แกรนด์ดยุกฌ็องแห่งลักเซมเบิร์กสวรรคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587113

  • วันที่ 23 เม.ย. 2562 เวลา 14:54 น.

แกรนด์ดยุกฌ็องแห่งลักเซมเบิร์กสวรรคต

แกรนด์ดยุคฌอง อดีตเจ้าผู้ครองราชรัฐลักเซมเบิร์ก เสด็จสวรรคตแล้ว สิริพระชนมายุ 98 พรรษา

สำนักพระราชวังแห่งราชรัฐลักเซมเบิร์กออกแถลงการณ์ว่า แกรนด์ดยุกฌ็อง อดีตเจ้าผู้ครองราชรัฐลักเซมเบิร์ก และเป็นพระราชบิดาของแกรนด์ดยุกอ็องรี เจ้าผู้ครองลักเซมเบิร์กองค์ปัจจุบันได้เสด็จสวรรคตสิริด้วยพระอาการสงบ เมื่อวันที่ 23 เมษายน สิริรวมพระชนมายุได้ 98 พรรษา

สำหรับแกรนด์ดยุคฌ็องทรงปกครองราชรัฐลักเซมเบิร์กนครรัฐขนาดเล็กที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลใจกลางยุโรป ระหว่างปี 1964-2000 ก่อนที่จะทรงสละราชยสมบัติให้กับพระโอรสคือแกรนด์ดยุกออกรี

 

สำหรับพระราชประวัติทรงประสูติเมื่อวันที่ 5 มกราคม 1921 ทรงจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนด์เฮิสต์ประเทศอังกฤษ ทรงเคยเข้าร่วมรบในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองโดยเฉพาะเหตุการณ์ยกพลขึ้นบกในวันดี-เดย์

ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงโจเซฟีน-ชาร์ล็อตต์ แห่งราชวงศ์เบลเยี่ยม ในระหว่างที่ทรงครองราชย์ทรงเปลี่ยนแปลงลักเซมเบิร์กให้กลายเป็นเมืองศูนย์กลางด้านตลาดการเงินในยุโรป

ลักเซมเบิร์กประเทศเล็กๆที่มีประชากรเพียง 6 แสนกว่าคน แต่มีพลเมืองจากประเทศอื่นๆในยุโรปด้วยกันเข้ามาทำงานมากกว่าล้านคน เนื่องจากเป็นที่ตั้งสำนักงานบริษัทหลายแห่งจากการที่เป็นแดนสวรรค์ทางภาษี รวมถึงยังเป็นประเทศที่มีอัตรายได้ประชากรต่อหัวสูงที่สุดในโลกด้วย

ฟิลิปปินส์เจอแผ่นดินไหวเขย่าซ้ำ 6.4 แมกนิจูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587093

  • วันที่ 23 เม.ย. 2562 เวลา 14:04 น.

ฟิลิปปินส์เจอแผ่นดินไหวเขย่าซ้ำ 6.4 แมกนิจูด

แผ่นดินไหวขนาด 6.4 แมกนิจูด ถล่มซ้ำทางใต้ของฟิลิปปินส์

เมื่อเวลา 14.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นของฟิลิปปินส์ สำนักสำรวจธรณีวิทยาของสหรัฐได้รายงานพบแผ่นดินไหวขนาด 6.4 แมกนิจูด บริเวณเกาะซามาร์ทางตอนกลางของประเทศ

แผ่นดินไหวครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.3 ทางตอนเหนือของกรุงมะนิลา เมื่อวันจันทร์ (22 เมษายน) ที่ผ่านมา

ส่วนยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาอยู่ที่อย่างน้อย 11 ราย แต่ยังคงสูญหายอีกมาก

วอชิงตันผลักดันกฎหมาย “ใช้ศพคนทำปุ๋ย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587069

  • วันที่ 23 เม.ย. 2562 เวลา 12:08 น.

วอชิงตันผลักดันกฎหมาย "ใช้ศพคนทำปุ๋ย"

รัฐวอชิงตันผ่านกฎหมายใช้ศพมนุษย์ทำปุ๋ยอินทรีย์ เพิ่มทางเลือกการฌาปนกิจ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

รัฐสภาของรัฐวอชิงตันทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐประสบความสำเร็จในการผ่านกฎหมายการลดการแปลงสภาพศพมนุษย์ให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ตามธรรมชาติ (natural organic reduction) แล้วเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนที่ในขั้นตอนสุดท้ายทางรัฐสภาวอชิงตันจะส่งร่างกฎหมายดังกล่าวไปยังนายเจย์ อินสลีย์ ผู้ว่าการรัฐลงนามรับรองภายในวันศุกร์นี้

การผ่านกฎหมายดังกล่าวจะส่งผลให้รัฐวอชิงตันกลายเป็นรัฐแรกของสหรัฐที่เปิดทางเลือกในการฌาปนกิจศพมนุษย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยกฎหมายฉบับนี้จะมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคม 2020

ร่างกฎหมาย SB500l ฉบับนี้จะเป็นการเปิดทางให้ญาติของผู้เสียชีวิตสามารถมีทางเลือกในการฌาปนกิจศพในวิธีอื่นเช่นการจัดการศพด้วยน้ำ (alkaline hydrolysis) การลดปริมาณสารอินทรีย์ตามธรรมชาติ (natural organic reduction) หรือการเปลี่ยนแปลงศพให้กลายเป็นปุ๋ยตามธรรมชาติ นอกเหนือจากวิธีการฝั่งศพตามสุสาน หรือการเผา

ผู้เสนอกฎหมายฉบับนี้อ้างผลการวิจัยที่ระบุว่า ศพมนุษย์หาได้รับการย่อยสลายที่ถูกต้องตามธรรมชาติจะมีความปลอดภัยมากพอที่จะนำปุ๋ยเหล่านั้นไปใช้ในสวนหลังบ้านได้เช่นเดียวกับปุ๋ยโดยทั่วไป และไม่มีกลิ่นอื่นใดนอกจากกลิ่นดินเท่านั้น ซึ่งสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ตามมาคือการลดค่าใช้จ่ายในการฌาปนกิจ รวมถึงยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เนื่องจากกระบวนการ alkaline hydrolysis นั้นจะใช้น้ำราว 60-240 แกลลอนในการย่อยสลายกล้ามเนื้อขนาด 450 กิโลกรัม และใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าการเผาตามปกติ

ขณะที่กระบวนการ natural organic reduction คือการเร่งการย่อยสลายศพมนุษย์ในสถานที่ปิดก่อนจะแปรสภาพกลายเป็นปุ๋ยที่ใช้กันตามบ้านเรือน หรือในเกษตรกรรม

ปัจจุบันในสหรัฐมีอยู่ราว 16 รัฐที่เปิดทางให้ใช้วิธีการจัดการศพด้วยกระบวนการ alkaline hydrolysis แต่มีรัฐวอชิงตันที่กำลังจะเป็นรัฐแรกในการเปิดทางให้จัดการศพด้วยวิธีย่อยสลายตามธรรมชาติ ปัจจุบันบริษัทรับฌาปนกิจศพหลายแห่งในสหรัฐใช้วิธีการจัดการศพในรูปแบบนี้แล้ว

แผ่นดินไหว 6.3 เขย่าฟิลิปปินส์ เสียชีวิตแล้ว 10 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587061

  • วันที่ 23 เม.ย. 2562 เวลา 11:19 น.

แผ่นดินไหว 6.3 เขย่าฟิลิปปินส์ เสียชีวิตแล้ว 10 ราย

แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ 6.3 ทำตึกถล่ม พบเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 11 ราย ทางการเร่งค้นหา

จากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.3 แมกนิจูดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (22 เมษายน) บริเวณเกาะลูซอน ทางตอนเหนือของกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

รายงานล่าสุดระบุว่า พบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 11 ราย จำนวนนี้ 5 รายเสียชีวิตทันทีจากเหตุที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาด 4 ชั้นในจังหวัดปัมปางาพังถล่ม ขณะที่อีกหลายสิบยังคงสูญหาย ขณะที่ ABS-CBN สื่อท้องถิ่นของฟิลิปปินส์รายงานว่า พบอย่างน้อย 3 รายเสียชีวิตจากการถูกซากปรักหักพังถล่มทับ และมีเด็กเสียชีวิตอีก 1 ราย จากเหตุดินถล่มในจังหวัดซัมบาเลส ซึ่งทางการได้สั่งอพยพชาวบ้านจำนวน 120 ครอบครัวออกจากพื้นที่แล้ว

 

เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายที่อาจติดอยู่ใต้ซากซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ถล่ม ซึ่งคาดว่าอาจมีจำนวนมากถึง 30 คน ส่วนหน่วยงานทางถิ่นระบุว่าจากการตรวจสอบความเสียหายพบว่ามีอาคารอย่างน้อย 29 แห่งทั้งในเขตกรุงมะนิลา และในแถบตอนกลางของเกาะลูซอนได้รับความเสียหาย

ใช้คาร์ซีทอย่างไรช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ลูกรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/589024

  • วันที่ 14 พ.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

ใช้คาร์ซีทอย่างไรช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ลูกรัก

เพราะเด็กทารกพูดไม่ได้ การเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับลูกน้อยจึงต้องพิถีพิถัน ยิ่งในเรื่องความปลอดภัย พ่อแม่ยิ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

เราจึงรวบรวมแนวทางการเลือกใช้คาร์ซีทเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ลูกรักมาให้ ดังนี้

1.เลือกคาร์ซีทให้เหมาะสมกับขนาดร่างกายของเด็กและเหมาะกับรถ ซึ่งจะส่งผลต่อความปลอดภัย

2.ตอบความพึงพอใจของเด็ก โดยเฉพาะในด้านความสะดวกสบายในขณะนั่ง ควรพาลูกๆ หลานๆ ไปทดลองถึงที่ด้วยก็จะดี จะได้รู้ว่ารุ่นไหนนั่งแล้วสบาย ไม่อึดอัด

3.สร้างความคุ้นเคยให้เด็ก คำแนะนำ คือให้เอาเบาะมาให้เด็กได้สัมผัสได้ลองเล่นในบ้าน ให้เด็กนั่งขณะป้อนข้าวหรือทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อทำความคุ้นเคย เพื่อเด็กจะได้ไม่กลัวหรืองอแงยามที่ต้องถูกล็อกอยู่ในรถ ในครั้งแรกๆ เด็กๆ อาจจะร้องเพราะกลัว แต่ถ้าคุ้นเคยเสียก่อน ก็จะลดการร้องไม่ยอมของเด็กได้ ซึ่งการที่เด็กๆ ร้องก็จะทรมานใจพ่อแม่และเป็นสาเหตุทำให้ละเลยการใช้งานคาร์ซีทในครั้งต่อๆ ไป

4.ห้ามใช้เบาะนั่งนิรภัยร่วมกับถุงลมนิรภัยที่อยู่ด้านหน้า

5.ควรให้เด็กนั่งที่ห้องโดยสารตอนหลัง (เบาะหลังรถ) จากการศึกษาวิจัยของสถาบัน NHTSA (Nation Highway Traffic Safety Administration) สรุปไว้ว่า เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี ควรนั่งเบาะด้านหลังรถ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตได้ 27% ไม่ว่ารถคันนั้นจะมี airbag ด้านข้างหรือไม่ก็ตาม โดยเฉพาะตำแหน่งที่นั่งกลางของเบาะหลังจะเป็นตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดและมีเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถติดตั้งตรงเบาะกลางได้ การติดตั้งทางฝั่งซ้ายหรือขวาก็สามารถทำได้

6.ควรให้เด็กนั่งหันหลังให้หน้ารถให้นานที่สุดจนกว่าสรีระเด็กจะนั่งแบบนี้ไม่ได้ เพราะการนั่งแบบหันหน้าไปด้านหลังรถจะปกป้องหัวของเด็ก คอ และกระดูกสันหลังได้ดีกว่า

7.ศึกษาคู่มือการติดตั้งและการใช้คาร์ซีทสำหรับเด็ก ตลอดจนคู่มือรถยนต์ที่ใช้อยู่ให้รู้แจ้ง

8.ติดตั้งคาร์ซีทในรถและจัดให้เด็กนั่งในคาร์ซีทอย่างถูกต้อง ต้องตรวจสอบการยึดรั้งร่างกายของเด็กกับเบาะให้ดี และตรวจสอบเข็มขัดนิรภัยของตัวคาร์ซีทว่ารัดแน่นไปหรือเปล่า หรืออยู่ในตำแหน่งที่ผิดจนสร้างความรำคาญให้กับเด็กหรือไม่ การนั่งที่ถูกต้องสายเข็มขัดนิรภัยของตัวเบาะจะต้องแน่นพอดีและพาดข้ามบ่าของเด็ก อย่าพาดอ้อมแขนหรือสอดไว้ใต้แขนเด็ก

9.เด็กพร้อมที่จะใช้เข็มขัดนิรภัยของรถได้ตามปกติ เมื่อ 1.เด็กสูงเพียงพอที่ขาและเข่าของเขาสามารถนั่งห้อยขาเบาะนั่งรถได้พอดี 2.เด็กโตพอที่จะสามารถนั่งตัวตรง หลังพิงพนักพิงได้ตรง 3.เข็มขัดนิรภัยของรถส่วนล่างจะต้องรัดได้ตรงส่วนกระดูกเชิงกราน ไม่ใช้รัดตรงท้อง 4.เข็มขัดที่พาดส่วนบ่าจะต้องพาดผ่านมาตรงส่วนหน้าอก ไม่ใช่ผ่านมาตรงแขนหรือคอ

“เพราะเด็กทารกพูดไม่ได้” (Listen to baby’s voice) คือแนวคิดของ เบบี้ กิ๊ฟ ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กระดับพรีเมี่ยม ที่เกิดจากการศึกษาอินไซต์ของพ่อแม่ เพื่อให้พ่อแม่แต่ละครอบครัวได้มีข้อมูลเพื่อเลือกสรรสิ่งที่ดีและเหมาะสมให้กับลูก โดยเฉพาะ คาร์ซีท หรือเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็ก เบบี้ กิ๊ฟจึงเน้นการคัดสรรแบรนด์ชั้นนำที่มีคุณภาพเยี่ยมจากต่างประเทศ ได้แก่ อะปริก้า (APRICA) ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่คิดค้นโดยกุมารแพทย์จากประเทศญี่ปุ่น, อาเลเบเบ (AILEBEBE) แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญผลิตคาร์ชีทมามากกว่า 30 ปี จากประเทศญี่ปุ่น, ปริ๊นซ์ แอนด์ ปริ๊นเซส (PRINCE & PRINCESS) ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่พัฒนานวัตกรรม และรูปแบบการใช้งานตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ คุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม เป็นต้น

เพื่อนร่วมงานสุดยี้ในที่ทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588892

  • วันที่ 13 พ.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

เพื่อนร่วมงานสุดยี้ในที่ทำงาน

หันซ้ายแลขวา มาเช็กเพื่อนร่วมงานใกล้ตัวกันดีกว่าว่าชอบสร้างปัญหาหรือชอบสร้างงาน

ในที่ทำงานของเรามีคนเหล่านี้อยู่ในองค์กรกันบ้างหรือเปล่า?

ชอบแกล้งป่วย

คือขอลาป่วยโดยไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยจริง ที่เหตุผลเรื่องลาป่วยมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะพนักงานทุกสามารถใช้สิทธิ์ดังกล่าวได้ จากผลการสำรวจพนักงานและนายจ้างจำนวน 2,800 คน พบว่า 32 เปอร์เซ็นต์ มีการขอลาป่วยโดยที่ไม่ได้ป่วยจริงอย่างน้อย 1 ครั้ง ภายใน 1 ปีเลยทีเดียว เนื่องด้วยสิทธิ์ในการลาป่วยต่อปีมีจำนวนหลายวัน บางคนก็เลยนิยมใช้สิทธิ์ลาป่วยยาวๆ ช่วงสิ้นปีเลยก็มี

ติดสายคุยโทรศัพท์ส่วนตัว

การใช้โทรศัพท์คุยเรื่องส่วนตัวบ่อยๆ ในที่ทำงานถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง แนะนำให้พยายามเปิดใช้ระบบสั่นหรือปิดเสียง และรับสายเฉพาะสายสำคัญเท่านั้น โดยคุยด้านนอกที่ทำงานหรือห่างจากเพื่อนร่วมงาน ซึ่งรวมถึงหัวหน้างาน เพื่อรักษาสมาธิการทำงานของเพื่อนร่วมงาน

ชอบผิดเวลา

นอกเหนือจากเรื่องการเข้าทำงานสายแล้ว การเข้างานหลังจากพักเที่ยงก็ยังช้า รวมถึงงานที่ต้องส่งยังไม่ทันเวลา หรือต้องมานั่งแก้ไขอีก เจอแบบนี้คาดว่าหัวหน้างานคงต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่ไล่ออกก็อาจเปลี่ยนคนมาแทนที่คนเหล่านี้ก็เป็นได้

ทัศนคติไม่ได้

เมื่อพูดถึงพนักงานที่มีทัศนคติทางลบย่อมไม่สร้างผลดีแก่ส่วนอื่นๆ ในองค์กรเช่นเดียวกัน ไม่ว่าพนักงานคนนั้นจะชอบดูถูกคนอื่นๆ ไม่ให้ความร่วมมือในองค์กร และปล่อยข่าวที่เป็นเท็จสร้างคลื่นใต้น้ำหรือก่อปัญหาอื่นๆ ให้แก่ทั้งเพื่อนร่วมงานและองค์กร

เป็นนักขายมือทองครองออฟฟิศ

จริงอยู่ว่าการซื้อขายสามารถทำได้ทุกแห่ง ไม่เว้นแม้แต่ในออฟฟิศ แต่หากมีพนักงานใช้อีเมลหรือระบบของบริษัทประกาศขายของส่วนตัวในเวลางาน คงต้องมีมาตรการบางอย่างจัดการกับเรื่องดังกล่าว นอกจากนี้ นักขายมักเดินไปมาระหว่างแผนกเพื่อพูดคุยเสมือนการเข้าสังคม จึงอาจละเลยต่อหน้าที่และงานที่ต้องรับผิดชอบ เพราะไม่มีสมาธิในการทำงาน สุดท้ายเมื่อรีบทำจึงอาจเกิดความผิดพลาดต่องานที่รับผิดชอบได้

มลภาวะทางเสียง

แม้ดูแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะทุกองค์กรต้องมีการพูดคุยในการทำงานตลอดทั้งวัน ซึ่งถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับงานก็คงปกติ แต่ถ้าหากต้องเจอเสียงบ่น เสียงคุยจ้อ เสียงหัวเราะ เสียงเพลงที่เปิดดังลั่น หรือเสียงกรน เหล่านี้ล้วนเป็นมลพิษทางเสียงซึ่งก่อให้เกิดปัญหาในการทำงานกับพนักงานในส่วนอื่นๆ ซึ่งนอกจากจะไม่ถูกกาละเทศะแล้ว ยังถูกมองว่าไม่มีความเกรงใจอีกด้วย

เอาดีเข้าตัว

พนักงานประเภทที่อ้างว่าผลงานชิ้นนี้ โปรเจ็กต์นี้ เป็นงานของตนเอง แต่จริงๆ แล้วความสำเร็จล้วนมาจากทีมงาน จะสังเกตพนักงานประเภทนี้ได้ง่ายคือพวกที่ไม่ชอบทำงานหนักและโยนภาระให้แก่คนอื่นอยู่บ่อยครั้ง และมักรับแต่คำชม ไม่สนคำติ แบบนี้ไม่ดีเลยว่ามั้ย

ภาพ : freepik.com

อบซาวน่า 15-20 นาทีดีอย่างไร? แล้วคนมีโรคประจำตัวควรทำหรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588901

  • วันที่ 13 พ.ค. 2562 เวลา 08:20 น.

อบซาวน่า 15-20 นาทีดีอย่างไร? แล้วคนมีโรคประจำตัวควรทำหรือไม่?

ประโยชน์และอันตรายของการซาวน่า พร้อมผลการวิจัยที่เป็นข่าวดีต่อผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง

“ซาวน่า” คือการอบตัวด้วยอุณหภูมิประมาณ 65-90 องศาเซลเซียส โดยแหล่งกำเนิดความร้อนมีหลายรูปแบบ ทั้งการเผาท่อนไม้ ใช้เครื่องทำความร้อนด้วยไฟฟ้า รวมถึงการใช้รังสีอินฟราเรด โดยการอบซาวน่าจะทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกมาในปริมาณมาก ปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาทีต่อครั้งเท่านั้น เพราะหากนานเกินไปอาจเป็นอันตรายได้

ซาวน่ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง?

  • ช่วยคลายเครียด ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คนไปซาวน่าเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่ออุณหภูมิในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น หลอดเลือดก็จะขยายตัวทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้มากขึ้น จึงทำให้รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายจากความเครียด
  • ฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังจากทำงาน หลังเหนื่อยล้าจากการทำงานหรือการออกกำลังกาย การไปซาวน่าถือเป็นการฟื้นตัวชั้นดีเลยทีเดียว เพราะเมื่อระบบไหลเวียนเลือดทำงานเพิ่มขึ้นก็จะช่วยให้กล้ามเนื้อและข้อต่อต่าง ๆ ได้รับการฟื้นฟูตามไปด้วย
  • ดีต่อผู้ที่เป็นโรคหัวใจ เพราะหลอดเลือดที่ขยายตัวขณะอยู่ในห้องซาวน่าทำให้หัวใจต้องใช้แรงสูบฉีดเลือดมากขึ้น จึงเหมือนได้บริหารกล้ามเนื้อหัวใจไปด้วย โดยมีการศึกษาที่พบว่าผู้ที่ไปซาวน่าเป็นประจำมีความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจน้อยลงด้วย
  • ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ประเทศฟินแลนด์ พบว่าผู้ที่ไปซาวน่าเป็นประจำจะมีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองลดลงเมื่อเทียบกับผู้ที่ไปซาวน่าเพียงชั่วครั้งชั่วคราว

นอกจากนี้ หลายคนอาจเคยได้ยินมาว่าการซาวน่านั้นช่วยลดน้ำหนักได้ อาจเพราะมีเหงื่อปริมาณมากที่ไหลออกมาขณะอบตัว จึงคิดว่าซาวน่าอาจช่วยลดน้ำหนักได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะน้ำหนักตัวที่หายไปหลังจากการซาวน่านั้น คือ น้ำหนักของน้ำในร่างกายที่ถูกขับออกมาในรูปแบบเหงื่อ เมื่อดื่มน้ำเข้าไปหลังจากซาวน่าเสร็จ น้ำหนักก็จะกลับมาเท่าเดิม ดังนั้น การซาวน่าแทบไม่มีผลต่อการลดน้ำหนักเลย โดยการเผาผลาญพลังงานขณะซาวน่าก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกับการนั่งพักเท่านั้นเอง

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริสตอลแห่งอังกฤษ ได้รายงานในวารสารประสาทวิทยา ว่าหลังจากที่ประเมินความเชื่อมโยงระหว่างการซาวน่าและโรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคลมปัจจุบัน (stroke) ของกลุ่มคนวัย 53-74 ปี อาศัยอยู่ทางภาคตะวันออกของฟินแลนด์จำนวน 1,600 คน ซึ่งได้ติดตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตนานถึง 15 ปี พบว่าคนที่ใช้เวลาในซาวน่า 4-7 วันต่อสัปดาห์ จะมีความเสี่ยงต่ำกว่า 61% ที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง มากกว่าคนที่ไปใช้ซาวน่าสัปดาห์ละครั้ง ส่วนคนที่ไปใช้ซาวน่า 2-3 วันต่อสัปดาห์ “จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองลดลง 14%” เมื่อเทียบกับผู้ไปใช้ซาวน่า 1 ครั้งต่อสัสัปดาห์

ทั้งนี้ เมื่อนักวิจัยลองปรับปัจจัยอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง เช่น การออกกำลังกาย คอเลสเตอรอลสูง การสูบบุหรี่ และโรคเบาหวานเข้ามา ก็พบว่าการใช้ซาวน่ายังช่วยลดความเสี่ยงโรค ผลลัพธ์ดังกล่าวช่วยชี้ให้เห็นว่าคนที่ไปซาวน่าอาจจะเป็นผลดีต่อสุขภาพคือ ช่วยลดความดันโลหิตที่มีผลต่อโรคหลอดเลือดสมอง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางคนเผยว่าผู้สูงอายุที่มีความดันโลหิตต่ำและผู้ป่วยโรคหัวใจอยู่ แล้วหรือเพิ่งผ่านการรักษาควรหลีกเลี่ยงซาวน่า

อันตรายและความเสี่ยงของการซาวน่า

  • เกิดภาวะขาดน้ำ การอยู่ในสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูงเป็นเวลานานจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ และหากอยู่นานเกินไปก็อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได
  • ทำให้โรคบางอย่างรุนแรงขึ้น การซาวน่าหรือการอาบน้ำร้อนจะทำให้อาการของโรคบางชนิดมีความรุนแรงมากขึ้น อย่างโรคโรซาเซีย ซึ่งเป็นโรคที่เกิดการอักเสบบนผิวหนังและบริเวณดวงตา
  • ติดเชื้อโรคจากผู้อื่น ห้องซาวน่าที่เปิดให้ใช้บริการโดยทั่วไปนั้นไม่ใช่พื้นที่ส่วนบุคคล ดังนั้น ผู้คนมากมายต่างเข้ามาใช้บริการห้องซาวน่าร่วมกัน จึงทำให้มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโรคจากผู้อื่นได้ง่ายกว่าปกติ
  • เซลล์สืบพันธุ์เพศชายมีจำนวนลดลง แม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด แต่ซาวน่าอาจมีผลต่อการทำงานของอัณฑะได้ เพราะอุณหภูมิมีผลกับการผลิตเซลล์สืบพันธุ์ของอัณฑะ การอบซาวน่าเป็นเวลานานเกินไปจึงอาจทำให้อัณฑะผลิตอสุจิได้น้อยลง

ข้อควรระวังของการอบซาวน่า (โดยเฉพาะคนมีโรคประจำตัว)

  • ผู้ที่เป็นโรคหอบ โรคลมชัก โรคหัวใจ ผู้ที่กำลังใช้ยาบางชนิด หรือผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนไปซาวน่า
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ทั้งก่อนและหลังซาวน่า
  • ไม่ซาวน่านานเกินไป ควรอบตัว 15-20 นาทีก็เพียงพอแล้ว
  • หากรู้สึกไม่สบายตัวหรือมีอาการผิดปกติในระหว่างที่อบตัว ให้รีบออกมาจากห้องซาวน่าทันที
  • ดื่มน้ำเย็น 2-3 แก้วหลังเสร็จจากการซาวน่า เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และไม่ควรอาบน้ำเย็นทันที แต่ควรปล่อยให้ร่างกายเย็นลงสักระยะหนึ่งก่อน

ภาพ : freepik.com

สัญญาณเตือนจาก ‘เล็บ’ ที่ไม่ควรมองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588905

  • วันที่ 12 พ.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

สัญญาณเตือนจาก 'เล็บ' ที่ไม่ควรมองข้าม

“เล็บ” เปรียบเสมือนปราการด่านหนึ่งที่ช่วยปกป้องผิวหนังชั้นใต้เล็บ และทำหน้าที่สำคัญในการหยิบจับสิ่งของ การมีเล็บสุขภาพดีจึงบ่งบอกถึงสุขภาพร่างกายที่ดีและแข็งแรงเช่นกัน

เล็บที่มีสุขภาพดี คือเล็บที่มีสีผิวของเนื้อข้างใต้เล็บเป็นสีชมพูอ่อนๆ พื้นผิวเล็บเรียบไม่ขรุขระ ผิวหนังรอบเล็บไม่ถอยร่นเป็นขุยหรือมีผื่น เนื้อเล็บมีความหนาพอดีๆ ไม่มากหรือน้อยไป และแข็งแรงพอที่จะใช้หยิบจับของได้

ส่วนเล็บที่ผิดปกตินั้น ต้องสังเกตว่าเป็นที่ตัวเล็บหรือผิวหนังรอบๆ เล็บ เนื่องจากผิวหนังรอบเล็บอาจมีส่วนทำให้ผิวเล็บเกิดความผิดปกติได้เช่นกัน ปัญหาที่พบบ่อย คือปลายเล็บบาง แตกเปราะง่าย ซึ่งมักเกิดกับคนที่ทำเล็บเป็นประจำ ล้างมือบ่อย หรือผู้ที่มีการใช้เล็บกับน้ำมากเกินไป

อีกกรณีคือผิวหนังรอบเล็บมีอาการบวมแดง เล็บจึงดูเปลี่ยนแปลงไป เช่น เป็นขุย มีสีเขียว รอบเล็บขรุขระเหมือนเป็นเชื้อรา แต่ไม่ใช่เชื้อรา อาการดังกล่าวมักเจอในแม่บ้าน หรือคนที่ทำงานบ้านเอง เมื่อเล็บโดนน้ำยาทำความสะอาดก็จะทำให้ผิวหนังรอบเล็บเปื่อย พอโดนสารเคมีซ้ำๆ จึงทำให้เกิดการอักเสบ และบวมแดงได้

สัญญาณเตือนจากเล็บที่ไม่ควรมองข้าม

สังเกตได้เองจากเล็บว่าหนาผิดปกติหรือไม่ เช่น หนาบริเวณปลายเล็บ สันนิษฐานได้ว่าอาจเป็นโรคเชื้อรา หรือโรคสะเก็ดเงิน โดยทั้งสองโรคนี้มีความคล้ายคลึง แต่ต่างกันตรงที่โรคเชื้อรามักเกิดขึ้นเพียงไม่กี่เล็บ แต่โรคสะเก็ดเงินมักเป็นหลายเล็บ หรือเป็นหมดทั้งเล็บ

นอกเหนือจากนี้ คืออาการเล็บบางและมีรูปร่างผิดปกติ เช่น มีลักษณะแอ่นเหมือนช้อน สันนิษฐานว่าอาจมีภาวะโรคเลือดจาง หรือขาดธาตุเหล็ก และเล็บมีสีที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น เล็บขาวครึ่งเล็บ (หมายถึงผิวหนังใต้เล็บมีสีผิดปกติ) เป็นลักษณะที่พบได้ในผู้มีภาวะไตวายเรื้อรังและบวมน้ำ ซึ่งหากเป็นสีขาว 2 ใน 3 ของเล็บ มักเป็นอาการของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคตับแข็ง หรือโรคหัวใจวาย สำหรับบางคนที่พบจุดขาวๆ ปรากฏบนเล็บ โดยเฉพาะหากเป็นหลายเล็บ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าอยู่ในภาวะขาดสารอาหารบางอย่าง สำหรับวิธีที่ดีที่สุดคือการไปพบแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้การรักษาที่ถูกต้องและถูกกับโรค

ถนอมกันสักนิดเพื่อสุขภาพเล็บที่แข็งแรง

ควรปล่อยให้เล็บได้หยุดพักหายใจจากการทาสีเล็บบ้าง โดยเฉพาะยาทาเล็บสีแดงกับสีส้มที่ทำให้เล็บเหลืองได้ง่ายกว่าสีอื่นๆ ควรเว้นช่วงการทาสีครั้งใหม่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ส่วนการต่อเล็บไม่ควรทำต่อเนื่องกันนานกว่า 3 เดือน และควรเว้นสัก 1 เดือนก่อนจะต่อเล็บครั้งใหม่ นอกจากนี้ ควรทาครีมบำรุงเพื่อช่วยลดความหยาบและลดการเป็นขุย

เตรียมตัวพิชิตงานในเช้าวันจันทร์อย่างมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588877

  • วันที่ 12 พ.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

เตรียมตัวพิชิตงานในเช้าวันจันทร์อย่างมีความสุข

วันอาทิตย์เย็นๆ เป็นสีจางๆ ไม่เหมือนเย็นวันศุกร์  เพราะพรุ่งนี้คือเช้าวันจันทร์!! หลายคนจะมีอารมณ์เหมือนต้องขุดตัวเองจากที่นอนเพื่ออาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน คล้ายในวัยเด็กที่ไม่อยากไปโรงเรียน ทำให้เรานอนหลับไปพร้อมกับทัศนคติที่เป็นลบกับชีวิต ความรู้สึกแรกเมื่อตื่นจึงมีแต่เบื่อกับเบื่อ

ลองมาดูกลวิธีเตรียมตัวเพื่อพิชิตงานในเช้าวันจันทร์อย่างมีความสุขกันเถอะ

1.นอนเร็ว

ค่ำวันอาทิตย์ควรนอนระหว่าง 2-4 ทุ่ม ถ้าเป็นไปได้ เพราะจะช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล สมองได้พักผ่อนเต็มที่ ตื่นขึ้นมาจะเฟรชเป็นที่สุด ตั้งปลุกเร็วหน่อยเพื่อให้มีเวลาแต่งตัวสวย ได้กินอาหารเช้าชาร์จพลังให้สมอง เดินทางก่อนเวลารถติด พอถึงที่ทำงานจะได้เริ่มงานก่อนใครพร้อมกับกาแฟหรือเครื่องดื่มแก้วโปรด

2.ฝึกทักษะในการทำงานและศึกษาเพิ่มเติม

ใช้อินเทอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ หัดเข้าเว็บไซต์ต่างประเทศบ้าง เปิดดิกชันนารีบ่อยๆ อย่าอาศัยแต่กูเกิลแปลอย่างเดียว เมื่อความรู้มากขึ้นจะได้คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง สามารถนำเสนอไอเดียใหม่ๆ ได้ ทำให้ตัวเองภาคภูมิใจและเกิดความกระตือรือร้นในงานมากขึ้น

3.แสนดีกับเพื่อนทุกระดับประทับใจ

ผูกมิตรไมตรีกับเพื่อนร่วมงาน ไม่เว้นแม้แต่พี่แม่บ้าน เพราะพี่ๆ ส่วนใหญ่เป็นคนที่มักเข้าหาคนที่ถ่อมตน เข้าถึงง่าย ทีนี้เวลามีอะไรในบริษัทเราก็จะได้รู้จากพี่เขานี่แหละเพราะเธอเข้าถึงทุกคน การแสนดี ยิ้มแย้มกับทุกคนทำให้เรามีความสุขเมื่อไปทำงาน เพราะรู้สึกว่า “ใครๆ ก็รักเรา” อีกทั้งเมื่อเราได้ให้และทำดีกับคนอื่นๆ ก็จะเกิดพลังกลับมา ทีนี้การไปทำงานในแต่ละวันก็จะกลายเป็นช่วงเวลาอันแสนสุข แม้งานจะหนักหนา แต่รอยยิ้มรอบข้างก็ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นไง

4.เลิกงกวันหยุด

งานไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต ลองคิดดูว่าเราให้เวลากับงานวันละกี่ชั่วโมง คงต้องนับกันตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงตอนกลับถึงบ้านเลยใช่ไหม ลองขยันทำงานให้เสร็จ รับผิดชอบในหน้าที่และจัดเวลาให้เป็น แล้วเราจะมีเวลาเหลือพอสำหรับการลาพักผ่อนเติมพลังงานชีวิต รวมถึงพลังกายให้เต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ซึ่งจะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานอย่างแน่นอน

5.ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และองค์กร

ทราบหรือไม่ว่า การยึดมั่นในความซื่อสัตย์คือการสร้างพลังชีวิตอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อมนุษย์เรามีอุดมการณ์จะทำให้เกิดความมั่นคงในการก้าวไปอย่างถูกทาง นั่นคือพลังที่ทำให้เรายืนหยัดอยู่กับสิ่งที่ทำในด้านที่ถูกต้องเสมอ

6.อย่าหมักหมมงาน

ความขี้เกียจคืออุปสรรคต่อชีวิตในทุกๆ ด้าน ทางที่ดีคือการทยอยทำไปเรื่อยๆ เพราะการผัดวันประกันพรุ่งเพียงแค่วันเดียว จะทำให้วันต่อมามีงานเพิ่มขึ้นจนโอเว่อร์โหลด เกิดเป็นความเหนื่อยและเบื่อตามมา

7.ดูแลสุขภาพเสมอ

สุขภาพที่ไม่ดีเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ถ้าเป็นอะไรเพียงนิดหน่อยก็ไม่ควรละเลยหรือปล่อยไว้จนอาการแย่ หรือต้องลางานยาว แล้วกลับมาพบกับงานกองโตให้ต้องเครียดกันอีก

8.ดูแลชีวิตในด้านอื่นๆ ด้วยทัศนคติที่ดี

สร้างทัศนคติด้านบวกแก่ชีวิตตามวิธีที่ตัวเองถนัดเพื่อพิชิตทุกปัญหา ทั้งความสัมพันธ์ การเงิน ซึ่งมักกระทบต่อการทำงาน อาจฝึกสมาธิ ออกกำลังกาย ช่วยงานสังคม หรือท่องเที่ยวกับเพื่อนๆ

9.แต่งตัวสวยและเป็นตัวของตัวเอง

การแต่งกายคือเรื่องของบุคลิกภาพ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพลักษณ์ที่ดึงดูดผู้คนรอบด้านให้ชื่นชมเท่านั้น แต่ยังทำให้ตัวเราเองรู้สึกมั่นใจ ชื่นชมในตัวเองและเกิดเป็นพลังที่สร้างความสุขได้ทุกครั้ง

ภาพ : freepik

รีเฟรชความสดชื่นด้วยเครื่องดื่มเฮลท์ตี้ไม่มีกาเฟอีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588881

  • วันที่ 12 พ.ค. 2562 เวลา 13:30 น.

รีเฟรชความสดชื่นด้วยเครื่องดื่มเฮลท์ตี้ไม่มีกาเฟอีน

บ่ายนี้ใครกำลังรู้สึกเนือยๆ เหมือนแบตเตอรี่เอื่อยๆ เรามีเครื่องดื่มที่เรียกความสดชื่นตื่นตัว ปลุกตัวเองให้กลับมาสดชื่นอีกครั้ง ที่สำคัญยังเป็นเครื่องดื่มเฮลท์ตี้เพื่อสายสุขภาพที่ไม่ชอบดื่มกาแฟอีกด้วย

น้ำมะนาว

เริ่มต้นง่ายๆ ด้วย “น้ำมะนาวอุ่นๆ” ที่ดื่มแล้วดีต่อสุขภาพ เติมเกลือ น้ำตาล นิดหน่อย แต่ถ้าอยากให้หอมอร่อยและดีต่อสุขภาพ แนะนำเป็น “น้ำผึ้งมะนาว” ซึ่งประโยชน์ของมะนาว อาทิ ช่วยแก้อาการท้องผูก มีส่วนช่วยในการลดความอ้วน ช่วยให้รู้สึกสดชื่นลืมความเหนื่อยล้า ลดปัญหากลิ่นปาก อาหารไม่ย่อย ส่วนน้ำผึ้งมีสรรพคุณในการช่วยบำรุงสุขภาพ ทั้งช่วยบำรุงร่างกายสำหรับผู้ป่วยในระยะพักฟื้นและผู้ที่มีร่างกายอ่อนเพลีย รักษาอาการเจ็บคอ หรือแม้แต่การรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วงบ่ายหากใครอยากได้ความซ่า อาจเติมโซดาลงไปได้ “น้ำผึ้งมะนาวโซดา” ก็ซาบซ่าสดชื่นถึงใจ

น้ำมะพร้าว

เครื่องดื่มคลายร้อนแบบไทยๆ มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติและภูมปัญญาที่เนรมิตเป็นเครื่องดื่มได้มากมาย ตั้งแต่ “น้ำมะพร้าวสด” “น้ำมะพร้าวเผา” เติมแมงลัก วุ้นมะพร้าว ว่านหางจระเข้ หรือจะ “น้ำมะพร้าวปั่นผสมนมสด” ก็ได้รสอร่อยหลายแบบ ซึ่งในน้ำมะพร้าวอุดมไปด้วยแร่ธาตุ เช่น โพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ และวิตามินบี นอกจากนี้ ยังมีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ภายใน 5 นาที จึงเรียกความสดชื่นได้ทันใจ และยังเป็นประโยชน์ในการขับสารพิษออกจากร่างกายด้วย

น้ำส้ม

เป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยวิตามินซี มีสรรพคุณล้นเหลือ ทั้งแก้ท้องผูก กระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย ปรับสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอล บำรุงหัวใจ ลดความเสี่ยงโรคนิ่วในไต ยับยั้งการเกิดแผลเปื่อย ลดความเสี่ยงโรคสโตรก ป้องกันมะเร็ง ลดความเสี่ยงโรคจอประสาทตาเสื่อม ช่วยบำรุงผิวพรรณ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกแสงแดดทำร้าย ปกป้องผิวจากมลพิษ ช่วยลดการเกิดริ้วรอย และช่วยบำรุงเซลล์ผิวให้แข็งแรง ทำให้ผิวดูกระชับตึงมากขึ้น เนื่องจากวิตามินซีเป็นสารตั้งต้นของคอลลาเจน ส่วนไอเดียการทำเครื่องดื่ม อาทิ

น้ำทับทิม

ผลไม้ที่มีประโยชน์เยอะกว่าเมล็ดนี้ จะ”กินแบบสด” “คั้นน้ำ” หรือมิกซ์ในเครื่องดื่มอื่นๆ เป็น “พั้นช์” ก็ได้ ซึ่งประโยชน์ของน้ำทับทิมยังมีมากกว่าช่วยป้องกันมะเร็งและเสริมสมรรถภาพทางเพศ เพราะสารพูนิคาลาจิน (Punicalagin) ที่มีอยู่ในผลทับทิมสามารถยับยั้งการอักเสบในเซลล์สมองส่วนที่เรียกว่า micrologia จึงยับยั้งอัลไซเมอร์ได้ ทั้งยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุ ไฟเบอร์ วิตามินซี วิตามินเค โฟเลท โพแทสเซียม น้ำตาลธรรมชาติ และกรดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อย่างวิตามินเอ วิตามินอี ธาตุเหล็ก แคลเซียม และแมกนีเซียม มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดการอักเสบ ช่วยกระตุ้นความจำ

น้ำแตงโม

ผลไม้ลูกโตๆ อย่างแตงโม จะปั่นเป็นน้ำแตงโม แช่เย็นกินเป็นของว่างระหว่างมื้อ หรือกินเป็นผลไม้หลังมื้ออาหาร ก็อร่อยแถมมีสารชนิดหนึ่งคือสาร ซิทรูไลน์ (Citrulline) ช่วยขยายหลอดเลือดแดงภายในร่างกายได้ สารนี้จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อคนเป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวาน เพราะมีแคลลอรีต่ำมาก สามารถพบสารนี้ได้มากที่เปลือกของแตงโม ดังนั้น ทมการกินแตงโมให้ได้ประโยชน์มากที่สุด จึงควรทานเนื้อแตงโมกับเปลือกขาวๆ ด้วย

น้ำกล้วยหอม

การกินกล้วยตอนเช้ามีประโยชน์เต็มๆ โดยเฉพาะกับคนที่อยากลดความอ้วน เนื่องจากกล้วยเป็นผลไม้ที่เปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์นานา ทั้งวิตามินบี 1 และบี 2 คอยช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน มีคาร์โบไฮเดรตชนิดดีต่อร่างกาย มีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ ช่วยให้ท้องรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น ส่วนการกินกล้วยให้ได้ประโยชน์แบบยากกว่าปอกกล้อยเข้าปาก ก็คือ การน้ำมาปั่นเป็นสมูทตี้กับส่วนผสมต่างๆ เช่น “กล้วยหอมโยเกิร์ต” “กล้วยหอมนมถั่วเหลืองช็อกโกแลต” “กล้วยหอมชาไทย” “กล้วยหอมอะโวคาโด” “กล้วยหอมบลูเบอร์รี” “กล้วยหอมผสมเมล็ดเจีย” “กล้วยหอมมะม่วงกับเมล็ดเจีย” เป็นต้น

น้ำเต้าหู้

น้ำถั่วเหลือง เครื่องดื่มสุขภาพที่คุ้นลิ้น อุดมไปด้วยโปรตีน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโปรตีนจากถั่วเหลือง และคนที่แพ้นมวัว น้ำเต้าหู้ย่อยง่าย ไม่มีไขมัน เติมความรู้สึกอิ่มแบบไม่แน่นท้อง สามารถครีเอทได้หลายเมนู ทั้ง “น้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง” “น้ำเต้าหู้ธัญพืช” “น้ำเต้าหู้ผสมมะนาว” ช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมอง สายตา พร้อมทั้งบำรุงร่างกายให้แข็งแรงขึ้น ทั้งยังช่วยให้ระบบเส้นเลือดฝอยทั่วร่างกายมีความยืดหยุ่นได้ดี เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยในการไหลเวียนโลหิต ส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สมองแจ่มใส ร่างกายสดชื่น ไม่มึนงง เห็นผลได้ดีในผู้สูงอายุ รวมทั้งนักเรียน นักศึกษา นอกจากนี้ คนจีนยังนับว่าเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย

น้ำผักและผลไม้สีเขียว

สีเขียวในผักและผลไม้มาจากเม็ดสีของสารที่มีชื่อว่า คลอโรฟิลด์ (Chlorophyll) โดยจะมีตั้งแต่เขียวเข้มจัด ได้แก่ คะน้า สาหร่ายบางชนิด ตำลึง ผักใบเขียวต่างๆ และสีเขียวแบบทั่วไป เช่น แอปเปิลเขียว ฝรั่ง ผักกาด เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการต่อต้านโรคมะเร็ง ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ช่วยยับยั้งการเกิดริ้วรอย การกินผักใบเขียวเป็นประจำจะช่วยให้การขับถ่ายดี ลดอากาท้องผูก เนื่องจากผักเหล่านี้มีกากใยสูง มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก ให้พลังงานต่ำ นอกจากนี้ ยังมีบรรดาน้ำสมุนไพรต่างๆ ที่ช่วยรีเฟรชความสดชื่น อาทิ น้ำตะไคร้ อัญชัน เก๊กฮวย กระเจี๊ยบ ใบเตย เป็นต้น

ภาพ : freepik