นโยบายสาธารณสุข4พรรค”ยังไม่ชัดว่าจะทำได้อย่างไร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/366570

นโยบายสาธารณสุข4พรรค”ยังไม่ชัดว่าจะทำได้อย่างไร”

นโยบายสาธารณสุข,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคอนาคตใหม่,พรรคเพื่อไทย

โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com

ปัญหาระบบสาธารณสุขเป็นหนึ่งเรื่องที่พรรคการเมืองมิอาจมองข้าม ที่จะหยิบยกขึ้นมาเป็นนโยบายเพื่อหาเสียงในการเลือกตั้งปี 2562 แม้ “ไม่เปรี้ยง” เหมือนการชูเรื่องปากท้อง แต่มิอาจปฏิเสธว่านโยบายด้านนี้เคย “โดนใจ” ส่งผลให้พรรคการเมืองได้รับคะแนนเสียงถล่มทลายมาแล้ว

โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ว่ากันว่าระบบสาธารณสุขของประเทศอยู่ในภาวะขาดทั้ง “คน เงิน ของ” ขณะที่จำนวนการใช้บริการสาธารณสุขของประชาชนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่า นโยบายพรรคต่างๆ ที่ประกาศออกมาตอบโจทย์แก้ปัญหาอย่างตรงจุดมากน้อยแค่ไหน
อย่าให้เป็นการประมูลราคา

ผศ.ดร.นพ.ภูดิท เตชาติวัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการรวบรวมนโยบายพรรคการเมืองจากที่ปรากฏบนเว็บไซต์พรรคและเวทีเสวนานโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ซึ่งอาจจะไม่ได้ปรากฏนโยบายทั้งหมด นำมาพิจารณาตามองค์ประกอบสำคัญของระบบสุขภาพ (six building blocks) ที่ออกโดยองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ซึ่งมี 6 ด้าน ได้แก่ การบริการ กำลังคน การเงินการคลัง สารสนเทศและเทคโนโลยี ยาเวชภัณฑ์ เครื่องมือ และวัคซีน และธรรมาภิบาลและการจัดการ พบว่า แต่ละพรรคมีนโยบายที่ชัดเจนในแต่ละด้านต่างกัน ในภาพรวมนโยบายมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน คือ “ป้องกันมากกว่ารักษา”

นโยบายสาธารณสุข4พรรค"ยังไม่ชัดว่าจะทำได้อย่างไร"

ผศ.ดร.นพ.ภูดิท เตชาติวัฒน์

ผศ.ดร.นพ.ภูดิท กล่าวด้วยว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้นโยบายของพรรคการเมืองจะสามารถทำได้จริงหรือแก้ไขปัญหาระบบสุขภาพ คือ 1.ในเรื่องของระบบการเข้ามาของเงินจะทำอย่างไร ต้องมีความชัดเจน 2.ลดภาระงานของหน่วยบริการ ลดการเข้าใช้บริการที่ไม่จำเป็นของประชาชนได้อย่างไร ซึ่งทั่วโลกจะใช้แนวทางพัฒนาระบบการแพทย์ปฐมภูมิให้เข้มแข็งและทำชุมชนให้เข้มแข็งเพื่อป้องกันโรคก่อนรักษา 3.กำลังคนที่เติมเข้าระบบ ไม่สามารถเติมเฉพาะแพทย์เท่านั้น แต่จะต้องเพิ่มพยาบาลเวชปฏิบัติเพราะประชาชนยอมรับและควรรีบดำเนินการทันที และ 4.การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วม โดยต้องกำหนดบทบาทหน้าที่ท้องถิ่นในการดูแลเรื่องนี้ จะให้เฉพาะการส่งเสริมป้องกันโรค หรือรักษาโรคด้วย

“แม้จะมีการนำเสนอนโยบาย แต่เรายังไม่รู้ว่าสิ่งที่เสนอนั้นจะทำได้อย่างไร เพราะไม่มีพรรคไหนที่พูดถึงเรื่องการได้เงินมาจากที่ไหน แต่มีส่วนดีตรงที่ให้ความสำคัญกับกำลังคน อย่างเช่น การให้บทบาท อสม. แต่ไม่อยากให้การดูแล อสม. เป็นการประมูลราคา แข่งกันที่ตัวเลขเงิน เพราะฉะนั้นในการให้ค่าตอบแทน อสม. ต้องให้ชัดเจนว่าควรจะให้เป็นรายบุคคลหรือไม่ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่ควร แต่ส่วนตัวเห็นว่าควรตั้งเป็นกองทุน มีคณะกรรมการบริหารกองทุน เพราะเมื่อ อสม.ออกไปทำงานก็ต้องมีค่าใช้จ่าย เช่น ค่าน้ำมันรถ และพิจารณาผลประโยชน์อื่นให้แก่ อสม. ที่ไม่ใช่ตัวเงินเพิ่มเติม” ผศ.ดร.นพ.ภูดิท เสนอแนะ

นโยบายสาธารณสุข4พรรค"ยังไม่ชัดว่าจะทำได้อย่างไร"

  ยกเครื่องอภิบาลระบบสุขภาพ
ศ.นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล อาจารย์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขมากขึ้น ขณะเดียวกันโรงพยาบาลรัฐมีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นอย่างมากเช่นกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือโรงพยาบาลขยายจำนวนเตียงและจำนวนบุคลากรได้ไม่เท่ากับความต้องการของประชาชน ส่วนกลไกการบริหารจัดการหน่วยบริการยังเป็นการรวมศูนย์อำนาจ ทว่า เมื่อระบบรับมือกับสิ่งเหล่านี้ไม่ไหว จึงต้องการการเปลี่ยนแปลงสู่การกระจายอำนาจ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการนำเงินไปให้ท้องถิ่นจำนวนมาก แต่สิ่งสำคัญคือ ถ้ากระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ยังเป็นเจ้าของสถานพยาบาล การแก้ปัญหาจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะการกำกับดูแลโดย สธ. โดยตรงแก้ปัญหาไม่ได้ รวมถึงขาดความยืดหยุ่นที่จะแก้ปัญหา

อย่างไรก็ตาม จะทำเพียงการกระจายอำนาจให้ชุมชนไม่ได้ จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องยกเครื่องการอภิบาลระบบสุขภาพใหม่ โดยต้องมีขีดความสามารถในการกำกับดูแลประชาชนเป็นศูนย์กลางและใช้ความรู้วิชาการอย่างเท่าทันสถานการณ์ ซึ่งเมื่อเป้าหมายต้องการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ในส่วนของกลไกและกระบวนการกำกับดูแลแบบปัจจุบันจะทำไม่ได้ หากจะเดินหน้าก็ต้องปฏิรูป สธ.ใหม่ เนื่องจากในขณะนี้เมื่อจะทำอะไร จะไม่ได้ถามว่าประชาชนได้อะไร แต่ถูกถามว่าส่วนกลางจะได้อะไร

นโยบายสาธารณสุข4พรรค"ยังไม่ชัดว่าจะทำได้อย่างไร"

ศ.นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล

“สธ.ควรจะต้องยืดหยุ่นในการสนับสนุนพื้นที่ ขณะเดียวกันใช้ข้อมูลเป็นโดยรู้ว่าในพื้นที่มีจุดอ่อนอะไรที่ต้องเข้าไปสนับสนุน และสามารถต่อสู้เพื่อเอางบประมาณมาปกป้องเครือข่ายหน่วยบริการ ทั้งหมดนี้ต้องการโครงสร้างใหม่ แยกบทบาทเจ้าของสถานพยาบาลออกจากบทบาทผู้วางนโยบาย” ศ.นพ.ไพบูลย์ กล่าว

เทียบนโยบาย 4 พรรคตามกรอบองค์การอนามัยโลก(ฮู)
หมายเหตุ การเปรียบเทียบนโยบายด้านสาธารณสุข ข้อมูลได้จากการสืบค้นจากเอกสารหรือข้อความที่ปรากฏบนเว็บไซต์ของพรรคการเมืองต่างๆ

1.ด้านบริการ
(สถานบริการ)

  ประชาธิปัตย์ – ศูนย์บริการสาธารสุขชุมชน/รพ.สต./รพศ./รพท./ศูนย์การแพทย์/รพ.เฉพาะทาง, การแพทย์ฉุกเฉิน, จิตเวช, ให้เอกชนเข้าร่วมบัตรทอง
พลังประชารัฐ – เชื่อมโยงเครือข่ายบริการตำบล อำเภอ จังหวัด และเครือข่าย อสม.ในระดับชุมชน หมู่บ้าน(เน้นเครือข่ายสธ.), รพ.เฉพาะทางผู้สูงวัยทุกอำเภอ
     เพื่อไทย –
    อนาคตใหม่ – เน้นเครือข่ายอสม. รพ.สต.

   (การบริการ)
  ประชาธิปัตย์ – ดูแลผู้ป่วยติดเตียง, ตรวจสุขภาพประจำปี, แม่ตั้งครรภ์ตรวจครรภ์ 5 ครั้ง, โภชนาการเด็กปฐมวัย, วัคซีนมะเร็งปากมดลูก, การบริการที่มีค่าใช้จ่ายสูง
    พลังประชารัฐ – เน้นบริการปฐมภูมิ มีหมอประจำครอบครัว 6,500 ทีมใน 10 ปี, เน้นโภชนาการวัยเรียน 5-14 ปี, วัยรุ่นวัยทำงาน ห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และท้องไม่พร้อม, ขับเคลื่อนสุขภาพดีทุกวัย(เน้นการออกกำลังกาย กีฬา), เน้นการดูแลผู้ป่วยระยะยาว
   เพื่อไทย – การดูแลองค์รวม กาย จิต ปัญญา, สนับสนุนการแพทย์แผนไทย ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น
   อนาคตใหม่ – เน้นป้องกันก่อนรักษา

นโยบายสาธารณสุข4พรรค"ยังไม่ชัดว่าจะทำได้อย่างไร"

 2.ด้านกำลังคน
(วิชาชีพ)

ประชาธิปัตย์ -แพทย์/พยาบาลเวชปฏิบัติ/บุคลากรจิตเวช(ทุนผลิตบุคลากร ให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วม), แรงจูงใจอัตราข้าราชการสำหรับพยาบาล
 พลังประชารัฐ – ความมั่นคงในอาชีพ ค่าตอบแทนจากเงินบำรุงรพ.
เพื่อไทย – ได้รับค่าตอบแทนเหมาะสม และได้รับการคุ้มครอง, ผลิตพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และ สธ., การกระจายบุคลากร
 อนาคตใหม่ –

 (ไม่ใช่วิชาชีพ)
ประชาธิปัตย์ – ค่าตอบแทนอสม. 1,200 บาท บวกบำนาญ
พลังประชารัฐ -ต่อยอดอสม.เป็น นักบริบาลชุมชน
เพื่อไทย –
อนาคตใหม่ –

3.ด้านการเงินการคลัง
ประชาธิปัตย์ – สิทธิหลักประกันโรคค่าใช้จ่ายสูง, ไม่รวมกองทุน, มาตรฐานรักษาและยาเท่าเทียมทุกกองทุน, สิทธิประกันสังคมย้ายมาอยู่ระบบบัตรทองได้
พลังประชารัฐ – ไม่รวม 3 กองทุน, สร้างชุดสิทธิประโยชน์หลัก 3 กองทุนให้เป็นมาตรฐานเดียว, ยกระดับบัตรทอง เท่าเทียมทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่, จัดสรรงบประมาณให้เข้าถึงสิทธิทันตกรรม มะเร็ง ผู้สูงวัย เจ็บป่วยฉุกเฉิน
 เพื่อไทย – ปรับปรุงการบริหารจัดการบัตรทองไม่ต้องร่วมจ่าย, หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นรัฐสวัสดิการ
 อนาคตใหม่ – เพิ่มงบประมาณรายหัวบัตรทอง 4,000 บาทต่อคนต่อปี, สร้างระบบมาตรฐานเดียว, ไม่ลดสิทธิข้าราชการคุมค่าใช้จ่ายข้าราชการ

  4.ด้านสารสนเทศและเทคโนโลยี
 ประชาธิปัตย์ – Smart Health เชื่อมโยงระบบข้อมูลระหว่างสถานบริการ, ประชาชนเป็นเจ้าของข้อมูล
 พลังประชารัฐ 
เพื่อไทย – การนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้, การวิจัยเทคโนโลยีเชื่อมโยงการทำงานรพ.ใหญ่ รพ.เล็ก
อนาคตใหม่ – เน้นใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการระบุตัวผู้ป่วย เข้ารับบริการด้วยตนเอง รับยาที่บ้าน ไม่ต้องพึ่งแพทย์ ลดการรอคิว ใช้ Single ID -เน้น AI

5.ด้านยาเวชภัณฑ์ เครื่องมือ และวัคซีน
ประชาธิปัตย์ – เพิ่มงบประมาณยาจิตเวช/ค่ารักษาพยาบาล, เปิดเผยราคากลางของราคายา, วัคซีนมะเร็งปากมดลูก
พลังประชารัฐ –
เพื่อไทย –
อนาคตใหม่ –

 6.ด้านธรรมาภิบาลและการจัดการ
ประชาธิปัตย์ -พัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อป้องกัน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
พลังประชารัฐ –
เพื่อไทย – กระจายอำนาจระดับเขต ระดับรพ., ขยายงานสาธารณสุขมูลฐาน, การมีส่วนร่วมขององค์กรชุมชน สถาบันครอบครัว อสม., ส่งเสริมความรู้การป้องกันและดูแลตนเองของประชาชน (เน้นความรู้เรื่องผู้ติดเชื้อเอชไอวี), ดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชน เน้นการออกกำลังกาย
อนาคตใหม่ – กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)

ที่มา : ผศ.ดร.นพ.ภูดิท เตชาติวัฒน์ สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน ม.มหิดล 12 มี.ค.2562

ตั้ง 8 ศูนย์แห่งความเป็นเลิศยกระดับวิสาหกิจชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/366406

ตั้ง 8 ศูนย์แห่งความเป็นเลิศยกระดับวิสาหกิจชุมชน

สสว,วิสาหกิจชุมชน

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com

สสว.ผนึก 8 มหาวิทยาลัย จัดตั้งศูนย์แห่งความเป็นเลิศ(Excellence Center) ครอบคลุม 4 ภูมิภาค หวังใช้งานวิจัย องค์ความรู้ เครื่องจักร เทคโนโลยี และนวัตกรรมในมหาวิทยาลัยที่เหมาะสมกับวิสาหกิจชุมชน-เอสเอ็มอี มุ่งด้านเกษตร พัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน ยกระดับองค์ความรู้ธุรกิจ 3,200 ราย อบรมออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมพัฒนาและให้คำปรึกษาถึงสถานที่แบบเจาะลึก ขยายช่องทางการตลาดให้แก่วิสาหกิจไม่น้อยกว่า 400 ราย เพิ่มขึ้น 10% ต่อยอดสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนไม่น้อยกว่า 40 วิสาหกิจ ผลักดันเกิดเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน 1 เครือข่ายต่อ 1 มหาวิทยาลัย ภายในปี 2562 นี้

ตั้ง 8 ศูนย์แห่งความเป็นเลิศยกระดับวิสาหกิจชุมชน

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับ 8 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ แถลงข่าวโครงการส่งเสริมเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ปี 2562 ภายใต้การดำเนินงานจัดตั้งศูนย์แห่งความเป็นเลิศ หรือ Excellence Center ทั้งด้านเกษตร และด้านการพัฒนาชุมชน ครอบคลุม 4 ภูมิภาค 8 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อเป็นกลไกสำคัญตามแผนปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ

สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสสว. กล่าวว่า วิสาหกิจชุมชนเป็นหัวใจในการสร้างงาน สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน ซึ่งมีความสำคัญและส่งผลโดยตรงกับระบบเศรษฐกิจใหญ่ของประเทศเช่นเดียวกับกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และจากแผนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2561 สสว.ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยท้องถิ่นทั่วประเทศส่งเสริมการทำวิจัยและพัฒนาที่ใช้ได้จริงตรงกับความต้องการของเกษตรกรในชุมชน รวมถึงพัฒนาธุรกิจชุมชน โดยการสนับสนุนทั้งด้านการรวมกลุ่มสร้างเครือข่าย และการสร้างกลไกพัฒนาร่วมกับภาคเอกชน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตของธุรกิจชุมชนสร้างการเติบโตทางรายได้ เพิ่มการเข้าถึงตลาดและทรัพยากร

ตั้ง 8 ศูนย์แห่งความเป็นเลิศยกระดับวิสาหกิจชุมชน

          ยกระดับองค์ความรู้ธุรกิจ3,200ราย
ปีนี้ สสว.จึงได้บูรณาการความร่วมมือกับ 8 มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดการจัดตั้งศูนย์แห่งความเป็นเลิศ หรือ Excellence Center ขึ้น โดยดำเนินการภายใต้โครงการส่งเสริมเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนปี 2562 ซึ่งเป็นโครงการที่ส่งเสริมธุรกิจชุมชนด้วยการพัฒนาองค์ความรู้และการบริหารจัดการสมัยใหม่

พร้อมกับยกระดับด้วยการให้ชุมชนสามารถนำองค์ความรู้ งานวิจัย และใช้เครื่องจักร เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เหมาะสมกับธุรกิจ ไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพและกระบวนการผลิต พัฒนาผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการตลาด และนำวิสาหกิจที่มีศักยภาพไปทดสอบตลาดนอกพื้นที่  รวมถึงยังได้พัฒนาและยกระดับวิสาหกิจที่มีศักยภาพให้ได้มาตรฐานเพื่อสร้างโอกาสทางการค้าให้เพิ่มมากขึ้นได้แก่ สินค้าโอท็อป มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) อย. เป็นต้น รวมถึงเรื่องการสร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนทั้งในระดับพื้นที่และระดับจังหวัดขึ้น

ตั้ง 8 ศูนย์แห่งความเป็นเลิศยกระดับวิสาหกิจชุมชน

 

“สสว.ตั้งเป้ายกระดับองค์ความรู้ธุรกิจ 3,200 ราย อบรมออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมพัฒนาและให้คำปรึกษาถึงสถานที่แบบเจาะลึก ขยายช่องทางการตลาดให้แก่วิสาหกิจไม่น้อยกว่า 400 รายที่ผ่านการพัฒนาจากโครงการ เพิ่มขึ้น 10% เพิ่มศักยภาพเพื่อต่อยอดสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนหรือสร้างบริการใหม่ๆ ไม่น้อยกว่า 40 วิสาหกิจ รวมกว่า 40 ผลิตภัณฑ์/บริการ และผลักดันให้เกิดเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน 1 เครือข่ายต่อ 1 มหาวิทยาลัย ภายในปี 2562 นี้ได้สำเร็จ” สุวรรณชัย กล่าว

   พัฒนาด้านเกษตร-สินค้าชุมชน
สำหรับศูนย์แห่งความเป็นเลิศ หรือ Excellence Center สสว. ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยของรัฐ จัดตั้งขึ้นภายในที่ตั้งของมหาวิทยาลัยทั้ง 8 แห่งครอบคลุม 4 ภูมิภาค รองรับวิสาหกิจชุมชนทั้ง 77 จังหวัด โดยจะดำเนินกิจกรรมการพัฒนาส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนพร้อมกันทั่วประเทศ ตามกรอบการส่งเสริมพัฒนา 2 ด้าน ได้แก่ ด้านภาคเกษตร และด้านสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยแบ่งพื้นที่ตามความรับผิดชอบดังนี้

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ รับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และภาคตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ 26 จังหวัด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยนเรศวร รับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือ ครอบคลุม 17 จังหวัด มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี รับผิดชอบพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัด มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ ครอบคลุม 14 จังหวัด

ตั้ง 8 ศูนย์แห่งความเป็นเลิศยกระดับวิสาหกิจชุมชน

ผศ.จุมพล ชื่นจิตต์ศิริ รองอธิการบดีฝ่ายกฎหมายและบริการวิชาการ มอ. กล่าวว่า ทั้ง 5 วิทยาเขตของมหาวิทยาลัยมีการพัฒนาองค์ความรู้แบบครบวงจร ซึ่งขณะนี้มีการพัฒนาชุมชนต่างๆ มีการเข้าถึงวิสาหกิจชุมชน เพื่อทำให้วิสาหกิจชุมชน คนในชุมชนท้องถิ่นเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการนำวิจัย องค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม ข้อมูลต่างๆ ไปถ่ายทอดให้แก่วิสาหกิจชุมชนได้ ภายใต้การบูรณาการหน่วยงานภายในเพื่อให้บริการชุมชน เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ในเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ด้านการจัดการอุตสาหกรรม ระบบอัตโนมัติ ระบบ IoT ห้องปฏิบัติการ ด้านการตรวจสอบในอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะการให้บริการแก่ธุรกิจชุมชนในรูปแบบการฝึกอบรม ฝึกปฏิบัติ (Workshop) เพื่อให้เกิดผลสำเร็จที่จับต้องได้

ผศ.นพ.ยุทธพงศ์ พุทธรักษา ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร(มน.) กล่าวว่า มน.ได้ตอบรับทั้งด้านธุรกิจชุมชน และด้านเกษตร เพื่อให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างความยั่งยืน โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มหาวิทยาลัยมี และเครือข่าย ประกอบกับความหลากหลายขององค์ความรู้และสาขาความเชี่ยวชาญของนักวิจัยในมหาวิทยาลัย ที่ช่วยสนับสนุนการทำวิจัยพัฒนาด้านนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ สมุนไพร และเครื่องสำอาง ทำให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมผลผลิตทางการเกษตร สมุนไพร เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ และเครื่องสำอาง ที่จะตอบรับต่อความต้องการของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และธุรกิจอื่นๆ

รวมถึงยังมีหน่วยงานให้บริการแก่ชุมชนครอบคลุมหลายมิติเป็นเครือข่ายของมหาวิทยาลัย เช่น พื้นที่ส่งเสริมการออกแบบและพัฒนานวัตกรรม (Co-Working Space) ห้องปฏิบัติการอุทยานวิทยาศาสตร์ หน่วยออกแบบนวัตกรรม หน่วยบริการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา โรงงานต้นแบบแปรรูปอาหาร สถานที่ปรึกษาอุตสาหกรรมอาหารภูมิภาคอาเซียน-อเมริกา สถานสัตว์ทดลองเพื่อการวิจัย สถานวิจัยเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ และหน่วยข้อมูลสมุนไพร ฯลฯ

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อสอบถามได้ที่มหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมทั้ง 8 มหาวิทยาลัย หรือติดตามรายละเอียดการเข้าร่วมโครงการได้ที่ http://www.sme.go.th และสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ Application SME Connext

 ศูนย์ Excellence Center
1.ม.เชียงใหม่ : Excellence ด้านธุรกิจชุมชน

– เชี่ยวชาญด้านการบริหาร ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพสินค้าและบริการ
– นำเทคโนโลยีการผลิต พลังงานทางเลือกที่ก้าวหน้าและเหมาะสม
– นำนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สุขภาพพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน บริการใหม่ๆ

2.ม.แม่โจ้ : Excellence ด้านการเกษตร
– จัดการเชิงสากลประยุกต์ผสมผสานธุรกิจเกษตร เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ศาสตร์พระราชา
– มีเครื่องมือที่ผ่านมาตรฐาน ISO ด้านการเกษตรเทียบเคียงมาตรฐานอเมริกาและยุโรป

 3.ม.นเรศวร : Excellence ด้านการเกษตร / ด้านธุรกิจชุมชน
– ใช้โครงสร้างพื้นฐาน เครือข่าย ความหลากหลายองค์ความรู้ของนักวิจัย
– พัฒนาด้านนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ สมุนไพร และเครื่องสำอาง
– ด้านโครงสร้างพื้นฐานในการให้การบริการแปรูป ผลผลิตทางการเกษตร
– มีหน่วยงานให้บริการแก่ชุมชนครอบคลุมหลายมิติเป็นเครือข่าย

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด
4.ม.ขอนแก่น: Excellence ด้านการเกษตร / ด้านธุรกิจชุมชน

– พัฒนาเครื่องมือเครื่องจักร แปรรูปสินค้าเกษตรหลายประเภท
– สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่จากงานวิจัย สอดรับกับวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น
– ช่วยวิสาหกิจชุมชนได้ ในราคาต้นทุนต่ำ

  5.ม.เทคโนโลยีสุรนารี : Excellence ด้านการเกษตร / ด้านธุรกิจชุมชน
– นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี งานวิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร
– พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน กลุ่มวิสาหกิจต่างๆ

          กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และภาคตะวันออก 26 จังหวัด
6.ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนคร : Excellence ด้านการเกษตร / ด้านธุรกิจชุมชน

– บูรณาการหน่วยงานภายในเพื่อให้บริการชุมชนอยู่แล้ว
– จัดการอุตสาหกรรม ระบบอัตโนมัติ ระบบ IoT ห้องปฏิบัติการ
– ให้บริการแก่ธุรกิจชุมชนในรูปแบบการฝึกอบรม ฝึกปฏิบัติ (Workshop)

  ภาคใต้ 14 จังหวัด
7.ม.วลัยลักษณ์ : Excellence ด้านการเกษตร / ด้านธุรกิจชุมชน

– มีสำนักวิชาครอบคลุมทุกศาสตร์พัฒนายกระดับสินค้าชุมชน
– มีศูนย์ความเป็นเลิศด้านต่างๆ กว่า 17 ศูนย์ ผลิตงานวิจัยร่วมกับชุมชนและผู้ประกอบการ
– มีประสบการณ์ในการให้บริการวิชาการแก่สังคมรายรอบ
– มีแผนสร้างรายได้และเป็นต้นแบบในการทำการเกษตรยุคใหม่

8.ม.สงขลานครินทร์ : Excellence ด้านการเกษตร / ด้านธุรกิจชุมชน
– พัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมแบบครบวงจร ตอบโจทย์วิสาหกิจชุมชน
– นวัตกรรมทางด้านเกษตร นำผลวิจัยช่วยข้อมูลให้เกษตรกร เพิ่มผลผลิต
ที่มา : สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนขนาดกลางและขนาดย่อม

ธัญบุรีรับรีไทร์เรียนใหม่ย้ำให้โอกาส-ไม่ลดคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/366286

ธัญบุรีรับรีไทร์เรียนใหม่ย้ำให้โอกาส-ไม่ลดคุณภาพ

มทรธัญบุรี,รีไทร์,นักศึกษา,รศดรประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ

มทร.ธัญบุรี ให้โอกาสนักศึกษาโดนรีไทร์เข้าเรียนใหม่เป็นปีที่ 2 อธิการบดียืนยันไม่ลดคุณภาพแต่เป็นการให้โอกาส

เผยขณะนี้มีผู้สนใจสมัครแล้วกว่า 90 คน โดยผู้ที่มีสิทธิ์เรียนต่อจะต้องมีคุณสมบัติตรงตามมติคณะกรรมการสอบแต่ละสาขาวิชา

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เปิดรับสมัครนักศึกษาที่ถูกประกาศพ้นสภาพจากการเป็นนักศึกษาของมทร.ธัญบุรี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2560 ถึงปีการศึกษา 2561 ทั้งหลักสูตร 4 ปี หลักสูตรเทียบโอน และหลักสูตรต่อเนื่อง ให้กลับเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีได้หรือที่เรียกว่ารีรหัส เป็นปีที่ 2 เนื่องจากการถูกรีไทร์เกิดจากหลายปัจจัย เช่น ไม่ถนัดกับสาขาวิชาที่เรียนอยู่ การปรับตัวไม่ได้ในสังคมระดับอุดมศึกษา รวมถึงการขาดแคลนทุนทรัพย์ต้องเลิกเรียนกลางคัน

ธัญบุรีรับรีไทร์เรียนใหม่ย้ำให้โอกาส-ไม่ลดคุณภาพ

รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี มทร.ธัญบุรี เปิดเผยว่านโยบายดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักศึกษา มทร.ธัญบุรี ที่พ้นสภาพจากการเป็นนักศึกษา ให้สามารถกลับเข้าศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษาตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และเป็นการเพิ่มศักยภาพให้แก่บุคลากร พัฒนาทุนมนุษย์เพื่อที่จะออกไปพัฒนาประเทศต่อไปตามสาขาวิชาชีพนั้นๆ ภายใต้เงื่อนไขสำคัญจะต้องมีความประพฤติดีและผ่านการประเมินศักยภาพอย่างเหมาะสมตามมติคณะกรรมการสอบในแต่ละสาขาวิชา
“จากข้อมูลสถิติในปีการศึกษา 2561 มีนักศึกษาเข้าร่วมสมัครเข้าโครงการรีรหัสจำนวน 198 คน และผู้มีคุณสมบัติตามประกาศของมหาวิทยาลัย และผ่านการสอบสัมภาษณ์จำนวน 141 คน ซึ่งนักศึกษาที่กลับเข้าเรียนใหม่นี้ต้องยอมรับว่าบางส่วนในช่วงที่ผ่านมาเป็นนักศึกษาที่ขาดทุนทรัพย์ หรือมีความจำเป็นที่จะต้องทำงานจึงต้องเลิกเรียนกลางคัน ทุกคนเมื่อกลับเข้ามาเรียนจึงมีความตั้งใจเป็นอย่างมาก ในปีนี้เชื่อว่าจะมีนักศึกษาสนใจกลับเข้ามาเรียนเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เพราะเห็นตัวอย่างจากปีที่แล้วว่า มทร.ธัญบุรี สามารถทำเรื่องนี้ได้จริง โดยไม่ลดคุณภาพการศึกษา” รศ.ดร.ประเสริฐ อธิบาย

ธัญบุรีรับรีไทร์เรียนใหม่ย้ำให้โอกาส-ไม่ลดคุณภาพ

ทั้งนี้ มทร.ธัญบุรี วางมาตรการแก้ปัญหาโดนรีไทร์ นักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ยต่ำกว่า 1.5 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ซึ่งสาเหตุของปัญหานั้นอาจมาจากขาดการปรับตัว หรือไม่ชอบในวิชาหรือสาขาที่เรียน โดยจัดให้มีการติวพิเศษเพิ่มโดยอาจารย์และรุ่นพี่เป็นผู้สอน และเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถย้ายสาขาวิชาที่นักศึกษามีความถนัดมากกว่าซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นปีแรกที่มหาวิทยาลัยดำเนินการ

ทั้งนี้ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยมีจำนวนนักศึกษาที่ถูกรีไทร์ประมาณ 2% จากจำนวนนักศึกษาทั้งหมด หรือคิดเพียง 120 ราย ซึ่งต้องลดจำนวนนักศึกษาที่ถูกรีไทร์ให้เหลือ 0% เพราะมีนโยบายให้นักศึกษาเปลี่ยนสาขาได้การที่เด็กสามารถเข้ามาเรียนในระดับอุดมศึกษาได้ ไม่ควรให้ถูกรีไทร์ เพราะการถูกรีไทร์ นักศึกษาจะต้องมาสอบเข้าใหม่ในปีถัดไป

อย่างไรก็ตามนักศึกษาที่ถูกรีไทร์ส่วนใหญ่ขณะนี้จะเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เป็นส่วนมาก ต่างจากเมื่อ 3 ปีก่อนที่จะเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 หรือปี 3 เทอม 1 เพราะเป็นการเสียโอกาสของนักศึกษา จึงได้หาทางป้องกัน โดยจากเดิมที่มีการสำรวจเป็นรายปี เปลี่ยนมาเป็นรายเทอมแทน เพื่อสกัดจำนวนเด็กที่มีผลการเรียนต่ำ ซึ่งวิธีนี้เป็นการแก้ไขปัญหาได้ถูกทางทำให้จำนวนเด็กที่ถูกรีไทร์ลดลง ทั้งนี้ข้อมูลจากสำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2561 จำนวนนักศึกษาที่รีรหัส 137 คน ซึ่งมีเกรดเฉลี่ยสะสม (GPA) มากกว่า 2.00 คิดเป็นร้อยละ 47.45 และเกรดเฉลี่ยสะสมน้อยกว่า 2.01 คิดเป็น 52.56

ธัญบุรีรับรีไทร์เรียนใหม่ย้ำให้โอกาส-ไม่ลดคุณภาพ

ตามระเบียบของมหาวิทยาลัยกรณีได้เกรด C ขึ้นไป สามารถเทียบโอนหน่วยกิตได้ แต่หากได้เกรดต่ำกว่านั้นจะต้องลงทะเบียนเรียนใหม่ ซึ่งระเบียบเปิดให้มีการเทียบโอนทั้งจากผู้ที่ลาออกไปแล้วหรือผู้สำเร็จการศึกษาไปแล้วและต้องการกลับมาเรียนใหม่เพื่อได้วุฒิปริญญาตรีเพิ่ม ก็สามารถเทียบโอนหน่วยกิตได้ แต่ถ้าเป็นการเทียบโอนคนละสาขาวิชาก็อาจจะใช้เวลาเรียนและความทุ่มเทที่เพิ่มมากขึ้น และอาจจะต้องมีการทดสอบเพื่อประเมินศักยภาพเบื้องต้นตามความเหมาะสม

อดีตนักศึกษาที่ถูกรีไทร์แสดงความเห็นว่าการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักศึกษาที่พ้นสภาพจากการเป็นนักศึกษา ให้สามารถกลับเข้าศึกษาต่อเป็นการส่งผ่านโอกาสการศึกษาความไม่พร้อมของคนเราที่มีความแตกต่างกัน บางคนประสบปัญหาจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ทั้งจากครอบครัว สังคม การเงิน รวมถึงเรื่องของเวลา เมื่อเผชิญกับปัญหานั้นแล้ว หาทางแก้ไข เข้าไปปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อวางแผนการเรียนและไม่ให้เกิดปัญหานั้นซ้ำขึ้นอีก

อาสา”CMS”รับมือภาวะวิกฤติอยู่รอด-ยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/366149

อาสา”CMS”รับมือภาวะวิกฤติอยู่รอด-ยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา

อาสา CMS,สสส,ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ,ไตรภพ โคตรวงษา,ศาสตร์พระราชา

โดย…ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

จาก ส.ค.ส.พระราชทาน ปี 2547 ถูกนำมาถอดรหัสได้ว่าประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญ 4 วิกฤติ คือ สิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง “มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ” จึงนำศาสตร์พระราชาด้านเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ ถ่ายทอดสู่ชาวบ้าน พร้อมสร้างเครือข่าย “CMS” ป้องกันเตือนภัย เพื่อให้ชาวบ้านพึ่งตนเองได้ทั้งในภาวะปกติและวิกฤติ

อาสา"CMS"รับมือภาวะวิกฤติอยู่รอด-ยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนให้มีการจัดงานมหกรรมคืนชีวิตให้แผ่นดินครั้งที่ 13 เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง Money is only illusion, Food is real ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ซึ่งมีเครือข่าย CMS เข้าร่วมเรียนรู้การออกแบบพื้นที่เพื่อการจัดการน้ำ และเครือข่ายป้องกัน เตือนภัยและฟื้นฟูชุมชนในภาวะวิกฤติ จำนวนมาก

ไตรภพ โคตรวงษา ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า จาก ส.ค.ส. พระราชทานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ปี 2547 พระองค์ท่านทรงเตือนว่ามีระเบิดอยู่ทั่วโลก ในภาพจะเห็นว่ามีระเบิด 4 ทิศ หมายถึงวิกฤติ 4 ประการ ได้แก่ วิกฤติสิ่งแวดล้อม วิกฤตbสังคม วิกฤติเศรษฐกิจ และวิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง เป็นคำเตือนสำคัญว่าเราจะเตรียมรับมืออย่างไร

อาสา"CMS"รับมือภาวะวิกฤติอยู่รอด-ยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา

ซึ่งมูลนิธิได้ทำมาตลอด 20 กว่าปี ตั้งแต่อาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) ตั้งมูลนิธินี้ขึ้นมา คือ สอนให้คนพึ่งตนเองเป็นหลักด้วยศาสตร์พระราชา มีศูนย์ฝึกอบรมเศรษฐกิจพอเพียงราว 50 กว่าศูนย์ และมีเครือข่ายกระจายอยู่ทุกภาคทั่วประเทศ ด้วยการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ และรวมกลุ่มเป็นพลังสามัคคีเพื่อฝ่าวิกฤติต่างๆ ไปได้ โดยการพึ่งเทคโนโลยีให้น้อยลง และพึ่งตนเองให้ได้ระหว่างที่รอความช่วยเหลือจากทางราชการ

          สร้างคน-เครือข่ายรับมือภัยพิบัติ
ที่ผ่านมา ได้,uการออกแบบพื้นที่เพื่อการจัดการน้ำประยุกต์จากเกษตรทฤษฎีใหม่ที่วัดมงคลชัยพัฒนา เพื่อเป็นแหล่งน้ำขนาดเล็กให้ประชาชน รวมไปถึงมุ่งสร้างพื้นที่ป่าในพื้นที่ส่วนบุคคล ด้วยการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เพื่อเป็นแหล่งอาหาร (ป้องกันและฟื้นฟู) พร้อมเร่งสร้างกองกำลังอาสาสมัครภาคประชาชน (เตือนภัยและเผชิญเหตุ) ด้วยการอบรมอย่างเข้มข้นให้มีทักษะ จิตสาธารณะ และรู้เท่าทันเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ชุมชนของตนเอง และเชื่อมโยงเครือข่ายอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน “โครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำอาสาสมัครเพื่อการป้องกัน เตือนภัยและฟื้นฟูชุมชนในภาวะวิกฤติ” (Crisis Management and Survival camp) หรือ CMS โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

อาสา"CMS"รับมือภาวะวิกฤติอยู่รอด-ยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า เริ่มสนับสนุนโครงการ CMS ประมาณปี 2549 จากที่คิดว่าเมืองไทยภัยพิบัติต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่ความจริงแล้วจากสถิติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องมีการผลักดันในหลายฝ่าย เช่น ภาครัฐ เกิดพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 อย่างไรก็ตามเนื่องจากความหลากหลายของภัยพิบัติแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น ชุมชนต่างๆ จะต้องรู้ความเสี่ยงของตัวเองว่ามีความเสี่ยงจากภัยพิบัติอะไรบ้าง

อาสา"CMS"รับมือภาวะวิกฤติอยู่รอด-ยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา

“ภัยพิบัติที่มีคนและองค์กรช่วยมากที่สุด คือ ตอนที่เกิดเหตุแล้ว บางทีแห่เข้าไปจนล้น หลังจากนั้นก็ขาดการช่วยเหลือแม้กระทั่งฟื้นฟูให้กลับมา ในกระบวนการรับมือกับภัยพิบัติ “กำลังคน” เป็นหัวใจสำคัญ เรามักจะขาด 2P2R คือ Prevention (การป้องกัน) Planned (วางแผนรับมือ) Rescue (กู้ภัยโดยเร็ว) Restoration (ฟื้นฟู) ดังนั้น เราจึงต้องใช้วิธีการฝึกอบรมคนเพื่อให้ความรู้ และไปจัดกระบวนการต่างๆ ในชุมชนของตนเอง ในช่วงที่โลกภายนอกช่วยเราได้น้อยลง ชุมชนที่พึ่งตัวเองได้สูงจะอยู่รอดได้ดีกว่า”

อาสา"CMS"รับมือภาวะวิกฤติอยู่รอด-ยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา

“สสส.มีส่วนในการสนับสนุนให้เกิดงานส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาคประชาชนมีความพร้อม ทั้งตัวชุมชน ขยายไปยังระดับจังหวัด ผสานความร่วมมือกับภาครัฐ รวมถึงหนุนเสริมความต่อเนื่องบวกกับการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อเพิ่มเติมการอบรมให้สมบูรณ์ต่อไป”

   รู้จักธรรมชาติ รู้จักเอาตัวรอด
ด.ต.นิรันดร์ พิมล ผู้อำนวยการศูนย์กสิกรรมธรรมชาติทุ่งสง และประธานโครงการ CMS ประจำภาคใต้ หรือ ลุงดาบ วัย 72 ปี ซึ่งใช้เวลาหลังเกษียณทำงานกับมูลนิธิ เล่าว่า สมาชิกของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรชนบท เมื่อเกิดภัยพิบัติ เช่น ดินสไลด์ น้ำท่วม สึนามิ ภาครัฐเข้าช่วยแต่บางครั้งไม่ตรงเป้าหมายและไม่ทั่วถึง จึงสร้างเครือข่ายขึ้นมาเองที่มีอยู่ทุกตำบลและหมู่บ้าน เมื่อเกิดภัยพิบัติสามารถแจ้งมายังศูนย์กลาง ซึ่งมีการระดมสิ่งของจากผู้ที่ใจบุญ แพ็กเป็นถุงแจกจ่ายให้ทุกครัวเรือน และหากของไม่พอ จึงจะแจ้งขอความช่วยเหลือไปยังภาครัฐ

อาสา"CMS"รับมือภาวะวิกฤติอยู่รอด-ยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา

ในเรื่องภัยพิบัติตั้งแต่ ส.ค.ส.พระราชทานปี 2547 จึงมีการเตรียมพร้อมกำลังคนเรื่อยมา และมาใช้ชื่อว่า CMS ในภายหลัง มีการจัดอบรมปีละ 3 รุ่น ใช้เวลา 4 คืน 5 วัน โดยให้ความรู้ทั้งด้านกสิกรรมธรรมชาติตามศาสตร์พระราชา รวมถึงธรรมชาติพยากรณ์จากมด แมลง สัตว์ต่างๆ หรือต้นไม้ที่สามารถบ่งบอกได้ถึงฤดูกาลและภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้น การหุงหาอาหารโดยไม่ใช้ภาชนะ การทำคลังอาหารในช่วงภัยพิบัติ เป็นต้น รวมถึงบางรุ่นที่มาจากพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติโดยเฉพาะภาคใต้ เราจะเพิ่มเป็น 5 คืน 6 วัน เพื่อให้ความรู้ให้เขาสามารถช่วยตัวเองได้ เมื่อตนเองมีชีวิตรอด จะได้ช่วยคนในครอบครัว และคนในชุมชนต่อไป

อาสา"CMS"รับมือภาวะวิกฤติอยู่รอด-ยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา

“ในช่วงเกิดสึนามิ ธันวาคม 2547 ลูกศิษย์ที่ผ่านการอบรมอยู่ชายทะเลเป็นชาวมอแกน บรรพบุรุษเขาสอนว่า หากไม้ไผ่ที่ลอยขนานในน้ำเกิดตั้งโด่ขึ้นมาให้ระวังจะเกิดสึนามิ นี่คือธรรมชาติพยากรณ์ ตอนนั้นไม่มีใครเชื่อ ปรากฏว่าเขาสามารถช่วยเหลือคนในชุมชน คือ บ้านเกาะกลาง อ.เมือง จ.กระบี่ และหลายพื้นที่ได้ การมีเครือข่ายกระจายอยู่ทั่วประเทศ ถือเป็นโอกาสให้เด็กและประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องเดินทางไปอบรมไกล เพราะมนุษย์เราอยู่กับธรรมชาติ ดังนั้น ต้องศึกษาเรียนรู้” ด.ต.นิรันดร์ กล่าว

อาสา"CMS"รับมือภาวะวิกฤติอยู่รอด-ยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา

ทั้งนี้ มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2544 มีที่ทำการที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ต.หนองบอนแดง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ทดลองเกี่ยวกับการทำกสิกรรมธรรมชาติและอยู่อย่างพอเพียงได้จริง ตั้งแต่การผลิตเอนไซม์สมุนไพรธรรมชาติใช้เองในนาข้าว พืชชนิดอื่นๆ ทั้งพืชผักและไม้ผล รวมถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยและนำประสบการณ์ที่ปฏิบัติจริงไปเผยแพร่ความรู้ให้แก่เกษตรกร โดยทำการทดลองและเผยแพร่ในพื้นที่ของเกษตรกรมากกว่า 50 จังหวัดทั่วประเทศ เป็นที่ประจักษ์ว่ากว่า 4 ปีที่ผ่านมาได้ให้ความรู้ช่วยเหลือเกษตรกรได้ในหลายๆ จังหวัด

ถอดบทเรียน 4 โรงพยาบาลผ่านรับรองคุณภาพขั้นก้าวหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/366099

ถอดบทเรียน 4 โรงพยาบาลผ่านรับรองคุณภาพขั้นก้าวหน้า

สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล,สรพ,นพสุรวุฒิ ลีฬหะกร,วชิรพยาบาลเป็นโรงพยาบาล,โรงพยาบาลวชิรพยาบาล

โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com –

ในการประชุมวิชาการประจำปี (HA National Forum) ครั้งที่ 20 ภายใต้แนวคิด “Change and Collaboration of Sustainability” จัดโดยสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. ระหว่างวันที่ 13-15 มีนาคม ที่อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี มีการเสวนาเรื่อง “การเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยเป็นการถ่ายทอดองค์กรความรู้จากผู้อำนวยการโรงพยาบาล 4 แห่งที่ผ่านการรับรองคุณภาพสถานพยาบาลในระดับก้าวหน้าซึ่งทั่วประเทศมีเพียง 6 แห่งเท่านั้น

ถอดบทเรียน 4 โรงพยาบาลผ่านรับรองคุณภาพขั้นก้าวหน้า

นพ.สุรวุฒิ ลีฬหะกร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิรพยาบาล เล่าว่า วชิรพยาบาลเป็นโรงพยาบาลพระราชทานรัชกาลที่ 6 มีอายุ 107 ปี โดยผ่านการรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (เอชเอ) ครั้งแรกเมื่อปี 2547 และในปี 2558 ผ่านการต่ออายุการรับรองกระบวนการคุณภาพครั้งที่ 4 และประกาศให้ รพ.วชิรพยาบาล ผ่านการรับรองสถานพยาบาลขั้นก้าวหน้า (Advance HA) ซึ่งใน 2561 เป็นแห่งที่ 6 ของประเทศที่ผ่านการรับรองในขั้นนี้ โดยการทำให้การรับรองคุณภาพมาตรฐานที่ได้รับส่งผลต่อผู้รับบริการ

ถอดบทเรียน 4 โรงพยาบาลผ่านรับรองคุณภาพขั้นก้าวหน้า

รพ.วชิรพยาบาล เป็นผู้นำด้านเวชศาสตร์เขตเมือง มีการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานรับเอาการประเมินเอชเอ มาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาโรงพยาบาลพร้อมที่จะเรียนรู้จากองค์กรอื่นๆ เพื่อนำมาปรับใช้ในองค์กร ทีมนำทุกระดับมุ่งมั่น เข้มแข็งและประสานงานกันได้อย่างดีและการให้ความร่วมมือของบุคลากรทุกระดับ วิสัยทัศน์ กลยุทธ์ที่ใช้และสอดคล้องกับบริบทองค์กร  มีความร่วมมือของคนในองค์กรนำพาให้ รพ.วชิรพยาบาลมาสู่จุดการผ่านรับรองขั้นก้าวหน้า

สำหรับ รพ.ชลบุรี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แห่งแรกที่ผ่านการรับรองคุณภาพในขั้นก้าวหน้า ผศ.(พิเศษ) นพ.สวรรค์ ขวัญใจพานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชลบุรี บอกว่ามี 3 เรื่องที่นำสู่การรับรองคุณภาพขั้นก้าวหน้า ประกอบด้วย 1.เป้าหมายโรงพยาบาลต้องมีความชัดเจนและเป็นไปได้ 2.บรรยากาศการทำงาน ซึ่งทีมเวิร์กเป็นสิ่งสำคัญ ในขณะที่โรงพยาบาลมีผู้ป่วยนอกเข้ามารับบริการวันละ 4,000 คน เพราะฉะนั้นการทำงานเป็นทีมจึงสำคัญ ไม่สามารถขับเคลื่อนเรื่องหนึ่งเรื่องใดเพียงคนเดียวได้ และ 3.การเลือกเครื่องมือมาปรับใช้ โดยที่โรงพยาบาลมีการกำหนดและติดตามนโยบายอย่างต่อเนื่อง
ส่วนกุญแจที่จะทำให้การผ่านการรับรองคุณภาพมีความยั่งยืน คือ ระบบคุณภาพ ระบบทรัพยากรมนุษย์ในโรงพยาบาล สิ่งแวดล้อม บรรยากาศ ต้องมีการกำหนดรายละเอียดงานต่างๆอย่างพอเหมาะ เพราะหากกำหนดละเอียดเกินไปจะไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ในงาน รวมถึงต้องมีความเรียบง่ายในระบบที่ซับซ้อน มีการเปลี่ยนแปลงด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ดำเนินงาน ในองค์กรมีวัฒนธรรมเรื่องของคุณภาพและต้องมีการผสมผสานงานร่วมกัน

ถอดบทเรียน 4 โรงพยาบาลผ่านรับรองคุณภาพขั้นก้าวหน้า

ขณะที่ พล.อ.ต.อภิชาต พลอยสังวาล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูมิพล กล่าวว่า ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโรงพยาบาลนั้นจะต้องมีเป้าหมายหรือวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน บุคลากรจะต้องมีทักษะที่เพียงพอ หากยังไม่พอจะต้องติดอาวุธหรือเสริมทักษะ ต้องมีแรงจูงใจด้วยการชี้ให้เห็นประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลง มีการสนับสนุนทรัพยากรและมีแผนปฏิบัติการ หากทำได้ทั้ง 5 ปัจจัยนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโรงพยาบาลเกิดขึ้นได้

“เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในโรงพยาบาลแล้วการจะทำให้เกิดความยั่งยืนจะต้องอาศัยปัจจัย เรื่องของ RESPECT model คือจะต้องมีการยอมรับ การเพิ่มขีดความสามารถ ต้องมีการสนับสนุน มีพันธมิตร มีความคาดหวัง มีการพิจารณา และมีความไว้วางใจ ก้าวต่อไปสู่การเป็นโรงพยาบาลมีคุณภาพชั้นนำ เป็นที่ไว้วางใจได้” พล.อ.ต.อภิชาต กล่าว

ถอดบทเรียน 4 โรงพยาบาลผ่านรับรองคุณภาพขั้นก้าวหน้า

ส่วนโรงพยายาลศิริราชซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของประเทศที่ผ่านการรับรองขั้นนี้ รศ.นพ.วิศิษฐ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช กล่าวว่า โดยสรุปกุญแจในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่ความสำเร็จ เรื่องแรกที่สำคัญคือทีมสปิริตเป็นการทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ หากเห็นทีมไหนไม่ดีก็บอกแต่ทำงานร่วมกันได้ ไม่ขัดแย้งไม่โต้แย้ง อันที่ 2 คือประสบการณ์ที่เนิ่นนานมา เครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการรับรองคุณภาพ แต่ไม่มีเครื่องมือไหนดีที่สุดในทุกปัญหา เพราะฉะนั้นต้องเรียนรู้ทุกอย่างและเลือกใช้ให้เหมาะสม ต่อมาต้องมีการคิดเรื่องใหม่ๆ และมีองค์ความรู้ที่เผยแพร่สู่สังคม สร้างความภาคภูมิใจ และสุดท้ายทุกคนเป็นผู้นำในบทบาทหน้าที่ของตนเองและต้องบริหารจัดการ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงขององค์กรที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ต้องการผู้นำอย่างเดียว ต้องมีผู้จัดการด้วย

ถอดบทเรียน 4 โรงพยาบาลผ่านรับรองคุณภาพขั้นก้าวหน้า

ด้านนพ.กิตตินันท์ อนรรฆมณี ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การประชุมวิชาการครั้งนี้อยากเห็นเจ้าหน้าที่และคนที่เกี่ยวข้องกับระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลได้เข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายเพื่อนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่คาดหวังว่าจะเห็นประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

“โรงพยาบาลหรือสถานบริการสุขภาพจะต้องมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงระบบงาน กระบวนการรองรับที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ระบบการดูแลรักษาผู้ป่วยที่จะมีเทคโนโลยีเข้ามามากขึ้น ในโรงพยาบาลเล็กๆ จะมีเทคโนโลยีช่วยในการรักษา หรือแม้แต่ผู้ป่วยอาจไม่จำเป็นต้องเดินทางมาโรงพยาบาล ในส่วนของสถานบริการจะมีการเปลี่ยนแปลงในมิติของการเชื่อมต่อกับหน่วยงานภายนอก เช่น การส่งยา เวชภัณฑ์ เพื่อให้ตอบโจทย์ที่ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งการมีเอไอ หรือเทคโนโลยีและหุ่นยนต์จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น” นพ.กิตตินันท์ กล่าว

นิวซีแลนด์เมืองแห่งการศึกษาภาพรวมโต5.1พันล้านดอลลาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/366105

นิวซีแลนด์เมืองแห่งการศึกษาภาพรวมโต5.1พันล้านดอลลาร์

นิวซีแลนด์,การศึกษา

โดย…ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

ปัจจุบันนักเรียนไทยนิยมไปเรียนต่อที่นิวซีแลนด์มากที่สุดอันดับ 7 ของโลก และอันดับ 2 ในภูมิภาคอาเซียน รองจากฟิลิปปินส์ โดยช่วงปี 2559–2561 ภาพรวมอุตสาหกรรมการศึกษานานาชาติในประเทศนิวซีแลนด์สูงถึง 5.1 พันล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้มีสัดส่วนของไทย 120 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9% จากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้มีนักเรียนต่างชาติเดินทางไปศึกษาต่อที่นิวซีแลนด์กว่า 125,392 คน จากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก อันดับ 1 ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ บราซิล ฟิลิปปินส์และไทยตามลำดับ มีนักเรียนไทยกำลังศึกษาอยู่ที่นิวซีแลนด์กว่า 3,300 คน

ทั้งนี้ในปี 2561 มีการขอวีซ่าใหม่ของนักเรียนไทยเติบโตขึ้นกว่า 7% และอัตราการเติบโตของวีซ่านักเรียนไทยทั้งหมดอยู่ที่ 5% ส่วนใหญ่มาจากสถาบันเทคโนโลยีและโพลีเทคนิคต่างๆ เพิ่มขึ้น 146% และคอร์สเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น 10% โดยนักเรียนในระดับประถมศึกษามีอัตราเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากผู้ปกครองต้องการวางรากฐานด้านการศึกษาตั้งแต่เด็ก ซึ่งโรงเรียนของนิวซีแลนด์มีหลักสูตรที่แยกออกมาเฉพาะด้านตามความสนใจและทักษะของนักเรียน

มร.ทาฮา แมคเฟอร์สัน เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลนิวซีแลนด์ทุ่มงบกว่า 700 ล้านดอลลาร์ ในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและการเรียนรู้อย่างมืออาชีพ 98% ของสถาบันต่างๆ ในนิวซีแลนด์ ด้วยระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้นักเรียนสามารถเข้าถึงบทเรียนและใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน เรียนรู้ผ่านระบบดิจิทัล การประเมินออนไลน์ เสริมให้เด็กคิดสร้างสรรค์จากเทคโนโลยี รวมถึงพัฒนาครูให้มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลและการคิดคำนวณ เพื่อการสอนอย่างมีประสิทธิภาพสู่การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

จากฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจของนิตยสาร The Economist Intelligence Unit (EIU) ปี 2560 นอกจากนี้ยังติดอันดับ 1 ด้านสภาพแวดล้อมการสอนที่ดีที่สุดในโลก และเป็นประเทศที่น่าไปเรียนต่อที่สุดในโลกจากการสำรวจนักศึกษานานาชาติกว่า 20,000 คน ผ่านเว็บไซต์ http://www.education.com

“นิวซีแลนด์เป็นประเทศแรกของโลกที่มีกฎหมายดูแลนักเรียนต่างชาติ ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ตามความเชื่อของตัวเอง เคารพด้านศาสนาซึ่งกันและกัน เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงระหว่างสังคมของเขาและนิวซีแลนด์  และปรับเรื่องวีซ่าเมื่อปี 2561 ที่ผ่านมาให้ นักเรียนต่างชาติยังสามารถทำงานต่อได้ 3 ปีหลังจากเรียนจบการศึกษา” มร.ทาฮา กล่าว

หลักสูตรยอดนิยมที่นักศึกษาไทยนิยมไปศึกษาต่อในประเทศนิวซีแลนด์ 3 อันดับแรกปี 2560 ได้แก่ คณะการจัดการและการบัญชี คณะภาษาศาสตร์และวรรณคดี และคณะวิทยาศาสตร์ รวมถึงด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมมากขึ้น ช่อทิพย์ ประมูลผล ผู้จัดการตลาดหน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ สถานทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศอินเดีย ให้ความสำคัญกับด้านไอที จึงนิยมเรียนทางด้าน Computer Science ประเทศมาเลเซียเน้นในเรื่องของบริหารธุรกิจ และ ประเทศเวียดนามเน้นในส่วนของระดับมัธยมศึกษามากขึ้น เพราะพ่อแม่เริ่มมีกำลังทรัพย์และต้องการพัฒนาทักษะของลูกหลาน ดังนั้นแต่ละประเทศความต้องการแตกต่างกัน แต่นิวซีแลนด์สามารถรองรับได้ทุกหลักสูตรการศึกษาและทุกระดับชั้น

นอกจากนี้นิวซีแลนด์ยังมีการจัดโครงการฝึกอบรมด้านการพัฒนาภาษาอังกฤษให้แก่ครู ผู้บริหารโรงเรียน และมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศไทย อาทิ ในปี 2559–2562 ศูนย์ภาษามหาวิทยาลัยโอทาโก้ จัดโครงการฝึกอบรมด้านการพัฒนาภาษาอังกฤษให้แก่ครูกว่า 700 คนเครือข่ายโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย และในปี 2560 สถาบัน Wintec ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา จัดโครงการฝึกอบรมภาษาอังกฤษเพื่อการใช้งานให้แก่ครูด้านไอที จากวิทยาลัยอาชีวศึกษา 30 คน

ยกระดับคุณภาพคนไทย 4.0เรียนรู้ สร้างนวัตกรรม พลเมืองเข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/365993

ยกระดับคุณภาพคนไทย 4.0เรียนรู้ สร้างนวัตกรรม พลเมืองเข้มแข็ง

มาตรฐานการศึกษา

โดย…-ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

สกศ.เดินหน้าทำความเข้าใจมาตรฐานการศึกษาของชาติ สู่หน่วยงานปฏิบัติ ต้นสังกัดจัดทำมาตรฐานการศึกษาแต่ละระดับให้สอดคล้อง มุ่งสร้างคุณภาพผู้เรียนยุค 4.0 ชู 3 คุณลักษณะ ผู้เรียนรู้ ผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม และพลเมืองที่เข้มแข็ง “สพฐ.” วางกรอบปรับหลักสูตร ยกระดับสถานศึกษา ขณะที่ “อาชีวะ” จัด 3 มาตรฐาน 9 ประเด็นการประเมิน สร้างคนสร้างนวัตกรรม และ “อุดมศึกษา” กำหนด 5 มาตรฐาน สะท้อนสถาบันอุดมศึกษาเข้าใจบทบาทตามบริบทของแต่ละแห่ง

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ความเห็นชอบ “มาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ.2561” ซึ่งเป็นการวางรากฐานสร้างผู้เรียน คนรุ่นใหม่ให้มีคุณลักษณะของคนไทย 4.0 พัฒนาคน สร้างตัวตนให้เป็นผู้มีความรู้ ผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม และเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง โดยกำหนดคุณลักษณะขั้นต่ำ กรอบกว้างๆ เพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่งยึดเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาผู้เรียนไปสู่ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของการศึกษา และให้หน่วยงานต้นสังกัดใช้เป็นเป้าหมายในการจัดการศึกษา กำหนดมาตรฐานการศึกษาแต่ละระดับที่เหมาะสมตามช่วงวัย ประเภทการศึกษา และบริบทแต่ละพื้นที่

3คุณลักษณะคนไทย4.0
เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง “มาตรฐานการศึกษาสู่การยกระดับคุณภาพคนไทย 4.0” เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานการศึกษาของชาติแก่ผู้ปฏิบัติงานและหน่วยงานต้นสังกัด   โดย ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้จัดทำมาตรฐานการศึกษาของชาติร่วมกับหน่วยงานองค์กรหลักที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวทางพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษาของประเทศ ถือเป็นกรอบสำหรับสร้างคนไทย 4.0 ที่แตกต่างตามบริบทของแต่ละสังกัด ระดับการศึกษา สถานศึกษาและท้องถิ่น

ซึ่งมาตรฐานการศึกษาของชาติมีการกำหนดผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของการศึกษา 3 ด้าน คือ 1.ผู้เรียนรู้ เพื่อสร้างงานและคุณภาพชีวิตที่ดี 2.ผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อสังคมที่มั่นคง มั่นคั่ง และยั่งยืน และพลเมืองที่เข้มแข็งเพื่อสันติสุข โดยต้องมีค่านิยมร่วมในการสร้างความเพียร  ความพอเพียง วิถีประชาธิปไตย และความเท่าเทียมเสมอภาค ควบคู่กับการมีคุณธรรม ลักษณะนิสัยที่ดีและคุณธรรมพื้นฐานที่เป็นความดีงาม เช่น ความมีวินัย ขยัน ซื่อสัตย์ รับผิดชอบต่อตนเองและสังคม

   ปรับหลักสูตรสถานศึกษา
ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ ผู้อำนวยการสำนักงานทดสอบทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า สพฐ.ได้จัดทำมาตรฐานเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษา สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ.2561 ที่เน้นเพื่อเป็นผู้เรียนรู้ ผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม และพลเมืองที่เข้มแข็ง ซึ่งมิติคุณภาพผู้เรียน สพฐ.ได้ปรับหลักสูตรเป็นแผนแม่บททำให้ผู้เรียนมีมาตรฐานตามเป้าหมายที่กำหนด

รวมถึงสร้างความเข้าใจกับผู้บริหารสถานศึกษา ครู ศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยเขตพื้นที่การศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะคุณภาพผู้เรียน สถานศึกษาเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มจากห้องเรียน กระบวนการพัฒนาคุณภาพในโรงเรียน การจัดการเรียนการสอนต้องเข้มแข็ง แผนกิจกรรมในโรงเรียน สอดคล้องบริบท สภาพของโรงเรียน โดยสพฐ.จะต้องส่งเสริม สนับสนุนงบประมาณ การวิจัย พัฒนาสื่อสาร การสร้างความเข้าใจ มีความต่อเนื่องในการทำงานเพื่อนำไปสู่การสร้างคุณภาพของสถานศึกษา

       สร้างคนสร้างนวัตกรรม
ดร.สมพร ชูทอง ผู้อำนวยการวิทยาลัยพาณิชยการเชตุพน กล่าวว่า อาชีวศึกษาได้กำหนดมาตรฐานการอาชีวศึกษา พ.ศ.2561 ในการจัดการศึกษาและการประกันคุณภาพการศึกษาด้านอาชีวศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และการฝึกอบรมวิชาชีพ เพื่อสร้างคนสร้างนวัตกรรม โดยกำหนด 3 มาตรฐาน 9 ประเด็นการประเมิน คือ 1.มาตรฐานคุณลักษณะของผู้สำเร็จการศึกษาอาชีวศึกษาที่พึงประสงค์

โดยมีประเด็นการประเมินดังนี้ 1.ด้านความรู้  2.ด้านทักษะและการประยุกต์ใช้ และ 3.ด้านคุณธรรม จริยธรรมและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ 2.มาตรฐานการจัดการอาชีวศึกษา สถานศึกษา ต้องใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยมีประเด็นการประเมิน ดังนี้ 4.ด้านหลักสูตรอาชีวศึกษา 5.ด้านการจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษา 6.ด้านการบริหารจัดการ 7.ด้านการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ และ 3.มาตรฐานการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ต้องร่วมมือกับชุมชน องค์กรต่างๆ เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ โดยมีประเด็นการประเมิน ดังนี้ 8.ด้านความร่วมมือสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และ 9.ด้านนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ งานสร้างสรรค์ และงานวิจัย

    อุดมศึกษาผลิตคนตามบริบท
น.ส.นุชนภา รื่นอบเชย รักษาการที่ปรึกษาด้านมาตรฐานการศึกษา กล่าวว่า สำหรับมาตรฐานการอุดมศึกษา พ.ศ.2561 นั้น ไม่ได้กำหนดโดยมุ่งดูผลลัพธ์ของผู้เรียนเพียงอย่างเดียว เพราะบทบาทหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาไม่ใช่ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ต้องทำหน้าที่ด้านศึกษาวิจัย สร้างนวัตกรรม การบริการวิชาการ และการดำรงศิลปวัฒนธรรมความเป็นไทย ดังนั้นมาตรฐานการอุดมศึกษาจะเป็นการสะท้อนให้สถาบันอุดมศึกษากระทำในสิ่งที่สอดคล้องกับบริบทและความหลากหลายของอุดมศึกษาแต่ละแห่ง

ซึ่งได้กำหนด  5 มาตรฐาน ดังนี้ 1.มาตรฐานผลลัพธ์ผู้เรียน ต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ บูรณาการศาสตร์ต่างๆ มีความกล้าหาญทางจริยธรรม 2.มาตรฐานด้านการวิจัยและนวัตกรรม ใช้องค์ความรู้ใหม่ สร้างสรรค์นวัตกรรมหรือทรัพย์สินทางปัญญา ตามศักยภาพและอัตลักษณ์ของสถาบันการศึกษา 3.ด้านการบริการวิชาการ สอดคล้องกับบริบทและตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น ชุมชน และสังคม 4.มาตรฐานด้านศิลปวัฒนธรรมและความเป็นไทย และ 5.ด้านการบริหารจัดการ  มีหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการพัฒนาผู้เรียนแบบบูรณาการ

กรอบสร้างคนแต่ละช่วงชั้นตามมาตรฐานการศึกษาชาติ
1.ปฐมวัย 

-พัฒนาการรอบด้านและสมดุล
-สนใจเรียนรู้กำกับตัวเองให้ทำสิ่งต่างๆ เหมาะสมตามช่วงวัยสำเร็จ

 2.ประถมศึกษา 
-ผู้เรียนรู้ต้องรักและรับผิดชอบต่อการเรียนรู้
-ชอบการอ่าน มีความรู้พื้นฐาน ทักษะและสมรรถนะทางภาษาการคำนวณ
-มีเหตุผล มีนิสัยและสุขภาพที่ดี
-ทำงานร่วมกับผู้อื่น มีความรู้ ทักษะและสมรรถนะทางเทคโนโลยีดิจิทัล
-การคิดสร้างสรรค์สื่อสารและความรอบรู้ด้านต่างๆ
-พลเมืองที่เข็มแข็ง ต้องแยกแยะผิดถูก

     3.มัธยมศึกษาตอนต้น 
-ต้องรู้จักตนเองและผู้อื่น
-มีเป้าหมายและทักษะการเรียนรู้บริหารจัดการตนเอง
-มีทักษะการทำงานร่วมกัน สื่อสาร รอบรู้ทางข้อมูลสารสนเทศและดิจิทัล
-เชื่อมั่นในความถูกต้อง ยุติธรรม มีจิตประชาธิปไตย

   4.มัธยมศึกษาตอนปลาย/อาชีวศึกษา 
-สามารถชี้นำการเรียนรู้ด้วยตนเอง
-มีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต รอบรู้ รู้ทันการเปลี่ยนแปลง
-สามารถแก้ปัญหา สื่อสารเชิงบวก ทักษะข้ามวัฒนธรรม
-สะท้อนความคิด วิพากษ์เพื่อสร้างนวัตกรรม
-เป็นผู้ประกอบการได้
-สร้างให้เชื่อมั่นในความเท่าเทียม เป็นธรรม มีจิตอาสา

     5.อุดมศึกษา  
-ต้องสร้างผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต
-พร้อมเผชิญความเปลี่ยนแปลง
-มีความเป็นผู้นำเพื่อสร้างสัมมาอาชีพที่ดี
-ร่วมแก้ไขปัญหาสังคม
-บูรณาการข้ามศาสตร์ สร้างสรรค์นวัตกรรม
-กล้าต่อต้านการกระทำในสิ่งที่ผิดให้คุณค่ากับความรู้
-ความสามารถร่วมมือสร้างสรรค์การพัฒนาที่ยั่งยืน
-ขจัดความขัดแย้งและสร้างสันติสุขทั้งในสังคมไทยและประชาคมโลก
 ที่มา :มาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ.2561

นโยบายเอาใจบุคลากรสธ.ลดเวลางาน-เพิ่มการบรรจุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/365672

นโยบายเอาใจบุคลากรสธ.ลดเวลางาน-เพิ่มการบรรจุ

สธ,เลือกตั้ง

โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com

เวทีประชุมเสวนา เรื่อง “นโยบายพรรคการเมืองกับความปลอดภัยในการปฏิบัติงานของบุคลากรในวิชาชีพสุขภาพเพื่อผู้ป่วย” จัดโดยแพทยสภา แพทยสมาคม และสมาคมพยาบาล มีการเชิญผู้แทน 6 พรรคการเมืองมานำเสนอนโยบายเรื่องนี้ 4 ประเด็นสำคัญ ครั้งนี้มีการให้ผู้แทนพรรคการเมืองยกมือสนับสนุนหากเห็นด้วยใน 2 ประเด็นใหญ่ คือ การจำกัดเวลาทำงานของบุคลากรด้านสาธารณสุขให้มีความเหมาะสมไม่ให้เกินกำลัง 2-3 เท่าแบบปัจจุบัน และแยกการพิจารณาคดีทางการแพทย์ออกจากคดีอาญาและคดีผู้บริโภค ซึ่งทั้ง 6 พรรคยกมือสนับสนุน

     ประเด็นที่ 1 นโยบายในการทำให้ภาระงานของบุคลกรอยู่ในจุดที่เหมาะสมและปลอดภัยทั้งต่อผู้ปฏิบัติงานและประชาชนที่รับการรักษา
 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า การลดภาระงานขึ้นกับพฤติกรรมของประชาชน จึงต้องลดการเจ็บป่วย มุ่งเน้นงานป้องกันและส่งเสริมสุขภาพผ่านกลไกสมัชชาสุขภาพในการกำหนดนโยบายในเรื่องต่างๆ รวมถึงนำเทคโนโลยีมาใช้ เปลี่ยนวิธีในการปฏิบัติการดูแลรักษาพยาบาล เช่น ระบบการใช้จัดคิว จ่ายยา การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่บิ๊กดาต้าลดภาระบุคลากรที่ไม่จำเป็น ยกระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เสริมศักยภาพ อสม.ในการดูแลประชาชนมากขึ้น รณรงค์พฤติกรรมที่ถูกต้องในการพึ่งพาแพทย์ และบูรณาการการทำงานของทุกวิชาชีพ

นโยบายเอาใจบุคลากรสธ.ลดเวลางาน-เพิ่มการบรรจุ

          นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ คณะกรรมการจัดทำนโยบาย พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ส่งเสริมให้คนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เน้นการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคเป็นหลัก โดยจะทำให้คนไทยมีสุขภาพอนามัยแข็งแรง เจ็บป่วยน้อยลง ภาระงานบุคลากรแพทย์พยาบาลจะน้อยลง พท.จะผลิตและกระจายบุคลากรที่เหมาะสมเพื่อที่แต่ละคนมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ลดปัญหาการขาดแคลนบุคลากร และนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วย
พล.ท.อนุมนตรี วัฒนศิริ พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) กล่าวว่า มุ่งป้องกันและเสริมสร้างสุขภาพให้ประชาชน ส่งเสริมการออกกำลังกาย เช่น มินิสปอร์ตคอมเพล็กซ์ มินิฟิตเนสเซ็นเตอร์ทุกหมู่บ้าน จัดกำลังคนลง รพ.สต. ที่เป็นด่านแรกจัดการกับความเจ็บป่วย จัดกำลังคน เครื่องมือต่างๆ ให้เหมาะสม เพียงพอที่จะให้บริการรักษาผู้ป่วย

นโยบายเอาใจบุคลากรสธ.ลดเวลางาน-เพิ่มการบรรจุ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า จะยกระดับอสม.ให้สามารถดูแลประชาชนเบื้องต้นโดยการสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ และเพิ่มแพทย์ไปประจำ รพ.สต. เพื่อลดจำนวนประชาชนที่ไปถึงโรงพยาบาล
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ยกระดับอสม.เป็นนักบริบาลชุมชน เพื่อเป็นด่านแรกในการดูแลผู้ป่วยก่อนมาโรงพยาบาล ทำเรื่องหมอถึงบ้านพยาบาลถึงเรือน 6,500 ทีม ทำคลินิกหมอครอบครัว ปฏิรูป 3 กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐให้สอดรับกัน ปรับระบบทุกอย่างได้ดี มีงบประมาณ อุปกรณ์ และบุคลากรที่เหมาะสม
 นพ.เรวัต วิศรุตเวช รองหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย (สร.) กล่าวว่า ส่งเสริมสุขภาพที่ดี ออกกำลังกาย ควบคุมป้องกันโรค แต่ความจริงในอดีตที่พยายามแก้ปัญหายาวนานหลายสิบปีไม่สำเร็จเลย ที่จะต้องทำดีที่สุดใช้เทคโนโลยีนัดหมายติดตามรักษา เวลาอันใกล้ คือใช้เอไอทำแทนลดภาระงานพยาบาลมีประสิทธิภาพที่สุด การผลิตแพทย์เพิ่มหลายสิบปีไม่สำเร็จล้มเหลวตลอด
ประเด็น 2 การบรรจุพยาบาลเป็นข้าราชการแทนการเป็นลูกจ้าง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะต้องมองในภาพรวมด้วยการพิจารณาปรับลดอัตราข้าราชการในกระทรวงอื่นๆ ที่การทำงานไม่ต้องอาศัยความเป็นข้าราชการลง แต่สำหรับพยาบาลยังมีความจำเป็นสร้างความมั่นคงในภาครัฐด้วยอัตราข้าราชการจะต้องมีการบรรจุ เพิ่มแรงจูงใจค่าตอบแทนที่เป็นธรรม และการกระจายตัวลงไปในพื้นที่

นโยบายเอาใจบุคลากรสธ.ลดเวลางาน-เพิ่มการบรรจุ

นพ.เรวัต กล่าวว่า ที่ผ่านมามีปัญหาเพราะสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ไม่ยอมให้บรรจุ การแก้จึงต้องนำกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกจากก.พ.ให้ได้ เพื่อที่จะมาจัดอัตรากำลังของตัวเองตามภาระงานที่จำเป็น

นพ.สุรวิทย์ บอกว่า พรรคจะดำเนินการในเรื่องให้สธ.แยกออกจากก.พ.เช่นกัน เพื่อแก้ปัญหาบุคลากรทุกระดับทุกประเภทของสธ.
พล.อ.อนุมนตรี กล่าวว่า พยาบาลที่ยังทำงานและลูกจ้างชั่วคราวต้องได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการทุกคน โดยกำหนดเป็นแผนระยะสั้น กลาง และยาว และพิจารณาปรับลดอัตรากำลังคนในส่วนงานอื่นที่ไม่จำเป็นลง และให้ความสำคัญกับบุคลากรสาธารณสุข

ส่วน นายอนุทิน กล่าวว่า การเป็นลูกจ้างชั่วคราวต้องหลุดออกไปจากพยาบาล แต่ยกระดับเป็นพนักงานของรัฐ ทำให้มีความมั่นคงแน่นอนในอาชีพมากขึ้น และการผันเงินงบประมาณออกไปไว้ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แล้วหมุนกลับมาจ้างพยาบาล

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้นบุคลากรที่ดูแลด้านนี้มีความจำเป็นและสำคัญ จึงต้องลดอัตรากำลังคนในหน่วยงานที่สามารถนำเทคโนโลยีมาทำงานแทนได้ลง และเพิ่มอัตราให้ส่วนงานที่ต้องให้คนทำ เพิ่มสวัสดิการ ผลตอบแทน

 ประเด็นที่ 3 การแยกคดีทางการแพทย์ออกจากคดีอาญาและคดีคุ้มครองผู้บริโภค
นพ.เรวัต กล่าวว่า ขณะนี้ทราบว่ามีการร่างพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์มาใช้ซึ่งพร้อมสนับสนุน แต่ระหว่างที่กฎหมายยังไม่มีนั้น สธ.และผู้เกี่ยวข้องต้องช่วยดูแลบุคลากรทั้งประเทศด้วย เมื่อเกิดคดีหน่วยงานต้องลงไปช่วยเหลือดูแล และมีระบบไกล่เกลี่ยเยียวยาเพื่อป้องกันปัญหาไม่ให้บุคลากรเผชิญชะตากรรมเอง

นโยบายเอาใจบุคลากรสธ.ลดเวลางาน-เพิ่มการบรรจุ

 นพ.สุรวิทย์ กล่าวว่า พท.เห็นว่าคดีทางการแพทย์ควรแยกออกจากคดีอาญาและคดีผู้บริโภคเนื่องจากผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ ได้ฝึกอบรมและมีสภาวิชาชีพคุ้มครองป้องกันและจรรยาบรรณควบคุมอยู่แล้ว อีกทั้งผลการรักษาที่ไม่พึงประสงค์ หรือเสียชีวิตไม่ได้เกิดเพราะแพทย์เท่านั้นแต่เกิดจากตัวผู้ป่วยและโรคด้วย

นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อเกิดกรณีการฟ้องร้องคดีทางการแพทย์ที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐเกิดขึ้น สำนักงานอัยการจะต้องเป็นองค์กรกลางในการไปคุยกับผู้ฟ้องร้อง กรณีแพ้คดีจะมีกรรมการกลางทำหน้าที่ในการพิจารณาว่าบุคลากรทำด้วยเจตนาดี สุจริต และตั้งใจดี หากเป็นเช่นนี้รัฐก็ต้องรับผิดชอบ แต่วิชาชีพต่างๆด้านสาธารณสุขจะต้องรักษาจรรยาบรรณให้ดีด้วย และมีฝ่ายไกล่เกลี่ยก่อนถึงการฟ้องร้อง
พล.อ.อนุมนตรี กล่าวว่า ควรแยกกฎหมายเฉพาะซึ่งมีร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับผลกระทบจากการบริการ ที่เนื้อหาน่าจะมีการดูแลทั้งบุคลากรและผู้ป่วย ส่วนพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคไม่น่านำมาใช้ในการรักษาโรคช่วยชีวิต แต่ควรแยกไปใช้กรณีเสริมความงามซึ่งไม่จำเป็นต่อการมีชีวิต ภาครัฐควรซื้อประกันความรับผิดชอบผู้ประกอบวิชาชีพต่อบุคคลอื่นเข้ามารับความรับผิดชอบตรงนี้ก่อนเหมือนโรงพยาบาลเอกชน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การมีกฎหมายเฉพาะพิจารณาคดีทางการแพทย์ไม่ได้ป้องกันไม่ให้ถูกฟ้องร้องแต่จะต้องทำในเรื่องการแก้ไขกฎหมายอาญา ต้องระบุให้ชัดว่าการรักษาโรค หรือบุคคลที่สุ่มเสี่ยงต่อชีวิตอยู่แล้วต้องสันนิษฐานว่าไม่ผิดทางอาญา ยกเว้นพิสูจน์ได้ว่าเจตนาหรือประมาทเลินเล่อร้ายแรง โดยนำผู้เชี่ยวชาญทางวิชาชีพมาพิจารณา และไม่ควรนำคดีผู้บริโภคมาใช้ในกรณีการรักษา ส่วนคดีทางแพ่งจะต้องฟ้องหน่วยงาน เมื่อแพ้ ชนะคดีจึงทำความตกลงกับเจ้าหน้าที่

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ควรมีกฎหมายเฉพาะขึ้นมาพิจารณาคดีทางการแพทย์ มีกระบวนการไกล่เกลี่ยที่เหมาะสม ตั้งกองทุนดูแลผู้รับผลกระทบจากการรักษาพยาบาลดูแลทั้งบุคลากรและผู้ป่วย
  ประเด็นที่ 4 เตรียมความพร้อมบุคลากรให้เพียงพอนอกจากดูแลคนไทยแล้วต้องรองรับแรงงานต่างด้าว เมดิคัลฮับและสังคมผู้สูงอายุ
นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจการป้องกันสร้างเสริมสุขภาพมากขึ้น ยกระดับอสม. เพิ่มแพทย์ประจำรพ.สต. เพื่อสร้างบุคลากรไปดูแลประชาชนก่อนเข้าโรงพยาบาลให้ได้มากที่สุด

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ปฏิรูปอุดมศึกษาสร้างคนสร้างบุคลากรด้านนี้ ส่วนเมดิคัลฮับเป็นการสร้างรายได้แต่จะต้องลงทุนการผลิตบุคลากร อุปกรณ์ เทคโนโลยีต่างๆ อย่างเพียงพอเพราะถือเป็นโอกาสดีที่คนในภูมิภาคจะเชื่อมั่นและมารับบริการที่ประเทศไทย ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น เทเลเมดิซีนต่างๆ
นพ.สุรวิทย์ กล่าวว่า วางแผนการผลิตแพทย์ พยาบาล บุคลากรอื่นๆ เพิ่ม โดยสมารถเพิ่มงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศได้อีกถึง 6% ของจีดีพีตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก เพราะปัจจุบันใช้เพียง 4.9% ส่วนแรงงานต่างด้าวต้องมี อสม.ต่างด้าวคอยดูแล ประสานกับเจ้าหน้าที่ในการเข้ารับการรักษาที่สมควร การส่งเสริมเมดิคัลฮับต้องอยู่ภายใต้การ ควบคุม มีแผนชัดเจนว่านำบุคลากรจากที่ไหน และโรงพยาบาลเอกชนต้องมีส่วนช่วยภาคราชการ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะต้องนำข้อมูลขนาดใหญ่มากรองเพื่อดูภาพรวมของการขาดแคลนบุคลากรและการกระจายตัวที่ไม่เหมาะสม เพื่อวางแผนผลิตและกระจายบุคลากรให้เป็นตามเป้าหมายและต้องปรับระบบให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละวิชาชีพ เช่น แพทย์แม้อยู่พื้นที่ไกลก็ต้องได้สิทธิเรียนต่อเฉพาะทาง หรือพยาบาลต้องมีสิทธิประโยชน์จูงใจในการอยู่ในพื้นที่ที่ขาดแคลน ส่วนเมดิคัลฮับ ไม่เห็นด้วยหากรัฐจะต้องใช้ทรัพยากรในการส่งเสริม แต่หากเป็นการเติบโตเองตามธรรมชาตินั้นไม่ได้ขัดขวาง แต่จะต้องมองถึงการลดแรงกดดันต่อภาครัฐ เช่น ให้บุคลากรต่างชาติเข้ามารักษาต่างชาติ หรือภาคเอกชนต้องนำกำไรมาช่วยผลิตกำลังคนและกระจายบุคลากร เป็นต้น
 พล.ท.อนุมนตรี กล่าวว่า ต้องทำให้ รพ.สต.มีศักยภาพรักษาเบื้องต้นได้มากพอสมควร ไม่ต้องส่งต่อ อีกทั้งส่งเสริมให้คนในท้องถิ่นมีทุนการศึกษามีโควตาพิเศษเรียนแพทย์และพยาบาลมากขึ้นแล้วกลับไปทำงานตามถิ่นฐาน
 นพ.เรวัต กล่าวว่า สังคมสูงอายุ แรงงานต่างด้าว เมดิคัลฮับต้องเพิ่มบุคลากรทั้งสิ้น สิ่งที่ตอบโจทย์คือการนำเทคโนโลยี โดยเฉพาะเอไอเข้ามาช่วยทำงานในด้านต่างๆ ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ การผ่าตัด การถ่ายภาพรังสี และงานเอกสาร เป็นต้น

 นโยบายบุคลากรในวิชาชีพสุขภาพเพื่อผู้ป่วย
พรรคชาติพัฒนา
-มินิสปอร์ตคอมเพล็กซ์ มินิฟิตเนสเซ็นเตอร์ทุกหมู่บ้าน
-จัดกำลังคนลง รพ.สต.
-บรรจุพยาบาลเป็นข้าราชการทุกคน
-สนับสนุนร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับผลกระทบจากการบริการ
-ภาครัฐควรซื้อประกันความรับผิดชอบผู้ประกอบวิชาชีพต่อบุคคลอื่นเหมือนโรงพยาบาลเอกชน

  พรรคประชาธิปัตย์
-นำเทคโนโลยี-บิ๊กดาต้ามาใช้ ลดภาระบุคลากรที่ไม่จำเป็น
-ยกระดับ รพ.สต.
– เสริมศักยภาพ อสม.
-บรรจุพยาบาลเป็นข้าราชการ
-แยกกฎหมายคดีทางการแพทย์เฉพาะ
-แก้ไขกฎหมายอาญา ต้องระบุให้ชัดว่าการรักษาโรค ไม่ผิดทางอาญา ยกเว้นเจตนาหรือประมาทเลินเล่อร้ายแรง

   พรรคพลังประชารัฐ
-ยกระดับอสม.เป็นนักบริบาลชุมชน
-หมอถึงบ้านพยาบาลถึงเรือน 6,500 ทีม
-คลินิกหมอครอบครัว
– ปฏิรูป 3 กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐให้สอดรับกัน
-เพิ่มอัตราบุคลากรด้านสาธารณสุข
-ควรมีกฎหมายเฉพาะขึ้นมาพิจารณาคดีทางการแพทย์
-ตั้งกองทุนดูแลผู้รับผลกระทบจากการรักษาพยาบาลดูแลทั้งบุคลากรและผู้ป่วย

  พรรคเพื่อไทย
-ส่งเสริมให้คนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี
-นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วย
-สธ.แยกออกจากก.พ.
-แยกคดีทางการแพทย์ควรแยกออกจากคดีอาญาและคดีผู้บริโภค

     พรรคภูมิใจไทย
-ยกระดับอสม.ให้สามารถดูแลประชาชนเบื้องต้น
-เพิ่มแพทย์ไปประจำ รพ.สต.
-ยกระดับพยาบาลลูกจ้างชั่วคราวเป็นพนักงานของรัฐ
-สำนักงานอัยการเป็นองค์กรกลางในการไปคุยกับผู้ฟ้องร้องคดีทางการแพทย์

  พรรคเสรีรวมไทย
– ใช้เทคโนโลยีนัดหมายติดตามรักษา ใช้เอไอทำแทนลดภาระงาน
-แยกสธ.ออกออกจากก.พ.
-ผลักดันร่างพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์

นโยบายการศึกษาเหล้าเก่าในขวดใหม่แนะถอดรหัสงบประมาณ-ทำได้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/365532

นโยบายการศึกษาเหล้าเก่าในขวดใหม่แนะถอดรหัสงบประมาณ-ทำได้จริง

การศึกษา

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

“การศึกษา” ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาคน ซึ่งทุกพรรคการเมืองไม่ว่าจะเก่าใหม่ต่างนำเสนอนโยบายต่อยอดนโยบายการศึกษาจากที่พรรคเคยนำเสนอ หรือเคยเป็นรัฐบาลมาก่อน  แต่ในเรื่องการปฏิรูปการศึกษา-ระบบการสอบซึ่งเป็น “หัวใจหลัก” เกี่ยวกับการศึกษาในอนาคตกลับไม่มีการนำเสนอ รวมทั้งบางเรื่องอาจจะเกินจริง และทำได้ยาก

  กระจายเงินอุดหนุนรายหัวใหม่
รศ.ดร.เมธินี วงศ์วานิช รัมภกาภรณ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่า พรรคการเมืองมีนโยบายการศึกษาใกล้เคียงกันตั้งแต่การให้เงินแม่ตั้งแต่ลูกอยู่ในครรภ์และเกิดมาก็ได้รับเงินสนับสนุน ซึ่ง 5 พรรคใหญ่นั้นปชป.เป็นพรรคแรกที่มีการเสนอนโยบายการศึกษา และชูประเด็นเกิดปั๊บรับแสน หลังจากนั้นพรรคอื่นๆ ก็ได้ออกนโยบายการศึกษาใกล้เคียงกัน นั่นคือทุกพรรคมีนโยบายเรียนฟรีให้แต่ละกลุ่ม เช่น พรรคปชป.ให้เรียนฟรี 15 ปีและเรียนฟรีเด็กปวส. ขณะที่พท.ให้เรียนฟรี 15 ปีแก่เด็กออกกลางคันที่ยากจน และเรียนฟรีต้องฟรีจริงซึ่งต้องไปถอดรหัสให้ได้ว่าฟรีจริงฟรีอย่างไร และชพท.เรียนฟรีสำหรับลูกเกษตรกร เป็นต้น นอกจากนั้นทุกพรรคนำเสนอการปรับหลักสูตรทันสมัย ตอบโจทย์อนาคต เหมาะสมแต่ละช่วงชั้น ผู้เรียนทุกด้าน

รศ.ดร.เมธินี กล่าวต่อว่า ทรัพยากรการศึกษามีเรื่องบุคลากร งบประมาณ สื่อการเรียนการสอน การบริหารจัดการ แหล่งเรียนรู้อื่นๆ แต่ละพรรคการเมืองมีนโยบายส่งเสริมทุกเรื่องคล้ายกันไปหมด และทุกพรรคต่างใช้งบในการบริหารจัดการ ซึ่งการจะทำให้งบการศึกษาเกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลต้องกระจายเงินอุดหนุนรายหัวใหม่ไม่ใช่ให้ทุกคนเท่ากันหมด เพราะเงินอุดหนุนรายหัวส่งผลต่อจำนวนนักเรียนในห้องเรียน ทั้งที่ทั่วโลกพบว่า ห้องเรียนที่เหมาะสมต้องมีนักเรียน 25 คนต่อห้อง แต่ไทยเมื่อการจัดห้องเรียนเป็นไปตามการอุดหนุนรายหัวทำให้ห้องเรียนไทยมีนักเรียนจำนวนมาก เพราะต้องนำงบรายหัวมาใช้ในการบริหารโรงเรียนรวมถึงต้องพัฒนาครูให้มีประสิทธิภาพจัดการเรียนการสอนแตกต่างกัน

“ไม่ว่าพรรคไหนเข้ามาเป็นพรรคการเมืองหากมีงบในการบริหารงานตามนโยบายที่วางไว้ก็สามารถทำได้จริง ดังนั้น ประชาชนจะเลือกพรรคไหนควรศึกษาวิธีการบริหารจัดการเงินของแต่ละพรรคการเมืองที่จะนำมาใช้ เพราะนโยบายใครๆ ก็พูดได้ และต้องดูข้อมูลข้อเท็จจริงจากหลายๆ ที่ เพื่อนำมาเปรียบเทียบว่าเงินและนโยบายมีความเป็นไปได้ จุดแข็งจุดอ่อนของการศึกษาเป็นเช่นใด อาทิ พรรคปชป. เน้นผู้เรียน พท.เน้นบริหารจัดการทรัพยากร เทคโนโลยี พปชร.เน้นความร่วมมือระหว่างรัฐและประชาชน อนค.เน้นความทันสมัย มองเด็กเยาวชน และชพท.เน้นลูกหลานการเกษตร เป็นต้น” รศ.ดร.เมธินี กล่าว

       ไม่มีพรรคไหนเสนอ“ปฏิรูปการศึกษา”
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ภาพรวมนโยบายการศึกษาของพรรคการเมืองต่างๆ ที่นำเสนออยู่ในขณะนี้ พบว่าแต่ละพรรคการเมืองจะนำเสนอเรื่องการศึกษาแต่ละเรื่องแต่ละประเด็นแล้วแต่ว่าพรรคการเมืองไหนสนใจเรื่องใด และส่วนใหญ่เป็นการต่อยอดนโยบายการศึกษาจากที่พรรคเคยนำเสนอ หรือเคยเป็นรัฐบาลมาก่อน เช่น กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา การศึกษาเด็กเล็ก เป็นต้น

แต่ในเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างมากที่พรรคการเมืองต้องนำเสนอในเรื่องนี้ว่าจะมีแนวทางในการดำเนินการ ผลักดัน หรือเป็นนโยบายที่มาจากการวิจัย การศึกษาอย่างละเอียด กลับไม่เห็นพรรคการเมืองใดนำเสนอในเรื่องดังกล่าว ซึ่งเข้าใจได้ว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องยากและเห็นผลงานช้า จึงทำให้ไม่มีพรรคการเมืองใดระบุว่าจะปฏิรูปการศึกษาของประเทศไปในทิศทางใด หรือนำเสนอนโยบายด้านนี้

ขณะเดียวกันหลายพรรคการเมืองมุ่งหาเสียงจากคนรุ่นใหม่ พยายามนำเสนอนโยบายเพื่อคนรุ่นใหม่ ทั้งด้านเทคโนโลยี จบแล้วมีงานทำ มีเงินอุดหนุน แต่กลับ ไม่มีพรรคการเมืองใดชูเรื่องการปฏิรูปการอุดมศึกษา อาชีวศึกษา เรื่องระบบการสอบ ทั้งที่เรื่องเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับคนรุ่นใหม่และระบบการศึกษาในอนาคตจะเป็นอย่างไร นอกจากนั้นยังมีพรรคการเมืองอีกกลุ่มที่นำเสนอนโยบายการศึกษาที่เกินจริงและทำได้ยาก ซึ่งจะยิ่งทำให้การศึกษาของชาติไม่ตรงกับข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้น

ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวต่อไปว่าจนถึงตอนนี้โดยส่วนตัวยัง อยากเห็นนโยบายการศึกษาที่เป็นรูปธรรม ทำได้จริง และนำเสนออย่างจริงใจ ทั้งเรื่องระบบการสอบ การวัดและประเมิน รวมถึงนโยบายที่จะชี้ชัดว่าจะทำอย่างไรให้เด็กไทยในอนาคตมีการศึกษาที่ดี เรียนอย่างมีความสุข มีงานทำ โดยนำเสนออย่างเป็นรูปธรรมที่เป็นความหวังที่พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถจับต้องได้

รวมทั้งอยากให้ทุกพรรคชูตัวบุคคลที่วางตัวไว้ว่าจะให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะเข้ามาปฏิรูปการศึกษา รวมไปถึงทีมงานด้านการศึกษาด้วย เพราะขณะนี้ยังไม่มีนโยบายการศึกษาใดชัดเจน และเมื่อไม่ชัดเจน ทำจริงได้ก็เป็นไปได้ยาก

“นโยบายด้านการศึกษาของแต่ละพรรคไม่โดดเด่นและชัดเจนเท่ากับนโยบายด้านอื่นๆ โดยทุกพรรคเน้นเรื่องสวัสดิการ ประชานิยม ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลไหนเป็นพรรคการเมืองก็มองว่าการศึกษาคงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ดังนั้นประชาชนควรพิจารณานโยบายด้านต่างๆ ให้ละเอียด และต้องดูว่าเป็นไปได้จริงหรือไม่ ก่อนจะเลือกลงคะแนน” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

     ส่องนโยบายการศึกษา 5 พรรคใหญ่
1.พรรคประชาธิปัตย์

-เกิดปั๊บรับเงินแสน
-กระจายอำนาจให้โรงเรียน
-เด็กทุกคนพูดอังกฤษได้
-ปรับหลักสูตรเพื่อโลกอนาคต
-เรียนฟรีถึงปวส.
-จบแล้วมีงานทำ
-กองทุน Smart Education

     2.พรรคเพื่อไทย
-เพิ่มงบศึกษาปฐมวัย (เงินเด็กเล็กยากจน>1,000 บ.)
-อัพศูนย์เด็กเล็กอัจฉริยะ 20,000 แห่ง
-เด็กสื่อสารได้ 3 ภาษา ไทย อังกฤษ จีน
-One-Laptop-per Child
-เรียนฟรี 15 ปีเด็กออกกลางคันยากจน
-กองทุนกู้ยืม “เรียนก่อนผ่อนทีหลัง”

      3.พรรคพลังประชารัฐ
-หลักประกันการศึกษาทั่วหน้า “บวร”
-ชุมชนดูแลระบบการศึกษา
-สร้างความร่วมมือรัฐประชาชน
-ดึงมหาวิทยาลัยเข้ามาเป็นพี่เลี้ยง
-ให้ความรู้เด็กผญ.ตั้งครรภ์ก่อนแต่ง
-เน้นแก้ปัญหานักศึกษาค้างชำระหนี้ กยศ.

  4.พรรคอนาคตใหม่
-เงินอุดหนุนเยาวชนอายุ 18-22 ปี 2,000 บาทต่อเดือน
-อัพคุณภาพห้องเรียน 17,000 แห่งทั่วประเทศ
-ไวไฟฟรี
-สวัสดิการอาหารกลางวันฟรีอนุบาล-ม.ปลาย
-คืนครูให้นักเรียน
-ปรับหลักสูตรประถม สร้างทักษะชีวิต
-ปรับหลักสูตรมัธยม ทักษะอาชีพ
-ผู้เรียน ผู้ปกครอง ชุมชน ร่วมออกแบบหลักสูตร
-หนุนเด็กฝึกงานตั้งแต่ม.ต้น

 5.พรรคชาติไทยพัฒนา
-ลูกหลานเกษตรกรเรียนฟรีถึงป.ตรี
-จัดการเรียนฟรีระดับศึกษาขั้นพื้นฐาน
-กระจายงบอำนาจสู่ชุมชน บริหารจัดการหลักสูตร งบการศึกษา
-นำเทคโนโลยีใช้จัดการเรียนการสอน
-หารัฐมนตรีคนกลาง
-กระทรวงศึกษาธิการแยกออกจากการเมือง

กอปศ.แจงใช้”ครูใหญ่”ก.ม.ไม่บังคับเจตนาทำให้ครู-ผู้บริหารดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/365401

กอปศ.แจงใช้”ครูใหญ่”ก.ม.ไม่บังคับเจตนาทำให้ครู-ผู้บริหารดีขึ

กอปศ,ครูใหญ่,รศนพจิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์

โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร  qualitylife4444@gmail.com

กอปศ.แจงร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…กรณีใช้ “ครูใหญ่” แทน “ผู้บริหารสถานศึกษา” ย้ำเจตนารมณ์ทางกฎหมาย ไม่ได้บังคับเปลี่ยนชื่อตำแหน่ง เป็นการตั้งใจทำให้ครูดีขึ้น เน้นความเป็นครู เพิ่มอำนาจผู้บริหารสถานศึกษา ดูรายละเอียดวิชาการ ไม่ใช่ทำหน้าที่บริหารอย่างเดียว ส่วนจะใช้ครูใหญ่ ผู้บริหารสถานศึกษาแล้วแต่กฎหมายรอง ขณะที่ การใช้ “ใบรับรองความเป็นครู” แทน “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” ให้ความสำคัญกับครูมากเป็นพิเศษ แต่จะเรียกแบบไหนขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) กล่าวภายหลังการประชุม กอปศ.ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาข้อคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… โดยได้กำหนดนิยามคำว่า “ครูใหญ่” แทนคำว่า “ผู้อำนวยการสถานศึกษา” ว่าที่ประชุมเห็นตรงกันว่าการกำหนดนิยามดังกล่าวนั้น เป็นความตั้งใจทำให้ครูดีขึ้น โดยเน้นเรื่องความเป็นครู และให้ผู้บริหารสถานศึกษามีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงผู้บริหารสถานศึกษาเท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้ดูแลในเรื่องวิชาการและเรื่องอื่นๆ ร่วมด้วย เพราะขณะนี้ผู้บริหารสถานศึกษาเหมือนกับผู้บริหารอื่นๆ ที่เป็นแบบธุรกิจ และไม่ได้ดูรายละเอียดในเรื่องเนื้อหาวิชาการ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ผู้บริหารสถานศึกษาต้องดูแลในเรื่องนี้ เพื่อให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้น เป็นการขยายอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา

กอปศ.แจงใช้"ครูใหญ่"ก.ม.ไม่บังคับเจตนาทำให้ครู-ผู้บริหารดีขึ

ดังนั้น การกำหนดนิยามดังกล่าวไม่ได้ทำให้ครู ผู้อำนวยการ หรือผู้บริหารสถานศึกษามีฐานะลดลง แต่จะทำให้ครู และผู้บริหารดีขึ้น รายละเอียดต่างๆ จะมีการกำหนดในกฎหมายลำดับรองต่อไป ส่วนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… จะประกาศใช้ในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับรัฐบาล

   “ครูใหญ่”ก.ม.ไม่ได้บังคับ
รศ.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ ประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจศึกษาแนวทางการจัดทำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ กล่าวว่า ร่าง พ.รบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา การใช้คำว่าครูใหญ่ เมื่อวิเคราะห์เจตนารมณ์ เชื่อว่าการใช้คำดังกล่าว เป็นคำศัพท์ทั่วไป และตามร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… มาตรา 39 วรรคสาม ได้ระบุไว้ว่า คำว่าครูใหญ่ หรือผู้ช่วยครูใหญ่ ถ้าจะใช้คำอื่นสามารถกระทำได้ตามกฎหมายที่เกี่ยวกับผู้บริหารสถานศึกษาจะกำหนด กฎหมายไม่ได้บังคับว่าผู้บริหารสถานศึกษา ต้องใช้ชื่อว่า ครูใหญ่ คือไม่ใช่ชื่อตำแหน่ง กฎหมายเป็นเพียงให้แนวทางว่า ผู้ที่เป็นผู้นำ หรือเป็นผู้บริหารสถานศึกษา ควรที่จะต้องเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการกระทำเรื่องอะไรบ้าง การใช้คำศัพท์ว่าครูใหญ่ อยากให้สบายใจ

กอปศ.แจงใช้"ครูใหญ่"ก.ม.ไม่บังคับเจตนาทำให้ครู-ผู้บริหารดีขึ

อีกทั้ง ในบทเฉพาะกาลของกฎหมาย ได้มีการกำหนดความคุ้มครองสิทธิของบุคลากรที่เป็นผู้บริหารของสถานศึกษาที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนต่างๆ อยู่แล้ว รวมทั้งไม่ได้มีการบังคับว่าต้องเปลี่ยนชื่อจากผู้บริหารสถานศึกษามาเป็นครูใหญ่ จึงไม่ได้แปลว่าเมื่อร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… นี้ผ่านแล้ว คนที่ใช้ป้ายชื่อผู้บริหารสถานศึกษาต้องมาเปลี่ยนเป็นครูใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เพราะชื่อตำแหน่งดังกล่าว เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยกาลนั้นเฉพาะ ไม่ใช่ตามร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…

รศ.นพ.จิรุตม์ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกานั้น มีทั้งหมด 3 ขั้นตอน หรือ 3 วาระ คือ วาระที่ 1 คณะกรรมการกฤษฎีกา ต้องนำร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วนำมาพิจารณาก่อนปรับเปลี่ยนเข้าสู่วาระที่ 2 ซึ่งในวาระที่ 2 นี้ จะมีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าง กอปศ. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มารับฟังและให้ความคิดเห็น ก่อนจะเข้าสู่วาระที่ 3 พิจารณาและเปิดรับฟังความคิดเห็น หากมีความเห็นต่าง ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาก็จะรวบรวมและนำเสนอ ครม. เพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป

กอปศ.แจงใช้"ครูใหญ่"ก.ม.ไม่บังคับเจตนาทำให้ครู-ผู้บริหารดีขึ

รศ.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์

อย่างไรก็ตาม ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… ถือเป็นรัฐธรรมนูญทางการศึกษา เป็นหลักการและแนวทางในการจัดการศึกษา ไม่ได้เป็นเรื่องชื่อตำแหน่ง ส่วนชื่อเรียกหรือกลไกจริงๆ ที่จะเกิดขึ้น ถ้าในเรื่องที่กฎหมายระบุไว้ว่าเป็นไปตามกฎหมายลำดับรอง ก็ต้องไปปรับปรุงสาระต่อไป หรือต้องดำรงไว้ชื่อแบบเดิมก็สามารถไปหารือกันในขณะนั้นได้ โดยหลังจากนี้คงต้องเป็นไปตามคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าจะพิจารณาเช่นใด ดังนั้น อยากให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าใจเรื่องนี้ เจตนารมณ์ทั้งหมดเป็นไปเพื่อการพัฒนาครู

    ให้ความสำคัญใบรับรองความเป็นครู
รศ.นพ.จิรุตม์ กล่าวต่อว่า ส่วนอีกประเด็นที่มีข้อวิตกกังวล คือ เรื่องใบรับรองความเป็นครู โดยบางท่านอาจมีความเข้าใจกับคำพูดที่นำไปใช้ในวิธีการทำงานว่าการให้ใบรับรองความเป็นครู คือ เป็นใครก็ได้ที่ถูกเชิญมาเป็นผู้สอนแล้วจะได้ใบรับรองความเป็นครู ทั้งที่ใบรับรองความเป็นครูดังกล่าวตามข้อบัญญัติที่อยู่ในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… และทางคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ปรับเปลี่ยนคำพูดนั้น ไม่ได้หมายถึงในรูปแบบดังกล่าว แต่ใบรับรองความเป็นครู จะเป็นการให้ความสำคัญกับความเป็นครูตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญเรื่องนี้ไว้ และให้ความสำคัญกับครูมากเป็นพิเศษ เป็นบุคคลที่มีคุณลักษณะเฉพาะ ตามที่กฎหมายกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติม เป็นการยกระดับเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นครูมากขึ้น ไม่ใช่เป็นการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพทั่วไป

      ก.ม.ลำดับรองกำหนดรายละเอียด
“ในทางปฏิบัติ ถ้าจะมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพครูโดยเฉพาะ หรือกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องของครุสภา การจะนำใบรับรองความเป็นครู ตามเจตนารมณ์ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… ไปปรับใช้ หรือจะใช้ชื่อเรียกอย่างไร สุดท้ายจะอยู่ในขณะนั้นเป็นสำคัญ ใบรับรองความเป็นครูในกฎหมายเฉพาะนี้ ไม่ได้ทำให้ความเป็นครูด้อยลงไป ส่วนความแตกต่างระหว่างการใช้คำว่าครูใหญ่ แทนผู้บริหารสถานศึกษา และการใช้ใบรับรองความเป็นครู แทนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จะแตกต่างกันอย่างไรนั้น ต้องไปดูในรายละเอียดของกฎหมายลำดับรอง ซึ่งใน 2 ประเด็นดังกล่าว ต้องมีกฎหมาย 2 ฉบับที่ต้องดำเนินการในรายละเอียด คือ กฎหมายว่าด้วยวิชาชีพ คือ สภาครู หรือครุสภา กับกฎหมายระเบียบข้าราชครู และบุคลากรทางการศึกษา ว่าจะกำหนดรายละเอียดเช่นใด” รศ.นพ.จิรุตม์ กล่าว

รศ.นพ.จิรุตม์ กล่าวอีกว่า นอกจากนั้น การใช้ใบรับรองความเป็นครู แทนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูนั้น โดยหลักแล้วเรื่องที่มีเกี่ยวข้องกับบุคลากรมากๆ จะทำให้เกิดความกังวล ซึ่งอยากให้เข้าใจธรรมชาติของกฎหมาย รวมถึงสิ่งที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้บรรจุไว้เป็นสาระ มีบทบัญญัติในการคุ้มครองสิทธิของบุคลากรที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูอยู่แล้ว ไม่ได้ทำให้สถานะด้อยลง เช่นเดียวกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้งเรื่องของเงินเดือน เงินวิทยฐานะต่างๆ ทางกฎหมายได้มีบทบัญญัติคุ้มครองไว้อยู่แล้ว อยากให้ครูสบายใจ ไม่ต้องกังวล

      สมาพันธ์ครูจังหวัดชัยภูมิค้าน3ประเด็น
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา นายณรงค์ฤทธิ์ ดอนศรี ประธานสมาพันธ์ครูจังหวัดชัยภูมิ พร้อมด้วย นายสานิตย์ พลศรี นายกสมาคมครูชนบทจังหวัดชัยภูมิ และตัวแทนเครือข่ายครู จ.ชัยภูมิ ร่วมกันอ่านคำแถลงการณ์ สมาพันธ์สมาคมครูชัยภูมิ ฉบับที่ 1/2562 เรื่องไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ว่าสมาพันธ์สมาคมครูชัยภูมิ องค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพิทักษ์สิทธิ์ และส่งเสริมขวัญกำลังใจของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดจังหวัดชัยภูมิ ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… เกี่ยวกับการที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) และคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ โดยได้กำหนดนิยามคำว่า “ครูใหญ่” แทนคำว่า “ผู้อำนวยการสถานศึกษา” และกำหนดให้มี “ใบรับรองความเป็นครู” แทนคำว่า “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” ซึ่งมีมติในคราวประชุมสมาคม ครั้งที่ 1/2562 (28 ก.พ.2562) มีความเห็นร่วมกันดังนี้

1.การเปลี่ยนชื่อเรียกตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา เป็น ครูใหญ่ เป็นคำที่ไม่สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ ซึ่งที่ผ่านมา ผู้อำนวยการสถานศึกษาได้ทำหน้าที่พัฒนาคุณภาพวิชาการ บริหารกิจการของสถานศึกษา ประสานงานและระดมทรัพยากรต่างๆ จึงไม่มีความจำเป็นและไม่เห็นประโยชน์ที่จะเปลี่ยนไปใช้คำว่า “ครูใหญ่” ซึ่งตัดทอนขวัญและกำลังใจในการทำงาน เกิดความไม่ภาคภูมิใจในวิชาชีพ

2.การเปลี่ยนจากการใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ไปเป็น ใบรับรองความเป็นครู เป็นการบั่นทอนความรู้สึกภาคภูมิใจในวิชาชีพ เนื่องจากคำว่า วิชาชีพครู เป็นวิชาชีพชั้นสูง มีมาตรฐานวิชาชีพไม่ต่างจากการประกอบวิชาชีพชั้นสูงอื่นๆ ซึ่งสมาพันธ์สมาคมครูชัยภูมิเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีและน่าเชื่อถืออยู่แล้ว

และ 3.ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มีหลายมาตราที่ขาดความชัดเจนคลุมเครือ ส่อว่าจะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติหากเป็นกฎหมายและมีผลบังคับใช้ เนื่องจากไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ครูไม่มีส่วนร่วมในการจัดทำร่าง ไม่ผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์ที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ ให้ทุกภาคส่วนได้ยอมรับ ขอได้โปรดให้ยุติการพิจารณาร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… จนกว่าจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม สมาพันธ์สมาคมครูชัยภูมิ พร้อมกับเครือข่ายทุกจังหวัดทั่วทั้งประเทศ จะร่วมกันเรียกร้องคัดค้านให้ถึงที่สุดต่อไป