสร้างจะพร้อมดำเนินการอย่างไร รวมทั้งการบริหารจัดการ เมื่อระดมสมองกันหลายฝ่ายก็เห็นช่องทางเดินหน้า โดยจะทำแผนประชาสัมพันธ์ และจะจัดตั้งคลินิกขนาดเล็กที่ภูริปาโล ฮอสปิตอล เพื่อให้ผู้แสวงบุญและชาวอินเดีย มีความมั่นใจว่าคณะศิษย์หลวงพ่อทองยอดเดินหน้าอย่างจริงจัง ในขณะเดียวกันก็ได้สถาปนิกและนักออกแบบที่มีชื่อเสียงระดับท็อป คือ ธนกฤต จินตวร และชูเกียรติ แซ่ตั้ง แห่งบริษัท พิลลาร์ อาร์คิเทคส์ แอนด์แอสโซซิเอทส์ พร้อมทั้งครอบครัวสวาทยานนท์ และคุณมนตรี บุนนาค (ต๊ะ) มาให้คำปรึกษา ส่วนท่านที่สนใจร่วมทำบุญโรงพยาบาล เพื่อผู้แสวงบุญ ก็ติดต่อขอรายละเอียดได้ที่ ดร.พระครูวินัยธรสมุทร โทร.08-1721-5241

‘ไปวัดทำไม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/578305

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 10:50 น.

‘ไปวัดทำไม’

เรื่อง : ราช รามัญ

มีโอกาสเดินทางไปวัดมาหลายแห่งในช่วงที่ผ่านมา ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เดินทางมาวัดในวันสำคัญทางศาสนา เพื่อมาทำบุญ ถวายสังฆทาน มาบวชเป็นเนกขัมมะเพื่อปฏิบัติธรรม

ได้มีโอกาสพบกับพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นพระธรรมดาแต่ทว่าเมื่อแลกเปลี่ยนทัศนคติกันแล้วดูเหมือนว่าท่านไม่ธรรมดาในแนวคิด พระพันเทพ เทวกุโล ท่านถามว่า คนเรามาวัดทำไมกัน… ตอบท่านว่า หลายคนคงปรารถนาบุญจึงได้เข้าวัดมาฟังธรรม ปฏิบัติธรรม

ท่านว่า “ทำไมจึงคิดว่าทำแบบนั้นแล้วได้บุญ” เป็นความเชื่อที่ส่งต่อกันมา เป็นสิ่งที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้คนในครอบครัวที่เป็นพุทธได้ร่วมกันทำกิจกรรมทางศาสนา แต่เรื่องบุญกุศลเป็นความเชื่อ

“การเชื่อตามความเป็นจริงกับการเชื่อที่เกิดจากมโนต่างกันนะโยม” อะไรคือสิ่งที่ท่านกล่าวว่าเป็นมโน แน่ละครับมนุษย์ชอบมโน พระพันเทพได้เมตตาอธิบายว่า…

มโน แปลว่าใจ แต่ทางโลกเอาคำว่ามโนไปใช้ในลักษณะตำหนิบุคคลที่ทำอะไรชอบคิดเอาเอง คิดไปเอง แบบนี้ใช่ไหมโยม…ดังนั้นการที่ถามไปว่า ความจริงกับการเชื่อแบบมโนที่อาตมากล่าวในที่นี้จึงหมายถึง การคิดเอาเอง

การทำบุญสร้างกุศล ความจริงแล้วทุกสรรพสิ่งจะต้องสร้างให้เกิดขึ้นที่ใจ และใจเท่านั้นแหละที่จะทำให้ความสุขเกิดกุศล แต่ไม่ใช่ไปคิดเอาเองว่า ต้องทำพิธีกรรมแบบนี้แล้วจะได้บุญแบบนั้นเพียงแค่อย่างเดียว ทำบุญแล้วก็ต้องทำใจด้วย ควบคู่กันไป อย่างที่หลวงพ่อชา สุภทฺโท ท่านเคยสอนเอาไว้ว่า โจรก็ทำบุญได้ แต่โจรฝึกทำใจไม่ได้

การมาวัดเราจะได้อะไรบ้าง…ต้องเข้าใจตามความเป็นจริง ไม่ใช่ไปเข้าใจเอาเอง คิดเอาเอง หรือเห็นเขาทำตามๆ กันมา

ได้เรียนถามท่านว่า…ทำไมพระไม่ค่อยพูดไม่ค่อยสอนแบบนี้กัน

อาตมาว่า…ท่านก็สอนกันนะ แต่โยมไม่ค่อยได้ยิน แล้วเรื่องพิธีกรรมต่างๆ ที่เขานิยมทำกัน

เรื่องพิธีกรรมเป็นองค์ประกอบหนึ่ง เพราะคำว่า ศาสนาต้องประกอบด้วย องค์ศาสดา พิธีกรรม สาวก คำสอนเบื้องต้น ท่ามกลาง และคำสอนที่สูงสุด พิธีกรรมแต่ละพิธีที่มีมาแต่ครั้งพุทธกาลล้วนสำคัญหมด แต่พิธีกรรมอื่นๆ ที่มาประดิษฐ์กันใหม่สร้างกันใหม่ก็อีกอย่างหนึ่งและมักจะเป็นไปในข่ายของความมโน ในข่ายของการคิดเอาเองของคนรุ่นหลังๆ หลวงพ่อพุทธทาสท่านเรียกพิธีกรรมที่เกิดขึ้นมาใหม่ๆ ว่า “ศาสนาเนื้องอก”

ท่านปรารถนาให้คนเข้าใจในเรื่องของธรรมะที่แท้จริงแบบนี้ คือ เข้าใจและรู้จักว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง

อาตมาปรารถนาให้เข้าใจในสิ่งที่เป็นไปตามความเป็นจริง มนุษย์ชอบมโน อย่างที่โยมกล่าวมานั่นแหละ มโนว่าจะเกิดสิ่งนั้น สิ่งนี้ ที่สำคัญมนุษย์ชอบเรียนรู้แต่อนาคตศาสตร์ อดีตศาสตร์ แต่ทำไมไม่ค่อยเรียนรู้ปัจจุบันศาสตร์ตามที่พระพุทธเจ้าสอน

ปัจจุบันศาสตร์ คือ การเรียนรู้อยู่กับความเป็นจริงตรงนี้ ที่นี่ ไม่ใช่ไปคิดเอาเอง เออเอง แล้วก็คาดว่าน่าจะเป็นตรงนั้นตรงนี้ เป็นต้น

ศึกษาปัจจุบันศาสตร์เพื่อให้มีใจปัจจุบัน อยู่กับความจริงในปัจจุบัน และมองโลกคิดไปตามความเป็นจริง ไม่ใช่มโน คือ มโนเห็นแต่เรื่องไม่ดีของคนอื่นแต่ลืมกลับมาดูตัวเองว่าเป็นอย่างไร

สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นมีมากมายหลายอย่าง…แต่สิ่งหนึ่งที่พระพันเทพ เทวกุโล มองเห็นและคิดว่าชาวพุทธควรที่จะตระหนักมากที่สุด คือ สัมมาทิฏฐิ เพราะว่าเป็นเหมือนเครื่องมือแรกเลยที่จะต้องเรียนรู้

“คนที่ใส่กระดุมเสื้อแล้วกลัดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรกก็ย่อมจะต้องผิดไปตลอด”

ดังนั้น กรอบของความคิดเป็นอะไรที่สำคัญมากที่สุด เพราะระบบของจิตใต้สำนึก จิตสำนึก เหล่านี้ทำงานร่วมกับสมอง แต่สำหรับคำว่าจิต ในพระพุทธศาสนานั้นเป็นอะไรที่ใสสะอาด นิ่งๆ สงบล้วนๆ อยู่อย่างนั้นเสมอ ไม่ได้มีส่วนร่วมเข้าไปปรุงแต่งหรือไม่ปรุงแต่งใดๆ แต่นักจิตวิทยาทางด้านตะวันตกมีความพยายามเหลือเกินที่จะนำเอาจิตในความหมายของตนเองเข้ามาผนวกร่วมกับคำว่า จิต ในพระพุทธสาสนา ซึ่งเมื่อเราได้ศึกษาดีๆ แล้ว คนละส่วนกัน ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง

ความงดงามของจิตนั้น…เป็นดุจแสงนวลๆ ขาวๆ ใสๆ ก็ได้ สะอาดก็ได้ สว่างสงบก็ได้ ซึ่งมีอยู่แล้ว แต่ความรู้สึกของมนุษย์ที่วันๆ หนึ่งอยู่ติดกับกรอบของความปรุงแต่งจะเข้าไปถึงหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นี่คือสิ่งที่ยืนยันและเป็นสิ่งที่ได้มาจากการค้นคว้าศึกษาอย่างแท้จริง กราบขอบพระคุณ พระพันเทพ เทวกุโล จากสำนักปฏิบัติธรรมประจำกรุงเทพฯ แห่งที่ 9 ตามมติมหาเถรสมาคม ภายใต้ในวัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต ที่ได้ให้ความรู้

วันนี้ได้รับฟังสิ่งที่เรียกได้ว่า ทำให้เราฉุกคิด ฉุกถามกันขึ้นในใจว่า เราไปวัดกันทำไม เข้าวัดกันทำไม เมื่อเราเข้าใจคำว่าบุญกุศลแล้ว เข้าใจพิธีกรรมมากขึ้นแล้ว เราก็จะตอบคำถามในใจของเราได้เองว่า เราเข้าวัดไปทำไมกัน

ไทยเสนอ “ยูเนสโก” ยก “หลวงปู่มั่น” เป็นบุคคลสำคัญของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/578284

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 07:51 น.

ไทยเสนอ "ยูเนสโก" ยก "หลวงปู่มั่น" เป็นบุคคลสำคัญของโลก

กระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงศึกษาฯเสนอชื่อ “หลวงปู่มั่น” ให้ยูเนสโกยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก ในวาระที่มีชาตกาลครบ 150 ปี ใน พ.ศ. 2563

*******************

โดย…สมาน สุดโต

จากการที่กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา และกระทรวงศึกษาธิการ จับมือกันเสนอชื่อ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนา ให้องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (อังกฤษ : United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) หรือยูเนสโก (UNESCO) ยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในวาระที่มีชาตกาลครบ 150 ปี ใน พ.ศ. 2563 นั้น

ระหว่างชาตกาล 149 ปี ของหลวงปู่มั่น พ.ศ. 2562 กรมการศาสนาขอให้วัดที่หลวงปู่มั่นเคยเกี่ยวข้องในขณะที่มีชีวิตทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ให้จัดกิจกรรมเพื่อการรำลึกถึงและบูชา ระหว่างวันที่ 19-21 ม.ค. 2562 ได้แก่ วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร วัดเลียบ จ.อุบลราชธานี วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่ วัดป่าดาราภิรมย์ จ.เชียงใหม่ วัดป่าอาจารย์มั่น จ.เชียงใหม่ วัดป่าบ้านเหล่า จ.เชียงราย วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร วัดป่าหนองผือนาใน จ.สกลนคร และวัดป่าสาละวัน จ.นครราชสีมา

พระเทพญาณวิศิษฎ์ (ชัยทวี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม อัญเชิญอัฐิหลวงปู่มั่น

วัดปทุมวนาราม จัดฉลองยิ่งใหญ่

วัดปทุมวนาราม ที่เคยได้รับสมญานามว่าวัดกรรมฐานกลางกรุง อยู่ระหว่างศูนย์การค้าสยามพารากอนและห้างเซ็นทรัลเวิลด์ สร้างโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ. 2400 เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ที่หลวงปู่มั่นเคยมาพำนักอาศัย เมื่อ พ.ศ. 2471 จึงจัดกิจกรรมบูชา โดยจัดขบวนแห่อัฐิธาตุของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต จากพระอุโบสถไปยังศาลาพระราชศรัทธา ซึ่งอยู่ห่างไปด้านใต้ของพระอุโบสถประมาณ 150 เมตร มีพระเทพญาณวิศิษฏ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดปทุมวนาราม เป็นผู้อัญเชิญอัฐิ แวดล้อมด้วยคณะสงฆ์ และอุบาสก อุบาสิกา หลายร้อยคน โดยมีแถวสามเณรนักเรียนบาลียืนถือพานดอกบัวถวายบูชาหน้าศาลาพระราชศรัทธา เป็นศาลาที่สร้างในสมัยหลวงพ่อถาวร ถาวรจิตฺโต หรือพระเทพวิมลญาณ (มรณภาพเดือน ต.ค. 2558) พระเกจิดังแห่งวัดปทุมวนาราม ซึ่งพระบาทสมเด็พระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ ทรงเปิดเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2536

เมื่อนำอัฐิและภาพเหมือนหลวงปู่มั่นประดิษฐาน ณ ที่ตั้งแล้ว พระเทพญาณวิศิษฏ์ จุดธูป-เทียนบูชา และนำพระสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา บูชาพระรัตนตรัย สวดมนต์ทำวัตรเย็น

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เกิดเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2413 ที่บ้านคำบาง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี มีชื่อเดิมว่า มั่น นามสกุล แก่นแก้ว โยมพ่อชื่อด้วง โยมแม่ชื่อจันทร์ บรรพชาเป็นสามเณร อายุ 15 ปี ที่วัดบ้านคำบง ผ่านไป 2 พรรษา ลาสิกขามาช่วยโยมบิดาและมารดาทำนา จนกระทั่งอายุ 22 ปี (พ.ศ. 2436) จึงอุปสมบทที่วัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี โดยมีพระอริยกวี เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฝึกอบรมวิปัสสนากับพระอาจารย์เสาร์ กันตะสีโล และธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ

ต่อมาได้ศึกษาธรรมกับพระอุบาลีคณูปมาจารย์ (จันทร์) เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส และเรียนวิปัสสนากับพระปัญญาพิศาลเถร (สิงห์) เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม รูปที่ 3 ต่อมาติดตามพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์) มาพำนักที่วัดปทุมวนาราม ชั่วระยะเวลาหนึ่ง (พ.ศ. 2471)

นอกจากนี้ เคยออกธุดงค์กับอาจารย์หนู จิตปญฺโญ หรือพระปัญญาพิสารเถระ เจ้าอาวาสรูปที่ 5 วัดปทุมวนาราม

กุฏิที่วัดปทุมวนาราม

การธุดงค์ของหลวงปูมั่น นอกจากเผยแพร่พระธรรมคำสอนแล้ว ยังมีโอกาสพบปะกับเพื่อนสหธรรมิกทั่วไป เมื่อเดินทางมากรุงเทพฯ ก็พำนักวัดปทุมวนาราม ที่วัดนี้จึงมีกุฏิของท่านเป็นอาคารไม้ 2 ชั้นปัจจุบันทางวัดได้ปฏิสังขรณ์และมีโครงการเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อแสดงประวัติหลวงปู่มั่น รวมทั้งประวัติพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาอื่นๆ เพื่อให้ภิกษุ สามเณร และอุบาสก อุบาสิกา ได้ระลึกถึงคำสอนและวัตรปฏิบัติของหลวงปู่มั่น

อัฐิหลวงปู่มั่น ตั้งหน้าหุ่นขี้ผึ้ง

วัดสายหลวงปู่มั่น

เกียรติคุณหลวงปู่มั่น อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนา เดินธุดงค์เกือบตลอดชีวิต จนเป็นที่ประจักษ์ มีผู้ปฏิบัติตามจำนวนมาก จนเกิดพระป่าสายธรรมยุตกระจายทั่วไปในภาคต่างๆ โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือ และประเทศต่างๆ พอสรุปตัวเลขในต่างประเทศได้ 180 แห่ง แบ่งเป็นทวีปเอเชีย 45 แห่ง ประเทศแคนาดา 6 แห่ง ทวีปยุโรป 66 แห่ง สหรัฐอเมริกา 63 แห่ง

นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ พูดในวันแถลงข่าวที่สำนักหอสมุดแห่งชาติ ว่ามีแนวคิดบรรจุหลักธรรมคำสอนหลวงปู่มั่นในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา-มัธยมศึกษา เพื่อบ่มเพาะคนไทยให้เป็นพลเมืองที่ดีต่อไป

ส่วน รศ.ม.ร.ว.วุฒิเลิศ เทวกุล ซึ่งร่วมแถลงข่าวด้วย กล่าวถึงวัตรปฏิบัติหลวงปู่มั่นมากมาย แต่ที่ตนประทับใจคือการถือธุดงควัตรเกือบตลอดชีวิต

ถ้าหากยูเนสโกยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกตามที่เสนอ หลวงปู่มั่นจะถือว่าเป็นพระรูปที่ 3 ของไทย รูปที่ 1 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จพระสังฆราชไทยพระองค์ที่ 7 อธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม รูป 2 พระธรรมโกศาจารย์ หรือพระพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม สุราษฎร์ธานี

หลวงปู่มั่น มรณภาพ ณ วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร เวลา 02.23 น. วันที่ 11 พ.ย. 2492 สิริอายุ 79 ปี

งานสมโภชพระประธานวัดญาณเวศกวัน 80 ปีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/577568

  • วันที่ 20 ม.ค. 2562 เวลา 09:37 น.

งานสมโภชพระประธานวัดญาณเวศกวัน 80 ปีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

โดย สมาน สุดโต

พระศรีธวัชเมธี (ชนะ ภมรพล ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบูรณะวรวิหาร รับนิมนต์สวดมนต์ฉันเพลวัดญาณเวศกวัน บางกระทึก เขียนเรื่องหลากหลายในอนุทินประจำวันลำดับที่ 687 เรื่องพระราชาคณะฤกษ์ วันที่ 14 ม.ค. ทิ้งท้ายว่าวันนี้ จั่วหัวเรื่อง พระราชาคณะฤกษ์ ชวนให้อ่านเหมือนจะเตรียมกองทัพไปออกรบที่ไหนสักอย่างหนึ่ง (แท้จริงเขียนเรื่องความเป็นนักพูด นักเล่านิทาน ของอาจารย์อ่อน บุญญพันธ์ สมัยเป็นพระอยู่วัดปรินายก เป็นพระราชาคณะฤกษ์ที่พระวิสุทธินายก เมื่อลาสิกขา สมัครรับราชการเป็นอนุศาสนาจารย์ (26 มี.ค. 2461-พ.ค. 2542)

สุดท้าย พระศรีธวัชเมธี เขียนว่าข้าพเจ้าได้กราบได้นบและเป็นสักขีพยาน เพ่งมองพระประธานภายในอุโบสถวัดญาณเวศกวัน เนื่องในงานทำบุญครบ 20 ปี พระประธานที่ชื่อว่า “พระพุทธประธานญาณเวศกวโนดม (ซึ่งมีประวัติการสร้าง ดังนี้)

4 ธ.ค. 2541 พิธีเททองที่โรงหล่อพระพุทธปฏิมาพรเลิศ กำแพงแสน

7 ม.ค. 2542 นำเข้าประดิษฐานในอุโบสถ วัดญาณเวศกวัน

12-13 ม.ค. 2542 ปิดทองเสร็จและสมโภช ณ มงคลวารอายุครบ 5 รอบ ของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)”

(วันที่ 13 ม.ค.) ร่วมพิธีทำบุญสมโภช “พระพุทธประธานญาณเวศกวโรดม” ครบรอบ 20 ปี และกิจกรรมการกุศลเพื่อส่งเสริมงานวันเด็กแห่งชาติ และทำบุญอายุครบ 80 ปี ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)ผู้เขียนขออนุญาตขยายความต่อว่า เป็นที่รู้กันในหมู่คณะศิษย์และผู้เคารพนับถือว่าจะมีกิจกรรมการกุศลและฉลองพระประธานในอุโบสถวัดญาณเวศกวัน ในวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือน ม.ค. ซึ่งตรงกับเกิดสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ที่เกิดวันที่12 ม.ค. พ.ศ. 2481 (แรม 7 ค่ำ เดือนยี่ ปีขาล) ที่บ้านใกล้ริมแม่น้ำสุพรรณ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรีในวันดังกล่าว นอกจากฉลองพระประธาน บรรดาคณะศิษย์ร่วมแจกทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนที่คัดแล้วจำนวนหนึ่ง เพราะอยู่ในช่วงวันเด็กแห่งชาติพอดี วัดญาณเวศกวัน ที่อยู่ด้านหลังพุทธมณฑล จึงมีกิจกรรมเพื่อเด็กๆ เกือบเต็มพื้นที่ โดยมีเด็กๆ เยาวชน และผู้ปกครองมาร่วมงานอย่างคึกคักในขณะเดียวกัน พระครูโสภณสิทธิการเจ้าคณะอำเภอศรีประจันต์ ประธานมูลนิธิชาติภูมิสถาน ป.อ. ปยุตฺโตจัดงานปีที่ 13 แห่งการจัดตั้งมูลนิธิ เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2562 ที่ตลาด อ.ศรีประจันต์ โดยนิมนต์ พระไพศาล วิสาโล แห่งวัดป่าอิติสุคโต บรรยายธรรม พร้อมทั้งแจกทุนแก่นักเรียนจำนวนหนึ่ง นี่คือวันเกิดของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ป.อ. ปยุตฺโตที่มีอายุ 80 ปี โดยคณะศิษย์จัดเรียบง่ายฉลองพระประธานในพระอุโบสถ และมอบทุนการศึกษาแก่บรรดาเยาวชนที่คัดเลือกแล้ว

คณะสงฆ์ กทม. เจริญพุทธมนต์ชัยมงคล

จากการที่คณะสงฆ์ คณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล และถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ประจำปีพุทธศักราช 2562 จำนวน 12 ครั้งนั้น

เมื่อเริ่มครั้งที่ 1 วันเสาร์ที่ 12 ม.ค. 2562 เวลา 14.00 น. ณ วัดอินทรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร นั้น ต้องเลื่อนเวลาจาก 14.00 น. เป็น 16.00 น. เพื่อให้มณฑลพิธีหน้าองค์หลวงพ่อโต ซึ่งเป็นที่ตั้งพิธีเจริญพระพุทธมนต์มีสภาพร่มเย็นแดดร่ม ลมตก โดยมีพระสงฆ์จำนวนมากจากวัดใน กทม.ไปประชุมสวดมนต์คับคั่ง งานพิธีนี้พระธรรมสุธี (นรินทร์) เจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง รักษาการเจ้าคณะ กรุงเทพมหานคร เป็นประธาน ส่วนพระเทพวิสุทธาภรณ์ (ทองสืบ) เจ้าอาวาสวัดอินทรวิหาร อาพาธผู้ทำหน้าที่เจ้าภาพ จึงตกเป็นหน้าที่ พระโสภณธรรมวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอินทรวิหาร พระอารามหลวงก่อนจะเริ่มพิธีเจริญพระพุทธมนต์ วัดอินทรวิหาร ได้มีพิธีห่มผ้าหลวงพ่อโตที่สูง 32 เมตรด้วย

พระธรรมสุธี (นรินทร์) บอกผู้สื่อข่าวว่า การเจริญพระพุทธมนต์ครั้งที่ 2 วันอังคารที่ 12 ก.พ. 2562 เวลา 14.00 น. ณ วัดบำเพ็ญเหนือ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร และวัดอื่นๆ ตามโปรแกรมจนครบ 1 ปี

เมื่อถามว่าทำไมต้องเป็นวันที่ 12 ทุกเดือน รักษาการเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ผู้ใหญ่ (สมัยอดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน) อดีตเจ้าคณะ กทม.) กำหนดมาก่อน โดยเสนอให้มหาเถรสมาคมเห็นชอบ ทั้งนี้ วันที่ 12 นั้นเป็นวันมหามงคลตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 9 ส่วนการเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น คณะสงฆ์ กทม. จัดทุกวันที่ 28 ของเดือน ตลอดปีเช่นกัน

ปีหมูทองต้องมองชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/576829

  • วันที่ 13 ม.ค. 2562 เวลา 09:15 น.

ปีหมูทองต้องมองชีวิต

โดย พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา

พระเดชพระคุณ พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา แสดงพระธรรมเทศนาปีใหม่ 2562 ว่า เมื่อวานนี้ผ่านไปแล้ว สัปดาห์ที่แล้วผ่านไปแล้ว เดือนที่แล้วผ่านไปแล้ว ล้วนแต่เป็นอดีตทั้งสิ้น วันนี้ สัปดาห์นี้ เดือนนี้ ปีนี้ถือว่าเป็นปัจจุบัน ส่วนวันพรุ่งนี้ สัปดาห์หน้า เดือนหน้า ปีหน้านั้นถือว่าเป็นอนาคต กาลเวลาก็เป็นเช่นนี้ตลอดมาในช่วงอายุของเราทุกคนเป็นสิ่งที่เตือนใจให้เราได้เรียนรู้ถึงเรื่องของกาลเวลาที่เป็นอดีต ปัจจุบันและอนาคต

สิ่งที่ปรากฏให้พวกเราได้เห็นคือ โลกธรรม8 คือ สุข ทุกข์ นินทา สรรเสริญ มีลาภ เสื่อมลาภมียศ เสื่อมยศ เป็นแขกเจ้าประจำของชีวิต ไม่ต้องเชิญเขาก็มา ไม่ต้องไล่เขาก็ไป แต่ถ้าเหตุปัจจัยดี ผลออกมาไม่ว่าจะผ่านไปแล้วก็ตาม ปัจจุบันก็ตาม หรือในอนาคตก็ตาม ล้วนแต่จะเป็นสิ่งที่ดีที่งามที่ประเสริฐทั้งสิ้น

ในเรื่องของความทุกข์นั้น เราทุกคนต่างได้ประสบการณ์มาแล้วในเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งในชีวิตและการทำงาน ทำให้เราได้รู้รสชาติของอุปสรรคปัญหาต่างๆ ที่เราจะได้นำมาเป็นบทเรียนชีวิต เพราะความทุกข์ต่างๆ ไม่ใช่จะเป็นเรื่องไม่ดีเสมอไป ก็ยังพอมีความดีอยู่เช่นกัน

พระเดชพระคุณเทศนาต่อว่า ชีวิตของคนเราต้องระวัง 2 คราวในชีวิต คือ คราวที่เราได้ดีที่สุดในชีวิต และคราวที่ล้มเหลวที่สุดในชีวิต

คราวที่เราได้ดีที่สุดในชีวิต เราอาจจะเสียคนเพราะหลงระเริงกับความสุข ความสำเร็จ คราวที่ล้มเหลวที่สุด อาจจะชั่ววูบทำในสิ่งที่เป็นโทษแก่ชีวิตและครอบครัว โบราณท่านจึงเตือนให้เราระวัง ยามได้ดีอย่าหลงดี ยามตกอับอย่าท้อแท้จนทุกข์ระทม ชีวิตย่อมมีทางออกเสมอ

พระพุทธศาสนายกย่องในเรื่องของกรรมคือการกระทำ ทำดีก็จักได้รับผลดี ทำไม่ดีก็จักเกิดผลไม่ดี แต่การทำความดีนั้น จะต้องทำให้ดี ทำให้ถูกดี ทำให้ถึงดี ทำให้พอดี คือไม่เกินเลยความดีไป

เพราะฉะนั้น ความพอดีนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญดังมีเรื่องเล่าการทำดีว่า มีครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่ง เลี้ยงลากับสุนัขเอาไว้คู่กัน หน้าที่ของลาก็คือลากเกวียน ซึ่งเป็นงานหนัก ทั้งสวัสดิการและอาหารก็ไม่ดี ส่วนสุนัขมีหน้าที่เฝ้าบ้าน เป็นงานสบาย สวัสดิการและอาหารดีกว่า

ลาเห็นเช่นนั้นก็เกิดความอิจฉาสุนัข คิดอยากจะย้ายไปทำหน้าที่ของสุนัขบ้าง เมื่อว่างจากงานลากเกวียน ลาจึงซุ่มฝึกเห่าเอาไว้ และแล้วโอกาสของลาก็มาถึงคืนหนึ่งมีขโมยขึ้นบ้าน

คืนนั้นสุนัขไม่ทำหน้าที่ของตนเอง เอาแต่นอนหลับ แม้ลาจะสะกิดเพียงใดก็ไม่ยอมตื่น ลาจึงเห่าแทนสุนัข ขโมยได้ยินเสียงลาเห่าแล้วรู้สึกขำ เก็บของไปหัวเราะไป

ลาเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกโกรธมาก จึงเอาเท้าหลังเตะคอกดังโครมคราม ขโมยตกใจกลัวเจ้าของบ้านจะตื่น จึงทิ้งของกลางไว้แล้วรีบหนีไป เมื่อขโมยหนีไปแล้ว สุนัขจึงตื่นและรีบลุกไปดมของที่ขโมยทิ้งไว้

ลาไม่พอใจที่สุนัขมาเสนอหน้า เพื่อจะเอาความดีความชอบ จึงเตะคอกไปเรื่อยๆ เพื่อปลุกให้เจ้าของบ้านตื่นมาดูผลงานการไล่ขโมยของตน ทำให้เจ้าของบ้านที่กำลังหลับอยู่เพลินๆ สะดุ้งตื่นและโมโห จึงรีบลงมาจากบ้านพร้อมคว้ากระบองอันใหญ่ติดมือมาด้วย

ลาเห็นเจ้าของบ้านเดินมาก็ดีใจ คิดว่าจะได้รางวัลตอบแทนจึงก้มหัวลงรอรับรางวัลแต่กลับถูกตีอย่างไม่ยั้งมือ ลาจึงได้แต่บ่นกับสุนัขว่า ทำไมทำดีแล้วไม่ได้ดี จากเรื่องดังกล่าวข้างต้นฟังดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องขำขันแต่ก็แฝงไปด้วยคติธรรมสอนใจอยู่ไม่น้อย

พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ธมฺมํ จเร สุจริตํ พึงทำความดีให้สุจริต” ไม่ใช่ทำความดีอย่างมีเลศนัย หรือทำดีไปโดยมีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นพื้นฐานในการกระทำนั้นๆ เมื่อผลที่ออกมาก็จักไม่ดีเราจะทำอะไรหรือเป็นอะไรก็ตาม ขอให้ตั้งอยู่ในความสุจริตคือคิดดีพูดดี ทำดี ซึ่งหลักธรรม 3 คำนี้ทุกท่านได้ตระหนักมาด้วยดีตลอดมา ดังบทกลอนสอนธรรมว่า ทำความดีนั้น เพื่อความดี นี้ถูกต้อง ดุจปิดทอง หลังพระปฏิมา อย่าหวั่นไหวใครไม่รู้ ใครไม่เห็น ไม่เป็นไร ใจเราใส เราสุขสันต์นั่นคือบุญ โชคดีปีหมูทองต้องมองชีวิตให้ชัดนะโยม

คืนวันไม่ผ่านไปเปล่า (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/576104

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 16:23 น.

คืนวันไม่ผ่านไปเปล่า (2)

หมายเหตุ – คอลัมน์ธรรมะหลังข่าว ฉบับวันที่ 30 ธ.ค. 2561 เรื่องคืนวันไม่ผ่านไปเปล่า โดยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เกิดความผิดพลาดด้านเทคนิค ที่แยกข้อความหมายเหตุออกเป็น 2 ส่วน โดยนำ ส่วนที่ 1 จัดวางที่ด้านล่างของบทความ นำส่วนที่ 2 เริ่มข้อความว่า – เนื่องในวันปีใหม่ ไปวางไว้ที่ตอนต้นของบทความ ทำให้สับสน ความจริงนั้นเป็นข้อความที่ไม่ควรแบ่งแยก จึงขอกราบขออภัยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้

ต่อจากนี้เป็นบทความ คืนวันไม่ผ่านไปเปล่า ต่อจากฉบับที่แล้ว — สสต.

ตอนที่แล้วจบที่ วันนี้เรายิ้มได้บ้างหรือเปล่า — ถ้าใจยังไม่เบิกบาน ปราโมทย์ ไม่ปลื้มปีติสักครั้ง ต้องทำให้ได้ (จากนี้เป็นความต่อจากตอนที่แล้ว)

ความรู้สึกอ้างว้าง ว่างเปล่าเดียวดาย อะไรต่างๆ นี่ครอบงำจิตใจของคนในสังคมปัจจุบันมาก เสร็จแล้วคนพวกนี้ก็วิ่งหนีตัวเอง ออกไปหาสิ่งภายนอกมาเติมให้กับตัวเอง สภาพอย่างนี้เรียกว่าเป็นสภาพของการที่ไม่สามารถอยู่คนเดียว หรือว่าไม่สามารถมีความสุขในการอยู่กับตนเอง

ทางพระพุทธศาสนา ท่านเปลี่ยนมาใช้วิธีการแบบพลิกกลับ โดยเปลี่ยนความเหงาเปล่าเปลี่ยวในการอยู่คนเดียว ไปเป็นการมีความสุขในการอยู่คนเดียวอย่างที่เรียกว่าอยู่เป็นสุขในวิเวก หรือวิเวกสุข ซึ่งเป็นจุดที่เน้นย้ำในพระพุทธศาสนา

พอทำให้คนอยู่เป็นสุขคนเดียวได้อยู่กับตัวเองได้ มีความเต็มอยู่ในตัวแล้ว ก็ไม่ต้องวิ่งไปหาที่เติมข้างนอก เพราะข้างในเต็มดีอยู่แล้ว ไม่พร่อง ไม่ว่างเปล่า ไม่กลวง เมื่อเขาออกไปสู่สังคมก็มีความชื่นชมเบิกบานเป็นสุขในหมู่อีก

เมื่อมีความทุกข์ อย่าตื่นเต้น แต่ต้องมองสถานการณ์ให้ถูกพอดี พอดี ไม่ร้ายเกินไป หรือดีเกินไป อย่ามองแคบๆ ให้มองไปข้างหน้า ว่าเราสามารถผ่านสถานการณ์อันเลวร้ายครั้งนี้ไปด้วยดี เรื่องทุกข์สุขเป็นของธรรมดา คนเราก็อยากจะหนีทุกข์ประสบสุขเหมือนกันหมด แต่เมื่อเราอยู่ในโลกก็ต้องเจอกับมันทั้งสองอย่าง เป็นเรื่องธรรมดาหมุนเวียน เปลี่ยนไป เป็นอนิจจัง แต่เมื่อคิดได้เช่นนี้ก็ต้องไม่ปลงใจหรือปล่อยตัวมัวนอนสบาย ต้องมองเหตุผล ค้นเหตุปัจจัยและหาทางแก้ไขอย่างน้อยสุขทุกข์ก็มีทั้งแง่ดีแง่ร้าย ความทุกข์ใช้ไม่เป็นก็จะเป็นการบีบคั้นตัวเอง ทุกอย่างรอบตัวแย่ไปหมดทั้งกายใจ แต่ถ้าใช้เป็น มองทุกข์ให้ถูก ทุกข์นั้นก็จะเป็นประโยชน์

จงใช้ปัญญามองปัญหาที่ผ่านมา เหตุการณ์กรุงแตก สงครามโลก ยังแย่กว่านี้ตั้งมากมาย อย่าไปหมดหวัง เมื่อมีคนตกทุกข์อยู่สังคมเดียวกันก็ต้องช่วยเหลือกัน คนที่มีความทุกข์เองก็อย่าไปโดดเดี่ยวตัวเอง ต้องหาที่ปรึกษา หาแนวความคิดจากที่อื่นๆ ด้วย ให้มองทุกข์เป็นที่ทดสอบตัวเองว่า เราสบายมานาน พอเจอทุกข์แล้วจะไปรอดไหม หากผ่านได้ก็แสดงว่าเราเก่งพอสมควร จงใช้ทุกข์เป็นบททดสอบ เป็นบทเรียนและเป็นเวทีพัฒนาตนเอง เวลานี้เวทีพัฒนาตนเองมาถึงแล้ว ให้ใช้เวทีนี้ในการสู้ปัญหา พัฒนาปัญหาความสามารถ แล้วเราก็จะเกิดความภาคภูมิใจเมื่อประสบความสำเร็จ

พระโอวาทพระสังฆราช ข้อคิดดีสู่ชีวิตเป็นสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/576100

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 16:09 น.

พระโอวาทพระสังฆราช ข้อคิดดีสู่ชีวิตเป็นสุข

เรื่อง: เอกชัย จั่นทอง

ตลอดระยะเวลาปี 2561 ที่ผ่านมา หลายครั้งสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงมอบพระโอวาทแก่ประชาชนในการดำรงชีวิต ดำรงตนอย่างเป็นสุข บนพื้นฐานแห่งความคิดในเหตุและผล ซึ่งมีหลายพระโอวาทที่ทรงมอบไว้ให้ประชาชนในวาระโอกาสต่างๆ แตกต่างกันออกไป เริ่มต้นปีใหม่แบบนี้จึงขอนำพรอันประเสริฐที่ประทานพระโอวาทบางส่วนมาให้ผู้อ่านได้ระลึกและนำไปปฏิบัติในชีวิต

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดประชุมพระสังฆาธิการทั่วประเทศ ตามมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 7/2561 ประทานพระโอวาทความว่า สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราโชบายไว้ เป็นแนวทางการดำเนินงานของคณะสงฆ์ว่า พัฒนาความรู้และคุณภาพของพระสงฆ์ให้เป็นหลักใจของประชาชน ให้พระมีความสำนึกและเป็นประโยชน์ในสังคมไทย มหาเถรสมาคม รับสนองพระราโชบายนี้ด้วยการประกาศเน้นย้ำให้พระสังฆาธิการ เจ้าอาวาส พระอุปัชฌาย์ และพระมหาเถระทั้งหลายเอาใจใส่ในการคัดกรองบุคคลจะมาบรรพชาอุปสมบท การอบรมสั่งสอนพระภิกษุสามเณรในปกครอง และกวดขันผู้อยู่ในปกครองหรือผู้เป็นศิษย์ให้ดำรงตนในกฎระเบียบ และพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด

สมเด็จพระสังฆราชประทานพระโอวาทต่อว่า พระสังฆาธิการที่มาประชุมในที่นี้ ย่อมทราบดีว่า เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายในกฎหมายของบ้านเมือง ถ้าบุคคลใดมีตำแหน่งหน้าที่เป็นเจ้าพนักงาน ก็ย่อมอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน คือ ถ้าปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบบุคคลผู้เป็นพนักงานย่อมต้องได้รับผลร้ายตามกฎหมายของบ้านเมืองอย่างไม่มีข้อยกเว้น

กฎหมายนั้นนับเป็นบรรทัดฐานที่หนักสุดของสังคม ถ้าไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืน ก็ต้องได้รับโทษตามบัญญัติ ในขณะเดียวกันเราทั้งหลายล้วนเป็นบรรพชิต ยังมีบรรทัดฐานอีกระดับหนึ่งเรียกว่า พระธรรมวินัยคอยกำกับ ถ้าดำรงตนอยู่ในพระธรรมวินัย ก็ไม่ต้องไปวิตกกังวลใดๆ ว่ากฎหมายบ้านเมืองจะส่งผลร้ายอะไรแก่ตัวท่าน ในการประชุมครั้งนี้จึงขอย้ำเตือนให้ทุกท่านได้ศึกษาทบทวน ปฏิบัติการ และกวดขันผู้อยู่ในปกครองให้อยู่ภายใต้พระธรรมวินัย กฎหมาย กฎ ระเบียบ คำสั่งอย่างเคร่งครัด และขอให้ปฏิบัติตามจริยาพระสังฆาธิการ เพื่อช่วยรักษาเชิดชูคณะสงฆ์ให้มั่นคงคู่ราชอาณาจักรไทย

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานเปิดงานเจ้าคณะจังหวัดคณะธรรมยุต ประชุมสัญจรกับคณะอนุกรรมการคณะธรรมยุต ครั้งที่ 2/2561 ที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ เขตบางเขน กรุงเทพฯ โอกาสนี้ ประทานพระโอวาท ความตอนหนึ่งว่า “ผมเคยกล่าวไว้ในที่ประชุมนี้เมื่อครั้งที่แล้วว่า การทำงานทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานบริหาร จำเป็นต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคเป็นธรรมดา ตราบเท่าที่ท่านยังทำงาน ตราบนั้นท่านต้องประสบปัญหา

คนที่เป็นปุถุชน ถ้ารู้สึกตนว่าไม่เคยเผชิญปัญหาเลย มีแต่ความสุขสบายอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้สึกหนัก ไม่รู้สึกเหนื่อย ก็คือคนไม่ทำอะไร ตราบที่เรายังมีภาระอันหนัก ยังเหน็ดเหนื่อย เมื่อนั้นจงภาคภูมิใจว่าเรากำลังทำงาน กำลังใจจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรับภารธุระของพระสังฆาธิการ ผมขอให้ทุกท่านมีกำลังใจเข้มแข็งอยู่เสมอ แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือขอให้ทุกท่านระลึกถึงพระมหากรุณาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงประดิษฐานพระพุทธศาสนาไว้เป็นประทีปนำทางพ้นทุกข์ของชาวโลก และทรงฝากไว้ให้พุทธบริษัททั้งหลายช่วยกันรักษาดูแลพระศาสนานี้”

“พระบรมศาสดาของเรา ทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายหนักหนายิ่งกว่าพวกเราหลายเท่านัก ภิกษุทุกรูปล้วนได้ชื่อว่าเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส คือเป็นโอรสของพระพุทธองค์ เราต่างมีหน้าที่เจริญรอยพระยุคลบาทของสมเด็จพระบรมศาสดา ผู้ทรงเป็นบุพการีอันยอดยิ่งสูงสุดในชีวิตของเราทุกรูป สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนภิกษุไว้ว่า ‘อุเปโต ทมสจฺเจน ส เว กาสาวมรหติ.’ แปลความว่า ‘ผู้ประกอบด้วยทมะและสัจจะนั้นแล ควรครองผ้ากาสาวะ.’ ทุกท่านย่อมทราบดีอยู่ว่า ‘ทมะ’ คือความข่มใจ การควบคุมตน การฝึกตน”

ส่วน “สัจจะ” คือความจริง ความจริงสำหรับการบริหารนั้นก็คือความซื่อตรงจริงใจต่อภารธุระตามหน้าที่ของตน สู้อุตสาหะเพื่อให้ภารกิจการงานลุล่วงสำเร็จ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม พร้อมพลีพละกำลังของตนเพื่อสัมฤทธิผลของกิจการคณะสงฆ์เป็นสำคัญ ผมขอให้ทุกท่านใคร่ครวญพระพุทธภาษิตนี้ แล้วน้อมนำไปเป็นทางประพฤติของท่าน เพื่อความรุ่งเรืองของพระบวรพุทธศาสนาสืบไป

ดาไลลามะ วางศิลาฤกษ์ พิพิธภัณฑ์วัดป่าพุทธคยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/576098

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 15:55 น.

ดาไลลามะ วางศิลาฤกษ์ พิพิธภัณฑ์วัดป่าพุทธคยา

เรื่อง: สมาน สุดโต

วัดป่าพุทธคยา ประเทศอินเดีย อัญเชิญท่านดาไลลามะ ผู้นำจิตวิญญาณแห่งทิเบต มาเป็นประธานวางศิลาฤกษ์อาคารใหญ่ที่จะใช้เป็นหอประชุมพิพิธภัณฑ์และห้องสมุด พระพุทธศาสนา ณ วัดป่าพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย วันที่ 22 ธ.ค. 2561

พระโพธินันทมุนี (หลวงพ่อจิ๋ว หรือพระ ดร.พนมศักดิ์ พุทธญาโณ) ประธานสงฆ์วัดป่าพุทธคยา บอกเรื่องนี้แก่ผู้เขียน เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2561 หลังจากผู้เขียนเดินทางไปร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์ โรงพยาบาลภูริปาโล ที่จัดสร้างโดยคณะศิษย์หลวงพ่อทองยอด ภูริปาโล ที่พุทธคยา

ขณะที่ไปกราบนั้น หลวงพ่อจิ๋ว กำลังคุมคนงานปรับพื้นที่สนามที่จัดสร้างพิพิธภัณฑ์และดูแลการจัดทำป้ายต้อนรับ ดาไลลามะ ที่จะเสด็จวัดป่าพุทธคยา 22 ธ.ค. 2561

เมื่อกราบไหว้และสนทนากันแล้ว ก็ทราบว่าท่านมีสุขภาพดี ยังทำงานให้พระพุทธศาสนาอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ส่วนวัดป่าพุทธคยาก็พัฒนาเต็มรูปแบบ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งที่พักผู้แสวงบุญนับร้อยคน พระอุโบสถที่ตกแต่งสวยสดงดงาม และกุฏิรับรองพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งได้กลายเป็นสถานที่ให้การอุปสมบทพระสายธรรมยุต ตามโครงการ “อุปสมบทถวายเป็นพุทธบูชาและเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ที่จัดและดำเนินการโดยสมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส เป็นประจำ ปีละ 2-3 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน

ส่วนการสร้างอาคารใหญ่ที่ท่านดาไลลามะเสด็จมาวางศิลาฤกษ์นั้น หลวงพ่อจิ๋วเล่าว่าจัดสร้างเพื่อจุดประสงค์ 3 อย่าง 1.เป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนา ทั้งมหายาน วัชรยาน และเถรวาท ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติความเป็นมาของพระพุทธศาสนา 2 ห้องสมุดพระพุทธศาสนา ซึ่งจะจัดหาหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา และหนังสืออ้างอิง และพระไตรปิฎกนานาภาษา ที่มีในโลก ให้มารวมในที่แห่งเดียว 3 หอประชุม เตรียมไว้จัดประชุมทางวิชาการชาวพุทธและนานาศรัทธาความเชื่อ ที่มุ่งส่งเสริมหลักมนุษยธรรม ศีลธรรมแห่งมนุษยชาติ

โครงการนี้คาดว่าใช้เวลา 3 ปี จึงแล้วเสร็จ หรืออาจเร็วกว่านั้น ถ้าได้รับการสนับสนุนและอุปถัมภ์จากญาติโยม

หลวงพ่อจิ๋วเป็นศิษย์ที่ใกล้ชิดหลวงปู่ดุลย์ อตุโล พระอาจารย์ที่เป็นที่เคารพของประชาชนชาวพุทธในภาคอีสาน ซึ่งปัจจุบันมีเหลือไม่กี่รูป แต่ละรูปมีชื่อเสียงมาก เช่น พระราชวิสุทธิมุนี (หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล) เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (ธรรมยุต) เจ้าอาวาสวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร บ้านจรัส อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ ที่ทำโครงการศาสนาค้ำจุนรักษาป่าไม้พะยูง ตามที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ให้แนวทางไว้ ซึ่งนอกจากป้องกันไม่ไม้พะยูงถูกลักขโมย ยังสร้างสวนป่าไม้พะยูงอีกด้วย

เมื่อศิษย์หลวงปู่ดุลย์ทั้งสองพบกันจึงพูดคุยกันหลายเรื่อง รวมถึงเรื่องสมัยก่อนเมื่อครั้งเป็นสามเณร ที่รับใช้หลวงปู่ดุลย์ โดยหลวงพ่อจิ๋วเล่าความอัศจรรย์ที่ได้เห็นประจักษ์จากการอ่านใจคนออกของหลวงปู่ดุลย์ว่า เพราะเคยสงสัยว่าหลวงปู่ดุลย์อ่านใจคนได้จริงหรือ ขณะที่จะนวดหลวงปู่ดุลย์ ก็นึกว่าถ้าอ่านใจออกต้องบอกให้เราไปนอนได้แล้ว สักประเดี๋ยวเดียว หลวงปู่ดุลย์ บอกว่าเณรน้อยไปนอนได้แล้ว หลวงพ่อจิ๋วได้ฟังก็อัศจรรย์ว่าหลวงปู่อ่านใจออกจริงๆ

ความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา

1 ม.ค. 2561 เวลา 13.30 น. พระราชปริยัติกวี ศ.ดร.อธิการบดี มจร กล่าวถวายการต้อนรับและขอบคุณรองประธานมหาเถรสมาคม พร้อมคณะมหาเถรสมาคม สหภาพเมียนมา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศาสนาและวัฒนธรรม อธิบดีกรมศาสนา ดร.คิ่น ฉ่วย และคณะที่เดินทางมาเยี่ยมชมมหาวิทยาลัย โดยมี พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ ร่วมถวายการต้อนรับ

พิธีทำบุญปีใหม่ ณ พุทธมณฑล

1 ม.ค. 2562 สมเกียรติ ธงศรี รองผู้อำนวยการปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2562 ณ พุทธมณฑล โดยมี พระรัตนสุธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ที่มีจำนวน 110 รูป

ผู้นำต้องมีธรรมในใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/576096

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 15:52 น.

ผู้นำต้องมีธรรมในใจ

เรื่อง: ราช รามัญ

ธรรมของผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นระดับไหน แม้แต่คนเป็นนายกรัฐมนตรีก็นำเอาไปใช้ได้ ดังที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 ของกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงนิพนธ์เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับที่มาของคุณธรรมผู้นำ เนื้อความว่า

ในอดีตกาลในเมืองพาราณสี พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงพระนามว่า สังยมะ หรือว่าสังยมนะ หรือว่า สัญยมนะ มีพระอัครมเหสีทรงพระนามว่า เขมา ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์กำเนิดเป็นหงส์ทอง คือหงส์ที่มีขนสีทอง มีหมู่หงส์บริวารเป็นอันมาก อาศัยอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ นามของพระยาหงส์โพธิสัตว์มีชื่อว่า ธตรัฏฐ เมื่อจะเรียกในฐานะเป็นหัวหน้าฝูงหงส์ก็เรียกว่า พระยาหงส์ธตรัฏฐ และมีหงส์ทองอีกหนึ่งเป็นอัครมหาเสนาบดีชื่อว่า สุมุขะ หรือสุมุข ในครั้งนั้นพระเทวีของพระเจ้ากรุงพาราณสีที่มีพระนามว่า เขมา ได้ทรงพระสุบินว่ามีพระยาหงส์ทอง 2 ตัวมาจับอยู่ที่พระราชบัลลังก์

พระเทวีดำริว่า พระยาหงส์ที่มีสีประดุจทองคำคงจะมีอยู่ในโลกนี้ จึงได้ทูลพระราชาพระเจ้ากรุงพาราณสีว่าทรงตั้งครรภ์ มีอาการแพ้ครรภ์ ต้องการที่จะได้เห็นหงส์ทอง ได้ฟังหงส์ทองแสดงธรรม

พระราชาจึงให้สืบว่ามีหมู่หงส์อาศัยอยู่ที่ไหน พวกพราหมณ์ก็ไม่ทราบ แต่ก็ทูลว่าพวกพรานคงจะทราบ จึงได้โปรดให้เรียกพวกพรานป่ามาตรัสถาม พรานคนหนึ่งก็กราบทูลว่า ได้ทราบต่อๆ กันมาว่า หงส์เหล่านั้นอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ในประเทศหิมวันต์ พระราชาก็ตรัสถามว่า จะพอรู้อุบายที่จะจับหงส์เหล่านั้นได้หรือไม่ พวกพรานก็กราบทูลว่าไม่ทราบ จึงได้ทรงปรึกษากับพราหมณ์บัณฑิต

พราหมณ์บัณฑิตก็กราบทูลว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องไปจับที่เขาคิชฌกูฏ ขอให้ทรงขุดสระใหญ่ชื่อ เขมะ ทางทิศเหนือของพระนคร ให้เต็มด้วยน้ำ ปลูกธัญชาติต่างๆ ให้นายพรานผู้ฉลาดคนหนึ่งอยู่ประจำรักษา อย่าให้หมู่มนุษย์เข้าไปใกล้ และให้ประกาศเป็นเขตให้อภัยแก่สกุณชาติต่างๆ ที่จะมาหากินที่สระนั้น

เมื่อพรานผู้รักษาสระได้เห็นหงส์ทองลงมา ก็ได้เฝ้าดูอยู่ถึง 6-7 วัน ว่ามาจับที่ไหน และเมื่อสังเกตที่ได้แน่นอนแล้ว ก็วางบ่วงดักไว้ใต้น้ำ พระยาหงส์ทองนั้นมาก็ลงไปในน้ำตรงบ่วงนั้น ก็ติดบ่วงของนายพราน จากนั้นนำหงส์ไปถวายพระราชา

ฝ่ายพระราชาเมื่อได้เห็นหงส์ก็มีความดีใจ และก็บอกว่าให้พักอยู่ระยะหนึ่งก็จะปล่อยไป และให้พระยาหงส์อยู่ในที่อันสมควร และก็ได้พระราชทานอาหาร เป็นต้น

ฝ่ายพระยาหงส์นั้นก็ได้ทูลแก่พระราชาเป็นการปฏิสันถารว่า พระองค์ไม่มีพระโรคาพาธ ทรงสำราญดีอยู่ ทรงปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้โดยธรรมหรือ พระราชาก็ตรัสตอบว่า เราไม่มีโรคาพยาธิ มีความสำราญดี และเราก็ปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้โดยธรรม

พระยาหงส์ก็ทูลถามว่า โทษอะไรๆ ไม่มีอยู่ในอำมาตย์ของพระองค์ละหรือ และอำมาตย์เหล่านั้นไม่มีอาลัยชีวิตในประโยชน์ของพระองค์ละหรือ พระราชาก็ตรัสตอบว่า โทษอะไรๆ ไม่มีในหมู่อำมาตย์ของเรา และอำมาตย์เหล่านั้นไม่อาลัยชีวิตในประโยชน์ของเรา

พระยาหงส์ก็ทูลถามว่า พระมเหสีซึ่งมีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟัง มีพระเสาวนีย์อันน่ารัก ประกอบด้วยพระโอรส พระรูป พระโฉม พระยศ เป็นไปตามอัธยาศัยของพระองค์ละหรือ พระราชาก็ตรัสตอบว่า พระมเหสีซึ่งมีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟัง มีพระเสาวนีย์อันน่ารัก ทรงประกอบด้วยพระโอรส พระรูป พระโฉม และพระยศ เป็นไปตามอัธยาศัยของเรา

พระยาหงส์ก็ทูลถามว่า พระองค์มิได้ทรงเบียดเบียนชาวแว่นแคว้น ปกครองให้ปราศจากอันตรายแก่ที่ไหนๆ โดยความไม่เกรี้ยวกราด โดยธรรม โดยความสม่ำเสมอละหรือ พระราชาก็ตรัสตอบว่า เรามิได้เบียดเบียนชาวแว่นแคว้น ปกครองให้ปราศจากอันตรายแต่ที่ไหนๆ โดยความไม่เกรี้ยวกราด โดยธรรม โดยความสม่ำเสมอ

พระยาหงส์ก็ทูลถามว่า พระองค์ทรงยำเกรงสัตบุรุษ ทรงเว้นอสัตบุรุษ พระองค์ไม่ทรงละทิ้งธรรม ไม่ทรงประพฤติคล้อยตามอธรรมละหรือ พระราชาก็ตรัสตอบว่า เรายำเกรงสัตบุรุษ เว้นอสัตบุรุษ ประพฤติคล้อยตามธรรม ละทิ้งอธรรม

พระยาหงส์ก็ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นกษัตริย์ พระองค์ทรงพิจารณาเห็นชัดซึ่งพระชนมายุอันเป็นอนาคตยั่งยืนยาวอยู่หรือ พระองค์ทรงมัวเมาในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ไม่สะดุ้งกลัวปรโลกหรือ พระราชาก็ตรัสตอบว่า เราพิจารณาเห็นชัดซึ่งอายุอันเป็นอนาคตยั่งยืนยาวอยู่ เราตั้งอยู่แล้วในธรรม 10 ประการ จึงไม่สะดุ้งกลัวปรโลก เราเห็นกุศลธรรมที่ดำรงอยู่ในตนเหล่านี้คือ ทาน ศีล การบริจาค ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ความเพียร ความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความอดทน ความไม่พิโรธ คือความกระทำไม่ให้ผิด แต่นั้นมีปีติและโสมนัสไม่ใช่น้อยย่อมเกิดแก่เรา ดั่งนี้

เมื่อพระราชาได้ตรัสตอบดั่งนี้แล้ว พระยาหงส์ก็ถวายอนุโมทนาแก่พระราชา และก็ได้พระราชทานทรัพย์แก่นายพราน ทรงให้พระยาหงส์กับเสนาบดีพระยาหงส์พักอยู่ ทรงพระราชทานเลี้ยงดูให้มีความสุข แล้วก็ทรงปล่อยพระยาหงส์และหงส์เสนาบดีนั้นให้กลับไปสู่ภูเขาคิชฌกูฏ

เรื่องนี้แสดงทศพิธราชธรรม อันเป็นธรรมของผู้ปกครอง

เนื้อความในมหาหังสชาดกมีดั่งที่เล่ามานี้ และเรื่องทศพิธราชธรรม ก็มาจากคำตอบ หรือพระราชดำรัสตอบของพระราชาตอนที่ว่า เราตั้งอยู่ในธรรม 10 ประการ จึงไม่สะดุ้งกลัวปรโลก เราเห็นกุศลธรรมที่ดำรงอยู่ในตนเหล่านี้คือ ทาน ศีล ปริจจาคะ-การบริจาค อาชชวะ-ความซื่อตรง มัททวะ-ความอ่อนโยน ตบะ-ความเพียร อักโกธะ-ความไม่โกรธ อวิหิงสา-ความไม่เบียดเบียน ขันติ-ความอดทน อวิโรธนะ-ความไม่ทำให้ผิด รวมเป็น 10 ประการ

นี่คือธรรมที่สำคัญ ที่ผู้นำทั้งหลายควรจะมี