เช็กก่อนใช้ ระวัง…หมดอายุ!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588822

  • วันที่ 11 พ.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

เช็กก่อนใช้ ระวัง...หมดอายุ!!!

มีหลายอย่างที่เราซื้อมาเก็บไว้ตอนลดราคา หรือจัดโปรโมชั่นแถมโน่นนี่ แต่เก็บไว้นานๆ อาจเสื่อมประสิทธิภาพหรือหมดอายุ มาลองสังเกตสิ่งที่คุณมีอยู่ว่าเก็บไว้นานแค่ไหน แล้วยังใช้ได้เหมือนเดิมหรือไม่

ครีมกันแดด

ส่วนใหญ่จะทรงประสิทธิภาพเต็มที่ประมาณ 3 ปี ลองหยิบครีมกันแดดที่บ้านออกมาดูสิว่าใกล้หมดอายุแล้วหรือยัง หากบนบรรจุภัณฑ์ไม่ได้ระบุวันหมดอายุไว้ ให้นับจากวันที่ผลิต

มาสคาร่า

ในมาสคาร่าที่เปิดใช้งานแล้วประมาณ 3 เดือน จะเริ่มมีแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของโรคตาแดงและตาอักเสบเจริญเติบโตอยู่ และตัวมาสคาร่าจะเริ่มแห้ง

ครีมบำรุงผิว

ครีมที่บรรจุในขวดหรือหลอด สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 2 ปีหลังจากเปิดใช้งานแล้ว หลังจากนั้นตัวโลชั่นจะเริ่มแห้งและประสิทธิภาพในการบำรุงผิวจะลดลง หากบรรจุในกระปุกทุกครั้งที่เปิดจะสัมผัสอากาศและอาจมีเชื้อแบคทีเรียจากมือลงไปเพาะพันธุ์อยู่ในกระปุก ทางที่ดีควรล้างมือให้สะอาดก่อนทา

ลิปสติก

เมื่อลิปสติกได้สัมผัสกับอากาศแล้ว สี กลิ่น และเนื้อจะเริ่มเปลี่ยนแปลง อาจส่งผลให้ริมฝีปากดำคล้ำ หรือติดเชื้อได้ ดังนั้น หากเกินจาก 2 ปีแล้ว ให้เปลี่ยนแท่งใหม่เสีย เพื่อเรียวปากสดสวยอยู่เสมอ

ฟองน้ำ-ใยขัดผิว

หากทำจากธรรชาติจะเริ่มมีเชื้อแบคทีเรียก่อตัวหลังจากใช้งานไปได้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ส่วนใยขัดผิวตาข่ายที่ผลิตจากพลาสติก เชื้อแบคทีเรียจะก่อตัวหลังจากใช้งานไปแล้ว 8 สัปดาห์ ดังนั้น ทุกครั้งที่ใช้อย่าลืมล้างให้สะอาดและตากให้แห้ง

น้ำยาซักผ้าขาว

เมื่อเปิดใช้แล้วให้เริ่มนับไปอีกประมาณ 3 เดือน เพราะประสิทธิภาพในการทำความสะอาดของน้ำยาซักผ้าขาวจะค่อยๆ หมดลง อาจทำให้ซักเสื้อผ้าไม่สะอาดเหมือนก่อน

ปลั๊กพ่วง

ใครจะรู้ว่าปลั๊กพ่วง หรือปลั๊กสามตา ก็มีอายุการใช้งานเหมือนกัน เพื่อความปลอดภัยต่อคนในครอบครัวและอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ไม่ควรใช้งานหนักโดยเสียบหัวปลั๊กพร้อมกันหลายตัว ที่สำคัญควรเปลี่ยนปลั๊กพ่วงใหม่ทุกๆ 2 ปี และเลือกซื้อปลั๊กที่มีมาตรฐาน มอก.รับรอง

แบตเตอรี่-ถ่าน

เมื่อเก็บไว้นานจะค่อยๆ เสื่อมคุณภาพไปเรื่อยๆ นับตั้งแต่วันผลิต การเก็บรักษาควรเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องและไม่ชื้น เพื่อให้คงประสิทธิภาพเมื่อใช้งาน

เครื่องเทศ

ของแห้งประเภทเครื่องเทศต่างๆ จะมีอายุประมาณ 2-3 ปี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องเทศ กรรมวิธีในการผลิต และวิธีการเก็บรักษา ซึ่งต้องเก็บในภาชนะที่แห้ง ไม่ชื้น และไม่มีแสงแดดส่องถึง เพราะจะทำให้ขึ้นรา ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ผ้าอนามัยแบบสอด กับอีกมุมหนึ่งที่ผู้หญิงต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588735

  • วันที่ 10 พ.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

ผ้าอนามัยแบบสอด กับอีกมุมหนึ่งที่ผู้หญิงต้องรู้

การใช้ผ้าอนามัยแบบสอดเป็นทางเลือกหนึ่งของสาวๆ เพราะสะดวก อึดอัดน้อยกว่า มั่นใจเมื่อต้องใส่เสื้อผ้ารัดรูป และยังสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติ อาทิ การว่ายน้ำ แต่ทุกอย่างก็มีสองด้าน และสิ่งต่อไปนี้คือผลข้างเคียงของผ้าอนามัยแบบสอด อีกมุมหนึ่งที่ผู้หญิงต้องรู้

1.การระคายเคือง

บริเวณช่องคลอดค่อนข้างบอบบางและไวต่อความรู้สึก ผ้าอนามัยแบบสอดถือเป็นสิ่งแปลกปลอมที่มาสัมผัสและเสียดสีโดยตรง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้หรือผื่นคันได้

2.เป็นสาเหตุของการติดเชื้อ

นอกจากทำให้ระคายเคืองแล้ว ในผู้ใช้บางรายอาจเกิดอาการติดเชื้อ โดยเฉพาะผ้าอนามัยแบบสอดที่มีกลิ่นหอม เพราะจะไปรบกวนค่า PH ที่สมดุลในช่องคลอด เกิดเป็นยีสต์และเชื้อราได้

3.มีสารเคมีเจือปน

ผ้าอนามัยแบบสอดบางยี่ห้อที่ผลิตอย่างไม่ได้มาตรฐาน และตรวจพบสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ เช่น คลอรีน การที่ช่องคลอดต้องสัมผัสกับสารเคมีเหล่านี้โดยตรงจึงอันตรายมาก

4.อาจก่อให้เกิดมะเร็ง

บางยี่ห้อที่ใช้คลอรีนเพื่อฟอกขาว ก็อาจเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม รวมถึงส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแย่ลงไปด้วย

5.ปวดประจำเดือนมากกว่าปกติ

ผู้มีประสบการณ์ใช้ผ้าอนามัยแบบสอดบางรายให้ความเห็นว่า การใช้ผ้าอนามัยแบบสอดทำให้มีอาการปวดประจำเดือนมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเกิดจากการระคายเคือง หรือการใส่ไม่ถูกวิธี ซึ่งวิธีที่ถูกคือเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 4-6 ชั่วโมง ใส่ผ้าอนามัยแบบสอดในวันที่อากาศไม่อับชื้น ล้างมือให้สะอาดก่อนทุกครั้ง และมีพลาสติกห่อหุ้มผ้าอนามัยแบบสอดเพื่อความสะอาด

6.ส่งกลิ่นเหม็น

การที่ผ้าอนามัยแบบสอดต้องซับเลือดที่มีกลิ่นคาวไว้ หากไม่รักษาความสะอาดหรือไม่เปลี่ยนบ่อยๆ ก็อาจส่งกลิ่นออกมาได้

7.อันตรายถึงชีวิต

การปล่อยให้เกิดการหมักหมมหรืออับชื้นเป็นเวลานานจะทำให้ติดเชื้อโรคได้ โดยเชื้อจะสร้างสารพิษ exototin ทำลายระบบต่างๆ ของร่างกายอย่างรวดเร็ว ทำให้มีไข้สูงจนอาจช็อก หรือที่เรียกว่า Toxic Shock Syndrome หรือ TSS ซึ่งอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้

วิธีใช้ผ้าอนามัยแบบสอดที่ถูกต้อง

การใช้ผ้าอนามัยแบบสอดอย่างถูกต้องจะส่งผลดีให้ผู้หญิงรู้สึกสะดวกสบายและคล่องตัวมากขึ้น ในเบื้องต้นควรเลือกขนาดของผ้าอนามัยแบบสอดที่เหมาะสำหรับตัวเอง หากเพิ่งเริ่มใส่เป็นครั้งแรกควรเลือกชนิดบางก่อนเพื่อไม่ให้รู้สึกเจ็บหรืออึดอัดมากนัก แต่หากประจำเดือนมามากควรเลือกชนิดหนาเพื่อช่วยให้ดูดซับได้มากขึ้นและไม่รู้สึกเฉอะแฉะ ทั้งนี้ การใส่ผ้าอนามัยแบบสอดที่ถูกต้องควรปฏิบัติ ดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาดก่อนใส่ผ้าอนามัยทุกครั้ง
  • นั่งหรือยืนในท่าที่สะดวกต่อการใส่ หากยืน ท่าในการยืนควรให้ขาข้างหนึ่งวางอยู่บนที่ที่สูงกว่า เช่น บนชักโครก เป็นต้น
  • ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้ข้างที่ไม่ถนัดแหวกเปิดบริเวณแคมของอวัยวะเพศ แล้วสอดผ้าอนามัยแบบสอดเข้าไปตรงกลาง จากนั้นค่อยๆ ใช้นิ้วข้างที่ถนัดดันผ้าอนามัยเข้าไปในช่องคลอด
  • หากใช้อุปกรณ์ช่วยใส่ผ้าอนามัยให้ดันอุปกรณ์เข้าไปจนถึงจุดที่มีเครื่องหมายกำหนดไว้ จากนั้นดันแกนของอุปกรณ์เพื่อให้ผ้าอนามัยเข้าไปอยู่ภายในช่องคลอด จากนั้นนำอุปกรณ์ออก โดยให้เชือกที่ติดกับผ้าอนามัยออกมาอยู่ด้านนอก เพื่อจะได้สะดวกต่อการถอดผ้าอนามัยในภายหลัง เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

ทั้งนี้ หากใส่ผ้าอนามัยแบบสอดถูกต้องจะรู้สึกสบายและไม่อึดอัด อีกทั้งเชือกจะต้องถูกปล่อยออกมาด้านนอก แต่ถ้ารู้สึกเจ็บก็อาจเป็นไปได้ว่าใส่ผ้าอนามัยไม่ลึกพอ ให้ใช้นิ้วดันเข้าไปให้ลึกกว่าเดิม แต่หากทำแล้วยังไม่หาย ควรถอดออกแล้วเปลี่ยนใหม่ หรือหันไปใช้ผ้าอนามัยแบบแผ่นเพื่อความปลอดภัย

ภาพ : freepik.com

Heart Rate Zone เลือกให้เหมาะกับเป้าหมายเพื่อร่างกายที่ฟิตแอนด์เฟิร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588719

  • วันที่ 10 พ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

Heart Rate Zone เลือกให้เหมาะกับเป้าหมายเพื่อร่างกายที่ฟิตแอนด์เฟิร์ม

อีกเทรนด์การออกกำลังกายที่กำลังเป็นที่นิยม คือการออกกำลังกายควบคู่กับการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate) ซึ่งหลายคนอาจยังไม่รู้ว่าโซนอัตราการเต้นของหัวใจ หรือ Heart Rate Zone ไม่เพียงบอกว่าหัวใจเราเต้นกี่ครั้งต่อนาทีเท่านั้น แต่ยังสามารถควบคุมให้เหมาะกับเป้าหมายการออกกำลังกายของแต่ละบุคคลได้

โดยโซนการเต้นของหัวใจคนเราแบ่งออกเป็น 6 โซน หากไม่นับโซนแรกที่อยู่ในช่วงร่างกายกำลังหลับหรือพักผ่อน โซนที่เกี่ยวกับการออกกำลังกายก็จะมีอยู่ 5 โซน โดยสามารถคำนวณหาค่าที่เหมาะสมของตัวเองได้ ดังนี้

Zone 1 : Very Light

อัตราการเต้นของหัวใจ 50-59% เป็นโซนขณะที่เรากำลังออกกำลังกายเบาๆ หรือ Cool Down จากการออกกำลังกายหนักก่อนหน้านั้น ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น หรือฟื้นฟูร่างกาย เหมาะกับคนเพิ่งเริ่มออกกำลังกาย

Zone 2 : Light

อัตราการเต้นของหัวใจ 60-69% เมื่อเข้าสู่โซนนี้จะช่วยฝึกเพิ่มความอึด กล้ามเนื้อได้วอร์มอัพ ร่างกายจะเริ่มมีเหงื่อซึมๆ และดึงไขมันมาใช้เผาผลาญแล้ว

Zone 3 : Moderate

อัตราการเต้นของหัวใจ 70-79% กล้ามเนื้อจะเริ่มตึงจนรู้สึกได้ หายใจเร็วขึ้น เหงื่อออก เป็นโซนที่ร่างกายกำลัง “เบิร์น” แถมช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจ ปอด แข็งแรง เหมาะกับคนออกกำลังกายระดับกลาง

Zone 4 : Hard

อัตราการเต้นของหัวใจ 80-89% เข้าสู่โซนที่หัวใจทำงานหนัก หายใจหอบ กล้ามเนื้อเกร็ง เหมาะกับคนที่ร่างกายฟิตเพียงพอ หรือออกกำลังกายหนักในระยะสั้นๆ 2-10 นาที

Zone 5 : Maximum

อัตราการเต้นของหัวใจ 90-100% เข้าสู่จุดสูงสุดที่ร่างกายจะทนได้ ร่างกายจะเหนื่อยล้าอย่างรวดเร็ว ไม่ควรอยู่ที่โซนนี้เป็นเวลานาน และเหมาะกับนักกีฬาที่ผ่านการฝึกฝนมาแล้วเท่านั้น

ภาพ : freepik.com

ภาวะผู้นำเชื่อมโยงกับคำว่าตำแหน่งจริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588612

  • วันที่ 09 พ.ค. 2562 เวลา 16:00 น.

ภาวะผู้นำเชื่อมโยงกับคำว่าตำแหน่งจริงหรือ?

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าภาวะผู้นำเชื่อมโยงกับเรื่องของตำแหน่ง แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ในภาษาอังกฤษ คำว่า Leader กับ Leadership ก็ไม่เหมือนกัน

Leader คือผู้นำซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องของตำแหน่งหน้าที่ ในขณะที่ Leadership เป็นเรื่องของภาวะผู้นำที่เป็นเรื่องลักษณะ บุคลิก และเรื่องของภาวะผู้นำนี้เองเป็นเรื่องที่คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกตำแหน่งสามารถมี สร้างให้เกิดและพัฒนาได้ตามความเหมาะสม

ยิ่งไปกว่านั้น คนที่มีภาวะผู้นำอยู่ในตัวโดยพื้นฐานยังจะช่วยเพิ่มโอกาสในการก้าวหน้าในอาชีพการงานได้มากกว่าคนที่ไม่มีเสียอีก เพราะทุกคนต่างก็มีความมุ่งหวังที่จะเติบโตในสายอาชีพ ไม่ว่าจะทำงานอยู่ในตำแหน่งไหนก็สามารถเตรียมตัวให้พร้อมได้ตั้งแต่วันนี้ มาดูจุดเริ่มต้นง่ายๆ 3 ข้อที่นอกจากจะช่วยพัฒนาภาวะผู้นำได้แล้ว ยังอาจช่วยให้เราก้าวเป็นผู้นำด้วย

1.กล้าคิดและกล้านำเสนอ

ความกล้าคิดกล้านำเสนอ นอกจากจะเป็นการแสดงความตั้งใจในการทำงาน แล้วยังเป็นการแสดงออกว่ามีความต้องการให้งานออกมาดียิ่งๆ ขึ้น ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญของคนที่เป็นผู้นำ นอกจากนั้นหากคุณสามารถแสดงออกได้ว่างานยากหรืองานใหญ่ไม่เคยหวั่น มีสิ่งที่เรียกว่า Can Do Attitude คนก็จะเห็นว่าเราเป็นคนที่ชอบความท้าทาย และไม่หวั่นเกรงต่อปัญหาใดๆ เป็นโอกาสแสดงซึ่งศักยภาพและภาวะผู้นำได้อย่างชัดเจน

2.ภาวะผู้นำต้องเกี่ยวกับเรื่องการเข้าสังคมด้วย

ภาวะผู้นำเป็นสิ่งที่ต้องการทั้งเรื่องของไอคิว ความสามารถ ศักยภาพ และเรื่องของอีคิว หรือความสามารถในการจัดการด้านอารมณ์ ซึ่งหนึ่งในนั้นเรื่องของการเข้าสังคมก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ลองคิดดูว่าไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานเก่งขนาดไหน แต่ถ้าเราเป็นคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับใคร วันๆ ก็ก้มหน้าทำงานแล้วรีบกลับบ้าน ก็อาจจะเป็นการยากที่ผู้บริหารจะเลือกเราขึ้นมาเป็นหัวหน้าคน เพราะคนที่จะเป็นผู้นำที่ดีได้นั้นจะต้องสื่อสารกับผู้คนมากมาย ทั้งในและนอกองค์กร คำแนะนำคือเราอาจจะเริ่มง่ายๆ ด้วยการให้เกียรติเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ หาเวลาสังสรรค์ทำกิจกรรมร่วมกันบ้าง รวมถึงเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นผู้ฟังที่ดีให้กับพวกเขาในยามที่เจอปัญหา

3.แสดงออกซึ่งความรับผิดชอบ

คนที่มีภาวะผู้นำต้องมีความรับผิดชอบ คือทั้งรับผิดและรับชอบ ทั้งเรื่องของงานและเรื่องส่วนตัว โดยการแสดงความรับผิดชอบจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้กับตัวเราเอง เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่กลับมีผลอย่างมากในการใช้ชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาคำพูด รับปากอะไรไว้ก็ต้องทำให้ได้ ส่งงานได้ทันกำหนด รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายได้อย่างดี รวมถึงคนที่สามารถจัดการกับปัญหาในที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคงไม่มีใครอยากได้คนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่ง หรือคนที่ทำงานผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกมาเป็นหัวหน้า

เมื่อเราได้ยึดมั่นปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง ทุกคนก็จะเห็นว่าเราเป็นคนที่มีความรับผิดชอบมากพอและสามารถไว้วางใจให้รับผิดชอบงานใหญ่ได้

ภาพ Freepik.com

ดูแลตัวเองให้ห่างจากหวัดภูมิแพ้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588611

  • วันที่ 09 พ.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

ดูแลตัวเองให้ห่างจากหวัดภูมิแพ้

ช่วงอากาศเปลี่ยนเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝน นับเป็นเวลาเปราะบางของสุขภาพร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาแพ้อากาศ หรือโรคหวัดภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) ที่อาการจะกำเริบบ่อยและถี่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการไอ จาม คัดจมูก โพรงจมูกอักเสบ ปวดตื้อตรงหน้าผาก และอาการมักเกิดช่วงเช้า หรือสัมผัสอากาศเย็น ซึ่งเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวันไม่น้อย

 

ทำไมภูมิแพ้ถึงกำเริบ?

ร่างกายของเราถูกสร้างมาให้มีการตอบสนองต่อสารหรือสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก โดยการสร้างภูมิคุ้มกันมาตอบสนองเพื่อขจัดสิ่งแปลกปลอมออกไป แต่ในกรณีของคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ เมื่อร่างกายได้รับสารแปลกปลอมจากภายนอก แทนที่จะสร้างภูมิคุ้มกัน ร่างกายกลับกระตุ้นการสร้างภูมิแพ้ขึ้นแทน นั่นคือ การสร้าง “สารฮีสตามีน” อันก่อให้เกิดอาการแพ้เตือนดังที่ระบุข้างต้น แต่ที่ต้องระวังคือ การติดเชื้อแทรกซ้อนในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งทำให้เกิดไซนัสอักเสบได้

ภูมิแพ้รักษาไม่หายแต่ควบคุมได้

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคหวัดภูมิแพ้ให้หายขาด การรักษาส่วนใหญ่มุ่งเน้นลดความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้น ดังนั้น แนวทางป้องกันที่ดีที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ เช่น

  • ทำความสะอาดบ้าน โดยเฉพาะห้องนอนให้ปราศจากฝุ่น หรือให้มีฝุ่นน้อยที่สุด หมั่นล้างหน้ากากแอร์ ส่วนพื้นห้องไม่ควรปูพรม ซึ่งจะเก็บกักสะสมฝุ่นง่าย
  • ไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงเข้าในบ้าน นอนเตียงเดียวกัน และไม่กอดหอม
  • ป้องกันไรฝุ่น ควรซักผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน หมอน เป็นประจำทุกสัปดาห์ ทั้งนี้ การผึ่งแดดไม่ได้ฆ่าไรฝุ่นให้หมดไปอย่างที่หลายคนเข้าใจ

วิธีเอาชนะภูมิแพ้ด้วยตัวเอง

ระหว่างที่ร่างกายปกติอาการภูมิแพ้ไม่กำเริบ เราจึงจำเป็นต้องดูแลสุขภาพเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานธรรมชาติให้แข็งแรง ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของภูมิที่อาจเกิดขึ้น เช่น การออกกำลังกาย การกินอาหารให้ครบหมู่ โดยเฉพาะผักผลไม้ที่มีวิตามินซีซึ่งจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น ช่วยให้การตอบสนองของภูมิคุ้มกันทำงานดีขึ้น และลดฤทธิ์การทำงานของฮีสตามีนลงได้

ภาพ : freepik.com

6 นิสัยปั้นคนธรรมดาให้กลายเป็นเศรษฐี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588609

  • วันที่ 09 พ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

6 นิสัยปั้นคนธรรมดาให้กลายเป็นเศรษฐี

เพราะความร่ำรวยไม่ได้มาจากโชค หรือโอกาสเพียงอย่างเดียว แต่มาจากนิสัยการบริหารจัดการที่ดีที่เราทำทุกวันซ้ำๆ วันละนิด มาดูกันดีกว่าว่า 6 นิสัยที่จะทำให้คนทำงานอย่างพวกเราเป็นเศรษฐีนั้นมีอะไรบ้าง

1.ตั้งเป้าหมาย

สิ่งสำคัญ คือเราจะต้องมีเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงเสียก่อน เช่น ฉันจะต้องมีเงินล้านใน 5 ปี โดยการสร้างรายได้จากธุรกิจหรือการออมเงิน ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม จะต้องประกาศให้ตัวเองรับรู้ และหมั่นย้ำคำประกาศเพื่อเตือนตัวเองถึงเป้าหมายอยู่เป็นประจำ

2.มุ่งมั่นตอกย้ำ

เมื่อได้ตั้งเป้าหมายแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือความมุ่งมั่น เราจะต้องใช้พลังทั้งหมดทำทุกสิ่งที่จำเป็นจะต้องทำเพื่อไปให้ใกล้เป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ เตือนตัวเองอยู่เสมอด้วยการสำรวจตัวเองว่าวันนี้เราทำอะไรไปแล้วบ้าง แล้วสิ่งที่ทำไปช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมายหรือไม่ ถ้าสิ่งที่ทำไม่ได้ช่วยให้เข้าใกล้เป้าหมายกว่าเดิม แล้วเรายังทำอยู่ทำไม

3.ใช้เงินให้น้อยกว่าที่หาได้

อีกนิสัยที่สำคัญสำหรับการเป็นเศรษฐี คือการใช้เงินน้อยกว่าที่หามาได้ คือการมีวินัยในการออมเงินนั่นเอง ฝึกนิสัยคิดก่อนซื้อ อะไรจำเป็นก็ซื้อ อะไรแค่อยากได้แต่ไม่จำเป็นก็ยังไม่ซื้อ อย่ามือไวใจเร็วจนไม่มีเงินเก็บยามฉุกเฉิน

4.รู้คุณค่า

เศรษฐีส่วนใหญ่จะสร้างคุณค่าในการทำงานได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 2-3 เท่า ซึ่งเกิดจากการใส่ใจในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานที่เล็กน้อยเพียงไรก็ตาม หากเห็นคุณค่าในงานชิ้นนั้นๆ เมื่อทำแล้วก็ต้องทำให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากนั้น พวกเขาก็ยังเลือกสร้างคุณค่าในตัวเองด้วยการลงทุน ค้นหา ค้นคว้าหาความรู้ตลอดเวลาอีกด้วย

5.ไม่ท้อแท้

แต่ละคนต่างก็มีวันที่ดีและวันที่เลวร้ายด้วยกันทั้งนั้น ปล่อยให้ความผิดพลาดเป็นบทเรียน และเรียนรู้จากความผิดพลาดเพื่อไม่ทำพลาดซ้ำ ยืดอกแล้วเดินต่อไป มุ่งไปที่เป้าหมาย อย่าให้อะไรมาหยุดยั้งเราได้

6.ความเสี่ยง

ถ้าเกิดจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ก็จะทำให้เรามองเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลงทุน เวลา และความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งการหาทางรับมือ ถ้าความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ก็ลงมือทำ แม้ว่าจะดูกล้าบ้าบิ่นขนาดไหนก็ตาม

ภาพ : freepik.com

รู้จัก ‘ซิฟิลิส’ โรคระบาดยอดฮิตที่รักษาได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588605

  • วันที่ 08 พ.ค. 2562 เวลา 19:40 น.

รู้จัก 'ซิฟิลิส' โรคระบาดยอดฮิตที่รักษาได้

แพทย์เผยอุบัติการณ์ ‘โรคซิฟิลิสระบาด’ พบผู้ป่วยซิฟิลิสพุ่งสูงในรอบ 5 ปี และพบมากในกลุ่มวัยรุ่นช่วงอายุ 15-24 ปี พร้อมทำความเข้าใจเรื่องการรักษาให้หายได้

ข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก Bangrak STIs Center (โรงพยาบาลบางรัก) ได้โพสต์เตือนสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ “ซิฟิลิส” เรียบเรียงโดย พญ.ธันยนันท์ กังวาฬพรโรจน์ ระบุว่า ซิฟิลิสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง เกิดจากการสัมผัสเชื้อโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น การมีเพศสัมพันธ์ การได้รับเลือด หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยซิฟิลิส

เมื่อ 100 ปีที่แล้วซิฟิลิสเป็นโรคที่ทุกคนกลัวกันมาก เนื่องจากติดจากเพศสัมพันธ์ ตัวโรคอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ไม่มียารักษา (ปัจจุบันมีแล้ว) และถ้าเป็นไปนานๆจะถึงซิฟิลิสระยะที่สาม (เหมือนลำยองในทองเนื้อเก้า) คือจะทำให้มีรอยโรคตามตัว มีผลต่อระบบประสาท

ขณะนี้ให้อยากดูว่าในประเทศไทย โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กลับมาแพร่ระบาดอีกครั้งแล้ว และกราฟของซิฟิลิสนั้นพุ่งทะยานขึ้นดั่งรถไฟเหาะ มีคนติดเชื้อจำนวนมาก แต่ไม่รู้ตัวว่าติดเนื่องจากไม่เคยตรวจโรคนี้

ปัจจุบันในประเทศไทยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กลับมาแพร่ระบาดอีกครั้ง โดยกราฟของซิฟิลิสพุ่งสูง มีอัตราผู้ป่วยติดเชื้อจำนวนมากแต่ไม่รู้ตัวว่าติดเนื่องจากไม่เคยตรวจโรคนี้ โดยในปี 2559 อัตราผู้ป่วยซิฟิลิสอยู่ที่ 6.22 ต่อแสนประชากร ปี 2560 อยู่ที่ 8.17 ต่อแสนประชากร และ ในปี 2561 อยู่ที่ 11.91 ต่อแสนประชากร

ทั้งนี้ หากดูกราฟจะพบว่า โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์พบมากที่สุดในกลุ่มของวัยรุ่นประมาณมัธยมถึงมหาลัย ช่วงอายุระหว่าง 15 -24 ปี แต่อย่างไรก็ตามซิฟิลิสก็พบได้ในทุกเพศทุกวัยแม้แต่เด็กแรกเกิดที่เกิดจากแม่ที่ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นซิฟิลิส

หากดูกราฟจะพบว่า โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์พบมากที่สุดในกลุ่มของวัยรุ่นประมาณมัธยมถึงมหาลัย ช่วงอายุระหว่าง 15 -24 ปี แต่อย่างไรก็ตามซิฟิลิสก็พบได้ในทุกเพศทุกวัยแม้แต่เด็กแรกเกิดที่เกิดจากแม่ที่ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นซิฟิลิส

พอเข้าไปดูในระดับจังหวัด ใครๆ ก็คิดว่าต้องเป็นกรุงเทพฯ หรือพัทยา ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวแน่ๆ แต่เอาเข้าจริงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์พบได้ในทุกจังหวัด แม้จะไม่ใช่จังหวัดท่องเที่ยว

อาการของซิฟิลิส

หลังจากติดเชื้อผู้ป่วยจะมีแผลริมแข็ง ไม่เจ็บ ขึ้นที่อวัยวะเพศ หลังจากนั้นแผลสามารถหายได้เอง ผ่านไปสักพักจะกลายเป็นระยะที่สอง คือมีผื่นขึ้นตามฝ่ามือฝ่าเท้า บางคนขึ้นตามตัวก็ได้ มีผมร่วงเป็นหย่อมๆเหมือนโดนแมลงแทะ และแผลที่อวัยวะเพศเรียกว่า condyloma lata  บางคนอาจจะไม่มีอาการอะไรเลย บางคนมีแค่บางอาการ แล้วก็หายไปในที่สุด

หลังจากนั้นเชื้อจะยังอยู่ในร่างกายเราไปเรื่อยๆ จนถึงระยะที่ 3 ที่กินเวลาไปเป็น 10 ปี กลายเป็นสภาพเหมือนลำยองในทองเนื้อเก้า  เชื้อยังทำให้กลายเป็นซิฟิลิสที่หลอดเลือดหัวใจ ในสมอง กินเข้ากระดูกได้

ซิฟิลิสรักษาได้

สำหรับโรคซิฟิลิสสามารถรักษาให้หายได้ โดยรักษาได้ง่ายในระยะแรก ด้วยยาฆ่าเชื้อเป็นยาเพนนิซิลินฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว สําหรับผู้เป็นโรคภายในระยะเวลา 1 ปี หากเป็นมานานเกิน 1 ปีจะต้องฉีดยาเพิ่มมากกว่า 1 ครั้ง ผู้แพ้ยาจะใช้ยาตัวอื่น การรักษาจะป้องกันการทําลายอวัยวะในร่างกาย แต่ไม่สามารถรักษาอวัยวะที่ถูกทําลายไปแล้ว

ผู้ที่ได้รับการรักษาจะต้องงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าแผลจะหายไป ผู้ที่ติดเชื้อควรต้องแจ้งแก่คู่นอนให้ทราบเพื่อจะได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาด้วย อย่างไรก็ตาม หากเคยเป็นโรคนี้แล้วสามารถติดซ้ำได้ และในบางรายโรคอาจจะซ่อนอยู่ในช่องคลอด ทวารหนัก ดังนั้น จึงควรป้องกันและตรวจโรคทุก 1 ปี

ปิดท้ายด้วยความจริงทั้งหมดที่แพทย์อยากบอกคือ

  1. เสี่ยงทุกครั้ง ใส่ถุงทุกครั้ง แม้ oral sex ก็ต้องใส่ถุง
  2. อย่าเปลี่ยนคู่นอนบ่อย หากจริงจังจริงใจ จับมือกันมาตรวจเพื่อความสบายใจ อย่ารอตอนท้อง บริจาคเลือดแล้วเพิ่งมาเจอผลเลือด
  3. เวลาเสี่ยงมา แล้วกังวล ก็มักจะตรวจแค่ HIV  แนะนำให้ตรวจทุกโรค เช่น ซิฟิลิส ไวรัสตับบี ไวรัสตับซี
  4. หากมีอาการผิดปกติ ควรมาพบแพทย์ อย่าซื้อยากินเอง อย่าปล่อยทิ้งไว้

ที่มา : เฟซบุ๊คแฟนเพจ Bangrak STIs Center (โรงพยาบาลบางรัก)

‘น้ำสลัด’ เลือกมิกซ์แบบไหน..ดีต่อใจ ดีต่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588533

  • วันที่ 08 พ.ค. 2562 เวลา 14:00 น.

'น้ำสลัด' เลือกมิกซ์แบบไหน..ดีต่อใจ ดีต่อสุขภาพ

สำหรับคนที่รักสุขภาพแล้วมักยกให้เมนูสลัดเป็นอาหารจานโปรด เพราะมีกากใยไฟเบอร์สูง มีประโยชน์ เหมาะกับการควบคุมน้ำหนัก แต่จะเลือกน้ำสลัดแบบไหนไปกินคู่สลัดจานนั้นและแคลอรีเท่าไร ไปดูกันเลย

น้ำสลัดบัลซามิก (15 กิโลแคลอรี/ช้อนโต๊ะ)

น้ำสลัดรสเปรี้ยว เหมาะสำหรับคนชอบดูแลรูปร่าง เพราะมีไลโคปีนสูง อีกทั้งยังช่วยต้านอนุมูลอิสระสร้างสมดุลให้กับร่างกาย

น้ำสลัดเทาซันไอซ์แลนด์ (58 กิโลแคลอรี/ช้อนโต๊ะ)

น้ำสลัดออกสีส้มอมชมพู มีความมันน้อยกว่าน้ำสลัดน้ำข้นทั่วๆ ไป เน้นเปรี้ยวมากกว่าหวานมันเนื่องจากมีส่วนผสมของมะเขือเทศเป็นหลัก ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลากหลายชนิด เหมาะสำหรับคนที่ชอบน้ำสลัดที่มีลักษณะข้นแต่ไม่หนักจนเกินไป

น้ำสลัดงา (65 กิโลแคลอรี/ช้อนโต๊ะ)

รสเปรี้ยวเค็ม หอมกลิ่นงาคั่ว เหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก แม้ว่าพลังงานอาจสูงกว่าน้ำสลัดใสประเภทอื่น เพราะมีส่วนผสมของงาแต่ก็เป็นแหล่งไขมันดี ช่วยยับยั้งการเกิดมะเร็งลำไส้ และช่วยควบคุมการแข็งตัวของหลอดเลือด

น้ำสลัดซีซ่าร์ (80 กิโลแคลอรี/ช้อนโต๊ะ)

น้ำสลัดสีขาวข้นมักกินคู่กับผักกาดแก้ว หรือผักคอส พร้อมเบคอนกรอบและพาร์เมซานชีสซึ่งจะทำให้มีรสที่กลมกล่อม เหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มกินสลัดผัก

มายองเนส (90 กิโลแคลอรี/ช้อนโต๊ะ)

น้ำสลัดครีมข้น รสหวานมันอมเปรี้ยว เมื่อกินคู่กับผักทำให้กินได้ง่ายขึ้น นิยมผสมกับเนื้อสัตว์อย่าง อกไก่ และปลาทูน่า เพื่อทำเป็นไส้แซนด์วิช น้ำสลัดนี้ไม่เหมาะกับคนควบคุมน้ำหนัก

น้ำสลัดแบบคลีน (จำนวนแคลอรีขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ)

มีส่วนผสมของน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ ไม่มีส่วนผสมของไข่ มีรสชาติอมเปรี้ยว เหมาะสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก เพราะไขมันต่ำและแคลอรีน้อย

น้ำสลัดสไปซี่ซีฟู้ด (7.5 กิโลแคลอรี/ช้อนโต๊ะ)

เป็นน้ำสลัดที่เป็นการประยุกต์มาจากน้ำจิ้มซีฟู้ดของไทยรสชาติเปรี้ยวเผ็ด เข้ากันได้ดีกับผัก หรือเนื้อสัตว์ประเภทอาหารทะเล เหมาะกับผู้ควบคุมน้ำหนักเช่นกัน เพราะมีแคลอรีต่ำ

นอกจากการเลือกน้ำสลัดแล้ว การราดน้ำสลัดก็ควรเป็นปริมาณที่เหมาะสมไม่มากเกินไป เพื่อเป็นการควบคุมปริมาณของแคลอรี่ที่ได้รับและเพื่อสุขภาพที่ดี

ปวดหลังเรื้อรัง อย่าชะล่าใจ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588516

  • วันที่ 08 พ.ค. 2562 เวลา 12:10 น.

ปวดหลังเรื้อรัง อย่าชะล่าใจ!

แพทย์เตือน ปวดหลังเรื้อรังเสี่ยงโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด

บ่อยครั้งที่คนวัยทำงานอาจมีอาการปวดหลังแบบไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน แต่ด้วยวิถีการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันที่ต้องเร่งรีบและแข่งขันกับเวลาในการทำงานมากขึ้น ต้องนั่งติดหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน จนอาจละเลยการดูแลสุขภาพตัวเองอย่างเหมาะสม และมองอาการปวดหลังเป็นเพียงอาการหนึ่งของออฟฟิศซินโดรมเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงนั้นอาการปวดหลังยังสามารถส่งสัญญาณได้อีกหลากหลายโรค  โดยเฉพาะโรคที่คนส่วนใหญ่อาจไม่คุ้นเคย หรืออาจไม่เคยแม้แต่ได้ยินชื่อมาก่อนเลย เช่น โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด (Ankylosing spondylitis)

ศ.นพ.วรวิทย์ เลาห์เรณู อายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติสซั่ม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด เป็นโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบเรื้อรังที่ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด แต่จากการศึกษาพบว่าโรคนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม โดยพบว่าผู้ที่มีการตรวจพบสารพันธุกรรม HLA B27 ก็จะถือว่ามีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดมากกว่าคนทั่วไป และจะมีอัตราเสี่ยงมากยิ่งขึ้นหากว่ามีบุคคลในครอบครัวหรือญาติสนิทมีประวัติป่วยในโรคนี้มาก่อน  ทั้งนี้โรคดังกล่าวมีแนวโน้มที่มักพบได้บ่อยในเพศชายมากกว่าเพศหญิงสูงถึง 10 เท่า ซึ่งผู้ป่วยมักจะเริ่มมีอาการปวดหลังเรื้อรัง โดยเฉพาะอาการปวดหลังบริเวณเอวหรือกระดูกก้นกบ ช่วงอายุที่เริ่มมีอาการจะอยู่ระหว่าง 20-30 ปี  หากว่าผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยที่ล่าช้า หรือรับการรักษาไม่ถูกต้อง จะก่อให้เกิดความพิการหรือทุพลภาพอย่างรุนแรงตามมาได้ 

สิ่งสำคัญที่ควรเริ่มสังเกตและตรวจสอบตนเอง คืออาการปวดหลังหรือรู้สึกหลังตึงขัดเรื้อรังที่นานเกิน 3 เดือนขึ้นไป โดยที่ไม่เคยได้รับอุบัติเหตุใดๆ บริเวณหลังมาก่อน อาการปวดมักจะเริ่มปวดที่บริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว โดยจะรู้สึกปวดหรือรู้สึกหลังตึงขัดมากในช่วงเวลาของการนอน ซึ่งในบางรายอาจมีอาการปวดรุนแรงมากจนต้องตื่นกลางดึกและไม่สามารถนอนต่อได้ แต่เมื่อภายหลังการตื่นนอนในช่วงเช้าและเริ่มขยับตัวทำงาน อาการปวดกลับค่อยๆ ทุเลาลงจนสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ ซึ่งลักษณะอาการปวดเหล่านี้จะตรงกันข้ามกับอาการปวดที่เกิดจากการโรคข้อกระดูกสันหลังเสื่อม หรือกล้ามเนื้อบริเวณหลังอักเสบจากการทำงาน ที่อาการจะเป็นมาเวลานั่งนานๆ หรือใช้หลังทำงาน แต่อาการจะดีขึ้นหากได้รับการพักผ่อนหรือการนอน

สำหรับอาการปวดหลังเรื้อรังและไม่ได้เกิดจากการได้รับอุบัติเหตุบริเวณหลังนำมาก่อน อาจทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นผลมากจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ การจัดท่านั่งทำงานอย่างไม่เหมาะสม หรืออาการจากออฟฟิศซินโดรม ซึ่งโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดนี้ หากปล่อยเอาไว้เรื้อรังก็จะส่งผลให้กระดูกสันหลังเชื่อมติดกันถาวร เกิดภาวะหลังค่อมหรือหลังแข็ง หรือร้ายแรงจนถึงขั้นเกิดการติดกันของกระดูกสันหลังส่วนทรวงอก ทำให้หายใจเข้าได้ไม่เต็มที่  การเชื่อมติดกันของกระดูกสันหลังส่วนคอจะทำให้ไม่สามารถก้ม เงย หรือหมุนบิดคอได้  นอกจากอาการทางกระดูกสันหลังแล้ว โรคนี้ยังมีอาการแสดงที่ระบบข้อ คือมีข้อรยางค์อักเสบ และมีอาการแสดงนอกระบบข้อ เช่น อาการตาแดงจากม่านตาอักเสบ เป็นต้น  ดังนั้น การหันมาให้ความสำคัญกับอาการปวดหลังเรื้อรังจึงเป็นเรื่องสำคัญ  ควรทำการปรึกษาแพทย์เพื่อให้การวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสมต่อไป

ในปัจจุบันการรักษาผู้ป่วยโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดจะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ด้วยวิวัฒนาการทางแพทย์ก็สามารถทำให้ผู้ป่วยให้มีสุขภาวะที่ดี อยู่กับโรคได้อย่างเป็นสุขและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติมากที่สุด โดยแบ่งวิธีการรักษาได้ดังนี้

  • การรักษาด้วยวิธีการที่ไม่ใช้ยา ได้แก่ การให้ความรู้เกี่ยวกับโรคและวิธีการปฏิบัติตัวแก่ผู้ป่วย โดยแนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มสุราและการสูบบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ  รู้จักใช้ข้อทำงานอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันแรงที่กระทำต่อข้อมากเกินไป การนอนให้ถูกวิธี คือ ไม่นอนหนุนหมอนสูงมากเกินไป และการบริหารข้อและกระดูกสันหลังเพื่อป้องกันข้อและกระดูกสันหลังติดยึด หรือถ้ากระดูกสันหลังจะเชื่อมติดก็ให้ติดอยู่ในท่าที่เหมาะสม เป็นต้น
  • การรักษาทางยา ได้แก่ กลุ่มยาบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบ เช่น ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (non-steroidal anti-inflammatory drugs: NSAIDs) มีคุณสมบัติในการระงับและบรรเทาอาการปวด    ได้ดี และยาต้านรูมาติสซั่มที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค (Disease-Modifying Anti-Rheumatic Drugs: DMARDs) ซึ่งนิยมใช้ในรายที่มีข้อรยางค์อักเสบร่วมด้วย ปัจจุบันได้มีการพัฒนายาที่เรียกว่า กลุ่มสารชีววัตถุ (Biologic agents)  ที่จะออกฤทธิ์ช่วยยับยั้งการทำงานของสารก่อการอักเสบของโรคเหล่านี้โดยตรง ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการลดการอักเสบได้ดีมาก ทำให้สามารถควบคุมข้อและกระดูกสันหลังอักเสบได้ดี ผู้ป่วยสามารถใช้ข้อและกระดูกสันหลังทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย
  • การรักษาด้วยการผ่าตัด จะเป็นวิธีการสุดท้ายที่แพทย์จะพิจารณาใช้ในการรักษาโรคนี้ โดยแพทย์จะพิจารณาทำการผ่าตัดในผู้ป่วยรายที่มีข้อที่ได้ถูกทำลายลงไปอย่างมากแล้ว หรือเกิดภาวะข้อติดผิดรูปจนมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตอย่างชัดเจน อาทิ กระดูกคอติดในท่าก้มทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถมองไปด้านหน้าได้  กระดูกสันหลังส่วนเอวติดจนทำให้ตัวอยู่ในท่าก้มตลอดเวลา หรือในรายที่มีข้อรยางค์ติดจนไม่สามารถใช้ข้อทำงานได้อย่างเต็มที่ เช่น ข้อสะโพก หรือข้อเข่า จึงจำเป็นต้องใช้การผ่าตัดแก้ไขหรือเปลี่ยนข้อเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้งานและเคลื่อนไหวข้อต่อต่างๆ ได้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัดของผู้ป่วยโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึดอาจไม่ใช่เพียงการรับประทานยาให้ถูกต้องและตรงต่อเวลา แต่ยังคงต้องให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายเพื่อยืดและคลายกล้ามเนื้อหรือบริเวณข้อต่อต่างๆ ให้ได้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น การว่ายน้ำท่าฟรีสไตล์ ซึ่งนับเป็นกีฬาที่ง่ายและช่วยยืดคลายกล้ามเนื้อหรือข้อต่อได้ ทั้งยังมีแรงดันน้ำที่ช่วยโอบอุ้ม ลดแรงปะทะ แรงกระแทกต่างๆ ได้ดี นอกจากนี้ผู้ป่วยควรเลี่ยงกีฬาที่ต้องใช้การปะทะ เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล รักบี้ เป็นต้น เพราะอาจจะส่งผลเสี่ยงให้ข้อต่อ กระดูกต่างๆ หักได้ง่าย หรือเกิดข้ออักเสบที่รุนแรงขึ้น” ศ. นพ. วรวิทย์ กล่าวเพิ่มเติม

ภาพ : freepik.com

โรคซึมเศร้า…เรากำลังเป็นหรือเปล่า?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/588406

  • วันที่ 07 พ.ค. 2562 เวลา 15:00 น.

โรคซึมเศร้า...เรากำลังเป็นหรือเปล่า?

อ่านข่าวรายวัน พบคนเป็นโรคซึมเศร้ากันมากขึ้น มาเช็กกันหน่อยว่าตัวเราเข้าข่ายบุคคลต้องสงสัยหรือไม่?

รู้หรือไม่ ว่าคนทุกเพศทุกวัยไม่ว่าเด็ก วัยรุ่น หรือคนชรา ก็มีอัตราเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าเท่าๆ กัน ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ที่ป่วยเป็นซึมเศร้ามักจะไม่รู้ตัวว่ากำลังป่วยเป็น หรืออาจรู้ตัวอีกทีตอนที่อาการของโรคเข้าสู่ขั้นรุนแรงจนเกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันไปแล้ว หรือร้ายกว่านั้นก็อาจพรากชีวิตของคนที่เรารักไปอย่างคาดไม่ถึง

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้านั้นไม่ได้ถูกจัดประเภทว่าเป็นคนบ้า  หากแต่เป็นผู้ป่วยที่มีอาการป่วยทางอารมณ์ที่ควรได้รับการรักษา ก่อนจะมีพฤติกรรมทำร้ายตัวเองหรือคิดสั้นฆ่าตัวตาย ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงสาเหตุของการเกิดโรค อาการ และวิธีรักษา จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความใส่ใจ

รู้จักโรคซึมเศร้าและผลกระทบ

โรคซึมเศร้าส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และความคิด โดยอาการเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในแต่ละวันอย่างมาก เช่น กินอาหารได้น้อยลง เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ สิ้นหวัง หดหู่ รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสุขกับชีวิต วิตกกังวลตลอดเวลา และที่สำคัญคือผู้ป่วยจะไม่สามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่ต้องเผชิญได้ดีพอ

โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ระบุว่า มีประชากรทั่วโลกประสบกับโรคซึมเศร้าประมาณ 350 ล้านคน ซึ่งวัฒนธรรมที่แตกต่างกันก็มีผลต่ออัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าได้  ตามรายงานของวารสารประจำปีด้านสาธารณสุข (The Journal Annual Review of Public Health) กล่าวว่าอัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าของทุกเพศทุกวัยในญี่ปุ่นจะอยู่ที่ 2.2% ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำ ในขณะที่บราซิลนั้นมีอัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าสูงถีง 10.4%

ส่วนในประเทศไทยนั้น โรคซึมเศร้าถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาด้านสุขภาพที่มีความสำคัญและน่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยสังเกตได้จากสังคมในปัจจุบันนี้ที่มักมีข่าวเกี่ยวกับปัญหาการฆ่าตัวตาย รวมทั้งปัญหาการทำร้ายร่างกายตัวเองและคนรอบข้าง ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้นับเป็นเรื่องที่น่าสลดใจไม่น้อยทีเดียว นอกจากนี้ ยังพบว่า 50% ของผู้ที่ฟื้นตัวจากภาวะซึมเศร้าในครั้งแรก มักมีภาวะซึมเศร้าซ้ำอีกหนึ่งครั้งหรือมากกว่านั้น และ 80% ของคนที่เคยป่วยเป็นโรคซึมเศร้า มีภาวะซึมเศร้าเกิดขึ้นถึงสองครั้ง

สาเหตุของโรคซึมเศร้า

ไม่ปรากฏสาเหตุที่แน่ชัด แต่คาดว่าเป็นผลมาจากหลายๆ ปัจจัยด้วยกัน ดังนี้

ความผิดปกติของสารเคมีภายในสมอง สารเคมีในสมองของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด โดยมีสารเคมีที่มีชื่อว่าเซโรโทนิน (Serotonin) และนอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine) ลดน้อยลงจากเดิม ทำให้สมดุลของสารเหล่านี้เปลี่ยนไปและเกิดความบกพร่องในการทำงานร่วมกัน

กรรมพันธุ์ หากคนในครอบครัวของคุณ เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เคยป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามาก่อน คุณก็อาจมีความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน

การเผชิญเรื่องเครียด เช่น เจอมรสุมชีวิตโดยไม่ทันได้ตั้งตัว หมดกำลังใจในการรักษาอาการเจ็บป่วยที่เรื้อรังหรือรุนแรงถึงชีวิต ตกงาน มีปัญหาเรื่องการเงินที่หาทางออกไม่ได้ มีปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด ถูกใช้ความรุนแรงหรือถูกล่วงละเมิดในวัยเด็ก รวมทั้งการพบเจอกับความสูญเสียในชีวิตที่ทำให้เสียใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียพ่อแม่ในขณะที่ยังอยู่ในช่วงวัยเด็ก สูญเสียคนรัก หรือสูญเสียครอบครัว

ลักษณะนิสัย คนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองต่ำหรือสูงมากเกินไป มองโลกในแง่ร้าย หรือชอบตำหนิกล่าวโทษตนเอง มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าได้มากกว่าคนที่มองโลกในแง่บวกและเห็นคุณค่าในตนเอง

การดื่มแอลกอฮอล์และการใช้สารเสพติด การพึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือสารเสพติดเพื่อให้ลืมความเสียใจและความเครียดจากเรื่องต่างๆ ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง แต่กลับทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าตามมาได้ด้วย

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนจากภาวะตั้งครรภ์ หรือภาวะต่อมไทรอยด์ผิดปกติ

ช่วงวัย โรคซึมเศร้าเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่พบว่าคนที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปี มีแนวโน้มเกิดภาวะซึมเศร้ามากกว่าคนที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ถึงร้อยละ 60 และผู้หญิงจะมีแนวโน้มเกิดภาวะซึมเศร้ามากกว่าผู้ชาย

ชนิดของโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าแบ่งออกเป็น 3 ชนิดด้วยกัน ซึ่งแต่ละชนิดมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป ดังนี้

1.Major Depression (โรคซึมเศร้าแบบรุนแรง) โรคซึมเศร้าชนิดนี้เกิดขึ้นเมื่อภาวะซึมเศร้ารบกวนความสุขในชีวิต การทำงาน การเรียน การนอนหลับ นิสัยการกิน และอารมณ์สุนทรีย์  ติดต่อกันอย่างน้อยสองสัปดาห์ บางคนอาจแสดงอาการของภาวะซึมเศร้าเพียงแค่ 1 อย่างก็ได้ ซึ่งอาการจะเกิดขึ้นเป็นครั้งๆ แล้วหายไป แต่ก็สามารถเกิดได้บ่อยครั้งเช่นกัน

2.Dysthymia หรือ Persistent Depressive Disorder (โรคซึมเศร้าเรื้อรัง) เป็นโรคซึมเศร้าแบบเรื้อรังที่มีอาการทางอารมณ์ไม่รุนแรงนัก แต่จะเป็นไปอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยสองปี และมีอาการต่อไปนี้อย่างน้อย 2 อาการร่วมด้วย

  • ทานอาหารได้น้อยลงหรือมากขึ้น
  • นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป
  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • รู้สึกถึงคุณค่าในตัวเองต่ำ
  • ไม่มีสมาธิ หรือตัดสินใจอะไรได้ลำบาก
  • รู้สึกสิ้นหวัง

3.Bipolar หรือ Manic-depressive Illness (โรคซึมเศร้าอารมณ์สองขั้ว) ผู้มีภาวะซึมเศร้าบางคนอาจมีอาการผิดปกติแบบอารมณ์สองขั้ว (Bipolar disorder) ร่วมด้วย โรคซึมเศร้าชนิดนี้จะทำให้ผู้ป่วยมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ โดยมีอารมณ์แปรปรวนรุนแรงสลับไปมาระหว่างอารมณ์ดีผิดปกติ (Mania) ที่เป็นช่วงอารมณ์สนุกคึกคักเกินเหตุ พูดมากกว่าที่เคยเป็น กระฉับกระเฉงกว่าปกติ มีพลังงานในร่างกายเหลือเฟือ กับช่วงภาวะซึมเศร้า (Depression) ซึ่งโดยมากจะมีอาการอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ในบางคนก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในช่วงอารมณ์ดีผิดปกตินั้น อาการที่เกิดขึ้นอาจมีผลกระทบต่อความคิดและการตัดสินใจของผู้ป่วย รวมทั้งอาจทำให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมหลงผิด หากผู้ป่วยในภาวะนี้ไม่ได้รับการรักษาจะทำให้กลายเป็นโรคจิตเภทได้

ภาพ freepik.com