เจ้าชายวิลเลียมเสด็จนิวซีแลนด์ เยี่ยมเหยื่อกราดยิงไครสต์เชิร์ช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587393

  • วันที่ 25 เม.ย. 2562 เวลา 18:48 น.

เจ้าชายวิลเลียมเสด็จนิวซีแลนด์ เยี่ยมเหยื่อกราดยิงไครสต์เชิร์ช

เจ้าชายวิลเลียมทรงทักทายนายกนิวซีแลนด์แบบชนเผาเมารี ขณะเยี่ยมเหยื่อเหตุกราดยิงโบสถ์เมืองไครสต์เชิร์ช

เจ้าชายวิลเลียม ดยุกแห่งเคมบริดจ์ ทรงทักทายนางจาร์ซินดา อาร์เดิน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ด้วยวิธี Hongi (ฮองงิ) หรือ การทักทายแบบเมารี ซึ่งเป็นการทักทายและต้อนรับแขกผู้มาเยือนโดยการจรดหน้าผา และจมูกชนกัน ในระหว่างที่ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจที่เมืองอ็อคแลนด์

ในการนี้เจ้าชายวิลเลียมทรงเยี่ยมบรรดาเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย รวมถึงไว้อาลัยจากเหตุกราดยิงโบสถ์สองแห่งในเมืองไครสต์เชิร์ชเมื่อช่วงมีนาคมที่ผ่านมา จนส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 50 คน และเสียชีวิตอีก 50 ราย

สำหรับพระกรณียกิจเสด็จเยือนนิวซีแลนด์ในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในพระกรณียกิจเสด็จออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นเวลา 2 วัน เพื่อร่วมงานรำลึกวันแอนแซก

 

อดีตรองประธานาธิบดีประกาศตัวชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587383

  • วันที่ 25 เม.ย. 2562 เวลา 17:18 น.

อดีตรองประธานาธิบดีประกาศตัวชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐ

ยืนยันแล้ว! โจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดี ประกาศตัวเป็นทางการ ท้าโดนัลด์ ทรัมป์ ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ

นายโจเซฟ อาร์ ไบเดน จูเนียร์ หรือ โจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐในสมัยรัฐบาลนายบารัก โอบามา ได้ประกาศตัวอย่างเป็นทางการลงสมัครแข่งขันในนามพรรคเดโมแครตเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2020 จากนายโดนัลด์ ทรัมป์

รายงานระบุว่า นายไบเดน วัย 76 ปี ได้ประกาศตัวอย่างเป็นทางการผ่านการโพสต์คลิปวิดิโอบนทวิตเตอร์ โดยมีบทเริ่มต้นของวิดีโอที่ระบุว่า “เราจะต่อสู้เพื่อจิตวิญญาณของชาตินี้” พร้อมกับคลิปวิดิโอที่เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงเหตุการณ์ลุกฮือของกลุ่มชาตินิยมผิวขาว ก่อนที่จะเรียกร้องให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจัดการกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปีหน้า

ปัจจุบันมีผู้แทนจากทั้งแดโมเครตและรีพับลิกกันประกาศตัวลงชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐในปี 2020 แล้วมากถึง 20 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้แทนจากเดโมแครตไปแล้วมากถึง 18 คน แต่ในจำนวนทั้ง 18 คนแทบจะไม่มีใครที่มีศักยภาพสมน้ำสมเนื้อพอที่จะแข่งกับนายทรัมป์ได้ แม้ในบรรดารายชื่อทั้ง 18 คนจะรวมถึง นายเบอร์นี แซนเดอร์ วุฒิสภาชิกคนดัง แต่ก็เคยพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งคราวก่อน การประกาศตัวของโจ ไบเดน ผู้เป็นอดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐคราวนี้นับว่าเป็นผู้ท้าชิงที่น่าจับตามองในการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐในปีหน้า

คู่ชกตัวจริงของทรัมป์

อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐสองสมัยวัย  76 ปีผู้นี้ชั่งใจเรื่องลงสมัครชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐมานาน รวมถึงอายุว่าแก่เกินไปสำหรับการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐหรือไม่ และกระแสผู้สมัครหน้าใหม่ภายในพรรค

อย่างไรก็ดี โพลสำรวจหลายสำนักก่อนหน้านี้มองว่าในบรรดาผู้สมัครที่ประกาศตัวของเดโมแครตนั้นไม่มีใครที่พอจะสมน้ำสมเนื้อกับประธานาธิบดีทรัมป์ได้ ซึ่งหลายโพลมองว่าในบรรดาดาวเด่นของแดโมแครตขณะนี้ โจ ไบเดน ที่ได้รับความนิยมมาโดยตลอด และเป็นแดโมแครตสายกลางที่ครองใจชาวอเมริกันในหลายชนชั้น

โจ ไบเดน ทำงานการเมืองมานานกว่า 40 ปี ในฐานะอดีตวุฒิสมาชิกจากรัฐแดลาแวร์ รวมถึงอีก 8 ปีในตำแหน่งผู้นำหมายเลขสองของสหรัฐสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา

จีนขึ้นภาพประจานลูกหนี้เบี้ยวหนี้ ก่อนฉายหนัง Avengers

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587366

  • วันที่ 25 เม.ย. 2562 เวลา 15:51 น.

จีนขึ้นภาพประจานลูกหนี้เบี้ยวหนี้ ก่อนฉายหนัง Avengers

จีนลงโทษทางสังคม ขึ้นภาพลูกหนี้ 60 คน เบี้ยวจ่ายหนี้ ประจานกลางโรงหนังก่อนฉายภาพยนตร์ดัง Avengers

กระแสภาพยนตร์อเวนเจอร์ภาคสุดท้ายซึ่งกำลังเข้าโรงฉายในขณะนี้ ล้วนเป็นความสิ้นสุดการรอคอยของแฟนๆจักรวาลมาร์เวลทั่วโลก เช่นเดียวกับในประเทศจีนที่พบว่าโรงภาพยนต์หลายแห่งต่างก็นำภาพยนต์อเวนเจอร์สภาคสุดท้ายนี้เข้าฉายเช่นกัน

แต่พบว่ามีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียของจีนหลายรายที่เข้าชมในโรงภาพยนตร์ของมณฑลเจ้อเจียง มีการฉายภาพและข้อมูลของผู้ที่ถูกตัดคะแนนตามระบบเครดิตทางสังคมของจีน จากการที่เบี้ยวการจ่ายหนี้ทั้งที่พบว่าตนเองมีความสามารถในการชำระหนี้

ภาพการประจานลูกหนี้ในโรงภาพยนตร์ที่มณฑลเสฉวน

รายงานระบุว่าโรงหนังแห่งหนึ่งในเมือง Lishui ทางตะวันออกของประเทศจีน ได้ขึ้นภาพลูกหนี้ที่เบี้ยวการจ่ายชำระหนี้จำนวน 60 คน พร้อมกับยอดหนี้ของพวกเขากลางจอถ่ายหนังก่อนที่ภาพยนตร์จะเริ่ม

ไอเดียการขึ้นประจานลูกหนี้มาจากศาลประชาชนประจำเขต Liandu ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการลงโทษลูกหนี้เบี้ยวประจานหนี้ในช่วงที่มีการฉายภาพยนตร์ดังซึ่งในโรงภาพยนตร์ดังกล่าวมีผู้เข้าชมมากกว่า 2,000 คนต่อวัน

การโพสต์ประจานนี้นอกจากจะมีภาพที่โชว์หน้า ชื่อ ข้อมูล และจำนวนหนี้ของบรรดาลูกหนี้เบี้ยวแล้ว ยังระบุถึงการตัดคะแนนเครดิตทางสังคมที่ถูกจำกัดการเดินทาง และถูกขึ้นบัญชีดำในด้านต่างๆของบรรดาลูกหนี้เหล่านี้ด้วย

 

วิธีเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในหลายพื้นที่ของประเทศจีน ซึ่งนอกจากในโรงภาพยนตร์แล้วยังมีการขึ้นภาพประจานลูกหนี้บนหน้าจอดิจิตอลของอาคารต่างๆด้วย เป็นระยะเวลานานอย่างน้อย 1 ปี หรือจนกว่าพวกเขาจะชำระหนี้ครบ

ผู้ใช้งานแอปพลิเคชั่นวีแชทมีการแชร์เรื่องราวว่า มีชายรายหนึ่งซึ่งถูกขึ้นบัญชีดำและขึ้นข้อมูลประจานจากการเบี้ยวหนี้จำนวน 50,000 หยวน (ราว 237,000 บาท) แต่สุดท้ายรีบนำเงินไปเคลียร์หนี้จนหมดภายในวันเดียว จากการที่ลูกสาวของเขาบอกว่ามีแผนจะชวนเพื่อนๆไปชมภาพยนตร์อเวนเจอร์ และตนเองกลัวว่าลูกสาวจะอายเพื่อนๆที่มีพ่อถูกขึ้นประจานอยู่บนหน้าจอโรงหนัง

ภาพ : Weixin.qq.com

คิมพบปะหารือปูตินเป็นครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587323

  • วันที่ 25 เม.ย. 2562 เวลา 12:12 น.

คิมพบปะหารือปูตินเป็นครั้งแรก

ปูตินต้อนรับผู้นำคิม หารือร่วมกันเป็นครั้งแรก หวังผลักดันสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี

วันนี้ (25 เมษายน) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียได้ต้อนรับนายคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เพื่อเริ่มต้นการเดินทางเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการของผู้นำคิมและนับเป็นการหารือร่วมกันครั้งแรกระหว่างผู้นำทั้งสองชาตินับตั้งแต่ที่นายคิมจองอึนขึ้นรับตำแหน่งผู้นำเกาหลีเหนือเมื่อปี 2011

 

การประชุมครั้งนี้ถูกจัดขึ้นที่เมืองวลาดิวอสตอค ซึ่งเป็นเมืองท่าชายฝั่งตะวันออกของรัสเซีย โดยมีการใช้มหาวิทยาลัยสหพันธรัฐแห่งตะวันออกไกล บนเกาะรัสกี เป็นสถานที่จัดประชุมของผู้นำทั้งสอง

รายงานระบุว่าประธานาธิบดีปูตินได้เดินทางมาถึงยังที่จัดประชุมเมื่อเวลา 12.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น

 

จากนั้นเวลาราว 14.00 น. ผู้นำทั้งสองชาติได้จับมือทักทายกัน ก่อนทั้งสองจะแนะนำคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลของทั้งสองฝ่าย

เวลา 14.20 น. ประธานาธิบดีปูตินได้เริ่มต้นการหารือกับผู้นำเกาหลีเหนือด้วยการกล่าวต้อน โดยระบุว่ารัสเซียต้องการช่วยเหลือและสนับสนุนความพยายามในการแก้ไขปัญหานิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี รวมถึงต้องการช่วย”ปรับความสัมพันธ์”ระหว่างสหรัฐและเกาหลีเหนือ และเปิดการเจรจาเกาหลีใต้

 

ปูตินกล่าวเสริมว่า การเจรจาครั้งนี้หวังว่าจะช่วยให้รัสเซียเข้าใจสถานการณ์ในเกาหลีเหนือได้มากขึ้นว่ารัสเซียสามารถทำอะไรเพื่อสนับสนุนการเจรจาของเกาหลีเหนือกับสหรัฐได้บ้าง

จากนั้นผู้นำคิมได้กล่าวตอบว่า เขาขอแสดงความยินดีกับประธานาธิบดีปูตินที่ชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งบอกว่า นายปูตินเป็นประธานาธิบดีผู้น่านับถือ พร้อมตั้งความหวังว่าการหารือครั้งนี้จะให้โอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีกันมากขึ้น

ลือสนั่น ผู้นำคิมสั่งประหารเจ้าหน้าที่ 4 ราย หลังซัมมิตทรัมป์ล้มเหลว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587317

  • วันที่ 25 เม.ย. 2562 เวลา 11:24 น.

ลือสนั่น ผู้นำคิมสั่งประหารเจ้าหน้าที่ 4 ราย หลังซัมมิตทรัมป์ล้มเหลว

ลือสะพัด คิมจองอึนสั่งยิงเป้า เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศ 4 ราย หลังประชุมซัมมิตผู้นำสหรัฐที่เวียดนามล้มเหลว

สำนักข่าวเอเชียเพรสรายงานว่า นายคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือได้สั่งประหารชีวิตด้วยวิธีการยิงเป้า เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลเปียงยาง 4 ราย ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับภารกิจจัดประชุมสุดยอดซัมมิตกับประธานาธิบดีสหรัฐครั้งที่สองที่กรุงฮานอย แต่ทว่าผลการประชุมดังกล่าวประสบความล้มเหลว

รายงานของระบุว่า ผู้สื่อข่าวของเอเชียเพรสได้ยินเรื่องราวนี้จากเจ้าหน้าที่การค้าเกาหลีเหนือซึ่งเดินทางมายังจีนเมื่อช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยการประหารเกิดขึ้นหลังซัมมิตที่เวียดนามล้มเหลว และระหว่างการประหารมีเจ้าหน้าที่พรรคแรงงาน และกองทัพเข้าชมการประหารด้วย โดยเจ้าหน้าที่ทั้ง 4 รายนี้เป็นเจ้าหน้าที่จากกระทรวงต่างประเทศและเจ้าหน้าที่สถานทูตเกาหลีเหนือในฮานอย

ขณะที่รายงานจากโชซอนอิลโบ สื่อของเกาหลีใต้ระบุว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศ 4 รายนี้ถูกกล่าวหาว่ารับสินบนเพื่อปล่อยข้อมูลความลับก่อนการเจรจาให้กับเจ้าหน้าที่สายลับของรัฐบาลสหรัฐ แต่ทั้งนี้กระแสข่าวลือทั้งหมดไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

นักธุรกิจอังกฤษดัดแปลง ตุ๊กตุ๊กไทยแลนด์ วิ่งเร็วสุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587305

  • วันที่ 25 เม.ย. 2562 เวลา 10:34 น.

นักธุรกิจอังกฤษดัดแปลง ตุ๊กตุ๊กไทยแลนด์ วิ่งเร็วสุดในโลก

นักธุรกิจอังกฤษนำรถตุ๊กตุ๊กที่ประมูลจากอีเบย์ ดัดแปลงเป็นรถตุ๊กตุ๊กวิ่งเร็วที่สุดในโลก

เมโทรของอังกฤษรายงานว่า นายแมทต์ เอฟราร์ด นักธุรกิจชาวอังกฤษ วัย 46 ได้ดัดแปลงรถตุ๊กตุ๊กจากประเทศไทยที่มีอายุกว่า 48 ซึ่งเขาประมูลจากเว็บไซต์อีเบย์มาในราคา 3,000 ปอนด์ หรือราว 124,000 บาท เพื่อหวังมาดัดแปลงให้เป็นรถตุ๊กตุ๊กที่วิ่งได้เร็วที่สุดในโลก

นายเอฟราร์ดกล่าวติดตลกว่า เหตุที่เขาซื้อรถตุ๊กตุ๊กคันนี้เพราะขณะนั้นกำลังเมาอยู่ และเมื่อกดสั่งซื้อไปวันรุ่งขึ้นเขามีปัญหากับภรรยาทันที แต่สุดท้ายภรรยาก็เข้าใจถึงความชอบของเขาในการทำลายสถิติหรือทำในสิ่งที่ท้าทายต่างๆ

รายงานระบุว่ารถตุ๊กคันนี้ถูกผลิตขึ้นในปี 1971 หรือ พ.ศ. 2514 และใช้เวลานานกว่า 5 เดือนพร้อมกับลงเงินไปอีกกว่า 20,000 ปอนด์ หรือราว 827,000 บาทในการปรับปรุงรถ รวมถึงการใส่เครื่องยนต์ของไดฮัตซุ ขนาด 1,300 cc ที่สามารถทำความเร็อย่างน้อย 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ยังเพิ่มขนาดของล้อรถ รวมถึงอัพเกรตระบบกันสะเทือนที่แชสซีรถด้วย

 

อย่างไรก็ดี นายเอฟราร์ดเผยว่า หลังจากลองทดสอบหลายครั้งพบว่าความเร็วของรถสามารถซิ่งได้เร็วเข้าใกล้สถิติที่ 109 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้ว โดยการที่จะทำลายสถิตกินเนสสต์เวิล์ดเรคคอร์ดนั้นจะต้องมีผู้โดยสารด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน ซึ่งเขาได้เตรียมให้ลูกพี่ลูกน้องอีกคนร่วมทดสอบเพื่อทำลายสถิติในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้

 

 

ยอมเผยแล้ว ซีอีโอ Big Hit ชี้เบื้องหลังความสำเร็จวง BTS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587279

  • วันที่ 25 เม.ย. 2562 เวลา 09:30 น.

ยอมเผยแล้ว ซีอีโอ Big Hit ชี้เบื้องหลังความสำเร็จวง BTS

แฟนคลับคือส่วนสำคัญในความสำเร็จของบอยแบนด์กิมจิที่สร้างปรากฎการณ์ไปทั่วโลก

ช่วงปีสองปีที่ผ่านมานนี้ ถือเป็นปีทองของ BTS บอยแบนด์จากแดนกิมจิจริงๆ BTS กลายเป็นวงเคป๊อปที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด และสร้างปรากฏการณ์ด้วยการพิชิตตลาดเพลงในอเมริกา โดยอัลบั้ม Love Yourself : Tear ของพวกเขาติดอันดับบนชาร์ต Billboard 200 และคว้ารางวัล Top Social Artist จากเวที Billboard Music Awards ติดต่อกันตั้งแต่ปี 2017-2018 ชนะคู่แข่งคนสำคัญอย่าง จัสติน บีเบอร์ และ อาเรียนา แกรนเด

นอกจากนั้นปลายปีที่แล้ว BTS ยังได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นไอดอลกลุ่มแรกที่ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ในงานประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 73 ในฐานะทูตสันถวไมตรีจาก UNICEF ทั้งยังได้รับคะแนนโหวตให้เป็นเป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปีจากผู้อ่านนิตยสารไทม์ ทั้งหมดสะท้อนความนิยมในตัวสมาชิกทั้ง 7 คนอย่าง อาร์เอ็ม จิน ชูก้า เจโฮป จีมิน วี และ จองกุก ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของเหล่า “อาร์มี่” (ชื่อเรียกแฟนคลับของ BTS) ที่คอยส่งแรงเชียร์และสนับสนุนพวกเขาอย่างเหนียวแน่นมาตลอด

แน่นอนว่าความนิยมที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวนับจากปีที่เดบิวท์เป็นเวลา 5 ปี BTS เติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้พวกเขากลายเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของเกาหลีใต้ โดยผลการศึกษาล่าสุดจากสถาบันวิจัยฮุนได (HRI) เปิดเผยว่า ในปีนี้บอยแบนด์วง BTS สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่เกาหลีใต้เป็นเงินกว่า 3‚500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 120,000 ล้านบาท) จากการขายทั้งทางตรงและทางอ้อม อาทิ อัลบั้มเพลง บัตรคอนเสิร์ต และสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ที่ BTS เป็นพรีเซ็นเตอร์ โดยจำนวนดังกล่าวสูงกว่าผลประกอบการของบริษัทขนาดกลางในเกาหลีใต้รวม 26 แห่ง ที่สร้างรายได้เฉลี่ย 1‚5910 ล้านวอน (ราว 4,600 ล้านบาท)

โดยเฉพาะปีที่ผ่านมา ด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้นจากอิทธิพลของ BTS นักวิจัยระบุว่า มีกลุ่มนักท่องเที่ยวประมาณ 800,000 คน ตั้งใจปักหมุดเดินทางมาเกาหลีใต้เพราะ BTS คิดเป็นตัวเลขเพิ่มขึ้น 7.6% จากจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด ขณะที่การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคก็เพิ่มสูงขึ้น 1.7% จากความนิยมของพวกเขาที่แผ่กว้างขึ้นด้วย

จากสถิติในปี 2013 เกาหลีใต้มีรายได้จากการส่งออกอุตสาหกรรมเคป๊อปอยู่ที่ 1,120 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 36,000 ล้านบาท) และในปีนี้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 233.98 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7,600 ล้านบาท) จากสินค้าของ BTS เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น

โดจงฮวาน รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ ได้เปิดเผยถึงอิทธิพลของ BTS ที่ส่งผลต่อความเจริญทางเศรษฐกิจเกาหลีใต้ ว่า ในตอนที่ PSY (กังนัมสไตล์) เป็นที่นิยม มูลค่าทางเศรษฐกิจพุ่งสูง 1 ล้านล้านวอน (ราว 29,000 ล้านบาท) ต่อมาซีรีส์ Winter Sonata ที่นำแสดงโดย เบยองจุน ทำเงินเข้าประเทศ 3 ล้านล้านวอน (ราว 87,000 ล้านบาท) แต่เมื่อ BTS ขึ้นสู่อันดับ 1 บนชาร์ต Billboard รายได้ของประเทศเพิ่มขึ้นกว่านั้นอย่างมหาศาล รัฐบาลจึงมีแนวคิดว่าต้องส่งเสริมและสนับสนุนศิลปิน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ทำเงินให้ประเทศชาติ

ทั้งนี้ นักวิจัยจากสถาบันฮุนไดยังคาดการณ์ว่า หาก BTS ยังคงรักษาความนิยมของพวกเขาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ไอดอลกลุ่มนี้จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่เกาหลีใต้ได้สูงถึง 41.8 ล้านล้านวอน (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ภายใน 10 ปีข้างหน้า

เลนโซ ยูน ภาพ : http://www.koreaboo.com

ที่ผ่านมา ทุกคนได้แต่สงสัยและคาดเดากันไปต่างๆ นานาว่าอะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้ทั้ง 7 หนุ่มโด่งดังเป็นพลุแตกไปทั่วโลกได้ขนาดนี้ เลนโซ ยูน ที่เพิ่งรับตำแหน่งซีอีโอของค่าย Big Hit Entertainment เปิดใจกับหนังสือพิมพ์ Maeil Business Times ถึงสูตรความสำเร็จของ BTS อย่างถ่อมตัวว่า อันดับแรกคือการยึดหลักความเรียบง่าย บวกความโชคดีอีกนิดหน่อย แต่จุดที่สำคัญที่สุดคือ การทำคอนเท้นต์ที่ลูกค้าชอบ

“ผมมักจะคิดเสมอว่าจะทำคอนเท้นต์อย่างไรให้ตรงใจลูกค้า เราไม่ได้ทำแค่ดนตรี แต่เรายังคิดไปถึงว่าลูกค้าต้องการอะไร แล้วเราจะสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เหนือความคาดหมายให้ลูกค้าได้อย่างไรบ้าง ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับความคิดและความต้องการของเยาวชนด้วย เพราะแฟนคลับคือกุญแจสำคัญของธุรกิจเคป็อปไอดอล” ยูนเผย

บังชีฮยอก ภาพ : http://www.koreaboo.com

ส่วน บังชีฮยอก ผู้ก่อตั้งและซีอีโอที่ดูแลงานด้านครีเอทีฟของค่าย มองว่า เพลงของหนุ่มๆ ทำให้ BTS ต่างจากไอดอลคนอื่นๆ BTS นำเรื่องราวส่วนตัวของสมาชิกแต่ละคนมาใส่ไว้ในเพลงคล้ายกับศิลปินฝั่งอเมริกา ซึ่งไม่ค่อยมีศิลปินเคป็อปทำเพลงแนวนี้เท่าไร บวกกับการที่ BTS กล้าทำกล้าร้องเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครกล้าพูดถึง ซึ่งจุดเด่นตรงนี้เองที่ทำให้นักวิจารณ์ต่างชาติมองว่าเป็นความแปลกใหม่ ทั้งยังนำสไตล์เพลงอเมริกันมาผสมผสานกับท่าเต้นสไตล์เคป็อป ทำให้หนุ่มๆ เป็นที่ชื่นชอบทั้งในเกาหลีและสหรัฐ จนเป็นที่มาของการโกอินเตอร์ของ BTS

บังชีฮยอกยังเผยอีกว่า สมาชิกทุกคนในวงมีอิสระในการกำหนดทิศทางของเพลงตั้งแต่เริ่มฟอร์มวง เขาปล่อยให้หนุ่มๆ ได้ทำเพลงที่ออกมาจากสิ่งที่พวกเขาต้องการ แต่ก็ไม่ใช่ว่าตัวเขาเองกับ BTS จะทำเพลงแล้วเปรี้ยงทุกครั้ง ช่วงแรกที่เริ่มทำเพลงซึ่งทุกคนในวงยังอยู่ในวัยเรียน มีเพลงหนึ่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการศึกษาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่ BTS ก็ยังยึดหลักการทำเพลงที่ใช้มาตั้งแต่แรกจนถึงทุกวันนี้

นักการเมืองถือหุ้นสื่อผิดไหม? ในประเทศอื่นอาจจะไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587260

  • วันที่ 25 เม.ย. 2562 เวลา 08:30 น.

นักการเมืองถือหุ้นสื่อผิดไหม? ในประเทศอื่นอาจจะไม่

ในเวลานี้ไม่มีข่าวไหนที่จะร้อนแรงเท่ากับการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีมติแจ้งข้อกล่าวหาต่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กรณีถือครองหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นกิจการประเภทสื่อ จนเข้าข่ายเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ และผิดและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ

เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ในเวลานี้ โพสต์ทูเดย์ได้ทำการสำรวจกฎหมายการถือครองสื่อและกฎหมายเลือกตั้งในประเทศต่างๆ ว่ามีข้อห้ามในลักษณะเดียวกับไทยหรือไม่ และมีทางออกเช่นไร หากนักการเมืองต้องถือครองหุ้นในธุรกิจสื่อ

เว็บไซต์เครือข่ายความรู้เรื่องการเลือกตั้ง (The ACE Electoral Knowledge Network) ชี้ว่า พรรคการเมืองที่เป็นเจ้าของสื่อ มักเป็นเจ้าของสื่อประเภทหนังสือพิมพ์ แต่ในหลายประเทศ พรรคการเมืองไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นเจ้าของสถานีวิทยุ/โทรทัศน์ เนื่องการครอบครองคลื่นความถี่โดยกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง ถือเป็นการจัดสรรทรัพยากรของชาติอย่างไม่เป็นธรรม และอาจถูกนำไปใช้เอื้อผลประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ตัวอย่างเช่นในตุรกี ในปี 2011 ได้ตรากฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งบริษัท วิทยุและโทรทัศน์และบริการสื่อ ระบุว่า “ไม่สามารถให้ออกใบอนุญาตแพร่ภาพกระจายเสียงแก่พรรคการเมือง (และองค์กรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง)” และ “พรรคการเมืองไม่สามารถถือหุ้นของผู้ให้บริการสื่อ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม

ที่บราซิล รัฐธรรมนูญระบุชัดว่า ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเกี่ยวข้องกับธุรกิจสื่อโดยเด็ดขาด แต่จากการศึกษาโดยองค์กรนักข่าวไร้พรมแดน (RSF) พบว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหพันธรัฐ 32 คนและวุฒิสมาชิก 8 คน เกี่ยวข้องบริษัทสื่อ หรือบางครั้งหุ้นของสื่ออยู่ในกำมือของสมาชิกในครอบครัวนักการเมือง บราซิลจึงเป็นตัวอย่างของประเทศที่มีข้อห้ามนักการเมืองถือหุ้นสื่อ แต่ไม่มีประสิทธิภาพในการดำเนินการเอาผิดทางกฎหมาย

ส่วนประเทศประชาธิปไตยตะวันตก มักจะไม่ห้ามนักการเมืองเป็นเจ้าของสื่อ เพื่อรักษาหลักเสรีภาพในการแสดงความเห็น และความหลากหลาย หรือความเป็นพหุนิยมในสังคม แต่ในขณะเดียวกันมีกระแสความกังวลเรื่องการกระจุกตัวของสื่อในมือของนักการเมือง

เช่น ที่อิตาลี หนังสือพิมพ์มักเป็นกระบอกเสียงของพรรคการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ จะเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ นักการเมืองในอิตาลีจะครอบครองสื่ออย่างโจ่งแจ้งโดยไม่ผิดกฎหมาย เช่น เจ้าพ่อสื่ออย่างซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ใช้ช่องทางสื่อด้านต่างๆ ในเครือ Mediaset ช่วยหนุนให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี และหลังจากนั้นยังใช้สื่อช่วยประคับประคองอำนาจมาโดยตลอด แต่การที่นักการเมืองมีสื่อในกำมือ ทำให้เกิดกระแสกังวลเรื่องการผูกขาดช่องทางการสื่อสารกับประชาชน

ที่เยอรมนี ศูนย์พหุนิยมและเสรีภาพสื่อ (Centre for Media Pluralism and Freedom) รายงานว่า ในบางกรณีพรรคการเมืองในเยอรมนี เป็นผู้ถือหุ้นของหนังสือพิมพ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย (Social Democratic Party) และยังเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยโดยทางอ้อมของสถานีวิทยุ/โทรทัศน์ แต่พรรคการเมืองทุกพรรคจะต้องชี้แจงการมีส่วนร่วมในบริษัทสื่อต่อประธานรัฐสภา และแถลงการณ์เหล่านี้จะถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองจะไม่ได้รับอนุญาตให้ถือหุ้นในสถานีวิทยุ/โทรทัศน์แห่งชาติ

ในเวลานี้ ประเทศประชาธิปไตยบางแห่งเริ่มกังวลกับการผูกขาดสื่อมากเกินไป จึงมีการเสนอให้แก้ไขกฎหมาย เพื่อส่งเสริมให้สื่อปลอดจากการผูกขาดจากบุคคลบางกลุ่มมากเกินไป เช่น ที่ออสเตรเลียมีการเสนอให้แก้ไขกฎหมายครอบครองสื่อ เนื่องจากธุรกิจหนังสือพิมพ์ถึง 70% ตกอยู่ในกำมือนักธุรกิจเพียง 1 คน คือรูเพิร์ต เมอร์ด็อก แห่ง News Corp

มาเลเซียไม่มีกฎหมายห้ามนักการเมืองถือครองหุ้นสื่อ แต่เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลมาเลเซียเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ที่จะจำกัดการถือครองหุ้นในสื่อของผู้นำทางการเมืองหรือพรรคการเมือง เพื่อให้สื่อรายงานด้วยความเป็นกลางมากขึ้น

Photo by Jewel SAMAD / AFP

เจ้าหน้าที่กกต.อินโดฯนับร้อย สละชีวิตเพื่อภารกิจเลือกตั้งสุดหินทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587262

  • วันที่ 24 เม.ย. 2562 เวลา 18:45 น.

เจ้าหน้าที่กกต.อินโดฯนับร้อย สละชีวิตเพื่อภารกิจเลือกตั้งสุดหินทั่วประเทศ

ผู้นำอินโดเสียใจ เจ้าหน้าที่กกต.นับร้อย ตายในหน้าที่จากภารกิจจัดเลือกตั้งทั่วประเทศ

จาการ์ต้าโพสต์รายงานว่า จากการเลือกตั้งทั่วไปของอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมานั้น ซึ่งถือเป็นการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่สุดประเทศหนึ่งของโลก โดยเฉพาะการเลือกตั้งของอินโดนีเซียครั้งนี้มีการใช้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในภารกิจเลือกตั้งมากกว่า 7 ล้านคน จัดการเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศที่มีอยู่กว่า 8 แสนหน่วย

 

วันนี้ (24 เมษายน) คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติอินโดนีเซีย (KPPS) ได้เปิดเผยว่าพบรายงานเจ้าหน้าที่กกต.ซึ่งมีส่วนร่วมในภารกิจจัดการเลือกตั้งของประเทศเสียชีวิตแล้วมากถึง 139 ราย จำนวนนี้รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่คอยอำนวยความสะดวกในการเลือกตั้งด้วย

รายงานระบุว่า ผู้เสียชีวิตดังกล่าวส่วนมากมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ขณะที่ยังมีเจ้าหน้าที่อีกกว่า 500 คนล้มป่วยตามมาหลังจากจัดการเลือกตั้ง ซึ่งสำหรับเหตุการเสียชีวิตนั้นถูกระบุว่าจากการเหน็ดเหนื่อยในการกระบวนการจัดการเลือกตั้ง และอีกส่วนมาจากการเจ็บป่วยด้วยโรคประจำตัวที่ตามมาหลังจากการเลือกตั้ง

ขณะที่ตัวเลขเจ้าหน้าที่เสียชีวิตจากเว็บไซต์ของคณะกรรมาการการเลือกตั้งอินโดนีเซียอยู่ที่ 119 ราย

สอดคล้องกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กที่รายงาน โดยอ้างถึงนาย Wiranto รัฐมนตรีประสานงานด้านการเมืองกฎหมายและความมั่นคงของอินโดนีเซีย ที่ออกมายืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตดังกล่าวมากถึง 139 คนเช่นกัน

 

นอกจากนี้บลูมเบิร์กยังระบุต่ออีกว่า ความสูญเสียครั้งนี้ได้กระตุ้นให้รัฐบาลอินโดนีเซียต้องหาทางป้องกันความสูญเสียของชีวิตเจ้าหน้าที่ในอนาคต รวมถึงต้องมีการออกฎหมายคุ้มครองด้วย

ด้านประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ผู้นำอินโดนีเซียได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กก ยกย่องการทำงานอันยอดเยี่ยมของเจ้าหน้าที่กกต.อินโดนีเซีย และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เสียชีวิตจากความเหน็ดเหนื่อยและสาเหตุอื่น ในระหว่างการทำงานเพื่อจัดการเลือกตั้งครั้งนี้

“ผมและในนามรัฐบาลขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวของผู้ที่เกี่ยวข้องในการเลือกตั้งครั้งนี้ พวกเขาเป็นนักต่อเพื่อประชาธิปไตยที่เสียชีวีตในหน้าที่ ขอให้อัลลอฮคุ้มครองครอบครัวพวกเขา”

 

ทั้งนี้สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปของอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา พบว่ามีประชาชนมาใช้สิทธิลงคะแนนพร้อมกันทั่วประเทศถึง 81% จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 193 ล้านคน จากหน่วยลงคะแนนทั่วประเทศ 805,075 หน่วย ความยากในการจัดการเลือกตั้งของอินโดนีเซียคือการขนส่งหีบคูหาเลือกตั้งไปตามเกาะแก่งที่มีผู้คนอาศัยอยู่ทั่วประเทศ ดังที่ปรากฎภาพเจ้าหน้าที่กกต.ของอินโดนีเซียต้องใช้สารพัดวิธีบุกป่าฝ่าดงเข้าไปจัดการเลือกตั้งในพื้นที่อันห่างไกล

 

แม้ว่าการเลือกตั้งจะผ่านมาแล้ว แต่ผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการยังไม่สิ้นสุด โดยกกต.อินโดนีเซียจะประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการได้ในกลางเดือนพฤษภาคมนี้

 

และแม้ว่าผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจะยังไม่ออกมา แต่จากการนับคะแนนอย่างเร็วพบว่า นายโจโก วิโดโด ผู้นำอินโดนีเซียคนปัจจุบันมีคะแนนนำนายพลปราโบโว ซูเบียนโต ผู้สมัครพรรคคู่แข่งอยู่ราว 10 จุด ซึ่งค่อนข้างชัดเจนแล้วว่านายโจโก วิโดโด จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ และเป็นผู้นำอินโดนีเซียสมัยที่สอง

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เหมือนการเลือกตั้งของอินโดนีเซียครั้งก่อนๆที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นการลงคะแนนเลือกประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และสมาชิกสภาภายในครั้งเดียวกัน โดยมีผู้สมัครรับเลือกตั้งมากถึง 240,000 คน จากพรรคการเมืองทั้งหมด 20 พรรค

อาลา ซาลาห์ นศ.สาวผู้ฝ่าดงกระสุนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในซูดาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587244

  • วันที่ 24 เม.ย. 2562 เวลา 18:00 น.

อาลา ซาลาห์ นศ.สาวผู้ฝ่าดงกระสุนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในซูดาน

เธอคนนี้ฝ่าดงกระสุนลุกขึ้นมาเรียกร้องประชาธิปไตยให้เพื่อนร่วมชาติจนกลายเป็นไอคอนของชาวซูดานในชั่วข้ามคืน

ชาวซูดานเริ่มรวมตัวประท้วงประธานาธิบดี โอมาร์ อัล บาชีร์ ตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว หลังจากรัฐบาลตัดสินใจขึ้นราคาขนมปังซึ่งเป็นอาหารหลักของชาวบ้านถึง 3 เท่าตัว บวกกับปัญหาขาดแคลนอาหาร ยารักษาโรค และเงินสดรุมเร้าอยู่ก่อนแล้ว ความไม่สงบนี้จึงลุกลามบานปลายเป็นการประท้วงระดับประเทศ จนทหารเข้ายึดอำนาจประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา

ประธานาธิบดี โอมาร์ อัล บาชีร์ ภาพ : REUTERS/Mohamed Nureldin Abdalla

ท่ามกลางการประท้วงขับไล่ผู้นำ ได้มีแกนนำการประท้วงที่เป็นหญิงวัยรุ่นคนหนึ่งผุดเด่นขึ้นมาจนกลายเป็นไอคอนของชาวซูดานและเป็นที่สนใจไปทั่วโลกในชั่วข้ามคืน เธอสวมชุดคลุมสีขาวขึ้นไปยืนอยู่บนหลังคารถยนต์ ชูมือชี้นิ้วขึ้นฟ้า ร้องเพลงและเปล่งวาจาปลุกใจผู้ประท้วง โดยมีกลุ่มผู้ประท้วงด้วยกันยืนรายล้อมรถยนต์อยู่แน่นขนัด ในมือก็หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาบันทึกภาพของหญิงสาวไว้ และยังมี ลาน่า ฮารูน ช่างภาพท้องถิ่น แชะภาพบรรยากาศในวินาทีนั้นไว้ได้อีกทอดหนึ่ง เหตุการณ์ที่สร้างฮีโร่นี้เกิดขึ้นในวันที่ 8 เม.ย. ก่อนการโค่นอำนาจผู้นำเพียง 2 วัน

ผู้คนพากันทวีตภาพภาพนี้จนกลายเป็นกระแสไวรัลในโลกออนไลน์และได้รับความสนใจจากสื่อนานาชาติ  ภาพนี้ยังถูกมองว่าเป็นการแสดงถึงบทบาทสำคัญของผู้หญิงในการลุกขึ้นมาแสดงพลังเรียกร้องประชาธิปไตยในซูดาน

ภาพ : AFP

หญิงสาวคนนี้มีชื่อว่า อาลา ซาลาห์ นักเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมวัย 22 ปีจากมหาวิทยาลัยนานาชาติซูดานในกรุงคาร์ทูม เธอไม่ได้มาจากครอบครัวนักเคลื่อนไหวแต่อย่างใด แม่ของเธอเป็นดีไซเนอร์ ส่วนพ่อเป็นเจ้าของบริษัทก่อสร้าง แต่ที่เธอออกมาประท้วงในกรุงคาร์ทูมก็เพราะอยากเห็นซูดานในเวอร์ชั่นที่ดีกว่า และมองว่าประเทศอยู่เหนือพรรคการเมืองและการแบ่งแยก

ในวันที่เธอขึ้นไปยืนบนหลังคารถจนถูกถ่ายภาพนั้น เธอตระเวนไปยังกลุ่มต่างๆ กว่า 10 กลุ่มและอ่านกลอนเกี่ยวกับการปฏิวัติ เช่น “The bullet doesn’t kill. What kills is the silence of people” (กระสุนไม่ได้ทำให้เราตาย แต่ความเงียบต่างหากที่ฆ่าเรา) ของ อาซารี โมฮาเหม็ด อาลี ศิลปินชาวซูดาน ซึ่งเป็นคำยอดฮิตในหมู่ผู้ประท้วงทั้งในการประท้วงเมื่อต้นปี 2018 และความวุ่นวายในซูดานเมื่อเดือน ก.ย. 2013 ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าประโยคนี้ทำให้ผู้คนเกิดความฮึกเหิม ตอนแรกเธอพบกับกลุ่มผู้หญิงราว 6 คน และเธอก็เริ่มร้องเพลง จากนั้นทุกคนก็ร้องตามจนมีคนอื่นเข้ามาสมทบเยอะขึ้นๆ จนแน่นขนัดอย่างในภาพ

ภาพ : AFP

ซาลาห์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ว่า “ฉันอยากขึ้นไปยืนบนรถแล้วพูดกับผู้คน พูดต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ในทุกๆ รูปแบบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนทุกหมู่เหล่า ทุกสาขาอาชีพ ฉันต้องการพูดในฐานะตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ฉันอยากประกาศว่าซูดานคือที่สำหรับทุกคน”

ทำไมผู้หญิงตัวเล็กๆ จึงกล้าลุกขึ้นมาพูดปลุกใจต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ซาลาห์ เผยว่า เธอผ่านการฝึกฝนการนำเสนองานหน้าชั้นเรียนในมหาวิทยาลัยมานับครั้งไม่ถ้วน เพราะฉะนั้นการพูดต่อหน้าคนกลุ่มใหญ่ๆ จึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอ และไม่ใช่ปัญหาจริงๆ เสียด้วย เพราะหลังจากเธอตะโกนคำพูดปลุกใจออกไป บรรดาผู้ประท้วงร่วมชาติก็ตะโกนตอบกลับมาเป็นภาษาท้องถิ่นอย่างพร้อมเพรียงว่า  “Thawra” ที่แปลว่า ปฏิวัติ

นอกจากนี้ การแต่งกายในวันนั้นของเธอยังแฝงไปด้วยความหมายที่ทำให้ภาพของเธอดูมีพลังขึ้นมา ดังที่ ฮินด์ มักกี นักการศึกษาและบล็อกเกอร์ชื่อดังทวีตไว้ว่า ชุดคลุมพื้นเมืองสีขาวที่ซาลาห์สวมเป็นชุดแบบเดียวกับที่เวิร์กกิ้งวูเมนทั้งในเมืองและชนบทสวมใส่ ทั้งยังเป็นแบบเดียวกับที่ผู้หญิงในช่วงปี 1960-1980 สวมใส่ในการประท้วงรัฐบาลเผด็จการในสมัยนั้น ส่วนต่างหูพระจันทร์สีทองซึ่งเป็นเครื่องประดับพื้นเมืองของเจ้าสาว เป็นการแสดงถึงความงดงามของสตรีตามความเชื่อของประเทศอาหรับ

ภาพวาด อาลาซาลาห์ บนกำแพงของโรงนาแห่งหนึ่งใน จ.อิดลิบของซีเรีย โดยกลุ่มศิลปินชาวซีเรียที่เรียกตัวเองว่า Kesh Malek ภาพ : OMAR HAJ KADOUR/AFP

ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวในการต่อสู้กับความไม่ถูกต้องทำให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ได้รับฉายาว่า “ผู้หญิงในชุดขาว” และ “เทพีเสรีภาพแห่งซูดาน” และ “กานดากา” ซึ่งคำหลังนี้ถูกใช้เรียกราชินีของนูเบียในสมัยโบราณที่ต่อสู้อย่างหนักหน่วงเพื่อประเทศและสิทธิ์ของตัวเอง นอกจากนี้ ยังมีศิลปินพากันวาดรูปเธอบนกำแพงและบนบิลบอร์ดตามจุดต่างๆ ในเมืองหลวงด้วย