ไขทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับการสละราชย์ครั้งประวัติศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587735

  • วันที่ 30 เม.ย. 2562 เวลา 08:10 น.

ไขทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับการสละราชย์ครั้งประวัติศาสตร์

มีคำถามมากมายเกี่ยวกับงานพระราชพิธีครั้งประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก โพสต์ทูเดย์และสำนักข่าว AP จึงจัดทำคำถาม-คำตอบข้อสงสัยพื้นฐาน เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนรัชกาลในประเทศญี่ปุ่นโดยสังเขป

1. ถาม – ทำไมสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะจึงสละราชบัลลังก์ และแตกต่างจากการสืบทอดตามปกติอย่างไร?

ตอบ – สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงกังวลเรื่องพระพลานามัยที่อ่อนแอลง โดยในเดือนสิงหาคม 2559 ทรงมีพระราชดำริที่จะสละราชสมบัติในขณะที่พระองค์ยังมีพระพลานามัยที่แข็งแรง และยังสามารถปฏิบัติพระราชภารกิจอื่นๆ ได้ ซึ่งทรงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้นในทันที ปูทางให้รัฐบาลดำเนินการตามพระราชประสงค์ในที่สุด

ตามกฎมณเฑียรบาลของญี่ปุ่นไม่มีบทบัญญัติในเรื่องการสละราชสมบัติโดยจักรพรรดิที่กำลังครองราชย์ และระบุถึงการสืบทอดราชบัลลังก์หลังสวรรคตเท่านั้น รัฐบาลจึงออกกฎหมายเฉพาะกาลเพื่อรองรับการสละราชสมบัติครั้งแรกในรอบ 200 ปี ผู้เชี่ยวชาญเรื่องราชวงศ์ญี่ปุ่นเผยกับ AP ว่าสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงต้องการให้สาธารณชนรับทราบความเป็นไปขององค์พระประมุขอยู่เสมอ เพื่อที่สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์จะไม่ถูกปิดกั้นและถูกนำใช้เพื่อหวังผลทางการเมืองเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นพระราชบิดา คือสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ในขณะผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองบางรายชี้ว่า ทรงสละราชย์ก็เพื่อทำให้สืบทอดราชสมบัติไปสู่พระราชโอรสเป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากการสละราชสมบัติซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ในยุคปัจจุบันแล้ว พระองค์ยังทรงริเริ่มธรรมเนียมใหม่ๆ ด้วย นั่นคือ ทรงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิองค์แรกที่เสกสมรสกับสามัญชน คือจักรพรรดินีมิชิโกะ และยังทรงตัดสินพระทัยที่จะรับการถวายพระเพลิงพระบรมศพเมื่อสวรรคตแล้ว แทนที่จะใช้วิธีการฝังพระศพตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติมาตลอดนับพันปีที่ผ่านมา

AFP

2. ถาม – ใครเป็นรัชทายาทลำดับต่อไป และมีพระองค์ใดบ้าง

ตอบ – ผู้สืบทอดคือ มกุฏราชกุมารนะรุฮิโตะ ซึ่งจะทรงขึ้นครองบัลลังก์เบญจมาศในวันพุธ ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์โต จากทั้งหมด 2 พระองค์ของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ เจ้าชายนะรุฮิโตะทรงเป็นนักดนตรีและนักเดินทางตัวยง ปัจจุบันทรงมีพระชนมายุ 59 พรรษา ทรงผ่านศึกษาที่อ็อกซ์ฟอร์ดเป็นเวลา 2 ปี หลังจากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยงักกุชูอิน ซึ่งในสมัยก่อนเคยเป็นสถาบันของชนชั้นสูง โดยทรงเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับระบบการขนส่งแม่น้ำเทมส์ในศตวรรษที่ 18 ส่วนพระชายาคือเจ้าหญิงมาซาโกะ ทรงเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและอดีตนักการทูต  ในเวลานี้พระวรกายเพิ่งจะฟื้นคืนกลับมาดีดังเดิม เนื่องจากเจ้าหญิงทรงประชวรเพราะความเครียดหลังจากมีพระประสูติกาลพระราชธิดา คือเจ้าหญิงไอโกะ โดยที่ทรงไม่มีพระโอรส

เจ้าหญิงไอโกะมีพระชนมายุ 17 พรรษา แต่ตามกฎมณเฑียรบาลแล้วจะทรงสืบราชสมบัติไม่ได้เพราะเป็นสตรี ดังนั้นสายการสืบทอดจึงตกไปสู่เจ้าชายฟุมิฮิโตะพระอนุชาของมกุฏราชกุมารนะรุฮิโตะ และตามด้วยเจ้าชายฮิซาฮิโตะ พระชนมายุ 12 พรรรษา ซึ่งเป็นพระโอรสของเจ้าชายฟุมิฮิโตะ และเจ้าชายมาซาฮิโตะ เป็นลำดับสุดท้ายในลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ญี่ปุ่น แต่พระองค์มีพระชนมายุมากแล้ว โดยทรงเป็นพระอนุชาในสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ดังนั้นในทางปฏิบัติหลังจากวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ญี่ปุ่นจะเหลือลำดับการสืบราชสันตติวงศ์เพียง 2 พระองค์เท่านั้น 

ทั้งนี้ มีการหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงกฎมณเฑียรบาลเพื่ออนุญาตให้ผู้หญิงสืบทอดบัลลังก์ แต่ประเด็นนี้ตกไปหลังจากการประสูติของเจ้าชายฮิซาฮิโตะ ทว่าคงจะมีการหารือเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎอย่างแน่นอนในอนาคต โดยการสละราชสมบัติของพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของราชวงศ์ เพราะขาดรัชทายาทที่เป็นชาย ญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงให้การสนับสนุนการสืบทอดตำแหน่งโดยสตรี แม้จะมีการต่อต้านจากพรรคอนุรักษ์นิยมในรัฐบาลและกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาที่ต้องการให้ราชวงศ์เป็นแบบอย่างสำหรับสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่

AFP

3. ถาม – กระบวนการในการสละราชสมบัติมีอะไรบ้าง?

ตอบ – พระจักรพรรดิอากิฮิโตะจะประกาศการสละราชสมบัติระหว่างงานพระราชพิธีช่วงในเย็นของวันอังคาร แต่ในทางเทคนิคแล้วพระองค์จะยังคงเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิจนถึงเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 30 เมษายน หลังจากนั้นรัชสมัยเฮเซจะสิ้นสุดลง และเริ่มต้นรัชกาลของมกุฏราชกุมารนะรุฮิโตะ และรัชสมัยเรวะ ต่อมาในเช้าวันพุธที่ 1 พฤษภาคม สมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่จะทรงประกอบพิธีครั้งแรก โดยจะทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ คือดาบคุซานางิ คันฉ่องสำริด และอัญมณี เพื่อยืนยันสถานะองค์พระประมุขที่สืบทอดมาไม่ขาดช่วงตลอดกว่า 2,000 ปี แต่นอกเหนือจากเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจะมีพระราชวงศ์ชายชั้นผู้ใหญ่เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมพิธี ซึ่งเป็นขนบโบราณที่รัฐบาลยังคงยึดถือ แม้สาธารณชนจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องพิธีกรรมที่ทำอย่างปกปิดนี้ก็ตาม

ทั้งนี้ จะมีการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่พระราชวังหลวง รวมถึงควบคุมการจราจรในบริเวณโดยรอบอย่างเข้มงวด แม้พิธีการจะเป็นงานเฉพาะสำหรับข้าราชการและพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ แต่ประชนชาวญี่ปุ่นทั่วประเทศก็จะร่วมกันเฉลิมฉลองกันอย่างครึกครื้น หลังจากนี้ สมเด็จพระจักรพรรดิองค์ใหม่จะทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม  โดยมีพระราชอาคันตุกะจากทั่วโลกมาร่วมเป็นสักขีพยาน

AFP

4. ถาม – สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะจะทรงทำอะไรหลังจากสละราชสมบัติ?

ตอบ – พระจักรพรรดิอากิฮิโตะจะทรงดำรงพระอิสริยยศใหม่คือ ไดโจเทนโน แปลตรงตัวหมายความว่า สมเด็จพระจักรพรรดิใหญ่ (ภาษาอังกฤษคือ Emperor Emeritus ภาษาไทยเรียกว่า พระเจ้าหลวง) แต่จะมิได้ดำรงตำแหน่งองค์พระประมุขอย่างเป็นทางการ และจะไม่มีพระราชอำนาจในการลงพระปรมาภิไธยในเอกสารราชการ หรือรับรองพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศอีกต่อไป รวมถึงจะไม่ทรงเข้าร่วมกิจกรรมของรัฐบาล หรือประกอบพิธีกรรมในวัง พระองค์จะไม่เข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระราชโอรส และจะทรงปลีกพระองค์จากงานสาธารณะโดยสิ้นเชิง

กิจกรรมของพระองค์หลังจากนี้ จะเป็นเรื่องส่วนพระองค์อย่างที่สุด เพื่อมิให้ก้าวก่ายพระราชภารกิจของสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ คาดว่าหลังจากนี้สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะจะทรงพักผ่อนด้วยการเสด็จไปเยือนไปพิพิธภัณฑ์และงานแสดงคอนเสิร์ตต่างๆ หรือใช้เวลาในการวิจัยปลาบู่ที่พระราชฐานริมทะเล หลังจากการสละราชสมบัติ องค์ไดโจเทนโนและและอดีตพระจักรพรรดินี จะย้ายไปประทับที่ตำหนักชั่วคราว ก่อนที่จะเปลี่ยนสถานที่ประทับสลับกับพระราชโอรสในที่สุด หลังจากการปรับปรุงพระราชฐานแล้วเสร็จ

Avengers เผด็จศึกบ็อกซ์ออฟฟิศ ทุบสถิติรายได้สูงสุดทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587745

  • วันที่ 29 เม.ย. 2562 เวลา 19:58 น.

Avengers เผด็จศึกบ็อกซ์ออฟฟิศ ทุบสถิติรายได้สูงสุดทั่วโลก

Avengers: Endgame  ภาพยนต์ที่ทุกคนกำลังพูดถึง (และห้ามสปอยล์เด็ดขาด) สร้างสถิติด้วยการเป็นภาพยนนต์ที่ทำรายได้มากว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐในระยะเวลารวดเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยใช้เวลาเพียง 5 วันเท่านั้น และล่าสุดมีรายได้จากการฉายทั่วโลกถึง 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนเจ้าของสถิติเดิมที่ถูกทำลายไปก็ไม่ใช่ใครอื่น เพราะคือภาพยนนต์เรื่อง Avengers: Infinity War ภาคก่อนหน้านี้ที่ออกฉายปีที่แล้ว ทำสถิติโลกที่ 640 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าสูงมากแต่ในที่สุดก็ถูกโค่นลงด้วยภาคต่อ

ไม่เฉพาะสถิติโลกเท่านั้นที่ถูกบดขยี้โดย Endgame แต่สถิติการฉายในประเทศต่างๆ ยังถูกเซ็ตขึ้นมาใหม่ด้วย นั่นคือการเป็นภาพยนต์ที่ทำรายได้สูงสุดในการฉายช่วงแรกที่สหรัฐ ที่สหราชอาณาจักร และที่ไอร์แลนด์ รวมแล้ว Endgame ได้สร้างหน้าประวัติศาสตร์ของวงการการฉายหนังขึ้นมาใหม่ใน 44 ประเทศทั่วโลก

ส่วนภูมิภาคที่ทำรายได้มากที่สุด คือเอเชียแปซิฟิกถึง 545 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงประเทศไทยด้วย

แต่แนวโน้มที่ร้อนแรงนี้อาจจะไม่ซาลงง่ายๆ เพราะจากการสำรวจโดย PostTrak พบว่ามีผู้ชมถึง 3 จาก 10 คนที่บอกว่าจะกลับไปดูซ้ำในโรง

จอห์น ไฟเธียน ซีอีโอของสถาบัน National Association of Theatre Owners บอกกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการการฉายภาพยนต์เลยก็ว่าได้

 

ภาพปกโดย Photo by Frederic J. BROWN / AFP

พลังแห่งจ้าวโลก วาดปุ๊บซ่อมถนนทันตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587725

  • วันที่ 29 เม.ย. 2562 เวลา 18:06 น.

พลังแห่งจ้าวโลก วาดปุ๊บซ่อมถนนทันตา

ปัญหาถนนเป็นหลุมเป็นบ่อไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ได้มีเฉพาะประเทศไทยแม้แต่ที่อังกฤษก็ยังเจอ เช่นที่เมืองมิดเดิลสโบรห์ ที่มีถนนหลายสายเป็นหลุมเป็นบ่อเป็นอุปสรรคต่อการสัญจร ชาวเมืองรอให้ทางการท้องถิ่นซ่อม แต่ผ่านมาเป็นปีก็ยังไม่ขยับ

จนกระทั่งวันหนึ่ง มีมือมืดออกแก้ปัญหาแบบบ้าระห่ำ ด้วยการใช้สีสเปรย์วาดรูปจ้าวโลกเป็นวงตามหลุมตามถนนเส้นต่างๆ ในย่านแอคแลมมันเสียเลยเมื่อต้นสัปดาห์นี้

หลังจากปรากฎรูปจ้าวโลกเต็มถนนไปหมด ทางการท้องถิ่นถึงกับเต้น ต้องรีบออกมาซ่อมหลุมบ่อแถบแอคแลม โดยแถลงว่าในทันทีที่ทราบว่ามีหลุมก็จัดการซ่อมแซมในทันที แต่ไม่ได้ระบุถึงภาพเจ้าปัญหาที่กำลังเป็นข่าวดัง ซึ่งถ้าเชื่อตามแถลงการณ์ ก็หมายความว่าถ้าไม่มีใครเล่นพิเรนทร์แบบนี้ ทางการท้องถิ่นก็จะยังไม่รู้ว่าถนนมีปัญหา

ถนนที่ซ่อมเสร็จแล้วหลังถูกประจาน ภาพจาก BRAD NICHOLSON

แบรด นิโคลสัน ชาวมิดเดิลสโบรห์บอกกับสำนักข่าว BBC ว่า หลุมบ่อเริ่มเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน และเริ่มเป็นอุปสรรคต่อการสัญจรไปมาเมื่อปีที่แล้ว แต่ไม่มีใครซ่อมมาเป็นปี ทันทีที่มีรูปจ้าวโลก ถนนก็ซ่อมเสร็จราวกับปาฏิหาริย์ เจ้าตัวถึงกับบอกว่า “นี่คือพลังแห่งของลับ” พร้อมกับถ่ายภาพไว้และโพสต์ในเฟซบุ๊ค

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พลังแห่งของลับท่านชายสำแดงเดชจนทำให้ทางการท้องถิ่นต้องขยับ เพราะเมื่อต้นปีนี้ที่มณฑลเอสเซกซ์ ประเทศอังกฤษ มีคนวาดรูปอวัยวะเพศชายตามหลุมบนถนนมาแล้ว และทำให้ถนนถูกซ่อมอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น

และเมื่อปี 2015 มีมือดีวาดรูปจ้าวโลกตามหลุมบนถนนในเมืองแมนเชสเตอร์ หลังจากนักปั่นจักรยานประสบอุบัติเหตุจากพื้นถนนไม่เรียบ

ผลสำรวจชี้คนญี่ปุ่นรู้สึกด้านบวกสถาบันกษัตริย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587712

  • วันที่ 29 เม.ย. 2562 เวลา 16:44 น.

ผลสำรวจชี้คนญี่ปุ่นรู้สึกด้านบวกสถาบันกษัตริย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

งานพระราชพิธีสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะในวันที่ 30 เมษายน รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศให้เป็นวันหยุดต่อเนื่องกับช่วงสัปดาห์ทอง หรือช่วงวันหยุดยาวเดือนพฤษภาคม ทำให้มนุษย์เงินเดือนชาวญี่ปุ่นมีวันหยุดเป็นประวัติการณ์ถึง 10 วันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันเสาร์ที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา

แต่ชาวญี่ปุ่นที่ทุ่มเทกับงานเท่าชีวิตกลับไม่รู้สึกยินดีที่ต้องหยุดยาวถึง 10 วัน โดยก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุน ทำการสำรวจความเห็นของประชาชน พบว่า 45% รู้สึกไม่พอใจที่ต้องหยุดยาว จากการสัมภาษณ์ชาวญี่ปุ่นบางส่วนโดยสำนักข่าว AFP พบว่า สาเหตุของความไม่พอใจมาจากการ เตรียมจัดการกับตารางชีวิตไม่ทัน หรือบางคนต้องรับหน้าที่เพิ่มในช่วงที่คนอื่นหยุดงาน

อย่างไรก็ตาม แม้ประชาชนจะหงุดหงิดเพราะหยุดยาว แต่จากผลการสำรวจจากสถานีโทรทัศน์ NHK พบว่าเกือบจะไม่มีประชาชนชาวญี่ปุ่นคนใดเลยที่รู้สึกไม่ดีต่อสมเด็จพระจักรพรรดิ และส่วนใหญ่ให้ความเคารพพระองค์ โดยกระแสความรู้สึกด้านบวกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ปรับเพิ่มขึ้นทุกปี นับตั้งแต่การสำรวจโดย NHK เมื่อปี 2003

ทาเคชิ ฮาระ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเปิดแห่งญี่ปุ่น (Open University of Japan) กล่าวว่าความรู้สึกเคารพและสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ ส่วนใหญ่เกิดจากความประทับใจที่สมเด็จพระจักรพรรดิและพระจักรพรรดินีทรงปฏิบัติพระราชภารกิจที่เกี่ยวกับสวัสดิภาพชีวิตของบรรดาพสกนิกร

“ความสนพระทัยต่อผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของภัยพิบัติทางธรรมชาติ ผู้ที่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากนักการเมืองในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้ทำให้สถาบันได้รับการสนับสนุนจากประชาชน” ฮาระ กล่าวกับ AFP

นอกจากนี้ ฮาระยังชี้ว่าการที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงพบรักกับสามัญชน และเป็นรักแรกพบของพระองค์ คือพระจักรพรรดินีมิชิโกะ จนกลายเป็นการเสกสมรสที่เกิดจากความรักแรกพบครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ยิ่งมีส่วนเพิ่มความนิยมในพระองค์มากขึ้น

ขณะที่ ฮิเดโอะ ซึโบอิ จากศูนย์วิจัยระหว่างประเทศด้านญี่ปุ่นศึกษา (International Research Center for Japanese Studies) ที่เกียวโตกล่าวว่า หนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้ความนิยมของประชาชนต่อสมเด็จพระจักรพรรดิเพิ่มขึ้น เพราะพระองค์ตระหนักถึงความรับผิดชอบของคนรุ่นหลังสงคราม ในอันที่จะสะท้อนความโหดร้ายในช่วงสงครามของญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจของ NHK ยังพบว่า มีประชาชน 22% ที่เห็นต่างเกี่ยวกับความนิยมต่อสถาบัน นอกจากนี้ยังมีประชาชนอีก 200 คน ยื่นคำร้องคัดค้านการนำภาษีไปจัดงานพระราชพิธี

แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายก็คือ มีสมาชิกในราชวงศ์สนับสนุนท่าทีคัดค้านการนำภาษีประชาชนมาใช้ในงานพระราชพิธีด้วย คือเจ้าชายฟุมิฮิโตะซึ่งจะทรงกลายเป็นรัชทายาทลำดับต่อไปหลังจากที่พระเชษฐาทรงครองราชสมบัติ โดยเจ้าชายฟุมิฮิโตะทรงชี้ว่า งานพระราชพิธีเป็นงานเชิงศาสนา ไม่ควรนำงบประมาณจากภาษีมาใช้

ภาพหน้าปก Photo by Toshifumi KITAMURA / AFP

อย่าคิดว่าเด็กไร้เดียงสา แค่ดูตาก็รู้ใจผู้ใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587655

  • วันที่ 29 เม.ย. 2562 เวลา 14:00 น.

อย่าคิดว่าเด็กไร้เดียงสา แค่ดูตาก็รู้ใจผู้ใหญ่

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เปิดเผยผลการศึกษาพ์ในวารสาร Developmental Psychology ระบุว่า เด็กๆ สามารถตัดสินใจได้ว่าบุคคลที่อยู่ตรงหน้าเป็นคนแบบไหน และควรจะแสดงท่าทีอย่างไรกับคนๆ นั้น

ผู้วิจัยได้นำเด็ก 99 คนที่มีอายุ 3 ถึง 11 ปี แล้วให้ดูภาพถ่ายใบหน้าผู้ชายจำนวนหนึ่งที่ได้รับการปรับแต่งด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อให้มีการแสดงอาการต่างๆ กัน เช่นใบหน้าที่ดูน่าเชื่อถือ หรือไม่น่าไว้วางใจ โดยลักษณะเหล่านี้จะแสดงออกมาผ่านสายตา การลักษณะของริมฝีปาก ไม่ใช่การปั้นสีหน้าอย่างชัดเจน

เช่น ถ้าเป็นคนที่ไว้ใจได้ จะมีแววตาที่ผ่อนคลาย แต่ถ้าไม้ใจไม่ได้สายตาจะจ้องเขม็ง

ถ้าเป็นคนที่วางอำนาจ ริมฝีปากจะเม้มเล็กน้อยเหมือนคนกำลังโกรธ ส่วนคนที่ยอมคนอื่น คิ้วจะยกขึ้นและปากผ่อนคลายเล็กน้อย

ขณะคนที่มีศักยภาพ จะมีแววตาที่จับจ้องและริมฝีปากที่มั่นคง ส่วนคนด้อยศักยภาพจะมีสายตาลอกแลกและริมฝีปากไม่ได้แสดงอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง

นักวิจัยจะให้เด็กดูภาพใบหน้าเหล่านี้ แล้วถามเด็กๆ ว่าคนไหนที่เป็นคนใจดีและคนใจร้าย ส่วนใหญ่เด็กจะบอกว่า คนที่มีสีหน้าน่าเชื่อถือจะเป็นคนดี คือคนที่มีใบหน้าแบบยอมคนและมีศักยภาพ ส่วนคนใจร้ายคือสีหน้าแบบอื่นๆ ที่เหลือ

และเมื่อทดลองโดยให้เด็กๆ มอบของขวัญให้กับคนใบหน้าลักษณะต่างๆ เด็กๆ 68% มอบของขวัญ เช่นขนมให้กับคนที่มีใบหน้าใจดีในสายตาพวกเขา คือคนที่ยอมคนอื่นและมีศักยภาพ

จากการวิจัยนี้บ่งชี้ว่าเด็กๆ รู้ดีว่าคนที่พวกเขามีปฏิสัมพันธ์ด้วยเป็นคนแบบไหน และพร้อมที่จะมีปฏิกริยาในด้านบวกหากคนๆ นั้นไว้ใจได้ในสายตาพวกเขา

เลือกตั้งสเปน ฝ่ายแดงปักหมุด น้ำเงินพ่ายยับเป็นประวัติการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587656

  • วันที่ 29 เม.ย. 2562 เวลา 12:00 น.

เลือกตั้งสเปน ฝ่ายแดงปักหมุด น้ำเงินพ่ายยับเป็นประวัติการณ์

ผลการเลือกตั้งทั่วไปในสเปนเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า พรรคสังคมนิยมซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเดิม ชนะเลือกตั้งระดับชาติครั้งที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2015 แต่ไม่ได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมพ่ายยับเยินที่สุดเป็นประวัติการณ์

นายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ แห่งพรรคสังคมนิยม (ที่มีสัญลักษณ์สีแดง) ประกาศชัยชนะอีกครั้ง แม้ว่าพรรคของเขาจะไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภา และจะต้องหาพันธมิตรร่วมเพื่อจัดตั้งรัฐบาลก็ตาม โดยพรรคสังคมนิยมได้ 123 ที่นั่งจาก 350 ที่นั่งในรัฐสภา หลังการนับคะแนน 99.9%

ขณะที่พรรคประชานิยม (ที่มีสัญลักษณ์สีน้ำเงิน) ซึ่งเป็นฝ่ายค้านหลักมีผลงานที่ย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยได้ที่นั่งในสภาเพียงครึ่งเดียวที่ได้รับในปี 2016 ทำให้หัวหน้าพรรค คือ ปาโบล คาซาโด โทษว่าความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเสียงของฝ่ายอนุรักษ์นิยมกระจัดกระจายเกินไป

ปาโบล คาซาโด ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน Photo by GABRIEL BOUYS / AFP

ทั้งนี้ การเลือกตั้งครั้งล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ที่ยืดเยื้อเกี่ยวกับการแยกตัวของแคว้นคาตาลัน นักการเมืองฝ่ายขวากล่าวหาว่าฝ่ายซ้ายเป็นกบฏ เพราะพยายามเจรจากับฝ่ายแบ่งแยกดินแดนในแคว้นคาตาลัน ขณะที่ฝ่ายซ้ายเตือนว่าหากปล่อยให้ฝ่ายขวาผงาดขึ้นมา จะทำให้สเปนกลับสู่ระบอบการปกครองแบบเผด็จและมีแนวคิดชาตินิยมรุนแรงการเหมือนยุคนายพลฟรังโก้

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ฝ่ายซ้ายไม่ได้เสียงข้างมากในสภาและฝ่ายขวาพ่ายยับเยิน กลุ่มการเมืองที่ได้รับชัยชนะคือฝ่ายขวาจัดจากพรรคเสียงประชา (Vox) ซึ่งได้ที่นั่งในสภาครั้งแรก โดยพรรคนี้มีนโยบายต่อต้านผู้อพยพ มีแนวคิดชาตินิยมสุดกู่ และเป็นครั้งแรกที่สเปนมีพรรคขวาจัดในสภา ทำลายความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าสเปนปลอดจากกระแสการเมืองขวาจัดที่กำลังระบาดไปทั่วยุโรปเวลานี้

ภาพปก Photo by JAVIER SORIANO / AFP

เจ้าตูบนั่งข้างเจ้านายไม่ยอมไปไหน ช่วยเจ้าหน้าที่ค้นหาพบศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587650

  • วันที่ 29 เม.ย. 2562 เวลา 09:12 น.

เจ้าตูบนั่งข้างเจ้านายไม่ยอมไปไหน ช่วยเจ้าหน้าที่ค้นหาพบศพ

ทีมค้นหาขอบคุณเจ้าเดซี่ที่ช่วยทำให้ทีมค้นหาพบเจ้านายของมัน ซึ่งเสียชีวิตระหว่างเดินป่า

เจ้าหน้าที่ในรัฐวอชิงตันเปิดเผยว่า ได้พบร่างของชายวัย 64 ปีที่หายตัวไปขณะเดินป่าสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่น่าเสียดายที่ชายดังกล่าวเสียชีวิตแล้ว แต่พบสุนัขคู่ใจนั่งอยู่ข้างๆ ไม่ยอมไปไหน เจ้าหน้าบอกว่าถ้าไม่ได้สุนัขตัวนี้คอยอยู่ข้างๆ เจ้านายที่หมดลมหายใจไปแล้ว พวกเขาก็คงตามหาร่างผู้เสียชีวิตไม่พบ

ตำรวจท้องถิ่นในรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐ เผยผ่านเฟซบุ๊คว่าเจ้าหน้าที่และทีมค้นหา เริ่มทำการติดตามตัวผู้สูญหายเมื่อช่วงรุ่งสางในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากภรรยาของชายดังกล่าวแจ้งหน่วยฉุกเฉินว่าสามีและสุนัขของเธอที่ชื่อเดซี่ไปเดินป่าตั้งแต่วันพุธ และยังไม่กลับบ้านหลังจากพลบค่ำแล้ว

Tacoma News Tribune รายงานว่า อุปสรรคในการค้นหาก็คือ ผู้สูญหายไม่ได้บอกว่ากับใครว่าเขากำลังจะไปไหน แต่จากการตรวจการค้นหาทางอินเทอร์เน็ตของเขา พบว่าชายดังกล่าวอาจกำลังไปที่อีแวนครีก ในรัฐวอชิงตัน และต่อมาเจ้าหน้าที่พบรถของผู้สูญหาย แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่พบตัว จนกระทั่งหนึ่งในทีมค้นหาได้ยินเสียงสุนัขเห่า จึงตามเสียงไป และผู้ช่วยนายอำเภอพบเจ้าเดซี่ในที่สุด

จุดที่พบเจ้าเดซี่เป็นตลิ่งที่สูงชันมาก เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 30 นาทีเพื่อลุยผ่านดงไม้ที่หนาทึบเพื่อไปหาเดซี่ แล้วพบว่ามันนั่งอยู่ข้างๆ ร่างของเจ้านายของมัน ซึ่งคาดว่าตกลงมาจากด้านบนและเสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บ

เจ้าหน้าที่บอกว่า หากไม่ได้เจ้าเดซี่ช่วยเห่าบอกตำแหน่ง ก็คงไม่มีทางพบร่างผู้เสียชีวิตแน่นอน และยกความดีความชอบในเรื่องนี้กับเจ้าเดซี่ แม้จะเป็นภารกิจที่น่าเศร้า เพราะเป้าหมายในการค้นหาเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม

มือปืนกราดยิงใกล้โบสถ์ในบัลติมอร์ดับ1เจ็บ7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587649

  • วันที่ 29 เม.ย. 2562 เวลา 09:08 น.

มือปืนกราดยิงใกล้โบสถ์ในบัลติมอร์ดับ1เจ็บ7

เกิดเหตุมือปืนกราดยิงใส่กลุ่มประชาชนใกล้โบสถ์ในเมืองบัลติมอร์สหรัฐ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 7 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ได้เกิดเหตุกราดยิงในเมืองบัลติมอร์ รัฐแมรีแลนด์ของสหรัฐ ในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย และบาดเจ็บ 7 ราย

เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นเปิดเผยว่า เหตุกราดยิงครั้งนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งได้ออกมาทำอาหารรับประทานใกล้กับโบสถ์แห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในเมืองบัลติมอร์ตะวันตก

รายงานข่าวระบุว่า ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เหตุกราดยิงครั้งนี้มีความเชื่อมโยงกับโบสถ์ดังกล่าวหรือไม่

ภาพ CNN

ทวงคืนทางเท้าสวยๆ ด้วยการแชร์พื้นที่ไม่ใช่ไล่ทุบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

  • วันที่ 28 เม.ย. 2562 เวลา 18:37 น.

ทวงคืนทางเท้าสวยๆ ด้วยการแชร์พื้นที่ไม่ใช่ไล่ทุบ

โดย กรกิจ ดิษฐาน

ข่าวที่ถูกแชร์มากที่สุดในเวลานี้ คือเรื่องที่ กทม. ไปทุบทางเท้าสวยๆ บริเวณด้านหน้าโรงแรมแห่งหนึ่งในย่านนานา ซึ่งเอกชนสร้างเป็นสาธารณสมบัติแก่ชาวกรุงเทพฯ หลังจากที่ชาวเน็ตแสดงความเห็นไม่พอใจกับการกระทำของ กทม. รองผู้อำนวยการสำนักการโยธา กทม. (หน่วยงานผู้รับผิดชอบ) จึงเปิดเผยกับโพสต์ทูเดย์ ว่ากทม. ต้องดำเนินการทำทางเท้าให้เหมือนกัน เพราะถ้าอนาคตทางเท้านั้นเสียหายและเอกชนไม่ซ่อมแซม กทม.ก็ไม่มีอุปกรณ์หรือกระเบื้องชนิดเดียวกันไปซ่อมแซมให้เหมือนเดิม

อย่างไรก็ตาม แม้จะชี้แจงแล้วกระแสสังคมก็ยังไม่พอใจเหตุผลของ กทม. อยู่ดี

ในต่างประเทศ มีวิธีการจัดการพื้นที่สาธารณะที่น่าสนใจ แบบไม่ต้องไล่ทุบของที่เอกชนสร้างไว้ดีๆ เพื่อทำให้ (แย่) เหมือนกันหมด นั่นคือการทำเปิดพื้นที่ส่วนบุคคลให้เป็นพื้นที่สาธารณะ หรือ Privately owned public space เรียกสั้นๆ ว่า POPS

พื้นที่ POPS เกิดจากข้อตกลงระหว่างหน่วยงานบริหารเมืองกับภาคธุรกิจด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยทางการเมืองจะให้สัมปทานแบ่งเขตที่มีคุณค่าสูงในทางธุรกิจ เมื่อเอกชนได้พื้นที่นั้นไปแล้ว ทำการสร้างอาคารห้างร้านของตัวเอง แต่จะปล่อยให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์โดยไม่คิดมูลค่า ซึ่งอาจะเป็นจตุรัสกลางเมือง สวนหย่อม หรืออาคารที่มีพื้นที่เปิด ในเมืองใหญ่ของโลกมีการแชร์พื้นที่แบบ POPS กันทั่วไป เช่นที่นิวยอร์ก บอสตัน ซานฟรานซิสโก โตรอนโต หรือโซล

ในบรรดาเมืองเหล่านี้ นิวยอร์กเป็นเมืองแรกที่ใช้นโยบายแชร์พื้นที่ผ่านกฎหมายโซนนิ่งปี 1961 ช่วยแบ่งเบาภาระของทางการเมืองในการสร้างพื้นที่หย่อนใจและใช้งานร่วมกันของคนเมือง เช่น สวนสาธารณะ ซึ่งสร้างไม่ทันการเพิ่มขึ้นของประชากร ทางออกคือขอให้เอกชนมา “ร่วมแจม”

POPS ยังอาจเป็นพื้นที่ทางได้เท้าด้วย เช่น ทางเท้าที่เป็นส่วนต่อขยายด้านหน้าอาคารบางแห่งในนครนิวยอร์ก ถูกสร้างและตกแต่งอย่างดี จนกลายเป็นพื้นที่สัญจรและสันทนาการในเวลาเดียวกัน ส่วนต่อขยายของทางเท้า หรือ Sidewalk extensions อาจถูกจัดเป็นสวนหย่อมก็ได้ หรือจัดหาที่นั่งและที่ร่มสำหรับคนผ่านไปผ่านมา หากรัฐอนุญาตให้เอกชนทำ

ในกรณีของทางเท้าในกรุงเทพฯ แม้ว่าจะเป็นพื้นที่สาธารณะ แต่กทม. สามารถแชร์ให้เอกชนเข้ามาพัฒนาให้ดูดีขึ้นมาได้ โดยจะได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย คือ เอกชนจะได้หน้าบ้านที่สวยงามใช้สอยสะดวก ขณะที่กรุงเทพฯ ได้คนมาช่วยแบ่งเบาภาระการพัฒนาเมือง

ที่กทม. ให้เหตุผลว่า กลัวทางเท้าจะขาดคนดูแลให้มีเอกภาพ แต่ทางเท้าไม่จำเป็นจะต้องหน้าตาเหมือนกันหมด เช่น ในกรุงโตเกียวทางเท้ามีรูปแบบที่หลากหลายไม่ได้เป็นแบบเดียวกันทั้งหมด ว่ากันตามตรงแล้ว ถึงทางเท้าในกรุงเทพฯ จะใช้วัสดุประเภทเดียวกันหมดแต่ขาดความเป็นเอกภาพด้านการใช้งาน เพราะมีสภาพคุ้มดีคุ้มร้าย บางแห่งเดินได้ดี แต่บางที่ใช้เดินไม่ไหว

นอกจากนี้ ทางการ กทม. ควรที่จะศึกษาแนวทางจากต่างประเทศ คือการออกระเบียบให้ชัด และทำสัญญาให้เป็นกิจจะลักษณะว่าเอกชนจะรับผิดชอบทางเท้าหรือพื้นที่ POPS ในเวลาเท่าไร และมีเงื่อนไขอย่างไร หากไม่ทำตามสัญญาจะมีมาตรการลงโทษอย่างไร

หลายคนอาจบอกว่า เอกชนทำทางเท้าให้ดีแล้ว ไม่ควรที่จะลงโทษหากพัฒนาไม่ไหว แต่ต้องเข้าใจว่าหน้าบ้านที่สวยงามมีต่อธุรกิจเอกชนเช่นกัน เป็นผลประโยชน์ที่ลงตัวด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ดังนั้นหากจะให้เอกชนมาดูทางเท้า ก็ควรจะมีการทำสัญญาให้ชัดเจน มองอีกด้านหนึ่งยังเป็นประโยชน์กับเอกชนด้วย จะได้ไม่ได้ต้องเสียหาย เมื่อถูกภาครัฐบุกมาทุบทางเท้าที่ทำไว้อย่างดี

นอกจากการจัดการในโมเดล POPS แล้วในสหรัฐ เริ่มมีการแปรรูปทางเท้าให้เอกชนมาดูแล เช่นที่เมืองแคนซัสซิตี้ รัฐมิสซูรี เมื่อเดือนธันวาคม 2017 รัฐบาลท้องถิ่นเปิดให้เอกชนสัมปทานเพื่อดูแลทางเท้าแบบเต็มที่ สาเหตุก็เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นย่านธุรกิจบันเทิงยามราตรี เกิดอาชญากรรมบ่อยครั้ง เพื่อรักษาธุรกิจไว้ กลุ่มเจ้าของกิจการในพื้นที่จึงผลักดันให้แปรรูปการดูแลทางเท้า โดยจะมีการติดตั้งเครื่องตรวจจับอาวุธ เพื่อควบคุมอาชญากรรม

เรื่องนี้มีข้อดีตรงที่ตำรวจสหรัฐจะขอค้นอาวุธในที่สาธารณะไม่ได้ แต่พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ดูแลทางเท้า (ที่ผ่านการแปรรูปให้เป็นของเอกชน) สามารถค้นอาวุธคนที่จะเดินผ่านทางได้

vox.com รายงานว่า ในสหรัฐ รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นเริ่มได้รับงบประมาณน้อยลงเพราะมาตรการทางภาษีของรัฐบาลทรัมป์ ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาภาคเอกชนให้เข้ามาดูแลสวัสดิการประชาชนแทนภาครัฐที่มีเงินน้อยลง

ที่กรุงเทพฯ มีปัญหาที่ต่างจากสหรัฐ นั่นคือทางเท้าถูกครอบครองโดย “สตรีทฟู๊ด” จนทางเดินไม่สะอาดและไม่พอให้คนเดิน และบางครั้งมีมอเตอร์ไซค์ขึ้นมาวิ่ง โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้กวาดล้างเป็นจริงเป็นเป็นจัง

บางทีการแปรรูปทางเท้าอาจเป็นคำตอบให้กับคนเมืองก็เป็นได้

ภาพ Photo by CHARLY TRIBALLEAU / AFP

เกาหลีใต้ขาดแคลนเด็กอย่างหนัก เชิญคนแก่กลับมาเติมชั้นเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/587596

  • วันที่ 28 เม.ย. 2562 เวลา 14:37 น.

เกาหลีใต้ขาดแคลนเด็กอย่างหนัก เชิญคนแก่กลับมาเติมชั้นเรียน

ทุกเช้า ระหว่างทางไปโรงเรียน ฮวาง วอล-กึม นักเรียนชั้นประถมปีที่ 1 จะขึ้นรถรับส่งนักเรียนคันเดียวกับสมาชิกในครอบครัวของเธออีก 3 คน คนหนึ่งเป็นเด็กอนุบาล อีกคนหนึ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

ขณะที่ ฮวาง อายุ 70 -ปีและเพื่อนร่วมโรงเรียนของเธอเป็นลูกหลานของเธอทั้งนั้น

คุณยายฮวางเป็นคนไม่รู้หนังสือมาตลอดทั้งชีวิต คุณยายจำได้ว่าเคยแอบร้องไห้อยู่หลังต้นไม้ตอนที่เห็นเพื่อน ๆ พากันวิ่งไปโรงเรียนเมื่อ 60 ปีก่อน ในขณะที่เด็กๆ ในหมู่บ้านคนอื่นๆ มีโอกาสได้เรียนเขียนและอ่าน ฮวางกลับต้องอยู่บ้านดูแลหมู หลังจากนั้นเมื่อมีครอบครัวแล้ว ก็ต้องสาละวนเลี้ยงลูก 6 คนและส่งเสียลูกๆ ทั้งหมดจนเรียนจบชั้นมัธยมหรือมหาวิทยาลัย

แต่ฮวางรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่ไม่สามารถทำในสิ่งที่แม่คนอื่นๆ ทำกับลูกๆ ได้ เช่น การเขียนจดหมายถึงกัน

“การเขียนจดหมายถึงลูกๆ ของฉันนั่นเป็นสิ่งที่ฉันฝันถึงมากที่สุด” ฮวางกล่าว

ภาพประกอบเรื่อง Photo by Ed JONES / AFP

และแล้วความฝันของฮวางก็กลายเป็นจริง เมื่อโรงเรียนในท้องที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เพราะโรงเรียนเองก็ต้องการความช่วยเหลือจากผู้สูงวัยเช่นกัน หลังจากที่ขาดแคลนเด็กในวัยเรียนอย่างหนัก จนหมดหวังหานักเรียนมาเติมชั้นเรียนให้เต็ม

อัตราการเกิดของเกาหลีใต้ลดลงอย่างมากในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา โดยอัตราการเกิดลดลงเหลือต่ำกว่าเด็ก 1 คน ต่อแม่ 1 คน เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราที่ต่ำที่สุดในโลก

พื้นที่ที่ประสบปัญหารุนแรงที่สุดคือเขตชนบท ซึ่งมีเด็กเกิดน้อยมาก จนทำให้เด็กทารกกลายเป็นภาพที่แปลกตาไปแล้ว เนื่องจากคู่รักหนุ่มสาวอพยพเข้ามาในเมืองใหญ่เพื่อหางานทำที่ดีกว่า

โรงเรียนมัธยมต้นแทกู ก็เช่นเดียวกับโรงเรียนในชนบทอื่นๆ ต้องเผชิญกับปัญหานักเรียนลดน้อยลง ตอนที่ลูกชายคนสุดท้องวัย 42 ปีของฮวางเข้าเรียนในช่วงปี 1980 มีนักเรียน 90 คนในแต่ละชั้นเรียน ตอนนี้โรงเรียนมีนักเรียนทั้งหมดเพียง 22 คน ในชั้นประถม 4 และประถม 5 มีชั้นละ 1 คนเท่านั้น

ภาพประกอบเรื่อง Photo by Ed JONES / AFP

ในปีนี้สถานการณ์ย่ำแย่ที่สุด ครูใหญ่ของโรงเรียนต้องไปเสาะหานักเรียนชั้นประถม 1 เพียงแค่คนเดียว แต่ก็ยังไม่มี ซึ่งหมายความว่าโรงเรียนแห่งนี้ใกล้จะถึงกาลอวสานแล้ว (สถานการณ์เดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของเกาหลีใต้ เช่นเมื่อเร็วๆ นี้มีรายงานว่า โรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองซัมช็อก และโรงเรียน 2 แห่งในเมืองชุนชอน จังหวัดคังวอนโด มีนักเรียนใหม่เพียงคนเดียว จึงต้องจัดพิธีต้อนรับอย่างเป็นพิเศษให้ จากการรายงานของ koreabizwire)

เพื่อที่จะกอบกู้สถานการณ์ของโรงเรียนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 96 ปี ครูใหญ่และผู้คนในชุมชนจึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า น่าจะเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมาลงทะเบียนเรียนรู้การอ่านและเขียน ดังนั้น ฮวางและผู้สูงวัยอีก 7 คนอายุระหว่าง 56 ถึง 80 จึงตัดสินใจที่จะเป็นนักเรียนชุดใหม่ และเริ่มเรียนชั้นประถมเมื่อเดือนที่แล้ว

เช่นเดียวกับนักเรียนระดับประถมคนอื่นๆ ที่ร้องไห้ตอนไปเรียนในวันแรก คุณยายฮวางก็ร้องไห้เช่นกัน แต่เป็นการหลั่งน้ำตาแห่งความสุข เพราะการได้เรียนหนังสือ และได้ถือกระเป๋านักเรียนเป็นความฝันตลอดชีวิตของคุณยาย

 

เรื่องจาก NYT /South Korea Dispatch
ภาพจาก Photo by Ed JONES / AFP