วิสัยทัศน์300ปีของผู้ชายผู้ขย้ำหัวเว่ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590018

  • วันที่ 24 พ.ค. 2562 เวลา 18:00 น.

วิสัยทัศน์300ปีของผู้ชายผู้ขย้ำหัวเว่ย

หากเอ่ยถึงแบรนด์โทรศัพท์มือถือและบริการด้านไอทียอดนิยมในญี่ปุ่น น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักชื่อ SoftBank บริษัทที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1981 ผ่านยุคเริ่มต้นของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล อินเทอร์เน็ต และการล้มครืนของหุ้นไอที จวบจนถึงยุคสมัยแห่งการฟื้นตัวอย่างยิ่งใหญ่หลังทศวรรษที่ 2000 จนถึงทุกวันนี้ SoftBank มีรายได้ล่าสุดที่ 9.15 ล้านล้านเยน มีพนักงานถึง 7.4 หมื่นคน และผู้ใช้บริการอีกหลายสิบล้านคน

ใครจะเชื่อว่าบริษัทที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้จะเริ่มต้นจากพนักงานพาร์ทไทม์แค่ 2 คน กับออฟฟิศเท่ารูหนู และผู้ก่อตั้งที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยานเพื่อไปให้ถึงความฝันอันสูงสุด

ชายคนนั้นชื่อ มาซาโยชิ ซน (Masayoshi Son)

มาซาโยชิ ซน เกิดเมื่อปี 1957 ที่จังหวัดซางะ ประเทศญี่ปุ่น แต่เขาไม่ใช่ชาวญี่ปุ่นโดยสายเลือด หากเป็นชาวเกาหลีที่อพยพมาตั้งรกรากที่นี่มาตั้งแต่รุ่นปู่ ดังจะเป็นได้ว่านามสกุล “ซน” ของเขานั้น มาจากแซ่ “ซน” ในภาษาเกาหลีนั่นเอง (ชื่อในภาษาเกาหลีของเขาคือ “ซนจองอึย”)

ความเป็นที่ชาวเกาหลีอพยพ ทำให้ถูกมองจากเจ้าของประเทศว่าเป็นพลเมืองชั้นสอง ถูกกีดกันต่างๆ นานา ชาวเกาหลีที่เผชิญกับปัญหาทำนองนี้มักเปลี่ยนนามสกุลให้เหมือนชาวญี่ปุ่น เพื่อหลีกเลี่ยงอคติและการกลั่นแกล้ง ช่วงหนึ่งมาซาโยชิจึงต้องใช้นามสกุล “ยาสึโมโต” เพื่อให้ชีวิตในแผ่นดินอื่นราบรื่นขึ้น

แต่อาจเป็นเพราะมาซาโยชิมีอุปนิสัยไม่ระย่นระย่อกับปัญหา กับทั้งมีความมุ่งมั่นในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม ทำให้ในเวลาต่อมาจึงตัดสินใจกลับมาใช้แซ่สกุลเดิม และเริ่มเดินหน้าสร้างเนื้อสร้างตัว ไม่ให้ใครได้เหยียดหยามว่าชาวเกาหลีในแผ่นดินญี่ปุ่นนั้นเป็นแค่คนชั้นสอง

เพียงอายุ 16 ปี มาซาโยชิเดินทางไปศึกษาต่อที่สหรัฐจนสำเร็จการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์และวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ด้วยวัยเพียง 19 ปี จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ พร้อมความมุ่งมั่นเต็มหัวใจว่าในอีกไม่นานเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จะเปลี่ยนโลกของเราจากหน้ามือเป็นหลังมือ

สิ่งที่ทำให้มาซาโยชิมั่นใจถึงเพียงนั้นคือ การได้เห็นภาพไมโครชิปตีพิมพ์ในนิตยสารฉบับหนึ่ง ไมโครชิปเพียงตัวเดียวทำให้อนาคตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล เช่นเดียวกับโลกของเรา

“หลายคนถามว่าผมกำลังทำอะไรกันแน่ นายใช้เวลาเรียนในสหรัฐตั้งหลายปี แต่ตอนนี้กลับไม่ทำอะไรสักอย่าง ตอนนั้นผมใช้เวลาทั้งหมดคิดแล้วคิดอีก ตรึกตรองในสิ่งที่ควรทำ ผมดั้นด้นไปตามห้องสมุด ร้านหนังสือ ซื้อหนังสือมาเป็นตั้งๆ อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้าเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับตัวเองในสิ่งที่จะต้องทำต่อไปในอีก 50 ปีข้างหน้า”

หลังจากนั้นเขาปฏิญาณกับตัวเองว่าจะต้องคิดไอเดียทางธุรกิจที่เกี่ยวกับไมโครชิปให้ได้วันละ 1 ไอเดีย ด้วยความมุมานะบวกกับความคิดสร้างสรรค์ทำให้ในเวลาต่อมาสามารถขายลิขสิทธิ์เครื่องแปลภาษาที่ประดิษฐ์ขึ้นเองให้กับบริษัทชาร์ป เป็นเงินถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ

สิ่งที่เปลี่ยนทางชีวิตของ มาซาโยชิ ซน อย่างแท้จริงคือ การก่อตั้งบริษัท SoftBank ที่กลายเป็นเสาหลักแห่งวงการไอทีญี่ปุ่นของของโลกทุกวันนี้

เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ธุรกิจแดนอาทิตย์อุทัยเลยก็ว่าได้ มาซาโยชิเคยให้สัมภาษณ์ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในครั้งนั้นว่า “ตอนที่ผมเริ่มตั้งบริษัท มีพนักงานพาร์ทไทม์แค่ 2 คน กับออฟฟิศเล็กๆ วันหนึ่งผมยืนบนกล่องผลไม้ต่างว่าเป็นโพเดียม ตรงหน้าคือพนักงานทั้งคู่ จากนั้นผมพูดดังราวกับกำลังกล่าวสุนทรพจน์ว่า นายต้องฟังคำพูดของฉัน เพราะฉันคือประธานบริษัทแห่งนี้ จากนั้นผมบอกกับทั้งคู่ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าเราจะมียอดขาย 75 ล้านเหรียญสหรัฐ และภายใน 5 ปี เราจะมีผู้จัดจำหน่ายให้กับเรา 1,000 ราย แล้วเราจะเป็นผู้จัดจำหน่ายซอฟต์แวร์พีซีหมายเลข 1”

“ทั้งสองคนยืนอ้าปากค้าง ตาเบิกโพลง คงจะคิดอยู่ในใจว่านายคนนี้ท่าจะบ้าแน่ๆ จากนั้นก็ลาออกจากบริษัทไป”

ใครเลยจะคาดคิดว่าจุดเริ่มต้นที่เหมือนจะเริ่มไม่เป็นท่าตั้งแต่แรก กลับเป็นจุดกำเนิดบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงถึง 4.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ไม่เพียงเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ด้านไอทีและโทรศัพท์ในญี่ปุ่น แต่ยังมีความร่วมมือทางธุรกิจกับบริษัทชั้นนำทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Vodafone หรือ Yahoo! หรือแม้กระทั่ง Apple

“อย่าหาข้ออ้างว่าการต่อสู้ในสมรภูมิมันดุเดือดเลือดพล่านสักแค่ไหน หรือคู่ต่อสู้ได้เปรียบขนาดนี้ เราต้องฝ่าฟันไปตลอด”

และเมื่อปี 2010 ซึ่งเป็นปีที่ SoftBank ก่อตั้งมาครบ 30 ปี มาซาโยชิ ซน ได้ทำสิ่งที่เหนือความคาดหมายของคนทั่วโลกอีกครั้ง ด้วยการเสนอวิสัยทัศน์ 300 ปี จากความหวังว่า SoftBank จะอยู่ยงถึง 300 ปี  โดยมองว่าคอมพิวเตอร์จะฉลาดเหนือมนุษย์ SoftBank จึงลงทุนในการพัฒนาสมองคอมพิวเตอร์เตรียมไว้ตั้งแต่บัดนี้ และในอีก 100 ปีข้างหน้ามนุษย์จะอยู่ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างกลมกลืน การปฏิวัติข้อมูลที่จะช่วยให้มนุษย์อายุยืนถึง 200 ปีภายในปี 2300 ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นจะมีการรักษาโรคในระดับดีเอ็นเอและใช้อวัยวะเทียมเพื่อรักษาชีวิตมนุษย์

นอกจากนี้ ยังเอ่ยถึงการสื่อสารผ่านทางกายและกระแสจิต การสัมผัสและรับความรู้สึกผ่านความจริงเสมือน (VR) และความเป็นจริงเสริม (AR) รวมทั้งการก่อตั้ง SoftBank Academia โรงเรียนฝึกหัดสำหรับผู้นำในอนาคต ให้เป็นเสมือนสำนักศึกษา Akademeia ของเพลโตที่ตั้งขึ้นเมื่อ 387 ปีก่อนคริสตศักราช

วิสัยทัศน์ของ มาซาโยชิ ซน เมื่อ 9 ปีที่แล้ว บางอย่างก็เกิดขึ้นแล้วในยุคนี้ อาทิ ข้อมูลจำนวนมหาศาล (Big Data) อินเทอร์เน็ตของทุกสิ่ง (Internet Of Things) และปัญญาประดิษฐ์ที่ก้าวหน้าขึ้นมาก จนกลายเป็นเป้าหมายหลักในการลงทุนของ SoftBank ผ่านกองทุน Vision Fund

Vision Fund เกิดขึ้นเมื่อปี 2017 จากวิสัยทัศน์ของ มาซาโยชิ ซน ที่ต้องการผลักดันเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยการร่วมทุนของ SoftBank และพันธมิตร เช่น กลุ่มนักลงทุนจากซาอุดีอาระเบีย, Qualcomm, Foxconn, Apple และ แลร์รี่ เอลลิสัน ผู้ก่อตั้งบริษัท Oracle มีเป้าหมายนำเงิน 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐไปลงทุนในสตาร์ทอัพสายเทคโนโลยี เช่น Uber, Doordash, Nvidia รวมทั้ง ARM ที่เพิ่งตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับหัวเว่ยไปหมาดๆ โดย Vision Fund ถือเป็นกองทุนที่ลงทุนในเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก

มาซาโยชิ ซน เปิดตัวหุ่นยนต์ เปปเปอร์ ในกรุงโตเกียวเมื่อปี 2014 ภาพ : Toru YAMANAKA/AFP

จนถึงตอนนี้ Vision Fund ใช้เงินกองทุนไปแล้ว 80% ทำผลกำไรจากการดำเนินการกว่า 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยที่ มาซาโยชิ ซน ยังมีแผนจะเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องด้วยการเปิดระดมทุนรอบสองสำหรับ Vision Fund 2 อีก 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐในเร็วๆ นี้อีกด้วย

ในย่านซิลิคอนวัลเลย์นั้นไม่มีกองทุนไหนเป็นที่พูดถึงเท่ากองทุนของซอฟท์แบงก์อีกแล้ว ว่ากันว่าแค่ได้ยินว่า Vision Fund เข้าไปลงทุนในบริษัทไหน ก็ทำให้บริษัทคู่แข่งของบริษัทที่กองทุนนี้หนุนหลังสะท้านเลยทีเดียว จุดนี้สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่และความสำเร็จของกองทุนนี้ได้อย่างดี

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในวันนี้มาซาโยชิจะติดอยู่ในทำเนียบมหาเศรษฐีระดับโลก ด้วยฐานะเจ้าสัวแดนซามูไรในอันดับที่ 2 แต่สิ่งที่เหนือกว่านั้นคือ อนาคตในทางธุรกิจที่ดูเหมือนจะใส่เกียร์เดินหน้าไม่มีถอย ถึงขนาดได้รับการวางตัวให้เป็น สตีฟ จ็อบส์ แห่งญี่ปุ่นเลยทีเดียว

อิทธิพลในโลกไอทีของ มาซาโยชิ ซน นับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้นจนเป็นที่จับตามอง เชื่อว่าในเวลาไม่นาน หากความมุ่งมั่นของชายคนนี้ไม่มอดดับลงเสียก่อน เราอาจได้เห็น สตีฟ จ็อบส์ คนใหม่ถือกำเนิดขึ้นที่แดนอาทิตย์อุทัยก็เป็นได้

Photo by Charly TRIBALLEAU / AFP

เทเรซา เมย์ ลาออกจากนายกฯอังกฤษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590089

  • วันที่ 24 พ.ค. 2562 เวลา 16:23 น.

เทเรซา เมย์ ลาออกจากนายกฯอังกฤษ

นางเทเรซา เมย์ แถลงทั้งน้ำตา ทิ้งเก้าอี้นายกอังกฤษ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเบร็กซิต

นางเทเรซา เมย์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษแล้ว หลังจากเข้ารับตำแหน่งดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2016 และนับเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่สองในประวัติศาสตร์การเมืองอังกฤษ

นางเมย์กล่าวในการแถลงข่าวด้านหน้าทำเนียบเลขที่ 10 ถนนดาวนิ่งความตอนหนึ่งว่า

“เพราะประเทศนี้คือสหภาพ ไม่ใช่แค่ครอบครัวของรัฐบาลสี่ชาติ แต่เป็นสหราชอาณาจักรของพวกเราทุกคน ไม่ว่าพื้นหลังของเราจะเป็นอย่างไร และแม้การเมืองของเราจะอยู่ภายใต้แรงกดดัน แต่ก็มีหลายสิ่งที่ดีและน่าภูมิใจในประเทศนี้ …ดิฉันขอลาออกจากตำแหน่งอันทรงเกียรติในชีวิต นายกรัฐมนตรีหญิงคนที่สองของประเทศ และจะไม่ใช่คนสุดท้าย การปฏิบัติหน้าที่ของดิฉันไม่ได้มุ่งร้าย และเต็มไปด้วยสำนึกดี เพื่อได้มีโอกาสตอบแทนประเทศชาติที่ดิฉันรัก” เธอกล่าวตอนสุดท้ายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

 

การลาออกของนางเมย์ครั้งนี้มีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาสหภาพยุโรปในอังกฤษและประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งตรงกับช่วงระยะเวลา 4 วันในระหว่างวันที่ 23-26 พ.ค. ของการลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาอียูของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป

อังกฤษแม้จะยังอยู่ในกระบวนการเบร็กซิตแต่ รัฐบาลของนางเมย์ก็ไม่สามารถผ่านร่างแผนเบร็กซิตแบบมีข้อตกลงตามที่เธอต้องการได้ อังกฤษจึงจำเป็นต้องเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภายุโรปจำนวน 73 ที่นั่ง แต่รัฐบาลอังกฤษระบุว่า จะไม่ทำหน้าที่สมาชิกสภา หากอังกฤษสามารถบรรลุแผนถอนตัวจาก EU ในช่วงสิ้นเดือนมิ.ย.นี้

 

นางเมย์ระบุว่า เธอจะลาออกจากหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมในวันที่ 7 มิถุนายน และระหว่างนี้จะยังคงทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีจนกว่าการคัดเลือกหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมจะเสร็จสิ้นในช่วงหนึ่งสัปดาห์หลังจากนี้ รวมถึงเธอจะยังคงทำหน้าที่ต้อนรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีกำหนดเดินทางเยือนอังกฤษอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 มิถุนายนนี้ ส่วนกระบวนการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่จะตามมาหลังจากการเลือกหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมแล้ว

 

ความพยายาม 3 ครั้งกับแรงกดดันในพรรคอนุรักษ์นิยม

หลังจากที่อังกฤษผ่านการลงประชามติเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2016 ถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปโดยกำหนดจะออกจากสหภาพยุโรปในวันที่ 29 มีนาคม 2019

ตั้งแต่เดือนมกราคม 2019 ที่ผ่านมา นางเทเรซา เมย์ พยายามเสนอแผนเบร็กซิตในรูปแบบมีข้อตกลง (Brexit with deal) หรือที่เรียกว่าซอฟท์เบร็กซิตมาโดยตลอด แต่ทว่าสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีพรรคอนุรักษ์นิยมเป็นเสียงข้างมาก ได้ปฏิเสธข้อเสนอของเธอมาถึง 3 ครั้ง รวมถึงความพยายามที่ล้มเหลวในการเจรจาหาข้อประนีประนอมกับพรรคแรงงานตลอดช่วงที่ลงคะแนนไม่ผ่านทั้งสามครั้ง

เมย์ได้ขอให้สภาอังกฤษอนุมัติให้เลื่อนเส้นตายเบร็กซิตจากสิ้นเดือนมีนาคมออกไปอีกราว 2 สัปดาห์เป็นวันที่ 12 เมษายน 2019 เพื่อให้อังกฤษสามารถผ่านร่างแผนเบร็กซิตและมีกำหนดออกจากสมาชิกอียูในแบบมีข้อตกลงวันที่ 22 พ.ค.

แต่ทว่า ผลการที่สภาโหวตไม่ผ่านร่างเบร็กซิตของนางเมย์ครั้งที่ 3 ทำให้สหราชอาณาจักรพลาดเส้นตายในการออกจากสหภาพยุโรปในแบบมีข้อตกลงในวันที่ 22 พ.ค. ตามแผน อังกฤษไม่มีทางเลือก จึงต้องออกจากสมาชิกอียูแบบไร้ข้อตกลง (No Deal) ภายในวันที่ 12 เมษายน

เรื่องดังกล่าวนางเมย์ได้ใช้ความพยายามครั้งสุดท้ายเรียกร้องให้ทางอียูผ่อนปรนเส้นตายเบร็กซิตจากกำหนดเดิมออกไป ส่งผลให้คณะกรรมาธิการยุโรปมีมติยืดระยะเวลาเส้นตายเบร็กซิตไปถึงวันที่ 31 ต.ค.2019 นี้

ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าวมีบรรดารัฐมนตรีในรัฐบาลของเธอถอนตัวลาออกจากตำแหน่งหลายคน ขณะที่ข้อเสนอล่าสุดของนางเมย์คือการให้ส.ส.ลงคะแนนเสียเพื่อทำประชามติครั้งใหม่บรรดาคนในพรรคอนุรักษ์นิยมหลายคนจึงไม่พอใจ

 

ความไม่แน่นอนของเบร็กซิต 

เพียงไม่นานหลังจากนางเมย์ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกฯ นายเจเรมี่ คอร์บิน หัวหน้าพรรคแรงงานซึ่งมีจุดยืนไม่สนับสนุนแผนร่างเบร็กซิตของนางเมย์มาตลอดได้เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งทั่วไปรอบใหม่

นางเมย์จะยังคงเป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีไปจนกว่าพรรคอนุรักษ์นิยมจะเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ ซึ่งหลังจากนั้นจึงจะมีความชัดเจนว่าทิศทางของการเมืองอังกฤษหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ภายใต้กำหนดเส้นตายเบร็กซิตในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ซึ่งหากรัฐบาลชุดใหม่ไม่มีการเสนอแผนเบร็กซิตใดๆ จะเท่ากับอังกฤษต้องออกจากสมาชิกอียูในลักษณะฮาร์ทเบร็กซิต หรือการออกในแบบไม่มีเงื่อนไขใดๆร่วมกัน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของอังกฤษอย่างร้ายแรง

ไต้หวันจดทะเบียนสมรสเพศเดียวกันวันแรกกว่า 100 คู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590086

  • วันที่ 24 พ.ค. 2562 เวลา 15:57 น.

ไต้หวันจดทะเบียนสมรสเพศเดียวกันวันแรกกว่า 100 คู่

คู่รักเพศเดียวกันในไต้หวันลงทะเบียนสมรสหมู่เป็นครั้งแรกนับร้อยคู่ หลังผ่านกฎหมายอย่างเป็นทางการ

หลังไต้หวันผ่านกฎหมายแต่งงานคู่รักเพศเดียวกันอย่างเป็นทางการและมีผลบังคับใช้ภายในวันนี้ (24 พ.ค.) สื่อท้องถิ่นของไต้หวันรายงานว่าที่สำนักงานทะเบียนราษฎรในกรุงไทเปมีคู่รักเพศเดียวกันแสดงเจตจำนงขอใช้สิทธิแต่งงงานตามกฎหมายถึง 154 คู่แบ่งเป็นคู่ชายรักชาย 57 คู่ และหญิงรักหญิง 97 คู่

ส่วนในเขตอื่นของไต้หวันอย่างที่เขตนิวไทเปมีจำนวน 56 คู่ นครไถหนาน 42 คู่ เมืองผิงตง 33 คู่ และฮวาเหลียน 3 คู่

 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐสภาหยวนของไต้หวันได้ผ่านกฎหมายครั้งประวัติศาสตร์อนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันแต่งงานกันไดอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นชาติแรกของเอเชีย

นอกจากนี้ทางกรุงไทเปยังเป็นเจ้าภาพจัดงานเฉลิมฉลองการแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกันบริเวณด้านหน้าของอาคารไทเป 101 คาดว่าจะมีแขกทั้งที่เป็นชาวไต้หวันและชาวต่างชาติมาร่วมงาน

สเปซเอ็กซ์ยิงดาวเทียมอินเตอร์เน็ต 60 ดวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590066

  • วันที่ 24 พ.ค. 2562 เวลา 13:22 น.

สเปซเอ็กซ์ยิงดาวเทียมอินเตอร์เน็ต 60 ดวง

สเปซเอ็กซ์ปล่อยดาวเทียมสื่อสารชุดแรกจำนวน 60 ดวง ขึ้นสู่อวกาศ สำหรับวางโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วโลก

เมื่อเวลา 20.30 น.ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐ ของวันนี้ หรือราว 09.30 น. ตามเวลาไทย บริษัทสเปซเอ็กซ์ของมหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ ได้ยิงจรวดฟอลคอน-9 จากฐานอวกาศเคเนดี้ บนแหลมคานาเวรัลในรัฐฟลอริด้าของสหรัฐ ขึ้นสู่วงโคจรพร้อมกับทำการปล่อยดาวเทียมสื่อสารอินเตอร์เน็ตชุดแรกจำนวน 60 ดวง เข้าสู่วงโคจร

 

การปล่อยดาวเทียมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วโลกภายใต้ชื่อโครงการ Starlink เพื่อวางเครือข่ายบรอดแบนด์ทั่วโลกในอนาคต โดยตามแผนของสเปซเอ็กซ์คาดว่าการปล่อยดาวเทียมในโครงการดังกล่าวทั่วโลกอาจมีจำนวนสูงถีง 12,000 ดวง

ข้อมูลของสเปซเอ็กซ์ระบุว่า ดาวเทียมแต่ละดวงจะมีขนาดเพียง 227 กิโลกรัม และคาดว่าจะสามารถรับ-ส่งข้อมูลได้ในความเร็วระดับ 1 เทระไบต์ต่อวินาที ไปจนถึง 2.5 – 3 เทระไบต์ต่อวินาที อย่างไรก็ดีระบบเครือข่ายดังกล่าวจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจะต้องมีดาวเทียมอย่างน้อย 800 ดวงในวงโคจร

 

การส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรครั้งนี้ใช้จรวดฟอลคอน-9 ซึ่งมีความสามารถในภารกิจที่ต้องใช้บรรทุกจำนวนมาก ซึ่งในภารกิจการปล่อยดาวเทียมครั้งนี้มีน้ำหนักบรรทุกรวมถึง 18.5 ตัน ซึ่งนับว่าหนักที่สุดเท่าที่ฟอลคอน-9 ถูกออกแบบมา

สำหรับโครงการนี้ไม่เป็นเพียงแค่โครงการให้บริการอินเตอร์เน็ตขนาดใหญ่ทั่วโลกเท่านั้น แต่เสมือนเป็นการแข่งขันส่วนตัวระหว่างนายมัสก์กับนายเจฟฟ์ เบซอส มหาเศรษฐีผู้รวยที่สุดในโลกซึ่งก็มีโครงการในลักษณะคล้ายกันภายใต้ชื่อ kuiper ที่มีแผนปล่อยดาวเทียมจำนวน 3,236 ดวงขึ้นสู่อวกาศเช่นกัน

แม้โครงการให้บริการเครือข่ายบรอดแบนด์ทั่วโลกของทั้งสองเศรษฐีจะฟังดูดี แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงในเชิงเทคนิคอยู่ไม่น้อย ในแง่การให้บริการอินเตอร์ผ่านโครงข่ายใยแก้วนำแสงที่กระจายไปในหลายพื้นที่ทั่วโลกอยู่แล้ว และการให้บริการอินเตอร์เน็ตจากอวกาศ

สุลต่านบรูไนคืนปริญญากิตติมศักดิ์ ม.ออกซ์ฟอร์ด เซ่นกฎหมายประหารเกย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590057

  • วันที่ 24 พ.ค. 2562 เวลา 11:43 น.

สุลต่านบรูไนคืนปริญญากิตติมศักดิ์ ม.ออกซ์ฟอร์ด เซ่นกฎหมายประหารเกย์

สุลต่านฮัสซานัลโบลเกียห์แห่งบรูไน พระราชทานปริญญากิตติมศักดิ์คืน ม.ออกซ์ฟอร์ด หลังถูกวิจารณ์หนักปมกฎหมายลงโทษLGBT

สื่ออังกฤษรายงานว่า สมเด็จพระราชาธิบดี ฮัสซานัล โบลเกียห์ สุลต่านแห่งบรูไน จะพระราชทานปริญญากิตติมศักดิ์คืนให้แก่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด หลังจากที่พระองค์ถูกวิจารณ์จากทั่วโลกกรณีออกกฎหมายลงโทษคนรักเพศเดียวกัน (LGBT) ด้วยการปาหินจนเสียชีวิต

แม้ว่าหลังจากที่ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก สุลต่านบรูไนจะทรงระงับการใช้กฎหมายดังกล่าวแล้วก็ตาม

การพระราชทานคืนปริญญากิตติมศักดิ์ครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่มีกลุ่มเคลื่อนไหวลงชื่อเกือบ 120,000 รายชื่อ เรียกร้องให้ทางมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดยกเลิกสถานะปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ในสาขาวิทชานิติศาสตร์ ที่เคยถวายแก่พระองค์เมื่อปี 1993

กระทั่งต่อมาทางมหาวิทยาลัยแจ้งว่า สุลต่านบรูไนทรงตัดสินพระทัยคืนปริญญาดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ไม่เพียงเท่านี้ ด้าน เลย์ลา โมแรน สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรเขตออกซ์ฟอร์ด สังกัดพรรคพรรคเดโมแครตเสรีนิยม ยังได้ยื่นจดหมายเรียกร้องถึงสภามหาวิทยาลัยให้ถอดพระนามองค์สุลต่านออกจากรายชื่อผู้รับปริญญากิติมศักดิ์ด้วย เพราะการคืนปริญญานั้นยังไม่เพียงพอ

มาเลย์ส่งเจ้าหน้าที่ปลอมตัวสอดแนมมุสลิมแอบกินช่วงรอมฎอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590051

  • วันที่ 24 พ.ค. 2562 เวลา 10:28 น.

มาเลย์ส่งเจ้าหน้าที่ปลอมตัวสอดแนมมุสลิมแอบกินช่วงรอมฎอน

เจ้าหน้าที่มาเลเซียปลอมตัวเป็นพนักงานร้านอาหาร จับชาวมุสลิมแอบกินช่วงถือศีลอด

เอเอฟพีรายงานโดยระบุว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาบรรดากลุ่มนักสิทธิมนุษยชนในมาเลเซียประนามการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่แอบสอดแนมการกระทำของพลเมืองจากการที่ปลอมตัวเป็นพ่อครัวและพนักงานร้านอาหาร เพื่อจับกุมชาวมุสลิมที่ไม่ยอมถือศีลอดและแอบรัปประทานอาหารตอนกลางวันในช่วงเดือนรอมฎอนตามหลักศาสนาอิสลาม

การประนามครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่มีรายงานจากหนังสือพิมพ์ The New Straits Times ที่ระบุว่า เจ้าหน้าที่จากสภาอิสลามในท้องถิ่นราว 32 คน ได้แฝงตัวตามร้านอาหารจำนวน 185 แห่งในรัฐยะโฮร์ โดยในจำนวนนี้มีเจ้าหน้าที่ 2 คนที่มีผิวสีเข้มและมีฝีมือในการปรุงอาหารเมนูยอดนิยมไปปลอมตัวในร้านอาหาร

นิวสเตรทไทม์ยังได้อ้างถึงนาย Mohamad Masni Wakiman ประธานสภาเทศบาลเขต Segamat ทางใต้ของรัฐยะโฮร์ว่า ทางการได้เลือกเจ้าหน้าที่ที่มีลักษณะคล้ายกับคนต่างชาติ รวมถึงสำเนียงพูดต้องคล้ายกับคนอินโดฯ หรือคนปากีสถาน เพื่อให้ลูกค้าเชื่อว่าพนักงานเหล่านี้เป็นแรงงานต่างชาติที่ถูกว่าจ้างมาทำงานปรุง เสริฟ์ และรับออเดอร์ เนื่องจากพนักงานร้านอาหารส่วนใหญ่ในมาเลย์จะเป็นแรงงานต่างชาติ

ซึ่งหากพบว่ามีชาวมุสลิมคนใดแอบรับประทานอาหารก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เจ้าหน้าที่จะแอบถ่ายรูปพวกเขาแล้วส่งไปยังสำนักการศาสนาเพื่อดำเนินการลงโทษต่อไป

ในบางรัฐของมาเลเซียจะมีการใช้กฎหมายในสองรูปแบบคือกฎหมายพลเรือน และกฎหมายศาสนา ซึ่งสำหรับรัฐยะโฮร์นั้นมีบทลงโทษมุสลิมที่ไม่ถือศีลอดด้วยการจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 1,000 ริงกิต (7,600 บาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ

“Sisters in Islam” กลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรีมุสลิมในมาเลเซียได้ประนามการสอดแนมดังกล่าวว่าเป็นการกระทำที่น่าละอาย และยิ่งสร้างความรู้สึกไม่ดีต่อศาสนาอิสลามในสายตาของชาวมุสลิมด้วยกันและในสายตาชาวโลก

สงครามเย็นทางเทคโนโลยีได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589976

  • วันที่ 23 พ.ค. 2562 เวลา 20:05 น.

สงครามเย็นทางเทคโนโลยีได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

สงครามเย็นรอบใหม่ได้เปิดฉากแล้ว แต่ไม่ใช่เหมือนกับสงครามเย็นระหว่างโซเวียตกับสหรัฐที่สิ้นสุดไปเมื่อ 3 ทศวรรษก่อน เพราะคู่กรณีคือจีนกับสหรัฐ บทวิเคราะห์โดยกรกิจ ดิษฐาน

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าสงครามการค้าคืออะไร?

สงครามการค้าเกิดขึ้นเมื่อประเทศหนึ่งรู้สึกว่าคู่ค้าอีกประเทศหนึ่งปฏิบัติต่อสินค้าของตนไม่เป็นธรรม จึงทำการตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าของประเทศนั้นๆ อีกฝ่ายก็ตอบโต้ด้วยวิธีเดียวกัน 2 ประเทศ ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าและส่งออกเพื่อตอบโต้กันไปมา

ไม่ว่าเหตุผลในการก่อสงครามจะชอบธรรมหรือไม่ สิ่งที่อยู่เบื้องหลังของสงครามคือนโยบายกีดกันทางการค้า หรือ Protectionism คือปกป้องสินค้าและอุตสาหกรรมของประเทศตัวเอง

ส่วนสงครามเย็น เป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างอุดมการณ์ 2 แบบ และมหาอำนาจ 2 ฝ่าย คืออุดมการณ์คอมมิวนิสต์และเสรีนิยม และสหภาพโซเวียตกับสหรัฐ

ในวันนี้สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐกำลังจะขยายวงการเป็นสงครามเย็นรูปแบบใหม่

จีนเคยเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่เผชิญหน้ากับสหรัฐเช่นกัน แต่ในภายหลังกลุ่มคอมมิวนิสต์เกิดแตกกันเอง คือความขัดแย้งระหว่างสหภาพโซเวียตกับจีน ความขัดแย้งนี้ทำไปสู่เรื่องที่ย้อนแย้งที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองโลก นั่นคือ จีนกับไปคบกับสหรัฐแทน (แถมจีนยังทำสงครามสั่งสอนเวียดนาม ซึ่งเป็นสมุนของโซเวียตอีกด้วย)

ดังนั้นสงครามเย็นที่ดูเหมือนจะเป็นการเผชิญหน้าด้านอุดมการณ์ แท้แล้วจึงเป็นการแย่งชิงผลประโยชน์มากกว่า จะเห็นได้จากการที่จีนยอมคบกับสหรัฐ กลายเป็นแนวร่วมใหม่

แต่ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็นระหว่างสหภาพโซเวียตและสหรัฐ

ในช่วงนั้น ทั้ง 2 ฝ่ายต่างสร้างระบบโลกขึ้นมา 2 ระบบ ในทางเศรษฐกิจคือประเทศที่ใช้สังคมนิยมและประเทศที่ใช้ระบอบทุนนิยมในทางเศรษฐกิจ ในทางการเมืองแบ่งเป็นประเทศที่ใช้ระบบเผด็จการรวมศูนย์โดยพรรคเดียวกับระบบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งอย่างเสรี

ในทางเทคโนโลยี โซเวียตกับสหรัฐแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อชิงดีชิงเด่นในด้านอวกาศและด้านยุทโธปกรณ์ ในยุคสงครามเย็น เป็นยุคของเครื่องบินขับไล่รุ่นมิกกับเครื่องบินขับไล่รุ่นเอฟ เป็นยุคของจรวดโซยุซกับกระสวยอวกาศ

รู้หรือไม่ว่า เพราะความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามนิวเคลียร์ทำให้กองทัพสหรัฐพัฒนาระบบ Arpanet ขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นจากการมีเซิร์ฟเวอร์หลักเพียงแห่งเดียว ซึ่งกลายเป็นบรรพบุรุษของอินเทอร์เน็ตและนี่คือจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติดิจิทัล ที่ตอนนี้กำลังจะวิวัฒนาการเป็นสงครามเย็นแบบใหม่ นั่นคือ สงครามเย็นทางเทคโนโลยี หรือ Tech cold war

คู่กรกณีของ Tech cold war คือจีนกับสหรัฐ คาดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้ชาวโลกต้องเลือกข้างระหว่างระบบปฏิบัติการ 2 ระบบ คือแบบของจีนกับสหรัฐ

ถามว่าจะไม่เลือกได้หรือไม่? ตอบว่ายาก เพราะจากพฤติกรรมของสหรัฐในเวลานี้จะเห็นว่า พยายามกดดันให้ชาวโลกเลือกข้าง ถ้าไม่ประกาศต่อต้านหัวเว่ยอย่างน้อยก็ต้องเลิกใช้สินค้าของหัวเว่ย

ไม่ได้หมายความว่า โลกจะเหลือระบบปฏิบัติการ หรือ OS ให้ใช้กันแค่ 2 แบบ แต่หมายความว่า จีนจะกลายเป็นผู้นำเทคโนโลยีกลุ่มหนึ่ง เพื่อเป็นทางเลือกจากการถูกคว่ำบาตรจากอีกฝ่าย เพราะจีนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเร่งพัฒนาชิปชั้นสูงของตัวเองขึ้นมา (หลังจากถูก ARM เลิกขายชิปให้) และพยายามหาช่องทางเพื่อสร้างระบบบราวเซอร์ที่ได้รับการยอมรับ เพื่อถ่วงดุลกับกูเกิล

ในช่วงสงครามเย็นหลายทศวรรษก่อน จีนได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสหภาพโซเวียต ก่อนที่จะแตกคอกัน หลังจากนั้นจีนพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์จนประสบผลสำเร็จ ต่อยอดเป็นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ หลังจากเรียนรู้วิชาด้านอวกาศจากสหภาพโซเวียต จีนก็ต่อยอดของตัวเองจนกลายเป็นประเทศที่ 3 ที่ส่งมนุษย์ขึ้นไปเหยียบอวกาศได้

จีนเคยสำเร็จมาแล้วกับการสร้างฮาร์ดแวร์ของตัวเอง ตอนนี้จะต้องมาดูกันว่าจีนจะสำเร็จกับซอฟร์แวร์หรือไม่ จากปากคำล่าสุดของ อวี๋เฉิงตง CEO ก็คือหัวเว่ยพร้อมที่จะปล่อย OS ในช่วงปลายปีนี้สำหรับผู้ใช้ในจีน และช่วงต้นปีหน้าสำหรับผู้ใช้ทั่วโลก

ส่วน หูซีจิ้น บรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ Global Times ซึ่งเป็นสื่อภาษาอังกฤษของทางการจีน เผยว่า หัวเว่ยเตรียมการเรื่องแผนแบคอัพมาหลายปีแล้ว และการคว่ำบาตรบริษัทจีน จะยิ่งเป็นแรงผลักดันให้จีนเร่งพัฒนาเทคโนโลยีไมโครชิปแข่งกับสหรัฐ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2003 หัวเว่ยกับโมโตโรล่า ค่ายมือถือของสหรัฐที่ตอนนั้นกำลังยิ่งใหญ่อยู่ ทำการเจรจาเพื่อซื้อขายกิจการ โดยเหรินเจิ้งเฟย หัวเรือใหญ่ของหัวเว่ย ตกลงจะขายบริษัทให้ในราคา 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันได้แล้วและลงนามแล้ว แต่หลังจากนั้นโมโตโรล่าเกิดเปลี่ยนแปลงผู้บริหารและไม่อยากจะซื้อแล้ว เมื่อกลับมาคุยกับคนในบริษัท แกนนำกลุ่มหัวรุนแรงในหัวเว่ยจึงคัดค้านการขายบริษัท ในตอนนั้น เหรินเจิ้งเฟยบอกกับพวกนั้นว่า ถ้าไม่ขายบริษัทตอนนี้ ภายในเวลา 10 ปีพวกเราจะสู้มาตรการตอบโต้ของพวกอเมริกันไม่ได้ เพราะพวกนั้นมีแบ็คอัพที่ดีกว่า ถ้าจะไม่ขายบริษัทตอนนี้ก็ต้องเตรียมตัวรับสถานการณ์เอาไว้

ปรากฎว่าคำทำนายของเหรินเจิ้งเฟยถูกต้อง เพราะ 10 กว่าปีผ่านไป หัวเว่ยถูกสหรัฐเล่นงานจริงๆ แต่เรายังไม่รู้ว่าหัวเว่ยเตรียมอะไรไว้รับกับสถานการณ์นี้

ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่า หัวเว่ยหรือจีนเตรียมอะไรไว้ และที่เตรียมไว้จะเจ๋งเหมือนที่คุยไว้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ เรามั่นใจได้เลยว่า สงครามเย็นด้านเทคโนโลยีได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ดีไม่ดีจีนระแคะระคายมาหลายปี และเตรียมศึกนี้มาได้ระยะหนึ่ง

อีกไม่นานหัวเว่ยหรือไม่ก็บริษัทสายเทคจะต้องเผยไต๋แน่ๆ ว่าอุบอะไรไว้ เพราะการที่สหรัฐบีบให้พันธมิตรเลิกคบค้าและจ่ายชิปให้ ถือเป็นการทำคลายความมั่นใจของลูกค้าต่อหัวเว่ยและบริษัทจีน ถ้าไม่รีบเผยไต๋ออกมาเกทับ มีหวังสูญเสียกันหนักกว่านี้

จะว่าไปแล้ว ทั้งสงครามการค้าและสงครามเย็นทางเทคโนโลยี ไม่ได้เกิดขึ้นเดือนสองเดือนมานี้ แต่บ่มเพาะมานทานนับสิบปีแล้ว ตั้งแต่ที่จีนเข้าร่วมกับองค์การการค้าโลก ซึ่งมีพันธะที่จีนจะต้องปฏิบัติตามระเบียบการค้าโลก แต่สหรัฐกล่าวหาจีนมาโดยตลอดว่าขโมยทรัพย์สินทางปัญญา กดค่าเงินเพื่อหนุนการส่งออกของตัวเอง และยังตั้งเงื่อนไขไม่ให้สินค้าและบริการจากภายนอกเข้าจีนได้ง่ายๆ ยังไม่นับข้อกล่าวหาเรื่องจีนทำสงครามแฮ็คเกอร์กับสหรัฐแบบเงียบๆ

ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลสหรัฐทุกรัฐบาลพยายามเจรจากับจีนมาตลอด มีแต่โดนัลด์ ทรัมป์เท่านั้นที่หักด้ามพร้าด้วยเข่า

กลับมาที่ลักษณะของสงครามครั้งใหม่ ที่เรียกว่าสงครามเย็นก็เพราะไม่มีการรบกันจริง มีแต่การพัฒนาเทคโนโลยีใช้ขู่กัน หรืออย่างมาก็รบกันผ่านตัวแทน หรือ Proxy wars เช่นเดียวกัน สงครามเย็นทางเทคโนโลยีจะเป็นการชิงดีชิงเด่นระหว่างจีนกับสหรัฐว่า เทคโนโลยีของใครที่เหนือกว่ากันและได้รับความนิยมกว่ากัน

แต่สิ่งที่ต้องกังวลก็คือ สงครามเย็นครั้งนี้ไม่เหมือนตอนที่สหรัฐ “รบ” กับโซเวียต เพราะโซเวียตไม่ใช่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ (สัดส่วนการค้าระหว่างประเทศแค่ 4%) แต่ในเวลานี้มันคือการขับเคี่ยวกันระหว่างมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 และ 2 ของโลก ผลกระทบต่อปากท้องชาวโลกย่อมร้ายแรงอย่างมาก

แต่ใช่ว่าโลกจะไม่มีความหวังเอาเลย

ในช่วงสงครามเย็นระหว่างสหรัฐกับโซเวียต ก็มีช่วงผ่อนคลายความตึงเครียด (Détente) เป็นระยะ และหนึ่งในเหตุการณ์นั้นคือการร่วมมือกันระหว่างโครงการอพอลโลกับโซยุซ (Apollo–Soyuz Test Project) เมื่อปี 1975 ซึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดของการแข่งขันด้านอวกาศระหว่าง 2 ฝ่ายไปโดยปริยาย

เราอาจจะหลีกเลี่ยงสงครามเย็นทางเทคโนโลยีไม่ได้ แต่ก็อาจจะมีภาวะ Détente (ช่วงผ่อนคลายความตึงเครียด) ช่วยให้ชาวโลกได้หายใจหายคอกันบ้าง

ญี่ปุ่นแทงข้างหลังจีน เปิดหน้า ARM บริษัทชิปที่ตั้งในUKแต่เจ้าของคือJapan

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589998

  • วันที่ 23 พ.ค. 2562 เวลา 18:30 น.

ญี่ปุ่นแทงข้างหลังจีน เปิดหน้า ARM บริษัทชิปที่ตั้งในUKแต่เจ้าของคือJapan

เมื่อญี่ปุ่นร่วมมือกับสหรัฐ ปล่อยให้สองบริษัทยักษ์ใหญ่ผนึกกำลังเล่นงานหัวเว่ย

หลังจากรัฐบาลสหรัฐประกาศคว่ำบาตรหัวเว่ย บรรดาบริษัทคู่ค้าทั่วโลกก็เริ่มประกาศยุติการทำการค้ากับหัวเว่ย ไม่ว่าจะเป็นกูเกิล พานาโซนิคของญี่ปุ่น และ ARM บริษัทผลิตชิปรายใหญ่ในอังกฤษ

ในบรรดาคู่ค้า 3 เจ้านี้เป็นบริษัทของญี่ปุ่นเสียส่วนใหญ่ ที่บอกว่าส่วนใหญ่เพราะบริษัท ARM ที่เข้าใจว่าเป็นบริษัทของอังกฤษนั้น แท้จริงแล้วบริษัทนี้เปลี่ยนสัญชาติเป็นของญี่ปุ่นไปเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ยังคงสำนักงานใหญ่ไว้ที่เมืองเคมบริดจ์ของอังกฤษเท่านั้น จุดนี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า ARM เป็นของอังกฤษ

บริษัท ซอฟท์แบงก์ กรุ๊ป ของ มาซาโยชิ ซน นักธุรกิจรายใหญ่ของญี่ปุ่นเข้าซื้อ ARM เมื่อปี 2016 ด้วยมูลค่า 23,400 ล้านปอนด์ โดยมีซอฟท์แบงก์ กรุ๊ปถือหุ้น 75% ส่วนอีก 25% เป็นของกองทุน Vision Fund กองทุนที่มุ่งลงทุนในกิจการสตาร์ทอัพสายเทคโนโลยี ซึ่งก็เป็นของซอฟท์แบงก์ และปัจจุบันนี้ มาซาโยชิ ซน ก็นั่งตำแหน่งประธานบริษัทของ ARM พูดง่ายๆ ก็คือ ซอฟท์แบงก์เป็นเจ้าของ ARM แบบ 100%

แน่นอนว่าคำสั่งนี้ต้องมาจากบริษัทแม่ในญี่ปุ่น เพราะในเวลาเดียวกันธุรกิจหนึ่งของ SoftBank คือแบรนด์มือถือโลว์คอสต์ Ymobile ประกาศชลอการขายเครื่องของหัวเว่ยรุ่น Huawei P30 Lite

นี่ยังไม่ใช่ความเคลื่อนไหวครั้งแรกของ SoftBankเพราะเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ยังแสดงท่าทีว่าจะเลิกใช้อุปกรณ์ 4G จากหัวเว่ย แล้วหันไปใช้ของ Ericsson กับ Nokia ในส่วนของเทคโนโลยี 5G ก็หันไปใช้ของยุโรปเช่นกัน

หากจะพูดว่ามรสุมตัดสัมพันธ์ทางการค้าที่ซัดใส่หัวเว่ยลูกนี้ก่อตัวจากญี่ปุ่นก็ไม่ผิดนัก แต่แทนที่จะเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมชิปของญี่ปุ่น สงครามการค้าทำให้บริษัทชิปชั้นนำของแดนอาทิตย์อุทัยได้รับผลกระทบอย่างหนัก เช่น Taiyo Yuden ที่ราคาหุ้นตกลงถึง 26% ในเดือนนี้ หุ้นของ TDK ดิ่งลงถึง 23% เลวร้ายที่สุดในรอบ 11 ปี เพราะทั้ง 2 บริษัทมียอดขายที่ได้จากหัวเว่ยราวๆ 10%

วิกฤตการณ์นี้อาจจะยิ่งกระทบบริษัทญี่ปุ่นมากขึ้น หลังจากสหรัฐตัดช่องทางเข้าถึงเทคโนโลยีอเมริกันที่สำคัญๆ ไม่ให้ถึงมือของบริษัทจีน 5 แห่งรวมถึง Hikvision และ Megvii ทำให้ผลกระทบไม่ได้จำกัดแค่หัวเว่ยแต่ยังลามไปถึงผู้ผลิตกล้อง CCTV

ต้องไม่ลืมว่า หัวเว่ยเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่มียอดขายมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก หากยอดผลิตของหัวเว่ยลดลง ย่อมจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตชิปด้วย ดังนั้น เป็นประเด็นที่น่าสนใจที่ต้องจับตากันว่า ทำไมอุตสาหกรรมชิปของญี่ปุ่นถึงกล้าที่จะหักดิบความสัมพันธ์กับหัวเว่ย?

สามสายการบินจีน ฟ้องเรียกค่าเสียหายโบอิ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589990

  • วันที่ 23 พ.ค. 2562 เวลา 17:03 น.

สามสายการบินจีน ฟ้องเรียกค่าเสียหายโบอิ้ง

สายการบินยักษ์ใหญ่ของจีน 3 แห่ง ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโบอิ้ง กรณีระงับใช้เครื่อง 737 MAX

สามสายการบินยักษ์ใหญ่ของจีนประกอบด้วย แอร์ไชน่า,ไชน่า เซาท์เทิร์น แอร์ไลน์ และไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์ ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทโบอิ้ง ผู้ผลิตอากาศยานยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ จากกรณีที่โบอิ้งมีคำสั่งระงับใช้งานเครื่องบินรุ่น 737 MAX ที่พบปัญหาด้านความปลอดภัยจนเป็นเหตุให้เครื่องรุ่น 737 MAX 8 ของสายการบินเอธิโอเปียนแอร์ไลน์ และสายการบินไลอ้อนแอร์ ประสบเหตุตกจนมีผู้เสียชีวิตถึง 346 ราย

สำหรับสายการบินไชน่าอีสเทิร์นระบุว่า ได้ยื่นคำร้องไปยังโบอิ้งแล้ว แต่ไม่ได้เปิดเผยจำนวนเงินค่าเสียหายที่ต้องการชดเชยแต่ แต่อย่างใด โดยสายการบินไชน่าอิสเทิร์นมีเครื่องบินรุ่นดังกล่าวประจำการอยู่ 14 ลำ ขณะที่สายการบินไชน่าเซาท์เทิร์นมีอยู่ 24 ลำ และสายการบินแอร์ไชน่า มีอยู่ 15 ลำ

 

ทั้งหมดถูกสั่งระงับใช้งานจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านความปลอดภัย ซึ่งส่งผลให้ทางสายการบินได้รับความเสียหายจากการที่ไม่สามารถนำเครื่องรุ่นดังกล่าวที่ซื้อเข้าประจำการในฝูงบินออกให้บริการผู้โดยสารได้

การสั่งระงับใช้งานเครื่องรุ่น 737 MAX ทุกลำที่เข้าประจำการในสายการบินต่างๆทั่วโลกนั้น ประเมินกันว่าได้สร้างความเสียหายให้กับสายการบินต่างๆเป็นมูลค่ารวมนับร้อยล้านดอลลาร์แล้ว จากการที่โบอิ้งได้ส่งมอบเครื่องรุ่นดังกล่าวไปแล้วถึง 393 ลำ

เจาะข่าวลือ ดราม่าหลังวังญี่ปุ่นจักรพรรดินีไม่ลงรอยเจ้าหญิงคิโกะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589972

  • วันที่ 23 พ.ค. 2562 เวลา 16:00 น.

เจาะข่าวลือ ดราม่าหลังวังญี่ปุ่นจักรพรรดินีไม่ลงรอยเจ้าหญิงคิโกะ

นิตยสารข่าวชื่อดังของญี่ปุ่นเผย สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะกับเจ้าหญิงคิโกะไม่ลงรอยกัน

ชูคันชินโจ นิตยสารข่าวรายสัปดาห์รายใหญ่ของญี่ปุ่น รายงานว่าความสัมพันธ์ของสมเด็จพระจักรพรรดินิมาซาโกะกับเจ้าหญิงคิโกะอาจไม่ค่อยสู้ดีนัก โดยระบุว่าก่อนหน้านี้สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะทรงเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ นานา ทั้งการกีดกันจากสำนักพระราชวังญี่ปุ่นไม่ให้อภิเษกกับสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ เมื่อเข้ามาเป็นสะใภ้หลวงแล้วยังถูกกดดันให้มีทายาทชายสืบทอดราชบัลลังก์ จนพระองค์มีปัญหาด้านสุขภาพและต้องยุติการปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานหลายปี ขณะที่เจ้าหญิงคิโกะ พระชายาในมกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะ ทรงมีชีวิตที่ไร้แรงกดดัน เพราะทรงมีพระประสูติการเจ้าชายฮิซาฮิโตะที่ราชวงศ์ญี่ปุ่นเฝ้ารอคอยเมื่อปี 2006

เจาะข่าวลือ ดราม่าหลังวังญี่ปุ่นจักรพรรดินีไม่ลงรอยเจ้าหญิงคิโกะ

แต่หลังจากวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นวันเริ่มต้นยุคใหม่ของญี่ปุ่นภายใต้สมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ สถานการณ์ก็พลิกกลับ ชูคันชินโจ รายงานว่าสมเด็จพระราชินีมาซาโกะทรงเบิกบานอย่างที่เจ้าหญิงมาซาโกะไม่เคยเป็นมาก่อน อาการประชวรหายไป ความกระฉับกระเฉงกลับคืนมา และดูเจิดจรัสจนแทบจะกลบแสงของเจ้าหญิงคิโกะ

เจาะข่าวลือ ดราม่าหลังวังญี่ปุ่นจักรพรรดินีไม่ลงรอยเจ้าหญิงคิโกะเจ้าหญิงมาซาโกะ กับเคอิ โคมุโระ พระคู่หมั้น

หนึ่งสัปดาห์หลังการสืบทอดราชบัลลังก์ สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะทรงเข้าร่วมพิธีเลี้ยงอาหารค่ำแก่เอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงโตเกียวของญี่ปุ่นในโอกาสอำลาตำแหน่งหน้าที่ นิตยสารข่าวรายสัปดาห์เจ้านี้รายงานว่า สมเด็จพระจักรพรรดินีทรงมีพระราชปฏิสันถารกับภริยาเอกอัครราชทูตอย่างมีชีวิตชีวา สลัดภาพเจ้าหญิงที่รักความสันโดดในวันเก่าทิ้งอย่างสิ้นเชิง ในช่วงเวลาเดียวกันเจ้าหญิงคิโกะกลับถูกความเครียดรุมเร้า ซึ่งมาจากความกังวลเกี่ยวกับพิธีเสกสมรสของเจ้าหญิงมาโกะ พระธิดา กับ เคอิ โคมุโระ ที่ต้องเลื่อนออกไปอันเนื่องมาจากปัญหาด้านการเงินของครอบครัวพระคู่หมั้น

เจาะข่าวลือ ดราม่าหลังวังญี่ปุ่นจักรพรรดินีไม่ลงรอยเจ้าหญิงคิโกะมกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะและเจ้าหญิงคิโกะ พระชายา

อันที่จริงความไม่ลงรอยกันระหว่างสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะกับเจ้าหญิงคิโกะดำเนินมาระยะหนึ่งแล้ว นิตยสารชูคันชินโจระบุว่า เมื่อครั้งที่สมเด็จพระจักรพรรดิพระเจ้าหลวงอากิฮิโตะทรงประทับที่โรงพยาบาลหลังเข้ารับการผ่าตัดบายพาสหลอดพระโลหิตพระหทัย เจ้าหญิงคิโกะทรงชิงตัดหน้าประกาศว่าจะไปเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระจักรพรรดิพระเจ้าหลวงอากิฮิโตะ จนสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะต้องทรงเตือนว่าตามธรรมเนียมแล้วพระองค์จะได้เข้าเฝ้าฯ เป็นลำดับแรก ในที่สุดสมเด็จพระจักรพรรดินีพระพันปีหลวงทรงห้ามศึกด้วยการตรัสว่า “พวกเราจะไปพร้อมกันทั้งหมด”

นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานจากเอกสารทางการทูตของอังกฤษในช่วงปี 1980 ซึ่งหอจดหมายเหตุของอังกฤษนำมาเปิดเผยว่าความสัมพันธ์ฉันพี่น้องระหว่างสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะและมกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะ พระอนุชาไม่สู้ดีนัก หนึ่งในนั้นเป็นจดหมายจาก ซิดนีย์ กิฟฟอร์ด เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำกรุงโตเกียวในขณะนั้น ที่ระบุว่า เกิดความบาดหมางในสำนักพระราชวังอิมพีเรียลเกี่ยวกับอนาคตของมกุฎราชกุมาร และการศึกษาของทั้งสองพระองค์

มกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะทรงต้องการศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเช่นเดียวกับพระเชษฐาที่ทรงกำลังศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยเมอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด แต่สำนักพระราชวังกลับปฏิเสธ แต่หลังจากการหารือแคร่งเครียดในที่สุดสำนักพระราชวังก็ยอมให้มกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะศึกษาที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในสาขาวิชาอนุกรมวิธานปลาระหว่างปี 1988-1990

เจาะข่าวลือ ดราม่าหลังวังญี่ปุ่นจักรพรรดินีไม่ลงรอยเจ้าหญิงคิโกะ

และในปี 1990 ก็เกิดเรื่องข้ามหน้าข้ามตากันอีกครั้งระหว่างทั้งสองพระองค์ เมื่อมกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะทรงขอ คิโกะ คาวาชิมะ เสกสมรส แต่ทางสำนักพระราชวังอิมพีเรียลต้องการให้สมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะเสกสมรสก่อนตามลำดับของการสืบทอดราชบัลลังก์ ทว่าสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะยังไม่มีที่ท่าว่าจะเสกสมรส มกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะจึงทรงเข้าพิธีเสกสมรสก่อนพระเชษฐา

ล่าสุดก่อนพิธีขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะไม่นาน มกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะทรงแสดงความไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการประกอบพิธีขึ้นครองราชย์ของพระเชษฐา โดยตรัสว่าสำนักพระราชวังควรรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับพิธี เนื่องจากรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นได้แยกแยะศาสนาออกจากการเมืองอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงไม่ควรนำภาษีของประชาชนมาใช้ในการสืบราชบัลลังก์ที่เกี่ยวกับพิธีทางศาสนา

แม้ประเด็นดังกล่าวอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่บรรดานักวิชาการต่างเห็นพ้องกันว่าพฤติกรรมของมกุฎราชกุมารแสดงถึงความไม่เห็นด้วยกับธรรมเนียมปฏิบัติของราชวงศ์  โนริโกะ ฮามะ ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยโดชิชะในเมืองเกียวโต ให้ความเห็นว่า “เจ้าชายฟูมิฮิโตะไม่ให้ความร่วมมือกับพระเชษฐาและพยายามเลี่ยงพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ และเหมือนจะทรงขัดแย้งกับพระเชษฐาอยู่ตลอด ราวกับว่าพระองค์ทรงพยายามทำตัวให้โดดเด่น ซึ่งอาจทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันในครอบครัว”

เจาะข่าวลือ ดราม่าหลังวังญี่ปุ่นจักรพรรดินีไม่ลงรอยเจ้าหญิงคิโกะ

ฮามะยังเชื่อว่ามกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะอาจจะรู้สึกว่าพระองค์น่าจะมีปากมีเสียงในการกำหนดทิศทางของราชวงศ์มากกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากเจ้าชายฮิซาฮิโตะ พระโอรสของพระองค์มีสิทธิ์ได้สืบทอดราชบัลลังก์ต่อ เพราะสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะไม่มีทายาทเป็นชายไว้สืบทอด

ส่วน เมโกะ นากาบายาชิ อดีตนักการเมืองพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่นและศาสตราจารย์ด้านสังคมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยวาเซดะ เผยว่า นักประวัติศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่เธอพูดคุยด้วยล้วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่และความสัมพันธ์กับพระเชษฐาของมกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะ เพราะพระองค์ขาดความสุขุมรอบคอบ ซึ่งเห็นได้ขัดเจนจากการเอ่ยถึงค่าใช้จ่ายในพระราชพิธีขึ้นครองราชย์