‘โมดี’ คะแนนนำโด่ง แลนด์สไลด์ชนะเลือกตั้งอินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589966

  • วันที่ 23 พ.ค. 2562 เวลา 15:04 น.

'โมดี' คะแนนนำโด่ง แลนด์สไลด์ชนะเลือกตั้งอินเดีย

นเรนทรา โมดี คะแนนนำชนะเลือกตั้ง นั่งเก้าอี้นายกฯอินเดียยาวอีกสมัย

ระหว่างวันที่ 11 เมษายน ถึง 19 พฤษภาคม ประชาชนชาวอินเดียนับร้อยล้านคนได้ลงคะแนนใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ ในการโหวตเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร หรือ Lok Sabha (โลกสภา) โดยมีจำนวนผู้มาใช้สิทธ์มากถึง 67% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ

Lok Sabha ของอินเดียประกอบไปด้วยจำนวนที่นั่งของสมาชิกผู้แทนราษฏร 545 เสียง ซึ่งหลังจากมีการเริ่มนับคะแนนเมื่อเวลา 08.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นพบว่าพรรคภารตียชนตา (BJP) ของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี มีคะแนนนำโด่งเหนือพรรคคู่แข่งถึง 349 เสียง

 

แม้ว่าผลการนับคะแนนจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยคาดว่าจะมีการประกาศผลการเลือกตั้งครบทุกเขตในช่วงค่ำแต่ชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีโมดีจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้และนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัยอย่างแน่นอน

สอดคล้องกับเอ็กซิตโพลก่อนหน้านี้ที่คาดหมายว่า นายกโมดีจะได้รับคะแนนเสียงส่วนมากและชนะการเลือกตั้ง

แม้ว่าการนับคะแนนจะยังไม่เสร็จสิ้นในทุกเขต แต่ด้วยคะแนนเสียงที่มากกว่า 300 เสียง นับว่าเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2014 ที่พรรคBJP ได้คะแนนเสียงในสภาอยู่ที่ 282 เสียง ส่งผลให้กลายรัฐบาลพรรคBJP จะกลายเป็นพรรคที่มีเสียงสนับสนุนแข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

โมดีเวฟ (Modi Wave)

กระแสความนิยมในตัวนายกโมดีเริ่มกลับมาอย่างเด่นชัดในช่วงปีที่ผ่านมา จากการที่รัฐบาลเของเขาดำเนินนโยบายเอาใจคนยากจนในชนบท ทั้งโครงการประกันสุขภาพโมดีแคร์ รวมถึงโครงการประชานิยมอีกหลายรูปแบบ ขณะเดียวกันกระแสชาตินิยมในหมู่คนอินเดียในช่วงที่มีเหตุปะทะกับปากีสถานเหนือพรมแดนแคชเมียร์

บาทหลวงเบลเยี่ยมแกะสูตรเบียร์ 220 ปีได้สำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589938

  • วันที่ 23 พ.ค. 2562 เวลา 13:11 น.

บาทหลวงเบลเยี่ยมแกะสูตรเบียร์ 220 ปีได้สำเร็จ

คณะบาทหลวงในเบลเยี่ยมรื้อฟื้นเบียร์สูตรเก่าแก่จากศตวรรษที่ 12 ได้สำเร็จ เตรียมผลิตเชิงพาณิชย์

คณะบาทหลวงจากอาราม Grimbergen Abbey ชานกรุงบรัสเซลล์ ในประเทศเบลเยี่ยมได้รื้อฟื้นเบียร์จากสูตรเก่าแก่ที่อายุกว่า 220 ปีได้สำเร็จ

รายงานระบุว่าคณะบาทหลวงได้พบบันทึกเก่าแก่ ถูกเก็บรักษาไว้ในหอจดหมายเหตุของทางอารามซึ่งบันทึกดังกล่าวเป็นเอกสารเก่าที่ระบุว่าอารามแห่งนี้เคยมีการผลิตเบียร์มานานตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 12 แต่ทว่าช่วงปี 1795 ซึ่งตรงกับเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส โรงเบียร์ของอารามแห่งนี้ถูกทหารฝรั่งเศสเข้าทำลายจนเสียหาย นับตั้งแต่นั้นอาราม Grimbergen Abbey ก็ไม่ได้ผลิตเบียร์อีกเลย เหลือไว้แต่เพียงเอกสารที่บันทึกสูตรของเบียร์ที่เคยผลิตไว้เท่านั้น

 

 

ทางคณะบาทหลวงได้พยายามหลายครั้งเพื่อแกะสูตรของเบียร์อายุนับร้อยปี จนเป็นผลสำเร็จโดยอาศัยข้อมูลจากบันทึกเก่าแก่ที่พบประกอบกับการใช้เทคนิคในการผลิตเบียร์ยุคปัจจุบันเข้าช่วย

REUTERS/Yves Herman

คุณพ่อ Karel Stautemas กล่าวว่า ในกระบวนการกลั่นเบียร์เพื่อผลิตเชิงพาณิชย์นั้นจะอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะนักบวช

“การกลั่นเบียร์และศาสนานั้นเป็นของคู่กันมาเสมอ พระที่นี่เชื่อว่าการผลิตเบียร์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษามรดกทางวัฒนธรรมและประเพณีการดื่มเบียร์”

ทางคณะยังได้วางแผนสร้างโรงเบียร์ขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะมีกำหนดแล้วเสร็จและสามารถผลิตเบียร์ออกจำหน่ายอย่างเป็นทางการได้ครั้งแรกในปี 2020 โดยมีบริษัท Carlsberg ของเดนมาร์กเป็นผู้จัดจำหน่ายหลักของเบียร์สูตรโบราณนี้ซึ่งมีการตั้งชื่อแล้วว่า Grimbergen beer ตามชื่ออารามต้นกำเนิด และจะผลิตในจำนวนจำกัดเท่านั้น

สหรัฐกดดันบริษัทเกาหลีใต้แบนหัวเว่ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589919

  • วันที่ 23 พ.ค. 2562 เวลา 11:33 น.

สหรัฐกดดันบริษัทเกาหลีใต้แบนหัวเว่ย

สื่อเกาหลีใต้เผย สหรัฐพยายามล็อบบี้บริษัทสัญชาติเกาหลีใต้อย่าง LG ให้แบนหัวเว่ย

หนังสือพิมพ์โชซอน อิลโบ สื่อของเกาหลีใต้รายงานในวันนี้ (23 พ.ค.) ว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังพยายามล็อบบี้บริษัทในเกาหลีใต้ให้แบนการทำธุรกิจกับทางหัวเว่ย ซึ่งนับเป็นหนึ่งในความพยายามแผ่ขยายการกดดันของรัฐบาลวอชิงตันโดยใช้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงทางไซเบอร์

รายงานของโชซอลอิลโบได้ระบุถึงเหตุการณ์ว่า เมื่อไม่นานมานี้เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้กล่าวในระหว่างการประชุมร่วมกันกับบริษัทเกาหลีใต้อย่าง LG Uplus Corp. ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ และมีการใช้อุปกรณ์ของหัวเว่ยในเครือข่ายของตนนั้น อาจไม่ได้รับอนุญาตปล่อยสัญาณให้บริการในบางพื้นที่ที่อ่อนไหวในเกาหลีใต้

แน่นอนว่าเกาหลีใต้เป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับสหรัฐ และก็เป็นคู่ค้ารายใหญ่ประเทศหนึ่งของจีน

รายงานของสื่อเกาหลียังใต้รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวเป็นเจ้าหน้าที่การทูตในกรุงโซลว่า รัฐบาลสหรัฐและรัฐบาลเกาหลีใต้มักติดต่อกันโดยผ่านช่องทางส่งข้อมูล DATA ที่เป็นผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ย แต่เรื่องดังกล่าวไม่ได้รับคำยืนยันจากสถานทูตสหรัฐในกรุงโซลแต่อย่างใด

ด้านกระทรวงต่างประเทศเกาหลีใต้แถลงการณ์หลังมีรายงานดังกล่าวว่า “สหรัฐอเมริกาได้เน้นถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์ 5G และเราตระหนักถึงท่าทีของสหรัฐอเมริกาในประเด็นนี้” แต่ทว่าทางเกาหลีใต้ปฎิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียดตามที่มีรายงานข่าว

ส่วนบริษัท LG Uplus เผยกับรอยเตอร์ว่า ทางบริษัทไม่ได้รับคำขอหรือข้อความใดๆจากทางกระทรวงต่างประเทศของทั้งเกาหลีใต้และสหรัฐถึงความกังวลในการใช้อุปกรณ์หัวเว่ยตามที่สื่อกล่าวอ้าง

พานาโซนิคงดทำธุรกิจกับหัวเว่ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589910

  • วันที่ 23 พ.ค. 2562 เวลา 10:18 น.

พานาโซนิคงดทำธุรกิจกับหัวเว่ย

บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งแห่ระงับทำธุรกิจกับหัวเว่ยภายใต้คำสั่งห้ามของสหรัฐ

บริษัทพานาโซนิค ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สัญชาติญี่ปุ่นได้เปิดเผยในวันนี้ว่า บริษัทจะระงับการทำธุรกิจกับทางหัวเว่ยและบริษัทในเครืออีก 68 แห่ง ภายใต้คำสั่งของรัฐบาลสหรัฐที่ห้ามธุรกิจของอเมริกันทำธุรกิจธุรกรรมร่วมกับหัวเว่ยด้วยเหตุผลความมั่นคงของชาติ

โฆษกของทางพานาโซนิคแจ้งว่า ความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างหัวเว่ยและพานาโซนิคนั้นเกี่ยวข้องกับการจัดหาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยถึงรายละเอียด

พานาโซนิคแม้เป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น แต่มีสำนักงานสาขาขนาดใหญ่ที่สหรัฐด้วย รวมถึงสินค้าของพานาโซนิคกว่า 25% เป็นเทคโนโลยีและใช้วัตถุดิบจากสหรัฐ จึงต้องอยู่ภายใต้คำสั่งประกาศของรัฐบาลวอชิงตัน ร่วมถึงพานาโซนิคยังเป็นผู้จัดหาชิ้นส่วนบางอย่างให้กับหัวเว่ยด้วย

พานาโซนิกนับเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นขนาดใหญ่แห่งที่ 3 หลังจากที่เคดีดีไอและซอฟต์แบงก์ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ใหญ่อันดับสองและสามของญี่ปุ่นประกาศวานนี้ว่า จะชะลอการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ของหัวเว่ย

ส่วนเอ็นทีที โดโคโม ผู้ให้บริการอันดับหนึ่งเผยว่า กำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่

การประกาศในครั้งนี้ของพานาโซนิกแม้จะไม่มีข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษรออกมา แต่สำนักข่าวหลายแห่งได้รายงานในทิศทางเดียวกันว่าพานาโซนิคได้ออกคำสั่งภายในองค์กรห้ามเจรจาทำการค้าหรือดำเนินธุรกิจกับหัวเว่ยรวมถึงบริษัทในเครือ

จะอยู่กันอย่างไรถ้าไร้ Google Play?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589845

  • วันที่ 23 พ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

จะอยู่กันอย่างไรถ้าไร้ Google Play?

ส่องประสบการณ์ของ “กูเกิลเพลย์แห่งอิหร่าน” ทางเลือกของประเทศที่ถูกสหรัฐแบน

เนื่องจากอิหร่านมีปัญหากับสหรัฐ ทำให้เทคโนโลยีหลายๆ อย่าง และโซเชียลมีเดียหลายรายไม่มีบริการในประเทศนี้ แต่ก็ใช่ว่าอิหร่านจะล้าหลัง ตามประเทศอื่นเขาไม่ทันในแง่ดิจิทัล พวกเขายังสามารถใช้งาน “ตัวแทน” โซเชียลมีเดียใหญ่ๆ ในโลกตะวันตกได้ หนึ่งในนั้นคือ Cafe Bazaar ซึ่งเป็นตลาดแอพพลิเคชั่นสำหรับผู้ใช้แอนดรอยด์ ถูกขนานนามว่าเป็น “กูเกิลเพลย์แห่งอิหร่าน” เพราะกูเกิลเพลย์ถูกบล็อกไม่ให้ใช้กันในอิหร่าน

Cafe Bazaar ก่อตั้งเมื่อปี 2011 โดย เรซา โมฮัมมาดี ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานบริหาร กับ เฮสเซม อาร์มันเดฮี และนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชารีฟ หลังจากนั้นก็มีมือดีในวงการไอทีของอิหร่านมาร่วมงานอย่างคับคั่ง ปัจจุบันมีพนักงานราว 200-500 คน

ลักษณะโดยรวมถูกออกแบบมาเพื่อให้ความสะดวกกับผู้ใช้ภาษาเปอร์เซีย (ซึ่งก็คือประชาชนส่วนใหญ่ในอิหร่าน) แม้ว่าจะมีเป้าหมายอยู่ที่ผู้ใช้ในอิหร่าน แต่แอพพลิเคชั่นไม่ได้จำกัดเฉพาะในประเทศนี้ เพราะมีแอพทั้งในและนอกประเทศมาให้บริการกันอย่างคับคั่ง แม้แต่แอพจากกูเกิลเพลย์ (ตัวจริง) ก็มี ดังนั้น Cafe Bazaar จึงเป็นตัวเชื่อมโยงโลกภายนอก และเป็นศูนย์รวมของชาวอิหร่านทั้งในและนอกประเทศในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ตลาดแห่งนี้ก็มีบริการในภาษาอังกฤษด้วย

สำหรับจุดเด่นของ Cafe Bazaar ก็คือ เป็นแอพและเกมที่พัฒนาในท้องถิ่นและรองรับภาษาเปอร์เซียได้ สามารถใช้งานได้ง่าย และมีระบบจ่ายเงินออนไลน์แบบเฉพาะของอิหร่าน มีทีมงานคอยเลือกสรรแอพที่น่าสนใจมาให้เลือกชมเลือกใช้ และมีทีมงานคอยให้การสนับสนุนลูกค้าและเจ้าของแอพตลอดเวลา 24 ชม.

เรื่องความนิยมไม่ต้องสงสัย เพราะแทบจะเป็นตลาดแอนดรอยด์อันดับ 1 สถิติการเข้าใช้จึงสูงเป็นพิเศษ โดยมีผู้เข้าใช้ 38 ล้านคน ในจำนวนนี้ 98% อยู่ในอิหร่าน มีแอพพลิเคชั่นท้องถิ่นถึง 162,000 แอพ มีผู้พัฒนาแอพที่ร่วมงานอยู่ถึง 23,800 ราย ส่วนมูลค่าตลาดสูงถึง 20 ล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยความที่ตลาดคึกคักขนาดนี้ ทำให้นักพัฒนาแอพจากต่างประเทศสนใจที่จะร่วมงานด้วย

ประเด็นหนึ่งที่คนมักเข้าใจผิดก็คือ การที่อิหร่านถูกคว่ำบาตรจากประเทศตะวันตก และการที่อิหร่านต่อต้านการแทรกแซงโดยสื่อตะวันตก ไม่ได้หมายความว่าอิหร่านจะมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตต่ำ ตรงกันข้าม อัตราเข้าถึงสูงถึง 82.1% และทำให้ความต้องการแอพสูงตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกมออนไลน์ ซึ่งเป็นกระแสนิยมร่วมกันของคนทั้งโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศที่ถูกล้มหน้าล้อมหลังอย่างอิหร่าน

โมเดลนี้คล้ายๆ กับจีนที่มีการพัฒนาแอพในบ้าน และตั้งไฟร์วอลล์ป้องกันคนนอกเข้ามาและคนในออกไป แม้จะเป็นการปิดหูปิดตาประชาชนไปบ้าง แต่จุดแข็งก็คือ เท่ากับบีบให้อิหร่าน (และจีน) พัฒนาเทคโนโลยีในด้านโซเชียลมีเดียของตัวเองอย่างแข็งขัน

เซิร์ฟเวอร์ไทย สปายอเมริกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589861

  • วันที่ 22 พ.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

เซิร์ฟเวอร์ไทย สปายอเมริกัน

ลืมแล้วหรือยัง เมื่อครั้งสหรัฐสอดแนมคนทั้งโลก (พันธมิตรก็ไม่เว้น) บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

ขณะที่สหรัฐอ้างว่าสมาร์ทโฟนและระบบ 5G ของหัวเว่ยมีอุปกรณ์สอดแนมซ่อนไว้และเป็นภัยต่อความมั่นคง แต่ข้อกล่าวหานี้เป็นเพียงคำอ้างโดยวาจาเท่านั้นยังไม่มีหลักฐานยืนยันที่เป็นรูปธรรมเลย ตรงกันข้ามกับพฤติกรรมของสหรัฐที่สอดแนมคนทั้งโลกไม่เว้นแม้แต่พันธมิตร โดยมีหลักฐานมัดตัวชัดเจน กลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

ถึงขนาดที่ “กัวผิง” รองประธานหัวเว่ยบอกว่า การที่สหรัฐพยายามสกัด 5G ของหัวเว่ย ก็เพราะผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ยไม่สามารถสอดแนมได้ พูดง่ายๆ ก็คือ คนที่ใช้หัวเว่ยจะรอดพ้นจากการถูกล้วงข้อมูลโดยสหรัฐ (แต่เรายังไม่อาจยืนยันได้เช่นกันว่า การใช้หัวเว่ยจะรอดพ้นจากการถูกสอดแนมโดยจีน)

เราคงจะลืมกันไปแล้วว่า เมื่อปี 2013 มีการเปิดเผยข้อมูลเรื่องที่สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ หรือ NSA ได้ทำการสอดแนมข้อมูลทางโทรศัพท์ของคนทั่วโลก และเรื่องนี้ถูกเปิดโปงโดยเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตพนักงานบริษัทรับเหมาภายใต้สัญญาของ NSA

NSA สอดแนมผ่านโทรศัพท์, อินเตอร์เน็ต และระบบกำหนดโลเคชั่น จำนวนประชากรที่ถูกสอดแนมยังไม่แน่ชัด แต่เฉพาะเดือนมีนาคม 2013 เดือนเดียวมีข้อมูลข่าวกรองที่ได้มาถึง 97,000 ล้านชิ้น ในเดือนธันวาคม 2013 เดือนเดียวได้ข้อมูลเฉลี่ยจากการเชื่อมต่อโทรศัพท์ 15 ล้านการเชื่อมต่อ และ 10 ล้านดาต้าเบสของอินเทอร์เน็ต

วอชิงตันโพสต์เปิดเผยว่า NSA สอดแนมโลเคชั่นของโทรศัพท์มือถือจากทั่วทุกมุมโลก โดยการเจาะสายเคเบิลที่เชื่อมต่อเครือข่ายมือถือทั่วโลก และเคเบิลที่ให้บริการโทรศัพท์มือถือในสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ NSA จึงสามารถรวบรวมบันทึกตำแหน่งผู้ใช้โทรศัพท์มากกว่า 4,000 ล้านครั้งต่อวัน

เดอะการ์เดียนเผยว่า NSA ยังมีดาต้าเบสชื่อ Dishfire ซึ่งรวบรวมข้อความเท็กซ์ของประชาชนคนทั่วไปที่ส่งผ่านอินเทอร์เน็ตถึง 200 ล้านข้อความในแต่ละวัน

แต่ NSA ไม่ได้ทำคนเดียว แต่ร่วมมือกับพันธมิตรอีกจำนวนหนึ่ง นำโดยกลุ่ม “Five Eyes” เช่น แคนาดา, ออสเตรเลีย และอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศกลุ่มเดียวกับที่รวมหัวกันไม่ยอมให้หัวเว่ยมาให้บริการ 5G

นอกจาก “Five Eyes” แล้วประเทศดังต่อไปนี้ก็ร่วมสอดแนมและแชร์ข้อมูลสอดแนมชาวโลกด้วย คือหน่วยข่าวกรองของเดนมาร์ก. ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, เนเธอร์แลนด์, นอร์เวย์, สเปน, สวิตเซอร์แลนด์, อิสราเอล หรือแม้แต่สิงคโปร์

แต่ที่น่าสนใจก็คือมีเซิร์ฟเวอร์สอดแนม 700 ตัว ใน 150 พื้นที่ทั่วโลก และหนึ่งในนั้นคือ … กรุงเทพฯ ประเทศไทย!

คนไทยคงจะลืมไปแล้วอีกเช่นกันว่า หนึ่งในเซิร์ฟเวอร์ของปฏิบัติการสอดแนม XKeyscore ที่ล้วงข้อมูลผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกตั้งอยู่ในเมืองไทย แต่เราไม่ทราบว่ามันอยู่ที่ไหน อาจอยู่ในใจกลางกรุงเทพฯ ก็ได้ หรืออาจเป็นโกดังสักแห่งชานเมืองหลวงในที่ๆ คนคาดไม่ถึง

นี่คือข้อมูลเมื่อปี 2013 และปัจจุบันกรณีสอดแนมโดย NSA ก็ยังไม่จบ หมายความว่าเราอาจจะยังถูกสอดแนมอยู่ ส่วนเซิร์ฟเวอร์ของสหรัฐที่ตั้งอยู่ในบ้านเราตามข้อมูลระบุว่า “เป็นอดีตปฏิบัติการ” แต่เราจะเชื่อได้แค่ไหน?

ไม่น่าแปลกใจที่ผู้แทนการค้าของสหรัฐออกปากเตือน (หรือขู่) บางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังใช้หัวเว่ยว่า ให้เลิกความคิดนั้นเสีย เพราะสหรัฐจะไม่ยอมแชร์ข้อมูลด้านความั่นคงด้วย ซึ่งประเทศที่ว่าจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากไทย ซึ่งเป็นทั้งพาร์เนอร์ด้านความมั่นคงของสหรัฐ และยังใช้หัวเว่ยอย่างเปิดเผย

แต่ตอนนี้คนไทยเริ่มหวาดๆ กันแล้ว เพราะการระดมยิงข่าวอย่างต่อเนื่องของสหรัฐและพันธมิตรว่าหัวเว่ยสอดแนมอย่างแน่นอน ทั้งๆ ที่ข่าวเกือบจะทุกข่าวที่เกี่ยวกับการสอดแนมใช้คำว่า claim (อ้าง) allege (อ้างว่า) แทบจะทั้งนั้น

เป็นเรื่องที่ยอกย้อนอย่างมาก เพราะขณะที่คนไทยกำลังตื่นกลัวกับข้อกล่าวหาที่สหรัฐอ้าง (โดยไม่มีหลักฐาน) ว่าหัวเว่ยสอดแนมข้อมูลผู้ใช้ แต่เรากลับไม่รู้ว่ามีสหรัฐก็เคยสอดแนมเราอยู่เช่นกัน ด้วยเครื่องที่ตั้งอยู่ในบ้านเรานี่เอง

ที่ยอกย้อนกว่านั้นคือ ปฏิบัติการสอดแนมที่ชื่อว่า PRISM มีหุ้นส่วนทางธุรกิจคือ Microsoft, Facebook, Apple และ Google  

จากข้อมูลภายในของ NSA พบว่า นับตั้งแต่ปี 2010 NSA เริ่มตระหนักถึงการแพร่หลายของสมาร์ทโฟน และตั้งหน่วยพิเศษไปประจำตามบริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟน คือ iPhone ของแอปเปิล และเครื่อง Android ของกูเกิล และมีข้อมูลระบุว่า NSA สามารถสอดแนม iOS 3 และ iOS 4 ได้ถึง 38 ฟีเจอร์

ส่วนปฏิบัติการสอดแนม Tempora ของอังกฤษ ก็มีบริษัทโทรคมนาคมเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น British Telecommunications, Interoute, Level 3, Global Crossing, Verizon Business, Viatel และ Vodafone Cable

หน่วยงานข่าวกรองของอังกฤษยังอั๊กลี่ถึงขนาดทำเว็บไซต์ปลอม LinkedIn ซึ่งเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กสำหรับคนทำงาน เพื่อที่ติดตั้งซอฟแวร์สอดแนมในบริษัทเอกชน นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายบริษัทที่ NSA ได้รับข้อมูลการสอดแนมมาโดยตรง แต่ไม่ได้ถูกเปิดเผยชื่อ แต่มีชื่อเป็นรหัสต่างๆ

แต่เท่านี้เราก็มั่นใจได้ในระดับหนึ่งแล้วว่า ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ แลโซเชียลเน็ตเวิร์กในโลกตะวันตกไม่ได้สะอาดผุดผ่องอะไรเลย ตรงกันข้าม สิ่งที่พวกเขากล่าวหาหัวเว่ยนั้น พวกเขาทำมาหมดแล้ว

ย้ำอีกครั้งว่า หัวเว่ยก็ไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่อง หรืออย่างน้อยยังยืนยันไม่ได้ว่าสอดแนมข้อมูลผู้ใช้จริงหรือไม่ แต่ประเด็นก็คือผู้กล่าวหาก็ไม่ได้มีพฤติกรรมที่ดีไปกว่าเลย

และนี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมจีนถึงไม่อนุญาตให้โซเชียลเน็ตเวิร์กหรือเว็บไซต์หลายๆ เว็บเปิดให้บริการในจีน เพราะว่ามันเสี่ยงเกินนั่นเอง

เหรินเจิ้งเฟย ชายที่ผลักดันหัวเว่ยจากแบรนด์เซินเจิ้นสู่แบรนด์โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589812

  • วันที่ 22 พ.ค. 2562 เวลา 18:00 น.

เหรินเจิ้งเฟย ชายที่ผลักดันหัวเว่ยจากแบรนด์เซินเจิ้นสู่แบรนด์โลก

นาทีนี้คงจะมีคนอยากรู้จักเหรินเจิ้งเฟย ซีอีโอและผู้ก่อตั้งหัวเว่ยให้มากขึ้นว่าเขาเป็นใครมาจากไหนถึงได้ไม่ยอมก้มหัวให้รัฐบาลสหรัฐง่ายๆ

เหรินเจิ้งเฟยเกิดในครอบครัวครูในมณฑลกุ้ยโจวซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยากจนที่สุดของจีนในสมัยนั้น ตัวเขา พ่อแม่ และพี่ๆ น้องๆ ต้องอาศัยอยู่ใต้ชายคาเล็กๆ ขนาด 12 ตร.ม. ที่ดัดแปลงระเบียงเป็นครัวขนาดย่อมๆ โดยที่พ่อแม่มักจะไปจ่ายตลาดในช่วงที่ตลาดใกล้ปิด เพื่อให้ได้วัตถุดิบเพียงพอกับทุกคนในบ้าน เพราะพ่อค้าแม่ค้ามักจะขายผักปลาในราคาถูกกว่าช่วงเวลาปกติ

ระหว่างที่ญี่ปุ่นเข้ายึดจีน พ่อของเหรินเจิ้งเฟยย้ายไปยังเมืองกว่างโจวเพื่อทำงานในทำแหน่งเสมียนบัญชีในโรงงานของรัฐบาลก๊กมินตั๋ง และเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อปี 1958

ส่วนเหรินเจิ้งเฟยเองนั้นหลังจากจบชั้นมัธยมก็เข้าเรียนต่อที่สถาบันวิศวกรรมโยธาและสถาปัตยกรรมฉงชิ่งในปี 1963 และจับพลัดจับผลูได้เข้าร่วมกองทัพปลดปล่อยประชาชนของจีนในฐานะทหารนักเทคโนโลยี เพราะรัฐบาลจีนขณะนั้นต้องการสร้างโรงงานผลิตเส้นใยสังเคราะห์ท่ามกลางภาวะขาดแคลนอาหารและเครื่องนุ่งห่มจากการปฏิวัติวัฒนธรรม แต่เจ้าตัวไม่ได้รับตำแหน่งทางทหาร และไม่สามารถเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ได้ เนื่องจากพ่อเคยทำงานให้พรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งรัฐบาลจีนถือว่ามีประวัติไม่ใสสะอาด

เมิ่งหว่านโจว ภาพ : AFP

แต่ด้วยความที่เหรินเจิ้งเฟยมีผลงานด้านเทคโนโลยีที่โดดเด่น ทำให้ได้รับเลือกจากกองทัพปลดปล่อยประชาชนให้เข้าร่วมการประชุมวิทยาศาสตร์แห่งชาติเมื่อปี 1978 และได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในที่สุดด้วยการช่วยเหลือจากผู้บังคับบัญชา กระทั่งได้เลื่อนขั้นสูงสุดเป็นรองประธานสถาบันวิจัยด้านการก่อสร้างเล็กๆ อีก 4 ปีต่อมาก็ลาออกจากกองทัพเนื่องจากมีการปรับลดกำลังพล

ปี 1983 เหรินก็ย้ายไปทำงานกับบริษัทให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่เมืองเซินเจิ้น เมื่อเริ่มอิ่มตัวกับงาน ก็ตัดสินใจลาออกมาก่อตั้งบริษัท หัวเว่ย ขึ้นมาด้วยเงินทุนเพียง 21,000 หยวนในปี 1987 และดำรงตำแหน่งซีอีโอของบริษัทตั้งแต่ปี 1988 จนถึงปัจจุบัน

ในช่วงเริ่มแรกของหัวเว่ยนั้น รัฐบาลจีนกำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคมโดยมีรัฐวิสาหกิจ คือ Great Dragon, Datang และ ZTE เป็นผู้นำตลาด จากหนังสือเรื่อง The Huawei Way ของเถียนเทา หนึ่งในสภาที่ปรึกษาของหัวเว่ย ระบุว่า ช่วงแรกหัวเว่ยค้าขายเฉพาะอุปกรณ์ด้านโทรคมนาคม แต่ถูกมองว่าเป็นผู้ค้ารายเล็กๆ เท่านั้น ทำให้ไม่สามารถเข้าไปแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดได้ ช่วงนั้นเหรินเจิ้งเฟยถึงกับถูกอาการเครียดรุมเร้า

ถึงอย่างนั้น เหรินเจิ้งเฟยก็ยังไม่ถอดใจ เขาขอให้พนักงานทำงานล่วงเวลาและทำทุกวิถีทางเพื่อให้หัวเว่ยเดินหน้าต่อไปได้ และใช้กลยุทธ์ตีเมืองเล็กก่อน เนื่องจากไม่สามารถเข้าไปแข่งกับเจ้าตลาดในเมืองใหญ่ๆ ด้วยเหตุนี้ เหรินเจิ้งเฟยจึงทุ่มเทให้กับการวิจัยและพัฒนาอย่างเต็มที่ เพื่อให้หัวเว่ยสร้างเทคโนโลยีของตัวเองที่สามารถแข่งกับคู่แข่งรายใหญ่ๆ ได้

แม้แต่เหรินเจิ้งเฟยเองก็ต้องทำงานหนักไม่ต่างจากพนักงาน เจ้าตัวเผยว่า “ผมต้องสู้เพื่อให้บริษัทรอด ผมใช้เวลาที่ออฟฟิศวันละ 16 ชั่วโมง” ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัวและไม่ค่อยสนิทกับลูกๆ

เหรินเจิ้งเฟยมีหลักการบริหารหัวเว่ยที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ การตัดสินใจส่วนใหญ่เป็นหน้าที่ของวิศวกรในบริษัท ส่วนงานประจำวันของบริษัทจะเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร 3 คน โดยแต่ละคนจะนั่งตำแหน่งซีอีโอคนละ 6 เดือนแล้วหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ โดยแนวคิดนี้เหรินเจิ้งเฟยได้รับแรงบันดาลใจมาจากการบินอพยพของฝูงนกที่จะบินตามกันเป็นรูปตัววี (V) ตัวที่อยู่แถวหน้าสุดคือตัวที่ต้องรับภาระหน้าที่หนักที่สุด

จากความพยายามทั้งหมดของเหรินเจิ้งเฟยส่งผลให้ทุกวันนี้หัวเว่ยผงาดขึ้นเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ด้านการโทรคมนาคมอันดับหนึ่งของโลก และผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับสองรองจากซัมซุง คาดว่าตัวเขามีทรัพย์สินราว 3,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วหัวเว่ยมีมูลค่าถึง 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2018 โดยมีพนักงานเกือบ 190,000 คน ปฏิบัติการใน 170 ประเทศทั่วโลก

https://www.instagram.com/p/Bq3eBAJA-hT/

ด้านชีวิตครอบครัวนั้น เหรินเจิ้งเฟยผ่านการแต่งงานมาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งแรกสมสรกับเมิ่งจวิน บุตรสาวอดีตรองผู้ว่าการมณฑลเสฉวน มีบุตรสาวด้วยกัน 1 คนคือ เมิ่งหว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของหัวเว่ย และบุตรชายอีก 1 คน ได้แก่ เมิ่งผิง ซึ่งทำงานในบริษัทลูกของหัวเว่ย เหรินเจิ้งเฟยหย่ากับภรรยาคนแรกไม่นานหลังก่อตั้งหัวเว่ยและมาแต่งงานกับเหยาหลิง และมีลูกสาวด้วยกัน 1 คนคือ เหยาอานนา หรือแอนนาเบล เหยา และต่อมายังหย่าร้างอีกครั้งและแต่งงานใหม่กับซูเวยที่ลือกันว่าเป็นเลขาฯ ส่วนตัว

แม้จะมีธุรกิจพันล้าน แต่เหรินเจิ้งเฟยกลับเก็บตัวเงียบ ไม่เคยให้สัมภาษณ์ออกรายการทีวี และให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวแทบจะนับครั้งได้ จนกระทั่ง เมิ่งหว่านโจว ลูกสาวคนโตและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของหัวเว่ยถูกจับกุมตัวที่แคนาดาตามคำขอของรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐเมื่อปลายปีที่แล้ว เราจึงได้เห็นเหรินเจิ้งเฟยชี้แจงข้อเท็จจริงฝั่งตัวเองผ่านสื่อเป็นครั้งแรก

อินโดฯบล็อกโซเชียลมีเดีย สกัดข่าวปลอมแพร่กระจายหลังประกาศผลเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589864

  • วันที่ 22 พ.ค. 2562 เวลา 17:54 น.

อินโดฯบล็อกโซเชียลมีเดีย สกัดข่าวปลอมแพร่กระจายหลังประกาศผลเลือกตั้ง

อินโดฯ บล็อกโซเชียลมีเดียบางส่วน หลังผู้กลุ่มหนุนปราโบโวก่อจลาจลรุนแรงไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง ด้านโจโกวีลั่นไม่ยอมให้ใครขวางประชาธิปไตย

ทางการอินโดนีเซียสั่งบล็อกการเข้าถึงสื่อโซเชียลมีเดียในบางส่วน ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ หลังจากพบว่ามีการส่งต่อข้อมูลทั้งข้อความ ภาพถ่าย และวิดิโอที่เป็นข่าวปลอมกันอย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้ประท้วงที่สนับสนุนนายพลปราโบโวที่ก่อจลาจลรุนแรงไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งจนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 ราย บาดเจ็บอีกราว 200 คน

“เพื่อหลีกเลี่ยงการยั่วยุการแพร่กระจายข่าวปลอมผ่านชุมชนเราจะ จำกัด การเข้าถึงฟีเจอร์บางอย่างบนโซเชียลมีเดีย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสารและข้อมูลสารสนเทศของอินโดนีเซียกล่าว

 

 

ข่าวปลอมต่อต้านจีนเต็มโซเชียล

มีรายงานว่าเกิดการส่งต่อข้อมูลข่าวปลอมในกลุ่มผู้ประท้วงที่สนับสนุนนายพลปราโบโวซึ่งไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ว่าในบรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สังหารผู้ประท้วงจนเสียชีวิตนั้นเป็นชาวอินโดฯเชื้อสายจีน

ข้อความดังกล่าวถูกส่งต่อกันอย่างแพร่หลายในสื่อโซเชียลของอินโดฯตลอดตั้งแต่ช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมาต่อเนื่องจนถึงในวันนี้ซึ่งมีรายงานพบการจลาจลปะทะกับเจ้าหน้าที่ จนทางเจ้าหน้าที่ต้องมีการใช้แก๊สน้ำตาเข้าควบคุมสถานการณ์

 

บางส่วนของข้อความข่าวปลอมที่แพร่กระจายในโซเชียลมีเดียอินโดฯ

 

กลุ่มผู้ชุมนุมบางคนได้ใช้ข้อความว่า “Usir Cina” (ไล่จีน) และ “Awas Asing” (ระวังคนต่างชาติ) เป็นข้อความในการประท้วง ท่ามกลางข้อครหาในตัวประธานาธิบดีโจโกวีว่าเป็นผู้ที่เข้าหาทางการจีนมากเกินไป

ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้ปักหลักชุมนุมประท้วงที่ด้านหน้าของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งอินโดฯ (KPU) ขณะที่สื่อท้องถิ่นยังรายงานว่าทางการได้ส่งทหารราว 30,000 นายเข้าเมืองหลวงเพื่อรักษาความสงบพร้อมกับเฮลิคอปเตอร์

 

ประธานาธิบดีโจโกวี ซึ่งชนะการเลือกตั้งด้วยผลคะแนน 55.5% เหนือคู่แข่งคือนายพลซูเบียนโตที่ได้ 44.5% กล่าวในวันนี้ว่า ผลจะทำงานร่วมกับทุกคนที่ทำเพื่อพัฒนาประเทศนี้ แต่ผมจะไม่ยอมให้ใครก็ตามที่ขัดขวางความมั่นคง กระบวนการประชาธิปไตยและความสามัคคีของประเทศอันเป็นที่รักของเรา”

“ไม่มีทางเลือกอื่น ทหารและตำรวจจะดำเนินการต่อผู้ชุมนุมที่ก่อจลาจลรุนแรงอย่างเข้มงวด” ประธานาธิบดีโจโกวีกล่าว

นอกจากนี้ผู้นำอินโดฯ ยังกล่าวถึงเหตุจลาจลว่า “เจ้าหน้าที่มีหน้าที่รักษาสถานการณ์ที่วุ่นวานในจาการ์ต้าเพื่อควบคุมกลุ่มผู้ประท้วง” ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า การก่อจลาจลเป็นลักษณะแบบแผนพร้อมทั้งมีการกล่าวปลุกระดมของแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม

ขณะที่นายพลซูเบียนโตกล่าวว่า เขาจะส่งหลักฐานโกงการเลือกตั้ง พร้อมยื่นคัดค้านผลการเลือกตั้งต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันพรุ่งนี้ (23 พ.ค.)

 

สอท.เตือนคนไทย

ด้านสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงจาการ์ต้า ออกแถลงการณ์เตือนคนไทยให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางไปพื้นที่ต่าง ๆ ในกรุงจาการ์ตา และหลีกเลี่ยงการเดินทางไปบริเวณที่ชุมนุมและบริเวณอื่นใดที่อาจมีการรวมตัวกันของผู้ประท้วง โดยให้ติดตามข่าวสารจากโทรทัศน์ และจากทางการอินโดนีเซียและสถานเอกอัครราชทูตฯ อย่างใกล้ชิด

กรณีต้องการความช่วยเหลือ ติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ที่ +๖๒ ๘๑๑ ๑๘๖ ๒๕๓

ฟิลเตอร์ Snapchat เปลี่ยนหนุ่มเป็นหญิง คนรุมจีบเพียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589844

  • วันที่ 22 พ.ค. 2562 เวลา 17:20 น.

ฟิลเตอร์ Snapchat เปลี่ยนหนุ่มเป็นหญิง คนรุมจีบเพียบ

Snapchat แอพพลิเคชั่นที่มีมากกว่าฟิลเตอร์หน้าเด็ก

ช่วง 2-3 วันมานี้กระแสฮิตในโลกโซเชียลบ้านเราคงหนีไม่พ้นแอพพลิเคชั่นยอดฮิตอย่าง Snapchat ที่มีฟิลเตอร์ทำให้หน้าดูเด็กลงที่ใครๆ ก็เล่น ไม่เว้นแม้แต่ดาราเซเลบที่พากันแชร์ภาพหน้าวัยละอ่อนทั้งในเฟซบุ๊คและอินสตาแกรม เรียกว่าใครไม่มีนี่ถือว่าเชยมาก

แต่รู้ไหมว่าใน Snapchat ยังมีฟิลเตอร์ให้ชาวโซเชียลเล่นอีกนับไม่ถ้วน และที่กำลังมาแรงในฝั่งเมืองนอกก็คือ ฟิลเตอร์เปลี่ยนเพศ จากชายหนุ่มหนวดเฟิ้มเป็นหญิงสาวหน้าตาสวยหวาน จากสาวหน้าใสเป็นหนุ่มสุดแมน ฟิลเตอร์นี้ก็ฮิตในกลุ่มคนดังไม่แพ้ฟิลเตอร์หน้าเด็กของบ้านเรา ไมลีย์ ไซรัส นักร้องวัย 26 ปีก็ร่วมวงกับเขาด้วย ที่ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นหนุ่มหน้าคล้าย โจ โจนาส แห่งวงโจนาสบราเธอร์ส

โจ โจนาส

เมื่อฟิลเตอร์เปลี่ยนเพศทำงานได้เนียนแบบนี้ เลยมีคนเกิดไอเดียแผลงๆ ด้วยการใช้ฟิลเตอร์เปลี่ยนตัวเองให้เป็นผู้หญิงแล้วนำไปใช้เป็นภาพโปรไฟล์ในแอพพลิเคชั่นหาคู่ Tinder จนกลายเป็นกระแสไวรัลไปเรียบร้อยแล้ว

https://twitter.com/J_Askew/status/1127050762985582592

 

เจค เอสกิว หนุ่มนักศึกษาวัย 20 ปีจากเมืองดาร์บี้ของอังกฤษ เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ชายที่ลองใช้ฟิลเตอร์นี้ใน Tinder โดยสร้างประวัติให้ตัวเองในคราบหญิงสาวว่าชื่อ เจส อายุ 19 ปี มาจากเมืองดาร์บี้  โดยตั้งใจจะเล่นสนุกๆ กับเพื่อนเท่านั้น แต่ปรากฏว่าได้ผลตอบรับดีเกินคาด มีหนุ่มๆ เข้ามาวอแวด้วยถึง 1650 คน และได้จับคู่ไป 400 คน เจ้าตัวถึงกับเอ่ยว่า เจสกลายเป็นสาวป็อปปูลาร์ในเมืองดาร์บีภายในพริบตา

ผลจากการสร้างประวัติว่าตัวเองเป็นหญิงสาว ก็ทำให้เอสกิวเข้าใจหัวอกสาวๆ ใน Tinder ขึ้นอีกมาทีเดียว เพราะช่วงที่เขาเป็นเจสนั้น หนุ่มๆ บางคนก็ส่งข้อความทั้งแนวหยอดกันโต้งๆ แนวลามก แนวแปลกๆ  ทำเอาเจ้าตัวแอบหวั่นแทนสาวไ เหมือนกัน

และนี่คือตัวจริงของ เจค เอสกิว

เอสกิวได้นำผลลัพธ์ของการใช้ฟิลเตอร์เปลี่ยนเพศและข้อความแปลกๆ ที่หนุ่มๆ ส่งมาให้ใน Tinder ไปแชร์ในทวิตเตอร์อีกต่อหนึ่ง ซึ่งก็เรียกยอดไลค์และรีทวีตจากเพื่อนๆ ในทวิตเตอร์ได้อีกกว่า 15,000 ครั้ง รวมทั้งมีสาวๆ ส่วนหนึ่งคอมเม้นท์ไปขอคำแนะนำจากเอสกิว เพราะ Tinder ของพวกเธอช่างเงียบเหงาเหลือเกิน

ปะทะเดือดหลังอินโดฯประกาศผลโจโกวีชนะเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/589841

  • วันที่ 22 พ.ค. 2562 เวลา 15:19 น.

ปะทะเดือดหลังอินโดฯประกาศผลโจโกวีชนะเลือกตั้ง

ตาย 6 บาดเจ็บนับร้อย กลุ่มผู้สนับสนุน’นายพลซูเบียนโต’ ประท้วงไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง

เกิดเหตุกลุ่มผู้สนับสนุนนายพลปราบโบโว ซูเบียนโต ก่อเหตุชุมนุมประท้วงผลการเลือกตั้งหลังจากที่ทางการกกต.อินโดนีเซียออกมาประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการโดยระบุว่า นายโจโก วิโดโด ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งที่ร้อยละ 55.5 % ขณะที่นายพลปราโบโว ซูเบียนโตได้คะแนนเสียงอยู่ที่ 44.5 % โดยทั้งสองมีคะแนนโหวตต่างกันที่ 16,957,123 เสียง หรือคิดเป็นร้อยละ 11%

 

(ซ้าย) โจโกวี (ขวา) ซูเบียนโต

หลังการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการของกกต.อินโดฯ ส่งผลให้ภายในวันเดียวกัน กลุ่มผู้สนับสนุนนายพลปราโบโวไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ก่อเหตุประท้วงภายในกรุงจาการ์ต้าจนมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 6 ราย อีกกว่า 200 คนได้รับบาดเจ็บ ตามการเปิดเผยของผู้ว่าการกรุงจาการ์ต้า

 

โฆษกของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอินโดฯระบุว่า เหตุที่ผู้ชุมนุมก่อความไม่สงบนั้นเนื่องจากไม่พอใจผลการเลือกตั้งที่นายพลปราโบโวที่พวกเขาสนับสนุนพ่ายแพ้การเลือกตั้ง ในการนี้ทางตำรวจกล่าวว่าได้จับกุมแกนนำการประท้วงได้อีก 20 คน

 

รายงานของ KompasTV สื่อท้องถิ่นอินโดฯระบุว่า กลุ่มผู้ประท้วงได้จุดไฟเผารถยนต์เสียหายหลายคันช่วงคืนวันอังคารที่ผ่านมาพร้อมมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมจลาจล มีการขว้างก้อนหินและระเบิดขวดใส่เจ้าหน้าที่ พร้อมจุดไฟเผาทำลายสาธารณะสมบัติหลายแห่ง

โดยล่าสุดในวันนี้ ( 22 พ.ค.) ยังพบว่าผู้ประท้วงก่อเหตุจลาจลในบางพื้นที่ของกรุงจาการ์ต้า

ทางการต้องส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายร้อยนายเข้าควบคุมสถานการณ์ มีการใช้แก๊สน้ำตาและปืนฉีดน้ำเข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย

 

ด้านทางการอังกฤษและออสเตรเลียได้ออกประกาศแนะนำพลเมืองของตนหลีกเลี่ยง การเดินทางไปยังอินโดนีเซียในช่วงนี้แล้ว พร้อมทั้งประเทศเตือนพลเมืองที่อาศัยในอินโดนีเซียระมัดระวังด้านความปลอดภัย

 

 

เกิดอะไรขึ้นกับผลเลือกตั้งอินโดฯ

อินโดนีเซียมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหญ่ของประเทศเมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งผลการนับคะแนนอย่างเร็วในหลายหน่วยเลือกตั้งระบุว่า ประธานาธิบดีโจโกวีจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเหนือคู่แข่ง

แต่ด้านนายพลปราโบโว ซูเบียนโต วัย 67 ปีอดีตนายพลของกองทัพอินโดฯที่หันมาเล่นการเมืองพยายามอ้างชัยชนะในการเลือกตั้งโดยระบุว่า ทางพรรคของเขาได้ส่งคนไปสังเกตการนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้งราว 320,000 หน่วย จากหน่วยเลือกตั้งทั้งหมดทั่วประเทศที่มีอยู่กว่า 800,000 หน่วย โดยบอกว่าเขาและผู้สมัครคู่หูได้รับคะแนนเสียงมากถึง 62% ของผู้มีสิทธิลงคะแนนชาวอินโดนีเซียกว่า 150 ล้านเสียง ซึ่งมากกว่านายโจโกวี พร้อมทั้งบอกว่าผลการนับคะแนนอย่างเร็วๆของหลายสำนักเป็นผลโพลโกหกประชาชน

 

แม้ว่าบรรดาผู้สังเกตการณ์อิสระและนักวิเคราะห์ด้านการเมืองกล่าวว่าในการลงคะแนนเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมานั้นเป็นไปอย่างอิสระและยุติธรรม แต่ทางทีมหาเสียงของนายพลปราโบโวอ้างว่าเป็นการเลือกตั้งที่มีการโกงครั้งมโหฬาร

เมื่อวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมาคณะกรรมการการเลือกตั้งอินโดนีเซีย (KPU) ได้ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการระบุว่านายโจโกวีได้รับคะแนนเสียงที่ 55.5% ส่วนนายพลปราโบโวคู่แข่งได้ 44.5% ทั้งสองคะแนนต่างกัน 11%

 

ทีมหาเสียงของนายพลปราโบโวบอกว่าจะยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญถึงผลเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรมภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากทางกกต.อินโดฯประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาชนลุกฮือต่อต้านผลการเลือกตั้งที่โกหกครั้งนี้

 

JG Photo/Yudha Baskoro

ทางการอินโดนีเซียได้ส่งทหารกว่า 30,000 เข้ามาในเมืองหลวงเพื่อรับมือด้านความปลอดภัยตามสถานที่ต่างๆ หน่วยงานรัฐบาลและสถานศึกษาบางแห่งถูกสั่งปิดเพื่อความปลอดภัย

เช่นเดียวกับสถานีรถไฟบางสถานีถูกปิดรวมถึงห้างสรรพสินค้าบางแห่งรวมถึงถนนบางสายเช่นกัน

ข่าวปลอมต่อต้านจีนเต็มโซเชียล

มีรายงานด้วยว่าทางการอินโดฯได้สั่งบล็อกการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก ว็อทส์แอปส์ และอินสตาแกรม หลังมีการส่งต่อข้อมูลในโซเชียลมีเดียว่า ในบรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สังหารผู้ประท้วงจนเสียชีวิตนั้นเป็นชาวอินโดฯเชื้อสายจีน

 

บางส่วนของข้อความข่าวปลอมที่แพร่กระจายในโซเชียลมีเดียอินโดฯ

ข้อความดังกล่าวถูกส่งต่อกันอย่างแพร่หลายในสื่อโซเชียลของอินโดฯตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา

 

บางส่วนของข้อความข่าวปลอมที่แพร่กระจายในโซเชียลมีเดียอินโดฯ

กลุ่มผู้ชุมนุมบางคนได้ใช้ข้อความว่า “Usir Cina” (ไล่จีน) และ “Awas Asing” (ระวังคนต่างชาติ) เป็นสโลแกนในการประท้วง ท่ามกลางข้อครหาในตัวประธานาธิบดีโจโกวีว่าเป็นผู้ที่เข้าข้างทางรัฐบาลจีน ชุมชนชาวจีนในอินโดนีเซีย และเปิดโอกาสให้กับกลุ่มทุนจีนมากเกินไป