เทเรซา เมย์ ลาออก ไม่ช่วยปลดล็อกอนาคตเบร็กซิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590165

  • วันที่ 25 พ.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

เทเรซา เมย์ ลาออก ไม่ช่วยปลดล็อกอนาคตเบร็กซิต

ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นนายกฯ อังกฤษก็ยากรอดพ้นจากความวุ่นวาย

ในที่สุด นายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ ของอังกฤษ ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม ซึ่งจะมีผลในวันที่ 7 มิ.ย.นี้ หลังไม่สามารถนำพาสหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปได้ การลาออกครั้งนี้ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นการปลดล็อกสหราชอาณาจักรจากการเจรจาต่อรองกับสหภาพยุโรป ทว่าแท้จริงแล้วกลับยิ่งทำให้สหราชอาณาจักรเผชิญความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ และเป็นไปได้ว่าจะเกิดความวุ่นวายขึ้นกับการเมืองที่อ่อนแออยู่แล้วของประเทศ รวมทั้งอนาคตที่ไม่แน่นอนของเบร็กซิต

อันดับแรกพรรคอนุรักษนิยมจะต้องเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ซึ่งจะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนเมย์โดยปริยาย แต่ในพรรคอนุรักษนิยมเองเกิดความแตกแยกระหว่างฝ่ายหนุนเบร็กซิตและฝ่ายต่อต้านยุโรปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในช่วงเวลานี้การดำเนินการเกี่ยวกับเบร็กซิตก็มีอันต้องชะลอไปก่อนจนกว่าจะได้หัวหน้าพรรคคนใหม่

บอริส จอห์นสัน ภาพ : Andrew Matthews/AFP

ขณะนี้ บอริส จอห์นสัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศที่หนุนให้สหราชอาณาจักรแยกตัวจากสหภาพยุโรป เป็นหนึ่งในตัวเต็งของพรรคอนุรักษนิยม หากจอห์นสันได้รับความไว้วางใจจากพรรคให้ขึ้นมาแทนที่นายกรัฐมนตรีหญิง อนาคตของประเทศอาจจะถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย เนื่องจากจอห์นสันประกาศจุดยืนชัดเจนมาตลอดว่าสนับสนุนให้สหราชอาณาจักรแยกตัวออกมาโดย “ไม่มีดีล” การค้ากับสหภาพยุโรป คือสหราชอาณาจักรต้องกลับมาใช้กฎหมายการค้าระหว่างประเทศทั่วไปที่ไม่มีการยกเว้นภาษีพิเศษระหว่างกันอีก ความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าของสหราชอาณาจักรก็จะลดลง

แต่ไม่ว่าหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมและนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะเป็นใคร ก็ต้องแบกรับภาระในการจัดการกระบวนการเบร็กซิตอย่างหนักเช่นที่เมย์เคยพยายามและล้มเหลวมาแล้วถึง 3 ครั้ง อีกทั้งยังต้องได้ทางออกที่ดีที่สุดให้ทันภายในวันที่ 31 ต.ค.นี้ ตามกำหนดเส้นตาย เนื่องจากสหภาพยุโรปประกาศชัดว่าจะไม่มีการเลื่อนเวลาให้สหราชอาณาจักรแล้ว

เมื่อปี 2016 เทเรซา เมย์ รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจาก เดวิด คาเมรอน ที่ประกาศลาออกหลังจากพ่ายแพ้ในการลงประชามติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป เนื่องจากเจ้าตัวพยายามอย่างหนักในการโน้มน้าวให้คนอังกฤษหนุนแนวคิดการอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไป แต่คนอังกฤษส่วนใหญ่เห็นว่าควรแยกตัว

ก่อนที่คาเมรอนจะลาออก ส.ส.ในพรรคบางคนถึงกับเยาะเย้ยว่าเขาล้มเหลวไม่เป็นท่า แม้แต่คนที่เคยจงรักภักดีกับคาเมรอนอย่าง ไมเคิล โกฟ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมและพ่อบุญธรรมของลูกสาวคาเมรอนยังหันไปหนุนให้สหราชอาณาจักรแยกตัว หลังจากนั้น บอริส จอห์นสัน อดีตนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนที่เคยถูกมองว่าเป็นทายาททางการเมืองของคาเมรอน ยังสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการสวนทางหนุนเบร็กซิตเต็มที่

เมื่อเมย์เข้ามารับไม้ต่อยังเดินเกมผิดด้วยการประกาศเลือกตั้งก่อนกำหนด เพราะคิดว่าพรรคอนุรักษนิยมจะชนะถล่มทลายและเดินหน้าเบร็กซิตตามเจตนารมณ์ แต่ปรากฏว่าผลการเลือกตั้งทำให้เกิด hung parliament ไม่มีใครได้เสียงข้างมากในสภา อำนาจในสภาของพรรคอนุรักษนิยมกลับอ่อนแอลง และกัดเซาะขาเก้าอี้ผู้นำหญิงมาเรื่อยๆ

นอกจากนี้ การเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ของพรรคอนุรักษนิยมอาจนำพาไปสู่การเลือกตั้งทั่วไป โดยมีความขัดแย้งภายในของพรรคเป็นปัจจัยหนุนส่งให้พรรคแรงงานของ เจเรมี คอร์บิน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านกลับขึ้นมาเป็นรัฐบาลครั้งแรกในรอบเกือบสิบปี ทว่าพรรคแรงงานเองก็มีปัญหาภายในเช่นกัน

สหราชอาณาจักรจึงขยับเข้าใกล้ฝันร้ายที่ชื่อว่าเบร็กซิตมากขึ้นๆ

“Black Rod” กับธรรมเนียมเชิงสัญลักษณ์ กันกษัตริย์อังกฤษแทรกแซงการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590159

  • วันที่ 25 พ.ค. 2562 เวลา 18:50 น.

"Black Rod" กับธรรมเนียมเชิงสัญลักษณ์ กันกษัตริย์อังกฤษแทรกแซงการเมือง

ส่องธรรมเนียมสุดคลาสิกของเวสต์มินสเตอร์ ปิดประตูใส่หน้าผู้แทนกษัตริย์ การแสดงออกเชิญสัญลักษณ์ห้ามกษัตริย์อังกฤษก้าวล่วงการเมือง

ในพิธีเปิดประชุมสภาของอังกฤษ รวมถึงประเทศในเครือจักรภพภายใต้ระบบรัฐสภาแบบเวสมินสเตอร์ (Westminster system) จะมีธรรมเนียมในเชิงสัญลักษณ์เพื่อแสดงว่าพระมหากษัตริย์ไม่สามารถก้าวล่วงอำนาจในสภาผู้แทนราษฎรได้ นั้นคือตำแหน่งที่เรียกว่า Usher of the Black Rod หรือเรียกสั้นๆว่า Black Rod

เจ้าหน้าที่ประจำสภาขุนนาง หรือ Black Rod นอกจากหน้าที่หลักที่เสมือนเป็นเลขาฯของสภาขุนนางแล้ว ยังเป็นตำแหน่งสำคัญทื่ต้องรับหน้าที่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ช่วงระหว่างพิธีการเปิดประชุมสภาที่มีพระมหากษัตริย์ของอังกฤษมาเปิดประชุมสภาของทั้งสองสภา

ภาพ : AFP

ในประเทศอังกฤษเมื่อถืงวาระของการเปิดประชุมสภาของทั้งสองสภานั้น สมเด็จพระราชีนีจะเสด็จมาเป็นองค์ประธานการพร้อมมีพระราโชวาทจากบัลลังก์ (Speech from the throne) แก่องค์ประชุมทั้งสองสภา

พิธี Speech from the throne ของอังกฤษจะเริ่มขึ้นหลังจากที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธเสด็จมาถึงโถงประชุมในสภาขุนนาง หรือ House of Lords แล้วจะทรงรับสั่งให้ Black Rod เป็นตัวแทนไปทำหน้าที่เชิญประธานสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนฯให้มาเข้าเฝ้า

ภาพ : AFP

Black Rod นอกจากจะเป็นคำเรียกตำแหน่งแล้ว ยังเป็นคำเรียกของอุปกรณ์ประจำตัวของผู้รับตำแหน่งนี้ด้วยคือ คทาสีดำ ซึ่งใช้เป็นอุปกรณ์สำหรับเคาะประตูทางเข้าห้องโถงสภาสามัญ

 

ระหว่างที่ Black Rod เดินเข้าใกล้ประตูทางเข้าโถงห้องประชุมสภาสามัญประตูจะถูกปิดใส่หน้า จากนั้นจากนั้นผู้แทนพระองค์จะใช้ คทาดำ เคาะประตูสภาสามัญ 3 ครั้ง เพื่อเป็นการแสดงมารยาทและขออนุญาตเข้ามาในสภาสามัญชน เมื่อเปิดประตูสภาสามัญแล้ว ผู้แทนพระองค์ก็จะประกาศให้เชิญประธานสภา (House Speaker) และสมาชิกสภาทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินียังสภาขุนนาง

 

เหตุที่ Black Rod ต้องเคาะประตูเพื่อขออนุญาตก่อนเข้าในห้องประชุมสภาสามัญนั้น ก็เพื่อเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่า พระมหากษัตริย์ไม่อาจก้าวล่วงกิจการของสภาสามัญได้ แม้แต่ผู้แทนของพระมหากษัตริย์ก่อนจะเข้ามายังห้องประชุมสภาสามัญ ก็ต้องได้รับอนุญาตจากประธานสภาเสียก่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสภาสามัญ มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะประชุมหารือกันได้โดยอิสระ

John Bercow ประธานสภาสามัญ และ David Leakey อดีตผู้รับหน้าที่ Black Rod ภาพ : REUTERS/Niklas Halle’n

ธรรมเนียมนี้มาจากไหน?

ต้นกำเนิดของตำแหน่ง Black Rod อาจนับย้อนไปได้ถึงปี ค.ศ. 1350 รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 3 แห่งอังกฤษ แต่ไม่ชัดเจนถึงหน้าที่ของตำแหน่งดังกล่าว

จนรัชสมัยพระเจ้าชาลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษช่วงปี 1625 – 1649 อังกฤษเผชิญปัญหาการเมืองภายใน จากการที่พระองค์ทรงขัดแย้งทางอำนาจการเมืองกับรัฐสภาอังกฤษ ด้วยทรงเชื่อว่าอำนาจของพระมหากษัตริย์เป็นเทวสิทธิ์ที่ได้รับจากพระเจ้าโดยตรง ส่วนฝ่ายรัฐสภาต้องการลดพระราชอำนาจของพระองค์ ประเด็นภาษีรวมถึงการพยายามแทรกแซงกิจการในคริสต์จักร จึงเกิดเป็นเหตุวุ่นวายที่นำไปสู่สงครามกลางเมืองในอังกฤษ

 

ผู้ทำหน้าที่ Black Rod ในรัฐสภาออสเตรเลีย

ช่วงที่พระองค์ทรงมีเรื่องขัดแย้งกับรัฐสภาโดยเฉพาะสภาสามัญนั้นเอง 4 มกราคม 1642 มีเหตุการณ์สำคัญที่เรียกว่า “Five Members” ซึ่งหมายถึงสมาชิกสภาสามัญจำนวน 5 คนที่พระเจ้าชาลส์ที่ 1 ประสงค์จับกุมสมาชิกสภาทั้ง 5 คนนี้ไปลงโทษ หนึ่งในนั้นคือ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์

พระองค์นำกำลังทหารราชองครักษ์พังประตูบุกเข้าไปในสภาสามัญ พร้อมชิงเก้าอี้ประธานสภาซึ่งเป็นเสมือนประมุขแห่งนิติบัญญัติเพื่อสั่งจับกุมสมาชิกทั้ง 5 คน แต่ทว่าพระองค์ถูกประธานสภากันไม่ให้ทรงใช้อำนาจตามใจชอบในพื้นที่ของสภาสามัญ

 

ผู้ทำหน้าที่ Black Rod ในรัฐสภาแคนาดา

เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นเหตุประวัติศาสตร์ที่กษัตริย์อังกฤษแทรกแซงการเมืองอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่นั้นอังกฤษจึงมีธรรมเนียมที่ Black Rod ซึ่งเป็นผู้แทนของกษัตริย์จากสภาขุนต้องเคาะประตูเพื่อขออนุญาตเข้าไปในห้องประชุมสภาสามัญ เพื่อเป็นการแสดงออกในเชิญสัญลักษณ์ในระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาว่ากษัตริย์อังกฤษไม่สามารถมีพระราชอำนาจเหนือสภาสามัญซึ่งเป็นผู้แทนของราษฏรได้

แม้จุดเริ่มต้นของธรรมเนียมนี้จะมาจากความตึงเครียดทางการเมือง แต่สุดท้ายธรรมเนียมนี้ก็กลายเป็น”เรื่องสนุก”ของสภาสามัญในปัจจุบัน เนื่องจากระหว่างที่ Black Rod เข้าไปในห้องประชุมสภาสามัญ มักจะมีสมาชิกสภาบางคนแซวผู้ทำหน้าที่ Black Rod ในเรื่องต่างๆตามวาระ

นาง Sarah Clarke ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชินีเป็น Black Rod ประจำสภาขุนนางคนใหม่ ภาพ: PA

ธรรมเนียมนี้ยังได้แพร่หลายในกลุ่มประเทศเครือจักรภพอย่างออสเตรเลียและแคนาดาก็มีตำแหน่ง Black Rod เช่นกัน โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (Governor- General) ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระราชินีในการเป็นองค์ประธานพิธีเปิดประชุมสภา

ปัจจุบันสมเด็จพระราชินีได้แต่งตั้ง Black Rod คนใหม่ซึ่งนับเป็นผู้หญิงคนแรกในรอบ 650 ปีของประวัติศาสตร์สภาเวสต์มินสเตอร์คือนาง Sarah Clarke

นาง Sarah Clarke Cr.@MonarchyUK

จีนเฮ พบแพนด้าเผือกในป่าตัวแรกของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590161

  • วันที่ 25 พ.ค. 2562 เวลา 18:05 น.

จีนเฮ พบแพนด้าเผือกในป่าตัวแรกของโลก

อุทยานแห่งชาติว่อหลงในมณฑลเสฉวนของจีนพบแพนด้าเผือกในป่าตัวแรกของโลก

สำนักข่าว National Business Daily ของจีน รายงานว่า อุทยานแห่งชาติว่อหลงในมณฑลเสฉวน จับภาพแพนด้าเผือกตัวนี้ได้เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมีสีขาวทั้งตัวและตาสีแดงที่เกิดจากการกลายพันธุ์ จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายผู้เชี่ยวชาญคาดว่าแพนด้าเผือกตัวนี้อายุราว 12 ปี แต่ยังไม่สามารถระบุเพศได้

คาดว่าแพนด้าเผือกตัวนี้เป็นแพนด้าสายพันธุ์ฉินหลิ่ง ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของแพนด้ายักษ์ มีขนสีน้ำตาลอ่อนแทนที่จะเป็นสีขาวและดำตามปกติ กะโหลกศีรษะและลำตัวเล็กกว่าแพนด้ายักษ์ แม้จะพบแพนด้าฉินหลิ่งตั้งแต่ช่วงปี 1960 แต่เพิ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่เมื่อปี 2005

แพนด้าฉินหลิ่ง ภาพ : wikipedia

จีนแจงสั่งทำลายพระพุทธรูปทั่วประเทศเพราะสร้างผิดกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590157

  • วันที่ 25 พ.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

จีนแจงสั่งทำลายพระพุทธรูปทั่วประเทศเพราะสร้างผิดกฎหมาย

กฎหมายศาสนาจีนห้ามสร้างพระพุทธรูปสูงเกิน 10 เมตร และห้ามแสวงหาผลประโยชน์

จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวก่อนหน้านี้ว่าทางการจีนได้สั่งทำลายพระพุทธรูปขนาดใหญ่หลายแห่งทั่วประเทศตั้งแต่ต้นปี 2561 เป็นต้นมา จนเกิดคำถามว่าเหตุใดจึงต้องรื้อถอนศาสนสถานเหล่านี้ ล่าสุดทางการจีนมีคำชี้แจงว่า พระพุทธรูปที่ถูกทำลายสร้างขึ้นโดยนักธุรกิจและไม่ได้ขออนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งเมื่อสร้างแล้วเสร็จก็จะเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว โดยมีการจำหน่ายบัตรเข้าชม ทางการจีนมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการแสวงหาผลประโยชน์อันมิควรจากศาสนา ทำให้วงการศาสนาในจีนเสื่อมเสีย หากเป็นการขอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะไม่มีการแสวงหาประโยชน์ใดๆ

นอกจากนี้ ตามกฎหมายเกี่ยวกับกิจการศาสนา ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2559 ของจีน ยังห้ามสร้างพระพุทธรูปสูงเกิน 10 เมตร ส่วนการสร้างเจดีย์ความสูงเกิน 10 เมตรขึ้นไปต้องขออนุญาตเป็นกรณีไป ดังนั้นรูปพระโพธิสัตว์กวนอิมความสูง 20 เมตร ที่วัดเซี่ยวไจ้ในมณฑลส่านซีจึงเข้าข่ายละเมิดกฎหมาย

กฎหมายเดียวกันนี้ยังระบุอีกว่า พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง หากไม่มีเอกสารอนุญาตจะถูกทำลาย แต่หากมีเอกสารถูกต้องก็สามารถประดิษฐานได้ และหากมณฑลหรือเมืองใดมีศาสนสถานเกินความต้องการ ทางการสามารถสั่งยกเลิกความเป็นศาสนสถานได้

ด้านกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศของไทย มีแถลงการณ์ว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ตรวจสอบกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งได้รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีน สรุปได้ดังนี้

1.ทางการจีนได้สั่งให้ทุบทำลายพระพุทธรูปขนาดใหญ่เนื่องจากไม่ได้มีการขออนุญาตก่อสร้างพระพุทธรูปเหล่านั้นอย่างถูกกฎหมาย และโดยที่นักธุรกิจเป็นผู้ลงทุน เมื่อสร้างเสร็จแล้ว นักลงทุนก็จะเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดยมีการขายบัตรเข้าชม ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการแสวงหาผลประโยชน์อันมิควรจากศาสนาและทำให้วงการพุทธศาสนาในจีนเสื่อมเสีย เพราะหากเป็นพุทธศาสนาที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย จะไม่มีการแสวงหาประโยชน์ดังกล่าว

2.ตามกฎหมายเกี่ยวกับกิจการศาสนาฉบับแก้ไข (2559) ของจีน ระบุว่า ห้ามสร้างพระพุทธรูปสูงเกิน 10 เมตร สำหรับการก่อสร้างเจดีย์ความสูงเกิน 10 เมตร ต้องขออนุญาตเป็นรายกรณีไป

3.พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สร้างก่อนที่จะประกาศใช้กฎหมายฯ ฉบับแก้ไข หากประดิษฐานในศาสนาหรืออาคารให้สามารถประดิษฐานได้

4.พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง หากไม่มีเอกสารอนุญาต จะถูกสั่งทุบทำลาย แต่หากมีเอกสารถูกต้อง ก็จะสามารถประดิษฐานได้

5.หากมณฑล/เมืองใดมีศาสนสถานมากเกินความต้องการ สามารถถูกสั่งยกเลิกความเป็นศาสนสถานได้

นักปีนเขาต่อแถวยาวพิชิตเอเวอเรสต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590146

  • วันที่ 25 พ.ค. 2562 เวลา 14:55 น.

นักปีนเขาต่อแถวยาวพิชิตเอเวอเรสต์

นักปีนเขาไม่กลัวตายต่อแถวยาว รอพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ช่วงฟ้าเปิด สัปดาห์เดียวเสียชีวิตแล้ว 8 ราย

เอเอฟพีรายงานว่า ได้ปรากฎภาพของบรรดานักปีนเขานับร้อยคนต่างยื่นต่อแถวเพื่อรอขึ้นไปฟิชิตจุดสูงสุดของเขาเอเวอร์เรสต์ฝั่งประเทศเนปาล ในระยะทางแค่เอื้อมก็จะถึงยอดเขาดังกล่าว แต่ทว่ามีบรรดานักปีนเขาราว 250-300 คนเบียดเสียดแออัดต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรอขึ้นไปยังเป้าหมายสุดท้ายในการพิชิตยอดเขาช่วงวันฟ้าเปิด

รายงานระบุว่าช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมาทางการเนปาลได้ออกใบอนุญาตให้บรรดานักปีนเขาขึ้นไปพิชิตยอดเขาแล้ว 381 ราย ราคาใบอนุญาตตกใบละ 11,000 ดอลลาร์ (ราว 350,000 บาท)

 

เอเวอร์เรสต์เป็นเทือกเขาสูงที่สุดในโลกที่นักปีนเขาหลายคนต่างหาโอกาสและเสี่ยงตายเพื่อให้ได้พิชิตยอดเขาได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ตลอดเส้นทางการปีนขึ้นไปนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบากตั้งแต่สภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย รวมถึงอันตรายจากหิมะและสภาพอากาศที่เบาบาง หลายคนต้องเสียชีวิตในระหว่างเส้นทาง

สำหรับภาพดังกล่าวที่ปรากฎรายงานระบุว่าถูกถ่ายขึ้นในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา รวมถึงมีรายงานด้วยว่ามีนักปีนเขาสี่รายเสียชีวิตหลังจากขึ้นไปถึงยอดเขาแล้ว ซึ่งคาดว่าจะมาจากต้องต่อแถวนานเพื่อรอขึ้นไปถึงยังจุดสูงสุดของโลกจนร่างกายหมดแรงและเสียชีวิตในภายหลัง

ส่งผลให้ระยะเวลาในรอบสัปดาห์มีผู้เสียชีวิตไปแล้วถึง 8 ราย

เหตุที่บรรดานักปีนเขาแห่กันขึ้นไปยังยอดเขาแห่งนี้เนื่องจากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานับเป็นโอกาสอันน้อยนิดที่สภาพอากาศด้านบนจะสดใสเหมาะแก่การพิชิตยอดเขา

ทั้งนี้ หลังจากภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป หลายคนต่างวิจารณ์ว่ายอดเขาที่สูง 8,848 เมตรแห่งนี้ควรเป็นภาพของความสงบมากกว่าที่จะแออัดไปด้วยนักท่องเที่ยว

นาซาเผยต้นแบบบ้านบนดาวอังคาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590137

  • วันที่ 25 พ.ค. 2562 เวลา 13:10 น.

นาซาเผยต้นแบบบ้านบนดาวอังคาร

ชมภาพต้นแบบสำหรับตั้งอาณานิคมมนุษย์บนดาวอังคาร

แม้ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติจะยังไม่เคยไปเหยียบบนดวงจันทร์มาก่อน จะมีก็แต่การส่งยานหุ่นยนต์สำรวจไปเท่านั้น แต่ทว่าแผนที่ตั้งอาณานิคมมนุษย์บนดาวอังคารก็ดูจะไม่ไกลเกินเอื่อม โดยล่าสุดด้านองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือ นาซา ได้เผยต้นแบบของผู้ชนะการออกแบบที่อยู่อาศัยในโครงการ NASA Centennial Challenges ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดให้สาธารณชนเข้าร่วมเสนอแนวคิดต่างๆในเพื่อพัฒนาปัจจัยด้านต่างๆที่จะส่งเสริมการอาศัยบนดาวอังคาร

 

โดยผู้ชนะรายนี้เป็นเอเจนซี่ย์ด้านสถาปัตยกรรมและดีไซน์จากนิวยอร์กที่ชื่อว่า AI SpaceFactory ได้รับเลือกเป็นผู้ชนะต้นแบบที่อยู่อาศัยสำหรับตั้งอาณานิคมบนดวงจันทร์ที่มีชื่อว่า MARSHA โดยเป็นรูปแบบของที่พักอาศัยสำหรับอาณานิคมบนดาวอังคารความสูง 15 ฟุต รูปทรงกระบอกเรียวคล้ายกับรังไหม

 

ผู้ออกแบบระบุว่ามันสามารถสร้างขึ้นได้จากการพิมพ์โดยมีวัสดุคอนกรีตคอมโพสิตผสมหินบะซอลที่สามารถย่อยสลายและรีไซเคิลได้ ซึ่งวัสดุที่นำมาสร้างนั้นก็สามารหาได้บนดาวอังคารเช่นกัน

 

การออกแบบนี้ไม่เพียงแค่แสดงให้เห็นถึงการออกแบบที่คำนึงถึงความยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังสามารถปรับพื้นที่ภายในให้สอดคล้องกับความต้องการในทุกภารกิจได้

สำหรับ AI SpaceFactory ผู้ชนะในการออกแบบนี้จะได้รับเงินรางวัลจำนวน 5 แสนดอลลาร์ พร้อมกับนาซาจะนำแบบของที่พักอาศัยดังกล่าวไปใช้ในภารกิจตั้งอาณานิคมบนดาวอังคาร หรืออาจจะเป็นบนดวงจันทร์ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม

 

ต้นแบบดังกล่าวได้รับการทบสอบแล้วที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ซึ่งตามกำหนดของนาซาคาดว่าจะสามารถส่งมนุษย์ชุดแรกไปตั้งอาณานิคมบนดาวอังคารได้ในปี 2030

 

 

 

ภูเขาไฟอากุงปะทุขึ้นอีกครั้ง สนามบินบาหลียกเลิกไฟล์ท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590130

  • วันที่ 25 พ.ค. 2562 เวลา 12:09 น.

ภูเขาไฟอากุงปะทุขึ้นอีกครั้ง สนามบินบาหลียกเลิกไฟล์ท

ภูเขาไฟอากุงบนเกาะบาหลีปะทุกขึ้นอีกครั้ง ปล่อยเถ้าถ่านทั่วท้องฟ้า ยกเลิกเที่ยวบินเข้าออกหลายเที่ยวบิน

สื่อต่างประเทศรายงานว่า ภูเขาไฟอากุงซึ่งเป็นผู้เขาไฟที่ยังคงทรงพลังอยู่บนเกาะบาหลีของอินโดนีเซียได้เกิดการปะทุขึ้นมาอีกครั้งเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา พร้อมพ่นเถ้าถ่านกระจาเกาะทางใต้ของอินโดนีเซีย ส่งผลให้ทางการต้องสั่งยกเลิกเที่ยวบินหลายเที่ยวบินทั้งเข้า-ออกจากสนามบินบาหลี

รายงานระบุว่าการปะทุเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาเป็นเวลาอย่างน้อย 4 นาที 30 วินาที พร้อมปล่อยลาวาไหลออกมาตามไหล่ภูเขาไฟเป็นระยะทางยาว 3 กิโลเมตร

หมู่บ้านในพื้นที่โดยรอบ 9 แห่งต้องเผชิญกับผลกระทบของเถ้าถ่านที่ถูกปล่อยออกมา แต่ทว่่าทางสำนักจัดการภัยพิบัติแห่งชาติยังไม่ประกาศยกระดับการเตือนภัย

สำหรับภูเขาไฟอากุงเริ่มปะทุขึ้นมาหลายครั้งนับตั้งแต่ปี 2017 หลังจากที่ภูเขาไฟได้สงบนิ่งมานานนับตั้งแต่ที่มีการปะทุครั้งใหญ่ในปี 1963

เริ่มศึกชิงหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590123

  • วันที่ 25 พ.ค. 2562 เวลา 11:13 น.

เริ่มศึกชิงหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม

พรรคอนุรักษ์นิยมเริ่มชิงหัวหน้าพรรค หลังนายกเทเรซา เมย์ ลาออก

หลังจากที่เมื่อวานนี้ (24 พ.ค.) นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม โดยจะมีผลภายในวันที่ 7 มิถุนายน ส่งผลให้เธอต้องสิ้นสุดหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีเช่นกัน

การประกาศลาออกของนางเมย์ ส่งผลให้สถานการณ์เบร็กซิตของอังกฤษยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เนื่องจากพรรคอนุรักษ์นิยมจะต้องเลือกหัวหน้าพรรค ซึ่งคาดว่าจะรู้ผลภายในสองสัปดาห์ข้างหน้านี้ โดยผู้ที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีโดยอัตโนมัติ

หลังการประกาศลาออกของนางเมย์ ด้านนายเจเรมี่ คอร์บิน หัวหน้าพรรคแรงงานซึ่งเป็นฝ่ายค้านได้เรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในทันที

สำหรับเส้นตายเบร็กซิตที่ทางคณะกรรมาธิการยุโรปอนุมัติตามคำขอของนางเมย์ที่อังกฤษจะออกจากการเป็นสมาชิก EU อยู่ในวันที่ 31 ต.ค. นี้

ตัวเต็งผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยม 4 คน ประกอบด้วยนายเจเรมี ฮันต์ รัฐมนตรีต่างประเทศ นายรอรี สตวร์ต รัฐมนตรีการพัฒนาระหว่างประเทศ นายบอริส จอห์นสัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศและอดีตนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน และนางเอสเธอร์ แมคเวย์ อดีตรัฐมนตรีการทำงานและการเกษียณ

หลายฝ่ายคาดการณ์ว่านายบอริส จอห์นสัน หรือผู้ที่ได้ฉายาว่า BOJO และเป็นบุคคลที่สนับสนุนกระบวนการเบร็กซิตมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นจะเป็นตัวเต็งในการชิงตำแหน่งผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยม อย่างไรก็ดียังมีดาวเด่นในพรรคคนอื่นๆที่คาดว่าจะได้รับการเสนอชื่อเช่นกัน

ต้องฝ่าฟันกันไป เกย์แต่งงานได้แต่สังคมไต้หวันยังไม่ยอมรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589567

  • วันที่ 24 พ.ค. 2562 เวลา 21:00 น.

ต้องฝ่าฟันกันไป เกย์แต่งงานได้แต่สังคมไต้หวันยังไม่ยอมรับ

ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์เอ็กซ์คลูซีฟ – กลุ่มความหลากหลายทางเพศทั่วโลกอาจจะยินดีกับการผ่านกฎหมายแต่งงานเพศเดียวกัน แต่อย่าพิ่งรีบดีใจไปเพราะยังมีอะไรที่มากกว่านั้น

หลังจากที่รัฐสภาไต้หวันผ่านกฎหมายให้คนรักเพศเดียวกันสามารถแต่งงานได้ ซึ่งถือเป็นประเทศแรกในเอเชียที่เปิดกว้างในเรื่องดังกล่าว แต่สังคมออนไลน์ของไต้หวันแสดงความเห็นเรื่องนี้อย่างดุเดือด ส่วนใหญ่แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับสภาและรัฐบาลพรรค DPP และหลายคนชี้ว่า การผ่านกฎหมายดังกล่าวเป็นการทรยศต่อผลการลงประชามติ

หลายคนคงจะจำกันได้ว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2018 ไต้หวันจัดการลงประชามติครั้งสำคัญ เพื่อขอความเห็นชอบจากประชาชนในหลายๆ ประเด็น โดยมีคำถามเกี่ยวกับการแต่งงานของกลุ่มหลากหลายทางเพศ 2 ข้อ คือ

คำถามข้อที่ 6 ที่ว่า “คุณเห็นด้วยหรือไม่ที่จะปกป้องสิทธิ์ของคู่รักเพศเดียวกัน ในการกินอยู่ร่วมกันอย่างถาวรโดยไม่ต้องสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่”

คำถามข้อที่ 8 ที่ว่า “คุณเห็นด้วยหรือไม่ที่จะปกป้องสิทธิ์ของคู่รักเพศเดียวกัน ในการสมรสภายใต้กฎหมาย?”

Photo by SAM YEH / AFP

ปรากฎว่า ชาวไต้หวัน 61.12% เห็นด้วยกับข้อที่ 6 แต่อีก 67.26% ไม่เห็นด้วยกับข้อที่ 8 ซึ่งหมายความว่า ชาวไต้หวันส่วนใหญ่ต้องการให้กลุ่มรักเพศเดียวกันอยู่กินด้วยกันได้ ตราบเท่าที่ไม่มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับคนกลุ่มนี้ พูดง่ายๆ ก็คือ คนไต้หวันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน แต่ถ้าอยู่ด้วยกันเฉยๆ ก็ไม่เป็นไร

ผลการลงประชามติออกมาแบบเหนือความคาดหมาย เพราะก่อนหน้านี้ชาวเกย์และไม่เกย์คาดว่า ชาวไต้หวันจะต้องยอมรับการแต่งงานของเพศเดียวกันแน่นอน ผลที่ออกมาจึงสร้างความผิดหวังให้กับกลุ่มความหลากหลายทางเพศทั่วโลก เรียกว่าเป็นเรื่องช็อคอย่างรุนแรง และแทบจะทำให้ประเทศไทย กลายเป็นตัวเต็งที่จะผ่านกฎหมายการแต่งงานของเพศเดียวกันเป็นประเทศแรกแทนที่ไต้หวัน

แต่แล้วรัฐบาลไต้หวันกลับเดินหน้าผลักดันกฎหมายนี้โดยไม่ฟังเสียงประชามติ ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะการลงประชามติไม่มีผลผูกมัดตามกฎหมาย ซึ่งแม้การผ่านกฎหมายการแต่งงานของเพศเดียวกันจะเป็นเรื่องที่ดีในด้านการสร้างสังคมที่ยอมรับความหลากหลาย และทำให้ชื่อเสียงของไต้หวันขจรขจายไปทั่วโลก แต่ปรากฎว่าประชาชนส่วนหนึ่งกลับไม่พอใจ และประกาศว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรค DPP จะหมดอนาคตอย่างแน่นอน

Photo by Sam YEH / AFP

เมื่อสำรวจความเห็นของผู้เข้ามาอ่านข่าวในเพจ China Times ซึ่งเป็น 1 ใน 3 หนังสือพิมพ์ยอดนิยม จะพบว่าท็อปเมนต์ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายนี้ เช่น ความเห็นระดับท็อปเมนต์ชื่อ หยางฮุ่ยเหม่ย (楊惠美 ) บอกว่า “ประธานาธิบดีไม่สบายหรือไง แค่อยากจะได้คะแนนโหวต สอนเรื่องไม่ดีให้เด็ก คุณธรรมจรรยาไม่มีแล้ว”

อีกคนคือหวงจินสี่ (黃金喜) แปะข่าวการประท้วงต่อต้านการแต่งงานของเพศเดียวกันที่ฝรั่งเศส พร้อมระบุว่าเรื่องนี้ทำลายค่านิยมที่ดีในสังคม ทำให้ครอบครัวล่มสลาย ทำให้เอดส์แพร่ระบาด พร้อมกับแฮชแท็กว่า “ถ้าคุณรักไต้หวันช่วยกันกระจายข่าวนี้”

Tank Wu บอกว่า “นี่คือคราวเคราะห์ของประเทศชาติ” ส่วน Andy Lin บอกว่า “คนเพศเดียวกันจะแต่งงานไม่ใช่กงการอะไรของเรา ต่อให้แต่งงานกับสัตว์เราก็ไม่สน แต่อย่าเอาเรื่องการแต่งงานเพศเดียวกันมาสอนลูกหลานของเราในหนังสือเรียน อย่ามารวมยารักษาโรคเอดส์ไว้ในประกันสุขภาพแห่งชาติ แล้วผลาญเงินภาษีประชาชน”

อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจว่า China Times เป็นสื่อสาย “สีฟ้า” หรือสื่อที่สนับสนุนพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล DPP เช่นคอมเมนต์ของ Lin Chang ที่บอกว่า “พรรคเน่าๆ พรรคนี้นี้คือสาเหตุของความวุ่นวายในไต้หวัน พรรค DPP จงพินาศ”

Photo by Sam YEH / AFP

ส่วนสื่อที่สนับสนุนรัฐบาล DPP เช่น Liberty Times มีท่าทีตรงกันข้าม เช่น ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชื่อ เฉิงจวิ้นหาว (曾俊豪) แสดงความเห็นว่า

“ลูกชายวัย 6 ขวบของผมกลับมาจากโรงเรียน บอกว่าที่โรงเรียนมีแพล็ตฟอร์มการเรียนเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศ ผมถามลูกว่าเขาสอนอะไร ลูกชายผมบอกว่า “สอนให้คนรู้ว่าทุกคนเท่าเทียมกัน อย่าดูถูกคนที่รักเพศเดียวกันเพียงแค่เพราะพวกเขาต่างจากเรา สอนให้เห็นอกเห็นใจคนอื่น และเคารพความรู้สึกคนอื่น และสอนให้ป้องกันตัวเอง ผมเองก็ทำแบบนี้เหมือนกัน ผมดีใจที่โรงเรียนสอนให้เด็กรู้จักความเท่าเทียมกันทางเพศ ผมหวังว่ากระทรวงศึกษาธิการจะเดินหน้าใช้หลักสูตรเพื่อทำให้โรงเรียนมีคุณภาพที่ดีขึ้น”

นอกจากนี้ เสียงส่วนใหญ่ใน Liberty Times สนับสนุนการผ่านกฎหมาย และยังสนับสนุนให้เลือกประธาานาธิบดีไช่อิงเหวินกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง

ขณะที่ชาวไต้หวันกำลังไม่พอใจกับการผ่านกฎหมายดังกล่าว ชาวเน็ตจีนกลับแสดงความยินดีกับเรื่องนี้ และส่วนใหญ่ไม่ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเมืองหรือค่านิยมในสังคม

Photo by SAM YEH / AFP

อูกันดาออกกฎหมายห้ามให้เงินขอทานเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590099

  • วันที่ 24 พ.ค. 2562 เวลา 19:22 น.

อูกันดาออกกฎหมายห้ามให้เงินขอทานเด็ก

เมืองหลวงอูกันดาออกกฎหมายห้ามให้เงินขอทานเด็ก ฝ่าฝืนอาจเจอคุก 6 เดือน

บีบีซีรายงานว่า กรุงกัมปาลา เมืองหลวงของสาธารณรัฐยูกันดา ประเทศในแถบตะวันออกของทวีปแอฟริกา ได้ผ่านกฎหมายห้ามให้เงินหรืออาหารแก่ขอทานเด็กเร่ร่อนตามท้องถนนผู้ฝ่าฝืนอาจเจอโทษจำคุกสูงถึง 6 เดือน หรือปรับอีกจำนวน 11 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 350 บาท)

กฎหมายดังกล่าวออกโดยผู้ว่าการกรุงกัมปาลา โดยระบุว่าเพื่อควบคุมการแสวงหาผลประโยชน์ต่อทางการค้า หรือทางเพศต่อเด็ก

จากข้อมูลของรัฐบาลอูกันดาประเมินว่าา มีเด็กเร่ร่อนบนท้องถนนมากถึง 15,000 คน จำนวนนี้มีอายุตั้งแต่ 7-17 ปี และคาดว่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆเด็กบางคนถูกค้ามนุษย์มาจากหมู่บ้านเล็กๆอันห่างไกล และต้องอาศัยอยู่ในชุมชมแออัดภายในเมืองเพื่อมาเป็นขอทานในเมือง

เพื่อต่อสู้กับเรื่องเหล่านี้ รัฐบาลเตรียมจะออกกฎหมายห้ามเช่าที่พักเพื่ออำนวยให้มีการค้ามนุษย์และค้าประเวณีเด็ก เพื่อป้องกันปัญหาเด็กขอทานหรือการแสวงหาการค้าใดๆจากเด็ก

อย่างไรก็ดี กฎหมายฉบับจะนี้บังคับใช้ภายในพื้นที่เมืองหลวงเท่านั้น ยังไม่มีผลขยายครอบคลุมไปยังพื้นที่อื่นๆของประเทศ

ภาพ : monitor.co.ug