นักวิ่งจีน “อึราด” ขณะแข่งฮาล์ฟมาราธอน สุดท้ายเข้าเส้นชัยคว้าแชมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587516

  • วันที่ 27 เม.ย. 2562 เวลา 10:47 น.

นักวิ่งจีน "อึราด" ขณะแข่งฮาล์ฟมาราธอน สุดท้ายเข้าเส้นชัยคว้าแชมป์

นักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนจีน ไม่ยอมแพ้แม้ท้องเสียระหว่างแข่ง ปล่อยกลางทาง สุดท้ายเข้าเส้นชัยคว้าเหรียญทอง

เซาท์ไช่นามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียหลายรายต่างแชร์เรื่องราวสุดฮือฮา ของนาย หวู เฉียงตง นักกีฬาวิ่งชาวจีนในระหว่างการแข่งขันวิ่งฮาล์ฟมาราธอนในนครเซี่ยงไฮ้ เมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่าน จากการที่เขาเกิดอาการท้องเสียระหว่างการแข่งขันช่วงระยะทาง 10 กิโลเมตรแรก

รายงานระบุว่า นายหวูรู้สึกไม่สบายท้องตั้งแต่ออกวิ่งจากจุดเริ่มต้นได้ไม่นาน ระหว่างทางเขาพยายามหาห้องน้ำแต่ก็ไม่พบ เหลือระยะทางอีกราว 14 กิโลเมตรกว่าจะถึงเส้นชัยแต่เขาก็ยังไม่ยอมหยุดวิ่งแม้จะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ เพื่อต้องการเอาชนะนักวิ่งลมกรดอีกรายจากเอธิโอเปีย จึงทนไม่ไหวปล่อยอุจจาระออกมาระหว่างทาง ก่อนจะสามารถเอาชนะนักวิ่งจากเอธิโอเปียคว้าแชมป์ที่หนึ่งได้สำเร็จด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 6 นาที 16 วินาที ตลอดระยะทาง 21 กิโลเมตร

หลังการแข่งขันนายหวูกล่าวว่า เขารู้สึกอับอายอย่างมาก แม้จะรู้สึกไม่สบายแต่ก็ยังคงไม่หยุดวิ่งจนกว่าจะเข้าเส้นชัย

“แม้ผมจะทนกลิ่นไม่ได้ แต่ผมต้องการเอาชนะนักวิ่งแอฟริกันคู่แข่ง ผมรู้ตัวว่าทนไม่ไหวแน่ๆ แต่ก็ยังคงวิ่งต่อไป ผมรู้สึกโล่งใจมากหลังได้รับชัยชนะ พอปล่อยออกมากลางทางจู่ๆผมก็มีแรงวิ่งขึ้นมาทันที”

กับดักหนี้เส้นทางสายไหม จีนล่อลวงจริง หรือแค่ข้อกล่าวหา?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587498

  • วันที่ 26 เม.ย. 2562 เวลา 20:00 น.

กับดักหนี้เส้นทางสายไหม จีนล่อลวงจริง หรือแค่ข้อกล่าวหา?

จีนโต้ไม่ได้สร้างกับดักหนี้ล่อลวงประเทศยากจน ย้ำทำด้วยเจตนาดี

การประชุมสุดยอดโครงการเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 (Belt and Road Initiative) ซึ่งมีจีนเป็นเจ้าภาพเริ่มขึ้นแล้ว ท่ามกลางบรรยากาศที่แตกต่างจากการประชุมครั้งแรกเมื่อ 2 ปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด การประชุมในปีนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ “โครงการแห่งศตวรรษ” ของจีนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติโดยเฉพาะสหรัฐที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากัน ว่าเป็นความพยายามของจีนในการสยายปีกแผ่อิทธิพลไปทั่วโลกด้วยการล่อลวงให้ประเทศยากจนอื่นๆ “ติดกับดักหนี้” จากเงินกู้ยืมก้อนโตที่จีนหยิบยื่นให้ประเทศเหล่านั้นนำมาสร้างสาธารณูปโภค

ร้อนถึงประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ผู้นำจีนต้องชี้แจงแถลงไขกันกลางที่ประชุมที่มีผู้นำประเทศเข้าร่วม 37 คนรวมทั้งประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย และนายกรัฐมนตรี จูเซปเป คอนเต ของอิตาลี และผู้นำอาเซียนว่า ทุกอย่างต้องทำอย่างโปร่งใส ไร้การคอร์รัปชั่น และยั่งยืนสร้างความเติบโตให้กับทุกฝ่าย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องหนี้ที่ทุกคนกังวลแต่อย่างใด ทว่าที่ผ่านมาจีนพยายามย้ำหลายครั้งว่าทำด้วยเจตนาดี ไม่ได้วางกับดักให้ประเทศอื่นเป็นหนี้

แต่ถึงอย่างนั้นบางประเทศก็กำลังปวดหัวในการหาเงินมาใช้หนี้เงินกู้จากจีน

นับตั้งแต่จีนเปิดตัวโครงการ Belt and Road Initiative เมื่อปี 2013 ด้วยความหวังจะฟื้นฟูเส้นทางสายไหมในยุคโบราณที่จะเชื่อมจีนกับเอเชีย แอฟริกา และยุโรป ผ่านการลงทุนมโหฬารด้านเส้นทางถนน ทางรถไฟ และทางทะเล จีนทุ่มเม็ดเงินให้ประเทศยากจนนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในรูปแบบเงินกู้ไปแล้วกว่า 90,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 2.89 ล้านล้านบาท โดยที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของจีน (EXIM) ซึ่งเป็นเจ้าของเงินกู้ 25% ระบุว่าขณะนี้มีเงินค้างชำระอยู่ถึง 149,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4.76 ล้านล้านบาท

สนามบินนานาชาติมัตตาลา ราชปักษา Photo by Anuradha Dullewe Wijeyeratne

หมายความว่าแม้เงินกู้ของจีนจะคิดดอกเบี้ยถูกกว่าธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น แต่ก็เกินความสามารถของประเทศลูกหนี้ที่จะชำระหนี้ก้อนโต ผลที่ตามมาคือ ต้องจำยอมให้จีนเข้าครอบครองพื้นที่หรือสาธารณูปโภคภายในประเทศเพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ ศรีลังกา ที่รับเงินกู้จากจีนมาสร้างท่าเรือและสนามบินกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 31,975  ล้านบาท แต่ไม่สามารถทำกำไรมาชำระคืนเงินกู้ได้ เพราะสนามบินมัตตาลามีเที่ยวบินลงเพียงวันละ 1 เที่ยว จนได้ฉายาว่าเป็นสนามบินที่“เงียบเหงาที่สุดในโลก” จึงต้องยอมให้บริษัทซึ่งเป็นของรัฐบาลจีนเช่าท่าเรือฮัมบันโตตาซึ่งเป็นท่าเรือยุทธศาสตร์ถึง 99 ปี สุดท้ายจีนก็ได้เข้ายึดหัวหาดด่านหน้าของมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งจะเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในโครงการ Belt and Road

นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่าจิบูตี ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพหลักของสหรัฐในแอฟริกา ก็กำลังจะเสียท่าเรือสำคัญให้กับจีนเช่นกัน

สถานการณ์เดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับหลายประเทศ รายงานของศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาโลกระบุว่าปัจจุบันมี 68 ประเทศที่รับเงินสนับสนุนจากโครงการ Belt and Road ของจีน โดยมี 8 ประเทศที่มีความเสี่ยงไม่สามารถชำระหนี้ได้ ได้แก่ จิบูตี คีร์กีซสถาน มัลดีฟส์ มองโกเลีย มอนเตเนโกร ปากีสถาน ทาจิกิสถาน และลาว โดยในกรณีของลาวนั้น มูลค่าทางรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมไปยังคุนหมิงของจีนนั้นสูงถึง 6,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 214,266 ล้านบาท คิดเป็นครึ่งหนึ่งของจีดีพีของประเทศเลยทีเดียว แล้วลาวจะนำเงินจากไหนมาใช้หนี้ให้จีน

ด้วยเหตุนี้ ทำให้มีบางประเทศอย่างไทย เนปาล ถอนตัวหรือชะลอโครงการ มาเลเซียก็เพิ่งเจรจาต่อรองจนจีนยอมลดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างทางรถไฟถึง 1 ใน 3 ส่วนเอธิโอเปียกำลังเจรจาการชำระหนี้คืน ขณะที่ปากีสถานที่จีนเข้าไปลงทุน 62,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.98 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 20% ของจีดีพีประเทศ กำลังเจรจากับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อกู้ยืมเงินมาชำระหนี้จีน

นายกรัฐมนตรี จูเซปเป คอนเต จับมือกับประธานาธิบดี สีจิ้นผิงของจีน หลังลงนามข้อตกลงทางการค้าในโครงการ Belt and Road ที่กรุงโรมของอิตาลี เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2019 ภาพ : REUTERS/Yara Nardi

แม้จะมีตัวอย่างประเทศที่เป็นหนี้จีนให้เห็นมากมาย แต่อิตาลี ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี จูเซปเป คอนเต ก็ยินดีกระโดดลงไปในกับดักของจีนโดยไม่สนใจคำเตือนของสหรัฐและ IMF  เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา อิตาลีได้ลงนามความตกลงร่วมโครงการ Belt and Road กับจีนมูลค่ามหาศาลไม่แพ้ชาติอื่น  ทำให้อิตาลีเป็นประเทศแรกจากกลุ่มจี 7 และประเทศสมาชิกร่วมก่อตั้งสหภาพยุโรปประเทศแรกที่เซ็นสัญญาร่วมโครงการนี้

โดยหนึ่งในนั้นคือดีลการบริหารจัดการท่าเรือทรีเอสเตทางตอนเหนือของทะเลเอเดรียติก และท่าเรือเจนัวซึ่งเป็นเมืองท่าทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลี สำหรับท่าเรือทรีเอสเตนั้น ถือเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญอีกหนึ่งตัวของจีน เพราะเป็นเส้นทางเชื่อมจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปสู่ประเทศที่ไม่ติดทะเลอย่างฮังการี เชก สโลวาเกีย เซอร์เบีย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของโครงการ Belt and Road

เจย์ บาตองบาคาล ศาสตราจารย์ด้านกิจการและกฎหมายทะเลระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ มองว่า เงินทุนจากจีนช่วยให้หลายประเทศพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และแม้ว่าความช่วยเหลือของจีนจะมาในรูปแบบการเป็นพันธมิตรที่ดี ไม่ได้เป็นการบังคับขู่เข็ญเหมือนยุคล่าอาณานิคม แต่ผู้นำประเทศทั้งหลายก็ต้องพิจารณาข้อดีข้อเสียให้รอบคอบ เพราะไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ

อังกฤษอาจให้หัวเว่ยลงทุนระบบ 5G

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587496

  • วันที่ 26 เม.ย. 2562 เวลา 19:05 น.

อังกฤษอาจให้หัวเว่ยลงทุนระบบ 5G

อังกฤษลังเล อาจเปิดโอกาสให้หัวเว่ยลงทุนติดตั้งระบบ 5G “บางส่วน”

หลายเดือนที่ผ่านมากรณีด้านความปลอดภัยของหัวเว่ยได้ถูกกลายเป็นประเด็นและเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองในหลายประเทศ โดยเฉพาะบรรดาประเทศพันธมิตรของสหรัฐที่ถูกสหรัฐออกมาขอให้ปิดกั้นหัวเว่ยออกจากการเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือยุคถัดไป หรือที่รู้จักกันว่า ระบบ 5G

รัฐบาลสหรัฐได้ใช้ข้อหากับหัวเว่ยด้วยเหตุผลที่อ้างว่า มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงและความปลอดภัยทางไซเบอร์

 

ล่าสุด (25 เมษายน) มีรายงานจากสำนักข่าวเดอะการ์เดี้ยนและเทเรกราฟของอังกฤษที่อ้างแหล่งข่าวเป็นเจ้าหน้าที่ในสภาความมั่นคงแห่งชาติของอังกฤษ ว่านายกรัฐมนตรี เทเรซ่า เมย์ เตรียมเปิดโอกาส”บางส่วน” ให้กับหัวเว่ยเข้ามาวางระบบ 5G ในส่วนที่ไม่ใช่”แกนหลัก” ( core) ของเครือข่ายทั้งหมด

เครือข่าย 5G นั้นประกอบด้วยแกนหลักหรือ “core” และ radio access (RAN) (เทคโนโลยีการเชื่อมต่อทั่วไป) ซึ่งในส่วนหลังนั้นเป็นส่วนที่อนุญาตให้อุปกรณ์ต่างๆสามารถ เชื่อมต่อกับเครือข่าย 5G ได้ โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการทำให้หัวเว่ยไม่มีส่วนใน”core” นั้นเป็นวิธีหนึ่งในการลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

แม้รายงานข่าวดังกล่าวยังไม่มีคำยืนยันจากรัฐบาลอังกฤษ แต่ทว่าระบบเครือข่าย 4G ของอังกฤษนั้นใช้อุปกรณ์ของหัวเว่ยอยู่แล้ว การแบนอุปกรณ์ทั้งหมดของหัวเว่ยอาจทำให้การใช้งานระบบสื่อสารในอังกฤษค่อนข้างจำกัดและอาจพบปัญหา

รวมถึงอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการวางระบบใหม่ทั้งหมด ตามที่บริษัท Vodafone ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือในอังกฤษระบุว่า หากอังกฤษแบนระบบ เรื่องดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าแม้แต่ประเทศพันธมิตรของสหรัฐก็ยังไม่แน่ใจนักว่าข้อมูลข่าวกรองของที่บอกว่าหัวเว่ยเป็นภัยต่อความมั่นคงนั้นจริงแท้แค่ไหน

 

 

บรรดาชาติ Five Eyes มีท่าทีอย่างไร?

ทั้งนี้้ ในบรรดาชาติในกลุ่ม Five Eyes ที่แชร์ข้อมูลข่าวกรองร่วมกันนั้นนอกจากเหนือจากอังกฤษที่รายงานไปข้างต้น และสหรัฐซึ่งเป็นต้นเรื่องของข้อกล่าวหาทั้งหมดแล้ว แคนาดาซึ่งเป็นตัวกลางความขัดแย้งระหว่างจีน-สหรัฐก็ยังไม่ได้ตัดสินใจเกี่ยวกับหัวเว่ย

ส่วนออสเตรเลียได้ประกาศแบนอุปกรณ์หัวเว่ยและ ZTE ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมาแล้วสมัยนายกรัฐมนตรีมอลคัม เทรินบูล ผู้นำรัฐบาลคนก่อน แต่การเลือกตั้งทั่วไปของออสเตรเลียที่กำลังจะมีขึ้นเร็วๆ นี้รัฐบาลใหม่อาจกลับมาพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง ส่วนนิวซีแลนด์ก็ประกาศแบนหัวเว่ยอย่างชัดเจน

ผู้นำบราซิล: บราซิลจะต้องไม่เป็นดินแดนสวรรค์ของเกย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587473

  • วันที่ 26 เม.ย. 2562 เวลา 16:08 น.

ผู้นำบราซิล: บราซิลจะต้องไม่เป็นดินแดนสวรรค์ของเกย์

ฌาอีร์ โบลโซนาโร ประธานาธิบดีบราซิลถูกวิจารณ์หนัก หลังบอกว่าบราซิลไม่ควรเป็นสวรรค์ด้านการท่องเที่ยวของชาวเกย์

นาย ฌาอีร์ โบลโซนาโร ประธานาธิบดีบราซิลกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมหลังจากที่เขาได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกลุ่ม LGBT ในระหว่างการประชุมช่วงเช้ากับนักข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลในกรุงบราซิเลีย เมืองหลวงของประเทศ

“หากคุณมาเที่ยวบราซิลเพื่อมีเซ็กซ์กับผู้หญิง ก็ขอให้เอ็นจอยกับชีวิต” ผู้นำบราซิลกล่าวอีกว่า “บราซิลไม่สามารถเป็นโลกของชาวเกย์ หรือเป็นแดนสวรรค์ท่องเที่ยวของชาวเกย์ได้ เรามีครอบครัว” ผู้นำบราซิลกล่าวพร้อมเปรียบเปรยว่าการมีครอบครัวคือสัญลักษณ์ของชายหญิงเท่านั้น

ข้อคิดเห็นดังกล่าวของผู้นำขวาจัดที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีบราซิลผู้นี้ ได้กลายเป็นข้อถกเถียงในเชิงสองมุม มุมแรกจากการที่มีความคิดเหยียดกลุ่ม LGBT ขณะที่อีกมุมมองได้ว่า เขาให้คุณค่าของเพศหญิงเป็นเพียงแค่วัตถุทางเพศ

“นี่ไม่ใช่ประมุขของรัฐ แต่คือความขายหน้าระดับประเทศ” เดวิด ไมเคิล มิแรนด้า สมาชิกสภาของพรรคPSOL ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้าย และเป็นนักกิจกรรมด้านกลุ่ม LGBT ในบราซิล

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โบลโซนาโร ให้สัมภาษณ์ในประเด็น LGBT โดยก่อนหน้านี้เขาเคยกล่าวว่า “เขาเลือกมีลูกชายที่ตายแล้ว ดีกว่ามีลูกชายที่เป็นเกย์” และเขาเคยยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าตนเป็นพวก “homophobic” หรือ รังเกียจคนรักร่วมเพศ และเขารู้สึกภูมิใจกับมันมาก (Yes, I’m homophobic – and very proud of it.)

ทั้งนี้ จากคำพูดของโบโซนาโร ดูเหมือนจะย้อนแย้งกับความเป็นจริงที่ว่าบราซิลไม่สามารถเป็นสวรรค์ของชาวเกย์ได้ เนื่องจากนครริโอ เดอ จาเนโร นั้้นเคยได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของการท่องเที่ยวในกลุ่มชาวเกย์ และเป็นเมืองที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวเกย์เช่นกัน

เม็กซิโกผลักดันขายเบียร์ไม่แช่เย็น เชื่อช่วยลดการดื่มแอลกอฮอล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587454

  • วันที่ 26 เม.ย. 2562 เวลา 14:05 น.

เม็กซิโกผลักดันขายเบียร์ไม่แช่เย็น เชื่อช่วยลดการดื่มแอลกอฮอล์

เมืองหลวงเม็กซิโกเสนอกฎหมายคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เล็งขายเบียร์แบบไม่แช่เย็น

ชาวโซเชียลในประเทศเม็กซิโกหลายรายกำลังแสดงความคิดเห็นในเชิงไม่พอใจด้วยการติด #Don’tMessWithOurBeer (#ConLasCervezasNo) หรือแปลได้ว่า “อย่ายุ่งกับเบียร์ของเรา” จากการที่รัฐบาลเม็กซิโกกำลังผลักดันกฎหมายควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยการบังคับให้ร้านค้าไม่จำหน่ายเบียร์แช่เย็นเนื่องจาก เชื่อว่าหากจำหน่ายเบียร์ไม่แช่เย็นแล้วจะช่วยลดความอยากในการดื่มแอลกอฮอล์ลงได้

รายงานระบุว่า ข้อเสนอดังกล่าวมาจากนาง Morena Lourdes Paz Reyes ส.ส.พรรคโมรีนาซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ระบุว่า หากร้านค้าไม่ขายเบียร์ หรืองดจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีระดับแอลกอฮอล์น้อยกว่า 7% ในรูปแบบแช่เย็น เท่ากับเป็นการบังคับให้ประชาชนต้องซื้อกลับไปเพื่อแช่เย็นเอง ซึ่งในระหว่างนั้นจะส่งผลให้ความอยากในการดื่มลดลง พร้อมมีการอ้างผลการศึกษาด้วยว่ากรุงเม็กซิโกซิตี้ เป็นเมืองหลวงที่มีอัตรากรดื่มในที่สาธารณะมากถึง 75.8% และเป็นแหล่งก่อกำเนิดอาชญากรรมและความรุนแรงในสังคม

อย่างไรก็ดีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียในเม็กซิโกหลายรายต่างแสดงความคิดเห็นในเชิงประชดประชันว่า “ทั่วโลกกำลังพูดถึงกัญชาให้ถูกกฎหมาย แต่ในเม็กซิโกกลับทำให้เบียร์เย็นผิดกฎหมาย” ขณะที่บางคนบอกว่าเสนอให้ขายทาโกแช่เย็นเพื่อแก้ปัญหาโรคอ้วน

ทั้งนี้ ทางสภาเม็กซิโกให้คำมั่นว่าจะดำเนินการพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบเพราะมีจุดประสงค์ในการควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง

เกาหลีเหนือทวงค่ารักษาพยาบาล “อ็อตโต วอร์มเบียร์” 64 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587441

  • วันที่ 26 เม.ย. 2562 เวลา 12:23 น.

เกาหลีเหนือทวงค่ารักษาพยาบาล "อ็อตโต วอร์มเบียร์" 64 ล้านบาท

ทรัมป์อนุมัติจ่าย 2 ล้านดอลลาร์ หลังเกาหลีเหนือทวงค่ารักษาพยาบาล อ็อตโต วอร์มเบียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐได้อนุมัติจ่ายเงินจำนวน 2 ล้านดอลลาร์ หรือราว 64 ล้านบาทซึ่งเป็นบิลค่ารักษาพยาบาลนายอ็อตโต วอร์มเบียร์ นักศึกษาชาวสหรัฐซึ่งถูกเกาหลีเหนือจับกุมตัวจากการที่ไปขโมยโปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือในโรงแรมของกรุงเปียงยาง จนล้มป่วยหนักขณะถูกคุมตัวในเกาหลีเหนือ ก่อนที่จะถูกทางการเปียงยางปล่อยตัวกลับสหรัฐในปี 2017 และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

รายงานระบุว่า เกาหลีเหนือได้ส่งบิลค่ารักษาพยาบาลซึ่งเป็นจำนวนเงิน 2 ล้านดอลลาร์ให้กับเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐขณะไปรับตัวนายวอร์มเบียร์ที่ป่วยหนักกลับมารักษาตัวต่อยังสหรัฐ ซึ่งจากกลับมารักษาตัวยังสหรัฐได้ราวสัปดาห์นายวอลร์มเบียร์เสียชีวิต

 

 

ซึ่งก่อนที่เกาหลีเหนือจะปล่อยตัวนายวอร์มเบียร์กลับมายังสหรัฐนั้น ทางเกาหลีเหนือได้ให้เจ้าหน้าที่ของสหรัฐลงนามข้อตกลงจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวด้วย

นับตั้งแต่ปี 2017 หลังจากนายวอร์มเบียร์เสียชีวิต บิลดังกล่าวถูกส่งไปยังกระทรวงการคลังสหรัฐ และที่ผ่านมาสหรัฐยังคงติดค้างไม่ได้มีการจ่ายเงินดังกล่าวให้กับทางเกาหลีเหนือ แม้ว่าทางสหรัฐกับเกาหลีเหนือจะมีการจัดการประชุมสุดยอดซัมมิตมาแล้ว 2 ครั้งก็ตาม แต่ทางเปียงยางพยายามติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด

กระทั่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา รายงานจากวอชิงตันโพสต์ระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้อนุมัติเงินจ่ายบิลค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวแล้ว โดยทางโฆษกหญิงประจำทำเนียบขาวไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดในเรื่องนี้ โดยเฉพาะในประเด็นการต่อรองเพื่อปล่อยตัวนายวอร์มเบียร์ ระบุแต่เพียงว่านี่เป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลสหรัฐภายใต้การบริหารของทรัมป์จึงประสบความสำเร็จ

ไมโครซอฟต์มีมูลค่ากิจการในตลาดแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587435

  • วันที่ 26 เม.ย. 2562 เวลา 11:18 น.

ไมโครซอฟต์มีมูลค่ากิจการในตลาดแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก

ไมโครซอฟต์กลายเป็นบริษัทสหรัฐแห่งที่ 3 ที่มีมูลค่ากิจการตามราคาหุ้นทะลุถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์

บริษัทไมโครซอฟต์ ยักษ์ใหญ่ด้านไอทีของสหรัฐได้กลายเป็นบริษัทที่ 3 ของสหรัฐที่มีมูลค่ากิจการตามราคาหุ้นในตลาดหลังทรัพย์ (market valuation) ไปแตะที่ระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (1 trillion) ได้เป็นครั้งแรก หลังจากที่หุ้นไมโครซอฟต์พุ่งทะยานจากการเริ่มทำการซื่อขายในช่วงวันพฤษหัสบดีที่ผ่านมาเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งก่อนหุ้นจะตกลงมากอยู่ที่ราว 9 แสนกว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ

การทะยานขึ้นไปแตะหลังล้านล้านดอลลาร์ครั้งนี้ ส่งผลให้ไมโครซอฟต์กลายเป็นบริษัทสหรัฐอันดับที่ 3 ที่มีมูลค่ากิจการหลักTrillion ตามหลังบริษัทแอปเปิ้ลซึ่งเป็นบริษัทแรก และอเมซอน ในลำดับที่สอง

nasdaq.com

 

การทะยานขึ้นของหุ้นไมโครซอฟต์ครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากที่รายงานผลประกาศไตรมาสล่าสุดที่บริษัทออกมาเปิดเผยเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า บริษัทยังคงมีกำไรอยู่ที่ 14% ในไตรมาสที่สี่เนื่องจากการเติบโตของระบบคลาวด์ และตลาดซอฟต์แวร์ที่ยังคงโตต่อเนื่อง

ไมโครซอฟต์ตั้งเป้าในการครองตลาดด้านระบบคลาวด์มาเป็นอันดับหนึ่งแทนที่ระบบคลาวด์ AWS ของอเมซอนซึ่งขณะนี้รั้งแชมป์ระบบคลาวด์ในตลาดมาเป็นอันดับหนึ่ง ขณะที่่ระบบคลาวด์ Azure ของไมโครซอฟต์มาเป็นอันดับสอง

ศรีลังกาประกาศลดยอดตายเหตุระเบิดอีสเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587431

  • วันที่ 26 เม.ย. 2562 เวลา 10:34 น.

ศรีลังกาประกาศลดยอดตายเหตุระเบิดอีสเตอร์

ศรีลังกาประกาศลดยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดกว่า 100 ราย อ้างชิ้นส่วนกระจายชันสูตรลำบาก

ทางการศรีลังกาประกาศปรับลดยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดในวันอีสเตอร์เมื่อ 21 เมษายนที่ผ่านมา จากตัวเลขเดิมที่ทางการประกาศอยู่ที่ 359 ลดเหลือเป็น 253 ราย ลดลงถึง 106 ราย โดยทางการให้เหตุผลว่าพบความยากลำบากในการระบุชิ้นส่วนต่างๆของร่างเหยื่อผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุในก่อนหน้านี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

 

ด้านนาย Ruwan Wijewardene รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมศรีลังกาได้กล่าวโทษว่าเป็นความผิดพลาดทางข้อมูลของฝ่ายชันสูตรศพที่คลาดเคลื่อน

อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ถือว่าเป็นตัวเลขอย่างเป็นทางการ เป็นเพียงการประมาณการยอดผู้เสียชีวิตที่อยู่ระหว่าง 250 -260 คนเท่านั้น ยังไม่สามารถหาตัวเลขยอดผู้เสียชีวิตที่แท้จริงได้ เนื่องจากมีชิ้นส่วนมนุษย์กระจายอยู่ทั่ว จึงเป็นการยากที่จะระบุได้ชัดเจน

 

การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวของรัฐมนตรีช่วยกลาโหมนี้มีขึ้นหลังจากที่นาย Hemasiri Fernando รัฐมนตรีกลาโหมของศรีลังกาประกาศลาออกไปก่อนหน้านั้น หลังจากที่ยอมรับว่าผิดพลาดในการแจ้งเตือนข้อมูลด้านข่าวกรองให้กับรัฐบาล เนื่องจากความระหองระแหงระหว่างประธานาธิบดี กับนายกรัฐมนตรี

สำหรับผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดครั้งนี้ ไม่มีแค่เพียงพลเมืองศรีลังกาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักท่องเที่ยวชาวสหรัฐ อังกฤษ ออสเตรเลีย อินเดีย จีน และชาติอื่นๆอีกหลายชาติรวมอยู่ด้วยอย่างร้อยราว 38 ราย

เช็คสภาพไทย ไหวแค่ไหนก่อนฝ่าพายุเศรษฐกิจโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587399

  • วันที่ 26 เม.ย. 2562 เวลา 09:00 น.

เช็คสภาพไทย ไหวแค่ไหนก่อนฝ่าพายุเศรษฐกิจโลก

โดย กรกิจ ดิษฐาน

ในที่สุดสิ่งที่ทุกคนหวาดกลัวก็กลับมาหลอกหลอนประเทศไทยอีกครั้ง เมื่อความไม่แน่นอนทางการเมือง เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เมื่อธนาคารโลกปรับจีดีพีไทยเหลือ 3.8% ในปีนี้ จากเดิม 3.9% สาเหตุสำคัญมีอยู่ 2 ประการคือ ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ และความกังวลเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้า จนนักลงทุนเกิดความกังวล

การปรับตัวเลขของธนาคารโลกสอดคล้องกับทิศทางในตลาดการเงิน ซึ่งได้รับผลกระทบต่อปัจจัยเดียวกัน นั่นคือความไม่แน่ของการเมืองไทยและภาคส่งออกของไทยที่จะได้รับพิษจากสงครามการค้า จนกระทั่งเงินบาทที่เคยแข็งแกร่งในช่วงปีที่ผ่านมาอ่อนค่าลง และมีแนวโน้มที่จะปรับลงมาอีก

เป็นเวลานานพอสมควรแล้วที่ประเด็นการเมืองไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ ในช่วงปีที่ผ่านมา แม้ว่าไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่าง 2 ยักษ์ แต่ค่าเงินบาทก็ยังแข็งที่สุดในเอเชีย และตัวเลขเศรษฐกิจก็ค่อยๆ กระเตื้องขึ้นจนกระทั่งผ่านการเลือกตั้งใหญ่ แทนที่อนาคตจะสว่างไสวขึ้น สถาบันระดับโลกกลับมองว่าไทยกำลังถอยเข้าสู่มุมสลัวอีกครั้ง

รายงานฉบับเต็มของธนาคารโลกเกี่ยวกับไทย (East Asia & Pacific Economic Update, April 2019) ตั้งชื่อรายงานไว้ว่า Managing Headwinds หรือ การรับมือกับมรสุมที่ถาโถมเข้าตรงหน้า เพราะไม่เฉพาะแต่ไทยเท่านั้นที่กำลังเผชิญกับอุปสรรคครั้งสำคัญ แต่ประเทศหลักในภูมิภาค ล้วนแต่กำลังตกที่นั่งลำบากกันถ้วนหน้า นอกจากไทยแล้ว เวียดนามตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน

GOP ของไทยระหว่างปี 2010 – 2017 จาก World Bank

ยกเว้นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเล็กๆ เช่น ลาวและกัมพูชาซึ่งเติบโตกันอย่างคึกคัก เพราะประเทศเหล่านี้เหมือนกับถั่วงอกที่กำลังได้น้ำ จึงโตวันโตคืนตรงกันข้ามกับระดับเฮฟวี่เวทแห่งเอเชียที่เหมือนต้นไทรใหญ่โตมโหฬาร ได้น้ำมากแค่ไหนก็มองเห็นการเติบโตไม่ชัด ยิ่งในช่วงนี้เศรษฐกิจขาดน้ำหล่อเลี้ยงอย่างมาก

ถ้าไม่นับการเมืองภายใน และถ้าไม่นับสงครามการค้า อย่างไรเสียไทยก็หนีการชะลอตัวไม่พ้นอยู่ดี เพราะไทยผูกกับจีนอย่างมาก และจีนในตอนนี้ไม่อยากจะโตให้มากเกินไป

ตอนนี้เศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลงเพราะตั้งใจจะให้ชะลอตามนโยบายที่ตีกรอบไว้ทำให้ในปีนี้โตลดลงมาอยู่ที่ 6.2% ในปีเทียบกับ 6.6% ในปี 2018 สาเหตุที่จีนบังคับตัวเองให้ขยายตัวช้าลง ก็เพราะเป็นเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการแนวโน้มเศรษฐกิจที่ “ช้าแต่ชัวร์” ไม่ใช่โตพรวดพราดแล้วพบกับ Hard landing จนหัวคะมำ

ปัญหาก็คือ จีนกำลังชะลอตามเป้า หรือว่าชะลอมากไป หรือว่ากำลังมุ่งสู่หายนะแต่คนนอกไม่รู้? เพราะนักลงทุนต่างชาติมักไม่เชื่อตัวเลขของรัฐบาลจีน และในการประชุมสภาแห่งรัฐ (หรือคณะรัฐมนตรีจีนในทางนิตินัย) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมถึงกับใช้คำว่า การจ้างงานในจีนตอนนี้ “เผชิญกับความยากลำบากในการรักษาเสถียรภาพ”

อัตราความยากจนต่อหัวประชากรของไทยระหว่างปี 2010 – 2016 จาก World Bank

ในการประชุมเมื่อเดือนกรกฏาคมปีที่แล้วกรมการเมืองจีน ถือว่าเสถียรภาพของจ้างงานมีความสำคัญต่อชาติอันดับต้นๆ ถ้าขนาดที่คนในรัฐบาลใช้คำว่า “เผชิญกับความยากลำบากในการรักษาเสถียรภาพ” แสดงว่าสถานการณ์น่าเป็นห่วงแล้ว เพราะจีนมักไม่ใช้ถ้อยคำที่ซีเรียสขนาดนี้

สถานการณ์ยิ่งน่าวิตก เมื่อได้ฟังจากปากคำของคริสทีน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ที่เตือนไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังโตช้าลงกว่าที่คาดการณ์กันไว้ (ก่อนหน้านี้ IMF ยังลดคาดการณ์ตัวเลขของปีนี้ลงจาก 3.7% มาอยู่ที่ 3.5%) และบอกว่า “มรสุมเศรษฐกิจโลกกำลังบ่มเพาะ”

IMF ใช้คำว่า “มรสุม” เหมือนกับ World Bank ถ้าไม่เตี๊ยมกัน แสดงว่าอาการท่าจะหนักจริง

ในเมื่อไทยพ่วงกับจีนอย่างเหนียวแน่น แล้วทางออกสำหรับไทยคือะไร?

รายงานของคารโลกระบุว่า “ในขณะที่ความตึงเครียดทางการค้าลดลงบ้าง แต่การเติบโตของการค้าโลกจะยังทรงตัวต่อไป โชคดีที่อุปสงค์ในประเทศยังคงแข็งแกร่งในหลายภูมิภาค ช่วยชดเชยผลกระทบจากการส่งออกที่ชะลอตัวลงบางส่วน”

หมายความว่า หากไทยจะหลีกเลี่ยงจากพิษภัยจากสงครามการค้า ไทยจะต้องหันมากระตุ้นอุปสงค์ในประเทศให้มากขึ้น หนึ่งในความพยายาม (ที่ไม่รู้ว่าจะได้ผลมากเพียงใด) คือการแจกเงินเที่ยวเมืองรอง เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศให้ลงไปถึงทุกซอกทุกมุม ไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะเมืองใหญ่ที่มีตลาดมาก และนักท่องเที่ยวเยอะ

รายได้มวลรวมประชาชาติของไทยระหว่างปี 2010 – 2017 จาก World Bank

อีกทางออกหนึ่งที่ธนาคารโลกให้ไว้คือ ในระยะสั้นให้เสริมทุนสำรองให้มากเข้าไว้ เรื่องนี้ไทยไม่มีปัญหา เพราะทุนสํารองระหว่างประเทศมากที่สุดเป็นอันดับที่ 12 ของโลก อีกทั้งเงินบาทยังถือว่าแกร่งพอสมควร ประเทศที่จะต้องทำตามคำแนะนำของธนาคารโลก คือกลุ่มที่ค่าเงินผันผวนอย่างหนักเมื่อปีที่แล้ว เช่น เงินริงกิตของมาเลเซีย

แต่อีกหนึ่งทางออกระยะยาวที่ไทยยังแก้ไม่ตกเสียที คือ กระตุ้นศักยภาพด้านการแข่งขัน, เสริมสร้างโอกาสให้กับภาคเอกชนให้มากขึ้น และพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งเหมือนกับที่ IMF ระบุว่า ความเสี่ยงด้านการเงินของไทย คือหนี้ครัวเรือนในระดับที่สูง และการลงทุนภาค SMEs ที่อ่อนแอ

อ่อนแอขนาดที่คนในวงการธุรกิจสตาร์ทอัพบอกว่า เกิด 10 ตายไปเสีย 9 

ลองดูที่เวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับอานิสงส์มากที่สุดจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐ แต่ปรากฎว่าธนาคารโลกก็ยังปรับลดงตัวเลขคาดการณ์ของเวียดนาม นั่นเป็นเพราะเวียดนามพึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติมากเกินไป ไซแอน เฟนเนอร์ นักวิเคราะห์จาก Oxford Economic กล่าวว่า การที่เวียดนามพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้เสี่ยงต่อความผันผวนจากนโยบายกีดกันทางการค้า

ต่อให้เวียดนามมีสัก 10 ซัมซุง (ซึ่งลงทุนในเวียดนามมากที่สุด) ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ถ้าซัมซุงเกิดกังวลอะไรสักอย่างแล้วถอนทุนหนีขึ้นมา

ดังนั้นคำตอบของไทยคือต้องพึ่งพาคนนอกให้น้อยลง พึ่งตัวเองให้มากขึ้น

แต่คำถามต่อมาก็คือ เมื่อไรที่ไทยจะพึ่งพาตัวเองได้อย่างมั่นคง?

Photo by Romeo GACAD / AFP

แกะรอยเบื้องหลัง ทำไมคิมเดินสายประสานพันธมิตรจีน-รัสเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587388

  • วันที่ 25 เม.ย. 2562 เวลา 19:30 น.

แกะรอยเบื้องหลัง ทำไมคิมเดินสายประสานพันธมิตรจีน-รัสเซีย

โดย จารุณี นาคสกุล/กรกิจ ดิษฐาน

การพบปะครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ กับประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่เมืองวลาดิวอสตอคของรัสเซียในวันนี้ เป็นที่จับตามองไปทั่วโลกอีกครั้งด้วยหลายสาเหตุ

“วลาดิวอสตอค ซัมมิต” เกิดขึ้นหลังจากการประชุมสุดยอดระหว่างคิมจองอึนกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐที่กรุงฮานอยล่มไม่เป็นท่า ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ไม่หวานชื่นเหมือนเดิม สหรัฐกับรัสเซียยังไม่ยอมญาติดีกัน เหมือนกับเป็นการส่งสัญญาณอ้อมๆ ว่าเกาหลีเหนือไม่จำเป็นต้องรอเจรจากับสหรัฐประเทศเดียวเท่านั้น

การพบปะกันระหว่างคิมจองอึนกับปูตินครั้งนี้ไม่ธรรมดา เพราะปูตินถึงขนาดบินมาจากมอสโกด้วยตัวเองมายังเมืองวลาดิวอสตอค ใกล้กับชายแดนเกาหลีเหนือ โดยไม่ปล่อยให้คิมต้องนั่งรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย ข้ามทวีปไปพบกับเขา แสดงให้เห็นว่าการพบกันมีผลประโยชน์ร่วมกันอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่คิมไปขอความช่วยเหลือแต่ฝ่ายเดียว

โปรดสังเกตว่าการที่การประชุมคิม-ทรัมป์ซัมมิตที่ฮานอยจะล้มเหลว คิมได้เดินทางไปพบกับสีจิ้นผิงที่ปักกิ่งในเดือนมกราคม จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ คิมแวะที่ปักกิ่งอีกครั้งก่อนที่จะลงไปที่ฮานอย และหลังจากที่การประชุมที่ฮานอยล่ม ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาเหลีใต้ก็เย็นชาลงทันที ตามด้วยการแสดงท่าทีแข็งกร้าวกับสหรัฐ จากนั้นตามด้วยการพบปะกับปูตินที่เมืองวลาดิวอสตอค

สื่อรัสเซียยังรายงานข่าวด้วยว่า คาดว่าปูตินคงจะบินไปที่ปักกิ่งเพื่อร่วมการประชุม Belt and Road ซึ่งไม่น่าจะเป็นการคุยกันเรื่องเส้นทางการลงทุนเพียงอย่างเดียวแน่ๆ

แต่ก็ใช่ว่าเกาหลีเหนือเพิ่งจะหันไปผูกมิตรกับรัสเซียเอาตอนที่การประชุมสุดยอดกับสหรัฐล้มเหลว ทั้งสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างกันตั้งแต่ปี 1948 หรือเมื่อ 71 ปีที่แล้วในขณะที่รัสเซียยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต และยังดำเนินมาอย่างต่อเนื่องหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ ที่รัสเซียเปรียบเสมือนเป็นกระเป๋าสตางค์ของเกาหลีเหนือมาแต่ไหนแต่ไร

ภาพ : REUTERS

ในช่วงหลังสงครามเกาหลี สหภาพโซเวียตกลายเป็นคู่ค้าสำคัญและผู้อุปถัมภ์ของเกาหลีเหนือ โรงงาน 93 แห่งของเกาหลีเหนือก่อสร้างขึ้นโดยได้รับความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีจากรัสเซียจนอุตสาหกรรมหนักกลายเป็นกระดูกสันหลังของเกาหลีเหนือ ความช่วยเหลือจากโซเวียตขยายวงในช่วงปี 1965-1968 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับจีนแย่ลงในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน ในปี 1988 ซึ่งเป็นช่วงที่ความสัมพันธ์เกาหลีเหนือ-โซเวียตเบ่งบานที่สุด 60% ของการค้าขายของเกาหลีเหนือล้วนมาจากสหภาพโซเวียต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบและปิโตรเลียมที่รัสเซียขายให้กับเกาหลีเหนือในราคามิตรภาพ

เมื่อครั้งที่เกาหลีเหนือเผชิญกับภาวะข้าวยากหมากแพงในช่วงกลางทศวรรษ 1990 รัสเซียได้ส่งความช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชนให้โสมแดงถึง 2 ครั้งในปี 1997 ได้แก่ อาหารและยารักษาโรคมูลค่า 4,500 ล้านรูเบิลเก่า หรือ 4.5 ล้านรูเบิล หรือราว 2.22 ล้านบาท และน้ำตาล เนื้อกระป๋อง ปลา และนมมูลค่า 3,500 ล้านรูเบิลเก่า หรือราว 1.73 ล้านบาท

ปี 2008 รัสเซียส่งอาหารและน้ำมันช่วยเกาหลีเหนือตามหน้าที่ที่ระบุไว้ในการเจรจา 6 ฝ่ายที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อโน้มน้าวให้เกาหลีเหนือยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์ อีก 2 ปีต่อมาก่อนที่คิมจองอิล บิดาของคิมจองอึน จะเดินทางเยือนรัสเซีย รัสเซียยังส่งความช่วยเหลือด้านอาหาร รวมทั้งข้าวสาลีกว่า 50,000 ตันไปให้เกาหลีเหนือ

ภาพ : Alexey NIKOLSKY/SPUTNIK/AFP

แต่ในเดือน ธ.ค. 2013 รัสเซียได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือตามมติของที่ประชุมองค์การสหประชาชาติ  โดยห้ามบริษัทของรัสเซียให้ความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีและคำแนะนำในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์แก่เกาหลีเหนือ และเรือของกองทัพเรือเกาหลีเหนือที่จะเข้าเทียบท่าในรัสเซียก็ต้องได้รับการตรวจสอบก่อน รวมทั้งให้ทางการใช้ความระมัดระวังในการติดต่อกับนักการทูตเกาหลีเหนือ

รัสเซียไม่อาจบิดพริ้วจากมติของสหประชาชาติ แต่ในเมื่อเป็นมหามิตรมาแต่ไหนแต่ไร จะปล่อยให้เกาหลีเหนือทุกข์ทรมานได้อย่างไร?

แม้จะมีมาตรการคว่ำบาตร แต่ในเดือน ก.พ. 2015 หอการค้าของรัสเซียได้จัดตั้งสำนักงานพิเศษเพื่อความร่วมมือกับเกาหลีเหนือเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างทั้งสองประเทศให้ได้ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีภายในปี 2020 (2 เท่าของมูลค่าการค้าขายปัจจุบัน) โดยส่วนหนึ่งของข้อตกลงนี้ รัสเซียยอมให้บริษัทเกาหลีเหนือเปิดบัญชีธนาคารของรัสเซีย แลกกับการที่เกาหลีเหนือยอมให้รัสเซียเข้าไปทำเหมืองแร่ และอำนวยความสะดวกในการขอวีซ่าให้กับนักธุรกิจรัสเซีย รวมทั้งให้ใช้โทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตระหว่างที่เดินทางไปติดต่อธุรกิจในเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นที่ใฝ่ฝันของนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ

นอกจากนี้ รัสเซียยังแสดงความเป็นมิตรด้วยการยกหนี้ 90% ของหนี้ทั้งหมดราว 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐที่เกิดขึ้นในสมัยสหภาพโซเวียตให้แก่เกาหลีเหนือ แลกกับการที่รัสเซียเข้าไปลงทุนในภาคพลังงาน สุขภาพ และการศึกษาในเกาหลีเหนือ

แต่ในเวลานี้ สิ่งที่เกาหลีเหนือต้องการมากที่สุดคือ หลุดพ้นจากมาตรการคว่ำบาตร

ตอนที่คิมนั่งรถไฟไปพบสีจิ้นผิง สื่อต่างประเทศวิเคราะห์ว่า เขาไปขอความช่วยเหลือจากจีนให้ลดมาตรการคว่ำบาตรลง และคาดว่าคงคุยเรื่องเดียวกับกับปูตินในคราวนี้

มาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือมีสหรัฐเป็นตัวตั้งตัวตี และสหรัฐเองก็ยังไม่ยอมอ่อนข้อให้เกาหลีเหนือในการประชุมที่ฮานอยจนการประชุมล่ม แน่นอนว่า ทั้งจีนและรัสเซียย่อมไม่อยากหักดิบกับสหรัฐ ยกเว้นว่าเกาหลีเหนือจะยื่นข้อเสนอที่จีนกับรัสเซียไม่อาจปฏิเสธได้

คำตอบนั้นอาจอยู่ที่การประชุม Belt and Road ระหว่างวันที่ 25 – 27 เมษายนนี้