พร้อมรับ”สังคมอายุยืน””วัยแรงงาน–สังคม”ต้องปรับตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/371542

พร้อมรับ”สังคมอายุยืน””วัยแรงงาน–สังคม”ต้องปรับตัว

สังคมอายุยืน,วัยแรงงาน,ผู้สูงวัย

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com –

จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2560 ประเทศไทยมีคนอายุเกิน 100 ปี กว่า 9,041 คน อายุขัยเพิ่มขึ้น 4.4 เดือนต่อปี และคนไทยที่เกิดในปี 2559 จะมีอายุขัยเฉลี่ย 80-98 ปี นอกจากนี้ผู้สูงวัยยังมีสุขภาพร่างกายดีขึ้น ความรู้ การใช้ชีวิต การทำงาน รายได้ดีขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบัน ผู้สูงวัยมีรายได้หลักจากการทำงาน อาศัยอยู่โดยลำพัง และทำกิจกรรมตามความสนใจมากขึ้น การก้าวสู่ “สังคมอายุยืน” นำมาสู่ความท้าทายในหลายด้าน เพราะการเตรียมการในอนาคตไม่ใช่แค่สำหรับสังคมสูงวัยเท่านั้น แต่ต้องพร้อมสำหรับคนยุคปัจจุบัน ให้มีทั้งสุขภาพที่ดี มีเมืองที่ดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต

“สังคมอายุยืน” เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ประเทศญี่ปุ่น แต่เดิมเคยมีพิธีเฉลิมฉลองคนอายุยืน 100 ปี โดยเริ่มในปี พ.ศ. 2506 และยกเลิกไปในปี พ.ศ. 2558 เพราะมีคนอายุเกิน 100 ปีมากเกินไป โดยปัจจุบันมีจำนวนกว่า 7 หมื่นคน ด้านประเทศอังกฤษเพิ่มคนเขียนจดหมายอวยพรจากพระราชินี กว่า 7 คน เนื่องจากคนอายุยืนนานมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า ความรู้ เทคโนโลยีที่พัฒนา ทางเลือกที่ดีขึ้น ส่งผลต่อสุขภาพและอายุขัย

พร้อมรับ"สังคมอายุยืน""วัยแรงงาน–สังคม"ต้องปรับตัว

ปัจจุบัน คำนิยามผู้สูงวัยยังอยู่ที่ 60 ปี อย่างไรก็ตามการวัดอายุไม่ใช่เพียงแค่นับตามปีปฏิทินเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการ วัดอายุตามความรู้สึก, ตามบรรทัดฐานสังคม และ อายุตามสภาพร่างกาย ดังนั้น การวัดที่ถูกต้องคือ มองว่าเหลือชีวิตอีกกี่ปี อายุยืนขึ้นไม่ใช่แค่ “แก่นานขึ้น” แต่หมายถึงชีวิตแต่ละช่วงวัยยาวนานขึ้นอีกด้วย

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในงานสัมมนาสาธารณะ ประจำปี 2562 เรื่อง “สังคมอายุยืน : แข่งขันได้ และอยู่ดี มีสุข ได้อย่างไร?” ว่า “สังคมสูงอายุ” เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ “สังคมอายุยืน” นำมาสู่ความท้าทายใหม่ๆ ทั้งในด้าน ความท้าทายด้านแรงงาน คนไทยออกจากตลาดแรงงานตั้งแต่อายุ 50-59 ปี เนื่องจากผลิตภาพต่ำลง นำมาสู่การเลิกจ้าง รวมถึงแรงงานมีสิทธิได้บำนาญในกองทุนประกันสังคม ดังนั้น ทางแก้คือ ลดการออกจากตลาดแรงงานของคนอายุ 50-59 ปี เพิ่มผลิตภาพ 12% ขยายอายุรับบำนาญ ซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้ 9.2%

พร้อมรับ"สังคมอายุยืน""วัยแรงงาน–สังคม"ต้องปรับตัว

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

นอกจากนี้ หากดึงแรงงาน 60-69 ปีกลับมาทำงาน เพิ่มผลิตภาพ 12% สามารถแก้ปัญหาได้ 1.8% และการเพิ่มกำลังแรงงานใหม่ๆ เช่น แรงงานต่างด้าวมากกว่าปกติปีละ 1 แสนคน สามารถแก้ปัญหาได้ 3.1% นอกจากนี้ การลดการเกณฑ์ทหาร 50% จากปีละ 1 แสนคน แก้ปัญหาได้ 6% และเพิ่มการใช้เครื่องจักรโดยลงทุนเพิ่มกว่าปกติ 1.1-1.6% ต่อปี (4 หมื่นล้านบาทในปี 2561) แก้ปัญหาได้ 100%

ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า คนมักเข้าใจผิดว่าสังคมสูงอายุทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง แต่ความจริงไม่เสมอไป แม้แรงงานลดลงแต่สามารถทดแทนด้วยหุ่นยนต์ได้ เช่น เกาหลีใต้ มีการใช้หุ่นยนต์ทั้งภาคการเกษตร ภาคบริการ ขณะที่ประเทศญี่ปุ่น มีเกษตรกรอายุมากกว่า 65 ปี กว่า 60% รวมไปถึงคนรุ่นใหม่ไม่อยากเป็นเกษตรกร บริษัท Spread ซึ่งผลิตผักกาดหอมในโรงเรือนที่เกียวโต จึงนำหุ่นยนต์เข้ามาช่วยและพบว่า ผลผลิตเพิ่มจากวันละ 21,000 ต้น เป็น 50,000 ต้น โดยใช้คนเพียงขั้นตอนการเพาะเมล็ดเท่านั้น

พร้อมรับ"สังคมอายุยืน""วัยแรงงาน–สังคม"ต้องปรับตัว

ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู

“ในประเทศไทย ภาคอุตสาหกรรมการผลิต โดยปี 2559 มีการนำหุ่นยนต์อุตสาหกรรมมาใช้ 28,200 ตัว แต่หากเทียบกับประเทศอื่น ถือว่ายังมีการใช้น้อยราว 45 ตัวต่อ 1 หมื่นคน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยเอเชียอยู่ที่ 74 ตัวต่อ 1 หมื่นคน และแรงงานเกษตรยังขาดแคลน ประเทศไทยจะเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไปได้ โดยนำหุ่นยนต์เข้ามาช่วยขับเคลื่อน” ดร.เสาวรัจ กล่าว

       ออกแบบเมืองเดินได้
สำหรับความท้าทาย ด้านการสร้างเมือง ปัจจุบัน คนกรุงเทพฯ เข้าถึงสวนสาธารณะในระยะเดินได้เพียง 1 ใน 4 ขณะที่ทางเท้าของกรุงเทพฯ ได้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 18 คะแนนเต็ม 40 คะแนน ผู้สูงวัยเข้าถึงรถไฟฟ้าได้ยาก ลิฟต์และทางลาดไม่ครอบคลุมกว่า 59% นอกจากนี้ รถเมล์ชานต่ำสำหรับผู้สูงวัยมีเพียง 30% ของรถเมล์ทั้งระบบ ป้ายรถเมล์ส่วนใหญ่ไม่รองรับรถเมล์ชานต่ำ

พร้อมรับ"สังคมอายุยืน""วัยแรงงาน–สังคม"ต้องปรับตัว

ผศ.ดร.นิรมล เสรีสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) กล่าวว่า โจทย์สำคัญในการออกแบบเมือง คือ เมกะเทรนด์ ประชากรอายุมากขึ้น ความเป็นเมือง และคำนึงถึงกลุ่ม “ศตวรรษิกชน” หรือคนที่อายุเกิน 100 ปี กลายเป็นวาระสำคัญของคนทั่วโลก ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การออกแบบเมืองเพื่อคนสูงวัย แต่ต้องออกแบบเมืองให้คนที่อยู่ในปัจจุบันมีสุขภาพดี เพื่อคุณภาพชีวิตในอนาคต เมืองต้องเดินได้ ศูนย์สุขภาพ ความรู้ ต้องเข้าถึงได้ในระยะที่เดินเท้า กรุงเทพฯ มีสินทรัพย์ซ่อนอยู่เยอะ ซึ่งเป็นพื้นที่กรรมสิทธิ์ของภาครัฐ เช่น การนำโครงสร้างรางรถไฟฟ้าลาวาลิน ซึ่งไม่ได้ใช้งาน ปรับสู่ “โครงการพระปกเกล้าสกายปาร์ค” (สะพานด้วน) ความร่วมมือของกรมทางหลวงชนบทและกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีไอเดียจากผู้สูงอายุในเขตธนบุรีที่ต้องการพื้นที่ออกกำลังกาย นำมาสู่การออกแบบใหม่ มีลิฟต์และสามารถทำให้คนเดินข้ามได้”

พร้อมรับ"สังคมอายุยืน""วัยแรงงาน–สังคม"ต้องปรับตัว

       ส่งเสริมการออมภาคบังคับ-สมัครใจ
สำหรับ ระบบประกันการดูแลระยะยาวในต่างประเทศ เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ มาจาก ประกันสังคม 68% ภาษี 24% ผู้ใช้ร่วมจ่าย 9% ประเทศเบลเยียม ประกันสังคม 57% ภาษี 37% ผู้ใช้ร่วมจ่าย 6% ประเทศสวีเดน ภาษีรัฐบาลท้องถิ่น 84% ภาษีรัฐบาลกลาง 12% ผู้ใช้ร่วมจ่าย 4% และ ประเทศญี่ปุ่น รัฐบาลและประชาชน 90% ผู้ใช้ร่วมจ่าย 10% ขณะที่ ประเทศไทย มีช่องทางการออมสำหรับมนุษย์เงินเดือนทั้ง “ออมภาคบังคับ” เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และประกันสังคม และ “ออมภาคสมัครใจ” เช่น RTF / LMF ประกันแบบบำนาญ และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ”

รศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และที่ปรึกษานโยบายด้านหลักประกันทางสังคม ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า “คนไทยมีเงินออมไม่เพียงพอสำหรับอนาคต เพราะผู้ที่อยู่ในเขตเทศบาลต้องใช้จ่ายเดือนละประมาณ 7 พันบาท ซึ่งต้องมีเงินออม 2.85 ล้านบาท เมื่ออายุ 60 ปี ดังนั้น ควรส่งเสริมให้มีการออมทั้งภาคบังคับและภาคสมัครใจ โดยเฉพาะสนับสนุนให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคมได้เช่นเดียวกัน และขยายอายุเกษียณเพื่อเพิ่มระยะเวลาการออม”

ด้าน ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.อุดม คชินทร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความเห็นว่า “ปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องสังคมสูงวัยอย่างเดียว แต่สังคมทุกระดับต้องเข้าใจและเชื่อมโยง สิ่งสำคัญคือ ตัวผู้สูงอายุต้องมีสุขภาพแข็งแรง มีบริบทที่เอื้อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ด้านเงินออมเป็นสิ่งที่คนไทยยังไม่คำนึงถึง สังคมเปลี่ยน ผู้สูงอายุต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น ความห่างเหินระหว่างครอบครัวจะมากขึ้นต้องยอมรับ ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยต้องเตรียมตัว ตื่นตัว สำหรับการศึกษา จัดหลักสูตร จัดการอบรม สำหรับผู้สูงวัยที่ต้องการเพิ่มศักยภาพในการทำงานมากขึ้น”

พร้อมรับ"สังคมอายุยืน""วัยแรงงาน–สังคม"ต้องปรับตัว

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.อุดม คชินทร

ธัญบุรีMOUกัญชา5ปีครบวงจรจับมือเจเอสพีวิจัยบริการทางการแพทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/371408

ธัญบุรีMOUกัญชา5ปีครบวงจรจับมือเจเอสพีวิจัยบริการทางการแพทย์

กัญชา,มทรธัญบุรี,ทางการแพทย์

โดย…  -หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ  qualitylife4444@gmail.com –

ขณะนี้มีหน่วยงานรัฐที่ขออนุญาตปลูกและผลิตกัญชาทางการแพทย์ หลายหน่วยงาน ทั้ง องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ขออนุญาตในการปลูกและผลิตน้ำมันกัญชาทางการแพทย์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ก็กำลังดำเนินการขออนุญาต รวมทั้งมหาวิทยาลัยรังสิต อยู่ระหว่างดำเนินการ มหาวิทยาลัยนเรศวร ขอของกลางไปทำการวิจัย และขออนุญาตปลูกอยู่เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีชมรม เครือข่าย กลุ่มที่มีการผลิตกัญชาใต้ดิน ก็สามารถร่วมมือกับหน่วยงานรัฐในการผลิตและวิจัยกัญชาได้เช่นกัน เป็นลักษณะจับคู่วิจัยหรือแมชชิ่ง จะทำให้ผู้ผลิตทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะเดียวกันเกิดองค์ความรู้มากมายเรื่องการผลิตกัญชาทางการแพทย์ ที่สำคัญ จะทำให้ผู้ป่วยที่ใช้ยากัญชาอยู่แล้วมียาใช้ต่อเนื่องต่อไป โดยเข้าร่วมเป็นกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยและมีความปลอดภัยมากขึ้น จากการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาที่ถูกตรวจคุณภาพแล้ว

ธัญบุรีMOUกัญชา5ปีครบวงจรจับมือเจเอสพีวิจัยบริการทางการแพทย์

ล่าสุดวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.) ลงนามทำบันทึกความเข้าใจ เรื่อง “การศึกษาวิจัยกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์” ร่วมกับ บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นเวลา 5 ปี เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ ระบุชนิดพันธุ์พืช พัฒนาสายพันธุ์ และทดลองเพาะปลูกพืชกัญชา  และทดสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและพิษวิทยาจากตำรับยาที่มีส่วนผสมของพืชกัญชา รวมทั้งทดสอบประสิทธิผลของตำรับยาที่มีส่วนผสมของพืชกัญชาในคน นับว่าเป็นการดำเนินการครบวงจรเลยทีเดียว

ธัญบุรีMOUกัญชา5ปีครบวงจรจับมือเจเอสพีวิจัยบริการทางการแพทย์

ดร. พทป. (แพทย์แผนไทยประยุกต์) วัชระ ดำจุติ หัวหน้างานวิเทศสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์ วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท โรงงานผลิตยาสมุนไพรและอาหารเสริม JSP กับ บริษัทวิจัยพัฒนา CDIP ภายใต้การบริหารงานของ ดร.สิทธิชัย แดงประเสริฐ  พัฒนาโรงงานผลิตยาสมุนไพรให้ได้มาตรฐาน GMP ต่อยอดงานวิจัยสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรม และต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ มาเป็นเวลา 10 กว่าปีแล้ว

ธัญบุรีMOUกัญชา5ปีครบวงจรจับมือเจเอสพีวิจัยบริการทางการแพทย์

สำหรับการคัดเลือกสายพันธุ์ ระบุชนิดพันธุ์พืช พัฒนาสายพันธุ์ และทดลองเพาะปลูกพืชกัญชา เป็นภารกิจของคณะเทคโนโลยีการเกษตร โดยวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย จะรับผิดชอบในส่วนการทดสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและพิษวิทยาจากตำรับยาที่มีส่วนผสมของพืชกัญชา รวมทั้งทดสอบประสิทธิผลของตำรับยาที่มีส่วนผสมของพืชกัญชาในคน เนื่องจากมีความพร้อมทั้งด้านห้องปฏิบัติการ สถานผลิตยาสมุนไพรมาตรฐาน GMP มีโรงงานผลิตยาสมุนไพรแผนโบราณ และมีสถานพยาบาลการแพทย์แผนไทยประยุกต์ ที่สามารถนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ โดยทางบริษัทจะเป็นผู้จัดหาเมล็ดพันธุ์มาให้ดำเนินการ

ด้วยความที่วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย จัดการเรียนการสอน หลักสูตรการแพทย์แผนไทยประยุกต์บัณฑิต สาขาวิชาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสุขภาพและความงามหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ มีสถานพยาบาลการแพทย์แผนไทยประยุกต์ราชมงคลธัญบุรี บัวสปา โรงงานผลิตยาศูนย์ผลิตและบริการวิชาการผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ทำให้ ดร.พทป. วัชระ เชื่อมั่นว่าจะสามารถเป็นแหล่งสนับสนุนการทำการวิจัยเพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้

ธัญบุรีMOUกัญชา5ปีครบวงจรจับมือเจเอสพีวิจัยบริการทางการแพทย์

สำหรับบริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (JSP) ผู้ดำเนินธุรกิจด้านการผลิต และจัดจำหน่ายยาแผนปัจจุบัน ยาแผนโบราณ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม แบบครบวงจร มาเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งขยายธุรกิจมาจาก บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม ค็อกซ์ จำกัด ที่ผลิตและจัดจำหน่ายยาน้ำแก้ไอสำหรับเด็ก และยาฮอร์โมนคุมกำเนิด เป็นต้น

มีแบรนด์ในเครือ อาทิ สุภาพโอสถ (ผลิตภัณฑ์ยาแผนโบราณ), พีทแอนด์พอล(ผลิตภัณฑ์เสริม) และ Eviton (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารระดับไฮเอนด์) มีโรงงาน 2 แห่ง คือที่ JSP พระราม 3 (ผลิตอาหารเสริม), JSP จังหวัดลำพูน (ผลิตผลิตภัณฑ์ยาแผนโบราณ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร) โดยเน้นร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ วิจัยพัฒนายอดผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของไทยสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีมูลค่าสูง

ธัญบุรีMOUกัญชา5ปีครบวงจรจับมือเจเอสพีวิจัยบริการทางการแพทย์

ทั้งนี้ คาดว่าในอนาคตน่าจะต้องการบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านนี้ คณะนวัตกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยรังสิต จึงได้เปิดสอนวิชากัญชาศาสตร์ขึ้นมาในระดับปริญญาตรีเป็นครั้งแรกของมหาวิทยาลัยไทย ที่มีการเปิดสอนวิชานี้ ซึ่งการเรียนการสอนเน้นความรู้ไปทางการแพทย์เป็นหลัก โดยอยู่ในหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมเกษตร ในกลุ่มวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช และการจัดการผลิตผลเกษตร ที่เกี่ยวข้องกับกัญชาจำนวน 4 รายวิชา คือ 1) กัญชาศาสตร์ 2) เทคโนโลยีการผลิตกัญชาทางการแพทย์ 3) เทคโนโลยีปรับปรุงพันธุ์กัญชาทางการแพทย์  4) การปฏิบัติการปรับปรุงพันธุ์กัญชาทางการแพทย์

โดยจะมุ่งเน้นสอนเทคนิคการปลูก การขยายพันธุ์ ซึ่งการเรียนการสอนเน้นความรู้ไปทางการแพทย์ เทคโนโลยีการผลิตกัญชาทางการแพทย์แบบแม่นยำสูง การเลือกและการใช้อุปกรณ์ตรวจวัดที่เหมาะสม รูปแบบและวิธีการติดตั้งตัวตรวจวัด การเชื่อมต่อการใช้งานตัวตรวจวัดในลักษณะของเครือข่ายในสภาพแวดล้อมจริง เพื่อควบคุมและจัดการฟาร์มกัญชาอัจฉริยะ เช่น ระบบให้น้ำและปุ๋ย ระบบตรวจวัดและควบคุมสภาพแวดล้อมในแปลงปลูก ระบบควบคุมสภาพแวดล้อมในโรงเรือนปิด เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เทคโนโลยีการเก็บรักษา ที่ตอบสนองอาชีพปลูกกัญชาทางการแพทย์ที่กำลังมาแรงและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ธัญบุรีMOUกัญชา5ปีครบวงจรจับมือเจเอสพีวิจัยบริการทางการแพทย์

  กัญชา(รักษาโรค)ไม่ใช่ทางเลือกแรก
การใช้กัญชาทางการแพทย์มีหัวใจสำคัญที่จะต้องคำนึงให้มาก นั่นก็คือจะต้องไม่ใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาเป็นทางเลือกแรกในการรักษาโรคให้แก่ผู้ป่วย แต่ผู้ป่วยจะต้องผ่านการรักษาตามแนวทางที่เป็นมาตรฐานมาก่อนแล้วไม่ได้ผล และแพทย์จะต้องอธิบายข้อดีและผลกระทบจากการใช้กัญชาให้ผู้ป่วยเข้าใจจนสามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้หรือไม่เสียก่อน และการสั่งใช้กัญชาต้องทำในสถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตเท่านั้น โดยมีแพทย์และเภสัชกรที่ผ่านการอบรมใช้กัญชาทางการแพทย์และขึ้นทะเบียนกับ อย.ทั้งคู่ ในสถานพยาบาลที่มีเฉพาะแพทย์ หรือเฉพาะเภสัชกรที่ขึ้นทะเบียนเพียงวิชาชีพเดียวไม่สามารถสั่งใช้กัญชาได้

การใช้กัญชาทางการแพทย์จะต้องพิจารณาถึงปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ มีประสิทธิผลในการรักษา และมีความเป็นธรรมในการเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียม ไม่เอื้อประโยชน์ให้ผู้ใด หรือกลุ่มใดเป็นพิเศษ โดยมีงานวิจัยรองรับแล้วว่าสามารถใช้ในโรคลมชักที่รักษายาก และโรคลมชักดื้อต่อยารักษา ภาวะคลื่นไส้และอาเจียนจากยาเคมีบำบัดที่รักษาด้วยวิธีมาตรฐานไม่ได้ผล ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง ในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และภาวะปอดประสาทที่รักษาด้วยวิธีอื่นๆ ไม่ได้ผล รวมทัั้งสารสกัดจากกัญชาน่าจะมีประโยชน์ในการควบคุมอาการของโรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ โรคปลอกประสาทอักเสบ โรควิตกกังวล ผู้ป่วยที่ต้องดูแลแบบประคับประคอง และผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย รวมทั้งโรคอื่นๆ ที่จะต้องมีการศึกษาวิจัยเพื่อประโยชน์ในอนาคต

ธัญบุรีMOUกัญชา5ปีครบวงจรจับมือเจเอสพีวิจัยบริการทางการแพทย์

  ข้อควรระวังในการใช้กัญชา
กรมการแพทย์ได้จัดทำคู่มือข้อควรระวังในการใช้ไว้ว่าห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติแพ้ผลิตภัณฑ์ที่ได้จาการสกัดกัญชา ผู้เสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ ผู้ที่เป็นโรคจิตมาก่อนหรือมีอาการของโรคอารมณ์แปรปรวน หรือโรควิตกกังวล และหลีกเลี่ยงการใช้ในสตรีมีครรภ์ สตรีที่ให้นมบุตร รวมถึงสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่ไม่ได้คุมกำเนิด หรือสตรีที่วางแผนจะตั้งครรภ์ ห้ามสั่งใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีทีเอชซีกับผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ผู้ที่เป็นโรคตับ ผู้ป่วยที่ติดสารเสพติด รวมถึงนิโคตินหรือเป็นผู้ดื่มสุราอย่างหนัก ผู้ใช้ยาอื่นๆ โดยเฉพาะยากลุ่มโอปิออยด์(opioids) และยากล่อมประสาท และผู้ป่วยเด็กและผู้ป่วยสูงอายุ เป็นต้น

การใช้กัญชาทางการแพทย์ยังไม่สามารถใช้ได้อย่างเสรี เนื่องจากระดับสากลกัญชายังถือเป็นยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย ซึ่งประเทศไทยได้ปลดล็อกให้ใช้ทางการแพทย์ได้เท่านั้น ส่วนการดำเนินการปลูกและผลิตกัญชาเพื่อส่งออก จะต้องส่งคำขออนุญาตจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime :UNODC) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมยาเสพติดทั่วโลก โดยจะต้องแสดงปริมาณการผลิตที่จะส่งออก และจะส่งออก ซึ่งประเทศไทยยังต้องการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการผลิตผลิตภัณฑ์กัญชาให้ได้คุณภาพในระดับเกรดทางการแพทย์ (Medical Grade) และกำลังการผลิตเพื่อส่งออกด้วย คาดว่าจะต้องใช้เวลาพัฒนาสิ่งเหล่านี้ระยะเวลาหนึ่ง จึงจะมีความพร้อม

สธ.สนองพระบรมราโชบาย ตั้งคกก.จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ใน90วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/371039

สธ.สนองพระบรมราโชบาย ตั้งคกก.จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ใน90วัน

ศคลินิก เกียรติคุณ นพปิยะสกล สกลสัตยาทร,สธ

โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com

สนองพระบรมราโชบายในหลวง โรงพยาบาลสังกัดสธ.11 แห่งรับพระราชทานเงินรวม 631 ล้านบาท ตั้งคณะกรรมการเตรียมจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยภายใน 90 วัน มุ่งตอบสนองตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ เติมเต็มการช่วยเหลือดูแลประชาชนให้สมบูรณ์ขึ้น

ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเงินจำนวนกว่า 2.4 พันล้านบาท แก่โรงพยาบาลทั่วประเทศ จำนวน 27 แห่ง สำหรับจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยในส่วนของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้รับพระราชทานเงินจำนวน 11 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลสงฆ์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี สังกัดกรมการแพทย์ โรงพยาบาลหัวหิน โรงพยาบาลน่าน โรงพยาบาลศูนย์สกลนคร โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ โรงพยาบาลยะลา โรงพยาบาลปัตตานี โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และโรงพยาบาลท่าวังผา จ.น่าน สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขรับสนองพระบรมราโชบายในการที่จะดำเนินการอันเป็นประโยชน์ต่างๆ ลงสู่ประชาชนอย่างแท้จริง ในการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยคำนึงถึงความจำเป็นและความต้องการของประชาชนแต่ละพื้นที่เป็นสำคัญ หลังจากนี้เข้าใจว่าโรงพยาบาลทั้ง 11 แห่งสังกัด สธ. ที่ได้รับพระราชทานเงินจะมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาความต้องการใช้ของประชาชนก่อนที่จะมีการดำเนินการจัดซื้อ จะเป็นการยกระดับการให้บริการประชาชนอย่างเหมาะสมเพิ่มมากขึ้น

สธ.สนองพระบรมราโชบาย ตั้งคกก.จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ใน90วัน

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดสธ. กล่าวว่า ประชาชนและบุคลากรสาธารณสุขต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่พระราชทานเงินให้แก่โรงพยาบาลในสังกัดสธ. 11 แห่ง เป็นจำนวนเงินรวม 631 ล้านบาท โดยจะนำเงินพระราชทานที่ได้รับนี้ไปจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยจะมีคณะกรรมการจัดซื้อถวายรายงานและความคืบหน้าเป็นระยะ คาดว่าจะมีการจัดซื้อแล้วเสร็จภายใน 90 วัน โดยเครื่องมือทางการแพทย์ที่จะซื้อ อาทิ เครื่องตรวจมะเร็งเต้านม เครื่องสวนหัวใจ เครื่องดมยา เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เครื่องผ่าตัด เครื่องช่วยหายใจ เทคโนโลยีชั้นสูงเกี่ยวกับการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียง และรถพยาบาลศักยภาพสูง เป็นต้น

ด้าน นพ.สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี หรือโรงพยาบาลเด็ก กรมการแพทย์ สธ. กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ สถาบันได้รับเงินพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 83.4 ล้านบาท ทรงมีพระบรมราโชบายให้นำเงินจำนวนนี้ไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อประโยชน์ของประชาชน ซึ่งอุปกรณ์การแพทย์จะต้องมีความทันสมัย โดยสถาบันจะมีการจัดซื้ออุปกรณ์ทั้งสิ้น 27 รายการตามที่สถาบันขาดแคลน ประกอบด้วย กล้องผ่าตัดสมอง ประมาณ 18 ล้านบาท เครื่องเอกซเรย์กระดูกสำหรับเด็กที่จะสามารถอยู่ในห้องผ่าตัดไม่ต้องเคลื่อนย้ายเด็ก ประมาณ 5 ล้านบาท และเครื่องพาสเจอร์ไรซ์นมแม่ ถือเป็นเครื่องแรกในโรงพยาบาลสังกัดสธ. จะนำมาใช้ในธนาคารนมแม่ ในการตรวจนมแม่ เพื่อช่วยเหลือเด็ก และอุปกรณ์อื่นๆ อาทิ เครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น ส่วนใหญ่ครุภัณฑ์ของเด็กจะมีความละเอียดอ่อนและต้องทันสมัย ซึ่งคาดว่าจะเร่งให้มีการจัดซื้อแล้วเสร็จภายใน 90 วัน

สธ.สนองพระบรมราโชบาย ตั้งคกก.จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ใน90วัน

นพ.อินทร์ จันแดง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส กล่าวว่า โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก ได้รับพระราชทานเงินรวมกว่า 25.94 ล้านบาท ซึ่งมีแผนการจัดซื้อแยกเป็น เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง 1 เครื่อง วงเงิน 19.5 ล้านบาท เครื่องเอกซเรย์ฟลูออโรสโคปเลื่อนที่แบบซีอาร์ม ซึ่งสามารถเอกซเรย์ผู้ป่วยขณะผ่าตัดในห้องผ่าตัดได้ 1 เครื่อง วงเงิน 5 ล้านบาท กล้องส่องตรวจลำไส้ใหญ่ชนิดวิดีทัศน์แบบคมชัดสูง ใช้ในการตรวจดูมะเร็งลำไส้ใหญ่ 1 เครื่อง วงเงิน 1.4 ล้านบาท เครื่องให้ออกซิเจนด้วยอัตราการไหลสูง 1 เครื่อง วงเงิน 2.5 แสนบาท และเตียงผู้ป่วยชนิดสามไกร์ปรับด้วยไฟฟ้าราวปีกนก พร้อมเบาะและเสาน้ำเกลือ 1 เครื่อง วงเงิน 55,000 บาท ซึ่งโรงพยาบาลจะดำเนินการจัดซื้อโดยเร็วที่สุด

“โรงพยาบาลพิจารณาจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ตามที่ยังขาดแคลนแต่มีความจำเป็นที่ต้องการพัฒนาการให้บริการประชาชนและอยู่ในแผนจัดซื้อของโรงพยาบาลที่จะเสนอขอรับงบประมาณสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดิน การได้รับพระราชทานเงินครั้งนี้ทำให้โรงพยาบาลมีเงินมาจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ได้เร็วกว่าเดิม ที่อาจจะต้องรองบประมาณเป็นปี นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ พระองค์ทรงช่วยเติมเต็มบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขให้สมบูรณ์ขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่อยู่ห่างไกลอย่างคนสุไหงโก-ลก ให้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาด้วยเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย ซึ่งโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก มีผู้ป่วยนอก 900 รายต่อวัน และผู้ป่วยใน 160-180 รายต่อวัน” นพ.อินทร์กล่าว

สธ.สนองพระบรมราโชบาย ตั้งคกก.จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ใน90วัน

ขณะที่ นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในส่วนของศิริราชพยาบาลได้รับพระราชทานเงินเพื่อจัดซื้อครุภัณฑ์สำหรับอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา หลายร้อยล้านบาทจนครบ ซึ่งเป็นอาคารที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 พระราชทานนามไว้ โดยครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่จะจัดซื้อนี้จะมีความทันสมัยเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาสของโรงพยาบาลศิริราช เชื่อว่าเงินพระราชทานที่ให้แก่โรงพยาบาลทั้ง 27 แห่งนี้ จะทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น โดยจะเริ่มทยอยจัดซื้อและให้บริการประชาชนในเดือนมิถุนายน 2562 ขณะที่กองทุนนวมินทรบพิตร 84 พรรษายังอยู่อีกระยหนึ่งเพื่อสำรองเงินไว้ในการดูแลและปรับปรุงอาคารและครุภัณฑ์ทางการแพทย์

ไม่เพียงทรงพระราชทานเงินให้โรงพยาบาลสังกัด สธ. 11 แห่งร่วมกับโรงพยาบาลในสังกัดอื่นรวม 27 แห่งเท่านั้น ที่ผ่านมาในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงดูแลโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (รพร.) ที่อยู่ในสังกัด สธ.ทั้ง 21 แห่งมาโดยตลอด ยังผลช่วยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนคนไทยและศักยภาพของโรงพยาบาลให้เพิ่มมากขึ้นด้วย

สธ.สนองพระบรมราโชบาย ตั้งคกก.จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ใน90วัน

รักษ์นี้เพื่อตาและผิว-รพ.จุฬาภรณ์ดูแลผู้ป่วยเสมอภาคเท่าเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/371146

รักษ์นี้เพื่อตาและผิว-รพ.จุฬาภรณ์ดูแลผู้ป่วยเสมอภาคเท่าเทียม

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์,ดวงตา,ผิว,ผู้ป่วย

โดย… ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com

“ฉลองครบรอบ 10 โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการดูแลสุขภาพของประชาชน เพราะทุกชีวิตของคนไทย คือหัวใจของเรา คลินิกจักษุและคลินิกโรคผิวหนังและเลเซอร์ ได้ร่วมกับฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมส่งเสริมการดูแลสุขภาพดวงตาทุกช่วงวัยสู่ชุมชน ในโครงการ “รักษ์นี้เพื่อตาและผิว Healthy Eye and Skin” เปิดโลกให้คมชัดเผยผิวให้กระจ่างใส”

กิจกรรมภายในงานมีบริการตรวจเช็กสุขภาพและคัดกรองโรคทางตา ตรวจวัดระดับการมองเห็น ตรวจสายตาสั้น ยาว เอียง ตรวจวัดความดันลูกตา ตรวจถ่ายจอประสาทตา และตรวจตากับจักษุแพทย์ นำโดย นพ.ธัชปชา กะสีวัฒน์ และ พญ.รินทรา หวังวิศวาวิทย์ พร้อมสาธิตการทำเลเซอร์รักษาฝ้ากระ และลบรอยสัก โดยทีมแพทย์คลินิกโรคผิวหนังและเลเซอร์ เสวนาให้ความรู้ด้านสุขภาพตาจากทีมจักษุแพทย์ และเสวนาให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพผิว

รักษ์นี้เพื่อตาและผิว-รพ.จุฬาภรณ์ดูแลผู้ป่วยเสมอภาคเท่าเทียม

พญ.จิรพร เหล่าธรรมทัศน์ รักษาการรองอธิการบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด รพ.จุฬาภรณ์ กล่าวว่า รพ.จุฬาภรณ์ มีความมุ่งมั่นในการให้บริการทางการแพทย์ที่ดีที่สุด ด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือที่ทันสมัยได้มาตรฐานเป็นเลิศ เป็นที่พึ่งพิงสังคมไทย ซึ่งจากเดิมเป็นโรงพยาบาลทางด้านมะเร็ง แต่ปัจจุบันได้ขยายเป็นโรงพยาบาลรักษาทุกโรค มีศูนย์ความเป็นเลิศในด้านต่างๆ ตามพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทำให้ขณะนี้ รพ.จุฬาภรณ์ เป็นโรงพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยอย่างครบวงจร

“ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา รพ.จุฬาภรณ์ มีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยอย่างเสมอภาคเท่าเทียม ไม่มีความเหลื่อมล้ำ ดูแลคนจนคนรวยตามมาตรฐานที่เป็นเลิศเท่ากันหมด ซึ่งปีนี้ฉลองครบรอบ 10 ปี และปีนี้อากาศค่อนข้างร้อน ส่งผลให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุได้รับผลกระทบที่ไม่ใช่เฉพาะด้านสุขภาพทั่วไปเท่านั้น ตาก็มีปัญหา ผิวหนังก็แย่ลง รวมถึงหนุ่มสาวที่อยู่กับหน้าจอมือถือเกือบตลอดเวลา ดังนั้น คลินิกจักษุและคลินิกโรคผิวหนังและเลเซอร์ รพ.จุฬาภรณ์ จึงจัดกิจกรรมรักษ์นี้เพื่อตาและผิว Healthy Eye and Skin ขึ้น เพื่อช่วยประชาชนให้รู้จักถนอมดวงตาให้อยู่ดีมีสุข ยั่งยืน และดูแลผิวหนังให้ผ่องใส ภายใต้การให้คำแนะนำด้วยใจ ด้วยรักต่อประชาชน ซึ่งบริการทุกอย่างจะเป็นบริการฟรี” พญ.จิรพร กล่าว

รักษ์นี้เพื่อตาและผิว-รพ.จุฬาภรณ์ดูแลผู้ป่วยเสมอภาคเท่าเทียม

พญ.รินทรา หวังวิศวาวิทย์ จักษุแพทย์ รพ.จุฬาภรณ์ กล่าวว่า โรคตาต้อ เป็นโรคที่ยอดฮิต ยิ่งปัจจุบันมีการใช้ตาในการจ้องมองคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือนานๆ อยู่ในห้องแอร์ หรือทำงานกลางแจ้ง ที่เจอทั้งฝุ่นลม ทำให้มีอาการเคืองตา น้ำตาไหล หรือมีอาการเจ็บตา ซึ่งโรคตาต้อ มี 4 โรคได้แก่ 1.โรคต้อลม มีลักษณะเป็นเยื่อสีขาวหรือขาวเหลืองบริเวณตาขาวข้างๆ ตาดำ เกิดจากการถูกสิ่งระคายเคืองสัมผัสเยื่อบุตา เช่น ลม ฝุ่น แสงแดด เป็นเวลานาน มักทำให้มีอาการเคืองตาง่าย ไม่ทำให้ตามัว หรือบอด 2.โรคต้อเนื้อ โรคที่ต่อเนื่องมาจากต้อลม ลามเข้าถึงบริเวณกระจกตาดำ เป็นลักษณะคล้ายเนื้อเยื่อสีขาวออกแดงบริเวณกระจกตาด้านหัวตาและหางตา

3.โรคต้อกระจก เป็นโรคที่เกิดจากการขุ่นของเลนส์ตาในลูกตา ทำให้การมองเห็นภาพมีลักษณะคล้ายหมอกหรือควันขาวๆ บัง เกิดจากการเสื่อมสภาพของเลนส์ตาตามอายุ และ 4.โรคต้อหิน เป็นโรคที่มีความดันในลูกตาสูงจากการระบายออกของน้ำเลี้ยงในลูกตาน้อยผิดปกติ ทำให้ลูกตาแข็งขึ้น จนกระทั่งกดขั้วประสาทตา ทำให้มีการเสียของสายตาและการมองเห็นจนกระทั่งตาบอดสนิทในที่สุด สำหรับวิธีการรักษา เริ่มต้นอยากให้ทุกคนสังเกตอาการ และหากมีอาการต่างๆ ควรมาปรึกษาพบแพทย์ เพราะการใช้ยาหยอดตาสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ แต่ถ้ามีระดับความรุนแรงอาจต้องผ่าตัด และไม่ควรปล่อยไว้ เนื่องจากอาจมองไม่เห็น

รักษ์นี้เพื่อตาและผิว-รพ.จุฬาภรณ์ดูแลผู้ป่วยเสมอภาคเท่าเทียม

การดูแลสุขภาพตาที่ดีที่สุด ทุกอย่างอยู่ที่พฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงใช้สายตาต้องรู้จักพักการใช้สายตาร่วมด้วย เพราะตาเหมือนอวัยวะอื่นๆ ของร่างกายที่เมื่อใช้งานก็ต้องการพักผ่อน

ส่วน “ผิวพรรณ” นั้น ด้วยอากาศที่ร้อน นพ.รัศม์ฐวัฒน์ ดีสมโชค แพทย์เฉพาะทางด้านโรคผิวหนังโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า แสงแดดนอกจากก่อให้เกิดรอยหมองคล้ำ ฝ้า กระ จุดด่างดำ แล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาเรื่องของมะเร็งผิวหนังด้วย ซึ่งกลุ่มผู้สูงอายุมีปัญหาค่อนข้างมาก ด้วยเม็ดสีในผิวหนังของผู้ใหญ่ทำงานได้น้อยลง ดังนั้น อยากแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงแสงแดด 9 โมงถึง 3 โมงเย็น ควรพกร่มหรือหมวกปีกกว้างห่างจากศีรษะ 1 ฟุต ต้องใช้ครีมกันแดด ป้องกันแสงสะท้อน ส่วนการเลือกครีมกันแดดนั้น อย่างแรกขอให้รู้สภาพผิวของตนเองว่าเป็นผิวแห้ง ผิวผสม หรือผิวมัน ถ้าผิวมันแนะนำใช้ครีมกันแดด เจล น้ำนม หรือเนื้อฝุ่น ผิวแห้ง ใช้ครีมกันแดดชนิดครีม และครีมกันแดดควรมีค่า SPF 50+++ และใช้ครีมกันแดดประมาณ 2 ข้อนิ้ว ในขณะนี้เด็กไม่ควรจะเล่นกลางแดดนาน ควรทาครีมกันแดดตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป

รักษ์นี้เพื่อตาและผิว-รพ.จุฬาภรณ์ดูแลผู้ป่วยเสมอภาคเท่าเทียม

นางกาญจนา ตูลเพ็ง อายุ 60 ปี ประชาชนที่มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ กล่าวว่า รู้สึกดีใจอย่างมากที่ทางโรงพยาบาลจุฬาภรณ์จัดกิจกรรมตรวจตาและผิวพรรณให้แก่ประชาชนฟรี เพราะต้องยอมรับว่าการตรวจตาและตรวจโรคผิวหนังต่างๆ ต้องใช้เงินจำนวนมาก และด้วยความอายุมากปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นได้ง่ายมาก ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อทางโรงพยาบาลมาตรวจรักษาฟรีทำให้ได้เข้าถึงการรักษาอย่างถูกต้อง และเราจะได้รู้วิธีดูแลตัวเอง อยากให้มีการจัดกิจกรรมแบบนี้เพื่อประชาชนไปเรื่อยๆ เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนได้ดูแลสุขภาพตาและผิวพรรณของตนเอง

รักษ์นี้เพื่อตาและผิว-รพ.จุฬาภรณ์ดูแลผู้ป่วยเสมอภาคเท่าเทียม

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้ให้บริการดูแลรักษาทุกโรคและอาการต่างๆ ที่เกี่ยวกับดวงตา ตั้งแต่อาการทั่วไปจนถึงการรักษาที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พร้อมด้วยเทคโนโลยีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยสำหรับการตรวจวินิจฉัยและรักษา รวมถึงการให้บริการด้านการดูแลรักษาสุขภาพผิวด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยทั้งในส่วนของโรคทางผิวหนังและการเสริมความงาม สอบถามรายละเอียด โทร.0 2765 5734-35

วิสาหกิจชุมชนวินลาดพร้าว101แหล่งเงินกู้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/370518

วิสาหกิจชุมชนวินลาดพร้าว101แหล่งเงินกู้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต

วิสาหกิจชุมชนวินลาดพร้าว101,ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย,เงินกู้ในระบบ,ออมทรัพย์

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เป็นทางเดียวที่ทำให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ – เฉลิม ชั่งทองมะดัน

การเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบเป็นเรื่องยากของคนหาเช้ากินค่ำ ทำให้ต้องกู้เงินนอกระบบด้วยอัตราดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 20 อย่างเช่นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย พวกเขาจึงได้หาทางออกด้วยการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ “วิสาหกิจชุมชนวินลาดพร้าว 101” ขึ้นเมื่อปี 2557 เพื่อให้สมาชิกได้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ มีสวัสดิการ และออมเงินไว้ใช้ในยามจำเป็น

วิสาหกิจชุมชนวินลาดพร้าว101แหล่งเงินกู้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต

เฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย และรองประธานสมาพันธ์แรงงานนอกระบบ ในฐานะประธานกรรมการวิสาหกิจชุมชนวินลาดพร้าว 101  เป็นคนพื้นเพ จ.บุรีรัมย์ ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างที่วิน 101  เมื่อปี 2545 ได้เห็นภาพเจ้าหนี้มาทวงเงินสมาชิกในวินลาดพร้าว 101 เป็นประจำ เนื่องจากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินกู้ของรัฐบาล ต้องกู้เงินนอกระบบมาใช้ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวช่วงแรกๆ เขาและเพื่อนๆ ในวิินได้รวมกลุ่มกัน ไปกู้ที่ธนาคารออมสินได้เงินมาราว
7-8 แสนบาท มาปล่อยกู้ให้เพื่อนสมาชิก และส่งเงินคืนธนาคารออมสินไปจนเหลือราว 130,000 บาท สมาชิกเกิดเบี้ยวขึ้นมาเขาจึงต้องนำรถกระบะของตัวเองไปเข้าไฟแนนซ์กับกรุงศรีอยุธยาให้เงินมา 500,000 บาท เพิื่อนำมาใช้หนี้

วิสาหกิจชุมชนวินลาดพร้าว101แหล่งเงินกู้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต

หลังใช้หนี้แล้วเหลือเงินจำนวนหนึ่ง จึงเกิดแนวคิดว่าจะนำเงินที่เหลือจากการใช้หนี้ธนาคารกรุงศรีอยุธยามาจ่ายรายวันดอกเบี้ยร้อยละ 5 เพื่อให้สมาชิกในวินไม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบร้อยละ 20 เป็นการช่วยให้สมาชิก  และไปปรึกษาธนาคารออมสินจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ “วิสาหกิจชุมชนวินลาดพร้าว 101” เมิื่อปี 2557 โดยได้รับการปล่อยกู้ 1 ล้านบาท  ต่อมาได้กู้ธนาคารเกษตรและสหกรณ์อีก 3 ล้านเพื่อนำมาใช้เป็นทุนหมุนเวียน

เฉลิม เข้ามาอยู่กรุงเทพมหานครได้ 20 ปีแล้ว เคยทำงานรับจ้างที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย โรงงานซอยในลาดพร้าว 107  มาขับวินปี 2530 ก่อนไปเป็นคนส่งเอกสารบริษัทลูกของ บริษัท เอกธนกฤษ และกลับมาขับวินอีก กระทั่งมาอยู่ซอยลาดพร้าว 101 ในปี 2545 ปัจจุบันเป็นหัวหน้าวินลาดพร้าว 101 ที่ผ่านการเลือกตั้งอยู่ในวาระ 2 ปี

วิสาหกิจชุมชนวินลาดพร้าว101แหล่งเงินกู้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต

        ดอกเบี้ยร้อยละ15ต่อปี
ปัจจุบันวินลาดพร้าว 101 มีทั้งหมด 364 คน เป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ 170 คน มีสมาชิกนอกวินราว 10 คน ซึ่งจะรับคนที่รู้จักและไว้ใจได้เท่านั้น สมาชิกต้องออมเงินขั้นต่ำ 100 บาทต่อเดือน กู้เงินได้ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โดยต้องเป็นสมาชิกครบ 6 เดือน หรือมีเงินออมครบ 6,000 บาทขึ้นไปเท่านั้นถึงจะสามารถกู้เงินได้ วงเงินกู้ไม่เกินจำนวนเงินที่ออมไว้ หรือมากกว่าได้เล็กน้อย

สำหรับสมาชิกที่ออมเงินครบ 100,000 บาท สามารถไม่ส่งเงินออมต่อได้ แต่จะได้รับเงินปันผลทุกปี หากลาออกจากออมทรัพย์จะได้รับเงินออมพร้อมปันผล และสามารถกลับมาสมัครใหม่ได้หลังจากครบ 1 ปี ซึ่งสมาชิกที่เงินออมมากที่สุดคือ นายเฉลิม อยู่ที่ 300,000 บาท

วิสาหกิจชุมชนวินลาดพร้าว101แหล่งเงินกู้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต

โดยในปี 2560 กลุ่มออมทรัพย์ ได้รับรางวัลดีเด่นการคัดเลือกองค์กรการเงินชุมชน สีชมพู โล่เกียรติคุณ และเงินรางวัลกว่า 50,000 บาท จากธนาคารออมสิน มีการประชุมทุกเดือนเพื่อชี้แจงสมาชิก สำหรับบริการด้านเงินฝากมีให้เลือก 3 แบบ คือ 1.ฝากเผื่อเรียก ดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี 2.ฝากประจำ 6 เดือน ร้อยละ 2 ต่อปี และ 3.ฝากประจำ 12 เดือน ดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี ปัจจุบันมีเงินออมทั้งสิ้นกว่า 6 ล้านบาท รวมมีเงินหมุนเวียนราว 10 ล้านบาท

วิสาหกิจชุมชนวินลาดพร้าว101แหล่งเงินกู้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต

   อุบัติเหตุชดเชยวันละ 500 บาท
สำหรับกำไรที่ได้ในแต่ละปีแบ่งเป็นค่าตอบแทนคณะทำงาน 25% เข้ากองทุน 25% เงินปันผลสมาชิก 40% และสวัสดิการสมาชิก 10% โดยสมาชิกทุกคนจะได้รับสิทธิสวัสดิการตั้งแต่แรกเข้า ได้แก่ หากเกิดอุบัติเหตุทำงานไม่ได้จะได้เงินชดเชยวันละ 500 บาทตามใบรับรองแพทย์ รวมถึงงานบวช 2,000 บาท เงินทำขวัญเด็กแรกเกิด 2,000 บาท เงินค่าฌาปนกิจวิน จากกลุ่มออมทรัพย์ 10,000 บาท และเก็บจากกลุ่มวินคนละ 100 บาท รวมกว่า 40,000 บาท ส่วนค่ารักษาพยาบาลใช้ 30 บาทรักษาทุกโรค ยังมีการจัดตั้ง ร้านค้าวิสาหกิจชุมชนวินลาดพร้าว 101 ขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อขายสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงอุปกรณ์สำหรับมอเตอร์ไซค์  อาทิ ยางมอเตอร์ไซค์ น้ำมันเครื่อง ฯลฯ โดยสมาชิกสามารถเครดิตได้ และกำไรคืนเป็นเงินปันผล

“ใครกู้ต้องเอาเสื้อวินค้ำประกัน ใครจะซื้อบ้าน ซื้อรถก็ใช้กลุ่มออมทรัพย์ค้ำประกันได้เช่นเดียวกัน  มีหลายอย่างที่ภาครัฐยังมองไม่เห็น สวัสดิการเหล่านี้ทำขึ้นมาเพื่อทดแทนประกันสังคมที่เข้าไม่ถึง ทำให้สมาชิกหลายคนแก้ปัญหาดีขึ้น”

วิสาหกิจชุมชนวินลาดพร้าว101แหล่งเงินกู้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต

ในอนาคตเฉลิมจะรับสินค้าเกษตรอินทรีย์จากต่างจังหวัดมาขายในร้านค้าวิสาหกิจชุมชนเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และเป็นช่องทางให้คนกรุงเทพฯ เข้าถึงสินค้าคุณภาพมากขึ้น
สมศักดิ์ คะสุวรรณ หนึ่งในสมาชิกวิสาหกิจชุมชนวินลาดพร้าว 101 เป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์มา 3 ปี เหตุผลที่สมัครคือ เพื่อออมเงิน โดยในช่วงแรกออมเดือนละ 500 บาท ต่อมาจึงเพิ่มเงินออมเป็นเดือนละ 1,000 บาท ปัจจุบันมีเงินออมอยู่ราว 30,000 บาท และมีการกู้เงินบ้างหากมีความจำเป็น บางทีฉุกเฉินเงินทองทำให้เข้าถึงเงินกู้ได้ดีกว่า ดอกเบี้ยถูกกว่ากู้เงินนอกระบบ นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการให้ครอบครัว ข้าวของราคากันเอง อุบัติเหตุก็มีชดเชยให้

วิสาหกิจชุมชนวินลาดพร้าว101แหล่งเงินกู้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต

  รับทุนจากสกว.3.6 แสนบาท
ปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนวินลาดพร้าว 101 ได้รับทุนวิจัยในโครงการฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ภายใต้ชื่อโครงการ “การพัฒนาระบบการบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วม ของคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์วินลาดพร้าว 101 บริการ” เพื่อให้มีผลงานทางวิชาการรองรับ เติมเต็มส่วนที่ยังขาดและเกิดประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้างมากขึ้น

วิสาหกิจชุมชนวินลาดพร้าว101แหล่งเงินกู้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต

จุไรรัตน์ ปิยะวัชร์ เจ้าหน้าที่บริหารโครงการฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สกว. กล่าวว่า สกว. สนับสนุนทุนวิจัยโครการทั้งสิ้น 367,730 บาท ระยะเวลาทำงาน 18 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน 2561-กุมภาพันธ์ 2563 นอกจากเงินทุนแล้วยังร่วมพูดคุย พัฒนาโจทย์วิจัย วิเคราะห์ข้อมูล เก็บข้อมูล ไปจนถึงขั้นตอนปลายน้ำ คือเผยแพร่งานวิจัยและการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เพื่อยกระดับการบริหารจัดการกลุ่มออมทรัพย์ให้เข้มแข็ง สร้างรากฐาน และเกิดการต่อยอด หากงานวิจัยชิ้นนี้ประสบความสำเร็จจะพัฒนาเป็นต้นแบบของกลุ่มวินอื่นๆ ในกรุงเทพฯ ต่อไป

ปลูกพลังบวกสร้างภูมิคุ้มกันลดปัจจัยเสี่ยงเหล้าบุหรี่ปฐมวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/370301

ปลูกพลังบวกสร้างภูมิคุ้มกันลดปัจจัยเสี่ยงเหล้าบุหรี่ปฐมวัย

สสส,เหล้า,บุหรี่,ปฐมวัย

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

          “เด็กเป็นต้นกล้าสำคัญของประเทศไทย ถ้าต้นกล้าอ่อนแอ ไม่มีทางที่จะปลูกแล้วสมบูรณ์” พีระ รัตนวิจิตร

คนไทยดื่มเหล้ามากเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน โดยเด็กที่เริ่มดื่มอายุน้อยที่สุดคือ 7 ขวบ ได้รับผลกระทบจากบุหรี่กว่า 66.8% นำมาสู่การร่วมมือระหว่าง สสส. และสพฐ. จัดโครงการ “ปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงสำหรับเด็กปฐมวัย” เสริมเกราะป้องกันเหล้าบุหรี่ให้เด็กตั้งแต่ช่วงปฐมวัย โดยมีกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมกว่า 42 แห่ง

ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ในเด็กอายุ 10-14 ปี พบว่าเคยสูบบุหรี่ 3.5% ได้รับผลกระทบจากบุหรี่ 66.8% นอกจากนี้การดื่มเหล้าในเด็กกลุ่มดังกล่าวพบว่าเคยดื่มเหล้า 5.5% เคยดื่มเครื่องดื่มชนิดอื่นที่มีแอลกอฮอลล์ 4.7% อยู่ใกล้ร้านเหล้า 64.7% และกว่า 50% ซื้อดื่มเอง โดยอายุน้อยที่สุดที่เริ่มดื่มคือ 7 ขวบ นอกจากนี้คนไทยยังดื่มเหล้ามากเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน

ปลูกพลังบวกสร้างภูมิคุ้มกันลดปัจจัยเสี่ยงเหล้าบุหรี่ปฐมวัย

พีระ รัตนวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวในเวทีนิทรรศการทางวิชาการ “ปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงสำหรับเด็กปฐมวัย” โดยสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าและภาคีเครือข่าย สนับสนุนโดยสสส. ว่าลูกหลานเรามีปัจจัยเสี่ยงสูงในสภาพสังคมปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ชุมชน และสื่อมวลชน ดังนั้นทุกหน่วยงานต้องช่วยกันไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข พ่อแม่ สตรีวัยเจริญพันธุ์ต้องพร้อมมีบุตรอย่างมีคุณภาพ ด้านพ่อต้องงดสิ่งเหล่านี้ด้วย หลังจากเด็กคลอดออกมา การรับรู้ เรียนรู้ จะเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุดในช่วงปฐมวัย (0-6 ขวบ)

ปลูกพลังบวกสร้างภูมิคุ้มกันลดปัจจัยเสี่ยงเหล้าบุหรี่ปฐมวัย

พีระ รัตนวิจิตร

“นักจิตวิทยาพัฒนาการได้ประมาณการว่า การเรียนรู้ในช่วงนี้ก้าวหน้าไปกว่า 80% ของผู้ใหญ่เต็มวัย นั่นหมายความว่าตั้งแต่ป.1 เป็นต้นไป คือ 20% ของชีวิตเท่านั้น ดังนั้นการสร้างพัฒนาการต่างๆ ต้องเริ่มจากช่วงปฐมวัย โดยเฉพาะในเรื่องการเรียนรู้เพื่อให้เด็กซึมซับเจนตคติที่ดีสู่การปฏิบัติ นอกจากนี้พ่อแม่ควรเป็นต้นแบบ รวมถึงสถานศึกษาต้องเข้มงวดกวดขันในเรื่องนี้ เพราะเราถือว่าเด็กเป็นต้นกล้าสำคัญของประเทศไทย ถ้าต้นกล้าอ่อนแอ ไม่มีทางที่จะปลูกแล้วสมบูรณ์” พีระ กล่าว

ปลูกพลังบวกสร้างภูมิคุ้มกันลดปัจจัยเสี่ยงเหล้าบุหรี่ปฐมวัย

ทั้งนี้โครงการ “ปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงสำหรับเด็กปฐมวัย” ดำเนินงานโดยสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าและภาคีเครือข่าย สนับสนุนโดย สสส. ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านปฐมวัยจากสพฐ. เป็นผู้ออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับครูปฐมวัย เพื่อใช้จัดกิจกรรมสำหรับเด็กอายุระหว่าง 2-6 ขวบ โดยจัดชุดการเรียนการสอน กิจกรรมลดปัญหาเสี่ยงเรื่องเหล้าบุหรี่ในรูปแบบนิทาน เพลง เกม แบบฝึกกิจกรรม ซึ่งครูสามารถนำชุดกิจกรรมนี้ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถประเมินพัฒนาการของเด็กได้ตามมาตรฐานการเรียนรู้ปฐมวัย รวมถึงการอบรมให้ความรู้ครูอีกด้วย
ขณะนี้มีกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมทั้งหมด 42 แห่ง รวม 140 คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร 42 คน ครูปฐมวัย 84 คน และคณะทำงาน 14 คน แบ่งเป็น สังกัด สพฐ. 18 แห่ง, สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 19 แห่ง, สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 4 แห่ง, สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) 2 แห่ง และ สังกัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 1 แห่ง

ปลูกพลังบวกสร้างภูมิคุ้มกันลดปัจจัยเสี่ยงเหล้าบุหรี่ปฐมวัย

ธนิมา เจริญสุข ประธานคณะทำงานโครงการ “ปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันปัจจัยเสี่ยงสำหรับเด็กปฐมวัย” กล่าวว่า หลังจากการดำเนินโครงการมีการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากผู้บริหารสถานศึกษา ครู และผู้ปกครอง และแบบสังเกตพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยที่มีความรู้ความเข้าใจต่อการใช้ชุดกิจกรรม แบ่งเป็นความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา 93.85% ความคิดเห็นของครู 86% ความคิดเห็นผู้ปกครอง 88.70% พร้อมแบบสังเกตพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยที่ผ่านเกณฑ์ทักษะชีวิต พบว่าเด็กปฐมวัยที่มีอายุต่ำกว่า 3 ขวบ ผ่านเกณฑ์การประเมิน 95.77% ชั้นอนุบาล 1 (อายุ 3-4 ขวบ) 94.68% ชั้นอนุบาล 2 (4-5 ขวบ) 94.68% และอนุบาล 3 (5-6 ขวบ) 95.06%

ยุพิน ประเสริฐกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเปรมประชากร ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา กล่าวว่า โรงเรียนวัดเปรมประชากรมีจำนวนนักเรียนชั้นอนุบาลราว 200 คน จะเห็นว่าปัจจุบันสังคมอยู่ยากมากขึ้นเพราะภัยจากเหล้า บุหรี่ ยาเสพติด ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่เด็กๆ ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่อันตรายและไม่สมควรทำ เพราะฉะนั้นสถานศึกษาจึงต้องเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ปลูกฝังความรู้ตั้งแต่ชั้นอนุบาลให้เขาโตขึ้นเป็นบุคลากรที่ดี เมื่อมีโครงการนี้เข้ามาสิ่งแรกที่เราทำ คือประชุมครูและผู้ปกครองเพื่อให้เกิดความตระหนัก รวมถึงได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นครูในโรงเรียน ผู้ปกครอง วัด โรงพยาบาล เข้ามาให้ความรู้เกี่ยวกับโทษเหล้าบุหรี่ รวมถึงมีกิจกรรมทดลองเอาเหล้าเบียร์ราดไปบนตับให้เด็กเห็นว่าตับสีซีดลง เพื่อให้เด็กเห็นถึงโทษอย่างชัดเจน

ปลูกพลังบวกสร้างภูมิคุ้มกันลดปัจจัยเสี่ยงเหล้าบุหรี่ปฐมวัย

ยุพิน ประเสริฐกุล

“เราโชคดีที่ผู้ปกครองให้ความร่วมมือและให้ความสำคัญมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในกิจกรรมที่ทางโรงเรียนจัดขึ้น และสิ่งที่เห็นชัด คือความอบอุ่นในครอบครัวจากกิจกรรมทำ กระปุกออมรักซึ่งมีผู้ปกครองให้ความร่วมมือจำนวนมาก เราจะไม่หยุดโครงการเพียงเท่านี้แต่จะทำต่อยอดไปเรื่อยๆ ซึ่งในวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 จะเป็นวันประชุมผู้ปกครอง ทางโรงเรียนจะให้เด็กๆ ได้นำเสนอว่าตลอด 1 ปีที่ผ่านมา เขาได้ความรู้อะไรบ้าง” ยุพิน กล่าว
ด้าน อารดา ศรีหวาด หรือครูแนน ครูผู้ช่วย โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ กล่าวว่า เนื่องจากโรงเรียนเป็น 2 ภาษา เน้นสอนแบบบูรณาการ หลังจากที่เข้าร่วมโครงการได้นำชุดกิจกรรมปลูกพลังบวกไปบูรณาการเข้ากับหน่วยการเรียนรู้ชั้นอนุบาลไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ พละ ดนตรี วิทยาศาสตร์ ให้เด็กได้ลองเหตุการณ์สมมุติ หาคำตอบจากที่บ้านหรือผู้รู้ด้วยตัวเขาเอง โดยทั้งครูไทยและครูต่างชาติ รวมถึงผู้บริหารโรงเรียนให้ความร่วมมือและตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้เป็นอย่างดี

ปลูกพลังบวกสร้างภูมิคุ้มกันลดปัจจัยเสี่ยงเหล้าบุหรี่ปฐมวัย

อารดา ศรีหวาด 
“ที่ผ่านมาได้รับเสียงตอบรับจากผู้ปกครองว่า เด็กได้รู้ลึกถึงโทษของเหล้าและบุหรี่มากขึ้น สิ่งที่เราเห็นชัด คือปลูกพลังบวก ซึ่งเกิดขึ้นกับเด็กจริงๆ เขาไม่ใช่แค่คิดบวก เขาสามารถใช้คำพูดทางบวก ไม่ดูถูกเพื่อน รู้จักพูดคำว่าไม่เป็นไร เธอทำได้ เชื่อว่าพลังบวกเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กได้จริงๆ” อารดา กล่าวทิ้งท้าย

ขอให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้รัฐบาลเสียงจากคนใช้แรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/370292

ขอให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้รัฐบาลเสียงจากคนใช้แรงงาน

แรงงาน,เงินกู้,รัฐบาล,หนี้นอกระบบ

โดย…  -ทีมข่าวคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com

          “อยากให้รัฐบาลช่วยให้คนรากหญ้าเข้ามาจัดสรรหนี้นอกระบบ และเข้าถึงเงินกู้ของรัฐบาลมากขึ้น” เนาวนิตย์ เปี่ยมชัย

แม้สวัสดิการประกันสังคมจะครอบคลุมถึงแรงงานนอกระบบ โดยมีทั้งผู้ประกันตนโดยสมัครใจ มาตรา 39 และผู้ประกันตนนอกระบบ มาตรา 40 อย่างไรก็ตามยังคงมีเรื่องหนี้นอกระบบซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญสำหรับผู้ใช้แรงงานในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ที่หาเช้ากินค่ำ ซึ่งเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบได้ยาก

เนาวนิตย์ เปี่ยมชัย หรือป้าหน่อย อายุ 57 ปี อาชีพขายส้มตำ เล่าว่า ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ จ.ร้อยเอ็ด เข้ามาทำงานที่กรุงเทพมหานครตั้งแต่อายุ 12 ปี โดยการรับจ้างทั่วไปและแม่บ้านย่านบรรทัดทอง หลังจากนั้นเริ่มอาชีพขายส้มตำในปี 2528 รายได้ต่อวันอยู่ที่หลักพันบาท และเป็นหนึ่งในผู้ประกันตนนอกระบบตามมาตรา 40 เพื่อเป็นสวัสดิการในยามเจ็บป่วยและเกษียณ

ขอให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้รัฐบาลเสียงจากคนใช้แรงงาน

เนาวนิตย์ เปี่ยมชัย

ครอบครัวของป้าหน่อย มีสมาชิกกว่า 6 คน และเคยเป็นหนี้นอกระบบ ป้าหน่อย เล่าว่าตอนนั้นสามีออกจากงานและต้องผ่อนบ้านจึงเป็นสาเหตุของการเป็นหนี้ ด้วยดอกเบี้ยกว่าร้อยละ 20 เคยเป็นหนี้มากที่สุดหลักแสนบาท จึงพยายามขยันทำงานและปลดหนี้ได้สำเร็จ ปัจจุบันอยู่อย่างปลอดหนี้มาแล้วกว่า 15 ปี ถึงแม้ในบางเดือนรายได้จะไม่เพียงพอต่อรายจ่ายบ้าง แต่ก็ดีกว่ามีหนี้เช่นที่ผ่านมา

“สาเหตุที่เราไม่ยืมเงินในระบบเพราะค่อนข้างยุ่งยาก ต้องหาคนค้ำประกัน หลายคนที่หาเช้ากินค่ำจึงเลือกที่จะยืมเงินนอกระบบเพราะจับต้องได้ง่ายกว่า พูดวันนี้ได้วันนี้ แม้ปัจจุบันจะปลอดหนี้แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังเป็นหนี้นอกระบบถึงขนาดต้องย้ายบ้านหนี จึงอยากจะวิงวอนให้ภาครัฐช่วยเข้ามาจัดสรรหนี้นอกระบบให้อยู่ในระบบสำหรับคนรากหญ้าและให้เข้าถึงเงินกู้ของรัฐบาลมากขึ้น เพราะส่วนมากคนจนเข้าไม่ถึง ต้องมีหลักฐาน ต้องมีคนค้ำประกัน โดยอาจจัดตั้งกองทุนในชุมชนให้เข้าถึงง่ายขึ้น” ป้าหน่อย กล่าว

ด้าน นันทศักดิ์ เจียมจิตร อายุ 42 ปี อาชีพขับวินมอเตอร์ไซค์ย่านสุขุมวิท ซึ่งแต่เดิมมีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.นครราชสีมา หลังจากจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ทำงานในบริษัทจิวเวลรี่และโลจิสติกส์ กระทั่งหันมาขับวินมอเตอร์ไซค์น์เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา โดยสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ตั้งแต่ลาออกจากงาน ปัจจุบันรายได้หักค่าน้ำมันและค่าข้าวอยู่ที่ราว 800-1,000 บาทต่อวัน

ขอให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้รัฐบาลเสียงจากคนใช้แรงงาน

นันทศักดิ์ เจียมจิตร

“เรารู้สึกว่าอาชีพนี้อิสระ เหนื่อยก็หยุดได้ เป็นงานของเราเอง หาเราก็ได้เงิน ไม่หาก็ไม่ได้ ซึ่งแต่ละเดือนจ่ายค่าเช่าบ้านราว 3,500 บาท โดยส่วนตัวมีภาระหนี้ในระบบซึ่งเป็นบัตรเครดิตราว 40,000 บาท และนอกระบบไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งในแต่ละเดือนต้องจ่ายหนี้ที่มีรวมถึงส่งเงินให้ลูกราว 10,000 กว่าบาท ซึ่งในส่วนนี้เราสามารถบริหารจัดการได้ แต่สิ่งที่อยากให้ภาครัฐชปรับปรุงการทำงานของหน่วยงานราชการให้เป็นระบบและบริการประชาชน โดยการแนะนำขั้นตอนการบริการให้ดียิ่งขึ้น

สำหรับ ผู้ประกันตนโดยสมัครใจมาตรา 39 เป็นการประกันตนสำหรับผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 นำส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือนและออกจากงานไม่เกิน 6 เดือน นับแต่วันที่ลาออกจากงาน และต้องไม่เป็นผู้รับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพจากกองทุนประกันสังคม โดยผู้ประกันตนจะส่งเงินเข้ากองทุน 432 บาทต่อเดือน และรัฐบาลจะช่วยสมทบอีก 120 บาทต่อเดือน ซึ่งจะได้รับความคุ้มครอง 6 กรณี คือกรณีเจ็บป่วย/อุบัติเหตุ กรณีทุพพลภาพ กรณีเสียชีวิต กรณีคลอดบุตร กรณีสงเคราะห์บุตร และกรณีชราภาพ ต่อเนื่องจากการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33

ขอให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้รัฐบาลเสียงจากคนใช้แรงงาน

ส่วน ผู้ประกันตนนอกระบบมาตรา 40 ถือเป็นการขยายระบบประกันสังคมครอบคลุมแรงงานนอกระบบทั้งในส่วนของพ่อค้าแม่ค้า ผู้ที่ทำอาชีพอิสระ โดยมีให้เลือก 3 ทางเลือก คือ ทางเลือกที่ 1 จ่ายเงินสมทบ 70 บาทต่อเดือน คุ้มครอง 3 กรณี คือกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย ทางเลือกที่ 2 จ่ายเงินสมทบ 100 บาทต่อเดือน คุ้มครอง 4 กรณี คือ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย และกรณีชราภาพ ทางเลือกที่ 3 จ่ายเงินสมทบ 300 บาทต่อเดือน คุ้มครอง 5 กรณี คือ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย กรณีชราภาพ และกรณีสงเคราะห์บุตร
ปลอดหนี้ได้ถ้าใช้เงินเป็น

วิรัตน์ สุขพ่วง อายุ 51 ปี   อาชีพพนักงานรักษาความปลอดภัย ซึ่งย้ายมาลงหลักปักฐานในกรุงเทพฯ เป็นเวลา 1 ปี เพื่ออยู่เป็นเพื่อนลูกสาวซึ่งทำงานด้านบัญชี แต่เดิมเป็นชาวอุทัยธานี จบการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังจากบวชเป็นพระและสึกออกมา ได้ทำงานรับจ้างทั่วไป อาทิ ช่างไฟฟ้า ช่างประปา รับปูกระเบื้อง รวมถึงเคยเดินทางไปทำงานและเรียนรู้ด้านการเกษตรที่ภาคใต้

ขอให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้รัฐบาลเสียงจากคนใช้แรงงาน

วิรัตน์ สุขพ่วง

ปัจจุบัน วิรัตน์ ทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยได้ 7 เดือน รายได้เฉลี่ย 487 บาทต่อวัน โดยเดือนหนึ่งเงินออก 2 รอบ ปกติทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ เวลา 06.00–18.00 น. กะเช้า และกะดึกเวลา 18.00–06.00 น. นานๆ จะหยุดหากมีความจำเป็นจริงๆ และหากทำงานในช่วงเทศกาลจะได้ค่าแรง 2 เท่า โดยเช่าห้องอยู่คอนโดเล็กๆ กับลูกสาวคนละห้อง ซึ่งค่าห้องต่อเดือนราว 3,000 บาท ด้วยความที่เป็นคนประหยัดทำให้ปลอดหนี้และมีเงินเก็บ

“เราเป็นคนไม่ชอบฟุ่มเฟือย มาทำงานก็มามอเตอร์ไซค์ ทุกวันนี้จะซื้อแกงถุงละ 30 บาท ข้าว 20 บาท เท่ากับวันละ 50 บาท ส่วนค่าน้ำมันรถมอเตอร์ไซค์เติมเต็มถังอยู่ได้ทั้งเดือน ชีวิตคนเราไม่ทำตัวให้ล่างสุดก็ต้องสูงสุดไปเลย แต่เราชอบที่จะอยู่แบบนี้ เคยเห็นคนอื่นที่รู้จักซื้อรถ เช่าห้องแพง กินอาหารแพง ขณะที่เราเป็นคนไม่ดื่ม กลับถึงห้องอาบน้ำ แช่ผ้า อ่านหนังสือธรรมะ เข้านอน แต่ละเดือนจึงมีภาระแค่ค่าเช่าห้องอย่างเดียว หรือไม่ก็โอนเงินช่วยเหลือพี่ชายที่เป็นโรคมะเร็งระยะที่ 3 บ้าง สำหรับตนเองทุกวันนี้มีประกันสังคมที่บริษัททำให้แต่ไม่เคยใช้บริการเนื่องจากพยายามดูแลสุขภาพอยู่เสมอ”

ขอให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้รัฐบาลเสียงจากคนใช้แรงงาน

บั้นปลายชีวิต  วิรัตน์ บอกว่า หากทำงานไม่ไหวก็จะกลับไปอยู่ที่บ้านเกิด เพราะปัจจุบันพ่อแม่ก็เสียหมดแล้ว บ้านปิดล็อกไว้ ด้านในมีสวนมะม่วงให้ลูกหลานช่วยเก็บโดยให้ค่าจ้างวันละ 500-700 บาท ส่วนตัวเองก็ไม่ได้ใช้จ่ายอะไร เหล้าก็ไม่กิน ประหยัดเงิน ทำให้ปัจจุบันมีเงินเก็บพอใช้จ่ายในยามฉุกเฉินและซื้อสิ่งของที่อยากได้

     เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 360 บาท
ชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า ในปีนี้สิ่งที่แรงงานอยากได้รับการดูแลจากรัฐบาลชุดปัจจุบันและชุดใหม่ คือ อยากให้เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 360 บาทเท่ากันทั้งประเทศไทยเพราะค่าครองชีพไม่ได้สูงเฉพาะจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แต่ค่าครองชีพสูงทุกจังหวัด แรงงาน กรรมกรต้องกินต้องใช้เหมือนกันหมด ค่าแรงควรได้เท่ากัน เพื่อความอยู่รอดของแรงงาน

ขอให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้รัฐบาลเสียงจากคนใช้แรงงาน

ชาลี  ลอยสูง

อีกทั้งควรจะมีการส่งเสริม พัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานยุคเก่าที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป กลุ่มนี้จะขาดทักษะในด้านภาษา แต่เขามีประสบการณ์ มีทักษะการทำงาน ความเชี่ยวชาญที่สูง ดังนั้นในยุคที่เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามามีบทบาทในการทำงานต่างๆ จะมีการเปลี่ยนแปลง แรงงานต้องเพิ่มศักยภาพ เพิ่มทักษะในการทำงานด้านเทคโนโลยีที่มีอยู่

ขณะเดียวกันบริษัท สถานประกอบการ นายจ้างก็ต้องมองลูกจ้างเป็นหุ้นส่วน เป็นคนทำงานร่วมกันที่ต้องเพิ่มทักษะความสามารถและค่าแรงที่เป็นธรรมแก่พวกเขา อย่ามองเพียงว่าเป็นลูกจ้าง ลูกน้องที่ทำงานแลกเงินเท่านั้น

ปัจจุบันแรงงานรุ่นเก่าและแรงงานรุ่นใหม่มีสัดส่วนประมาณ 50:50 ซึ่งในกลุ่มแรงงานรุ่นเก่าและรุ่นใหม่มีปัญหาแตกต่างกัน โดยแรงงานรุ่นเก่าขาดทักษะด้านภาษาและการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ หากเติมเต็มทักษะเหล่านี้ได้ แรงงานไทยจะไม่แพ้ชาติใดในโลก เพราะเรามีทักษะด้านอื่นที่ดีอยู่แล้ว ส่วนแรงงานรุ่นใหม่ สิ่งที่ขาดคือความอดทน การสู้งาน และสนใจการทำงานในรูปแบบพาร์ทไทม์มากกว่าการจะสร้างความมั่นคงในชีวิต ฉะนั้น เมื่อทำงานได้ระยะเวลาหนึ่งเขาก็จะเปลี่ยนงาน

“แรงงานในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงว่าจะตกงาน หากไม่มีการปรับตัว AI จะเข้ามาแทนที่ คืออุตสาหกรรมสิ่งทอ เพราะอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นลักษณะการทำงานรูปแบบเดิมๆ อีกทั้งยังไม่มีการพัฒนาทักษะอาชีพเพิ่มเติม ส่วนอุตสาหกรรมที่แรงงานจะไม่ได้รับผลกระทบและมีความมั่นคงสูง ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์

อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งแรงงานในกลุ่มนี้จะได้ค่าตอบแทน สวัสดิการและการดูแลที่ดี อย่างไรก็ตามเทคโนโลยี AI มีผลต่อความอยู่รอดของแรงงานไทย” ชาลี กล่าว

ดังนั้นอยากฝากแรงงานทุกคนต้องปรับตัว เรียนรู้ เพิ่มทักษะในการทำงานของตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากมีโอกาสในการศึกษาต่อไม่ว่าจะด้านความเชี่ยวชาญหรือด้านภาษาต้องอย่าละเลย ขณะเดียวกันนายจ้างก็ต้องให้ความสำคัญและความเป็นธรรมแก่ลูกจ้างมากขึ้น

10 ข้อเรียกร้องคสรท.
วันแรงงานแห่งชาติ วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 นี้ คสรท.จัดกิจกรรมเรียกร้องเพื่อผู้ใช้แรงงานทุกคนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยพร้อมทั้งยื่นข้อเรียกร้อง 10 ข้อให้แก่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกอบไปด้วย 1.รัฐต้องจัดให้มีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าที่มีคุณภาพให้ประชาชนทุกคนได้เข้าถึงอย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติ

อาทิ ด้านสาธารณสุข ประชาชนทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพและไม่มีค่าใช้จ่าย 2.รัฐต้องกำหนดค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรมให้ครอบคลุมผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วน อาทิ กำหนดให้มีโครงสร้างค่าจ้างและปรับค่าจ้างทุกปี 3.รัฐต้องให้สัตยาอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวกัน และอนุสัญญาฉบับที่ 98 ว่าด้วยการปฏิบัติตามหลักการแห่งสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรองเพื่อสร้างหลักประกันในการรวมตัวและการเจรจาต่อรอง และอนุสัญญาฉบับที่ 183 ว่าด้วยการคุ้มครองความเป็นมารดา (ตามรัฐธรรมนูญหมวด 3 มาตรา 48)
4.รัฐต้องปฏิรูประบบประกันสังคม เช่น จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมในสัดส่วนที่เท่ากัน ระหว่างรัฐนายจ้าง ลูกจ้าง ตามหลักการของพ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 และนำเงินส่งสมทบที่รัฐบาลค้างจ่ายให้เต็มตามจำนวน เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนมาตรา 40 ให้เท่ากับมาตรา 33 เป็นต้น

5.รัฐต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพรัฐวิสาหกิจในการให้บริการที่ดีมีคุณภาพเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน อาทิ จัดตั้งกองทุนพัฒนารัฐวิสาหกิจ 6.รัฐต้องยกเลิกนโยบายที่ว่าด้วยการลดสวัสดิการพนักงานรัฐวิสาหกิจและครอบครัว

7.รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย เช่น การปิดกิจการ หรือยุบเลิกกิจการในทุกรูปแบบ (ตามรัฐธรรมหมวด 5 มาตรา 53) 8.รัฐต้องจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงจากการลงทุนโดยให้นายจ้างจ่ายเงินเข้ากองทุนเพื่อเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิแรงงาน เมื่อมีการยกเลิกหรือเลิกกิจการไม่ว่ากรณีใดก็ตาม 9.รัฐต้องเร่งรัดให้มีการพัฒนากลไกการเข้าถึงสิทธิ การบังคับใช้พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2554 อย่างจริงจัง และ 10.รัฐต้องจัดสรรเงินงบให้แก่สถาบันความปลอดภัยเพื่อใช้ในการบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพ

อบรมใช้กัญชารุ่นแรก200คนไฟเขียว3กลุ่มโรคคู่แผนปัจจุบัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/370178

อบรมใช้กัญชารุ่นแรก200คนไฟเขียว3กลุ่มโรคคู่แผนปัจจุบัน

กัญชา,เดชา ศิริภัทร,นพสมศักดิ์ อรรฆศิลป์

โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com

กรมการแพทย์อบรมแพทย์-เภสัชฯ ใช้กัญชารักษารุ่นแรกยึดหลักปลอดภัย มีประสิทธิผล ไม่เอื้อประโยชน์กลุ่มใดเป็นพิเศษไฟเขียว 3 กลุ่มโรค รพ.ที่มีสิทธิ์ใช้กัญชา แพทย์-เภสัชฯ-รพ. ต้องขึ้นทะเบียนกับอย.ใบอนุญาตมีอายุ 2 ปี ขณะที่กรมการแพทย์แผนไทยอบรมหมอพื้นบ้านใช้ประโยชน์จากกัญชา 150 คน 16 ตำรับ

วานนี้ (29 เม.ย.) นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวในการเป็นประธานเปิดการอบรม “การใช้สารสกัดกัญชาทางการแพทย์สำหรับบุคลากรทางการแพทย์” และบรรยายพิเศษเรื่อง “Health policy for cannabis on medical use” โดยมีแพทย์ ทันตแพทย์และเภสัชกรจากโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนทั่วประเทศเข่าร่วมราว 200 คน ว่าบุคลาการทางการแพทย์ที่เข้ารับการอบรมเป็นผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์จะต้องพิจารณาในการที่จะสั่งใช้ให้กับผู้ป่วยมี 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.ปลอดภัย (Safety) สารสกัดจากกัญชาปลอดภัยจากสารพาเจือปน และมีความเสี่ยงเกิดอันตรายต่ำเมื่อใช้รักษาผู้ป่วย 2.มีประสิทธิผลในการรักษา และ 3.มีความเป็นธรรมในการเข้าถึงการรักษา ผู้ป่วยเข้าถึงสารสกัดจากกัญชาอย่างเท่าเทียม ไม่เอื้อประโยชน์ให้ผู้ใด หรือกลุ่มใดเป็นพิเศษ

อบรมใช้กัญชารุ่นแรก200คนไฟเขียว3กลุ่มโรคคู่แผนปัจจุบัน

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์

ประโยชน์ของสารสกัดจากกัญชาทางการแพทย์แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่มโรค/ภาวะที่ได้ประโยชน์มีผลการศึกษาวิจัยสนับสนุนชัดเจน ได้แก่ โรคลมชักที่รักษายาก และโรคลมชักดื้อต่อยารักษา ภาวะคลื่นไส้และอาเจียนจากยาเคมีบำบัดที่รักษาด้วยวิธีมาตรฐานไม่ได้ผล ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง และภาวะปอดประสาทที่รักษาด้วยวิธีอื่นๆ ไม่ได้ผล 2.กลุ่มโรคภาวะที่สารสกัดจากกัญชาน่าจะมีประโยชน์ในการควบคุมอาการของโรค ควรมีข้อมูลทางวิชาการสนับสนุน วิจัยเพิ่มเติมในประเด็นความปลอดภัยและประสิทธิผล เพื่อสนับสนุนการนำไปใช้ คือ โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ โรคปลอกประสาทอักเสบ โรควิตกกังวล ผู้ป่วยที่ต้องดูแลแบบประคับประคองและผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย และ 3.กลุ่มโรค ภาวะที่อาจจะได้ประโยชน์ในอนาคต ซึ่งจะต้องมีการศึกษาวิจัย

อบรมใช้กัญชารุ่นแรก200คนไฟเขียว3กลุ่มโรคคู่แผนปัจจุบัน

“สิ่งสำคัญที่สุดคือจะต้องไม่ใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาเป็นทางเลือกแรกในการรักษาโรคให้ผู้ป่วย แต่ผู้ป่วยจะต้องผ่านการรักษาตามแนวทางที่เป็นมาตรฐานมาก่อนแล้วไม่ได้ผล และแพทย์จะต้องอธิบายข้อดีและผลกระทบจากการใช้กัญชาให้ผู้ป่วยเข้าใจจนสามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้หรือไม่” นพ.สมศักดิ์กล่าว
บุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าอบรมรุ่นแรกนี้ หากผ่านการสอบประเมินได้คะแนนเกิน 60% จะได้รับใบรับรองเป็นผู้ผ่านการอบรมการใช้กัญชาทางการแพทย์ จากนั้นจะต้องนำใบรับรองไปขอขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อได้รับอนุญาตจึงจะสามารถสั่งจ่ายกัญชาทางการแพทย์ จะต้องดำเนินการผ่านในสถานพยาบาลเท่านั้น

อบรมใช้กัญชารุ่นแรก200คนไฟเขียว3กลุ่มโรคคู่แผนปัจจุบัน

โดยหากสถานพยาบาลที่ประสงค์จะใช้กัญชาจะต้องขึ้นทะเบียนกับอย.ด้วย และจะสั่งใช้ได้ในสถานพยาบาลนั้นได้ทั้งแพทย์และเภสัชกรจะต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตทั้งคู่ โดยแพทย์เป็นผู้สั่งใช้และเภสัชกรจะเป็นผู้จ่าย จะมีใบอนุญาตเฉพาะส่วนไม่ได้ และจะต้องรายงานติดตามเฝ้าระวังการนำไปใช้ให้กับอย.เช่นเดียวกับการใช้มอร์ฟีน ทั้งนี้ใบอนุญาตเป็นผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์จะมีอายุ 2 ปี จากนั้นจะต้องเข้ารับการอบรมใหม่ เนื่องจากความรู้ทางการแพทย์เกี่ยวกับกัญชาเปลี่ยนแปลงเร็วมาก

อบรมใช้กัญชารุ่นแรก200คนไฟเขียว3กลุ่มโรคคู่แผนปัจจุบัน

นพ.วีรชัย ชีวาดิศัยกุล อายุรแพทย์ รพ.เมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) จ.นครปฐม หนึ่งในแพทย์ที่เข้ารับการอบรมการใช้กัญชาทางการแพทย์รุ่นแรก กล่าวว่า สนใจเข้ารับการอบรมเป็นแพทย์ผู้สั่งใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ เนื่องจากเห็นว่ายังมีโรคอีกมากที่แนวทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายได้  เท่าที่ทราบวงการแพทย์เมืองไทยก็มีการนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยมาบ้างแล้ว เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง พาร์กินสัน หรืออัลไซเมอร์ เป็นต้น ที่ให้การรักษาตามมาตรฐานแล้วไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็ง ที่ให้การรักษาด้วยเคมีบำบัดแล้ว ไม่หายหรือไม่ดีขึ้น  ก็จะเข้ามาปรึกษาและขอให้ใช้กัญชาได้หรือไม่ เมื่อเข้าอบรมและสอบผ่านได้ใบรับรอง และขึ้นทะเบียนเป็นแพทย์ผู้สั่งใช้กัญชาทางการแพทย์กับอย.แล้ว เมื่อมีผู้ป่วยมาปรึกษาแนวทางการรักษานี้ก็จะอธิบายให้ข้อมูลที่ถูกต้อง รอบด้าน และพิจารณาให้การรักษาด้วยกัญชาในผู้ป่วยที่เห็นว่าสามารถใช้กัญชาได้ ซึ่งเป็นการดำเนินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

อบรมใช้กัญชารุ่นแรก200คนไฟเขียว3กลุ่มโรคคู่แผนปัจจุบัน

วันเดียวกัน กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมกับ สภาการแพทย์แผนไทย จัดทำหลักสูตรและดำเนินการจัดอบรมวิทยากรครู ก. ระหว่างวันที่ 29-30 เมษายน 2562 จำนวน 150 คน เป็นผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดต่อแก่บุคลากรในพื้นที่ของเขตสุขภาพ ทั้ง 13 เขตทั่วประเทศ เขตละไม่น้อยกว่า 150 คน โดยกำหนดให้มีการขับเคลื่อนจัดกิจกรรมการอบรมพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 27 พฤษภาคมนี้

ทั้งนี้ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 ระบุให้กัญชาและกระท่อม สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยได้ โดยอนุญาตให้ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือหมอพื้นบ้านตามกฎหมาย ว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทย สามารถยื่นขออนุญาตมีส่วนร่วมกับหน่วยงานของรัฐ หรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัยและจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับทางการแพทย์ หรือเภสัชศาสตร์ได้

อบรมใช้กัญชารุ่นแรก200คนไฟเขียว3กลุ่มโรคคู่แผนปัจจุบัน

นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์

นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในฐานะประธานพิธีเปิดการอบรมวิทยากรครู ก. หลักสูตรการใช้กัญชาทางการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า การอบรม 2 วันนี้ มุ่งหวังจะได้คนที่เป็นวิทยากรครู ก. จำนวน 150 คน เขตละไม่เกิน 6 คน (หากสอบผ่าน) เพื่อไปจัดการอบรมพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 27 พฤษภาคม โดยคนที่มาอบรมส่วนหนึ่งเป็นแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้าน และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งหากอบรมผ่านจะมีสิทธิ์ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สามารถใช้กัญชาทางการแพทย์ได้

สำหรับการขับเคลื่อนในการนำกัญชาไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์แผนไทยนั้น จะดำเนินการตามรายการยา 16 ตำรับที่ผ่านการประกาศใช้และมีกัญชาเป็นส่วนผสม ซึ่งมีการคัดกรองความซ้ำซ้อนจาก 200 ตำรับ เหลือ 90 ตำรับ ในจำนวนดังกล่าวมีการจัดแบ่งตามกลุ่มในการพัฒนาเป็นลำดับชั้น แยกเป็น 4 กลุ่ม
คือกลุ่ม ก. เป็นตำรับยาที่มีประสิทธิผล มีความปลอดภัย วิธีการผลิตไม่ยุ่งยากซับซ้อน ตัวยาหาไม่ยาก และมีสรรพคุณตำรับที่แก้ปัญหาสาธารณสุข ประกาศใช้ตามกฎหมาย มีจำนวน 16 ตำรับ
อบรมใช้กัญชารุ่นแรก200คนไฟเขียว3กลุ่มโรคคู่แผนปัจจุบัน

กลุ่ม ข. เป็นตำรับยาที่มีประสิทธิผลแต่วิธีการผลิตไม่ชัดเจน มีตัวยาหายาก ข้อมูลตำรับไม่ครบถ้วน เป็นตำรับยาที่เห็นควรให้มีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม มีจำนวน 11 ตำรับ กลุ่ม ค. เป็นตำรับยากลุ่มที่ไม่แน่นอน เขียนในคัมภีร์ เป็นคำกลอน เขียนระบุโรคต่างๆ ไม่ชัดเจน มีกัญชาเป็นส่วนผสมน้อย กลุ่มนี้ต้องอยู่ในการควบคุม เป็นโครงการวิจัย เป็นตำรับยาที่เห็นควรทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม มีจำนวน 32 ตำรับ
และกลุ่ม ง. เป็นตำรับยาที่มีส่วนประกอบ ห้ามใช้ เนื่องจากอาจมีสารพิษผสมอยู่ องค์การอนามัยโลก (WHO) ห้ามใช้ตัวยาบางตัว เช่น ไคร้เครือ หรือมีสารประกอบของพืชหรือสัตว์ผสมเป็นข้อห้ามตามอนุสัญญาไซเตส (CITES) และตัวยาบางชนิดกฎหมายไม่อนุญาตให้ใช้ กลุ่มนี้ต้องอยู่ในการควบคุม เป็นโครงการวิจัย มีจำนวน 31 ตำรับ
“จากการสำรวจแพทย์แผนไทย 4,000 คนทั่วประเทศ คำนวณเป็นตัวเลขกัญชาที่ต้องปลูกอยู่ที่ราว 11 ตัน โดยแบ่งให้แก่ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ BIOTEC ปลูกในระบบปิดด้วยเทคโนโลยีใหม่ พัฒนาสายพันธุ์ที่ดีที่สุด 2 ตัน และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) วิทยาเขตสกลนครจำนวน 2 ตัน นอกจากนี้ที่เหลืออีก 7 ตัน ให้แก่สภาเกษตรกรแห่งชาติ

อบรมใช้กัญชารุ่นแรก200คนไฟเขียว3กลุ่มโรคคู่แผนปัจจุบัน

เดชา ศิริภัทร

นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ซึ่งได้เดินทางเข้ารับการอบรม กล่าวว่า หากผ่านการอบรมในครั้งนี้จะมีสิทธิ์ขึ้นทะเบียนขอใบรับรองจาก อย. และสามารถใช้ยาทั้ง 16 ตำรับได้  อย่างไรก็ตามปัจจุบันสามารถทำและแจกได้เท่านั้น และต้องทำร่วมกับมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลที่มีการทำวิจัยเพื่อเก็บผลเป็นงานวิจัย คนไข้ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยแต่ต้องเซ็นยินยอมเป็นทางการ สำหรับการร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการประสานงานกับหลายหน่วยงาน รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เพื่อนำของกลางมาทำยาและทดสอบความปลอดภัย

อบรมใช้กัญชารุ่นแรก200คนไฟเขียว3กลุ่มโรคคู่แผนปัจจุบัน

“การเข้ามาอยู่ในระบบมีทั้งผลดีผลเสียผลดีคือ ได้ทำอย่างถูกกฎหมายแต่ผลเสียคือทำให้มีการจำกัดการเข้าถึงยาของผู้ป่วยที่กำลังต้องการยามีกว่า 8 แสน–2 ล้านคน จะให้ดีจริงต้องปรับกฎหมายให้ผู้ป่วยเข้าถึงยากัญชาให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้คนกว่าล้านคนที่เหลือต้องไปหายาใต้ดินเพราะไม่มีทางเลือก ดังนั้นต้องปรับกฎหมายเพื่อเพิ่มการเข้าถึง” ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ กล่าว

อบรมใช้กัญชารุ่นแรก200คนไฟเขียว3กลุ่มโรคคู่แผนปัจจุบัน

ยุค5จี…คนไทยพึ่งสมองกลเสี่ยง”สมองเป็นสนิม”ไม่รู้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/370070

ยุค5จี…คนไทยพึ่งสมองกลเสี่ยง”สมองเป็นสนิม”ไม่รู้ตัว

5จี,สมองกล,พญอัญชลี ศิริเทพทวี,นพกิตต์กวี โพธิ์โน,สมองเป็นสนิม

โดย… ทีมข่าวคุณภาพชีวิต – qualitylife4444@gmail.com

จิตแพทย์เป็นห่วงความไฮเทคยุคเทคโนโลยี 5จี อาจทำให้คนไทยเสี่ยงเกิดสภาวะสมองเป็นสนิมอย่างไม่รู้ตัว เพราะพึ่งความอัจฉริยะไฮเทคมากไป การใช้สมองเพื่อคิดและจำน้อยลง อาทิ ใช้จีพีเอสช่วยนำทาง บันทึกเบอร์โทรศัพท์ในมือถือ ย้ำควรใช้เท่าที่จำเป็น ควรเพิ่มการฝึกกระตุ้นการใช้สมองทั้งในชีวิตประจำวันและการใช้เกมประเภทช่วยฝึกสมอง อาทิ เกมจับผิดภาพ จิกซอว์ เกมไขว้คำศัพท์ เกมสะกดคำ ระบุหากสมองไม่มีการฝึกกระตุ้นใช้งานเรื่อยๆ จะมีผลให้เซลล์ประสาทที่มีเสื่อมสลายไป เสี่ยงเกิดสมองเสื่อมเร็วขึ้น ขณะนี้พบผู้สูงวัยสมองเสื่อมกว่า 8 แสนคน ส่วนใหญ่รักษาไม่หายขาด

ยุค5จี...คนไทยพึ่งสมองกลเสี่ยง"สมองเป็นสนิม"ไม่รู้ตัว

นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จ.นครราชสีมา ให้สัมภาษณ์ว่า ในปีงบประมาณ 2562 รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯ ได้จัดโครงการพัฒนาระบบมาตรฐานการจัดบริการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน หมู่บ้าน ที่ป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมและมีปัญหาด้านพฤติกรรมและจิตใจร่วมด้วย ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 9 ประกอบด้วย 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ซึ่งปัญหาด้านพฤติกรรมและจิตใจนี้เป็นอาการที่เกิดตามมาหลังจากป่วยโรคสมองเสื่อม พบได้สูงถึงร้อยละ 90 ของผู้ป่วย ไม่ใช่โรคแสร้งทำของผู้ป่วย และอาจสร้างความเครียดให้ญาติ ครอบครัวได้ จึงต้องให้การดูแลผู้ป่วยอย่างเข้าใจ ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาผู้ป่วยกลุ่มนี้ถูกทารุณกรรม และการถูกทอดทิ้งจากความไม่เข้าใจอาการเปลี่ยนแปลงจากการเจ็บป่วย โดยช่วงปีแรกนี้ จะนำร่องในพื้นที่ 2 อำเภอใน จ.สุรินทร์ ก่อน ได้แก่ อ.เมือง และ อ.สีขรภูมิ ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการบุคลากรสาธารณสุข ซึ่งเป็นผู้จัดการสุขภาพในตำบล ชุมชน หมู่บ้าน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน รวมทั้งผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุสมองเสื่อม เพื่อใช้เป็นต้นแบบก่อนขยายผลครอบคลุมทุกพื้นที่ในเขตสุขภาพที่ 9 ทั้งหมดในปีหน้านี้

ยุค5จี...คนไทยพึ่งสมองกลเสี่ยง"สมองเป็นสนิม"ไม่รู้ตัว

นพ.กิตต์กวี กล่าวอีกว่า ปัญหาโรคสมองเสื่อม (dementia) เป็นภัยเงียบทางกายที่มาพร้อมกับการเป็นสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย จากผลสำรวจของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขครั้งล่าสุดในปี 2557 พบผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีภาวะสมองเสื่อม คือสมองสูญเสียความสามารถในการจำ การคิด สติปัญญา อารมณ์ มีพฤติกรรมและบุคลิกภาพเปลี่ยนไป จนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวัน ทำงานหรือเข้าสังคมได้ พบได้ร้อยละ 8.1 พบในผู้ชายร้อยละ 6.8 ผู้หญิงร้อยละ 9.2 ยิ่งอายุมากยิ่งพบมากเป็นเงาตามตัว เฉพาะในเขตสุขภาพที่ 9 คาดว่าจะมีผู้สูงอายุสมองเสื่อมประมาณ 89,000 คน จากผู้สูงอายุที่มี 1.1 ล้านกว่าคน ส่วนภาพรวมทั่วประเทศคาดว่าจะมีกว่า 8 แสนคน จากผู้สูงอายุในปี 2561 ที่มี 10.6 ล้านกว่าคน โดยสาเหตุการเกิดโรคมาจากหลายประการ แต่ที่พบบ่อยและไม่มียารักษาให้หายขาด มีเพียงยาชะลอไม่ให้เสื่อมเพิ่ม อันดับ 1 กว่าร้อยละ 80 เกิดจากโรคอัลไซเมอร์ รองลงมาเกิดจากโรคหลอดเลือดในสมอง ทำให้เนื้อสมองตาย ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตหลังป่วยประมาณ 8 ปี

ยุค5จี...คนไทยพึ่งสมองกลเสี่ยง"สมองเป็นสนิม"ไม่รู้ตัว

สมองเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย ประกอบด้วยเซลล์ประสาทมากกว่า 1,000 ล้านเซลล์ ทำงานตลอดเวลาทั้งการควบคุมความคิด ความจำ การตัดสินใจ การเคลื่อนไหว ควบคุมการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ กำกับการเต้นของหัวใจ การหายใจ การย่อยอาหาร การพักผ่อน ปกติเซลล์สมองจะมีโอกาสเสื่อมลงเมื่อเราอายุ 40 ปีขึ้นไป เช่นเดียวกับอวัยวะอื่นๆ แต่ปัจจุบันมีงานวิจัยพบว่าเซลล์ประสาทจะถูกผลิตสร้างขึ้นมาใหม่เรื่อยๆตลอดเวลาไม่มีหยุด ตราบใดที่มีการฝึกการใช้สมองบ่อยๆ ในทางตรงกันข้ามหากสมองไม่ถูกใช้งาน เซลล์ประสาทจะเสื่อมสลายและตายไปที่สุด จึงมีความเป็นห่วงการใช้ชีวิตในยุคที่เทคโนโลยีด้านการสื่อสารเจริญก้าวหน้าและใช้ประโยชน์หลายสิ่งในชิ้นเดียว

“โดยเฉพาะในยุค 5จี ที่กระแสกำลังมาแรง ซึ่งจะมีความก้าวหน้าใหม่ๆเกิดขึ้น เช่น เมืองอัจฉริยะ รถยนต์ไร้คนขับ การใช้ระบบจีพีเอส ช่วยนำทาง รวมทั้งการใช้เครื่องคิดเลข การบันทึกเบอร์โทรศัพท์ในมือถือ เป็นต้น การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้บ่อยๆ อาจทำให้การใช้สมองเพื่อคิด จดจำ ตัดสินใจน้อยลงเรื่อยๆ และเกิดสภาวะที่คนไทยเรียกว่า สมองเป็นสนิมอย่างไม่รู้ตัวได้ ซึ่งจะมีความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมเร็วขึ้น ประชาชนจึงต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างถูกต้อง และต้องไม่ลืมฝึกให้สมองแข็งแรงอยู่เสมอ” นพ.กิตต์กวีกล่าว

ยุค5จี...คนไทยพึ่งสมองกลเสี่ยง"สมองเป็นสนิม"ไม่รู้ตัว

ด้าน พญ.อัญชลี ศิริเทพทวี รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์และประธานคณะอนุกรรมการพัฒนามาตรฐานการบริการผู้สูงอายุของ รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯ กล่าวว่า วิธีการฝึกสมองเพื่อลดการเกิดสนิมและชะลอการเสื่อม ประชาชนทุกวัยต้องเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทำตั้งแต่ตอนนี้ มีข้อแนะนำ 4 ประการ ดังนี้ 1.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิก คือมีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องกันตั้งแต่ 15 นาทีขึ้นไปต่อครั้งอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เดินเร็ว จะให้ผลทำให้การไหลเวียนเลือดดี กระตุ้นการสร้างเซลล์สมอง และปรับสมดุลของสารเคมีในสมอง ช่วยสลายความเครียดไปในตัว ทำให้อารมณ์แจ่มใส

2.ฝึกลับคมสมอง ฝึกกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด เพื่อเพิ่มความสามารถการทำงานให้สมอง เช่น การคิดเลข บวก ลบ คูณ หาร ที่ไม่ใช่เลขจำนวนมากๆ เช่น การคิดค่ากับข้าว ซื้อของใช้รายวัน เป็นต้น อาจคิดในใจ คิดในกระดาษ ควรพึ่งเครื่องสมองกลเท่าที่จำเป็น ฝึกการจำเพลงโดยการฟัง ไม่ต้องดูตามเนื้อเพลง ฝึกท่องสูตรคูณ ท่องก.ไก่ ฝึกวาดรูป ฝึกการสวดมนต์ เป็นต้น รวมทั้งการฝึกสมองโดยการใช้เกมต่างๆ (Games for the brain) ที่แนะนำสำหรับผู้สูงอายุ เช่น เกมจับคู่สิ่งของที่มีความสัมพันธ์กันเช่น จานกับช้อน กระดาษกับดินสอปากกา เป็นต้น, เกมจับผิดภาพที่เหมือนกัน จะทำให้ผู้ที่ดูใช้สมองในการพิจารณาหาความแตกต่างของภาพให้ได้ ซึ่งได้ทั้งความสนุกและความภาคภูมิใจ สามารถเล่นคนเดียวและเล่นเป็นกลุ่มได้ ส่วนวัยเด็กและวัยรุ่นเกมที่ใช้เล่นฝึกกระตุ้นสมองได้ดี เช่น เกมสะกดคำ เกมตัวต่อภาพหรือจิ๊กซอว์ เกมไขว้คำศัพท์ เป็นต้น สามารถเล่นในคอมพิวเตอร์ก็ได้ และยังมีเกมโซโดกุ ซึ่งจะเป็นตัวเลข สามารถเล่นได้ทุกวัย การเล่นเกมประเภทกระตุ้นสมองทุกวัน จะเป็นการออกกำลังกายสมอง กระตุ้นเซลล์ประสาทในสมองทำงานได้ดี และมีการสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่อย่างต่อเนื่องด้วย

ยุค5จี...คนไทยพึ่งสมองกลเสี่ยง"สมองเป็นสนิม"ไม่รู้ตัว

3.ฝึกทำกิจกรรมใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ เช่น ใช้มือข้างไม่ถนัดจับช้อนกินข้าว จับปากกาหรือดินสอเขียนหนังสือ หรือจับแปรงสีฟันแปรงฟัน ขับรถเปลี่ยนเส้นทางการเดินทาง เป็นต้น และ 4.กรณีที่เป็นผู้สูงอายุ ควรเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม ไม่ควรอยู่จับเจ่าที่บ้านคนเดียว เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวร่างกาย และมีการพบปะพูดคุยกัน การได้สังสรรค์กับผู้อื่น จะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองได้ดีขึ้น

ถอดบทเรียนไฟไหม้ปกป้องโบราณสถานไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/369866

ถอดบทเรียนไฟไหม้ปกป้องโบราณสถานไทย

ไฟไหม้,โบราณสถาน,วิหารนอเทรอดาม,ปารีส

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

จากเหตุการณ์เพลิงไหม้ศูนย์การค้าใจกลางเมืองเมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 รายและบาดเจ็บนับ 10 ราย หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วันเกิดเหตุช็อกโลกเพลิงไหม้วิหารนอเทรอดาม กรุงปารีส ซึ่งมีอายุกว่า 850 ปี นำมาซึ่งการถอดรหัสสาเหตุและการเดินทางของต้นเพลิงพร้อมตระหนักถึงการดูแลโบราณสถานของไทย

ถอดบทเรียนไฟไหม้ปกป้องโบราณสถานไทย

“อัคคีภัย” ถือเป็นสาธารณภัยที่เกิดขึ้นมากที่สุดในกรุงเทพมหานคร จากสถิติในปี 2558 มีเหตุเพลิงไหม้ขึ้น 646 ครั้ง ปี 2559 เหตุเพลิงไหม้ 681 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 11 ราย ผู้บาดเจ็บ 135 ราย ปี 2560 เกิดเหตุเพลิงไหม้จำนวน 783 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 23 ราย ผู้บาดเจ็บ 117 ราย ปี 2561 เกิดเหตุเพลิงไหม้ 292 ครั้ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 93 ราย เสียชีวิต 15 ราย และในปี 2562 เกิดเหตุเพลิงไหม้ 88 ครั้ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 77 ราย เสียชีวิต 2 ราย

บุษกร แสนสุข ประธานสาขาวิศวกรรมความปลอดภัยและป้องกันอัคคีภัย วสท. กล่าวในงานเสวนาเรื่อง “ถอดบทเรียนเพลิงไหม้ จากศูนย์การค้า…ถึงอาสนวิหารนอเทรอดาม” ณ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ถึงการคาดการณ์เหตุเพลิงไหม้ศูนย์การค้าเมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมาว่า จากการลงพื้นที่สำรวจคาดว่าต้นเพลิงมาจากโซนบ่อบัดน้ำเสียชั้นใต้ดิน B2 ซึ่งหลายคนไม่คาดคิดว่าควันไฟจะข้ามไปถึงชั้น 8 ได้ โดยพุ่งขึ้นตามท่อลมไฟเบอร์กลาสแนวดิ่ง รวมถึง B2 ไม่มีสปริงเกอร์ลดระดับความร้อน ปลายปล่องที่ชั้น B1 ไม่ได้ปิดปลายของปล่องไว้ตามมาตรฐานที่ใช้ในปัจจุบัน ทำให้ไฟลุกลามไปประทุที่ชั้น 8 ท่อลมเกิดการขาดและพังลงมาปิดเส้นทางทำให้เกิดเหตุเสียชีวิตดังกล่าว ซึ่งสาเหตุที่ไฟไม่กระจายไปแต่ละชั้นเนื่องจากมีผนังก่อกันไฟกั้นไว้ซึ่งยังถือเป็นเรื่องดี

ถอดบทเรียนไฟไหม้ปกป้องโบราณสถานไทย

การออกแบบระบบท่อสำหรับอาคารขนาดใหญ่ ให้ได้มาตรฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญ วัสดุที่ใช้ทำท่อลมหรือท่อระบายอากาศเสียต้องไม่ใช้วัสดุที่ติดไฟและตราบใดที่เป็นท่อลมต้องเดินผ่านภายในอาคาร ช่องท่อ (SHAFT) ต้องติดตั้งอุปกรณ์ระบายอากาศ (Fire Damper) นอกจากนี้ช่องท่อ (SHAFT) ควรเป็นแนวตั้งตรงจนถึงบนดาดฟ้า ไม่ควรเลี้ยวหลบไปมา ปลายช่องท่อ (SHAFT) ทั้งส่วนบนสุดและล่างสุดอยู่ภายในอาคารต้องปิดปลายให้ดีรวมถึงควรให้ความรู้การอพยพหนีไฟแก่ประชาชนด้วย

ดร.พิชญะ จันทรานุวัฒน์ เลขาธิการ วสท. กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ถือเป็นบทเรียนที่ดีของวิศวกรและนักดับเพลิง เพราะเป็นการเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่สลับซับซ้อน อยากให้เป็นบทเรียนของนักดับเพลิงที่ปฏิบัติงานให้อยู่ระมัดระวัง กรณีเพลิงไหม้นี้ “ไม่ได้ลุกลามแบบตรงไปตรงมา” เหมือนที่เคยเห็นกันบ่อยๆ เหตุการณ์ในครั้งนี้พิสูจน์ให้ได้เห็นถึงอันตรายต่อพนักงานดับเพลิงเป็นอย่างยิ่ง จากการที่ไม่ได้ปิดช่องท่อแนวดิ่งหรือปล่องให้ถูกต้องรวมถึงการไม่ติดตั้งหัวสปริงเกอร์ให้ครอบคลุมทั่วพื้นที่

ถอดบทเรียนไฟไหม้ปกป้องโบราณสถานไทย

“ขณะนี้ผลการพิสูจน์หลักฐานจากตำรวจยังไม่มีข้อสรุปว่าต้นตอของประกายไฟหรือแหล่งความร้อนมาจากที่ใดแม้กระทั่งมหาวิหารนอเทรอดาม ก็ต้องใช้เวลากว่า 2-4 เดือน ในการสอบพยานบุคคล กล้องวงจรปิด คุ้ยเขี่ยวัสดุในกองเพลิง และนำวัสดุหลายชนิดเข้าห้องแล็บ ดังนั้นการเดินดูสั้นๆ ยังเป็นเพียงข้อสมมุติฐานข้อสรุปควรเป็นของตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน” ดร.พิชญะ กล่าว

        “บันไดหนีไฟ” ปลอดภัยที่สุด
ด้าน จักรพันธ์ ภวังค์คะรัตน์ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) ที่ปรึกษาคณะกรรมการความปลอดภัย วสท. กล่าวถึงการอพยพคนสำหรับอาคารขนาดใหญ่ว่า การแบ่งส่วนอาคารทำให้อพยพหรือปิดอาคารเฉพาะส่วนได้ เพราะควันไม่แพร่กระจาย ทั้งนี้ส่วนไหนมีควันส่วนนั้นต้องได้ยินเสียงแจ้งอพยพทันที ในเหตุเดียวกันอาจมีการตรวจจับควันได้มากกว่า 1 จุด ที่ห่างกันมาก (ชั้น B2 และชั้น 8) ระบบต้องแจ้งอพยพทุกจุดที่มีควัน และในกรณีเป็นอาคาร Mixed Use ซึ่งอาจจะแยก Alarm Control Panel (FCP) ต้องเชื่อม FCP เข้าหากัน และต้องแจ้งอพยพส่วนของอาคารที่ติดกันได้ตามลำดับการแจ้งอพยพ ไม่ควรใช้ลิฟต์ขณะเกิดเพลิงไหม้เพราะอาจเกิดไฟฟ้าขัดข้องทำลิฟต์ค้าง เว้นแต่มีการออกแบบให้อพยพทางลิฟต์ได้ โดยเฉพาะอนาคตที่มีสังคมผู้สูงอายุ ดังนั้นบันไดหนีไฟจึงเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด ควรหนีลงข้างล่างห้ามขึ้นดาดฟ้า

ถอดบทเรียนไฟไหม้ปกป้องโบราณสถานไทย

ดร.พิชญะ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับบันไดเลื่อนไม่นับเป็นบันไดหนีไฟ ต้องอพยพที่บันไดหนีไฟเท่านั้น ยกเว้นระบบขนส่งมวลชน คือรถไฟฟ้า ซึ่งสังเกตว่าบันไดเลื่อนที่รถไฟฟ้าจะเร็วเมื่อเทียบกับในศูนย์การค้า อาจจะมีการเปลี่ยนทิศหรือหยุดกะทันหันจึงต้องประกาศให้จับราวบันไดเสมอ ปัจจุบันไม่ได้ห้าม แต่ไม่แนะนำให้ใช้ เพราะขั้นบันไดไม่เท่ากันอาจสะดุดหกล้มง่าย ราวจับมีระดับต่ำกว่ามาตรฐาน อาจพลัดตกได้ง่ายหากเบียดเสียดกันมาก และบันได้เลื่อนปัจจุบันยังไม่หยุดอัตโนมัติเมื่อเกิดเพลิงไหม้ (กำลังแก้ไข มาตรฐาน วสท. ให้หยุด) และหากบรรทุกเกินพิกัด บันไดเลื่อนอาจทรุดพังลงมาได้

ทั้งนี้ การขับรถยนต์ออกจากอาคารที่กำลังไฟไหม้ มีผลเสีย คือรถยนต์ไปขัดขวางการจราจรถนนหลักที่ทำให้รถดับเพลิงและกู้ภัยเข้ามาถึงอาคารช้า ส่วนใหญ่รถยนต์ที่ออกจากช่องจอดรถแล้วมักไม่กล้าทิ้งรถขณะที่อยู่บนทางวิ่ง ซึ่งเป็นอันตรายมากหากยังติดค้างอยู่ในที่จอดรถภายในอาคารโดยเฉพาะรถที่ติดแก๊ส นอกจากนี้ประกันอาจไม่คุ้มครองหากนำรถออกจากที่จอด

ถอดบทเรียนไฟไหม้ปกป้องโบราณสถานไทย

ขณะเดียวกัน การเกิดสัญญาณปลอม (False alarm) ถือเป็นตัวปัญหาสำคัญ อาคารส่วนใหญ่มักลงโทษพนักงานที่รับผิดชอบรุนแรง ทำให้พนักงานไม่ปล่อยให้ระบบทำงานอัตโนมัติ แต่รอคนตัดสินใจปล่อยสัญญาณเตือนภัย และมีสวิตช์ลับปิดเสียง เมื่อเกิดเหตุการณ์จริงทำให้การตัดสินใจช้า ไม่มีสัญญาณแจ้งเตือน และศูนย์การค้าบางแห่งเกรงว่าจะเกิดความชุลมุนจึงเลือกที่จะใช้รหัสและสัญลักษณ์ระหว่างเจ้าหน้าที่แทนการใช้สัญญาณแจ้งเตือนซึ่งกรณีนี้อาจเกิดข้อผิดพลาดได้

ปัจจุบันอาคารสูงกว่า 23 เมตร ก่อสร้างก่อนออก พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2535 มีมากกว่า 1,000 แห่ง มีตั้งแต่ 8 ชั้น หรือ 23 เมตร จนถึง 33 ชั้น หรือประมาณ 80 เมตร ที่ยื่นขออนุญาตตามพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ซึ่งไม่อยู่ในข่ายต้องมีระบบป้องกันอัคคีภัยที่สมบูรณ์ เหมือนอาคารใหม่ที่ก่อสร้างหลังการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับที่ 33 ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2535 เช่น บันไดหนีไฟ ผนังกันไฟ สปริงเกอร์ เครื่องสูบน้ำและสายฉีดดับเพลิง

ดร.ทยากร จันทรางศุ ผู้แทนจากกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า ในหน้าที่ของกรมโยธาธิการและผังเมือง เราดูแลควบคุมอาคาร ออกกฎกระทรวงตามพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร กฎกระทรวงฉบับที่ 33 อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ นอกจากนี้ยังมีกฎกระทรวงฉบับที่ 47 ในการดูแลอาคารเก่าว่า ควรมีระบบอะไรเพิ่มเติม ประเด็นที่ศึกษาในครั้งนี้คือเรื่องของท่อลม ซึ่งมีกำหนดในกฎกระทรวงฉบับที่ 33 แต่เป็นท่อลมในแง่ของการระบายอากาศ แต่ในเคสนี้เกิดในท่อลมที่ระบายอากาศเสียจากระบบบำบัดน้ำเสียซึ่งต้องไปดูในแง่ของกฎหมายว่าจะควบคุมอย่างไร รวมถึงคุณภาพวัสดุที่นำมาใช้ โดยกรมกำลังพิจารณาในเรื่องนี้ นอกจากนี้ยังพิจารณาในการแบ่งส่วนอาคารเพื่อไม่ให้ไฟลุกลามและสามารถดับเพลิงได้อย่างรวดเร็ว

ถอดบทเรียนไฟไหม้ปกป้องโบราณสถานไทย

   บทเรียนมหาวิหารนอเทรอดาม
ดร.พิชญะ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ของมหาวิหารนอเทรอดาม กรุงปารีส ทำให้มีหลายฝ่ายกังวลว่าโบราณสถานของประเทศไทยซึ่งมีคุณค่าทางจิตใจและเป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศหลายแห่งยังไม่มีการป้องกันอัคคีภัยที่ดี ด้วยมองว่าหากไปติดระบบป้องกันจะทำให้ไม่สวยงาม หากเกิดเหตุขึ้นมาอาจเกิดความสูญเสียได้ ดังนั้นเราจึงพยายามศึกษาเพื่ออ้างอิงในส่วนที่จำเป็นจริงๆ ที่จะต้องทำ เช่น ระบบป้องกันเหตุเพลิงไหม้ อย่างน้อยเตือนเพื่อให้ระงับเหตุได้รวดเร็ว หรือติดสปริงเกอร์บางพื้นที่ที่สำคัญ ซึ่งสามารถทำให้ดูงดงามได้ จึงจำเป็นต้องดูเป็นกรณีไป

ทั้งนี้วัดหรือโบราณสถาน ด้วยเป็นอาคารขนาดเล็ก จึงไม่เข้าข่ายที่ต้องควบคุม เพราะกฎหมายระบุในส่วนของที่อยู่อาศัย อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ ที่มีคนอยู่อาศัยเยอะ ดังนั้น โบราณสถานหลายแห่งจึงไม่เข้าข่าย ไม่มีข้อกำหนดชัดเจน เพียงแต่อยู่ภายใต้ข้อกฎหมายเท่านั้น

 การอพยพเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ในอาคารสูง
– แจ้งอพยพทันทีเมื่อพบควัน
– ควรแยกสัญญาณแจ้งเตือนในอาคาร Mixed Use
– ไม่ควรใช้ลิฟต์ขณะเกิดเพลิงไหม้
– บันไดหนีไฟเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด
– ควรหนีลงข้างล่างห้ามขึ้นดาดฟ้า เว้นแต่เจออุปสรรค
– บันไดเลื่อนไม่นับเป็นบันไดหนีไฟ ยกเว้นที่รถไฟฟ้า
– หากบรรทุกเกินพิกัด บันไดเลื่อนอาจทรุดพังลงมาได้
-ศูนย์การค้าควรใช้สัญญาณแจ้งเตือนแทนการใช้รหัสระหว่างพนักงาน