คนญี่ปุ่นพอใจประชาธิปไตยของประเทศตัวเองน้อยที่สุดในเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588142

  • วันที่ 03 พ.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

คนญี่ปุ่นพอใจประชาธิปไตยของประเทศตัวเองน้อยที่สุดในเอเชีย

รายงานล่าสุดจากศูนย์วิจัย Pew ที่สำรวจความคิดเห็นประชาชน 30,133 คนจาก 27 ประเทศ พบว่าผู้คนในหลายประเทศไม่พึงพอใจความเป็นประชาธิปไตยในประเทศของตัวเอง ซึ่งเชื่อมโยงอยู่ในหลายมิติ อาทิ สภาพเศรษฐกิจ สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล และพฤติกรรมของนักการเมือง

จากการสำรวจทั้ง 27 ประเทศ อาทิ สหรัฐ แคนาดา สวีเดน เยอรมนี ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น อิสราเอล เคนยา บราซิล เม็กซิโก พบว่าค่าเฉลี่ยความไม่พึงพอใจประชาธิปไตยอยู่ที่ 51% ส่วนอีก 45% พึงพอใจ ซึ่งความไม่ชอบใจนี้แตกต่างกันตามแต่ละภูมิภาคทั่วโลก ประชาชนกว่าครึ่งหนึ่งใน 6 จาก 10 ประเทศยุโรปที่ Pew ทำการสำรวจไม่พอใจประชาธิปไตยของประเทศตัวเอง โดยประเทศยุโรปตอนใต้ เช่น อิตาลี สเปน กรีซ  มีความไม่พอใจมากที่สุดคือ 70%

ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในแถบเอเชียแปซิฟิกมีความพึงพอใจกับประชาธิปไตยของประเทศตัวเอง ยกเว้นในญี่ปุ่นที่ประชาชนส่วนใหญ่ถึง 56% ไม่พึงพอใจประชาธิปไตยของตัวเอง ซึ่งมากที่สุดในภูมิภาค โดยในจำนวนคนที่ไม่พอใจนั้น 74% มองว่าเศรษฐกิจกำลังตกต่ำ  69% มองว่าประชาชนขาดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และ 70% มองว่า นักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาแล้วมักจะไม่รับฟังเสียงของประชาชน

นอกจากนี้ยังพบว่าในช่วงปี 2017 และ 2018 ความไม่พึงพอใจในประชาธิปไตยยังเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนในครึ่งหนึ่งของประเทศที่ทำการสำรวจ โดยเฉพาะในญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 9% แม้รัฐบาลจะพยายามปรับปรุงกระบวนการประชาธิปไตย รวมทั้งการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามาทำงานการเมือง และกระตุ้นให้กลุ่มคนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในการเลือกตั้งมากขึ้นก็ตาม

เมื่อเจาะลึกลงไปจะพบว่าความไม่พึงพอใจของประชาชนขึ้นอยู่กับหลายสาเหตุ หลักๆ ได้แก่ สภาพเศรษฐกิจของประเทศและโอกาสในการสร้างเนื้อสร้างตัว แทบจะทุกประเทศที่ Pew สำรวจพบว่ายิ่งเศรษฐกิจของประเทศไม่ดี ยิ่งส่งผลให้ความไม่พึงพอใจในประชาธิปไตยของประชาชนเพิ่มขึ้น ทว่ารายรับส่วนบุคคลไม่มีผลกับความพึงพอใจนี้  สิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นและความเท่าเทียมในระบบยุติธรรมก็เป็นตัวแปรสำคัญของความพึงพอใจ สาเหตุนี้จะเห็นได้ชัดเจนในทวีปยุโรป หากเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนไม่ได้รับการปกป้องหรือไม่ได้รับความเท่าเทียมในกระบวนการยุติธรรม ความพึงพอใจในประชาธิปไตยก็จะลดลง

อีกสาเหตุหนึ่งคือ พฤติกรรมของนักการเมือง ความไม่พอใจมีแนวโน้มสูงขึ้นในประเทศที่ประชาชนรู้สึกว่าบรรดานักการเมืองที่ตัวเองเลือกเป็นตัวแทนไม่ยอมรับฟังเสียงของคนทั่วไป ขณะที่ในประเทศแถบสหภาพยุโรปนั้นประเด็นเกี่ยวกับผู้อพยพ ทัศนคติต่อสหภาพยุโรป และความนิยมในพรรคการเมืองฝั่งประชานิยม เป็นปัจจัยชี้วัดความพึงพอใจในประชาธิปไตยด้วย โดยประชาชนที่มองว่าสหภาพยุโรปเป็นองค์กรไร้ประสิทธิภาพ หรือไม่ต้องการให้ผู้นำของตัวเองอ้าแขนรับผู้อพยพจากตะวันออกกลาง ล้วนไม่พึงพอใจประชาธิปไตยในประเทศตัวเอง

ดัชนีประชาธิปไตยของไทย ที่มา : EIU

ทั้งนี้ Pew ไม่ได้สำรวจความคิดเห็นจากประชาชนชาวไทย แต่จากดัชนีความเป็นประชาธิปไตยของหน่วยบริการข้อมูลของนิตยสารดิอีโคโนมิสต์ (EIU) ซึ่งวัดจากคำถาม 60 ข้อ แบ่งเป็น 5 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ กระบวนการเลือกตั้งและพหุนิยม การทำหน้าที่ของรัฐบาล การมีส่วนร่วมทางการเมือง วัฒนธรรมการเมือง และเสรีภาพของพลเมือง ปรากฏว่านับตั้งแต่ปี 2008-2017 ที่การเมืองไทยผ่านมรสุมหลายครั้ง คะแนนความเป็นประชาธิปไตยของไทยลดลงต่อเนื่องจาก 6.81 เหลือ 4.63 จากคะแนนเต็ม 10

วาฬเบลูก้าต้องสงสัย อาจกำลังขอลี้ภัยในนอร์เวย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588145

  • วันที่ 03 พ.ค. 2562 เวลา 18:15 น.

วาฬเบลูก้าต้องสงสัย อาจกำลังขอลี้ภัยในนอร์เวย์

นักวิทย์เชื่อ วาฬเบลูก้าต้องสงสัยที่พบนอกชายฝั่งนอร์เวย์ อาจกำลังขอลี้ภัยเพราะพฤติกรรมเชื่องของมัน

จากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ระบุว่าชาวประมงของนอร์เวย์พบวาฬเบลูก้าตัวหนึ่ง มีลักษณะท่าทางต้องสงสัยเนื่องจากมันแหวกว่ายอยู่ใกล้ชายฝั่งเกาะอิงโกย่า ทางตอนเหนือของประเทศ อีกทั้งยังพบว่าที่ลำตัวของมันมีสายรัดสำหรับติดกล้อง GoPro อยู่ที่ลำตัว ซึ่งสายรัดดังกล่าวมีป้ายแท็กติดไว้ว่าผลิตที่นครเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก

 

ประกอบกับหลังจากที่มีการพบเจ้าวาฬตัวนี้ มีการเปิดเผยจากผู้เชี่ยวชาญทางทะเลในรัสเซียที่สันนิฐานว่า วาฬตัวนี้อาจหลุดมาจากฐานฝึกของกองทัพเรือรัสเซียในเมืองเมอร์มานสค์ และมันอาจเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฝึกสัตว์ทะเลเพื่อการสอดแนมทางยุทธวิธี

ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พ.ค. มีรายงานจากสถานีโทรทัศน์ NRK ของนอร์เวย์ระบุว่า ชาวบ้านในพื้นที่ของเกาะอิงโกย่า ยังคงพบวาฬตัวนี้แหวกว่ายอยู่ใกล้กับชายฝั่ง แม้ว่าก่อนหน้านั้นเจ้าหน้าที่ได้ปลดสายรัดกล้อง GoPro ของมันออกไปแล้วก็ตามที

Linn Sæther

รายงานระบุว่า เจ้าวาฬตัวนี้มันปฏิเสธที่จะว่ายออกทะเลไปตามสัญชาติญาณ แต่มันกลับวนเวียนอยู่ห่างจากชายฝั่งราว 2-3 ไมล์เท่านั้น

ชาวบ้านรายหนึ่งบอกว่า หลังจากที่บังเอิญพบกับเจ้าวาฬตัวนี้กลางทะเลโดยบังเอิญขณะแล่นเรือจากเมือง Tufjord กลับมายัง Hammerfest ยังพบวาฬตัวนี้ว่ายวนเวียนอยู่ใกล้ๆกับเรือของตน แถมมันยังเชื่องถึงกับว่ายน้ำตามกลับเข้ามายังชายฝั่ง

Audun Rikardsen อาจารย์ด้านชีววิทยาทางทะเลจากมหาวิทยาลัยอาร์กติกแห่งนอร์เวย์ เผยว่า แม้ก่อนหน้านี้จะมีการตั้งข้อสันนิฐานว่ากองทัพเรือรัสเซียพยายามฝึกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหล่านี้ให้ทำภารกิจสอดแนม ซึ่งภายหลังทางรัสเซียได้ออกมาปฏิเสธเรื่อดังกล่าว แต่ก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าสายรัดตัวที่พบนั้นมาจากไหน

ทั้งนี้ Rikardsen เตือนว่าหากพฤติกรรมของมันซึ่งดูใกล้ชิดมนุษย์นั้นดูเหมือนมันพยายามจะขอลี้ภัยในนอร์เวย์ อาจส่งผลให้มันไม่สามารถหาอาหารและใช้ชีวิตตามสัญชาติตามธรรมชาติได้ จึงแนะนำว่าชาวบ้านคนใดที่พบไม่ควรให้อาหารมัน

ขณะที่ผู้อำนวยการสำนักประมงของนอร์เวย์ระบุว่า ขณะนี้พยายามติดตามเจ้าวาฬตัวนี้ เพื่อให้แน่ใจว่ามันสามารถเอาตัวรอดได้ตามธรรมชาติ

นักวิทย์รัสเซียทิ้งฐานวิจัยขั้วโลกเหนือ หนีน้ำแข็งอาร์กติกละลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588135

  • วันที่ 03 พ.ค. 2562 เวลา 16:43 น.

นักวิทย์รัสเซียทิ้งฐานวิจัยขั้วโลกเหนือ หนีน้ำแข็งอาร์กติกละลาย

ทีมสำรวจอาร์กติกรัสเซีย อพยพหนีด่วนออกจากฐานวิจัยขั้วโลกเหนือ หลังพบผืนน้ำแข็งแตกออกอย่างรวดเร็ว

นักวิจัยจากสถาบัน Hydrometeorological ของรัสเซีย หรือ Roshydromet ต้องทำการอพยพออกจากสถานีวิจัยที่ตั้งอยู่ในแถบอาร์กติก หรือ ขั้วโลกเหนือช่วงวันจันทร์ที่ผ่าน เนื่องจากพบว่าบนพื้นผิวน้ำแข็งขั้วโลกที่พวกเขากำลังทำงานวิจัยอยู่นั้นเริ่มแตกออกจากแผ่นน้ำแข็งหลักแล้วรายงานระบุว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ซึ่งทำการศึกษาเรื่องค่ามลพิษในภูมิภาคอาร์ติกเป็นเวลานานกว่า 1 เดือนนั้น ต้องรีบเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดและอพยพออกจากฐานภายในเวลา 3 ชั่วโมง หลังพบว่าน้ำแข็งที่พวกเขาตั้งสถานีนั้นเริ่มไม่มั่นคง

 

กระบวนการขนย้ายใช้เวลาน้อยกว่า 3 ชั่วโมง โดยอาศัยเฮลิคอปเตอร์ของเรือตัดน้ำแข็งสำรวจขั้วโลกที่ลอยลำอยู่ใกล้เคียง ทีมนักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะมีการแตกตัวของแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ในเร็วๆนี้ หลังจากที่ทีมนักวิจัยได้สังเกตร่องรอยการแตกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง

สำหรับทีมวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผน Transarktika-2019 ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐบาลรัสเซียให้เงินสนับสนุนนับล้านรูเบิลเพื่อตรวจสอบสภาพมลภาวะในแถบอาร์กติก ซึ่งที่ผ่านมาจากการสำรวจอันยาวนานพบว่าบางพื้นที่ของแถบอาร์กติกซึ่งติดกับพรมแดนรัสเซียทางตอนเหนือนั้น มีอุณหภูมิสูงถึง 5 องศาเซลเซียสในระยะเวลาที่น้อยกว่า 30 ปี

 

ทีมสำรวจยอมรับว่าปัจจุบันทีมสำรวจรัสเซียต้องเผชิญปัญหาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากไม่สามารถหาแผ่นน้ำแข็งที่ลอยตัวและแข็งพอสำหรับการตั้งสถานีวิจัย

โดยสถานีวิจัยขนาดใหญที่สุดเท่าที่เคยตั้งแค่สถานี North Pole-40 ซึ่งถูกจัดตั้งในปี 2012 แต่ทว่าพฤษภาคม 2013 ทีมสำรวจจำนวน 16 คน ต้องรีบอพยพออกจากพื้นที่ทันทีเนื่องจากพบว่าน้ำแข็งละลายเร็วกว่าที่คิด

ภาพ : themoscowtimes

ผอ.นาซาเตือนชาวโลกควรตระหนักภัยคุกคามจากอุกกาบาตชนโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588114

  • วันที่ 03 พ.ค. 2562 เวลา 13:44 น.

ผอ.นาซาเตือนชาวโลกควรตระหนักภัยคุกคามจากอุกกาบาตชนโลก

“นี่ไม่ใช่หนังฮอลลีวูด” ผู้อำนวยการนาซาเตือนชาวโลก รับมือภัยอุกกาบาต

นาย จิม ไบรเดนสไตน์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (นาซา) ได้กล่าวในที่การประชุมการป้องกันดาวเคราะห์ ที่กรุงวอชิงตันดี.ซี.เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมาโดยตอนหนึ่งนายไบรเดนสไตน์ได้กล่าวถึงว่า ชาวโลกควรตระหนักถึงภัยคุกคามจากอุกกาบาตที่ตกลงมายังชั้นบรรยากาศโลกให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

“เราต้องทำให้แน่ใจว่า ผู้คนเข้าใจเรื่องนี้ในฐานะที่ไม่ใช่หนังฮอลลีวูด นี่เป็นเรื่องของการปกป้องโลกเพียงดวงเดียวที่เรามีอยู่ และเราเป็นเจ้าของร่วมกัน”

นายไบรเดนสไตน์ยังได้ยกตัวอย่างถึงเหตุการณ์ที่อุกกาบาตขนาด 20 เมตร ที่ตกลงมายังบริเวณภูมิภาคอูราลของรัสเซียเมื่อปี 2013 ว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บกว่า 1,000 ราย จำนวนนี้เป็นเด็กกว่า 200 คน หลายคนบาดเจ็บจากการที่ถูกกระจกบาดเนื่องจากคลื่นสะท้อนโซนิคบูมจากการชนของอุกกาบาต อาคารหลายแห่งเสียหายนับไม่ถ้วน ส่วนใหญ่เสียหายในลักษณะกระจกแตก

นายไบรเดนสไตน์ยังบอกอีกว่า จากระบบแบบจำลองของนาซาชี้ให้เห็นว่าทั่วโลกอาจจะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะคล้ายๆกันนี้ในทุก 60 ปี

ชิงหัวขึ้นเบอร์หนึ่งมหาวิทยาลัยในเอเชีย แซงหน้า NUS ของสิงคโปร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588104

  • วันที่ 03 พ.ค. 2562 เวลา 11:42 น.

ชิงหัวขึ้นเบอร์หนึ่งมหาวิทยาลัยในเอเชีย แซงหน้า NUS ของสิงคโปร์

มหาวิทยาลัยชิงหัว แซงหน้าสิงคโปร์ ขึ้นแท่นมหาวิทยาลัยเบอร์หนึ่งของเอเชียประจำปี 2019

Times Higher Education หรือ THE นิตยสารด้านการศึกษาได้เปิดเผยการจัดอันดับมหาวิทยาลัยดีที่สุดของเอเชียประจำปี 2019 โดยพบว่าในปีนี้มหาวิทยาลัยชิงหัวของจีน (Tsinghua University) ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งเป็นมหาวิทยาลัยดีที่สุดของเอเชียในปีนี้ แซงหน้า มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ที่ครองแชมป์มานานตั้งแต่ปี 2016 หล่นลงมาอยู่อันดับสอง

รายงานระบุว่า เหตุที่ม.ชิงหัวขึ้นอันดับหนึ่งนั้นมาจากคะแนนด้านสภาพสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การเรียนการสอน รวมถึงการตีพิมพ์งานวิชาการที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง และคะแนนในด้านความเป็นสากล (International Outlook) จากสายตาของนานาชาติ

สอดคล้องกับ ฟิล บาตี้ บรรณาธิการของ THE กล่าวว่า จีนเป็นตัวอย่างหนึ่งของประเทศในเอเชียที่ประสบคววามสำเร็จด้านมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่ถูกจัดอันดับดีขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนด้านการศึกษาอย่างจริงจังมานานหลายปี” โดยพบว่าปีนี้มีมหาวิทยาลัยจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่อยู่ในรายชื่อผู้เข้าชิงถึง 72 แห่ง เพิ่มขึ้นจาก 63 แห่งจากปีที่ผ่านมา

ส่วนอันดับสามคือมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง อันดับสี่คือมหาวิทยาลัยฮ่องกง

อันดับห้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง อันดับหกมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง สิงคโปร์ อันดับเจ็ดมหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง อันดับแปดมหาวิทยาลัยโตเกียว อันดับเก้ามหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล เกาหลีใต้ และอันดับสิบมหาวิทยาลัยซุงคยุนกวาน ของเกาหลีใต้

อังกฤษตั้งรัฐมนตรีกลาโหมหญิงคนแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588099

  • วันที่ 03 พ.ค. 2562 เวลา 10:56 น.

อังกฤษตั้งรัฐมนตรีกลาโหมหญิงคนแรก

เพนนี มอร์ดาน์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมคนใหม่ นับเป็นรมว.กลาโหมหญิงคนแรกของอังกฤษ

เพนนี มอร์ดาน์ อดีตกองหนุนประจำกองทัพเรืออังกฤษและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคอนุรักษ์นิยม ได้รับการแต่งตั้งจากนายรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมอังกฤษคนใหม่ แทนที่นายกาวิน วิลเลียมสัน ที่ถูกสั่งปลดไม่เมื่อวานที่ผ่านมา จากการที่มีรายงานความลับจากสภาความมั่นคงของอังกฤษกรณี 5G หัวเว่ยรั่วไหลผ่านสื่อ แม้ว่านายวิลเลียมสันจะยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนว่าไม่มีส่วนในการรั่วไหลของข้อมูลดังกล่าวก็ตาม

 

ทำเนียบดาวนิ่งสตรีทได้ประกาศแต่งตั้งนางเพนนี มอร์ดาน์ วัย 46 ปี รับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งนับเป็นรัฐมนตรีกลาโหมที่เป็นผู้หญิงคนแรกของอังกฤษ

สำหรับประวัติของเธอจบการศึกษาด้านปรัชญาจากมหาวิทยาลัยรีดดิ้ง เคยเข้ารับราชการในฐานะกองหนุนของกองทัพเรืออังกฤษ ก่อนที่จะเข้าสู่แวดวงการเมืองด้วยการสมัครเป็นสมาชิกยุวชนพรรคอนุรักษ์นิยม ปี 2003 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภาจากเขตพอร์ตสมัธเหนือ นอกจากนั้นเธอยังรับตำแหน่งรัฐมนตรีกิจการสตรีเยาวชนและความเสมอภาค

ภาพ : Skynews

ซานะ TWICE งานเข้า ชาวเน็ตกิมจิวิจารณ์สนั่นโพสต์เกี่ยวกับยุคเฮเซของญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588079

  • วันที่ 03 พ.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

ซานะ TWICE งานเข้า ชาวเน็ตกิมจิวิจารณ์สนั่นโพสต์เกี่ยวกับยุคเฮเซของญี่ปุ่น

สาวซานะ จากวงเกิร์ลกรุ๊ป TWICE ถูกชาวเกาหลีใต้วิจารณ์หนักโพสต์ที่เจ้าตัวโพสต์ความรู้สึกที่มีต่อยุคเฮเซของญี่ปุ่นที่เพิ่งจะผ่านพ้นไปหลังการขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่

ในวันที่ชาวญี่ปุ่นกำลังบอกลายุคสมัยเฮเซในวันที่ 30 เม.ย. เพื่อเข้าสู่ยุคเรวะในวันที่ 1 พ.ค. ซานะ สมาชิกชาวญี่ปุ่นจากวง TWICE เกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังในเกาหลีใต้ ก็ได้โพสต์อิสตาแกรมถึงความรู้สึกที่เธอมีต่อยุคสมัยเฮเซเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมดว่า “ฉันเกิดในยุคเฮเซก็เลยรู้สึกเศร้าที่ยุคนี้สิ้นสุดลง แต่ถึงอย่างนั้นยุคนี้ก็เป็นยุคที่ดีมาก และในเมือยุคเรวะกำลังจะเริ่มขึ้น ฉันก็พร้อมจะเผชิญกับการเริ่มต้นใหม่และทำวันสุดท้ายของยุคเฮเซให้เต็มที่”

ซึ่งดูแล้วก็ไม่ได้มีพิษมีภัยหรือมีประเด็นซ่อนเร้นอะไร แต่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวเกาหลีกลับไม่พอใจและเข้าไปวิจารณ์เธอยกใหญ่ ว่าซานะเข้าไปแสดงความรู้สึกส่วนตัวเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ ในอินสตาแกรมของวง และโจมตีว่าซานะขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เกาหลี-ญี่ปุ่น เนื่องจากชาวเกาหลีใต้บางคนยังฝังใจเกี่ยวกับการรุกรานของญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

อย่างไรก็ดี คังแตอุง ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยคังอูน โต้แทนซานะว่าข้อความของเธอไม่ได้มีประเด็นทางการเมืองแอบแฝงแต่อย่างใด “ชาวญี่ปุ่นใช้ชื่อยุคเป็นปกติในชีวิตประจำวัน ส่วนชาวเกาหลีใต้ก็ใช้เป็นตัวเลข ก็แค่นั้น ชาวญี่ปุ่นจะใช้ชื่อยุคในการแยกเจนเนอเรชั่น ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ ข้อความของซานะไม่ได้เป็นการยกย่องลัทธิจักวรรดินิยมของญี่ปุ่นหรือเชิดชูประวัติศาสตร์เลย”

ทั้งนี้ ประเด็นร้อนของซานะเกิดขึ้นไม่นานหลังจากนักการเมืองญี่ปุ่นโจมตีดาฮยอน เพื่อนร่วมวงของซานะ ที่สวมเสื้อผ้าจากแบรนด์ Marymond ที่เป็นการสนับสนุนหญิงชาวเกาหลีใต้ที่ถูกบังคับให้ค้ากามแก่กองทัพญี่ปุ่น ซึ่งก็หนีไม่พ้นเป็นเรื่องความบาดหมางระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเมื่อครั้งสงครามโลก

 

ไต้หวันช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมรักษาคนชายแดนไทย-พม่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588072

  • วันที่ 03 พ.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

ไต้หวันช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมรักษาคนชายแดนไทย-พม่า

สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ร่วมกับแม่ตาวคลีนิกและมูลนิธิสุวรรณนิมิตได้ลงนามเมื่อวันที่ 19 เมษายน พ. ศ. 2562 ตกลงเรื่องตลอดระยะเวลาหนึ่งปีข้างหน้า รัฐบาลไต้หวันจะมอบเงินจำนวน 8 หมื่นเหรียญดอลลาร์สหรัฐแก่แม่ตาวคลีนิก เพื่อสนับสนุนการผลักดันให้เกิดการอบรมชุมชนและโครงการการรักษาพยาบาล

ดร.ซินเทีย หม่อง (Cynthia Maung) เป็นผู้ก่อตั้งแม่ตาวคลีนิกและแพทย์หญิงชาวกะเหรี่ยงของพม่าคนแรก เคยได้รับ “รางวัลประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย” จากรัฐบาลไต้หวันและรางวัลเกียรติคุณอื่น ๆ จากนานาประเทศ ดร.ซินเทียได้แสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อรัฐบาลไต้หวันเรื่องการให้การสนับสนุนด้านต่าง ๆ ของรัฐบาลไต้หวันและได้แสดงความเห็นว่าจะขยายการให้บริการการรักษาพยาบาลของแม่ตาวคลีนิกโดยแต่ละปีจะให้บริการการตรวจครรภ์แก่สตรีมีครรภ์จำนวน 5,000 คน และการทำคลอดทารกแรกเกิดจำนวน 2,500 คน (หรือเท่ากับประมาณร้อยละ 40 ของจำนวนทารกแรกเกิดทั้งหมดในพื้นที่นั้น)

อีกทั้งจะร่วมมือกับโรงพยาบาลท้องถิ่นยกระดับมาตรฐานการรักษาพยาบาลของชาวบ้านและแรงงานต่างชาติที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนไทย-พม่า ส่วนหนึ่งของงบประมาณสนับสนุนโครงการดังกล่าวในปีนี้จะใช้ในการก่อสร้างศูนย์อบรมชุมชน เพื่อเพิ่มศักยภาพการทำงานของแรงงานข้ามชาติในบริเวณชายแดน ซึ่งมีกำหนดการว่าจะสร้างเสร็จภายในกลางปีนี้

ผู้แทนสำนักงานฯ ดร. ถงเจิ้นหยวน ได้กล่าวในพิธีลงนามว่า ไต้หวันได้ให้ความร่วมมือและช่วยผลักดันการช่วยเหลือการรักษาพยาบาลในประเทศต่าง ๆ มาโดยตลอด ในแต่ละปี จะมีองค์กรการกุศลและแพทย์พยาบาลจากไต้หวันจำนวนมากมาให้บริการด้านการรักษาพยาบาลระยะสั้นแก่ผู้คนที่อยู่ในภาคเหนือของไทยและบริเวณชายแดนไทย-พม่า สำนักงานฯ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นสื่อกลางเชื่อมต่อภาคเอกชนในการผลักดันการช่วยเหลือทางมนุษยธรรม ทำให้ค่านิยมมนุษยธรรมและการกุศลของไต้หวันเป็นที่ประจักษ์ในสายตาของชาวโลก

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไต้หวันได้ร่วมมือกับแม่ตาวคลีนิกด้านการรักษาพยาบาลและสนับสนุนโครงการการรักษาพยาบาลของแม่ตาวคลีนิกมาตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งขณะนี้มูลค่ารวมของการร่วมมือของทั้งสองฝ่ายราวเกือบ 4 แสนเหรียญดอลลาร์สหรัฐ แม่ตาวคลีนิกได้แสดงความเห็นว่าจะกระชับความสัมพันธ์กับสำนักงานฯ ให้มากขึ้น เพื่อให้สิ่งดี ๆ ที่รัฐบาลไต้หวันได้มอบให้กับชาวไทยเป็นที่ประจักษ์ในสายตาของชาวโลกยิ่งขึ้น

ญี่ปุ่นลุกขึ้นปกป้องสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ ปิดตายข่าวลือจากหนังสือกอสซิป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588068

  • วันที่ 02 พ.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

ญี่ปุ่นลุกขึ้นปกป้องสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ ปิดตายข่าวลือจากหนังสือกอสซิป

นับตั้งแต่เข้ามาเป็นสะใภ้หลวง พระองค์ก็ต้องแบกรับแรงกดดันและเผชิญข่าวลือต่างๆ นานาจนกระทบกับพระพลานามัย และต้องเก็บตัวจากงานสังคมอยู่หลายปี

“หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือที่ดี และยังเต็มไปด้วยจินตนาการของผู้เขียน โดยไม่มีข้อเท็จจริงมารองรับ จริงอยู่ว่าไม่มีใครสามารถเข้าใกล้ราชวงศ์ของญี่ปุ่นเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องได้ และการคาดเดาของผู้เขียนก็ดูสมเหตุสมผล แต่ดูเหมือนผู้เขียนจะเชื่อมั่นในความคิดเห็นของตัวเองอย่างมาก เต็มไปด้วยการคาดเดาและการอนุมาน” หนึ่งในความคิดเห็นจากผู้อ่านในเว็บไซต์ goodreads.com พูดถึงหนังสือ Princess Masako: Prisoner of the Chrysanthemum Throne (เจ้าหญิงมาซาโกะ นักโทษแห่งบัลลังก์ดอกเบญจมาส) หนังสือที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงความถูกต้องแม่นยำของเนื้อหา

หนังสือ Princess Masako: Prisoner of the Chrysanthemum Throne ที่ถูกมองว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับเรื่องจริงอันน่าเศร้าของอดีตมกุฏราชกุมารีของญี่ปุ่นเล่มนี้ เขียนโดย เบน ฮิลส์ นักข่าวสืบสวนสอบสวนชาวออสเตรเลีย จากการรวบรวมข้อมูลเป็นเวลาหนึ่งปีในญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐ และอังกฤษ จากบรรดาพระสหาย พระอาจารย์ และเพื่อนร่วมงานของสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะและสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะ

เนื้อหาบางส่วนของหนังสือเล่มนี้ระบุว่า สมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะทรงถูกบังคับให้ยุติการศึกษาที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เนื่องจากหัวข้อวิทยานิพนธ์ของพระองค์อาจนำมาซึ่งการโต้แย้ง หรือระบุว่าสำนักพระราชวังญี่ปุ่นขัดขวางการเสกสมรสของพระองค์กับสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ และกลั่นแกล้งสมเด็จพระจักรพรรดินีจนทรงต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล รวมทั้งการระบุว่าเจ้าหญิงไอโก พระธิดาทรงประสูติจากการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งไม่น่าจะถูกต้อง เนื่องจากหากทรงใช้วิธีดังกล่าวจริงแล้วเหตุใดจึงไม่เลือกเพศเป็นพระโอรสตามที่คนทั้งญี่ปุ่นคาดหวังและเฝ้ารอ

จากเนื้อหาดังกล่าวข้างต้นทำให้ผลงานของฮิลส์เป็นหนังสือเจ้าปัญหาตั้งแต่ยังไม่เริ่มพิมพ์ที่ญี่ปุ่นด้วยซ้ำ เดิมทีสำนักพิมพ์โคดันชะ ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น จะแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาญี่ปุ่น แต่จะขอแก้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนบางส่วนตามที่สำนักพระราชวังญี่ปุ่นแจ้งมา อาทิ การถอดข้อความที่เกี่ยวข้องกับการทำเด็กหลอดแก้วออกทั้งหมด หรือการขอใช้คำว่า “มีปัญหาด้านการปรับตัว” แทนคำว่า “โรคซึมเศร้า” เป็นต้น ทว่านอกจากผู้เขียนไม่ยินยอมแก้ไขแล้ว ยังกล่าวหาว่าทางการญี่ปุ่นกำลังพยายามเซ็นเซอร์หนังสือของเขาด้วย การตีพิมพ์จึงต้องยุติไป

ประเด็นเรื่องเนื้อหานี้ใหญ่โตถึงขั้นที่กระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าวที่กรุงโตเกียวเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2007 โต้แย้งว่าหนังสือของผู้สื่อข่าวชาวออสเตรเลียเป็นการดูหมิ่นคนญี่ปุ่นและราชวงศ์ เนื่องจากมีการใช้ถ้อยคำบรรยายที่แสดงถึงความไม่เคารพ บิดเบือนความจริง และอนุมานเรื่องต่างๆ จากตรรกะเลื่อนลอย โดยทูตญี่ปุ่นประจำสหรัฐและออสเตรเลียยังจัดการแถลงข่าวทำนองเดียวกันด้วย

กระทั่งเมื่อเดือน ส.ค. 2007 สำนักพิมพ์ไดซังโชกัง ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ ของญี่ปุ่น ตัดสินใจพิมพ์หนังสือเล่มนี้ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษออกมาพร้อมๆ กับหนังสือ The truth about ‘Princess Masako’: Mystery of the Contents Which Were Censored ของมิเนโอะ โนดะ นักข่าวสืบสวนสอบสวน ซึ่งอ้างว่าเป็นการตีแผ่วิธีการที่สำนักพระราชวังญี่ปุ่นสกัดไม่ให้หนังสือเรื่อง Princess Masako: Prisoner of the Chrysanthemum Throne ได้รับการตีพิมพ์

ส่วนความคิดเห็นของผู้ที่อ่านหนังสือ Princess Masako: Prisoner of the Chrysanthemum Throne บางส่วนมองว่าผู้เขียนพยายามยัดเยียดการตีความของตัวเองมากเกินไป ผู้อ่านที่ระบุชื่อว่า Amy รีวิวไว้ในเว็บไซต์ goodreads.com ว่า ผู้แต่งได้อ้างคำพูดของบุคคลคนหนึ่งจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย (Pennsylvania University) แต่บุคคลนั้นกลับไม่มีตัวตนอยู่จริง และติงเรื่องชื่อมหาวิทยาลัยข้างต้นว่าไม่แน่ใจว่าผู้เขียนหมายถึงมหาวิทยาลัยไหนระหว่าง Penn State University หรือ University of Pennsylvania เนื่องจากพื้นเพของเธอเป็นคนเพนซิลเวเนียจึงทราบรายละเอียดนี้ดี เธอจึงสงสัยว่าในหนังสือเล่มนี้อาจจะมีความคลาดเคลื่อนที่เธอไม่ทราบอีกหลายจุด

ส่วนผู้อ่านชื่อ Leslie มองว่าหนังสือเล่มนี้ใช้น้ำเสียงในการบอกเล่าไม่ต่างจากหนังสือพิมพ์แนวแท็บลอยด์ และมองญี่ปุ่นเป็นประเทศที่แปลก

หลังจากหนังสือเล่มนี้ออกมาเมื่อกว่า 10 ปีก่อน การพูดถึงสมเด็จพระจักรพรรดินีมาซาโกะก็ไม่เคยหลุดพ้นไปจากข่าวลือต่างๆ ที่ยิ่งเพิ่มความกดดันให้กับพระองค์เลย เมื่อปลายปีที่แล้วพระองค์ทรงมีพระดำรัสในวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระชนมายุ 55 พรรษา ถึงการที่พระองค์จะต้องขึ้นเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีว่า เมื่อคิดถึงอนาคตที่กำลังจะมาถึง บางครั้งพระองค์ก็หวั่นพระทัย และยังตรัสอีกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อชาวญี่ปุ่น แต่พระองค์จะทำให้ดีที่สุดเพื่อให้ประชาชนมีความสุข

จนเมื่อวันที่ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีนี้เองที่โทนการพูดถึงพระองค์เปลี่ยนไปเป็นการมองอนาคตที่สดใสข้างหน้าแทน

ชาวญี่ปุ่นเกือบ 80% หนุนพระรัชทายาทหญิงมีสิทธิ์ในราชบัลลังก์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/588059

  • วันที่ 02 พ.ค. 2562 เวลา 18:09 น.

ชาวญี่ปุ่นเกือบ 80% หนุนพระรัชทายาทหญิงมีสิทธิ์ในราชบัลลังก์

ผลสำรวจพบชาวญี่ปุ่นเกือบ 80% สนับสนุนให้พระรัชทายาทหญิงมีสิทธิ์์ในราชบัลลังก์ ขณะที่อีกกว่า 82% รู้สึกรักพระจักรพรรดิองค์ใหม่

สำนักข่าวเกียวโดรายงานผลสำรวจของสาธารณชนที่มีต่อสถาบันกษัตริย์ของญี่ปุ่นหลังสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะสละราชสมบัติ และจากที่สมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะทรงเข้าพิธีราชาภิเษกอย่างเป็นทางการเมื่อวานนี้ (1 พ.ค.) โดยผลสำรวจจากวิธีการสุ่มสำรวจชาวญี่ปุ่นจำนวน 743 ครอบครัว และสอบถามทางโทรศัพท์จำนวน 1,238 คนพบว่า ร้อยละ 79.6% สนับสนุนให้ราชวงศ์ญี่ปุ่นโดยรัฐบาลแก้ไขการสืบราชสันตติวงศ์โดยเปิดทางให้พระรัชทายาทหญิงมีสิทธิ์ขึ้นครองบัลลังก์ในอนาคตเช่นเดียวกับรัชทายาทชาย และอีก 13.3% ไม่สนับสนุน

 

 

ขณะที่อีก 82.5% รู้สึกรักและศรัทธาในสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ ส่วนอีก 11.3% ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น

สำหรับลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ญี่ปุ่นในปัจจุบันใช้กฎราชวงศ์ฉบับปี1947 ซึ่งอนุญาตให้รัชทายาทชายเท่านั้นที่มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ และหากสมาชิกราชวงศ์หญิงแต่งงานกับสามัญชนจะต้องสละฐานันดรศักดิ์ออกจากราชวงศ์

 

(ซ้าย)เจ้าชายฟูมิฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น (กลาง) เจ้าชายฮิซาฮิโตะแห่งอากิชิโนะ

โดยปัจจุบันหลังการขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะนั้น ราชวงศ์ญี่ปุ่นได้เข้าสู่สภาวะเสี่ยงไร้รัชทายาทสำรองในอนาคต เนื่องจากหากอ้างอิงตามกฎราชวงศ์ปี 1947 แล้วราชวงศ์ญี่ปุ่นเหลือรัชทายาทที่สามารถสืบราชบัลลังก์อยู่เพียงสองพระองค์เท่านั้นคือ เจ้าชายฟูมิฮิโตะ พระอนุชาจะทรงเป็นมกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น ส่วนรัชทายาทอันดับสองคือเจ้าชายฮิซาฮิโตะแห่งอากิชิโนะ วัย 12 ชันษา พระโอรสในเจ้าชายฟูมิฮิโตะ ส่วนอีกพระองค์คือ เจ้าชายมาซาฮิโตะ เจ้าฮิตาชิ วัย 83 พรรษา พระอนุชาในสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะนั้นทรงไม่มีพระทายาท

 

เจ้าหญิงไอโกะ พระราชธิดาเพียงพระองค์เดียวในพระจักรพรรดินารูฮิโตะ

 

สำหรับพระจักรพรรดินารูฮิโตะทรงมีพระทายาทเพียงพระองค์เดียวคือ เจ้าหญิงไอโกะ วัย 17 ชันษา ซึ่งเป็นถกเถียงในหมู่ชาวญี่ปุ่นมานานว่าเจ้าหญิงไอโกะ ซึ่งเป็นพระราชธิดาพระองค์เดียวของพระจักรพรรดินารูฮิโตะนั้น พระองค์ควรมีสิทธิ์ในราชบัลลังก์เฉกเช่นเดียวกับรัชทายาทชาย แม้ว่าในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นจะเคยมีพระจักรพรรดิหญิงมาก่อน แต่ส่วนใหญ่เป็นเพียงผู้นั่งบัลลังก์ชั่วคราวเพื่อรอเปิดทางให้รัชทายาทชายขึ้นครองราชย์เท่านั้น