“กุดั่น” คืออะไร? ชื่อโกศไทยที่มาไกลถึงอินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590377

  • วันที่ 27 พ.ค. 2562 เวลา 21:00 น.

"กุดั่น" คืออะไร? ชื่อโกศไทยที่มาไกลถึงอินเดีย

ความเกี่ยวโยงระหว่างศิลปะของโกศพระราชทานกับศิลปะชั้นสูงของชาวอินเดีย โดยกรกิจ ดิษฐาน

หลังจากที่มีการประกาศสำนักพระราชวังเรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานโกศกุดั่นน้อย เพื่อเป็นเกียรติแก่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษ ทำให้เกิดความสนใจเกี่ยวกับโกศกุดั่นน้อยกันเป็นอันมาก และมีสื่อได้รายงานลักษณะของโกศกุดั่นน้อยกันไปบ้างแล้ว

แต่โกศกุดั่นน้อยยังมีแง่มุมด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่น้อยคนนักจะทราบ โดยเฉพาะที่มาของคำๆ นี้

ราชบัณฑิตยสถาน อธิบายความหมายของคำว่า “กุดั่น” เอาไว้ว่า

(๑) น. ทองแกมแก้ว คือ เครื่องประดับเพชรพลอยหรือกระจก เช่น ลายปั้นกุดั่น คือ ลายปั้นปิดทองประดับกระจก, โกศกุดั่น คือ โกศทำด้วยไม้จำหลักปิดทองประดับกระจก

(๒) น. ชื่อลายเป็นดอกไม้ ๔ กลีบรวมกันอยู่เป็นพืด, ถ้าแยกอยู่ห่าง ๆ เรียกว่า ประจำยาม.

ดังนั้นลักษณะของกุดั่น คือการประดับด้วยพลอยหรือกระจกและมีการปิดทอง ส่วนความหมายที่ ๒ เป็นความหมายในเชิงจิตรกรรม ซึ่งไม่เกี่ยวกับลักษณะโกศ

คำว่า กุดั่น จึงตรงกับ กุนดัน/กุนดาน (Kundan) ในภาษาท้องถิ่นอินเดีย ความหมายเดิมของกุนดัน คือทองคำที่มีคุณภาพสูง ส่วนอีกความหมายหนึ่ง คือหัตถกรรมการประดับอัญมณีที่ประกอบไปด้วยพลอยและทองคำเปลว มักใช้ประดับสร้อยสังวาล

Bazuband (armband), One of a Pair,late 18th–19th century. © 2000–2019 The Metropolitan Museum of Art.

การทำกุนดัน/กุนดาน มาจากรัฐราชสถาน หรือรัฐคุตราช และถ่ายทอดสู่ราชสำนักจักรวรรดิโมกุล วิธีการทำกุนดันจะเริ่มจากการขึ้นลายบนชิ้นทองคำหรือโลหะชุบทองจากนั้นทำการฝังอัญมณีลงไปในช่องลายที่ขึ้นไว้ แล้วทำการขัดให้เงางาม

ยังมีการทำกุนดันอีกแบบหนึ่ง เรียกว่า กุนดัน มีนา (Kundan Meena) เป็นหัตถกรรมเลื่องชื่อของเมืองชัยปุระ แคว้นราชสถาน วิธีการก็คือจะขึ้นชิ้นทองเป็นช่องรูปทรงต่างๆ แล้วลงยาหรือประดับกระจกสี อีกด้านหนึ่งจะประดับอัญมณี

นอกจากนี้ เครื่องประดับกุนดันจำนวนไม่น้อยมักขึ้นรูปเป็นทรงดอกไม้ ซึ่งเขากับนิยามที่ ๒ ที่ให้ไว้โดยราชบัณฑิตยสถาน

ผู้เขียนคาดว่า ลายกุดั่นของไทยเป็นการเลียนแบบลายของกุนดัน หรือเครื่องทองประดับอัญมณีของอินเดียนั่นเอง เพราะความหมายและลักษณะตรงกันอย่างมาก

Necklace,18th century. The Metropolitan Museum of Art

นอกจากนี้ แต่โบราณราชสำนักไทยยังสั่งซื้อผ้าพิมพ์ลายจากอินเดียมาใช้ตั้งแต่สมัยอยุธยา จึงน่าจะมีการถ่ายทอดลวดลายและการทำเครื่องประดับแบบกุนดันมาจากอินเดียด้วย จนกลายเป็นที่มาของคำว่ากุดั่น

คำว่า “โกศกุดั่น” (ซึ่งมีทั้งโกศใหญ่และโกศน้อย) จึงหมายความว่า โกศนี้มีลักษณะการประดับประดาด้วยทองคำและกระจกแบบเดียวกับกุนดัน หรือกุนดันมีนา ศิลปะหัตถกรรมของชาวแคว้นราชสถานนั่นเอง

นี่คือความเกี่ยวโยงระหว่างศิลปะของโกศพระราชทานกับศิลปะชั้นสูงของชาวอินเดีย

อ้างอิง

Babb, Lawrence A. (2013) Emerald City: The Birth and Evolution of an Indian Gemstone Industry. SUNY Press. หน้า 44

Navina Najat Haidar, Marika Sardar. (2015) Sultans of Deccan India, 1500–1700: Opulence and Fantasy. Metropolitan Museum of Art. หน้า 134 – 136

ทรัมป์ไม่พร้อมดีลจีน หัวเว่ยลั่นใครอยากจะดีลด้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590353

  • วันที่ 27 พ.ค. 2562 เวลา 17:13 น.

ทรัมป์ไม่พร้อมดีลจีน หัวเว่ยลั่นใครอยากจะดีลด้วย

โลกสงบยาก สองยักษ์ใหญ่ไม่มีท่าทียอมอ่อนข้อกัน ล่าสุดเจ้าสัวหัวเว่ยยังถึงกับแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐกล่าวระหว่างการเยือนญี่ปุ่นว่า สหรัฐไม่พร้อมที่จะทำข้อตกลงทางการค้ากับจีน และยังขู่ว่าสหรัฐอาจจะเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้าจีนมากขึ้นกว่านี้และอย่างง่ายดายกว่านี้ด้วย โดยท่าทีของทรัมป์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากการเจรจาทางการค้าระหว่างสองประเทศพบกับทางตันเมื่อต้นเดือนนี้เพราะแต่ละฝ่ายกล่าวโทษกันเอง โดยทรัมป์ยังขู่ว่าจะเพิ่มอัตราภาษีอีกเป็นมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ

“ผมคิดว่าพวกเขา (จีน) อาจหวังว่าจะได้ข้อตกลงที่เตรียมพร้อมไว้แล้วทั้งๆ ที่ยังไม่ได้พยายามเจรจาใหม่ พวกเขาต้องการทำข้อตกลง แต่เราไม่พร้อมที่จะทำข้อตกลง” ทรัมป์กล่าวเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ที่งานแถลงข่าวร่วมกับนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ที่กรุงโตเกียว

ทรัมป์กล่าวว่า นักธุรกิจต่างย้ายออกจากจีนไปยังประเทศที่ไม่ถูกขึ้นภาษี รวมถึงสหรัฐและประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ถึงกระนั้นทรัมป์ก็ยังแย้มว่า ทั้งจีนและสหรัฐอาจจะลงรอยกันได้

“ผมคิดว่าบางทีในอนาคต จีนและสหรัฐจะบรรลุข้อตกลงการค้าที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน และเราหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะผมไม่เชื่อว่าจีนจะแบกรับภาษีนับร้อยล้านเหล่านี้ได้อีกต่อไป ผมไม่เชื่อว่าพวกเขาจะทำแบบนั้นได้” ทรัมป์กล่าว

ขณะเดียวกัน เหรินเจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งบริษัทหัวเว่ยให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg Television โดยตอบประเด็นที่ทรัมป์เคยเสนอให้นำเอากรณีหัวเว่ยมาเป็นข้อต่อรองในการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ ซึ่งเหรินชี้ว่าเป็น “เรื่องโจ๊ก” และบอกว่าหัวเว่ยไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสงครามการค้าจีน-สหรัฐ

เหรินกล่าวว่า “สหรัฐไม่เคยซื้อผลิตภัณฑ์ของเรา ถึงสหรัฐต้องการจะซื้อผลิตภัณฑ์ของเราในอนาคต เราก็คงไม่ขายให้ ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเจรจา” และบอกว่า “ผมจะเมินทรัมป์ แล้วเขาจะเจรจากับใครล่ะ?”

เหรินเจิ้งเฟยยังบอกว่า ถ้าหาทรัมป์โทรหาเขา เขาก็คงไม่รับสาย และทรัมป์ก็ไม่มีเบอร์ของเขาอยู่ดี อีกอย่าง เขาเห็นข้อความที่ทรัมป์โพสต์ในทวิตเตอร์แล้ว รู้สึกน่าหัวร่อเพราะเป็นข้อความที่ขัดแย้งกันเอง แล้วคนแบบทรัมป์จะเป็นนักต่อรองชั้นยอดได้อย่างไร?

เป็นเรื่อง ทรัมป์เสียมารยาทกับจักรพรรดิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590300

  • วันที่ 27 พ.ค. 2562 เวลา 13:12 น.

เป็นเรื่อง ทรัมป์เสียมารยาทกับจักรพรรดิ

เกิดวิวาทะร้อนแรงขึ้นระหว่างที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ เดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ระหว่างที่ทรัมป์เดินทางไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ ที่พระราชวังหลวงในกรุงโตเกียว ทรัมป์ได้แสดงกิริยาสนิทสนมเป็นพิเศษกับสมเด็จพระจักรพรรดิ

จากภาพจะพบว่า ทรัมป์ใช้มือโอบพระปฤษฎางค์ (หลัง) ของพระองค์ หลังจากที่สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีเสด็จมาต้อนรับเขา นอกจากนี้ หลังจากทรงเชิญทรัมป์นั่งลงและทรงพระราชปฏิสันถารด้วย ทรัมป์ก็ยื่มมือมากุมพระหัตถ์ของสมเด็จพระจักรพรรดิอย่างสนิทสนม

ทั้งนี้ ทรัมป์มักแสดงกิริยาถูกเนื้อต้องตัวคู่สนทนาอยู่บ่อยครั้ง จนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขา ทว่าในสังคมญี่ปุ่น สมเด็จพระจักรพรรดิทรงมีพระสถานะที่สูงส่ง บุคคลทั่วไปจะพยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสพระองค์ เพราะเป็นการล่วงละเมิดความเป็นส่วนพระองค์

AFP

นอกจากนี้ ตามค่านิยมของชาวญี่ปุ่นยังไม่นิยมสัมผัสร่างกายของคู่สนทนา ถือเป็นเรื่องเสียมารยาทอย่างมาก นอกจากนี้ยังไม่ควรที่จะยืนใกล้คู่สนทนามากเกินไปด้วย

ในเฟซบุ๊คของสำนักข่าว Japan Today มีผู้เข้ามาแสดงความเห็นกันอย่างคึกคัก ส่วนใหญ่ชาวตะวันตกมองว่า เป็นการแสดงความเป็นมิตร และความใกล้ชิดสนิทสนม อย่างไรก็ตามชาวเอเชียบางคนอธิบายว่า การสัมผัสร่างกายของคู่สนทนาเป็นเรื่องที่เสียมารยาท

Johnson Oyama แสดงความเห็นว่า สมเด็จพระจักรพรรดิทรงสัมผัสร่างกายของทรัมป์ด้วยเช่นกัน และส่วนตัวเขาเชื่อว่า ทรัมป์สัมผัสกับพระองค์เพื่อตอบสนองท่าทีของสมเด็จพระจักรพรรดิ

ทั้งนี้ สมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะทรงไปศึกษาต่อที่สหราชอาณาจักร ในวิทยาลัยเมอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ระหว่างปี พ.ศ. 2526-2528 ขณะที่ สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสาขาเศรษฐศาสตร์ และทางด้านการทูตที่กระทรวงการต่างประเทศ

AFP

สัญญาณระทึก ไต้หวัน-สหรัฐประชุมลับครั้งแรกรอบ40ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590278

  • วันที่ 27 พ.ค. 2562 เวลา 11:05 น.

สัญญาณระทึก ไต้หวัน-สหรัฐประชุมลับครั้งแรกรอบ40ปี

บิ๊กความมั่นคงของทั้ง 2 ฝ่ายดอดหารือกันในช่วงที่สัมพันธ์สหรับกับจีนกำลังถึงจุดเดือด

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐและไต้หวันร่วมประชุมด้านความมั่นคงครั้งแรกในรอบ 40 ปี ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน

กระทรวงการต่างประเทศของเกาะกล่าวในแถลงการณ์ ว่าการประชุมครั้งนี้ เป็นการหารือกันระหว่างเดวิด ลี (David Lee) หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของไต้หวัน กับจอห์น โบลตัน (John Bolton) ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ระหว่างที่ เดวิด ลีเดินทางเยือนสหรัฐวันที่ 13 – 21 พฤาษภาคม

ด้านสำนักข่าวกลางของไต้หวันรายงานว่า การประชุมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ไต้หวันและสหรัฐอเมริกายุติความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 1979 หลังจากที่สหรัฐหันไปรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน จากเดิมที่เคยยอมรับว่ารัฐบาลสาธารณรัฐจีนที่ไต้หวันเป็นรัฐบาลจีนที่ชอบธรรมเท่านั้น

แถลงการณ์ของไต้หวันระบุว่า “ ในระหว่างการเดินทางพร้อมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐนายลีได้พบกับตัวแทนจากพันธมิตรทางการทูตของเรา นับเป็นการตอกย้ำการสนับสนุนและความมุ่งมั่นที่จะทำให้ภูมิภาคอินโด – แปซิฟิกเป็นพื้นที่ที่เสรีและเปิดกว้าง”

แถลงการณ์นี้ สะท้อนถึงความเคลื่อนไหวทางการทหารของสหรัฐเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งส่งเรือรบแล่นลำในบริเวณช่องแคบไต้หวัน และในทะเลจีนใต้ จนสร้างความไม่พอใจให้กับจีน

รอยเตอร์สระบุว่า ไต้หวันอาจจะมองว่า การประชุมดังกล่าวเป็นสัญญาณของการสนับสนุนจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงเวลาที่รัฐบาลไต้หวันชูนโยบายเอกราช และสหรัฐมีท่าทีแข็งกร้าวกับจีน

อัจฉริยะเป็นโรคสมาธิสั้น เหตุดาวินชีวาดไม่เสร็จสักภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590249

  • วันที่ 27 พ.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

อัจฉริยะเป็นโรคสมาธิสั้น เหตุดาวินชีวาดไม่เสร็จสักภาพ

ปีนี้เป็นปีที่ 500 แห่งการจากไปของเลโอนาร์โด ดาวินชี ศิลปินเอกแห่งยุครอแนซ็องส์ หรือสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา ดงันั้นจังมีการเปิดเผยผลวิจัยเกี่ยวกับอัจฉริยะผู้นี้หลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคืองานวิจัยของผู้เชี่ยวชาญแห่ง Kings College London ในประเทศอังกฤษที่ระบุว่า ดาวินชีอาจมีอาการโรคสมาธิสั้น หรือ ADHD เห็นได้จากการที่ดาวินชีมักจะวาดภาพไม่เสร็จ

แม้แต่ภาพที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง Mona Lisa ดาวินชีก็วาดไม่เสร็จ แม้จะดูเหมือนเป็นภาพที่เสร็จสมบูรณ์แล้วก็ตาม

จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ พบว่า ดาวินชีมีพลังมหาศาลในการสร้างสรรค์ผลงาน โดยมักจะทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ ไม่หลับไม่ยอมนอนทั้งกลางวันและกลางคืน และมักจะหยุดพักโดยงีบหลับเพียงนิดหน่อย

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ มาร์โก คาตานี (Marco Catani) กล่าวว่า จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ดาวินชีใช้เวลาวางแผนโครงการต่างๆ นานมาก แต่มักจะไม่สานต่อให้เสร็จ และเป็นอาการของโรคสมาธิสั้น หรือ ADHD ซึ่งน่าจะเป็นมาตั้งแต่ดาวินชียังเป็นเด็ก

นอกจากนี้ ยังมีอาการที่แสดงออกถึงลักษณะของคนเป็น ADHD เช่น เขาเป็นคนถนัดซ้าย มีความบกพร่องในการเรียนรู้ (Dyslexia) คือภาวะผิดปกติเกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษา การสะกดคำผิด หรือมีอาการคลื่นไส้ ปวดหัว ปวดท้องเวลาที่ต้องอ่านหนังสือ อีกทั้งดาวินชี ยังมีลักษณะของทักษะภาษาในสมองซีกขวา

งานวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ในวารสาร Brain

สหรัฐแถลงแสดงความเสียใจ “พล.อ.เปรม” ถึงแก่อสัญกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590251

  • วันที่ 26 พ.ค. 2562 เวลา 20:07 น.

สหรัฐแถลงแสดงความเสียใจ "พล.อ.เปรม" ถึงแก่อสัญกรรม

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจําประเทศไทย ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการถึงแก่อสัญกรรมของ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์”

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.62 สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจําประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์เรื่องการถึงแก่อสัญกรรมของพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ความว่า

ในนามของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กระผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษและประธานองคมนตรี

เราระลึกถึงการปฏิบัติหน้าที่ของท่านโดยเสียสละเพื่อประชาชนชาวไทย ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ท่านดำรงตำแหน่งต่างๆ มากมาย รวมทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย โดยส่วนตัวแล้ว กระผมเองมีความทรงจำที่ดีเมื่อครั้งที่ได้ร่วมวงสนทนากับท่านและเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ความมุ่งมั่นแน่วแน่ที่พลเอก เปรม มีต่อความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศของเราทั้งสอง จะทำให้ท่านดำรงอยู่ในความทรงจำของเราตลอดไป

เราขอแสดงความไว้อาลัยร่วมกับครอบครัวของท่านและประชาชนชาวไทยต่อการจากไปของท่าน เราจะรำลึกถึงคุณงามความดีที่ท่านได้กระทำต่อประเทศชาติและบ้านเมือง อันจะเป็นสิ่งที่คงอยู่สืบไป

ปีเตอร์ เฮย์มอนด์ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

ประเทศกูไม่มี กัมพูชากดดันแรปเปอร์ลบเพลงวิจารณ์ประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590230

  • วันที่ 26 พ.ค. 2562 เวลา 17:29 น.

ประเทศกูไม่มี กัมพูชากดดันแรปเปอร์ลบเพลงวิจารณ์ประเทศ

จุดจบของ “สังคมนี้” เพลงแรปวิจารณ์ความเหลวแหลกของประเทศกัมพูชาและโจมตีรัฐบาลทางอ้อมซึ่งกลายเป็นไวรัลออนไลน์

Dymey-Cambo แรปเปอร์หนุ่มชาวกัมพูชาที่ไม่เคยมีใครได้ยินชื่อมาก่อน กลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืน หลังจากเพลง “สังคมนี้” (Sangkum Nis/សង្គមនេះ) กลายเป็นไวรัลในโลกโซเชียล โดยมีเนื้อหาวิจารณ์สังคมของกัมพูชาอย่างเจ็บแสบ

เนื้อเพลงสังคมนี้ เอ่ยถึงความไม่ยุติธรรมในสังคม ปัญหาคอร์รัปชั่น และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และประณามรัฐบาลทางอ้อมว่าเป็นตัวการของปัญหาทั้งหลายแหล่เหล่านี้

แต่ล่าสุดเพลงดังแนวเดียวกับประเทศกูมี ถูกลบไปจากโซเชียลเน็ตเวิร์กแล้ว หลังจากกลายเป็นประเด็นทางการเมือง เพราะนอกจากจะมีเนื้อหาวิจารณ์ประเทศตัวเองแล้ว ยังถูกแชร์ไปโดยผู้นำฝ่ายค้านที่เป็นศัตรูตลอดกาลของฮุน เซน นั่นคือสม รังสี ที่ตอนนี้ลี้ภัยหนีคดีหมิ่นประมาทฮุน เซนอยู่ในต่างประเทศ

South China Morming Post รายงานข่าวว่า ตำรวจเดินทางไปเยี่ยมพ่อแม่ของแรปเปอร์วัย 24 ปีนี้ แล้วเรียกตัวพ่อของเขาไปพบเจ้าหน้าที่บ้านเมืองโดยบอกว่าลูกชายของเขากำลังก่อเรื่อง และแนะให้ผู้เป็นพ่อสั่งให้ลูกชายลบเพลงเสีย ตอนแรก Dymey-Cambo ไม่ยอมลบเพลง แต่สารวัตรทหารมาด้อมๆ มองๆ ที่บ้านเขาหลายครั้ง และยังซักถามแม่ของเขา จนเขาเองก็รู้สึกว่าอาจจะต้องตกงานเพราะเพลงตัวเอง

เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ Dymey-Cambo ต้องตัดสินใจลบเพลงสังคมนี้ออกไปในที่สุด และบอกกับแฟนๆ ผ่าน YouTube กับ Facebook ว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่น ทางเลือกเดียวคือต้องลบเพลงทิ้ง

ไม่ธรรมดา เปิดทำเนียบเครื่องราชต่างประเทศของพลเอกเปรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590207

  • วันที่ 26 พ.ค. 2562 เวลา 14:58 น.

ไม่ธรรมดา เปิดทำเนียบเครื่องราชต่างประเทศของพลเอกเปรม

เปิดคลังเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงของรัฐบุรุษ2แผ่นดิน ที่ได้รับจากสมเด็จพระราชาธิบดีและรัฐบาลของประเทศต่างๆ

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นรัฐบรุษที่ดำรงตำแหน่งทางราชการและตำแหน่งทางการเมืองมามากมาย ตลอดชีวิตของท่านได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางจากทั้งในและต่างประเทศ โดยพลเอกเปรมได้รับการประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากประเทศต่างๆ ดังนี้

1. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น Honorary Commander of the Order of the Defender of the Realm ของสหพันธรัฐมาเลเซีย เมื่อปี 2522 โดยเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้มีชื่อย่อในภาษามลายูว่า P.M.N. จำกัดจำนวนผู้ได้รับอยู่ที่ 75 คน แต่ไม่รวมพลเมืองต่างประเทศที่จะได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประเภทกิตติมศักดิ์ (Honorary) ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ จะมีคำนำหน้าชื่อว่า ตัน สรี (Tan Sri) ส่วนภริยาจะมีคำนำหน้าว่า ปวน สรี (Puan Sri)

Honorary Commander of the Order of the Defender of the Realm

2. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น Honorary Grand Commander of the Order of the Defender of the Realm ของสหพันธรัฐมาเลเซีย ได้รับเมื่อปี 2527 โดยเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้มีชื่อย่อในภาษามลายูว่า S.M.N. จำกัดจำนวนผู้ได้รับอยู่ที่ 25 คน แต่ไม่รวมพลเมืองต่างประเทศที่จะได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประเภทกิตติมศักดิ์ (Honorary) ผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ จะมีคำนำหน้าชื่อว่า ตุน (Tun) ส่วนภริยาจะมีคำนำหน้าว่า โต๊ะ ปวน (Toh Puan)

Honorary Grand Commander of the Order of the Defender of the Realm

3. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น (Commander Grand Cross of the Royal Order of the Polar Star) จากประเทศสวีเดน ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ แห่งราชอาณาจักรสวีเดน ในโอกาสเสด็จฯ เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นอัศวิน แต่เดิมจะมอบให้กับชาวสวีเดนและชาวต่างประเทศที่มีคุณูปกรณ์ต่อสังคมในด้านต่างๆ เช่น ด้านวิทยาศาสตร์และวรรณกรรม แต่ภายหลังปี 1975 มอบให้กับชาวต่างประเทศและพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้น โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี

Commander Grand Cross of the Royal Order of the Polar Star

4. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ออเรนจ์-นัสเซา (Order of Orange-Nassau) ชั้นอัศวินมหากางเขน เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์เนเธอร์แลนด์ที่ใช้เชิดชูเกียรติยศแก่ทั้งทหารและพลเรือนบ่อยครั้งที่สุดเป็นอับสองรองจากเครื่องราชอิสริยาภรณ์ราชสีห์เนเธอร์แลนด์ พระราชทานแก่บุคคลทั่วไปแล้วประมาณ 3,500 คน นอกจากนี้ยังใช้พระราชทานเชิดชูเกียรติแก่เจ้าชาย รัฐมนตรี ผู้ทรงเกียรติ และทูตานุทูตจากต่างประเทศอีกด้วย

Order of Orange-Nassau

สหภาพยุโรปแสดงความเสียใจ “พล.อ.เปรม” ถึงแก่อสัญกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590206

  • วันที่ 26 พ.ค. 2562 เวลา 14:47 น.

สหภาพยุโรปแสดงความเสียใจ "พล.อ.เปรม" ถึงแก่อสัญกรรม

สหภาพยุโรปในประเทศไทยแสดงความเสียใจต่อการถึงแก่อสัญกรรมของ “พล.อ.เปรม” ยกย่องอุทิศตนเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์และประเทศไทย

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.62 สหภาพยุโรปในประเทศไทยได้เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กEuropean Union in Thailand แสดงความเสียใจต่อการถึงแก่อสัญกรรมของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ความว่า

สหภาพยุโรปในประเทศไทยขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างสูงต่อการถึงแก่อสัญกรรมของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

พลเอกเปรมได้อุทิศตนเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์และประเทศไทยมาเป็นเวลานานหลายทศวรรษ ผลงานตลอดช่วงชีวิตของท่านช่วยสร้างไทยสมัยใหม่ขึ้นมาจนเป็นที่ประจักษ์จนถึงทุกวันนี้

เมื่อเวียดนามบุกไทย และชายชื่อเปรม ติณสูลานนท์ต้านสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/590195

  • วันที่ 26 พ.ค. 2562 เวลา 13:19 น.

เมื่อเวียดนามบุกไทย และชายชื่อเปรม ติณสูลานนท์ต้านสำเร็จ

วันที่มีกระแสข่าวเวียดนามประกาศจะบุกกรุงเทพฯ ในเวลาแค่ 2 ชั่วโมง ย้อนเหตุการณ์อันคับขันเมื่อ 40 ปีที่แล้ว โดยทีมข่าวโพสต์ทูเดย์เอ็กซ์คลูซีฟ

หลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่า ถ้าไม่มีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประเทศไทยจะต้องถูกคอมมิวนิสต์อินโดจีนและประเทศพี่ใหญ่ในโลกคอมมิวนิสต์อย่างโซเวียตและจีนรุมขย้ำอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่พลเอกเปรมรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ นั้น กองทัพเวียดนามรุกรานกัมพูชาและยกกำลังมาถึงชายแดนไทยจนเกิดปะทะกับไทยอย่างหนัก

บทความนี้จะเล่าเหตุการณ์ต่างๆ โดยย่อ โดยอ้างอิงจากหนังสือ “กัมพูชา: นโยบายต่างประเทศไทยสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์” โดย อรอนงค์ น้อยวงศ์ และชาญวิทย์ เกษตรศิริ/กาญจนี ละอองศรี บรรณาธิการ จัดพิมพ์โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

ในเวลานั้นเวียดนามเพิ่งจะเอาชนะสหรัฐในสงครามอินโดจีนครั้งที่ 2 (หรือสงครามเวียดนาม) มาได้ไม่กี่ปี กำลังฮึกเหิมอย่างเต็มที่ ถึงขนาดที่มีรายงานข่าว (หรือข่าวลือ?) ว่าเวียดนามจะใช้กำลัง 2 แสนคนรุกรานไทย ส่วนนายพลหวั่นเตี่ยนสุง (Văn Tiến Dũng) หรือเทียน วันดุง ของเวียดนามก็ลั่นวาจาว่า จะบุกยึดกรุงเทพได้ในเวลาแค่ 2 ชั่วโมง

หวั่นเตี่ยนสุง คนนี้เป็นผู้บัญชาการทัพเวียดนาม บุกยึดเมืองใหญ่ๆ ของกัมพูชาได้ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน ดังนั้นคำกล่าวของเขา (ไม่ว่าจะจริงหรือไม่) ย่อมต้องสร้างความกังวลให้ฝ่ายไทยพอสมควรพลเอกเปรม รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2523 พอถึงวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2523 เวียดนามก็เริ่มทำอย่างที่ลั่นวาจาไว้ โดยส่งกองกำลังมากกว่า 2 กองร้อยล้ำเข้ามาในดินแดนไทย เข้าโจมตีบ้านโนนหมากมุ่น อำเภอตาพระยา จังหวัดปราจีนบุรี จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นไทยกับเวียดนามก็ปะทะกันอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งถึงปี 2530 หรือเกือบจะตลอดสมัยที่พลเอกเปรมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

เหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุด คือการปะทะที่เนินต่างๆ บริวเณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างไทย ลาว และกัมพูชา สร้างความสูญเสียให้กับฝ่ายไทยมากที่สุด โดยมีทหารฝ่ายไทยสละชีวิตไปถึง 45 นาย และบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง และระหว่างเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2530 ทหารเวียดนามรุกเข้ามาในเขตไทยถึง 720 ครั้ง มีราษฎรไทยเสียชีวิตถึง 17 คน บาดเจ็บ 33 คน บ้านเรือนถูกทำลายประมาณ 100 หลัง

สถานการณ์ตอนนั้นหน้าสิ่วหน้าขวานมาก หากเทียบกับสมัยที่พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรีก่อนหน้านี้แล้ว พลเอกเปรมถือว่ารับเผือกร้อนมาโดยไม่คาดฝัน เพราะในสมัยของพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ มีนโยบายคืนสัมพันธไมตรีกับเวียดนาม และทั้ง 2 ประเทศแสดงท่าทีเป็นไมตรีต่อกัน อีกทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศ ฟามวันดง (ฝั่มวันด่ง/Phạm Văn Đồng) ก็ยังมาเยือนกรุงเทพและกลุ่มประเทศอาเซียน แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือนเวียดนามก็ทำเซอร์ไพร์สด้วยการรุกรานกัมพูชา และเคลื่อนทัพมุ่งหน้ามายังไทย

ปี 2528 พลเอกเปรม เดินทางไปเยี่ยมทหารชายแดนที่อำเภอสังขละ และอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์และใหัสัมภาษณ์ว่าเวียดนามมีเจตนารุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทยอย่างแน่นอน และเมื่อมีความจำเป็นแล้ว ไทยย่อมมีความชอบธรรรมที่จะตอบโต้อย่างรุนแรง และเต็มความสามารถเช่นกัน

การรุกรานกัมพูชาของเวียดนามและเขมรเฮงสัมริน มีเจตนาเพื่อที่จะกวาดล้างกลุ่มเขมรแดง และได้ไล่ต้อนเขมรแดงมาถึงชายแดนไทย แต่พลเอกอาทิตย์ กำลังเอกกล่าวว่า “ทั้งเวียดนามและเฮงสัมริน ล้วนแต่ไม่ประสงค์ดีต่อไทย และมิได้บุกเข้ามาโดยบังเอิญ คือไล่ติดตามทหารฝ่ายพลพต หากแต่เข้ามาอย่างมีแผน”

สถานการณ์ในเวลานั้นดูเหมือนว่าทางออกคงต้องมีแต่การรบอย่างเดียว แต่ไทยพยายามหาทางออกด้วยวิธีอื่นด้วย และทางออกนั้นได้มาด้วยวิธีที่คาดไม่ถึง

ในเวลานั้น ภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ไม่ได้มีแค่เวียดนาม กัมพูชา และลาวเท่านั้น แต่ยังมีภัยจากสหภาพโซเวียตที่เป็นผู้หนุนหลังคอมมิวนิสต์ในอินโดจีน และการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่ได้รับการสนับสนุนจากจีน

แต่ในคราวเคราะห์ก็มีเรื่องเหนือความคาดหมายอยู่ด้วย คือแทนที่จีนกับสหภาพโซเวียตจะปรองดองในฐานะคอมมิวนิสต์ด้วยกัน ทั้ง 2 ประเทศกลับเกิดความขัดแย้งรุนแรง จนโลกคอมมิวนิสต์แตกออกเป็น 2 ฝ่าย และต่อมาสหรัฐใช้ช่องโหว่นี้สร้างแนวร่วมใหม่ โดยติดต่อเพื่อขอเชื่อมสัมพันธ์กับจีนและทำสำเร็จ และรัฐบาลไทยก็ใช้โอกาสนี้เข้าหาจีนเช่นกันและทำได้สำเร็จเช่นกัน ถึงขนาดที่เติ้งเสี่ยวผิงเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 5-11 เดือนพฤศจิกายน 2521

ผลการการ “ดีล” ระหว่างไทยกับจีน นำไปสู่การยุติการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และต่อมาทำให้รัฐบาลพลเอกเปรมสามารถ รับลูกต่อด้วยการออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 เพื่อใช้นโยบายการเมืองนำการทหาร แทนที่จะส่งทหารไปรบกับคอมมิวนิสต์คนไทยด้วยกัน กลับเน้นการอภัยโทษ และอ้าแขนรับผู้ที่เปลี่ยนอุดมการณ์กลับมาร่วมพัฒนาชาติไทย ด้วยความช่วยเหลือจากจีนและด้วยคำสั่ง 66/2523 ทำให้พลเอกเปรม สามารถยุติภับคุกคามจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่ยืดเยื้อมานานถึง 3 ทศวรรษ (นับตั้งแต่วันเสียงปืนแตก) ได้ในที่สุด

คำสั่ง 66/2523 ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของพลเอกเปรม ช่วยยุติสงครามที่คนไทยเข่นฆ่ากันเอง และปิดแนวรบคอมมิวนิสต์ในประเทศไปโดยสิ้นเชิง

ในเวลาเดียวกัน จีนยังช่วยเหลือไทยทางอ้อม ด้วยการทำสงครามสั่งสอนเวียดนามที่ชายแดนเวียดนามจีน หรือ สงครามจีน–เวียดนาม 17 กุมภาพันธ์ – 16 มีนาคม 2522 แม้จะไม่ใช่การช่วยเหลือไทยโดยตรง แต่การรบระหว่างคอมมิวนิสต์ด้วยกัน ช่วยบั่นทอนกำลังของเวียดนามลงไปมาก และยับยั้งความฮึกหิมของเวียดนามได้พอสมควร และยังเป็นการกระทำของจีนที่ช่วยยืนยันคำมั่นสัญญาของเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยว่า จีนจะให้การช่วยเหลือหากไทยถูกรุกราน (จากรายงานข่าวของ Bangkok Post เมื่อปี 2522)

นอกเหนือจากความช่วยเหลือจากจีนแล้ว สหรัฐยังให้ความช่วยเหลือด้านกลาโหมกับไทยเป็นจำนวนมากในช่วงที่ไทยปะทะกับเวียดนาม แม้ว่าสหรัฐจะถอนกำลังทหารไปจากเวียดนามในฐานะผู้แพ้ก็ตาม แต่ยังคงสนับสนุนไทยเพื่อมิให้ไทยต้องกลายเป็นโดมิโนตัวต่อไปที่ถูกคอมมิวนิสต์ดีดจนล้ม (เพราะบางประเทศในกลุ่มอาเซียนแสดงท่าทีประนีประนอมกับเวียดนาม คือมาเลเซียกับอินโดนีเซีย) และนี่คือจุดเริ่มต้นของการร่วมซ้อมรบภายใต้รหัส Cobra Gold ในปี 2525 จนถึงปัจจุบัน

ความช่วยเหลือจากสหรัฐและจีน ทำให้ไทยมั่นใจขึ้นมาก กอปรกับรัฐบาลของพลเอกเปรม ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยชูหลัก “ความมั่นคงนำหน้า ตามมาด้วยความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ” และ “การทูตนำการค้า” ผลก็คือไทยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีที่สุดในหมู่ประเทศกำลังพัฒนา

ในเวลาเดียวกัน ไทยเป็นหัวหอกของเอาเซียนสยบความแตกแยกเกี่ยวกับท่าทีต่อเวียดนาม และกันมาใช้อาวุธทางการทูตโจมตีเวียดนาม เพื่อให้เวียดนามถูกโดดเดี่ยวในทางเศรษฐกิจและการทูต แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดทางให้เวียดนามยอมเจรจาเรื่องกัมพูชาได้ทุกเวลา

ปัจจัยเหล่านี้ ทำให้สถานะของไทยในการรับมือกับเวียดนามดีขึ้นมาอย่างผิดหูผิดตา ตรงกันข้ามกับเวียดนามที่เริ่มประสบกับปัญหาเศรษฐกิจจากภาวะหลังสงครามและการรบยืดเยื้อนอกประเทศ อีกทั้งยังต้องพึ่งพาสหภาพโซเวียต ที่เริ่มจะซวนเซเช่นกันในช่วงปลายสงครามเย็น

ดังนั้น ในปี 2530 เวียดนามจึงส่งสัญญาณว่าจะถอนกำลังทหารออกจากเวียดนาม ซึ่งฝ่ายไทยตอบรับท่าทีนี้ โดยพลอากาศเอก สิทธิ เศวตศิลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นกล่าวว่า “ในทันทีที่ทหารเวียดนามคนสุดท้ายออกไปจากกัมพูชา ข้าพเจ้าจะไปฮานอยเพื่อนำความสัมพันธ์อันเป็นมิตรระหว่างไทยกับเวียดนาม ซึ่งมีก่อนเหตุการณ์เดือนธันวาคม พ.ศ. 2521 กลับมา”

4 สิงหาคม 2531 พลเอกเปรม ก้าวลงจากตำแหน่งนากรัฐมนตรี และเดือนกันยายน – ธันวาคม ในปี 2532 เวียดนามถอนกำลังทหารออกจากกัมพูชา

หลังจากนั้นอินโดจีนเข้าสู่ยุคสันติภาพ ไทยเข้าสู่ยุค “เปิดสนามรบให้เป็นสนามการค้า” ภายใต้รัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ