แกะรอยปริศนาการหายไปของภาพเขียนที่แพงที่สุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587583

  • วันที่ 28 เม.ย. 2562 เวลา 12:43 น.

แกะรอยปริศนาการหายไปของภาพเขียนที่แพงที่สุดในโลก

ในวันที่ 2 พฤษภาคมนี้ จะเป็นวาระครบรอบ 500 ปีการเสียชีวิตของเลโอนาร์โด ดาวินชี ในการนี้นายกรัฐมนตรีแซร์จิโอ มัตตาเรลลา แห่งอิตาลี ในฐานะประเทศบ้านเกิดของดาวินชี กับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ในฐานะประเทศที่ดาวินชีมาใช้ชีวิตช่วงสุดท้าย จะร่วมกันเปิดงานรำลึก 500 ปีศิลปินเอกของโลก และเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ พิพิธภัณฑ์Louvre ได้ติดต่อไปยังกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของอาบูดาบี เพื่อขอยืมภาพเขียนของดาวินชี ที่เพิ่งจะถูกค้นพบใหม่ไม่นานมานี้ และกลายเป็นภาพเขียนที่มีถูกประมูลไปด้วยราคาแพงที่สุดในโลก

ผู้ที่ประมูลไปได้คือ เจ้าชายบาเดอร์ บิน อับดุลเลาะห์ บิน โมฮัมเหม็ด บิน ฟาร์ฮาน อัล-ซาอุด แห่งซาอุดีอาระเบีย เป็นเงินถึง 450 ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วมอบให้แก่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กลายเป็นภาพเขียนที่มีราคาแพงที่สุดเท่าที่เคยประมูลกันมา จากนั้นนำออกแสดงที่พิพิธภัณฑ์ Louvre Abu Dhabi

ภาพดังกล่าวคือ Salvator Mundi (ซัลวาตอร์ มุนดี) เป็นภาพพระเยซูในฐานะพระผู้ช่วยโลก และมีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในเวลานี้

แต่ปรากฎว่าทางอาบูดาบีไม่ได้ติดต่อกลับมาทางฝรั่งเศส ทั้งๆ ที่งานกำลังงวดเข้ามาแล้ว ทำให้สื่อต่างประเทศเริ่มกลับมาตั้งข้อสงสัยหลายประเด็นเกี่ยวกับภาพเขียนดังกล่าว ว่าหายไปไหน หรือเป็นของแท้หรือไม่

สำนักข่าว AFP ตั้งข้อสังเกตว่า ภาพเขียนนี้หายไปจากการรับรู้ของสังคม ในช่วงเวลาเดียวกับที่ชื่อเสียงของซาอุดีอาระเบียกำลังเสียหายจากกรณีสังหารนักข่าวในตุรกี นอกจากนี้ สำนักข่าวด้านศิลปะ Artprice ยังรายงานว่า ผู้นำศาสนาในมหาวิทยาลัยอัลอันซาร์ ในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลามชั้นนำของโลก บอกกับมกุฏราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียว่า ห้ามนำภาพดังกล่าวมาจัดแสดงอย่างเด็ดขาด เพราะถือว่าขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม

AFP PHOTO / Jewel SAMAD

แม้ว่า ศาสนาอิสลามจะยอมรับพระเยซูเป็น “นบี” หรือศาสดาท่านหนึ่ง แต่ตามหลักศาสนาห้ามเขียนภาพเหมือนของบุคคล อีกทั้งชื่อภาพ Salvator Mundi ที่หมายความว่า พระเยซูเป็นผู้ช่วยกอบกู้โลก ยังบ่งชี้ว่าสถานะของพระเยซูเป็นพระเจ้าองค์หนึ่ง เหนือกว่าสถานะของศาสดา ทำให้ยิ่งขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม นี่อาจเป็นประเด็นล่าสุดที่ทำให้ ภาพ Salvator Mundi ไม่สามารถมาปรากฎตัวได้ในงานฉลอง 500 ปีเลโอนาร์โด ดาวินชี

นอกจากจะมีปัญหาเรื่องสถานะที่คลุมเครือแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะหลายคนยังไม่เชื่อว่าภาพนี้เป็นของจริง เช่น แมทธิว แลนดรัส นักวิจัยแห่งวิทยาลัยวูล์ฟสัน ม.ออกซฟอร์ด ที่ฟันธงไว้เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วว่า ภาพนี้ไม่ใช่ผลงานของดาวินชี แต่วาดโดยลูกศิษย์หรือผู้ช่วยของเขาที่ชื่อ แบร์นาร์ดิโน ลุยนี โดยเขาชี้ว่า ภาพ Salvator Mundi มีองค์ประกอบที่แสดงถึงผลงานของลุยนีอย่างชัดเจน และถ้าหากเทียบกับผลงานชิ้นอื่นๆ ของลุยนีแล้วจะยิ่งเห็นได้ชัดเจนว่า Salvator Mundi วาดโดยจิตรกรผู้นี้ เช่น ภาพ Christ among the Doctors

กระนั้นก็ตาม แลนดรัสเชื่อว่าดาวินชีมีส่วนร่วมกับการวาดภาพนี้ประมาณ 5-20% ส่วนที่เหลือวาดโดยลุยนี ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่อาจารย์หรือนายช่างใหญ่จะวาดภาพประเดิมให้ส่วนหนึ่ง จากนั้นให้ลูกมือวาดต่อจนแล้วเสร็จ

Drew Angerer/Getty Images

ล่าสุด AFP ยังสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะคนอื่นๆ เช่น ฌัก ฟรังค์ ที่เชี่ยวชาญเทคนิคการวาดภาพของดาวินชีโดยเฉพาะ ซึ่งเขาชี้ว่าภาพนี้มีกายวิภาคที่แย่มากและไม่สมเหตุผล อีกทั้งช่วงเวลาที่วาดยังไม่สอดคล้องกับช่วงชีวิตในเวลานั้นของดาวินชีที่กำลังยุ่งอยู่กับการวาดภาพอื่นๆ อยู่

ส่วนดาเนียล ซัลวาตอเร ชิฟเฟอร์ ผู้เชี่ยวชาญภาพของดาวินชีอีกคนหนึ่ง เชื่อว่าภาพนี้ไม่ใช่ของแท้แน่นอน เพราะเมื่อวิเคราะห์รายละเอียดแล้ว ไม่มีความเป็นดาวินชีเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งขาดจิตวิญญาณของความเป็นผลงานจากศิลปินเอกระดับโลก

เบน ลิวอิส ผู้เขียนหนังสือ The Last Leonardo เผยว่าตอนที่หอศิลป์ National Gallery ในกรุงลอนดอน นำภาพนี้ไปจัดแสดงในปี 2011 ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญ 5 คนมาวิเคราะห์ภาพ ปรากฎว่ามี 1 คนที่ไม่เชื่อว่าภาพนี้เป็นของจริง อีก 2 คนไม่แน่ใจ

พายุฤดูหนาวถล่มชิคาโกต้องยกเลิกกว่า 580 เที่ยวบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587567

  • วันที่ 28 เม.ย. 2562 เวลา 09:23 น.

พายุฤดูหนาวถล่มชิคาโกต้องยกเลิกกว่า 580 เที่ยวบิน

เกิดพายุฤดูหนาวทั้งหิมะและฝนพัดถล่มเมืองชิคาโก ส่งผลให้ต้องยกเลิกเที่ยวบินกว่า 580 เที่ยว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หิมะและฝนได้พัดถล่มย่านดาวน์ทาวน์ของเมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา โดยคาดว่าความหนาของหิมะอยู่ว่าที่ 2-5 เซนติเมตรในช่วงกลางวัน และ 5-10 เซนติเมตรในช่วงเวลากลางคืน โดยหิมะที่ตกหนักอาจส่งผลให้มีหิมะท่วมสูงถึง 20 เซนติเมตร

รายงานระบุด้วยว่า มีเที่ยวบินกว่า 580 เที่ยวถูกสั่งระงับการบิน ณ ท่าอากาศยานโอแฮร์ชิคาโก นอกจากนี้เที่ยวบิน 71% ที่เดินทางออกจากสนามบินดังกล่าวมีความล่าช้าเฉลี่ย 40 นาที เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ

ขณะที่ สำนักงานอากาศแห่งชาติสหรัฐได้ออกแถลงการณ์เตือนภัยพายุฤดูหนาวแก่ประชาชนในเขตอัปเปอร์มิดเวส ซึ่งรวมถึงรัฐอิลลินอยส์ รัฐไอโอวา และรัฐวิสคอนซิน

ภาพ เอเอฟพี

เมืองลอยน้ำ เรื่องเพ้อฝันหรือความหวังของมนุษยชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587554

  • วันที่ 28 เม.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

เมืองลอยน้ำ เรื่องเพ้อฝันหรือความหวังของมนุษยชาติ

ทั่วโลกตื่นตัวหาวิธีรับมือผลกระทบภาวะโลกร้อน

หลายคนอาจมองว่าภาวะโลกร้อนจนน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ละลายเป็นเรื่องไกลตัว แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นที่ขั้วโลกทั้งสองจะส่งผลกระทบมาถึงมนุษย์ในอีกไม่นานนี้ เมื่อน้ำแข็งละลายมากขึ้น น้ำปริมาณมหาศาลจะไหลลงมหาสมุทร ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละอย่างน้อย 3 มิลลิเมตร แต่หากน้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลายทั้งหมดน้ำทะเลจะเพิ่มสูงถึง 5 เมตร

ผลที่ตามมาคือ เกาะบางเกาะหรือบางประเทศจะจมหายไป น้ำท่วมผืนแผ่นดินใหญ่ จนมนุษย์อย่างเราๆ ไม่มีที่อยู่ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดความร่วมมือระหว่างองค์การสหประชาชาติ บริษัท โอเชียนิกซ์ (OCEANIX) สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ (MIT) สมาคม The Explorers Club และบริษัทสถาปนิก บีอาร์กเก อิงส์ กรุ๊ป พัฒนาเมืองใหม่ที่ลอยอยู่บนผิวน้ำแทนพื้นดิน เพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติในอนาคต

เมืองลอยน้ำนี้มีชื่อว่า Oceanix City ซึ่งมีลักษณะเป็นหมู่เกาะลอยน้ำ 6 เหลี่ยมที่ยึดไว้กับพื้นทะเล มีพื้นที่สำหรับประชากรราว 10,000 คน และมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการผลิตพลังงาน น้ำสะอาด และความร้อนเสร็จสรรพในตัว ทั้งยังถูกออกแบบให้คงทนต่อ น้ำท่วม สึนามิ และเฮอร์ริเคนระดับ 5 ที่ล้วนเป็นภัยธรรมชาติที่เล่นงานมนุษย์บ่อยครั้ง

บีอาร์กเก อิงส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง บีอาร์กเก อิงส์ กรุ๊ป มองว่า ภายในปี 2050 เมืองใหญ่ทั่วโลก 9 ใน 10 แห่งจะถูกน้ำท่วมจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ทะเลจึงเป็นทั้งโชคชะตาและอนาคตของมนุษยชาติ ระหว่างนี้สถาปัตยกรรมจะก้าวหน้าขึ้นๆ จนสามารถหาวิธีรับมือกับภัยธรรมชาตินี้ได้

โครงสร้างของ Oceanix City ก่อขึ้นจากหินปูนชนิดพิเศษที่เกิดจากการนำแร่ธาตุในทะเลมาทำปฏิกิริยากับกระแสไฟฟ้าที่สามารถซ่อมแซมตัวเองและแข็งแกร่งกว่าคอนกรีตถึง 3 เท่า จนสามารถทนต่อสภาพอากาศที่เลวร้าย เช่น การกัดเซาะของน้ำทะเล พายุเฮอร์ริเคน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถลอยน้ำได้

นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในชุมชนลอยน้ำ อาทิ รถยนต์ไร้คนขับ โดรนขนส่ง หรือการทำฟาร์มใต้ทะเล กรงที่ติดตั้งอยู่ด้านใต้ตัวเมืองสามารถใช้เลี้ยงหอยเชลล์หรือปลูกสาหร่ายเพื่อเป็นอาหารได้ โดยใช้ระบบอควาโปนิกส์ ที่เปลี่ยนของเสียจากปลาที่เลี้ยงไว้ให้เป็นปุ๋ยสำหรับพืชผัก

มาร์ก คอลลินส์ เฉิน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ OCEANIX เผยว่า มนุษย์สามารถอาศัยอยู่บนเมืองลอยน้ำได้อย่างกลมกลืนกับชีวิตใต้ทะเลโดยที่ไม่ทำให้ระบบนิเวศเสียหาย เป้าหมายของเขาคือการสร้างเมืองลอยน้ำที่ทุกคนสามารถเอื้อมถึง ไม่ใช่ทำขึ้นมาเฉพาะเศรษฐีกระเป๋าหนักเท่านั้น

ถือเป็นโครงการที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทยเช่นกัน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่เสี่ยงจะจมอยู่ใต้บาดาลภายใน 10-15 ปีนี้ จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโดยน้ำมือมนุษย์

ภาพ : OCEANIX CITY

อินเดียเตือนระวังภัยก่อการร้ายใน8รัฐทางตอนใต้ของประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587564

  • วันที่ 28 เม.ย. 2562 เวลา 07:50 น.

อินเดียเตือนระวังภัยก่อการร้ายใน8รัฐทางตอนใต้ของประเทศ

สื่อท้องถิ่นเผยหน่วยความมั่นคงอินเดียเตือนประชาชนระวังภัยก่อการร้ายใน 8 รัฐทางตอนใต้ของประเทศ

สื่อท้องถิ่นของอินเดียรายงานว่า หน่วยข่าวกรองและความมั่นคงในอินเดียได้ประกาศเตือนภัยก่อการร้ายใน 8 รัฐทางภาคใต้ ได้แก่ รัฐทมิฬนาฑู รัฐกรณาฏกะ รัฐปูดูเชรี รัฐเกรละ รัฐมหาราษฏระ รัฐอานธรประเทศ รัฐเตลังกานา และรัฐกัว

รายงานข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐกรณาฏกะได้แจ้งเตือนภัยดังกล่าว หลังจากที่คนขับรถในท้องถิ่นรายหนึ่งให้ข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับผู้ก่อการร้าย 19 คนในภาคใต้ของอินเดีย ซึ่งกำลังวางแผนที่จะก่อการร้ายในรัฐเหล่านี้

ก่อนหน้านี้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เกิดเหตุวางระเบิดหลายครั้งในประเทศศรีลังกา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 253 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

ภาพ เอเอฟพี

บริษัทผลิต”เลย์” ฟ้องเกษตรกรอินเดีย ละเมิดลิขสิทธิ์สายพันธุ์มันฝรั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587552

  • วันที่ 27 เม.ย. 2562 เวลา 18:46 น.

บริษัทผลิต"เลย์" ฟ้องเกษตรกรอินเดีย ละเมิดลิขสิทธิ์สายพันธุ์มันฝรั่ง

‘เป๊ปซี่ โค’ ฟ้องเกษตรกรอินเดีย ปลูกมันฝรั่งสายพันธุ์ลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต

บริษัทเป๊ปซี่ โค (PepsiCo) ผู้ผลิตมันฝรั่งอบกรอบยี่ห้อเลย์ ได้ยื่นฟ้องเกษตกรอินเดีย 9 ราย ต่อศาลในเมืองอาเมห์ดาบัด รัฐคุชราตเมื่อวันศุกร์ทีผ่านมา หลังพบว่า เกษตรกรเหล่านี้แอบปลูกและขาย มันฝรั่งสายพันธุ์FC5 ซึ่งเป็นมันฝรั่งสายพันธุ์เฉพาะที่ต้องใช้สำหรับผลิตมันของบริษัทเท่านั้น และเป๊ปซี่ โคเป็นผู้ถือสิทธิ์ขาดในสายพันธุ์นี้เพียงผู้เดียวโดยไม่ได้รับอนุญาต

รายงานระบุว่า เป๊ปซี่โค ได้ยื่นฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากบรรดาเกษตรกรอินเดียเป็นจำนวนเงิน 10 ล้านรูปีต่อคน หรือราว (4.5 ล้านบาท) เป๊ปซี่โค นับเป็นบริษัทต่างชาติรายใหญ่ที่เป็นผู้ซื้อมันฝรั่งจากเกษตกรในอินเดียใต้โครงการความร่วมมือของทั้งผู้ปลูกและบริษัท

โฆษกของบริษัทได้ระบุผ่านสำนักข่าว CBS ในสหรัฐว่า “บริษัทจำเป็นต้องใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อเป็นทางเลือกสุดท้ายในการปกป้องผลประโยชน์ให้กับเกษตรกรรายอื่นๆอีกหลายพันรายที่เข้าร่วมกับโครงการทำฟาร์มมันฝรั่งกับบรืษัท”

โดยทางเป๊ปซี่โคพยายามยื่นข้อเสนอกับเกษตรกรเหล่านี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กระบวนการทางกฎหมายด้วยการให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการทำฟาร์มมันฝรั่งกับทางบริษัท และหากพวกเขาไม่ต้องการเข้าโครงการดังกล่าว พวกเขาสามารถลงนามข้อตกลงเพื่อปลูกมันฝรั่งสายพันธุ์อื่นเพื่อส่งให้กับบริษัทได้เช่นกัน

ขณะที่บรรดานักเคลื่อนไหวและสมาชิกสหภาพเกษตรกรอินเดียราว 190 คน ได้ร่วมกันลงชื่อเพื่อเรียกร้องให้กระทรวงการเกษตรของรัฐบาลกลางอินเดียและรัฐบาลท้องถิ่นเข้ามาแทรกแซงพร้อมกดดันให้ทางเป๊ปซี่โคถอนฟ้องโดยไม่มีเงื่อนไข โดยอ้างว่าเกษตรกรอินเดียมีสิทธิ์ปลูกและขายพืชทุกชนิดตามกฎหมายคุ้มครอง

ออสเตรียไล่เช็กบิลเกรียนคีย์บอร์ด ออกกฎให้เผยตัวตนแท้จริงก่อนคอมเม้นต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587547

  • วันที่ 27 เม.ย. 2562 เวลา 18:00 น.

ออสเตรียไล่เช็กบิลเกรียนคีย์บอร์ด ออกกฎให้เผยตัวตนแท้จริงก่อนคอมเม้นต์

ต่อไปนี้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในออสเตรียต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงก่อนแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์ ป้องกันเกรียนคีย์บอร์ดใช้ถ้อยคำหยาบคายรุนแรงก่อความเดือดร้อนรำคาญให้ผู้อื่น

รัฐบาลออสเตรียเสนอร่างกฎหมาย “ความระมัดระวังและความรับผิดชอบบนเว็บไซต์” กำหนดให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเปิดเผยชื่อนามสกุลจริงและที่อยู่ให้กับผู้ให้บริการเว็บไซต์ก่อนจะแสดงความคิดเห็นใดๆ  แต่ยังสามารถใช้ชื่อสมมติโพสต์ความคิดเห็นได้ตามเดิม โดยในกรณีที่มีการทำความผิดเกิดขึ้นผู้ให้บริการเว็บไซต์จะต้องมอบข้อมูลผู้ใช้ให้กับรัฐบาล หรือเอกชนหากเป็นการหมิ่นประมาท ซึ่งจะทำให้เกรียนคีย์บอร์ดที่โจมตีหรือกลั่นแกล้งคนอื่นในโลกโซเชียลต้องรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง

ร่างกฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้กับเว็บไซต์ที่มีผู้ลงทะเบียนใช้งานมากกว่า 100,000 คน หรือมีรายได้มากกว่า 500,000 ยูโร หรือ 17.8 ล้านบาทต่อปี หรือเว็บไซต์ที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลมากกว่า 50,000 ยูโร หรือ 1.78 ล้านบาท นอกจากนี้ผู้ให้บริการเว็บไซต์ยังมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมอบให้ด้วย

หากฝ่าฝืนผู้ให้บริการอาจถูกปรับสูงถึง 500,000 ยูโร หรือ 17.8 ล้านบาท หรือ 1 ล้านยูโร หรือ 35.6 ล้านบาทหากกระทำความผิดซ้ำสอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความผิด แต่ก็มีข้อยกเว้นให้กับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ไม่ได้มีรายได้จากเนื้อหาหรือโฆษณาบนเว็บไซต์ คาดว่ากฎหมายดังกล่าวจะส่งผลกระทบกับบริษัทเจ้าของเว็บไซต์ราว 50 แห่ง รวมทั้งเฟซบุ๊คและกูเกิล

หากรัฐสภาออสเตรียอนุมัติและผ่านความเห็นชอบจากสหภาพยุโรป กฎหมายแบนผู้ใช้ออนไลน์อวตารนี้จะมีผลบังคับภายในปี 2020

อย่างไรก็ดี กฎหมายนี้ยังมีช่องโหว่ให้เห็น อาทิ การยกเว้นให้กับเว็บไซต์เล็กๆ ไม่ต้องรวบรวมข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน เนื่องจากเว็บไซต์เหล่านี้บางเว็บกลับเป็นแหล่งแสดงความคิดเห็นที่เต็มไปด้วยถ้อยคำหยาบคายรุนแรง หรือโจมตีสร้างความเข้าใจผิดในสังคม รวมทั้งเว็บไซต์ที่เคยถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ว่าปล่อยให้ใช้ถ้อยคำที่จงใจสร้างความเกลียดชัง (hate speech) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็ได้รับยกเว้นด้วย ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลปกป้องพวกพ้อง

นอกจากนี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านไอทียังกังวลเรื่องการปกป้องข้อมูลผู้ใช้  เนื่องจากการเก็บข้อมูลส่วนตัวไว้จำนวนมากย่อมมีทั้งค่าใช้จ่ายและความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงจากแฮกเกอร์ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง และการเปิดเผยตัวตนอาจเป็นอุปสรรคกับบางเว็บไซต์ อาทิ ชุมชนคนติดแอลกอฮอล์ที่ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน เป็นต้น

นอกจากออสเตรียแล้ว เยอรมนีก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่คุมเข้มการแสดงความคิดเห็นในโซเชียลมีเดีย โดยกฎหมายซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว กำหนดให้บริษัทผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม กูเกิล ยูทูบ สแนปแชท ลบเนื้อหาที่เข้าข่ายเป็น hate speech ผิดกฎหมาย หรือข่าวปลอมภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากผู้ใช้รายงานเรื่องดังกล่าว หากไม่ทำตามมีโทษปรับถึง 57 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เอาจริงเอาจังกับการใช้โซเชียลของประชาชนมากที่สุดประเทศหนึ่งทีเดียว

แน่นอนว่ากฎหมายสุดเข้มของเยอรมนีย่อมตามมาด้วยความไม่พอใจของประชาชนที่มองว่าเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเช่นเดียวกับที่ออสเตรีย แต่อย่าลืมว่าเมื่อมีสิทธิแล้วผู้ใช้อินเทอร์เน็ตก็ย่อมต้องมีหน้าที่ในการเคารพสิทธิหรือชื่อเสียงของคนอื่นเช่นกัน

“เอเลี่ยนต่างดาวแฝงตัวอยู่ในหมู่มวลมนุษย์แล้ว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587548

  • วันที่ 27 เม.ย. 2562 เวลา 17:24 น.

"เอเลี่ยนต่างดาวแฝงตัวอยู่ในหมู่มวลมนุษย์แล้ว"

อาจารย์ออกซ์ฟอร์ดอ้าง มนุษย์ต่างดาวได้ขยายพันธุ์กับมนุษย์แล้ว และกำลังเดินแฝงตัวบนโลกเพื่อช่วยมนุษยชาติ

ยอง เฮ-ชี (Young-hae Chi) อาจารย์ด้านตะวันออกศึกษา (Oxford’s Oriental Institute) แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในอังกฤษได้กล่าวบรรยายพิเศษในการประชุม Ammach Conference เมื่อปี 2012 ภายใต้หัวข้อเรื่อง “การถูกเอเลี่ยนลักพาตัว และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม” โดยตอนหนึ่ง อาจารย์ชี ได้กล่าวว่า “เขาเชื่อว่าขณะนี้มนุษย์ต่างดาวได้ทำการผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์กับมนุษย์แล้ว เพื่อสร้างสายพันธุ์ลูกผสมรุ่นที่สองเพื่อช่วยปกป้องมนุษย์โลก จากการปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

 

เขาเชื่อว่าสายพันธุ์ผสมระหว่างมนุษย์กับเอเลี่ยนขณะนี้อาจแฝงตัวและกำลังเดินอยู่รอบตัวเราก็เป็นได้

ศ.ชียังระบุอีกว่า ลูกผสมระหว่างมนุษย์กับเอเลี่ยนนี้จะมีสติปัญญาที่เหนือกว่ามนุษย์โดยทั่วไป และมียีนส์ชนิดพิเศษที่สามารถต้านทานโรคต่างๆที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตรวมถึงปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมที่จะส่งผลกระทบต่อมนุษย์(แบบปกติ) และสร้างผู้นำที่ฉลาดรุ่นต่อไปในอนาคตด้วย

อาจารย์ชาวเกาหลีผู้นี้ยังอ้างอีกว่า มนุษย์ทั่วไปไม่สามารถมองเห็น สัมผัสหรือแยกแยะได้ว่าผู้ใดคือสายพันธุ์รุ่นที่สอง เนื่องจากมนุษย์ปกติถูกปิดกั้นการรับรู้จากอวัยวะของมนุษย์เอง รวมถึงยังไม่มีสติปัญญาที่สูงพอจะสัมผัสได้

 

 

ศ.ชี ยังเชื่ออีกว่า เอเลี่ยนสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทคือ จำพวกมีเกล็ด จำพวกคล้ายแมลง จำพวกตัวเล็ก และจำพวกตัวสูงหัวโต

แม้จะผ่านมาหลายปีแล้วความเชื่อมั่นในทฤษฎีของศ.ชี ยังคงไม่สิ้นสุด โดยเมื่อเดือนเมษายนปี 2018 ที่ผ่านมา ศ.ชีพยายามยื่นเสนอเพื่อให้ได้ขึ้นกล่าวที่สมาคมโต้วาที The Oxford Union เพื่อตอบโต้ข้อวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณะ แต่ก็ถูกทางสมาคมปฏิเสธ ล่าสุดเขากำลังจะออกหนังสือที่อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับทฤษฎีที่เขาเคยกล่าวเมื่อปี 2012 ในชื่อหนังสือที่แปลได้ว่า การมาเยือนของเอเลี่ยนต่างดาว และจุดจบของมนุษยชาติ

สุดท้าย ศ.ชี ยังคงยืนกรานมาตั้งแต่ปี 2012 ว่าเขาจะมุ่งมั่นหาหลักฐานที่พิสูจน์ว่าเอเลี่ยนค่อยช่วยเหลือโลกให้พ้นภัยตามที่เขาอ้าง

พบมีดปริศนาวางใกล้โต๊ะเรียนเจ้าชายฮิซาฮิโตะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587543

  • วันที่ 27 เม.ย. 2562 เวลา 15:54 น.

พบมีดปริศนาวางใกล้โต๊ะเรียนเจ้าชายฮิซาฮิโตะ

ตำรวจญี่ปุ่นล่าตัวคนร้าย หลังพบมีดปริศนาสองเล่มวางใกล้โต๊ะเรียนในโรงเรียนมัธยมต้นที่เจ้าชายฮิซาฮิโตะทรงศึกษาอยู่

เจแปนไทม์รายงานว่า เจ้าหน้าตำรวจนครบาลกรุงโตเกียวเปิดเผยในวันนี้ว่า พบมีดสองเล่มถูกวางอยู่ใกล้โต๊ะทรงพระอักษรของเจ้าชายฮิซาฮิโตะ ในโรงเรียนมัธยมต้นที่พระองค์ทรงศึกษาอยู่ โดยภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่ามีชายต้องสงสัยสองคนเข้าไปในโรงเรียนมัธยมต้นแห่งมหาวิทยาลัยโอฉะโนมิ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่พระองค์ศึกษาอยู่ในช่วงเที่ยงของวันศุกร์(26 เมษายน)ที่ผ่านมา

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ที่ญี่ปุ่นจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่

สำหรับเจ้าชายฮิซาฮิโตะวัย 12 ชันษา เป็นพระโอรสในเจ้าชายฟูมิฮิโตะ เจ้าอากิชิโนะ และเป็นพระราชนัดดาในสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ซึ่งกำลังจะสละราชย์สมบัติในเดือนพฤษภาคมนี้ ก่อนที่หลังจากนั้นพระบิดาของพระองค์คือเจ้าชายฟูมิฮิโตะ เจ้าอากิชิโนะ ซึ่งเป็นพระอนุชาในเจ้าชายนารูฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น ที่ทรงเตรียมจะเข้าพิธีบรมราชาภิเษก โดยเจ้าชายฟูมิฮิโตะจะทรงเป็นมกุฎราชกุมาร และเจ้าชายฮิซาฮิโตะจะทรงเป็นพระรัชทายาทลำดับที่สองของราชวงศ์ญี่ปุ่น

 

ผอ.เอฟบีไอเตือน รัสเซียอาจจุ้นเลือกตั้งผู้นำสหรัฐปี 2020

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587541

  • วันที่ 27 เม.ย. 2562 เวลา 14:48 น.

ผอ.เอฟบีไอเตือน รัสเซียอาจจุ้นเลือกตั้งผู้นำสหรัฐปี 2020

เอฟบีไอเตือน รัสเซียอาจเตรียมแทรกแซงเลือกตั้งผู้นำสหรัฐในปีหน้า ด้วยการสร้างข่าวปลอมหวังแบ่งแยกชาวอเมริกัน

นายคริสโตเฟอร์ เรย์ ผู้อำนวยการสำนักสอบสวนกลางสหรัฐ หรือ FBI ได้กล่าวภายในงาน Council on Foreign Relations (CFR) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตันดี.ซี. โดยตอนหนึ่งได้กล่าวถึงประเด็นด้านภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2020 จากต่างชาติโดยเฉพาะรัสเซีย

นายเรย์กล่าวว่า พบหลักฐานที่เชื่อได้ว่ารัสเซียพยายามทำการแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2016 และการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐเมื่อปี 2018 ที่ผานมา และเขาค่อนข้างเชื่อมั่นว่ารัสเซียมีแผนจะกระทำการบางอย่างต่อสหรัฐในปีหน้าเช่นกัน

“สิ่งที่จะเป็นเป้าการโจมตีอย่างไม่ลดละคือการใช้โซเชียลมีเดีย โดยการปล่อยข่าวปลอมโฆษณาชวนเชื่อ และข้อมูลผิดๆเพื่อปั่นกระแสความไม่พอใจให้เกิดกับชาวอเมริกัน ”

“หน่วยข่าวกรองรัสเซียกำลังใช้ความพยามยามอย่างยิ่งยวดในการทำลายความบาดหมาง และความศรัทธาต่อระบบประชาธิปไตยในหมู่ชาวอเมริกัน”

“เรื่องนี้ไม่เป็นเพียงแค่ภัยคุกคามเฉพาะช่วงเลือกตั้ง แต่มันจะกลายเป็นภัยคุกคามตลอด 365 วันอย่างแน่นอน”

ออสเตรเลียเตรียมโปรยไส้กรอกผสมยาเบื่อ กำจัดแมวจร 2 ล้านตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587525

  • วันที่ 27 เม.ย. 2562 เวลา 12:09 น.

ออสเตรเลียเตรียมโปรยไส้กรอกผสมยาเบื่อ กำจัดแมวจร 2 ล้านตัว

ออสเตรเลียเตรียมควบคุมประชากรแมวจรจัดนับล้าน ด้วยการโปรยไส้กรอกผสมยาเบื่อ หวังรักษาสิ่งมีชีวิตเจ้าถิ่น

หลังจากที่ทางการออสเตรเลียประกาศสงครามกับสัตว์จำพวกแมวขนาดเล็กและแมวจรจัดที่อาศัยตามธรรมชาติมาตั้งแต่ปี 2017 เนื่องจากพบว่าการเพิ่มประชากรอย่างรวดเร็วของพวกมันกำลังส่งผลกระทบต่อสมดุลทางระบบนิเวศ โดยเฉพาะกับบรรดาสิ่งมีชีวิตเจ้าถิ่น (native species) ล่าสุดทางรัฐบาลออสเตรเลียสามารถหาวิธีกำจัดแมวจรจัดเหล่านี้ได้แล้วด้วยวิธีการใช้เครื่องบินโปรยไส้กรอกผสมยาเบื่อทางอากาศ

ออสเตรเลียตั้งเป้ากำจัดแมรจรจัดเหล่านี้ให้ได้อย่างน้อยราว 2 ล้านตัวภายในปี 2020 ในพื้นที่เป้าหมายราว 10 ล้านเฮกเตอร์

 

 

วิธีการดังกล่าวได้สร้างเสียงวิจารณ์อย่างหนักหน่วยจากบรรดากลุ่มพิทักษ์สัตว์ ซึ่งบอกว่าวิธีการดังกล่าวไม่ได้คำตอบสุดท้ายในการควบคุมประชากรแมว แต่ควรใช้วิธีทำหมันแทน

รายงานจากสื่อออสเตรเลียระบุว่า บรรดาแมวจรจัดถือเป็นสัตว์ต่างถิ่นที่กำลังคุกคามสัตว์ประจำถิ่นบนทวีปออสเตรเลียอย่างมาก โดยพบว่าในแต่ละปีแมวเหล่านี้จะฆ่านกสายพันธุ์ท้องถิ่นราว 337 ล้านตัว และสัตว์เลื้อยคลานราว 649 ล้านตัว หรือเชื่อกันว่าในหนึ่งวันแมวจะฆ่านกสายพันธุ์พื้นเมืองเฉลี่ยราว 1 ล้านตัว และอีกสัตว์เลื้อยคลานสายพันธุ์พื้นเมืองอีกกว่า 1.7 ล้านตัวต่อวัน ตามข้อมูลของกระทรวงสิ่งแวดล้อม

 

สารพิษที่ถูกผสมลงในไส้กรอกซึ่งทำมาจากเนื้อจิงโจ้ผสมไก่บดนั้นสามารถทำให้พวกมันตายได้ในไม่กี่นาทีโดยพิษเหล่านี้จะทำมาจากพืชสายพันธุ์ท้องถิ่นซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ประจำถิ่นเนื่องจากพวกมันมีภูมิคุ้มกันพิษเฉพาะตัวที่แมวไม่มี เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเผย

ทำไมออสเตรเลียจึงต้องประกาศสงครามกับแมว

ทวีปออสเตรเลียเป็นพื้นที่ที่มีความโด่นทางด้านภูมิศาสตร์จากแห่งอื่นๆบนโลก มีลักษณะที่เฉพาะตัวทางด้านชีววิทยา ตามประวัติศาสตร์ของออสเตรเลียพบว่าแมวซึ่งเป็น aliens species ได้ขึ้นฝั่งออสเตรเลียในช่วงศตวรรษที่ 17 พร้อมกับการเข้ามาของคนผิวขาว

 

 

นับตั้งแต่นั้นพลเมืองแมวได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยพบว่าแมวได้แพร่พันธุ์ไปมากกว่า 99.8%ทั่วประเทศ และพบว่าแมวหลายสายพันธุ์ที่อาศัยตามธรรมชาติมีความดุร้ายเพิ่มขึ้นจากการปรับตัวและพัฒนาการตามสัญชาตญาณนักล่าเพื่อความอยู่รอด

ซึ่งปัญหาประชากรแมวนี้นอกจากออสเตรเลียแล้ว นิวซีแลนด์ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน

Gregory Andrews คณะกรรมาธิการด้านควบคุมสัตว์ต่างถิ่นระบุว่า นับตั้งแต่ที่ชาวยุโรปเขามาในออสเตรเลียพร้อมกับแมว พวกมันทำให้สัตว์ท้องถิ่นสูญพันธุ์ไปแล้วกว่า 20 สายพันธุ์ สอดคล้องกับ John Woinarski ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยา ที่มหาวิทยาลัยชาร์ลส์ดาร์วิน ระบุว่าผ่านสื่อในท้องถิ่นว่า นับตั้งแต่ที่ชาวยุโรปผิวขาวมาตั้งรกรากในออสเตรเลีย แมวเหล่านี้ได้ส่งผลให้สัตว์ท้องถิ่นกว่า 34 สายพันธุ์ต้องได้รับผลกระทบจนถึงขั้นเสี่ยงสูญพันธุ์เช่น วอมแบท หรือ โคอาล่า ซึ่งในสัตว์บางสายพันธุ์นั้นพบว่ามีส่วนช่วยให้พื้นดินกลับมาอุดมสมบูรณ์ และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่รักษาสมดุลตามระบบนิเวศอันเป็นเอกลักษณ์ของออสเตรเลีย

ข้อถกเถียงที่ไม่สิ้นสุด

ไอเดียการกำจัดแมวต่างถิ่นเหล่านี้มาจากอดีตรัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมนาย Greg Hunt ด้วยงบประมาณจำนวน 5ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งแน่นอนว่านโยบายการกำจัดสัตว์ขนฟูหน้าตาน่ารักเหล่านี้ ย่อมทำให้บรรดาทาสแมวและกลุ่มพิทักษ์สัตว์ไม่พอใจอย่าวมาก

นโยบายกำจัดแมวนี้รัฐบาลออสเตรเลียต้องมีแผนมาตั้งแต่ปี 2015 แล้ว แต่ได้รับเสียงวิจารณ์และยื่นคำคัดค้านจากบรรดาองค์กรพิทักษ์สัตว์ ซึ่งที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้หาวิธีการทุกรูปแบบในการควบคุมประชากรแมวทั้งการปล่อยสัตว์ที่เป็นศัตรูกับแมวเพื่อให้ธรรมชาติควบคุมกันเอง หรือแม้แต่การควบคุมพื้นที่อยู่อาศัยพวกมันให้อยู่ในวงจำกัด ก่อนที่จะจับพวกมันทำหมัน แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ลดการเพิ่มจำนวนประชากรแมวเหล่านี้ได้

 

 

ในบางพื้นที่ของประเทศอย่างทางเหนือของรัฐควีนส์แลนด์ ทางการถึงกับตั้งค่าหัวให้ผู้ที่ล่าแมวเหล่านี้ได้เป็นเงิน 10 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 220 บาท) ต่อแมวหนึ่งตัว

ทั้งนี้ ออสเตรเลียเคยทำสงครามกับสัตว์มาแล้วหลายชนิดทั้งสงครามล่านกอีมู และสงครามควบคุมหมาป่าดิงโกแต่ก็ไม่สามารถควบคุมประชากรสัตว์เหล่านี้ได้อย่างแท้จริง