หาชมยาก อังกฤษเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่10ที่โรงเรียนคิงสมีด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588301

  • วันที่ 06 พ.ค. 2562 เวลา 12:19 น.

หาชมยาก อังกฤษเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่10ที่โรงเรียนคิงสมีด

เผยพระบรมฉายาลักษณ์ที่หาชมได้ยากจากโรงเรียนคิงสมีด และภาพฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ทรงวาดภาพล้อพระอาจารย์ของโรงเรียนแห่งแรกที่ทรงศึกษาในสหราชอาณาจักร

เนื่องในวโรกาสงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เฟซบุคสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยได้อัญเชิญภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปศึกษา ณ โรงเรียนคิงสมีด แคว้นซัสเซกส์ สหราชอาณาจักร พร้อมกับข้อความถวายพระพรชัยมงคลว่า “เนื่องในโอกาส #พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ขอพระองค์ทรงพระเจริญ (พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ โรงเรียนคิงสมีด แคว้นซัสเซกส์ สหราชอาณาจักร”

ภาพจาก สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย

โพสต์ทูเดย์ได้ทำการค้นคว้าเพิ่มเติม ได้ข้อมูลว่าโรงเรียนคิงสมีด เป็นสถานศึกษาแห่งแรกที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปศึกษาต่อ ณ สหราชอาณาจักร โรงเรียนแห่งนี้ก่อตั้งในปี 1914 เป็นโรงเรียนประจำชาย รองรับนักเรียนได้ 60 คน อายุระหว่าง 8 – 14 ปี ปัจจุบันไม่ได้ดำเนินการสอนแล้ว และคงเหลือโบสถ์น้อยประจำโรงเรียนเป็นอนุสรณ์

ภาพจาก สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย

สำหรับเกียรติประวัติสำคัญในสมุดเยี่ยมของโรงเรียนได้บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 และสมเด็จพระราชินีแมรี แห่งบริเตนใหญ่ เสด็จเยือนโรงเรียนแห่งนี้เมื่อปี 1935 และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จเยือนเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 1966

นอกจากนี้ ในเว็บไซต์ของโรงเรียน ยังเผยแพร่ภาพฝีพระหัตถ์ของในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ทรงวาดภาพล้ออาจารย์ใหญ่ของโรงเรียน 2 ท่าน คือ EPG Barrett และ MPR Rawlins นับเป็นภาพที่หาชมได้ยากยิ่ง

ภาพจาก http://www.kingsmeadschool.co.uk/misc/mahidol.htm

ทั้งนี้ เว็บไซต์ของโรงเรียนคิงสมีด ยังได้รวบรวมและเก็บรักษาคลิปข่าวเกี่ยวการเสด็จพระราชดำเนินมายังโรงเรียนด้วย โดยเป็นรายงานข่าวของสื่อในประเทศอังกฤษ ซึ่งระบุว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จเยือนโรงเรียนแห่งนี้เป็นการส่วนพระองค์ พร้อมด้วยทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังดำรงรงพระอิสริยยศเดิม

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงศึกษาระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนคิงส์มีด เทศมณฑลซัสเซกซ์ และศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมิลฟีลด์ เทศมณฑลซัมเมอร์เซต ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ พ.ศ. 2509 จนถึง พ.ศ. 2513  โดยในระหว่างที่ทรงศึกษาในประเทศอังกฤษ พระองค์ได้เคยให้สัมภาษณ์ว่า ทรงทำทุกอย่างด้วยพระองค์เอง ไม่ว่าจะเป็นการซักฉลองพระองค์ หรือขัดรองพระบาท โดยไม่มีบุคคลอื่นให้ความช่วยเหลือ เฉกเช่นสามัญชนทั่วไป

http://www.kingsmeadschool.co.uk

http://www.kingsmeadschool.co.uk

http://www.kingsmeadschool.co.uk

นอกจากสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรแล้ว รัฐบาลและสถานทูตของประเทศต่างๆ ประจำประเทศไทย ยังร่วมถวายพระพรในวโรกาสสำคัญยิ่ง ดังนี้

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย โพสต์ถวายพระพรในเฟซบุ๊คว่า “เจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันและชาวไทยของหน่วยงานสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย ร่วมกับประชาชนชาวไทยขอพระราชทานพระราชวโรกาสกราบบังคมทูลพระกรุณาแสดงความยินดีแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันและชาวไทยของหน่วยงานสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย ขอถวายพระพรชัยมงคล ขอพระองค์ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจสฤษดิ์ดังพระราชประสงค์ และสถิตเสถียรจำรูญจรัสในสิริราชสมบัติ การที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงานนิทรรศการ “ของขวัญแห่งมิตรภาพ” เมื่อปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพอันมั่นคงแข็งแกร่งระหว่างสหรัฐอเมริกาและราชอาณาจักรไทยตลอดระยะเวลา ๒๐๐ ปี สหรัฐอเมริกาจะยังคงมุ่งมั่นที่จะกระชับพันธไมตรีของสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองของประชาชนของเราสองประเทศสืบไป”

สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย โพสต์ถวายพระพรในเฟซบุ๊คว่า “สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยขอพระราชทานกราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประเทศฝรั่งเศสยึดมั่นในความสัมพันธ์ฉันมิตรกับประเทศไทยซึ่งย้อนกลับไปตั้งแต่สยามส่งคณะราชทูตชุดแรกไปยังฝรั่งเศสเมื่อพุทธศักราช 2229 ประเทศฝรั่งเศสเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์แห่งความไว้วางใจดังกล่าวจะดำเนินต่อไปและมีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในรัชสมัยของพระองค์”

ในการนี้สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน ได้แสดงความยินดีที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ของไทย ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการ ความว่า ในนามของรัฐบาลจีนและประชาชน พร้อมด้วยในนามของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ขอแสดงความยินดีอย่างจริงใจและความปรารถนาดียิ่งต่อองค์พระกษัตริย์ของไทยและปวงชนชาวไทย

ข้อความของสีจิ้นผิงระบุว่า พระองค์ทรงเป็นมิตรสหายเก่าของชาวจีน ทั้งยังทรงมีส่วนร่วมและสนับสนุนมิตรภาพระหว่างสองประเทศให้ยืนยาวมาช้านาน และกล่าวว่า “ผมให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทย และพร้อมจะร่วมมือกับท่านในการสานต่อสัมพันธ์จีน-ไทยที่มีมาแต่เดิม กระชับความร่วมมือในการสร้างแผนริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” และผลักดันความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมระหว่างสองประเทศ เพื่อก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น” สีจิ้นผิงกล่าว และท้ายที่สุดประธานาธิบดีของจีนยังได้กล่าวแสดงความประสงค์ ขอให้ราชอาณาจักรไทยเจริญรุ่งเรืองและเฟื่องฟู ทั้งยังขอให้ประชาชนชาวไทยมีทั้งความสุขและสุขภาพพลานามัยที่ดีด้วย

อียิปต์พบสุสานโบราณ 4,500 ปีโลงไม้สียังใหม่เอี่ยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588275

  • วันที่ 06 พ.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

อียิปต์พบสุสานโบราณ 4,500 ปีโลงไม้สียังใหม่เอี่ยม

กระทรวงโบราณคดีของอียิปต์ เปิดเผยการค้นพบสุสานโบราณอายุ 4,500 ปีใกล้กับพีระมิดแห่งกีซา ในสุสานพบโลงศพไม้ที่มีสีสันยังสดใหม่ และรูปสลักหินปูนอายุย้อนหลังไปถึงอาณาจักรเก่า

สุสานดังกล่าวตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของที่ราบสูงกีซ่า ประกอบด้วยหลุมฝังศพและอุโมงค์ฝังศพจากช่วงเวลาต่างๆ แต่ที่เก่าแก่ที่สุดคือหลุมฝังศพก่อขึ้นจากหินปูนของครอบครัวหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ในสมัยราชวงศ์ที่ห้า (ประมาณ 2,500 ปีก่อนคริสตกาล)

กระทรวงโบราณคดีเผยว่าหลุมฝังศพเป็นของคนสองคน คือ Behnui-Ka ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญเพราะมีฐานันดีถึง 7 ฐานันดร เช่น นักบวชและผู้พิพากษา อีกคนคือ Nwi เป็นอัครมหาเสนาบดีและนักบวชผู้ชำระความบริสุทธิ์ให้กับฟาโรห์คาเฟร ซึ่งเป็นฟาโรห์ผู้สร้างพีระมิดแห่งที่ 2 จากทั้งหมด 3 แห่งที่ตั้งอยู่ที่กีซา

ช่างภาพ AFP ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาเก็บภาพสุสาน รายงานว่าภายในมีจารึกบนผนัง โลงศพไม้ทาสีที่ประณีต และประติมากรรมรูปสัตว์และมนุษย์

สำหรับสมัยราชวงศ์ที่ห้า เป็นราชวงศ์ที่จัดอยู่ในกลุ่มอาณาจักรเก่าของอารยธรรมอียิปต์โบราณ เรียกว่าเป็น “ยุคแห่งพีระมิด” หรือ “ยุคแห่งนักสร้างพีระมิด”ฟาโรห์ที่มีพระชนม์ชีพในยุคสมัยนี้มักจะสร้างพีระมิดขนาดใหญ่เอาไว้ เช่นในช่วง 3 รัชกาลแรกคือ ฟาโรห์ยูเซอร์คาฟ (ระหว่าง2494 – 2487ปีก่อนคริสตกาล) ทรงสร้างปิรามิดแห่งยูเซอร์คาฟขึ้นที่ซัคคาราฟาโรห์ซาฮูเร ที่รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่สำคัญที่สุดของอาณาจักรเก่า ทรงสร้างพีระมิดที่อาบูเซอร์ และฟาโรห์เนเฟออิร์คาเรทรงสร้างพีระมิดที่อาบูเซอร์เช่นกัน เป็นต้น

ส่วนฟาโรห์คาเฟรทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ในช่วงราชวงศ์ที่สี่ ขณะที่สุสานของขุนนางของพระองค์ที่เพิ่งถูกค้นพบมีอายุในสมัยราชวงศ์ที่ห้า อย่างไรก็ตามราชวงศ์ที่ห้าแห่งอียิปต์โบราณ มักจะนับรวมกับราชวงศ์ที่สาม, ราชวงศ์ที่สี่ และราชวงศ์ที่หก โดยฟาโรห์คาเฟรมีความสำคัญอย่างมากต่อประวัติศาสตร์และโบราณคดีอียิปต์โบราณ เพราะทรงเป็นผู้สร้างพีระมิดคาเฟร ซึ่งตั้งอยู่เป็นองค์กลางในหมู่มหาพีระมิดทั้ง 3 แห่งกีซา

ด้วยความที่ตั้งอยู่ตรงกลาง ทำให้เมื่อมองด้วยสายตาปกติ พีระมิดคาเฟรดูเหมือนจะมีขนาดใหญ่กว่า พีระมิดคูฟูที่มีขนาดสูงที่สุดในโลก ทั้งที่ในความเป็นจริงพีระมิดคาเฟรมีความสูงน้อยกว่า และมีขนาดฐานแคบกว่า ลักษณะสำคัญอีกอย่างหนึ่งของพีระมิดคาเฟรคือ ส่วนยอดของพีระมิดยังคงมีแผ่นหินปูนขัดมันปิดเป็นผิวชั้นนอกของพีระมิดหลงเหลืออยู่ ส่วนพีระมิดอื่นๆ องค์ประกอบนี้สูญหายหรือถูกรื้อไปใช้งานประเภทอื่นจนหมดสิ้น นับเป็นหลักฐานให้คนรุ่นหลังได้ทราบลักษณะที่แท้จริงของมหาพีระมิด

Photo by MAHMOUD KHALED / AFP

บรูไนยอมถอย ระงับโทษประหารเกย์ด้วยการขว้างหินให้ตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588289

  • วันที่ 06 พ.ค. 2562 เวลา 09:18 น.

บรูไนยอมถอย ระงับโทษประหารเกย์ด้วยการขว้างหินให้ตาย

หลังเผชิญกับการโจมตีจากทั่วโลก รวมถึงกระแสเรียกร้องให้เลิกลงทุนกับกิจการของสุลต่านแห่งบรูไน

สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ ทรงประกาศระงับการลงโทษประหารชีวิตตามหลักกฎหมายอิสลาม อันได้แก่การประหารชีวิตผู้ที่กระทำความผิดในข้อหามีพฤติกรรมรักร่วมเพศและการล่วงประเวณี หลังจากเผชิญกับกระแสโจมตีอย่างรุนแรงจากทั่วโลก โดยทรงชี้ว่าบรูไนไม่ได้ประหารชีวิตนักโทษตามกฎหมายอาญามานานถึง 20 ปีแล้ว จึงจะไม่มีการประหารนักโทษตามหลักกฎหมายอิสลามเช่นกัน

สุลต่านแห่งบรูไนทรงมีพระราชดำรัสผ่านการแพร่ภาพทางโทรทัศน์ โดยตรัสว่า “ข้าพเจ้าทราบว่าเกิดคำถามมากมาย และเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการประใช้ (กฎหมายอาญาอิสลาม) แต่ไม่ควรมีข้อกังวลใดๆ เกี่ยวกับกฎหมายอิสลาม เพราะกฎหมายนี้เปี่ยมไปความกรุณาและพรของพระเจ้า”

องค์สุลต่านตรัสด้วยว่า “ดังที่ปรากฎชัดมานานกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมาว่า ในทางพฤตินัย เราได้ระงับการลงโทษประหารชีวิตสำหรับคดีตามกฎหมายอาญาสามัญ ดังนั้นจะมีการระงับการบังคับใช้โทษประหารเช่นกัน ในกรณีอื่น (ประมวลกฎหมายอาญาอิสลาม) ซึ่งมีช่องทางให้การให้อภัยโทษที่กว้างขวางกว่า”

นอกจากนี้ องค์สุลต่านยังทรงให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้สัตยาบันอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน ซึ่งบรูไนลงนามไว้เมื่อหลายปีก่อน

ทั้งนี้ บรูไนใช้ระบบกฎหมายสองทาง โดยมีศาลกิจการทางโลกควบคู่ไปกับศาลตามหลักอิสลาม หรือศาลชารีอะห์ ซึ่งจะพิพากษาปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักศาสนา เช่นกรณีสมรสและมรดก

นับเป็นครั้งแรกที่สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ ทรงมีพระราชดำรัสต่อสาธารณชนเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญาใหม่ตามหลักกฎหมายอิสลาม นับตั้งแต่มีการบังคับใช้อย่างเต็มที่เมื่อเดือนที่แล้ว โดยเฉพาะการกำหนดโทษประหารผู้มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ ด้วยการขว้างด้วยหินจนเสียชีวิตตามหลักอิสลาม ซึ่งสร้างก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์ในทางลบไปทั่วโลก

เครื่องบินรัสเซียลงจอดฉุกเฉินไฟลุกท่วมดับ 41 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588288

  • วันที่ 06 พ.ค. 2562 เวลา 07:56 น.

เครื่องบินรัสเซียลงจอดฉุกเฉินไฟลุกท่วมดับ 41 ราย

เครื่องบินรัสเซียลงจอดฉุกเฉินหลังขึ้นบินได้ 27 นาที เกิดกระแทกรันเวย์จนไฟลุกท่วม มีผู้เสียชีวิต 41 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 พ.ค.ตามเวลาท้องถิ่นรัสเซียได้เกิดเหตุเครื่องบินโดยสารสายการบิน แอโรฟลอต เที่ยวบินที่ เอสยู1492 ลงจอดฉุกเฉินที่ท่าอากาศยานเชเรเมเตียโว นอกกรุงมอสโคว และได้เกิดเพลิงลุกไหม้หลังจากเครื่องกระแทกรันเวย์ขณะลงจอด

รายงานข่าวระบุว่าเที่ยวบินดังกล่าวกำลังมุ่งหน้าไปเมืองเมอร์มานสค์ แต่หลังจากขึ้นบินไปได้ประมาณ 27 นาที ก็ได้เกิดปัญหาบางอย่างขึ้นภายในห้องโดยสาร ทำให้นักบินต้องแจ้งขอลงจอดฉุกเฉิน

ทางการรัสเซียระบุว่าเหตุการณ์นี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 41 ราย ในจำนวนนี้มีเด็ก 2 ราย โดยบนเครื่องบินมีผู้โดยสารและพนักงานทั้งหมด 78 คน ซึ่งขณะนี้ทางการรัสเซียอยู่ระหว่างสอบสวนสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งมีการปิดให้บริการท่าอากาศยานเชเรเมเตียโวบางส่วน

ภาพ เอเอฟพี

คิมหมดความอดทน สั่งซ้อมยิงขีปนาวุธยั่วยุชาวโลกอีกครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588269

  • วันที่ 05 พ.ค. 2562 เวลา 19:09 น.

คิมหมดความอดทน สั่งซ้อมยิงขีปนาวุธยั่วยุชาวโลกอีกครั้ง

คิมจองอึน คุมการฝึกซ้อมทางทหารด้วยการใช้อาวุธจริง คาดว่าอาจมีการซ้อมยิงขีปนาวุธลูกแรกของเกาหลีเหนือตั้งแต่ปี 2017 ถือเป็นการท้าทายประธานาธิบดีสหรัฐโดยตรง หลังจากการหารือที่ฮานอยล้มไม่เป็นท่า และหลังจากนั้นคิมจองอึนมีท่าทีแข้งกร้าวกับสหรัฐและเกาหลีใต้มากขึ้น

KCNA สื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือรายงานเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมว่า ในการซ้อมรบเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม คิมได้เดินทางมาสังเกตการณ์การยิงจรวดขนาดใหญ่พิสัยไกลและอาวุธนำวิถีทางยุทธวิธี โดยทำการยิงจากชายฝั่งตะวันออกของเกาหลีเหนือ พร้อมกันนี้ยังเผยแพร่ภาพถ่ายที่นักวิเคราะห์ด้านขีปนาวุธชี้ว่า น่าจะเป็นขีปนาวุธพิสัยสั้น

อาวุธที่ปรากฎในภาพถ่ายของ KCNA มีลักษณะเหมือนกับขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งคล้ายกับขีปนาวุธ Iskander ของรัสเซีย นอกจากนี้ เมลิสซา แฮนแฮม (Melissa Hanham) ผู้เชี่ยวชาญด้านการขีปนาวุธกล่าวกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า ระหว่างการสวนสนามเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2018 เกาหลีเหนือเคยเผยโฉมอาวุธที่คล้ายกัน ซึ่งสามารถนำออกใช้งานและยิงไปสู่เป้าหมาย โดยมีเวลาให้ตรวจจับเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

แม้ว่าการทดสอบในครั้งนี้ อาจจะเป็นการละเมิดมติคว่ำบาตรเกาหลีเหนือของสหประชาชาติ แต่ยังไม่ถือเป็นการละเมิดคำสัญญาของคิมที่จะละเว้นจากการทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐ ขณะที่ทรัมป์ก็เคยกล่าวว่า คิมจองอึนจะไม่ละเมิดคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับเขา

วิพิน นาแรง (Vipin Narang) ผู้ช่วยศาสตราจารย์แห่งสถาบัน MIT กล่าวกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า คิมจองอึนอาจจะเริ่มใช้ยุทธศาสตร์ “ล้ำเส้น” เพื่อที่จะหยั่งเชิงดูว่าทรัมป์จะอดทนกับเขาได้แค่ไหน

การซ้อมรบครั้งนี้ ถือเป็นการยั่วยุที่หนักหน่วงที่สุดของคิมตั้งแต่ยิงขีปนาวุธข้ามทวีปในเดือนพฤศจิกายน ปี 2017 และในเวลานั้นเขายังประกาศว่าโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเสร็จสมบูรณ์ จนสร้างความกังวลไปทั่วโลกว่าอาจจะเกิดการกระทบกระทั่งระหว่างเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ และสหรัฐ แต่แล้วเกาหลีเหนือกับสหรัฐกลับเลือกที่จะเจรจา นำไปสู่การพบกันครั้งแรกของคิมและทรัมป์ที่สิงคโปร์ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ทว่าพบกับความล้มเหลวในการประชุมที่ฮานอย จนทำให้สถานการณ์แย่ลงทุกขณะ

หลังจากนั้น ผู้นำเกาหลีเหนือกล่าวหาสหรัฐว่า “ไม่จริงใจ” ระหว่างการพบปะกับประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ที่เมืองวลาดิวอสต็อกเมื่อปลายเดือนเมษายน ก่อนหน้านี้เขายังได้บอกกับสมัชชาประชาชนสูงสุดของเกาหลีเหนือว่าเขาจะรอ “ด้วยความอดทนจนถึงสิ้นปีนี้” เพื่อให้สหรัฐยื่นข้อเสนอที่ดีกว่า

ศรีลังกาไล่ครูสอนศาสนาอิสลาม200คนออกจากประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588247

  • วันที่ 05 พ.ค. 2562 เวลา 16:02 น.

ศรีลังกาไล่ครูสอนศาสนาอิสลาม200คนออกจากประเทศ

ศรีลังกาพร้อมยกเครื่องระบบวีซ่าสำหรับครูสอนศาสนา หลังเกิดวินาศกรรมที่คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 257 รายจากน้ำมือของกลุ่มหัวรุนแรง

วชิระ อภัยวรรฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของศรีลังกาเปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า รัฐบาลศรีลังกามีคำสั่งได้ขับไล่ชาวต่างชาติกว่า 600 คนออกจากประเทศ นับตั้งแต่เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายเมื่อวันอีสเตอร์ จากน้ำมือของกลุ่มเคร่งศาสนาหัวรุนแรงที่กบดานในศรีลังกา และคาดว่าได้รับอิทธิพลจากขบวนการญิฮาดต่างชาติ ในจำนวนผู้ที่ถูกขับออกไปรวมถึงครูสอนศาสนาอิสลามประมาณ 200 คน

อภัยวรรฒนะ เผยว่า ครูสอนศาสนาเหล่านี้เข้าประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่หลังจากเกิดวินาศกรรม ทางการเข้าตรวจสอบกิจกรรมทางศาสนาอย่างละเอียด จึงพบว่าบุคคลเหล่านี้อยู่ในประเทศเกินกำหนดวีซ่า จึงทำการปรับและขับออกจากประเทศ

“เมื่อพิจารณาสถานการณ์ปัจจุบันในประเทศ เราจึงทบทวนระบบวีซ่าและตัดสินใจที่จะจำกัดการขอวีซ่าสำหรับครูสอนศาสนา” อภัยวรรฒนะกล่าว และเสริมว่า มีสถาบันทางศาสนาหลายแห่งในศรีลังกาที่ว่าจ้างครูสอนศาสนาชาวต่างชาติมาหลายสิบปีแล้ว และรัฐบาลไม่มีปัญหาอะไร แต่ในระยะหลังโรงเรียนสอนศาสนาที่มีชาวต่างชาติเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างผิดหูผิดตา รัฐบาลจึงต้องจับเป็นพิเศษ

รัฐมนตรีไม่ได้เปิดเผยสัญชาติของผู้ที่ถูกขับออกจากประเทศ แต่ตำรวจเผยกับ AFP ว่าหลายคนมาจากบังคลาเทศ, อินเดีย, มัลดีฟส์ และปากีสถาน

ศึกนี้ยืดเยื้อ มาเลย์โหนสิงคโปร์ส่งอาหารริมทางเป็นมรดกโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588229

  • วันที่ 05 พ.ค. 2562 เวลา 12:56 น.

ศึกนี้ยืดเยื้อ มาเลย์โหนสิงคโปร์ส่งอาหารริมทางเป็นมรดกโลก

สำนักข่าว Sin Chew Daily และ Straits Times ของสิงคโปร์รายงานว่า รัฐบาลรัฐปีนังได้เสนอให้ประเทศมาเลเซียและประเทศสิงคโปร์ ร่วมกันยื่นเสนอชื่อศูนย์อาหารหาบเร่ หรือ Hawker ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ของยูเนสโก เพื่อเพิ่มโอกาสที่วัฒนธรรมอาหารริมทางจะได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หลังจากที่สิงคโปร์เคยเสนอฝ่ายเดียว จนสร้างความไม่พอใจให้กับชาวมาเลเซียที่ยืนยันว่า Hawker เป็นวัฒนธรรมของมาเลเซียเช่นกัน

โหย่วซุนฮิน ประธานกรรมการคณะกรรมการการท่องเที่ยว, ศิลปะ, วัฒนธรรมและมรดกแห่งปีนังกล่าวว่า ที่ผ่านมามีแบบอย่างในการที่ประเทศ 2 ประเทศจะเสนอมรดกโลกร่วมกัน อีกทั้งสหประชาชาติสนับสนุนการเสนอชื่อดังกล่าว และเขาเห็นว่าการทำงานร่วมกับสิงคโปร์ ซึ่งมีวัฒนธรรมคนหาบเร่แบบเดียวกันกับมาเลเซียไม่เพียงแต่จช่วยหลีกเลี่ยงการชิงดีชิงเด่นระหว่างกัน แต่ยังเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับทั้งสองประเทศเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าจดทะเบียนเป็นมรดกโลก

ทั้งนี้ Hawker หรือ ศูนย์หาบเร่ เป็นคอมเพล็กซ์กลางแจ้งในสิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฮ่องกง และหมู่เกาะเรียวในประเทศอินโดนีเซีย โดยศูนย์หาบเร่เป็นที่ตั้งของร้านค้าต่างๆ ที่จำหน่ายอาหารราคาไม่แพงหลากหลายชนิด มักพบได้ตามใจกลางเมืองใกล้กับอาคารสาธารณะหรือสถานีขนส่ง ในสิงคโปร์ ศูนย์หาบเร่ผุดขึ้นมาในเขตเมืองหลังในช่วงปี 1950 และ 1960 ส่วนใหญ่เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาอาหารหาบเร่แผงลอยที่ไม่ถูกสุขลักษณะและพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ที่ไม่มีใบอนุญาต จนกระทั่งกลายเป็นวัฒนธรรมการกินอาหารที่แยกไม่ออกจากวิถีชีวิตชาวสิงคโปร์และมาเลเซีย แต่ปัจจุบัน Hawker กำลังถูกแทนที่ด้วยศูนย์อาหาร หรือฟู๊ดคอร์ท ในห้างสรรพสินค้าและสถานที่เชิงพาณิชย์อื่น ๆ

ทั้งนี้ สิงคโปร์และเทศมาเลเซียต่างก็เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และมีวัฒนธรรมหลายอย่างร่วมกัน อีกทั้งระหว่างปี 1963 – 1965 สิงคโปร์ยังเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซีย แต่ต่อมาสิงคโปร์แยกตัวไปเป็นประเทศเอกราช ทั้ง 2 ประเทศมีปัญหาเรื่องการอ้างสิทธิเหนือวัฒนธรรมร่วมกันหลายอย่าง โดยเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว สิงคโปร์ประกาศเสนอวัฒนธรรมการกินอาหารในศูนย์หาบเร่ ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ของยูเนสโก สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับชาวมาเลเซีย ขณะที่รัฐบาลมาเลเซียเรียกร้องให้เสนอชื่อร่วมกัน

เมื่อเดือนสิงหาคม Straits Times รายงานว่า กรณีดังกล่าวทำให้สิงคโปร์และมาเลเซียมองหน้ากันไม่ติด และทำให้เชฟชื่อดังของมาเลเซีย คือ Chef Wan ถึงกับโจมตีสิงคโปร์ว่า “คนที่ขาดความมั่นใจในอาหารของตัวเอง จะเสนอหน้าทำทุกอย่างให้คนอื่นหันมามอง”

ภาพโดย Photo by Roslan RAHMAN / AFP

ต่างชาติแซ่ซ้องพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ร่วมถวายพระพรในช่องทางโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588209

  • วันที่ 04 พ.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

ต่างชาติแซ่ซ้องพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ร่วมถวายพระพรในช่องทางโซเชียล

สำนักข่าวต่างประเทศและผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกติดตามพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว อย่างใกล้ชิดไม่ต่างจากพสกนิกรชาวไทย และพากันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพระราชพิธีสำคัญครั้งนี้

ภาพ : สำนักพระราชวัง

เจ้าของล็อกอิน GardeniaCottage จากออสเตรเลีย พูดถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในเว็บไซต์ Dailymail.com ว่า ประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่สวยงาม ส่วน Joseph Jumapao เผยว่า ของแสดงความยินดีกับประเทศไทย พร้อมกับใส่อีโมจิรูปคนไหว้

ขณะที่ในเพจของสำนักข่าว Channel News Asia ที่รายงานข่าวอันเป็นมหามงคลสำหรับปวงชนชาวไทย ก็มีชาวมาเลเซียและเพื่อนบ้านใกล้เคียงเข้าไปแสดงความคิดเห็นเช่นกัน อาทิ เจ้าของบัญชี Jenny Goh และ Ulysses Sait ระบุว่า ทรงพระเจริญ ส่วน Voctor Arul คอมเม้นท์ว่า ขอให้รักษาประเพณีที่ดีงามนี้ไว้ชั่วลูกชั่วหลาน

ภาพ : AFP

เพจของสำนักข่าว Straits Times ของสิงคโปร์ ก็แสดงความเห็นไปในทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Michelle Tan ที่บอกว่า ขอพระมหากษัตริย์และพระราชินีจงทรงพระเจริญ ยินดีกับประเทศไทยและคนไทยด้วย เช่นเดียวกับ Dinesh Navarlan และ Aratnasun ที่แซ่ซ้องว่าทรงพระเจริญ

ในไลฟ์พระราชพิธีของสำนักข่าวรอยเตอร์ส เจ้าของทวิตเตอร์ giuseppe mastrotota ทวีตว่า เป็นพระราชพิธีที่งดงามมาก และ Grace anne ทวีตว่า เป็นพระราชพิธีที่น่าตื่นตามาก

สำรวจพิธีราชาภิเษกในราชวงศ์ยุโรป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588208

  • วันที่ 04 พ.ค. 2562 เวลา 19:03 น.

สำรวจพิธีราชาภิเษกในราชวงศ์ยุโรป

โดย … ชยพล พลวัฒน์

ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม เป็นช่วงเวลาแห่งความปลื้มปิติยินดีของพสกนิกรชาวไทยที่ครั้งหนึ่งในช่วงชีวิตจะได้มีโอกาสชมพระราชพิธีประวัติศาสตร์อันสำคัญที่หาชมได้ยากยิ่ง คือพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

สำนักข่าวโพสต์ทูเดย์ ขอรวบรวมพิธีราชาภิเษกของราชวงศ์ยุโรป ซึ่งแม้พิธีราชภิเษกของราชวงศ์ยุโรปในปัจจุบันนั้นจะแตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมาโดยส่วนใหญ่เป็นการตัดพิธีทางศาสนาออกไป เนื่องจากเหตุผลด้านการแยกรัฐกับศาสนาออกจากกัน แต่ก็ยังมีบริบทอื่นที่น่าสนใจและน่าศึกษาเช่นกัน

 

Royal Collection Trust, via Her Majesty Queen Elizabeth II 2018

 

สำหรับพิธีราชาภิเษกนั้น เป็นพิธีที่ประกอบขึ้นเพื่อสถาปนาให้พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะพระราชาหรือพระจักรพรรดิอย่างสมบูรณ์ ซึ่งปัจจุบันในหลายประเทศจะใช้คำเรียกที่แตกต่างกันออกไปเช่น Coronation, Proclamation หรือ Inauguration ตามแต่ละบริบทของพิธีการในแต่ละประเทศ

ความเชื่อทางคริสตศาสนาในยุโรปพิธีสวมพระมหามงกุฎถือเป็นจุดเด่นของพิธีราชาภิเษก แต่ในบางราชวงศ์ก็ไม่เคยปรากฏข้อมูลว่ามีพิธีสวมพระมหามงกุฎมาก่อนเช่นกลุ่มประเทศเบเนลักซ์ ขณะที่หลายประเทศในยุโรปต่างก็ปรับเปลี่ยนรูปแบบพิธีราชาภิเษกให้สอดคล้องกับยุคสมัย และลดทอนความเกี่ยวข้องทางศาสนาลงเช่น

เดนมาร์ก – การประกาศการเสด็จขี้นครองราชย์ของสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2

ราชอาณาจักรเดนมาร์กในปัจจุบันปกครองด้วยราชวงศ์ชเลสวิก-โฮลชไตน์-ซอนเดอร์บวร์ก-กลึคสบวร์ก โดยพระราชพิธีราชาภิเษกอย่างเต็มรูปแบบตามราชธรรมเนียมนั้นถูกจัดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อปี 1849 โดยก่อนหน้านี้นับตั้งแต่ปี 1660 พระมหากษัตริย์เดนมาร์กจะทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเต็มรูปแบบ พระมหากษัตริย์แห่งเดนมาร์กจะทรงเข้าพิธีเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ตามศาสนาจากนั้นตามด้วยพิธีการสวมมงกุฎ แต่ทว่าพิธีนี้ถูกยกเลิกไปหลังจากที่เดนมาร์กเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญในปี 1849

 

 

โดยพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 พระประมุขแห่งเดนมาร์กองค์ปัจจุบันทรงมิได้ประกอบพิธีราชาภิเษกตามข้างต้นแต่อย่างใด พิธีของพระองค์เป็นไปในลักษณะการประกาศขึ้นครองราชย์ (Proclamation) ซึ่งมีขึ้นหลังจากที่สมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 9 แห่ง เดนมาร์ก พระราชบิดาสวรรคต ด้วยการที่ทรงเสด็จออกยังสีหบัญชรของพระราชวังพระราชวังคริสเตียนบอร์ก เมื่อวันที่ 15 มกราคม 1972 พร้อมกับนายเจนส์ ออตโต คร้าก นายกรัฐมนตรีของเดนมาร์กในขณะนั้นได้ประกาศข่าวการสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 9

“สมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 9 สวรรคตแล้ว สมเด็จพระราชินีนาถทรงพระเจริญ” จำนวน 3 ครั้ง ก่อนจะขานพระนามของสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 เป็นพระประมุขพระองค์ใหม่ต่อหน้าสาธารณชน จากนั้นนายกรัฐมนตรีนำกล่าว”ไชโย”ในแบบภาษาเดนนิชว่า “Hurrah”

 

 

สวีเดน – พิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ

พิธีราชาภิเษกอย่างเต็มรูปแบบของราชวงศ์สวีเดนจัดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อปี 1873 รัชสมัยของพระเจ้าออสก้าที่ 2 ส่วนพิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ องค์พระประมุขปัจจุบัน

 

ภาพ : Sveriges Kungahus

 

มีขึ้นหลังจากที่เจ้าชายกุสตาฟ อดอลฟ์ พระราชบิดาของพระองค์สิ้นพระชนม์ลงกระทันหัน จึงทรงต้องรับหน้าที่พระรัชทายาทต่อจากสมเด็จพระเจ้ากุสตาฟที่ 6 อดอล์ฟแห่งสวีเดน พระราชอัยยกา

 

 

พิธีการขึ้นครองราชย์ (Enthronement) ของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ มีขึ้นที่ท้องพระโรงพระราชวังหลวงกรุงสตอกโฮล์มในวันที่ 19 กันยายน 1973 โดยมีเครื่องราชกกุธภัณฑ์วางอยู่ทางด้านขวาและด้านซ้ายของพระราชบัลลังก์สีเงิน แต่ไม่มีพิธีสวมมงกุฎแต่อย่างใด จากนั้นสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ ทรงมีพระราชดำรัสต่อพระบรมวงศานุวงศ์ คณะรัฐมนตรี และบุคคลสำคัญที่เข้าเฝ้า

 

พระบัลลังก์สีเงินแห่งราชวงศ์สวีเดน

 

สเปน – การครองราชย์ของสมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 แห่งสเปน

สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 แห่งสเปน ทรงเป็นพระประมุขแห่งสเปนสายราชวงศ์บูร์บง การขึ้นประกาศขี้นครองราชย์สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 นั้นมีขึ้นในวันที่ 19 มิถุนายน 2014 หลังการประกาศสละราชสมบัติของสมเด็จพระราชาธิบดีฆวน การ์โลสที่ 1 พระราชบิดา

พิธีราชาภิเษกอย่างเต็มรูปแบบของราชวงศ์สเปนนั้นไม่ปรากฎมานานแล้ว มีเพียงแตกษัตริย์ในยุคกลางของสเปนเท่านั้นที่พบข้อมูลว่ามีพิธีสวมมงกุฎบรมราชาภิเษกเต็มรูปแบบ ประกอบกับความวุ่นวายช่วงสงครามกลางเมืองสเปนก็เป็นส่วนที่ทำให้หลายธรรมเนียมในราชวงศ์ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย

 

 

แม้สเปนจะเป็นประเทศคาทรอลิก แต่สำหรับพิธีการขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 นั้นไม่มีพิธีการทางศาสนาแต่อย่างใด และใช้คำในภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการว่า “Proclamation” หรือในภาษาสเปนว่า Proclamación de Felipe VI

 

เครื่องราชกกุธภัณฑ์สเปน

 

โดยพิธีเริ่มต้นที่พระราชวังซาร์ซูเอลา ที่ประทับโดยพระราชาธิบดีฆวน การ์โลสที่ 1 ทรงลงพระปรมาภิไธยสละราชสมบัติ พร้อมพระราชทานสายสะพายจอมทัพแห่งสเปนแก่พระองค์ โดยมีผู้นำกองทัพสเปนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นสักขีพยาน

 

สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 แห่งสเปน ทรงสาบานตนต่อรัฐธรรมนูญ

 

จากนั้นสมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 แห่งสเปน และสมเด็จพระราชินีเลตีเซียแห่งสเปน ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังอาคารรัฐสภา พิธีสำคัญอยู่ที่การที่สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 ทรงกล่าวสาบานตนต่อรัฐธรรมนูญท่ามกลางที่ประชุมรัฐสภา Cortes Generales ท่ามกลางนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และฝ่ายนิติบัญญัติ

 

โดยมีนาย Jesús Posada Moreno ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ประกอบพิธีการดังกล่าว ในการนี้มีการอัญเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์สเปน สองชิ้นอันประกอบด้วยพระมหามงกุฎและพระคทาอันเป็นเครื่องหมายแสดงพระราชสถานะประกอบในพิธีด้วย

พิธีการดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับสมัยที่พระราชบิดาทรงขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชาแห่งสเปนเมื่อปี 1976 เช่นกัน

 

การครองราชย์ของสมเด็จพระราชาธิบดีฆวน การ์โลสที่ 1 แห่งสเปน ภาพ : Agencia EFE

 

เนเธอร์แลนด์ – พิธีสาบานตนของสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลิม-อเล็กซานเดอร์

สำหรับพิธีสาบานตนของพระมหากษัตริย์เนเธอร์แลนด์ของสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลิม-อเล็กซานเดอร์นั้น ใช้คำอย่างเป็นทางการในภาษาอังกฤษว่า “Inauguration” หรือเสมือนการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในรูปแบบสามัญชน ซึ่งคล้ายกับการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีสหรัฐ แม้พิธีสาบานตนของกษัตริย์เนเธอร์แลนด์จะประกอบพิธีภายในมหาวิหาร Nieuwe Kerk ใจกลางกรุงอัมสเตอร์ดัม แต่รูปแบบพิธีการไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทางศาสนา รวมถึงไม่มีพิธีการสวมมงกุฎ

 

เครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งเนเธอร์แลนด์

สำหรับพิธีสาบานตนของสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลิม-อเล็กซานเดอร์มีขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2016 ประกอบด้วยสองส่วน ส่วนแรกเริ่มต้นที่พระราชวังหลวงอัมสเตอร์ดัม โดยที่ประชุมร่วมกันประธานสภาแห่งรัฐ (Raad van State) นายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา ประธานสภาผู้แทนราษฏร และผู้ว่าการรัฐดินแดนโพ้นทะเลของเนเธอร์แลนด์

 

ภาพ : koninklijkhuis.nl

 

ร่วมเป็นสักขีพยานการลงพระนามาภิไธยสละราชสมบัติของสมเด็จพระราชินีเบียทริกซ์ หลังจากนั้นสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลิม-อเล็กซานเดอร์ ในฐานะองค์รัชทายาททรงลงประปรมาภิไธยขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ต่อไป

 

 

ภาพ : koninklijkhuis.nl

 

จากนั้นพิธีในส่วนที่สองจะเป็นพิธีการที่ประกอบภายในมหาวิหาร Nieuwe Kerk ท่ามกลางที่ประชุมของคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาทั้งสองสภา (Staten Generaal) และบุคคลสำคัญ โดยสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลิม-อเล็กซานเดอร์ จะทรงมีพระราชดำรัสสาบานตน ในการนี้มีการอัญเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งเนเธอร์แลนด์อันประกอบด้วย พระมงกุฎ พระคทา และลูกโลกกางเขนทองคำ

 

ภาพ : koninklijkhuis.nl

หลังจากพิธีสาบานตนของพระมหากษัตริย์เนเธอร์แลดน์แล้ว ประธานสภาจะขานชื่อสมาชิกทั้งหมดของ Staten Generaal เพื่อสาบานตนต่อกษัตริย์พระองค์ใหม่ด้วยสองคำกล่าวคือ “Zo waarlijk helpe mij God Almachtig” (ขอพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ทรงอวยพร) หรืออีกคำสั้นๆ ว่า “Dat beloof ik” (ข้าพเจ้าขอสัญญา)

 

ภาพ : ANP

 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง

ส่วนพิธีบรมราชาภิเษก (Coronation) อย่างเต็มรูปแบบในราชวงศ์ยุโรปที่ยังปรากฎอยู่นั้นคือพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 1953 ซึ่งเป็นพิธีที่เกี่ยวข้องทางศาสนาโดยตรง ประกอบพิธีขึ้นภายในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์โดยมีอาร์คบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอร์รี่แห่งคริสตจักรอังกฤษเป็นผู้ประกอบพิธี

 

 

 

ส่วนสำคัญของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของราชวงศ์อังกฤษนี้ ประกอบด้วยหลายส่วนทั้งการเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ การถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งราชวงศ์อังกฤษบนบัลลังก์เซนต์เอ็ดเวิร์ด หรือ บัลลังก์ราชาภิเษก ซึ่งจะถูกนำออกมาใช้ในพิธีบรมราชาภิเษกเท่านั้น

 

 

การสวมพระมงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด ซึ่งเป็นมงกุฎองค์ที่มีน้ำหนักถึง 2.2 กิโลกรัม และมีประวัติศาสตร์เก่าแก่นับย้อนกลับไปได้ถึงพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดยุคค.ศ. 1161

 

เครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งอังกฤษ

 

มงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด ภาพ : http://www.royal.uk

 

ส่วนรูปแบบของมงกุฎที่เห็นในปัจจุบันนั้นได้รับการปรับปรุงเมื่อปี 1661 ซึ่งในพิธีการสวมมงกุฎของกษัตริย์อังกฤษจะมีขึ้นพร้อมกับการบรรเลงเพลง Zadok the Priest ซึ่งเป็นเพลงสรรเสริญพระเจ้าที่ใช้ประกอบในพิธีบรมราชาภิเษกเรื่อยมา

 

ภาพ : http://www.royal.uk

พระจักรพรรดิและพระจักรพรรดินีญี่ปุ่นเสด็จออกสีหบัญชร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588192

  • วันที่ 04 พ.ค. 2562 เวลา 14:57 น.

พระจักรพรรดิและพระจักรพรรดินีญี่ปุ่นเสด็จออกสีหบัญชร

สมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ เสด็จออกสีหบัญชรเป็นครั้งแรกหลังจากพิธีราชาภิเษก

สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า ช่วงเช้าของวันนี้ (4 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นกรุงโตเกียวสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ และพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จออกยังสีหบัญชร ณ พระราชวังอิมพีเรียลอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่การขึ้นครองราชย์

ในการนี้ทรงมีพระราชดำรัสต่อพสกนิกรที่มาเข้าเฝ้ายังพระราชวังอินพีเรียลอย่างเนื่องแน่นว่า “ข้าพเจ้าขอให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุข ข้าพเจ้าปรารถนาอย่างจริงใจที่จะพัฒนาประเทศของเราต่อไปโดยการความร่วมมือกับประเทศอื่นๆเพื่อแสวงหาสันติภาพแก่โลก”