ผู้นำคิมถึงรัสเซีย คิ๊กออฟหารือปูติน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587243

  • วันที่ 24 เม.ย. 2562 เวลา 15:58 น.

ผู้นำคิมถึงรัสเซีย คิ๊กออฟหารือปูติน

คิมจองอึนเดินทางถึงรัสเซียแล้ว เตรียมหารือกับประธานาธิบดีปูตินครั้งแรก

สื่อต่างประเทศรายงานว่า นายคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือได้เดินทางโดยรถไฟขบวนพิเศษถึงยังรัสเซียแล้ว เพื่อเตรียมหารือพิเศษเป็นครั้งแรกกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน

 

รายงานจากสถานีโทรทัศน์ในท้องถิ่นของรัสเซียแสดงให้เห็นภาพของนายคิมจองอึน ขณะก้าวลงจากรถไฟขบวนพิเศษสีเขียวที่ตระกูลเขามักใช้เดินทางไปไหนมาไหนอยู่เสมอ ในช่วงบ่ายวันพุธตามเวลาในท้องถิ่นของรัสเซีย ที่สถานีรถไฟในเมืองวลาดิวอสตอค ซึ่งเป็นเมืองท่าชายฝั่งตะวันออกของรัสเซีย พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเครมลินรอต้อนรับอยู่

 

ในการนี้นายคิมได้พบปะกับผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศรัสเซียพร้อมกล่าวว่า “ผมได้ยินเรื่องราวของประเทศรัสเซียมานาน และใฝ่ฝันจะมาเยือนนานแล้ว มันเป็นเวลาถึง 7 ปีนับตั้งแต่ที่ผมรับตำแหน่งแล้วเพิ่งได้มา” นอกจากนี้นายคิมยังได้ยกคำกล่าวของนายคิมจองอิลผู้เป็นบิดาที่ครั้งหนึ่งเคยกล่าวว่า “รักยิ่งใหญ่ให้รัสเซีย” พร้อมทั้งตั้งมั่นสานสัมพันธ์ของรัสเซียกับเกาหลีเหนือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

 

 

สำหรับกำหนดการของผู้นำคิม และประธานาธิบดีปูตินมีกำหนดพบปะหารือกันเป็นครั้งแรกในวันที่ 25 เมษายนนี้ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยในรายละเอียดถึงประเด็นการหารือ หรือการลงนามใดๆของทั้งสองรัฐบาล

 

การพบปะกันครั้งนี้ คาดว่าจะจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยสหพันธรัฐแห่งตะวันออกไกล บนเกาะรัสกี ซึ่งได้เริ่มประดับธงชาติรัสเซียและเกาหลีเหนือ รวมถึงมีการจัดกำลังเจ้าหน้าคุ้มกันความปลอดภัยโดยรอบแล้ว

กกต.อินเดียบุกป่าเปิดหน่วยเลือกตั้งเพื่อผู้ใช้สิทธิเพียงคนเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587210

  • วันที่ 24 เม.ย. 2562 เวลา 12:51 น.

กกต.อินเดียบุกป่าเปิดหน่วยเลือกตั้งเพื่อผู้ใช้สิทธิเพียงคนเดียว

กกต.อินเดียสุดทุ่มทุน บุกป่าระยะทาง 50 กิโลฯ เปิดหน่วยลงคะแนนเพื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพียงคนเดียว

เอ็นดีทีวีสื่อท้องถิ่นของอินเดียรายงานว่า เจ้าหน้าที่จำนวน 4 คนจากคณะกรรมการเลือกตั้งแห่งชาติอินเดีย พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจคุ้มกันอีกหนึ่งนาย ได้เดินทางเข้าไปในป่าลึกระยะทางราว 55 กิโลเมตรในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติและเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่ากีร์ของรัฐคุชราต ทางตะวันตกของประเทศ เพื่อทำการเปิดหน่วยเลือกตั้งให้กับนาย Bharatdas Darshandas วัย 69 ปีนักบวชที่อาศัยอยู่ในวิหารอันห่างไกล และเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพียงคนเดียวในพื้นที่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า นายDarshandas ซึ่งเป็นนักบวชที่ดูแลวิหารในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกีร์ มานานกว่า 20 ปีแล้ว ซึ่งอุทยานแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของสิงโตป่าราว 600 ตัวด้วย

นาย Darshandas ต้องเดินทางออกจากสถานที่พำนักเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร เพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้งยังคูหาเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งทุกครั้งนับตั้งแต่ปี 2002 นาย Darshandas กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลจะใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อให้แน่ใจว่าผู้มีสิทธิลงคะแนนในพื้นที่ห่างไกลจะได้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ไม่เว้นแม้แต่เสียงโหวตเพียงแค่เสียงเดียว

ทั้งนี้สำหรับ อินเดียมีผู้ลงคะแนนที่มีสิทธิ์มากกว่า 900 ล้านคน แบ่งรอบการเลือกตั้งออกเป็นทั้ง 7 รอบโดยมีการเริ่มลงคะแนนตั้งแต่วันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา ก่อนจะสิ้นสุดในวันที่ 19 พฤษภาคม และคะแนนจะถูกนับในวันที่ 23 พฤษภาคม

ในการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา บางเขตลงคะแนนนั้นเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาเดินทางหลายวันเพื่อเข้าไปเปิดหน่วยให้กับผู้มีสิทธิในพื้นที่อันห่างไกล แต่สำหรับการเดินทางเข้าไปในป่าลึกเพื่อผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเพียงคนเดียวนับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดา

การเมืองไร้อนาคต ทำเงินบาทอ่อนสุดในปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587208

  • วันที่ 24 เม.ย. 2562 เวลา 12:30 น.

การเมืองไร้อนาคต ทำเงินบาทอ่อนสุดในปีนี้

ความผันผวนทางการเมืองในไทยทำให้ค่าเงินบาทที่เคยแข็งแกร่งและมีอนาคตสดใสที่สุดในเอเชีย กลับมาอ่อนค่าลงต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม ที่ 32.035 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม และยังหล่นลงต่ำกว่าแนวรับที่ 32 บาทถึง 0.2% โดยเมื่อต้นสัปดาห์นี้ เงินบาทยังอ่อนค่าลงจากระดับเส้นค่าเฉลี่ย 100 วันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2018

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ความเชื่อมั่นต่อค่าเงินบาทเสื่อมถอยลง เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง หลังจากผลการเลือกตั้งยังไม่ชัดเจน อีกทั้งยังเกิดความกังวลเกี่ยวกับการที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาคำร้องของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคไทยรักษาชาติ ที่ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง วันที่ 24 มีนาคม 2562 เป็นโมฆะ

ทั้งนี้ เงินบาทอ่อนค่าลง 0.8% แล้ว เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐในไตรมาสนี้ หลังจากแข็งค่าขึ้น 2.5% ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2019 สำหรับทิศทางของเงินบาทในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เคยอ่อนค่าถึง 7 ปีรวด จนกระทั่งปรับขึ้นมาแข็งค่าอย่างมีนัยสำคัญในปี 2018 เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะดุลบัญชีเดินสะพัด เช่นรายได้จากการส่งออกและรายได้จากการท่องเที่ยว แต่เพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้สื่อต่างประเทศเริ่มจับตาทิศทางที่น่ากังวลของเงินบาทอีกครั้ง

อีกปัจจัยที่จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง ในทัศนะของนักวิเคราะห์ต่างชาติ คือทิศทางของเงินหยวนที่จะอ่อนค่าลงจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะในช่วงสงครามการค้าและการตอบโต้ทางภาษีกับสใหรัฐ

ไมเคิล เอเวอรี่ (Michael Every) หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดการเงินในเอเชียของ Rabobank ซึ่งเป็นนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ทิศทางของเงินบาทได้อย่างแม่นยำที่สุด กล่าวกับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ว่า เมื่อเงินหยวนอ่อนค่าลง เงินบาทจะอ่อนค่าลงเช่นกัน นอกจากนี้รัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมืองใดก็ตามจะใช้จ่ายงบประมาณมากขึ้น ทำให้บัญชีเดินสะพัดเกินดุลปรับลดลง

Rabobank คาดการณ์ว่า เงินบาทจะอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 33.7 ต่อเหรียญสหรัฐในปีนี้ ตามทิศทางของเงินหยวน

ภาพ AFP PHOTO / PORNCHAI KITTIWONGSAKUL

ซาอุฯสั่งประหารชีวิตนักโทษล็อตใหญ่ถึง 37 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587201

  • วันที่ 24 เม.ย. 2562 เวลา 11:53 น.

ซาอุฯสั่งประหารชีวิตนักโทษล็อตใหญ่ถึง 37 ราย

ซาอุดิอาระเบียประหารชีวิตนักโทษเอี่ยวก่อการร้าย 37 ราย – นำศพตรึงกางเขนประจาน

กระทรวงมหาดไทยซาอุดิอาระเบียได้ออกแถลงการณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ได้ดำเนินการประหารชีวิตนักโทษจำนวน 37 รายที่พบว่ามีส่วนเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายหัวรุนแรง

คำแถลงการณ์ตอนหนึ่งระบุว่า “โทษประหารชีวิตถูกนำมาใช้กับอาชญากรจำนวนมากที่รับเอาอุดมการณ์หัวรุนแรง และอาจกลายเป็นเซลล์เล็กๆที่ทำลายสันติและความมั่นคงทางสังคม”

รายงานยังระบุอีกว่าจำนวน 37 รายนี้เป็นนักโทษสัญชาติซาอุ ถูกทำการประหารชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกันตามภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ ในจำนวนนี้หนึ่งรายถูกนำร่างตรึงกางเขนประจาน

ขณะที่รายงานของแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลซึ่งจับตาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซาอุดิอาระเบียมาโดยตลอด อ้างว่าในจำนวนนักโทษที่ประหารครั้งนี้ พบนักโทษอายุน้อยสุดที่ 16 ปี รวมถึงระบุว่าตลอดปี 2018 ที่ผ่านมาทางการซาอุฯสั่งประหารชีวิตนักโทษไปแล้วถึง 104 รายแม้ว่าที่ผ่านมาสื่อของทางการซาอุฯจะไม่ได้เปิดเผยตัวเลขการประหารชีวิตอย่างเป็นทางการ แต่มักจะพบรายงานการประหารชีวิตบ่อยครั้ง

ดูเตอร์เตขู่แคนาดาให้ขนขยะที่นำมาทิ้งกลับประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587191

  • วันที่ 24 เม.ย. 2562 เวลา 10:49 น.

ดูเตอร์เตขู่แคนาดาให้ขนขยะที่นำมาทิ้งกลับประเทศ

ดูเตอร์เตขู่ประกาศสงครามกับแคนาดา ให้เวลา 1 สัปดาห์ขนขยะที่นำมาทิ้งในฟิลิปปินส์กลับประเทศ

สื่อท้องถิ่นแคนาดารายงานว่า ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ผู้นำฟิลิปปินส์ได้กล่าวในหลังการรับฟังบรรยายสรุปเหตุการณ์แผ่นดินไหวทางตอนเหนือและตอนกลางของประเทศเมื่อวานนี้ เกี่ยวกับประเด็นของพิพาทเรื่องขยะ และสิ่งปฏิกูลจำนวนหลายตันที่ถูกขนมาจากประเทศแคนาดา เพื่อนำมาทิ้งในฟิลิปปินส์ระหว่างปี 2013-2014 โดยผู้นำฟิลิปปินส์ขู่กับรัฐบาลแคนาดาว่าเขาให้เวลาแคนาดาภายใน 1 อาทิตย์เพื่อขนขยะที่เคยนำมาทิ้งยังฟิลิปปินส์เมื่อหลายปีก่อนกลับประเทศไปเสีย ไม่เช่นนั้นเขาขู่ประกาศ”สงครามขยะ”กับแคนาดาด้วยการนำขยะเหล่านี้ขนขึ้นเรือไปทิ้งยังแคนาดาด้วยตนเอง

นอกจากนี้ผู้นำฟิลิปปินส์ยังกล่าวด้วยว่า ประเทศฟิลิปปินส์ไม่ใช่สถานที่ทิ้่งขยะของแคนาดา และขยะเหล่านี้เต็มไปด้วยสารพิษปะปนอยู่ไม่น้อย เนื่องจากส่วนใหญ่ล้วนเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ บางส่วนเป็นพลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้ และบางส่วนเป็นขยะตามบ้านเรือน

ด้านทางการแคนาดาบอกว่า ขยะเหล่านี้ถูกดำเนินการขนไปทิ้งยังฟิลิปปินส์โดยบริษัทเอกชน ไม่ใช่นโยบายของทางรัฐบาลแคนาดาแต่อย่างใด

ที่ผ่านมาแคนาดาได้พยายามมานานหลายปีเพื่อโน้มน้าวให้ฟิลิปปินส์รับขยะเหล่านี้ไปแปรสภาพ แต่ทางศาลของฟิลิปปินส์ได้มีคำสั่งเมื่อปี 2016 ให้นำขยะเหล่านี้กลับคืนไปยังแคนาดา เช่นเดียวกับเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาศาลในแคว้นบริติชโคลัมเบียได้ระบุในข้อสรุปทางกฎหมายว่าแคนาดากำลังละเมิดอนุสัญญาบาเซลระหว่างประเทศซึ่งห้ามประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ให้ส่งขยะพิษหรือของเสียอันตรายไปยังประเทศกำลังพัฒนา

ฟ่านปิงปิงประเดิมพรมแดงงานแรกหลังมรสุมคดีหนีภาษี เตรียมหวนคืนวงการบันเทิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587163

  • วันที่ 23 เม.ย. 2562 เวลา 21:00 น.

ฟ่านปิงปิงประเดิมพรมแดงงานแรกหลังมรสุมคดีหนีภาษี เตรียมหวนคืนวงการบันเทิง

ฟ่านปิงปิง ซุป’ตาร์ดังของจีนหวนคืนพรมแดงครั้งแรกหลังคดีหลบเลี่ยงภาษีแดงขึ้นมาเมื่อปีที่แล้ว ส่งสัญญาณว่าเจ้าตัวอาจจะกลับมาผงาดในวงการบันเทิงอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 22 ที่ผ่านมา ฟ่านปิงปิงประเดิมการคัมแบ็กด้วยการออกอีเว้นต์เดินพรมแดง ในงานฉลองครบรอบ 9 ปีของอ้ายฉีอี้ 1 ใน 3 ยักษ์ใหญ่ด้านการให้บริการวิดีโอออนไลน์ในจีน แม้จะไม่มีการให้สัมภาษณ์กับสื่อแต่เธอก็ยังเป็นที่สนอกสนใจของบรรดาสื่อมวลชน การเข้าร่วมงานกาล่าครั้งนี้อาจจะตีความได้ว่าวงการบันเทิงของจีนพร้อมอ้าแขนต้อนรับฟ่านปิงปิงกลับมาอีกครั้ง

สำนักข่าว Apple Daily ยังบอกอีกว่า การที่ฟ่านปิงปิงสวมชุดสูทสุดคู่กับคลัตช์และเครื่องประดับจากแบรนด์ดังระดับโลกเฉิดฉายบนพรมแดงครั้งนี้ยังหมายถึงว่าวงการแฟชั่นก็สนับสนุนการหวนคืนวงการของเธอด้วย โดย เจสสิกา เชสเทน นักแสดงฮอลลีวูดเจ้าของรางวัลลูกโลกทองคำยังเข้ามาคอมเม้นต์ว่า “Beautiful (สวย)” ใต้ภาพพรมแดงที่ฟ่านปิงปิงโพสต์ลงในอินสตาแกรมด้วย

ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา ดูเหมือนว่าฟ่านปิงปิงจะค่อยๆ โยนหินถามทางมาเรื่อยๆ เพื่อปูทางกลับเข้าสู่วงการบันเทิงอีกครั้ง ในเดือน ม.ค. ก็มีภาพที่เธอเป็นพรีเซ็นเตอร์แว่นตาเผยแพร่ในโลกออนไลน์ เดือน ก.พ.ช่วงตรุษจีน ซุป’ตาร์วัย 37 ปีก็เซลฟี่โชว์หน้าเปลือยอวยพรวันตรุษจีนให้บรรดาฟอลโลเวอร์

และในเดือนเดียวกันก็ยังมีข่าวลือมาว่า ภาพยนตร์อาชญากรรมสยองขวัญ The Perfect Blue ที่เจ้าตัวร่วมแสดงและปิดกล้องไปก่อนจะมีคดีหนีภาษีจะได้ลงโรงฉาย ส่วนเดือน มี.ค. ฟ่านปิงปิงก็เข้าร่วมงานเปิดตัวคลินิกเสริมความงามที่เธอลงทุนเปิด โดยมีหลี่เฉิน คู่หมั้น ฟ่านเฉิงเฉิง น้องชาย อยู่ในงานด้วย

ทั้งนี้ เมื่อเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว ชื่อเสียงของฟ่านปิงปิงฉาวหนัก หลังชุยหย่งหยวน พิธีกรและโปรดิวเซอร์ได้โพสต์สัญญาว่าจ้างของเธอ 2 ฉบับ จากภาพยนตร์เรื่อง Unbreakable Spirit ภาพยนตร์แอ็คชั่นสงคราม หรือที่รู้จักกันในชื่อเรื่อง Air Strike ในโลกโซเชียล โดยสัญญาฉบับหนึ่งบอกว่าฟ่านปิงปิงได้ค่าตัว 48.54 ล้านบาท แต่อีกฉบับได้ถึง 242.79 ล้านบาท ทั้งๆ ที่เป็นงานเดียวกัน โดยสัญญาสองฉบับนี้เรียกว่าสัญญาแบบหยินหยาง ซึ่งเป็นวิธีการทำสัญญาเพื่อเลี่ยงภาษีที่กำลังแพร่หลายในหลายธุรกิจของจีน โดยฉบับแรกจะแสดงข้อมูลตามจริง ขณะที่ฉบับที่สองเป็นการเขียนผลประโยชน์ที่ต่ำกว่าความจริงเพื่อเอาไว้ยื่นให้ทางการสำหรับคำนวนภาษี

จากนั้นฟ่านปิงปิงก็หายหน้าหายตาไปจากวงการนานหลายเดือน ท่ามกลางกระแสข่าวว่าเธอถูกรัฐบาลเล่นงานเรื่องปกปิดค่าตัวเพื่อเลี่ยงภาษี ทำให้ในระยะหลังมีข่าวลือเกี่ยวกับฟ่านปิงปิง ออกมาไม่เว้นวัน ว่ากันว่าเธอถูกห้ามเล่นหนังนานถึง 6 ปี บ้างก็ว่าเธอไปโผล่เมืองโน้นเมืองนี้ เช่น มีข่าวว่าถูกจับที่เมืองอู๋ซี บางก็ว่าเธอไปโผล่ที่ต่างประเทศ เช่น Apple Daily ของฮ่องกงบอกว่าฟ่านไปปรากฏตัวที่ลอสแองเจลิส และบางก็ว่าเธอกำลังคิดที่จะลี้ภัย

ต่อมาในเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว สำนักงานสรรพากรของจีนสั่งปรับฟ่านปิงปิง เป็นเงิน 884 ล้านหยวน หรือราว 4,200 ล้านบาท ฐานปลอมแปลงสัญญาแสดงรายได้เท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี แต่รัฐบาลเห็นว่านี่เป็นการกระทำความผิดครั้งแรก จึงอาจรอดพ้นความผิดทางอาญา แต่มีข้อแม้ว่าต้องจ่ายเงินทั้งหมดทันภายในเวลาที่กำหนด คือภายในวันที่ 31 ธ.ค. ตามรายงานของสำนักข่าวซินหัว ฟ่านปิงปิงจ่ายภาษีต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 255 ล้านหยวน (ราว 1,200 ล้านบาท) รวมถึงการปลอมแปลงสัญญาว่าจ้างเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอีกถึง 200 ล้านหยวน (ราว 942 ล้านบาท)

หลังจากมีการเปิดเผยข่าวว่าฟ่านปิงปิงถูกสั่งปรับเป็นเงินมหาศาล เจ้าตัวได้โพสต์ขอโทษในเว่ยป๋อ สื่อโซเชียลของจีน ผ่านบัญชีผู้ใช้ของเธอที่มียอดผู้ติดตาม 62 ล้านคน โดยแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง และใช้เวลาที่ผ่านมาทบทวนตัวเองและสำนึกผิดแล้ว โดยระบุว่า “ฉันได้รับบทเรียนที่เจ็บปวดและทุกข์ทรมานอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ฉันสำนึกและรู้สึกอับอายในสิ่งที่ฉันได้ทำลงไป ฉันเสียใจอย่างสุดซึ้งกับเรื่องผิดพลาดที่ได้ทำลงไป ฉันขอโทษทุกคนจากใจจริง” นอกจากนี้ ซูเปอร์สตาร์สาวคนดังยังบอกว่า ยอมรับการลงโทษทุกกรณีและจะจ่ายค่าปรับตามคำสั่งของทางการ

เมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา 2 วันให้หลังจากการประกาศบทลงโทษ ฟ่านปิงปิงก็จัดการจ่ายค่าปรับทั้งหมดให้รัฐบาล โดยเธอมีสินทรัพย์ราว 7,000 ล้านหยวน หรือราว 33,338 ล้านบาท แต่การรวบรวมเงิน 884 ล้านหยวนในเวลาสั้นๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทางเดียวคือต้องเปลี่ยนทรัพย์สินเหล่านี้ให้เป็นเงิน เว็บไซต์ข่าวบันเทิงฮ่องกงรายงานว่า ซูเปอร์สตาร์วัย 37 ปี นำอพาร์ทเม้นท์ 41 แห่งในย่านปาล์มสปริง ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยของเซเลบริตี้ในกรุงปักกิ่งของจีน ไปประกาศขายด่วนโดยตั้งราคาต่ำกว่ามูลค่าจริงของตลาดราว 20-30% เพื่อรวบรวมเงินมาจ่ายค่าปรับ แหล่งข่าวยังประเมินอีกว่าอพาร์ทเม้นท์ทั้ง 41 แห่งนี้ น่าจะมีมูลค่าราว 1,000 ล้านหยวน หรือราว 4,765 ล้านบาท ซึ่งพอให้จ่ายค่าปรับได้โดยไม่มีปัญหา

หลังจากคดีนี้ ทางการจีนก็เดินหน้าเช็กบิลกับคนบันเทิงที่มีพฤติกรรมหนีภาษี โดยผ่อนผันให้บรรดาคนดังที่เข้าข่ายรีบเคลียร์ตัวเองภายในกำหนด จะได้ไม่ต้องรับโทษ มาตรการนี้ถือว่ารัฐบาลจีนมีเมตตามาก เพราะปกติแล้วรัฐบาลมักจะเข้มงวดในหลายๆ เรื่อง ขนาดที่ว่ามีข่าวลือเรื่องการจับกุมตัวฟ่านปิงปิงยัดใส่เรือนจำมาแล้วก็เคยมี ซึ่งข่าวดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องไม่จริง

กอร์ดอน วู ชายที่กำลังจะรวยมหาศาลเพราะความสะเพร่าของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587118

  • วันที่ 23 เม.ย. 2562 เวลา 19:25 น.

กอร์ดอน วู ชายที่กำลังจะรวยมหาศาลเพราะความสะเพร่าของไทย

ตอนนี้ โฮปเวลล์เป็นชื่อที่สร้างความเจ็บช้ำให้กับคนไทยมากที่สุด หลังจากศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้รัฐบาลไทย โดยกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้องจ่ายเป็นค่าเสียหายให้บริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) สิ้นสุดมหากาพย์ค่าโง่ข้ามทศวรรษ มูลค่า 12,000 ล้านบาท

แต่ยังมีอีกชื่อหนึ่งที่คนไทยจะต้องจดจำไว้ คือชายที่ชื่อกอร์ดอน วู ประธานบริษัทโฮปเวลล์

กอร์ดอน วู มีชื่อเต็มว่า เซอร์ กอร์ดอน หูอิงเซียง (Sir Gordon Ying Sheung WU) เป็นนักธุรกิจที่สร้างตัวเองจากหนึ่งสมองและสองมือ (แม้จะมีพื้นเพครอบครัวที่ค่อนข้างมีอันจะกินก็ตาม) เขาก้าวขึ้นมาเป็นผู้กุมบังเหียนบริษัทก่อสร้างสาธารณูปโภคชั้นนำของฮ่องกงและของจีน และยังมีไลฟ์สไตล์ที่หวือหวา เช่น เคยประมูลเห็ดทรัฟเฟิลที่มีราคาแพงที่สุดในโลก น้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม ราคาสูง 125,000 ยูโร

จากข้อมูลของ Forbes ปัจจุบัน วู วัย 83 ปี มีทรัพย์สิน 1,700 ล้านเหรียสหรัฐ ได้รับบรรดาศักดิ์จากสมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษให้เป็นท่านอัศวิน หรือเซอร์ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น Order of St. Michael and St. George เมื่อปี 1997 ในฐานะที่มีคุณูปการด้านสาธารณูปโภคในเอเชีย และได้รับการยกย่องจากสถาบันและหน่วยงานต่างๆ ทั่วโลก ในฐานะนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

ประวัติของกอร์ดอน วู ในเว็บไซต์ของ The Wharton School at the University of Pennsylvania

สำหรับประวัติคร่าวๆ ในเว็บไซต์ของบริษัทระบุว่า วูสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สาขาวิศวกรรม ในปี 1958 และเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท เป็นกรรมการผู้จัดการตั้งแต่ปี 1972 – 2001 มีหน้าที่ดูแลโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในสาธารณรัฐประชาชนจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีส่วนร่วมในการออกแบบและก่อสร้างอาคารและโครงการพัฒนาจำนวนมากในฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน และในประเทศต่างๆ รวมถึงโรงไฟฟ้า Shajiao B ในมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งได้รับรางวัล British Construction Industry Award จากประเทศอังกฤษ รวมถึงสร้างสถิติโลกด้วยการทำโครงการแล้วเสร็จภายในเวลาเพียง 22 เดือน (แต่โครงการโฮปเวลล์จนบัดนี้ กินเวลานานถึง 29 นับตั้งแต่ทำสัญญา)

วู ไม่ใช่ธรรมดาเพราะมีเส้นสายในวงการเมืองทั่วโลก โดยเฉพาะในจีน เขาเป็นสมาชิกของคณะกรรมการที่ประชุมปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติของจีน (CPPCC) ตั้งแต่ปี 1983 – 2013 และรองประธานคณะกรรมการประสานงานกับฮ่องกง-มาเก๊า-ไต้หวัน และจีนโพ้นทะเล (คณะกรรมการพิเศษของ CPPCC) ระหว่างปี 2003 – 2013 ที่สำคัญก็คือ เขาผู้นี้เป็นเจ้าของไอเดียโครงการก่อสร้างสะพานฮ่องกง–จูไห่–มาเก๊า โดยเสนอให้ทางการกวางตุ้งและรัฐบาลกลางที่ปักกิ่ง ให้สร้างสะพานแห่งนี้ในปี 1988 และแล้วเสร็จในปี 2018

นอกจากนี้ บรรดาโครงการก่อสร้างใหญ่ในเอเชียที่ทำท่าว่าจะไปไม่รอด เขาก็ทำให้รอดมาแล้วทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงที่ยากลำบาก และเคยสาบานว่า ถ้าโครงการที่เขารับสัมปทานมาไม่แล้วเสร็จตามกำหนด เขาจะยอมเสี่ยงชีวิตลงไปว่ายน้ำในอ่าวฮ่องกงที่แสนจะสกปรก ความสำเร็จของเขาในการผลักดันโครงการต่างๆ ในเอเชียจนไปตลอดรอดฝั่งทำให้เขาได้รับฉายาว่า “คุณชายซ่อมได้แห่งเอเชีย”(Asia’s Mr. Fix-It) ขณะที่ประธานาธิบดีฟิเดล รามอส แห่งฟิลิปปินส์ยังชมเชยเขาว่าเป็น “บุรุษผู้มอบแสงสว่าง” (the man who turned the lights on)

ประวัติของกอร์ดอน วู ในเว็บไซต์ของ Hopewell Holdings Limited

วู ที่เคยผลักดันโครงการต่างๆ ในเอเชียผ่านวิกฤตมาแล้ว ต้องมาถูกปราบเซียนในเมืองไทย เมื่อสะดุดกับโครงการโฮปเวลล์นานข้ามทศวรรษเพราะความสะเพร่าบางประการ

ความสะเพร่าที่ว่านี้อาจเกิดขึ้นจากการทำสัญญาที่กำกวมและหละหลวม หนังสือพิมพ์ International Herald Tribune รายงานเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 1998 ว่า

“โครงการของ วู ได้รับอนุมัติในปี 1990 โดยไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ เริ่มการก่อสร้างก่อที่จะเวนคืนที่ดินตามแนวเส้นทาง และไม่มีกำหนดเวลาชัดเจนว่าโครงการจะแล้วเสร็จเมื่อใด วู ฟ้องร้องทางการไทยเรื่องความคืบหน้าของโครงการ เมื่อปีที่แล้ว (1997) มีเพียง 10% ของโครงการเท่านั้นที่แล้วเสร็จ รัฐบาลไทยจึงระงับสัญญาของโฮปเวลล์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยกล่าวว่า วูไม่มีเงินแล้ว ส่วน วูโทษความไม่มีเสถียรภาพของการเมืองไทย จนทำให้การเวนคืนที่ดินล่าช้า นับตั้งแต่ปี 1990 ประเทศไทยมีการก่อรัฐประหารเฉลี่ยปีละครั้ง นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหลายครั้ง” (จากรายงานข่าวเรื่อง Thais Revisit a Troubled Mass-Transit Project)

จากรายงานข่าวของสื่อชั้นนำระดับโลก จะเห็นได้ว่า ค่าโง่ของโครงการโฮปเวลล์เกิดจากการทำสัญญาโดยไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้, ไม่มีกำหนดแล้วเสร็จที่แน่ชัด, การเกิดรัฐประหารบ่อยครั้ง และการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบ่อยครั้ง ในสายตาคนนอก ทั้งหมดล้วนแต่เป็นสาเหตุมาจากประเทศไทยทั้งสิ้่น

แต่สำหรับรัฐบาลไทย ความผิดทั้งหมดอยู่ที่วู อย่างที่ ทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าโฮปเวล์เป็น Hopeless Holdings หรือ บริษัทที่สิ้นหวัง (อ้างจาก Stephen Vines, “Wu do you think you are kidding?”, หนังสือพิมพ์ Independent พฤศจิกายน 1995)

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามทุกอย่างมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว กอร์ดอน วู รับทรัพย์ไปจนได้เพราะความสะเพร่าของบางคนในประเทศไทย แต่สำหรับหลายคนคงจะอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า

นี่คือความสะเพร่าหรือจงใจกันแน่?

‘ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์’ กลายเป็นสวนสนุกค่าเข้าแพงสุดของเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587152

  • วันที่ 23 เม.ย. 2562 เวลา 18:19 น.

'ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์' กลายเป็นสวนสนุกค่าเข้าแพงสุดของเอเชีย

ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ขาดทุน ปรับขึ้นค่าตั๋วเข้าสวนสนุก 3% นับเป็นสวนสนุกที่มีค่าเข้าแพงที่สุดของเอเชีย

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า สวนสนุกฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ได้ประกาศการปรับขึ้นราคาค่าตั๋วเข้าสวนสนุกอีก 3.2% จากราคาเดิม โดยให้มีผลอย่างเป็นทางการวันที่ 24 เมษายนนี้เป็นต้นไป

การปรับขึ้นราคาตั๋วค่าเข้าดังกล่าวเป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 5 นับตั้งแต่ที่ที่มีการเปิดทำการสวนสนุกมาตั้งแต่ปี 2005

สำหรับตั๋วแบบ1-Day Ticket Park ราคาใหม่นี้จะเริ่มต้นจะเริ่มต้นที่ 639 ดอลลาร์ฮ่องกง (2,600 บาท) สำหรับตั๋วผู้ใหญ่และราคา 475 ดอลลาร์ฮ่องกง (1,900 บาท) สำหรับตั๋วเด็ก การขึ้นราคาดังกล่าวส่งผลให้ดิสนีย์แลนด์ฮ่องกงกลายเป็นสวนสนุกที่มีค่าเข้าแพงที่สุดในบรรดาสวนสนุกทั่วเอเชีย ซึ่งหากเทียบกับโตเกียวดิสนีย์แลนด์ซึ่งค่าเข้าสำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ 7,400 เยน (2,100 บาท) ส่วนตั๋วถูกสุดสำหรับเด็กที่ 4,800 เยน (1,300 บาท)

ขณะที่พลเมืองฮ่องกงจะได้รับสิทธิ์พิเศษในการยืดเวลาการซื้อตั๋วค่าเข้าในแบบราคาเดิมไปอีก 2 เดือน แม้ว่าตามรายงานจะไม่ระบุถึงสาเหตุการปรับขึ้นค่าตั๋วก็ตาม แต่จากรายงานผลประกอบการ นับตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา สวนสนุกฮ่องกงดิสนีย์แลนด์แห่งนี้ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างกลุ่มบริษัทวอลท์ดิสนีย์ กับรัฐบาลท้องถิ่นฮ่องกง ต้องพบกับภาวะขาดทุนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในปี 2017 สวนสนุกจะมีผลการขาดทุนลดลงถึง 54 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงจากการที่มีจำนวนผู้เข้าชมสวนสนุกมากขึ้น

มหาเธร์ยอมเสีย “ค่าโง่” แต่สุดท้ายมาเลเซียไม่เสียอะไรเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587142

  • วันที่ 23 เม.ย. 2562 เวลา 18:00 น.

มหาเธร์ยอมเสีย "ค่าโง่" แต่สุดท้ายมาเลเซียไม่เสียอะไรเลย

มาเลเซียเก็บ “ค่าฉลาด” ทางการเมือง แล้วกลับมาเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์ที่มหาเธร์สั่งระงับกับรัฐบาลจีนต่อ

หลังจากเป็นคดียืดเยื้อมากว่า 20 ปี ในที่สุดศาลปกครองก็มีคำพิพากษาให้รัฐบาลไทยจ่ายเงินค่าโง่ให้กับบริษัทเอกชนในคดีโครงการก่อสร้างโฮปเวลล์ถึง 1.2 หมื่นล้านบาท แต่โครงการของรัฐบาลที่ถูกยุติกลางคันลักษณะนี้ไม่ได้เกิดกับไทยเพียงประเทศเดียว ในช่วง 2 ปีมานี้รัฐบาลมาเลเซียได้สั่งยุติโครงการเมกะโปรเจกต์ที่ทำไว้กับรัฐบาลจีนถึง 3 โครงการ คือทางรถไฟเชื่อมฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตก โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และโครงการอสังหาริมทรัพย์บันดาร์มาเลเซีย ซึ่งล้วนได้รับเงินทุนสนับสนุนจากโครงการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 หรือ One Belt One Road ของจีน

แม้ว่าคู่สัญญาของไทยกับมาเลเซียจะแตกต่างกัน โดยฝ่ายหนึ่งเป็นเอกชนอีกฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐบาล แต่ความสำเร็จของมาเลเซียในการต่อรองเป็นเรื่องที่มองข้ามไปไม่ได้

ภาพ : REUTERS

หลังจากนายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮัมหมัด เอาชนะอดีตนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัก ในการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว มหาเธร์ได้สั่งยุติโครงการทางรถไฟเชื่อมฝั่งตะวันออก (ECRL) ที่รัฐบาลนาจิบเซ็นสัญญาให้รัฐบาลจีนเข้ามาดำเนินการก่อสร้างเมื่อปี 2016 โดยตั้งคำถามถึงความจำเป็นของทางรถไฟสายนี้และค่าใช้จ่ายมหาศาล เพราะมาเลเซียมีหนี้อยู่ถึง 252,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 65% ของจีดีพี ซึ่งในช่วงที่หาเสียงเลือกตั้งนั้น มหาเธร์รับปากกับชาวมาเลย์ว่าจะพยายามลดหนี้ของชาติ และการสร้างทางรถไฟนี้ก็มีแต่จะเพิ่มภาระทางการเงินของมาเลเซีย

นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานอีกว่ามูลค่าของสัญญาสูงกว่าความเป็นจริง มหาเธร์ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ นิวยอร์ก ไทม์ ว่าหากให้บริษัทในท้องถิ่นของมาเลเซียสร้างทางทางรถไฟ ECRL จะเสียค่าใช้จ่ายเพียงครึ่งหนึ่งของเงิน 13,400 ล้านเหรียญสหรัฐที่นาจิบตกลงจ่ายให้กับบริษัทคู่สัญญาจากจีน อีกทั้งยังพบว่ามีเงิน 700 ล้านเหรียญสหรัฐถูกถ่ายโอนไปชำระหนี้ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนเพื่อการพัฒนามาเลเซีย (1MDB) ส่อแววว่ารัฐบาลนาจิบทุจริตในโครงการนี้

ภาพ : http://www.bdp.com

มหาเธร์ยังสั่งยุติโครงการท่อส่งแก๊สที่เชื่อมจากเมืองมะละกาและเมืองพอร์ทดิกสันไปยังรัฐเกดะห์ และท่อส่งแก๊สในรัฐซาบาห์ เนื่องจากตรวจพบหลักฐานว่ารัฐบาลจ่ายเงินไปแล้วถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่การก่อสร้างกลับไม่คืบหน้า รวมไปถึงระงับโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บันดาร์ มาเลเซีย ที่นาจิบริเริ่มเมื่อปี 2011

ตอนนั้นผู้เชี่ยวชาญมองว่าการยกเลิกโครงการใหญ่กับจีนทั้ง 3 โครงการอาจส่งผลต่อการเติบโตของจีดีพีและการลงทุนภายในของมาเลเซียในระยะสั้น แต่หากมองในระยะยาวถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เนื่องจากโครงการมูลค่ามหาศาลนี้จะไม่เกิดประโยชน์กับมาเลเซีย ด้วยมูลค่าหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐของเส้นทางรถไฟสายตะวันออก การขนส่งสินค้าด้วยวิธีดังกล่าวจึงมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งที่มาเลเซียมีเส้นทางทางน้ำในการขนส่งสินค้าเป็นหลักอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่มาเลเซียต้องลงทุนก้อนใหญ่แลกกับเส้นทางรถไฟสายนี้

ภาพ : REUTERS

แต่แล้วจู่ๆ มหาเธร์ก็ประกาศว่าจะกลับมาเดินหน้าก่อสร้างทางรถไฟ ECRL ต่อ หลังจากคู่สัญญาคือบริษัท ไชนา คอมมูนิเคชัน คอนสตรัคชัน คอมพานี ยอมลดค่าดำเนินการให้ 1 ใน 3 เหลือ 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งปัดฝุ่นโครงการบันดาร์ มาเลเซีย ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายราว 33,800 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยผู้นำมาเลเซียให้เหตุผลว่าทั้งสองโครงการนี้จะเป็นกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับมาเลเซียและกระตุ้นการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ

และล่าสุด มหาเธร์ยังเผยอีกว่า โครงการ One Belt One Road ของจีน จะเพิ่มการค้าการลงทุนระหว่างจีนกับประเทศอาเซียน และมาเลเซียก็หวังจะเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนของภูมิภาคจากโครงการนี้

ท่าทีที่กลับไปกลับมาของมหาเธร์ครั้งนี้ ทำให้อดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบโพสต์ข้อความเยาะเย้ยผู้นำมาเลเซียวัย 93 ปีที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลนาจิบขายชาติ ยอมก้มหัวให้จีน ว่าว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

“ลืมบิทคอยน์ซะ หุ้นกัญชาคืออนาคต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587132

  • วันที่ 23 เม.ย. 2562 เวลา 16:30 น.

"ลืมบิทคอยน์ซะ หุ้นกัญชาคืออนาคต"

ที่ปรึกษาการลงทุนชาวสหรัฐ มองตลาดกัญชาในอนาคตสุดสดใส โอกาสโตสูงกว่าการลงทุนในบิทคอยน์

แครอล เปปเปอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Pepper International ที่ปรึกษาด้านความมั่งคั่งและการลงทุนที่มีลูกค้าเป็นบรรดาตระกูลมหาเศรษฐีในสหรัฐหลายตระกูล ได้เปิดเผยมุมมองเกี่ยวกับตลาดกัญชาผ่านทางสำนักข่าวซีเอ็นบีซีว่า ตลาดกัญชาในอนาคตจะเป็นสิ่งที่สดใสและเติบโต เหนือกว่าตลาดบิทคอยน์ในปัจจุบัน

“ลืมบิทคอยน์ไปซะ หุ้นกัญชาคืออนาคตที่ยังเติบโตได้อีกมาก .. หากคุณมองหาการลงทุนบางอย่างที่เติบโตอย่างมาก และเป็นสิ่งที่กฎหมายรับรอง และต้องมีการควบคุมอย่างเหมาะสม กัญชาคือคำตอบ”

 

 

ปัจจุบันมีบริษัทผู้ผลิตกัญชาที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียง 2 บริษัทเท่านั้นที่จดทะเบียนในดัชนีนิวยอร์ก (NYSE) และ ดัชนีแนสแด็ก คือบริษัท Canopy Growth และ Cronos Group ซึ่งทั้งสองล้วนเป็นบริษัทสัญชาติแคนาดา และมีการเติบโตอย่างมากหลังจากที่แคนาดาเปิดเสรีกัญชาเพื่อสันทนาการได้ โดยหุ้นของ Canopy Growth เติบโตขึ้นถึง 65% ต่อปี ขณะที่หุ้นของ Cronos Group ยังคงทะยานอย่างต่อเนื่องมากถึง 115% ต่อปี ขณะที่บริษัทด้านกัญชาเจ้าอื่นในสหรัฐต่างก็กำลังทุ่มเงินลงทุนในหลักหลายร้อยล้านดอลลาร์ในแต่ละปี

เปปเปอร์กล่าวว่า การที่แคนาดาออกกฎหมายให้ใช้กัญชาแบบสันทนาการได้นั้น นับเป็นความสำเร็จอย่างสูงในประเทศจนเริ่มนำไปสู่การส่งออกไปยังตลาดฝั่งยุโรปแล้วในรูปแบบสารสกัดจากกัญชาเพื่อใช้ในทางการแพทย์

แนวคิดการใช้กัญชาทางการแพทย์กำลังแพร่หลายในหลายประเทศ ซึ่งมันเป็นที่ต้องการให้การปลูกกัญชาขยายมากขึ้น เช่นเดียวกับตลาดกัญชาทั่วโลกที่กำลังเติบโตอย่างมากเช่นกันจากการที่รัฐบาลหลายแห่งเริ่มมีการอนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ได้แล้วบางส่วน

 

นางเปปเปอร์ยังคาดการณ์อีกว่า ในอนาคตตลาดกัญชาจะต้องพบกับการต่อสู้จากบรรดาบริษัทยาสูบและเครื่องดื่มขนาดใหญ่ที่กำลังสนใจกระโดดเข้ามาเล่นในตลาดกัญชา ขณะที่บริษัทกัญชาหลายแห่งต้องการเป็นผู้ควบคุมโซ่อุปทานการค้ากัญชาทั้งระบบตั้งแต่การปลูกไปจนถึงการแปรรูปและการขายด้วยตนเอง

อย่างไรก็ดีนางเปปเปอร์บอกว่า สิ่งที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในอุตสาหกรรมกัญชาคือกฎหมายการควบคุมระดับความเข้มข้นของสารในกัญชาในแต่ละประเทศ ซึ่งล้วนขึ้นอยู่การแข่งขันด้านการวิจัยและพัฒนาของผู้ผลิตแต่ละเจ้าด้วย