ไทยระวังเสียแชมป์ มาเลเซียผุดเมนูทุเรียนแปลกๆ รุกตลาดส่งออกจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588465

  • วันที่ 07 พ.ค. 2562 เวลา 19:30 น.

ไทยระวังเสียแชมป์ มาเลเซียผุดเมนูทุเรียนแปลกๆ รุกตลาดส่งออกจีน

มาเลเซียเดินหน้ารุกตลาดส่งออกทุเรียนไปจีน หวังโค่นแชมป์หลายสิบปีอย่างไทย

ประเทศไทยเริ่มส่งออกทุเรียนไปจีนเมื่อราว 20 ปีที่แล้ว และทำการเจาะตลาดในระดับที่ค่อนข้างลึกจนสามารถครองใจชาวจีนมาอย่างเหนียวแน่น และขึ้นแท่นเป็นผู้ส่งออกทุเรียนรายใหญ่ที่สุดในตลาดจีน จากฐานข้อมูลการค้าขององค์การสหประชาชาติ เมื่อปี 2017 จีนนำเข้าทุเรียนทั้งหมด 350,000 ตัน มูลค่า 510 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนๆ ถึง 15%  โดยราชาแห่งผลไม้ของไทยครอบครองส่วนแบ่งการตลาด 40% ส่วนมาเลเซียมีสัดส่วนอยู่ที่ 10% หรือพูดง่ายๆ ว่าถ้าจีนนำเข้าทุเรียน 10 ลูก มีเพียง 1 ลูกเท่านั้นที่เป็นของมาเลเซีย

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ไทยครองเจ้าตลาดทุเรียนในจีนเป็นเพราะรัฐบาลจีนไฟเขียวให้นำเข้าทุเรียนทั้งลูกจากไทยเพียงประเทศเดียวเท่านั้น เนื่องจากทุเรียนมาเลเซียมีข้อจำกัดเรื่องคุณภาพ เพราะชาวสวนมาเลย์มักจะรอให้ทุเรียนสุกคาต้นแล้วหล่นลงมาเอง ซึ่งบางครั้งอาจจะมีเศษดินเศษใบไม้หรือแมลงศัตรูพืชปนเปื้อนไปกับทุเรียนนำเข้า ไม่ผ่านข้อกำหนดการนำเข้าของทางการจีน

แต่ก็มีโอกาที่แชมป์จะเปลี่ยนมือ เพราะเมื่อเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว รัฐบาลจีนและมาเลเซียได้ลงนามข้อตกลงว่าจีนจะรับซื้อทุเรียนจากมาเลเซียมากขึ้น และอนุญาตให้มาเลเซียส่งทุเรียนทั้งลูกเข้าจีนได้ จากเดิมที่นำเข้าได้เฉพาะเนื้อทุเรียนแช่แข็ง ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับภายในปีนี้  ข้อตกลงนี้อย่างเดียวก็เพียงพอให้มาเลเซียขยายตลาดทุเรียนในจีนแข่งกับไทยได้สบายๆ  นอกจากนั้นรัฐบาลมาเลเซียยังสั่งลุยเต็มที่ โดยตั้งเป้าว่าจะส่งออกทุเรียนไปจีนเพิ่มขึ้นอีก 50%  ภายในปี 2030 เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าชาวจีน

ด้วยเหตุนี้บรรดาเกษตรกรชาวสวนจึงหันมาปลูกทุเรียนชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่เว้นแม้แต่ ลิมคังฮู ไทคูนอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของประเทศที่ประกาศจะซื้อหุ้นมูลค่า 5 ล้านเหรียญในบริษัทที่ส่งออกทุเรียน รวมถึงไทคูนปาล์มน้ำมันรายอื่นที่เล็งๆ ว่าจะกระโดดเข้ามาในตลาดนี้ด้วย เพราะมูลค่าตลาดมีแต่จะเพิ่มขึ้น เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซาลาฮุดดิน อายุบ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรถึงกับเปรียบเทียบว่า การปลูกทุเรียนมูซังคิง 6.25 ไร่ สร้างรายได้มากกว่าการปลูกปาล์มน้ำมันถึง 9 เท่า

เคนนี หมั่น ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการบริษัท Newleaf Plantation Berhad หนึ่งในผู้ปลูกทุเรียนมูซังคิงรายใหญ่ของมาเลเซีย เผยว่า “ แม้ทุเรียนมาเลเซียจะมีราคาสูงกว่าทุเรียนไทย แต่เศรษฐกิจจีนก็ดีขึ้นเรื่อยๆ และชาวจีนมีความต้องการบริโภคสูง จึงไม่ต้องห่วงเรื่องกำลังซื้อ ตอนนี้มาเลเซียกำลังเร่งเร่งขยายพื้นที่ปลูกทุเรียน เพื่อรองรับความต้องการของตลาดชาวจีนที่นับวันจะเพิ่มขึ้นๆ”

ที่สวน Newleaf Plantation Berhad ใช้ระบบ “ฟาร์มอัจฉริยะ” ในการประคบประหงมทุเรียนทุกต้นเป็นอย่างดี  โดยการติดคิวอาร์โค้ดไว้ที่ต้น และเมื่อสแกนดูก็จะทราบข้อมูลสุขภาพของต้นทุเรียน อาทิ อายุ สายพันธุ์ จำนวนผลผลิต ข้อมูลการเก็บเกี่ยว รวมทั้งตรวจสอบได้ว่าแต่ละต้นได้รับน้ำและปุ๋ยครบถ้วนหรือไม่

ทุเรียนหมอนทองของไทยจะต้องต่อสู้กับทุเรียนมูงซังคิงที่เนื้อสีเหลืองทอง ลักษณะเป็นครีมๆ มีรสชาติขมนิดๆ ติดลิ้น พ่วงด้วยกลิ่นที่ค่อนข้างแรง ซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดาตี๋หมวยที่ยอมควักกระเป๋าจ่ายไม่อั้น ส่งผลให้ราคาค่าตัวของมูงซังคิงเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าตัวในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “แอร์เมสแห่งทุเรียน”

นอกจากนี้ ล่าสุดมาเลเซียยังปรับกลยุทธ์ดึงดูดลูกค้าด้วยการแปรรูปทุเรียนเป็นเมนูแปลกๆ อาทิ พิซซ่าทุเรียน หม้อไฟทุเรียน กาแฟทุเรียน บะกุ๊ตเต๋ทุเรียน ไอศกรีมทุเรียน เครป เค้ก พัฟฟ์ หรือช็อกโกแลตทุเรียน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับราชาผลไม้ จากที่ปกติทุเรียนสดขายได้กิโลกรัมละ 40 ริงกิต หรือราว 307 บาท แต่พอนำมาแปรรูปแล้วมูลค่าอาจสูงถึงกิโลกรัมละ 1,000 ริงกิต หรือราว 7,685 บาท

ชาร์ลส์ เฉิน กรรมการบริษัทผู้ผลิตช็อกโกแลต Krillo Kakaw ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย เผยว่า เมื่อก่อนลูกค้ายังไม่ค่อยคุ้นชินกับทุเรียนแปรรูป แต่ปัจจุบันได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชาวจีนมองว่าทุเรียนคือสินค้าพรีเมี่ยม แต่ผู้ผลิตก็ต้องมีทางเลือกใหม่ๆ ให้ลูกค้าได้ลิ้มลอง แม้ปัจจุบันบริษัทจะมีช็อกโกแลตทุเรียนให้ลูกค้าเลือก 7-8 ชนิด (สนนราคาตั้งแต่ 49 ริงกิต หรือราว 376 บาทเป็นต้นไป) โดยทั้งหมดเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดของบริษัท แต่ Krillo Kakaw ยังเตรียมแผนออกผลิภัณฑ์ใหม่ๆ จากทุเรียนแช่แข็งเพื่อส่งไปขายที่จีน โดยตั้งเป้าว่าจะโกยรายได้ปีละ 40-50 ล้านริงกิต หรือราว 307-ในช่วงเริ่มต้น

อย่างไรก็ดี นอกจากมาเลเซียจะหมายตาจีนซึ่งเป็นตลาดทุเรียนสำคัญของไทยแล้ว มาเลเซียยังเล็งเป้ามาที่ไทยซึ่งเป็นผู้ปลูกทุเรียนอันดับหนึ่งด้วย โดย ซาเละห์ฮุดดิน ฮัสซาน รองเลขาธิการกระทรวงอุตสาหกรรมการเกษตรของมาเลเซีย ประกาศว่า ไทยจะเป็นตลาดส่งออกทุเรียนรายใหม่ของมาเลเซียในเร็วๆ นี้

หากไทยยังมัวแต่ดีอกดีใจอยู่ว่าสามารถขายทุเรียนหมอนทองได้ 80,000 ลูกภายในไม่กี่นาทีที่เปิดขายในเว็บไซต์ Tmall ของ แจ็ก หม่า โดยไม่หาทางต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับทุเรียนของเรา รู้ตัวอีกทีมาเลเซียอาจจะแย่งตำแหน่งผู้ส่งออกทุเรียนอันดับหนึ่งในจีนจากมือเราไปแล้วก็ได้

ทองคำแท่งที่แบงก์ชาติเอสโตเนียขายไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588459

  • วันที่ 07 พ.ค. 2562 เวลา 18:36 น.

ทองคำแท่งที่แบงก์ชาติเอสโตเนียขายไม่ได้

แบงก์ชาติเอสโตเนียมีทองเหลือในคลังเพียง 256 กก. แต่มีทองอยู่แท่งหนึ่งที่ไม่สามารถขายได้ จนต้องนำไปไว้ในพิพิธภัณฑ์แทน

สื่อท้องถิ่นของเอสโตเนีย (ERR) รายงานว่าจากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางเอสโตเนีย พบว่าขณะนี้เอสโตเนียมีทองคำแท่งอยู่ในคลังสำรองของประเทศเพียง 256 กิโลกรัมเท่านั้น และถูกเก็บรักษาไว้ในธนาคารที่นครนิวยอร์กของสหรัฐ ไม่ได้ถูกจัดเก็บอยู่ในธนาคารกลางเอสโตเนียด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

เอสโตเนียจัดว่าเป็นประเทศที่ถือครองทองคำในคลังสำรองน้อยที่สุดในบรรดาชาติยุโรปเพียง 256 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งเอสโตเนียได้ขายทองคำออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากเพื่อเปลี่ยนไปลงทุนในด้านอื่นๆเช่น พันธบัตรต่างชาติ และตราสารทุนต่างชาติแทน

ในจำนวนทองทั้ง 256 กิโลกรัมที่เหลือนี้มีท่องคำอยู่ก้อนหนึ่งที่เอสโตเนียไม่สามารถขายได้เนื่องจากมีค่าความบริสุทธิ์ไม่เพียงพอ โดยทองคำก้อนดังกล่าวมีอายุถึง 97 ปี น้ำหนักอยู่ที่ 11 กิโลกรัม มูลค่าราว 5 แสนยูโร หรือประมาณ 17 ล้านบาท จนทางการต้องนำทองคำแท่งดังกล่าวไปไว้ในพิพิธภัณฑ์แทน ทั้งนี้รายงานไม่ได้ระบุว่าเพราะเหตุใดที่ทองคำแท่งดังกล่าวจึงไม่มีความบริสุทธิ์เพียงพอที่จะนำออกขาย

สำหรับการเก็บทองคำของเอสโตเนียไว้ในธนาคารต่างประเทศนั้นมีขึ้นตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว ต่างจากในปัจจุบันที่พบว่าประเทศเพื่อนบ้านในสหภาพยุโรปหลายประเทศโดยเฉพาะเยอรมนีต่างย้ายทองคำแท่งที่เคยเก็บรักษาในธนาคารต่างประเทศโดยเฉพาะธนาคารในสหรัฐ กลับมาเก็บรักษายังประเทศของตน โดยพบว่าเยอรมนีเป็นชาติในยุโรปที่ถือทองคำในทุนสำรองประเทศมากที่สุดที่ 3,369 ตัน ตามด้วยอิตาลีที่ 2,451 ตัน ฝรั่งเศส 2,436 ตัน และรัสเซีย 2,150 ตัน ขณะที่สหรัฐยังคงเป็นชาติที่ถือทองคำในคลังสำรองมากที่สุดที่ 8,133 ตัน

ภาพประกอบข่าวไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา

ผู้โดยสารเครื่องบินรัสเซียไฟลุก ห่วงสัมภาระจนทำให้คนนั่งท้ายลำอพยพไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588446

  • วันที่ 07 พ.ค. 2562 เวลา 17:15 น.

ผู้โดยสารเครื่องบินรัสเซียไฟลุก ห่วงสัมภาระจนทำให้คนนั่งท้ายลำอพยพไม่ได้

เผยเหตุบินโดยสารรัสเซียไฟลุก พบผู้โดยสารหลายรายห่วงสัมภาระตนเองจึงส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย

จากเหตุการณ์ที่เครื่องบินแบบ Sukhoi Superjet 100 ของสายการบินแอร์โรฟลอต ลงจอดฉุกเฉินที่ท่าอากาศยานเชเรเมเตียโว นอกกรุงมอสโคว และได้เกิดเพลิงลุกไหม้หลังจากเครื่องกระแทกรันเวย์ขณะลงจอดจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 41 รายจากผู้โดยสารทั้งหมด 78 คน

 

 

มีรายงานระบุว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้มีผู้โดยสารเสียชีวิตจำนวนมากถึง 41 รายนั้นเพราะผู้โดยสารที่ส่วนครึ่งลำหน้ามั่วแต่ห่วงหยิบสัมภาระของตนเองบนช่องเก็บของเหนือที่นั่ง จนส่งผลให้ผู้โดยสารที่อยู่ส่วนท้ายลำไม่สามารถอพยพได้ทันและเสียชีวิตในที่สุด

หลักฐานที่ชี้ได้ชัดเจนที่สุดถึงเหตุการณ์นี้คือภาพจากคลิปวิดิโอที่ถูกถ่ายขึ้นขณะที่ผู้โดยสารบนเครื่องกำลังอพยพลงจากเครื่อง แต่พบว่ามีผู้โดยสารหลายรายอพยพลงจากเครื่องพร้อมกับกระเป๋าสัมภาระของตน

 

ตามกฎด้านความปลอดภัยการเดินอากาศของทุกสายการบินต่างระบุตรงกันอยู่แล้วว่า ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินให้ผู้โดยสารทิ้งสัมภาระทุกอย่างไว้ แล้วอพยพออกทางช่องทางที่ใกล้ที่สุด

 

 

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้บุคคลในแวดวงการบินของสหรัฐมีข้อเสนอถึง สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ว่า บนเครื่องบินโดยสารควรมีระบบล็อกที่เก็บสัมภาระอัตโนมัติในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้โดยสารมั่วแต่หยิบสัมภาระของตน และสามารถอพยพผู้โดยสารกรณีฉุกเฉิน

ผู้นำอินโดฯมองหาที่ตั้งเมืองหลวงแห่งใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588429

  • วันที่ 07 พ.ค. 2562 เวลา 16:12 น.

ผู้นำอินโดฯมองหาที่ตั้งเมืองหลวงแห่งใหม่

อินโดนีเซียเอาจริง หาพื้นที่แห่งใหม่ย้ายเมืองหลวง หลังจาการ์ตาแออัดเกินไปแถมเสี่ยงจมทะเล

ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซียได้เดินทางไปยังเกาะบอร์เนียว ในส่วนที่เป็นดินแดนของอินโดนีเซีย เพื่อหาทำเลที่ตั้งที่จะเป็นไปได้ในการสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ แทนที่กรุงจาการ์ตาเมืองหลวงของอินโดนีเซียในปัจจุบันซึ่งแออัดเกินที่จะขยับขยายได้

รายงานระบุว่า ปธน.โจโกวีรได้เดินทางมายังเมืองบาลิกปาปันในกาลิมันตันตะวันออก ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวเก็งของทำเลที่เป็นไปได้ในการสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ จากบรรดาหลายสถานที่ทั่วทั้งอินโดนีเซียที่รัฐบาลกำลังพิจารณาอยู่ โดยหลังจากนี้ปธน.โจโกวีมีกำหนดเยือนเมือง Palangkaraya ในจังหวัดกาลิมันตันตอนกลางเพื่อพิจารณาถึงทำเลที่เหมาะสมต่อไป

 

 

รัฐบาลของประธานาธิบดีโจโกวี ได้รื้อฟื้นแผนการย้ายเมืองหลวงขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งประเด็นไอเดียการย้ายเมืองหลวงของอินโดนีเซียได้รับการพูดถึงมาเป็นระยะเวลานานหลายสิบปีแล้ว กระทั่งเมื่อสองปีทีผ่านมารัฐบาลโจโกวีได้พูดถึงประเด็นย้ายเมืองหลวงอีกครั้ง แต่ก็ถูกพับแผนดังกล่าวลงชั่วคราวเนื่องจากติดช่วงเลือกตั้งใหญ่ของอินโดฯ ซึ่งค่อนข้างเป็นที่แน่นอนแล้วว่าปธน.โจโกวีจะได้รับการเลือกตั้งอีกสมัยอย่างแน่นอน

รัฐบาลจึงเร่งดำเนินการหาทำเลที่จะได้เมืองหลวงแห่งใหม่ เนื่องจากว่าสภาพของกรุงจาการ์ตาในปัจจุบันเต็มไปด้วยความแออัด และเผชิญปัญหารถติดเป็นอันดับต้นๆของโลกเพราะเฉพาะกรุงจาการ์ตาและปริมณฑลโดยรอบนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรถถึง 30 ล้านคน

 

สภาพการจราจรบนถนนของกรุงจาการ์ตา

 

อีกทั้งข้อมูลเชิงธรณีวิทยายังชี้ว่าพื้นที่ชายฝั่งของจาการ์ตากำลังลดต่ำลงราว 6 นิ้วในทุกปี อีกทั้งยังได้รับผลกระทบน้ำท่วมบ่อยครั้งจากสภาพฝนที่ตกเป็นประจำทุกปี

น้ำท่วมชุมชนแห่งหนึ่งในกรุงจาการ์ต้า เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2019

 

เบื้องต้นรัฐบาลต้องการให้เมืองหลวงแห่งใหม่นี้เป็นศูนย์กลางบริหารราชการ เป็นที่ตั้งของสำนักงานรัฐบาล ซึ่งนักวิเคราะห์ด้านผังเมืองหลายฝ่ายจับตามองไปยังเมือง ปาลังการายา เมืองเอกของจังหวัดกาลีมันตันกลาง บนเกาะบอร์เนียว ซึ่งตั้งอยู่บนศูนย์กลางของประเทศอีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวน้อยที่สุด และยังพบว่าผังเมืองถูกออกแบบมาอย่างเป็นระเบียบแถมพร้อมรองรับการพัฒนาในอนาคต

 

จาการ์ตา

รายงานจากสื่อท้องถิ่นอินโดระบุว่า ปธน.โจโกวี ผู้ซึ่งอดีตเคยเป็นผู้ว่ากรุงจาการ์ตากำลังจริงจังกับแผนย้ายเมืองหลวงอย่างมาก เบื้องต้นกำหนดขนาดของเมืองหลวงใหม่อยู่ที่ราว 500,000 ถึง 1,800,000 ไร่ โดยแผนการก่อสร้างเมืองหลวงใหม่นี้อาจกินระยะเวลานาน 5-10 ขึ้นไปและตั้งงบประมาณไว้เบื้องต้นที่ 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สื่อนอกแฉจีนทำลายมัสยิดหลายสิบแห่งในซินเจียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588391

  • วันที่ 07 พ.ค. 2562 เวลา 12:04 น.

สื่อนอกแฉจีนทำลายมัสยิดหลายสิบแห่งในซินเจียง

สื่อนอกเผยภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นว่าทางการจีนทำลายมัสยิดราว 20 แห่งในเขตปกครองซินเจียงของชาวมุสลิมอุยกูร์

เดอะการ์เดี้ยนได้เปิดเผยรายงานที่อาศัยความร่วมมือกับ Bellingcat เว็บไซต์ข่าวด้านการสืบสวนอาชญากรรมสงคราม การละเมิดสิทธิมนุษยชนและองค์กรใต้ดิน เกี่ยวกับภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นว่าศาสนสถานของชาวมุสลิมอุยกูร์ ในเขตปกครองซินเจียงจำนวนกว่า 20 แห่ง ถูกทางการจีนทำลาย

หลักฐานจากภาพถ่ายดาวเทียมได้เปรียบเทียบให้เห็นว่ามัสยิดสำคัญหลายแห่งของชาวอุยกูร์ถูกเริ่มทำลายมาตั้งแต่ปี 2016 รวมถึงสุสานของ Imam Asim นักเผยแพร่ศาสนาอิสลามคนสำคัญซึ่งตั้งอยู่กลางทะเลทรายและเป็นสถานที่สักการะแสวงบุญของชาวอุยกูร์เป็นประจำทุกปี

 

สุสาน Imam Asim

 

รายงานระบุว่าจากการตรวจสอบของ Bellingcat ซึ่งใช้หลักฐานเป็นภาพถ่ายดาวเทียมที่ตรวจสอบตำแหน่วงของมัสยิดและศาสนสถานที่เกี่ยวข้องกับชาวมุสลิมอีกว่า 100 แห่งรวมกับข้อมูลที่ได้จากบรรดาผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เป็นหลักฐานในการวิเคราะห์

 

สุสาน Imam Asim ในปี 2010 ภาพ : Rian Thum

 

จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่ามัสยิด 91 แห่ง ซึ่งรวมถึงศาสนสถานใหญ่ของชาวมุสลิม 2 แห่งได้รับความเสียหายเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจนระหว่างปี 2016 -2018 จำนวนนี้พบว่า มัสยิดราว 15 แห่งได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิงซึ่งรวมถึงยอดหลังคาโดมของมัสยิดที่หายไป และหอสวดอะซานที่ไม่ปรากฎร่องรอย

 

ภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบสภาพมัสยิดในเมือง Kargilik

เดอะการ์เดี้ยนยังเผยอีกว่า มัสยิดประจำเมืองKargilik ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองคัชการ์ราว 250 กม นั้นถูกทำลายจนไม่เหลือซาก

อีกแห่งคือมัสยิด Yutian Aitika ในเมือง Hotan ซึ่งเป็นมัสยิดเก่าแก่ที่นับย้อนกลับไปได้ถึงคศ.1200 ก็ไม่ปรากฎร่องรอยของมัสยิดนับตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้วเช่นกัน

 

มัสยิดประจำเมือง Kargilik

 

ทั้งนี้ หลายปีทีผ่านมาพบหลักฐานว่า ทางการจีนได้สร้างค่ายกักกันในซินเจียงหลายแห่ง แต่ทางการจีนให้เหตุผลว่าเป็น”โรงเรียนฝึกอาชีพ” ให้กับคนท้องถิ่นเท่านั้นรวมถึงเป็นการเผยแพร่แนวคิดทัศนคติให้ชาวอุยกูร์ไม่ก่อความรุนแรงคิดแบ่งแยกดินแดนออกจากจีน

ที่มา : https://www.theguardian.com/

อังกฤษลุ้น”พระนาม”พระโอรสในเจ้าชายแฮร์รี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588376

  • วันที่ 07 พ.ค. 2562 เวลา 10:37 น.

อังกฤษลุ้น"พระนาม"พระโอรสในเจ้าชายแฮร์รี่

หลังจากมีประสูติกาลพระโอรสองค์แรกในเจ้าชายแฮร์รี่ หลายฝ่ายต่างคาดเดาว่าเจ้าชายน้อยจะใช้พระนามว่าอะไร

หลังจากที่สำนักพระราชวังอังกฤษ ได้ประกาศข่าวการมีพระสูติกาลพระโอรส รัชทายาทพระองค์แรกของเจ้าชายแฮร์รี่ กับเมแกน ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 5 พ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ที่พระตำหนักส่วนพระองค์ใกล้พระราชวังวินเซอร์ ชานกรุงลอนดอน

 

 

โดยพระโอรสน้อยมีน้ำนหนักแรกคลอดที่ 7 ปอนด์ 3 ออนซ์ หรือราว 3.2 กิโลกรัม และรัชทายาทพระองค์แรกของเจ้าชายแฮร์รี่องค์นี้จะอยู่ในลำดับที่ 7 ของการสืบราชสันตติวงศ์แห่งราชวงศ์อังกฤษ

แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดเผยพระนามของเจ้าชายพระองค์น้อยอย่างเป็นทางการ แต่บรรดาร้านรับแทงพนันในอังกฤษต่างกำลังคาดเดาพระนามของเจ้าชายองค์น้อยว่าจะใช้พระนามว่าอย่างไร

ซึ่งตามธรรมเนียมของราชวงศ์อังกฤษจะเลือกพระนามของสมาชิกราชวงศ์ใหม่ตามชื่อของสมาชิกเดิมในราชวงศ์ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่ชื่อ โดยขณะนี้พระนามว่า ชาลส์, อาเธอร์, เจมส์, อเล็กซานเดอร์ และ ฟิลิป กำลังเป็นพระนามที่มาแรงในหลายสำนักแทงพนันที่มีการคาดเดา

 

Instagram account : Duke and Duchess of Sussex

ผลวิจัยโลกตะลึง สิ่งมีชีวิต 1 ล้านชนิดเสี่ยงสูญพันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588358

  • วันที่ 07 พ.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

ผลวิจัยโลกตะลึง สิ่งมีชีวิต 1 ล้านชนิดเสี่ยงสูญพันธุ์

UN เผยรายงานสะท้านโลกระบุถึงผลลัพธ์จากการคุกคามธรรมชาติโดยน้ำมือมนุษย์ที่ร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ

ผลการศึกษาของคณะนักวิยาศาสตร์ขององค์การสหประชาชาติพบว่า ในเวลานี้มีพืชและสัตว์ถึง 1 ล้านชนิดที่เสี่ยงจะสูญพันธุ์ และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติกำลังเสื่อมถอยอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน สาเหตุหลักๆ ของความพินาศในระบบนิเวศน์มาจากการแสวงหาอาหารและพลังงานอย่างไร้ความพอดีของมุนษย์

ทีมงานศึกษานโยบายทางวิทยาศาสตร์ระหว่างรัฐบาลว่าด้วยบริการด้านความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศน์ หรือ IPBES เปิดเผยรายงานจำนวน 1,800 หน้า โดยมีสรุปย่อถึง 40 หน้าสำหรับผู้กำหนดนโยบายในการรับมือกับวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม รายงานระบุว่า จากการเพิ่มขึ้นของประชากรและการรุกพื้นที่ป่า ทำให้สัตว์และพืชทั่วโลกในสัดส่วนถึง 25% กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง หรือมีพืชและสัตว์ 1 ล้านชนิดที่จะสูญพันธุ์ภายในอีกไม่กี่ทศวรรษต่อจากนี้

การทำลายล้างดังกล่าวมีอัตราส่วนความรุนแรงสูงกว่าอัตราเฉลี่ยในช่วง 10 ล้านปีที่ผ่านมาถึงหลายแสนเท่าตัว

ผลการศึกษาของ IPBES ระบุไว้ดังนี้

1. ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ:

พืชและสัตว์ลดจำนวนอย่างรวดเร็ว:ธรรมชาติกำลังเสื่อมถอยทั่วโลกในอัตราที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ทำให้มีสัตว์กว่าล้านชนิดในตอนนี้ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

2. คนพื้นเมือง:

การจัดการธรรมชาติโดยคนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น (เช่น ป่าชุมชน) อยู่ภายใต้แรงกดดันที่เพิ่มขึ้น แต่การเสื่อมถอยของพื้นที่ธรรมชาติที่อยู่ภายใต้การจัดการของคนพื้นเมืองจะมีน้อยกว่าในพื้นที่อื่น

3. การลดลงของสปีชีส์:

อัตราเฉลี่ยความอุดมสมบูรณ์ของสปีชีส์พื้นเมืองในพื้นที่ทวีปหลักๆ ของโลก ลดลงอย่างน้อย 20% ส่วนใหญ่เริ่มเป็นมาตั้งแต่ปี 1900 และมีการลดลง 30% ของถิ่นที่อยู่ภาคพื้นดินเนื่องจากการสูญเสียถิ่นอาศัยและการเสื่อมสภาพ

4. อัตราความรวดเร็ว:

อัตราปัจจุบันของการสูญพันธุ์ของสัตว์ในโลกสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ล้านปีที่ผ่านมาถึงหลายแสนเท่า และแนวโน้มนี้จะยิ่งมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

5. สิ่งมีชีวิตในทะเล:

สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกราว 40% ถูกคุกคามจากภาวะสูญพันธุ์ เช่นเดียวกับ 33% ของแนวปะการัง รวมถึงฉลามและสัตว์ประเภทปลาฉลาม และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลอีกมากกว่า 33%

6. ใกล้สูญพันธุ์อย่างรวดเร็ว:

การใช้สถานการณ์จำลองสภาพภูมิอากาศที่สร้างขึ้นโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ พบว่า 16% ของสปีชีส์ต่างๆ เผชิญความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ถ้าอุณหภูมิของโลกยังมีแนวโน้มที่จะร้อนขึ้น 4.3 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

7. การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกแบบบูรณาการ:

โลกของเราจะไม่สามารถกอบกู้สภาพภูมิอากาศเอาไว้ได้ โดยปราศจากการกอบกู้ความหลากหลายทางชีวภาพ หรือในทางกลับกัน เนื่องจากระบบธรรมชาติที่ค้ำจุนชีวิตบนโลกนั้นเชื่อมโยงกันอย่างบูรณาการ

8. ทางออกที่ยึดตามธรรมชาติ:

มีหลายวิธีที่จะตอบรับกับปัญหาโลกร้อน และเป็นวิธีที่มีโอกาสได้ผลสูง เช่น การปกป้องและฟื้นฟูป่าไม้และพื้นที่ชุ่มน้ำ, การเกษตรที่ยั่งยืน และการเคารพภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์

 

Photo by Mark RALSTON / AFP

ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ให้กำเนิดพระโอรส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588362

  • วันที่ 06 พ.ค. 2562 เวลา 20:53 น.

ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ให้กำเนิดพระโอรส

เมแกน มาร์เคิล พระชายาในเจ้าชายแฮร์รี่ ประสูติกาลพระโอรสองค์แรก

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมออกประกาศแถลงการณ์ถึงการมีพระประสูติกาลรัชทายาทพระองค์แรกของเจ้าชายแฮร์รี่ และเมแกน มาร์เคิล พระชายา ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ว่า

ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์มีประสูติกาลพระโอรสองค์แรกในเจ้าชายแฮร์รี่เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (5 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นที่พระตำหนักใกล้พระราชวังวินเซอร์ชานกรุงลอนดอน น้ำหนักแรกคลอดของพระโอรสน้อยอยู่ที่ 7 ปอนด์ 3 ออนซ์ หรือราว 3.2 กิโลกรัม ทั้งดัชเชสและพระโอรสน้อยปลอดภัยทั้งคู่

สมเด็จพระราชินี เจ้าชายฟิลิปดยุกแห่งเอดินเบอระ และพระบรมวงศ์ทุกพระองค์ต่างทราบข่าวอันน่ายินดีของการประสูติของเจ้าชายน้อยแล้ว

สำหรับพระโอรสองค์น้อยของเจ้าชายแฮร์รี่จะอยู่ในลำดับที่ 7 ของการสืบราชสันตติวงศ์แห่งราชวงศ์อังกฤษ โดยมีเจ้าฟ้าชายชาลส์ เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายจอร์จ เจ้าหญิงชาร์ล็อตต์ เจ้าชายลูอิส และเจ้าชายแฮร์รี่

เปิดศึกไปทั่ว สหรัฐส่งเรือบรรทุกเครื่องบินขู่อิหร่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588341

  • วันที่ 06 พ.ค. 2562 เวลา 18:32 น.

เปิดศึกไปทั่ว สหรัฐส่งเรือบรรทุกเครื่องบินขู่อิหร่าน

จอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงประจำทำเนียบขาว แถลงว่า สหรัฐได้ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln และฝูงบินทิ้งระเบิด เดินทางไปยังพื้นที่บัญชาการกลางของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงในภูมิภาคตะวันออกกลาง

โบลตันกล่าวว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการตอบสนองต่อสัญญาณการคุกคามต่อสหรัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยไม่ได้ให้รายละเอียดว่าเป็นการคุกคามแบบใด แต่เขากล่าวว่าสหรัฐต้องการส่งสัญญาณไปถึงอิหร่านว่า หากมีการโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐหรือของพันธมิตร อิหร่านจะต้องพบกับการตอบโต้อย่างหนักหน่วง

“สหรัฐไม่ได้ต้องการที่จะทำสงครามกับอิหร่าน แต่เราพร้อมที่จะตอบโต้การโจมตี ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีผ่านตัวแทน โดยกองกำลังปฏิวัติอิสลาม หรือโดยกองกำลังอิหร่านอื่นๆ”

ขณะที่เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยกับสำนักข่าว AP ว่า การตัดสินใจของทำเนียบขาวที่จะส่งเรือบรรทุกเครื่องบินและยุทโธปกรณ์ทางทหารอื่นๆ ไปยังตะวันออกกลาง ก็เพื่อส่งสัญญาณเตือนไปยังอิหร่าน หลังจากพบหลักฐานบ่งชี้ที่ชัดเจนว่ากองกำลังติดอาวุธที่เป็นตัวแทนอิหร่าน รวมถึงอิหร่านเอง กำลังเตรียมที่จะโจมตีกองกำลังสหรัฐในภูมิภาคนี้

เจ้าหน้าที่ไม่เผยนามดังกล่าว แย้มว่ากระทรวงกลาโหมอนุมัติการส่งกำลัง เพราะกองทัพสหรัฐทางทะเลและทางบกกำลังตกเป็นเป้าหมายการโจมตี

การเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวสอดคล้องกับ ไมค์ พอมพีโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ที่ระบุว่า “อิหร่านจะต้องรับผิดชอบต่อการโจมตีใดๆ ต่อผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน และข้อเท็จจริงที่ว่า หากการโจมตีนั้นๆ เกิดขึ้น หากเกิดขึ้นโดยกลุ่มตัวแทนบุคคลที่สาม ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังติดอาวุธชีอะห์, กลุ่มฮูษี หรือกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ เราจะให้อิหร่านเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด”

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐ 2 คนกล่าวกับสำนักข่าว CNN ว่า คำแถลงของจอห์น โบลตัน มีเป้าหมายในการขัดขวางอิหร่าน โดยที่ยังไม่มีข้อบ่งชี้ใดๆ ว่าอิหร่านจะดำเนินการโจมตีอย่างใดอย่างหนึ่ง

ทั้งนี้ การส่งกองเรือและฝูงบินไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่อิสราเอลทำการโจมตีฉนวนกาซาอย่างหนัก เพื่อตอบโต้หลังจากถูกกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ยิงจรวดถล่ม ในประเด็นนี้ สำนักข่าว AP ได้ซักถามแหล่งข่าวในกระทรวงกลาโหมว่ามีความเกี่ยวข้องกับการข่มขู่อิหร่านหรือไม่ แหล่งข่าวยืนยันว่าเป็นคนละกรณีกัน

กวัยโดชักศึกเข้าบ้าน เล็งขอสหรัฐส่งทหารบุกเวเนฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588318

  • วันที่ 06 พ.ค. 2562 เวลา 14:56 น.

กวัยโดชักศึกเข้าบ้าน เล็งขอสหรัฐส่งทหารบุกเวเนฯ

ฮวน กวัยโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา และผู้อ้างสิทธิในตำแหน่งประธานาธิบดี กล่าวว่าเขากำลังพิจารณาที่จะขอให้สหรัฐส่งกำลังทหารเข้ามาแทรกแซงสถานการณ์ในเวเนซุเอลา

กวัยโด ได้ให้สัมภาษณ์กับนิค ไบรแอนท์ ผู้สื่อข่าวของ BBC ว่าเขาจะพิจารณาทุกทางเลือกเพื่อขับไล่นิโคลัส มาดูโร ให้พ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดี และกล่าวว่า เขาได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ

ในงานข่าว Venezuela crisis: Guaidó ‘considering asking US for military intervention’ (วิกฤตการณ์เวเนซุเอลา : กวัยโดพิจารณาขอให้สหรัฐส่งกำลังทหารมากแทรกแซง) ของ BBC ได้ยกคำพูดของกวัยโดมาว่า “ผมคิดว่าประธานาธิบดีทรัมป์มีจุดยืนที่มั่นคง ซึ่งเราชื่นชมในเรื่องนี้ เช่นเดียวกับชาวโลก (ที่ชื่นชมจุดยืนของทรัมป์)”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เขาต้องการให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ และกองทัพสหรัฐแทรกแซงสถานการณ์ในเวเนซุเอลาหรือไม่? กวัยโดตอบว่า เขามีความรับผิดชอบที่จะต้องประเมินความเป็นไปได้ที่จะมีการแทรกแซงจากนานาประเทศ และกล่าวว่า “ผม ในฐานะประธานสภาแห่งชาติ จะประเมินทางเลือกทุกอย่างหากจำเป็น” ซึ่งคำกล่าวนี้ชี้ชัดว่าหากสถานการณ์จำเป็น กวัยโดจะขอให้สหรัฐแทรกแซง

อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เขายังไม่มีความคิดที่จะส่งทหารเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของเวเนเซุเอลา และเผยว่า เขาได้โทรศัพท์ไปหาประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย (ซึ่งสนับสนุนมาดูโร) และปูตินยืนยันกับเขาว่า จะไม่แทรกแซงสถานการณ์ในเวเนซุเอลาเช่นกัน เพราะต้องการให้เกิดแนวโน้มที่ดีขึ้นในประเทศนี้ ซึ่งทรัมป์ย้ำว่าเขาเองก็คิดเห็นตรงกับปูติน

Photo by Juan BARRETO / AFP