‘มูลนิธิสตาร์ฟิชเอ็ดดูเคชั่นร่วมลงนาม (MOU)เผยแพร่โครงการ “Starfish Maker”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370631

'มูลนิธิสตาร์ฟิชเอ็ดดูเคชั่นร่วมลงนาม (MOU)เผยแพร่โครงการ “Starfish Maker”

‘มูลนิธิสตาร์ฟิชเอ็ดดูเคชั่นร่วมลงนาม (MOU)เผยแพร่โครงการ “Starfish Maker”

วันอังคาร ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 13.18 น.

นายสุทธิชัย เดชสุวรรณนิธิ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงาน พิธีร่วมลงนามระหว่างมูลนิธิสตาร์ฟิชเอ็ดดูเคชั่น โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กรุงเทพมหานครและ โรงเรียนนำร่องในโครงการ Innovative School ของสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานรวม 9 แห่ง เพื่อร่วมมือส่งเสริมโครงการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัยและประถมศึกษาโดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์เป็นฐานบูรณาการความรู้ผ่านกระบวนการสะเต็มศึกษา หรือStarfish Maker ณ  โรงแรมรอยัลเบญจา กรุงเทพฯ โดยนายสุทธิชัย กล่าวว่า

“กิจกรรมสตาร์ฟิชเมกเกอร์ ช่วยเสริมสร้างทักษะให้กับเด็กได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นหา กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น กล้าคิดกล้าทำ พร้อมทั้งพัฒนาทักษะแห่งความสำเร็จที่จำเป็นต่อการทำงานในศตวรรษที่ 21  เช่น การแก้ไขปัญหา การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับเด็กในยุคนี้นอกจากนี้ ยังเปิดชุมชนออนไลน์ ให้บุคลากรทางการศึกษา ได้เข้ามาแลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้กัน ได้ทุกที่ ทุกเวลา นับเป็นอีกหนึ่งองค์กร ที่เข้ามาร่วมขับคลื่น เพื่อลดช่องว่างการศึกษาให้กับเด็กไทย โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย”

ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิสตาร์ฟิชเอ็ดดูเคชั่น กล่าวเพิ่มเติมว่า “ ที่ผ่านมาได้จัดอบรมให้ความรู้แก่นักการศึกษา ครู ผู้สอน จำนวน 483 คน จาก 170 โรงเรียนเพื่อพัฒนาศักยภาพและนำไปใช้ในการเรียน การสอน โดยได้ก่อตั้งศูนย์สาธิตที่ได้รับการยอมรับ 4 สาขา ได้แก่เชียงใหม่ แม่แตง เชียงราย และสมุทรสาคร เปิดพื้นที่ให้เด็ก โรงเรียน ชุมชน ได้เข้ามาใช้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายปัจจุบันโครงการ Starfish Maker มีผู้เข้าใช้บริการทั้งสิ้น 12,041 คน แบ่งเป็นนักเรียน 10,629 คน และครู 1,412 คนเป้าหมายที่วางไว้คือเข้าถึงการพัฒนาศักยภาพให้กับผู้สอน จำนวน 500 โรงเรียนภายใน 5 ปี สำหรับปีนี้มีตั้งเป้าไว้ที่ 100 โรงเรียนอย่างไรก็ตาม คุณภาพของผู้สอนที่ผ่านการพัฒนาอย่างมีศักยภาพคือสิ่งที่สำคัญ จึงได้มีการติดตาม ดูแลโรงเรียนที่ทำ MOU ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับครูหรือนักการศึกษาท่านใดสนใจ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ www.starfishmaker.org

นิทรรศการนานาชาติ‘Baby Carriers’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370490

นิทรรศการนานาชาติ‘Baby Carriers’

นิทรรศการนานาชาติ‘Baby Carriers’

วันอังคาร ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เปิดนิทรรศการ ดร.พิรงรอง รามสูต รองอธิการบดี จุฬาฯ,รศ.ดร.สันติ ฉันทวิลาสวงศ์, รศ.ดร.ศุภกรณ์ ดิษฐพันธุ์, กรรชิต จิตระทาน จาง จึ ซ่าน

นิทรรศการ “Baby Carriers” Taiwan National Museum of Prehistory ร่วมกับ Taipei Economic & Cultural Office in Thailand และสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดนิทรรศการนานาชาติ “Baby Carriers” ณ นิทรรศสถาน อาคารศิลปวัฒนธรรมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันนี้-วันที่ 26ตุลาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

โดยวันเปิดงานมี ศ.ดร.พิรงรอง รามสูตรองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รศ.ดร.สันติ ฉันทวิลาสวงศ์ ที่ปรึกษาอธิการบดี, กรรชิตจิตระทาน ผู้อำนวยการสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม,หรรษา คำล้วน ผู้อำนวยการฝ่ายพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม,รศ.ดร.ศุภกรณ์ ดิษฐพันธุ์ อาจารย์ประจำภาควิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์, รัชฎากรณ์กล้าเกิด ภัณฑารักษ์ สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และชือ ป๋อ ชื่อ รองผู้แทนรัฐบาลประจำสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทยร่วมเปิดงาน พร้อมทั้งมีการแสดงชุดพิเศษ “cuddle” ฝึกซ้อมการแสดงโดย ผศ.มาลินี อาชายุทธการ อาจารย์ภาควิชานาฏยศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หรรษา คำล้วน ผอ.ฝ่ายพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ สำนักบริหารศิลปวัฒนธรรมจุฬาฯ

จาง จึ ซ่าน ภัณฑารักษ์นิทรรศการ “Baby Carriers” Taiwan National Museum of Prehistory กล่าวว่า นิทรรศการ “Baby Carriers” หรือการอุ้มเด็ก ได้เริ่มจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในไต้หวันเมื่อปี 2014 และมีการจัดแสดงหมุนเวียนในต่างประเทศโดยประเทศไทยได้จัดขึ้นในปีนี้ ซึ่งวัตถุประสงค์คือการแสดงถึงความรักของแม่และศิลปวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ที่มีมช้านาน

สำหรับลักษณะของนิทรรศการนั้นจะเป็นการจัดแสดงอุปกรณ์ที่ใช้อุ้มเด็กห่อหุ้มเด็กและผ้าอุ้มเด็กในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเป็นการแสดงออกซึ่งความรักที่แม่มีต่อลูก ผสมผสานกันกับการเล่าเรื่องราวนับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์และวิจัยทางโบราณคดีที่กล่าวถึงความสัมพันธ์กับการเลี้ยงดูและการดูแลเด็กในไต้หวันตั้งแต่ดอีตจนถึงปัจจุบัน

“นิทรรศการจะนำเสนอภาพรวมของวัฒนธรรมของผ้าอุ้มเด็กและการเลี้ยงดูเด็กของชาวหมิ่นหนาน(Minnan) ชาวฮากกา (Hakka) กลุ่มคนที่พูดภาษาในตระกูลออสโตรนีเซียนในไต้หวัน และครอบคุลมถึงประชากรในบริเวณรอบไต้หวัน อีกทั้ง นิทรรศการยังจัดแสดงผ้าสะพายและอุ้มเด็ก รวมไปถึงสิ่งของเครื่องใช้ที่ใช้ในการดูแลเด็กจากชนกลุ่มน้อยในบริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของจีน กลุ่มคนที่พูดภาษาในตระกูลออสโตรนีเซียนจากเกาะบอร์เนียว, บาหลี, ไซบีเรีย และกลุ่มชาติพันธุ์ในเอเชียใต้ซึ่งชนเผ่าต่างๆ และกลุ่มคนได้มีการพัฒนาระบบและรูปแบบของผ้าอุ้มเด็ก อันมีพื้นฐานที่มาจากวัฒนธรรมเฉพาะตัวของพื้นถิ่นนั้นๆวิถีชีวิต สภาพอากาศ รวมไปถึงประสบการณ์ทางสุนทรียภาพ อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีความแตกต่างกันในการออกแบบผ้าอุ้มเด็กแต่ก็มีบางสิ่งที่เหมือนกัน คือ แนวคิดของการเลี้ยงดูการให้ความสุขและการป้องกันอันตราย นอกจากนี้ยังมีความรักที่มีความเป็นอมตะและเป็นภาษาสากล”

รศ.ดร.ศุภกรณ์ ดิษฐพันธุ์ อาจารย์ประจำภาควิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่านิทรรศการศิลปะต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นการสื่อถึงข้อคิด การดำเนินชีวิต รวมทั้งเป็นสิ่งเชื่อมความสัมพันธ์อันดีในมิติต่างๆ เช่นศิลปะและวัฒนธรรม การท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สำหรับนิทรรศการ “Baby Carriers” นั้นนับเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับไต้หวัน ซึ่งเรามีรากเหง้าทางวัฒนธรรมอะไรหลายๆ อย่างคล้ายคลึงกัน อย่างเรื่องผ้าอุ้มเด็ก ประเทศไทยเราก็มี สะท้อนให้เห็นถึงพลังรักที่อบอุ่นของแม่ ด้วยอ้อมกอดสองมือแม่ คือสิ่งที่สร้างสรรค์พลเมืองโลกให้เป็นคนที่มีคุณภาพ

‘ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370495

‘ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์’

‘ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์’

วันอังคาร ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สราวุธ อิสรานุวรรธน์ ศิลปินผู้วาดภาพ

เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด จัดงาน “ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์”นิทรรศการภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 จำนวน 4 ชุด ได้แก่ พระผู้ทรงเป็นนิรันดร์, กษัตริย์นักพัฒนา พระราชานักปราชญ์, สืบสานพระราชปณิธาน และ ธ สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์ พระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจ ตลอดจน นิทรรศการไปรษณีย์ไทย “ทุกดวงตราจารึกไว้..สถิตใจไทยนิรันดร์” อันแสดงถึงความรัก ความห่วงใยของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย ตลอดการครองราชย์กว่า 70 ปี ที่อีเว้นต์ ฮอลล์ จีเอชั้นจี เดอะมอลล์ บางกะปิ

แม้ว่าพระองค์จะเสด็จสวรรคตสู่สวรรคาลัยไปแล้ว แต่พระเกียรติยศ พระเกียรติศักดิ์พระเกียรติคุณของพระองค์ยังปรากฏขจรขจายท่วมท้นเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมของพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า เสมือนหนึ่งว่าพระองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ผู้ยิ่งใหญ่ ทรงสถิตอยู่ในความเคารพสักการะนับถือบูชาอย่างยิ่งของปวงชนชาวไทยตราบชั่วนิจนิรันดร์

สราวุธ อิสรานุวรรธน์ ศิลปินผู้วาดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวง รัชกาลที่ 9 พูดถึงผลงานที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการ“ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” ว่า “ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวง รัชกาลที่ 9” ที่นำมาจัดแสดง มีจำนวน 17 ภาพ จัดทำขึ้นพิเศษด้วยเทคนิคการรีโพสต์ องค์ประกอบใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะ เป็นผลงานที่ทำมาเป็นเวลาสิบกว่าปี ทำให้เราเห็นว่าพระองค์ท่านทรงงานหนักเพียงใดแม้จะทรงงานหนัก แต่ยังทรงมีงานอดิเรกอยู่เสมอ ในหลวง รัชกาลที่ 9 จึงทรงเป็นต้นแบบของความเพียร และความพยายามสำหรับผม ถ้ารู้จักแบ่งเวลา บาลานซ์ชีวิต และมีความเพียรอยู่ในนั้น เราทุกคนสามารถทำให้ทุกอย่างสำเร็จได้”

พร้อมกันนี้ เดอะมอลล์ ร่วมกับ “ไปรษณีย์ไทย” จัดจำหน่ายแสตมป์พระบรมฉายาลักษณ์ และจัดแสดงนิทรรศการแสตมป์ “ทุกดวงตราจารึกไว้…สถิตใจไทยนิรันดร์”ประกอบด้วย ชุดพระบรมฉายาลักษณ์ชุดวาระเฉลิมพระชนมพรรษา ชุดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ชุดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ชุดพระราชกรณียกิจและพระราชอัจฉริยภาพ และชุดอื่นๆ สิ่งสะสมพิเศษที่เกี่ยวเนื่อง มาจัดแสดงในงาน โดยเป็นดวงตราไปรษณีย์หายาก โดยผู้สนใจสามารถซื้อดวงตราไปรษณีย์ที่ระลึก และโอกาสพิเศษต่างๆ ได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกสาขา ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมโทร.02-8313853

จรัสศรี ศรีมณี ผอ.สำนักบริหารมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยฯ, รสพร นิวาตวงศ์ รองประธานกก.มูลนิธิฯ, ณัฐศมน วงศ์กิตติพัฒน์ เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด และ นัฏฐา มะระกานนท์ กรรมการและเหรัญญิกมูลนิธิฯ

เผยผลสำรวจผู้หญิงกับสายงานเทคโนโลยี คือ ‘งานในฝัน’ ไม่หวั่นแม้เจออคติทางเพศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370484

เผยผลสำรวจผู้หญิงกับสายงานเทคโนโลยี คือ ‘งานในฝัน’ ไม่หวั่นแม้เจออคติทางเพศ

เผยผลสำรวจผู้หญิงกับสายงานเทคโนโลยี คือ ‘งานในฝัน’ ไม่หวั่นแม้เจออคติทางเพศ

วันอังคาร ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Booking.com เผยผลการสำรวจชุดแรกของการสำรวจข้อมูลทั่วโลก ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อทำความเข้าใจมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับปัญหาความหลากหลายทางเพศ ที่ยังคงพบอยู่เรื่อยมาในแวดวงเทคโนโลยี รวมถึงความคิด ประสบการณ์และความมุ่งมั่นของผู้หญิงทั่วโลกที่มีต่อโอกาสและความก้าวหน้าในอาชีพการงานสายเทคโนโลยี โดยการสำรวจนี้ได้เก็บข้อมูลจากผู้หญิงที่ทำงานในวงการเทคโนโลยี รวมถึงนักศึกษาหญิงที่สนใจทำงานในแวดวงนี้ และพบว่าผู้หญิงทั่วโลกเห็นว่างานในวงการเทคโนโลยีนั้นน่าทำ และมีความคิดเห็นเชิงบวกว่าเส้นทางของสายอาชีพนี้น่าจะเติบโตได้ดีอย่างไรก็ตามยังคงมีอุปสรรคอยู่บ้าง ซึ่งปัญหาหลักๆ คืออคติในขั้นตอนการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน สัดส่วนจำนวนพนักงานในปัจจุบัน รวมถึงการขาดผู้หญิงที่มีอำนาจตัดสินใจและเป็นแบบอย่างที่ชัดเจน

โดย Booking.com ได้ดำเนินการสำรวจข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 6,898 ราย (จากสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส บราซิล เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี จีน ออสเตรเลีย อินเดีย และสเปน) ซึ่งตอบแบบสอบถามออนไลน์ระหว่างวันที่ 2 สิงหาคม-6 กันยายน 2018 ซึ่งผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า จากผู้หญิงทั่วโลกกว่า 3 ใน 5 (64%) ที่ทำงานด้านเทคโนโลยี รวมถึงนักศึกษาที่สนใจสายงานด้านนี้ กล่าวว่า การเป็นผู้หญิงนั้นส่งผลดีต่อการทำงานในสายเทคโนโลยี ซึ่งโดยหลักแล้วเป็นเพราะในปัจจุบันยังขาดแคลนผู้หญิงที่ทำงานด้านนี้อย่างเห็นได้ชัด (34%) และเป็นโอกาสอันดีที่นักศึกษาหญิง (43%) และนักเรียนมัธยมปลาย (37%) ต่างยอมรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้ดึงดูดผู้หญิงทั่วโลกด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น นวัตกรรมใหม่ (50%) อาศัยความคิดสร้างสรรค์ (44%) และสร้างแรงบันดาลใจ (26%) ในขณะเดียวกันก็เป็นงานที่ท้าทายด้วย (34%)

นอกจากนี้ ผู้หญิงหลายคนยังเห็นว่าการได้ทำงานด้านเทคโนโลยีนั้นจัดเป็น “งานในฝัน” หรืออาชีพในอุดมคติ โดยพบว่าผู้หญิงทั่วโลกกว่า4 ใน 5 ให้คำจำกัดความของ “งานในฝัน” ว่าเป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง (84%) รองลงมาคือการได้ทำงานที่ตรงความสามารถ (83%) และงานที่เลือกเส้นทางได้ด้วยตัวเอง (81%)

กิลเลียน แทนส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Booking.com กล่าวว่า “ผู้หญิงในแวดวงเทคโนโลยีนั้นยังคงมีจำนวนน้อยมาก สิ่งที่ผลการสำรวจของเราบอกได้ตอนนี้คือ อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดสำหรับผู้หญิงคืออะไร และควรจะเริ่มต้นแก้ไขที่จุดใด โดยเรามองเห็นความกระตือรือร้นและความมุ่งมั่นของผู้หญิงทั่วโลกที่จะประสบความสำเร็จในแวดวงเทคโนโลยีหรือไอที ซึ่งเสริมสร้างแรงบันดาลใจโดยเฉพาะในหมู่คนเจนเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งมองเห็นหนทางที่จะเติบโตในสายอาชีพนี้ดังที่ได้ตั้งเป้าไว้สูงสำหรับตัวเอง”

ในขณะเดียวกันแม้ผลสำรวจเผยให้เห็นว่าผู้หญิงมีความสนใจในสายเทคโนโลยีและมองเห็นโอกาสในการทำงาน แต่ผู้หญิงทั่วโลกก็ยังคงมีข้อกังขาและมองว่าการเป็นผู้หญิงนั้นเป็นการเสียเปรียบต่อการเติบโตในสายอาชีพเทคโนโลยี โดยกว่าครึ่ง (52%) ประสบปัญหานี้เพราะวงการเทคโนโลยีนั้นเป็นวงการที่คนส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ตามมาด้วยปัญหาอคติทางเพศในขั้นตอนการคัดคนเข้าทำงาน ซึ่งผู้หญิงเกือบ 1 ใน 3 ได้เผชิญกับอุปสรรคนี้ (32%) เช่นในประเทศบราซิลผู้หญิงจำนวนครึ่งหนึ่ง (50%) รู้สึกว่าความลำเอียงทางเพศในขั้นตอนการคัดเลือกบุคคลนั้นส่งผลเสียต่อโอกาสที่จะได้รับการว่าจ้าง ซึ่งนับเป็นอัตราสูงสุดในกลุ่มประเทศที่ทำการสำรวจ ในขณะที่ผู้หญิงจากประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรปที่รู้สึกเช่นนี้มีจำนวนน้อยกว่า (18% ในประเทศเนเธอร์แลนด์ และ 22% ในสหราชอาณาจักรและเยอรมนี)

“เพื่อช่วยส่งเสริมให้ผู้หญิงประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานในสาขาเทคโนโลยีได้อย่างแท้จริง เราในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรมนี้สามารถทำอะไรได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวน
ผู้หญิงที่เป็นแบบอย่าง กำจัดอคติทางเพศที่เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครงานก่อนที่ผู้หญิงจะได้รับการว่าจ้าง และลงทุนในการริเริ่มใหม่ๆ ที่จะเน้นย้ำความน่าสนใจในการทำงานในวงการนี้ และทำให้รู้สึกเป็นที่ต้อนรับในทุกขั้นตอน ทั้งคนที่เพิ่งเริ่มงานไปจนถึงผู้นำระดับอาวุโสที่สุด”

ผลการสำรวจของ Booking.com ยืนยันถึงความสนใจอาชีพในสาขาเทคโนโลยีในกลุ่มคนที่มีความสามารถในเจนเนอเรชั่นถัดไป และเวลาเดียวกันก็เน้นย้ำว่าเราจะสามารถเริ่มลดความแตกต่างระหว่างเพศได้ที่จุดใด นักเรียนหญิงมัธยมปลาย (43%) และนักศึกษาหญิง (40%) ทั่วโลกเชื่อมั่นว่าอาชีพด้านเทคโนโลยีเปิดให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างอิสระ (เทียบกับอัตราเฉลี่ยทั่วโลกที่ 33%) นักเรียนมัธยมปลายรู้สึกว่าอาชีพทางเทคโนโลยีน่าสนใจอย่างยิ่งเพราะเปิดโอกาสให้ประสบความสำเร็จได้ตั้งแต่ยังอายุน้อย (29% เมื่อเทียบกับผู้ประกอบอาชีพด้านนี้ที่มีประสบการณ์ซึ่งตัวเลขอยู่ที่ 20%)เช่นเดียวกับความเชื่อที่สามารถกำหนดเส้นทางของตนเอง (30% เมื่อเทียบกับผู้ประกอบอาชีพด้านนี้ที่มีประสบการณ์ซึ่งอยู่ที่ 22%) ถึงแม้ว่าวงการเทคโนโลยีในปัจจุบันจะยังคงสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวในหลากหลายรูปแบบ แต่บริษัทต่างๆ ด้านเทคโนโลยี รวมถึงทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรม สามารถมีส่วนร่วมได้มากขึ้นกว่าเดิมในการช่วยเหลือผู้หญิงที่มุ่งมั่นที่จะทำงานในสายงานนี้ โดยไม่ได้จำกัดเพียงสนับสนุนความมุ่งหมายที่จะประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ หรือสร้างความเชี่ยวชาญในสายงาน แต่รวมไปถึงการช่วยกำจัดอุปสรรคต่างๆ ออกไปอีกด้วย

“วงการเทคโนโลยีนั้นมอบโอกาสมากมายมหาศาลที่จะเติมเต็ม “งานในฝัน” และความมุ่งหวังทางอาชีพตามที่ผู้หญิงทั่วโลกได้ให้คำนิยามไว้การปลดล็อกสิ่งนี้และกระตุ้นให้ผู้หญิงจำนวนมากขึ้นเข้าสู่สาขาเทคโนโลยีต้องอาศัยทั้งความร่วมมือจากวงการการศึกษา การพัฒนาสังคม ความรับผิดชอบของบริษัทต่างๆ และการริเริ่มจากทางรัฐบาล และหากต้องรักษาสมดุลของเหล่าผู้มีความสามารถต่อไปในอนาคต เราต้องมุ่งมั่นที่จะให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ในช่วงเวลาที่ยังเรียนอยู่ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจเชิงบวกในการสร้างการรับรู้ของผู้หญิงที่มีต่อสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์” กิลเลียน แทนส์ กล่าวสรุป

แซลมอน ช่วยเยียวยาทั้งตัวและหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370480

แซลมอน ช่วยเยียวยาทั้งตัวและหัวใจ

แซลมอน ช่วยเยียวยาทั้งตัวและหัวใจ

วันอังคาร ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมาพันธ์หัวใจโลก รณรงค์ให้ผู้คนมีความตระหนักในเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น และสำหรับผู้ที่ละเลยการดูแลหัวใจของตนเองในตลอดปีที่ผ่านมานี่คือโอกาสดีที่จะกลับมารักษาสุขภาพหัวใจ และให้รางวัลชีวิตกับตัวเองด้วยการทานแซลมอน เพราะนอกจากจะทำให้หัวใจแข็งแรงแล้ว ด้วยคุณประโยชน์ของแซลมอน ยังทำให้สุขภาพและอารมณ์ดีอีกด้วย

แซลมอน เป็นปลาที่อุดมไปด้วยไขมัน มีกรดไขมันโอเมกา-3 สูง การรับประทานแซลมอนในปริมาณมากไม่ได้ทำให้อ้วนหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพ เว้นแต่จะทานพร้อมกับครีมและมันบดฉ่ำเนย ที่จริงแล้วกรดไขมันโอเมกา-3 ส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจอย่างยิ่ง งานวิจัยเปิดเผยว่าผู้ที่บริโภคแซลมอนสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์จะสามารถลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจลงเกือบครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่รับประทานแซลมอน และนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจแล้ว กรดไขมันโอเมกา- 3 ในแซลมอนยังช่วยลดความดันโลหิตและเพิ่มปริมาณไขมันดี (HDL)ในร่างกาย สรุปได้ว่าการทานบุฟเฟ่ต์แซลมอนสัปดาห์ละสองครั้งนั้น นอกจากจะทำให้หัวใจแข็งแรงแล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย

แซลมอน เป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในไทย ทุกๆ วันแซลมอนปริมาณมหาศาลจะถูกส่งตรงทางเครื่องบินมาจากนอร์เวย์ ซึ่งเป็นประเทศผู้บุกเบิกและเชี่ยวชาญด้านการผลิตแซลมอน เป็นอันดับหนึ่งของโลก กระแสน้ำอันเย็นเฉียบและสะอาดบริสุทธิ์ของนอร์เวย์ส่งผลให้แซลมอนมีความอ้วนท้วน เต็มไปด้วยไขมันดีและมีรสชาติอร่อย เพียงแค่ 48 ชั่วโมง แซลมอนที่ว่ายน้ำอยู่ในทะเลก็จะถูกส่งตรงสู่จานอาหารของคุณ กลายเป็นซาชิมิที่สดที่สุดในร้านอาหารญี่ปุ่นของไทย

แม้จะยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าการกินจะสร้างความสุขให้กับเราได้หรือไม่ ทว่าอาหารบางชนิด เช่น แซลมอน ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าทำให้ผู้บริโภคมีอารมณ์ดีและนอนหลับได้ง่ายขึ้น นั่นเพราะแซลมอนมีกรดอะมิโนทริปโตเฟนที่ช่วยให้ร่างกายผลิตเซโรโทนินหรือสารแห่งความสุขมีคุณสมบัติทำให้รู้สึกอารมณ์ดี นอกจากนี้ ไขมันโอเมกา-3 ที่อยู่ในแซลมอน ยังช่วยส่งเสริมการมองเห็นและช่วยป้องกันภาวะตาแห้ง รวมถึงมีวิตามินบีหลายชนิดที่ช่วยซ่อมแซมดีเอ็นเอ และยังมีวิตามินดีที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตและสร้างเซลผิวหนัง ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่งและอ่อนเยาว์ ที่สำคัญประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าแซลมอนนอร์เวย์รายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงทำให้อาหาร “ซุปเปอร์ฟู้ด” มากประโยชน์นี้มีให้เราได้เลือกทานได้ทั่วไป

เปิดตัวหนังสือ ก่อนมรณาจะมาถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370483

เปิดตัวหนังสือ ก่อนมรณาจะมาถึง

เปิดตัวหนังสือ ก่อนมรณาจะมาถึง

วันอังคาร ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด(มหาชน) ขอเชิญนักอ่านร่วมงานเสวนาแนะนำหนังสือเรียบเรียงธรรมบรรยาย “ก่อนมรณาจะมาถึง” โดยวิทยากร ว.วชิรเมธี หรือ พระวุฒิชัย วชิรเมธี ผู้เขียน มาเผยแรงบันดาลใจในการเผยแพร่คำสอนเรื่องมรณัสสติภาวนาผ่านปลายปากกา พร้อมด้วย จักรกฤต โยมพยอม หรือ ครูทอม คำไทย พิธีกรและคุณครูภาษาไทยมืออาชีพ ร่วมพูดคุยและดำเนินรายการ ในวันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม 2561 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ณ เวทีเอเทรียม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 23 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.02-4229999 ต่อ 4143 หรือ www.amarinbooks.com

สานต่อโครงการอะไหล่มนุษย์ ก้าวสู่ปีที่ 10 กลุ่มสิทธิผลร่วมรณรงค์การบริจาคอวัยวะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370488

สานต่อโครงการอะไหล่มนุษย์ ก้าวสู่ปีที่ 10 กลุ่มสิทธิผลร่วมรณรงค์การบริจาคอวัยวะ

สานต่อโครงการอะไหล่มนุษย์ ก้าวสู่ปีที่ 10 กลุ่มสิทธิผลร่วมรณรงค์การบริจาคอวัยวะ

วันอังคาร ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แฟนๆ บุพเพสันนิวาส ร่วมแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ

เพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญของการบริจาคอวัยวะ เพื่อนำมาปลูกถ่ายอวัยวะให้กับผู้ป่วยหนักทั่วประเทศ กลุ่มสิทธิผล โดย ทนง ลี้อิสสระนุกูล จึงร่วมกับ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย ภายใต้การนำของ นพ.วิศิษฎ์ ฐิตวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการ “อะไหล่มนุษย์” ให้คนไทยมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะ เพื่อนำมาเติมเต็มชีวิตผู้ป่วยหนักที่รอคอยการต่อชีวิตใหม่และเพิ่มจำนวนผู้บริจาคให้มากขึ้น ซึ่งจัดขึ้นภายในงาน “บุพเพสันนิวาส แฟนมีตติ้ง” ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน

ทนง ลี้อิสสระนุกูล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มสิทธิผล กล่าวว่า “นับตั้งแต่ปี 2552 ที่ริเริ่มโครงการอะไหล่มนุษย์ จากแนวคิดที่ว่า อะไหล่รถหาซื้อได้ แต่อะไหล่มนุษย์ต้องร่วมใจหา
จนกระทั่งกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 เราได้เติบโตขึ้นท่ามกลางบุคคลในสังคมที่เรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้และรู้จักการแบ่งปัน กลุ่มสิทธิผลยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมสนับสนุนให้คนไทยรับรู้ข้อมูลและมีความเข้าใจในเรื่องการบริจาคอวัยวะที่ถูกต้อง ซึ่งตนรวมถึงครอบครัวได้แสดงความจำนงในการบริจาคเรียบร้อยแล้ว การที่ได้มอบอวัยวะให้กับคนที่ไม่รู้จักถือเป็นการทำบุญกุศล
อันยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นให้เรารู้จักดูแลสุขภาพมากขึ้นเพราะบุคคลที่รอการช่วยเหลือจะได้รับของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมีคุณภาพ”

เกรซ-รัชย์ณมนทร์ รัชย์จิราธรรม โชว์บัตรผู้บริจาคอวัยวะด้วยความภูมิใจ

นายแพทย์วิศิษฎ์ ฐิตวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “ผู้บริจาคอวัยวะสามารถบริจาคอวัยวะ อาทิ ตับ, ไต, หัวใจ, ปอด, ตับอ่อน รวมถึงเนื้อเยื่อผิวหนัง เป็นต้น โดยอวัยวะทั้งหมดสามารถนำไปปลูกถ่ายให้กับคนไข้ผู้รอรับบริจาคอวัยวะได้สูงสุดถึง 8 คน ซึ่งปัจจุบันมีคนไทยกว่า 6,000 ชีวิต ทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่อยู่ในบัญชีรายชื่อผู้รอรับบริจาคอวัยวะ โดยไตนับเป็นอวัยวะที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด อย่างไรก็ตามเป็นที่น่ายินดีที่ทิศทางการบริจาคอวัยวะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี 2560-2561 มีผู้แสดงความจำนงในการบริจาคอวัยวะสูงถึง 80,000-90,000 คน ขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยกันรณรงค์อย่างต่อเนื่อง”

อรุโณชา ภาณุพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บรอดคาซท์ไทย เทเลวิชั่น จำกัด ที่ให้เกียรติเยี่ยมชมบูธในโครงการ “อะไหล่มนุษย์” กล่าวว่า “อวัยวะบริจาคถือเป็นทรัพยากรอันมีค่าที่มีอยู่อย่างจำกัด ฉะนั้นการบริจาคอวัยวะไม่ว่าจะเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งเท่ากับเราได้มอบสิ่งที่เป็นประโยชน์ซึ่งไม่สามารถนำติดตัวไปได้ให้กับเพื่อนมนุษย์ โดยที่ผ่านมาบรอดคาซท์ฯ ได้ผลิตละครเพื่อช่วยรณรงค์การบริจาคอวัยวะอยู่หลายตอน เนื่องจากอยากให้คนไทยเข้าใจและเห็นความสำคัญของเรื่องนี้อย่างจริงจัง จนนำไปสู่การเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม”

อรรควุฒิ สุวรรณประกร, อรุโณชา ภาณุพันธุ์, นพ.วิศิษฎ์ ฐิตวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย และ ทนง ลี้อิสสระนุกูล

ปิดท้ายด้วยนักแสดงสาวดาวรุ่ง เกรซ-รัชย์ณมนทร์ รัชย์จิราธรรม เผยความรู้สึกอย่างภาคภูมิใจว่า “มีความตั้งใจมาตลอดว่าอยากบริจาคอวัยวะ พอมีโอกาสได้มาเจอบูธโครงการอะไหล่มนุษย์ ที่กลุ่มสิทธิผลร่วมกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย จึงไม่รีรอที่จะแสดงความจำนงทันที โดยปกติตนเป็นคนที่ดูแลสุขภาพอยู่แล้ว คิดว่าการบริจาคอวัยวะต้องเริ่มมาจากการที่เรารักตัวเองก่อน ถึงจะแบ่งปันให้กับผู้อื่นได้ จึงอยากเชิญชวนทุกท่านที่พบเห็นบูธเปิดรับบริการหรือมีโอกาสเดินทางมายังสภากาชาดไทยร่วมแรงร่วมใจกันบริจาคอวัยวะให้แก่ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะจำนวนมาก”

ผู้สนใจร่วมบริจาคอวัยวะ สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย สายด่วน 1666 หรือเว็บไซต์ www.organdonate.in.th

คุณแหน : 16 ตุลาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370493

คุณแหน : 16 ตุลาคม 2561

วันอังคาร ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ll สภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแต่งตั้งคณบดีรอบสองให้ รศ.ดร.ปิ่นรัชฎ์ กาญจนัษฐิติ เป็นคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และ รศ.ดร.เอนก ตั้งทรัพย์วัฒนา เป็นคณบดีคณะรัฐศาสตร์…หลังจากเคยอยู่ในตำแหน่งนี้มา 4 ปีแล้ว…

ll หลังจากได้รับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ดร.เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับด้านพุทธศาสนาและสื่อสารมวลชน ให้แก่ศิษย์รุ่นลูกหลานให้ได้รับกันอย่างถ้วนทั่ว…

ll ขอแสดงความยินดีกับปลัดกรุงเทพมหานครคนใหม่ รูปงาม นามไพเราะ ศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ซึ่งเป็นศิษย์เก่า การสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (แมสคอม มช.) รหัส 23 ที่ชาวมช.ภาคภูมิใจยิ่ง…

ll เรื่องราวดีๆ ในวงราชการอีกเรื่อง…ดีใจด้วยกับ พงศ์นรา เย็นยิ่ง ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ในปีนี้…

ll ชาวนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์ฯทุกคณะฯรุ่นปี 2511 นำโดย โสมรพี-แสวง ศรีประเสริฐ ทำกิจกรรมพิเศษวางพวงมาลาถวายรัชกาลที่ 9 ในโอกาสครบ 2 ปีที่เสด็จสวรรคต ณ บริเวณคลองลัดโพธิ์ พร้อมทำบุญที่วัดทรงธรรมด้วย…

ll ต้า-พาราด็อกซ์ หลานน้า เทวี แย้มสรวล แต่งเพลง “เสด็จประทับอยู่” ฟังทีไรน้ำตาไหลทุกที…เช่นเดียวกับบทถวายอาลัยที่ อาจารย์พงา เทียนทอง ประพันธ์ อ่านแล้วซาบซึ้งมาก…

ll ขอแสดงความเสียใจกับ เรืองศิริ สิงหเดช ครูใหญ่ราชินีที่สูญเสียคุณแม่ พิธีพระราชทานเพลิงศพเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่าน…

ll เพื่อนๆ ใจหายกับการจากไปของ สมนึก แพแสง พิธีสวดพระอภิธรรมจัดที่วัดลาดปลาเค้า ถึงวันที่ 20 ต.ค.เวลา 17.00 น. และฌาปนกิจ วันที่ 21 ต.ค.เวลา 17.00 น….

ll วันที่ 5 พ.ย.ราชินีรุ่น 63 จัดงานทำบุญให้เพื่อนร่วมรุ่นที่จากไปและร่วมรับทานอาหารกลางวันพร้อมหน้ากันที่โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ ม.ล.นิรมล ศรีธวัช แจ้งข่าวมา…

ll สมใจนึก เองตระกูล บอสใหญ่ทิพยประกันภัย บินไปเซ็นสัญญากับ The Brothers Four ถึงอเมริกา และจะจัดคอนเสิร์ตของพวกเขาในวันที่ 10 ธ.ค.เวลา 17.00 น.ที่ Show D.C. พระรามเก้า…งานนี้ ม.ร.ว.จิราวดี จุฑาสมิต จองบัตรเรียบร้อยแล้ว…

ll บรรเทาจากอาการป่วยที่ไปทำบอลลูนหัวใจมา สุรศักดิ์ แก้วพรหมมาลย์ นั่ง Grab แท็กซี่ไปทำงานวันบันทึกเทปรายการศาสตร์พระราชาฯ ได้แบบสโลว์ไลฟ์…

ll คนโบราณว่าไว้ “แมวมาหา หมามาสู่ บ้านไหน คนในบ้านจะมีโชค” ประกอบกับผู้คนที่เมตตาสัตว์มักรับหมา-แมวจรจัดเลี้ยงดูให้อาหาร ด้วยความสงสาร แต่ต่อไปนี้คนไทยที่มีเมตตาบางส่วนคงคิดเปลี่ยน เพราะหากกฎหมายผ่าน คนเลี้ยงต้องเสียค่าลงทะเบียนสัตว์เลี้ยงตัวละ 450 บาท และถ้าไม่จ่ายจะต้องเสียค่าปรับหลายหมื่นบาท ดังนั้นคาดกันว่า ในยุคเศรษฐกิจชำรุดเช่นนี้ ตามวัดต่างๆจะมีคนนำหมา-แมวมาปล่อยทิ้งมากขึ้น พระในวัดเตรียมตัวเป็น “สายแบก” แบกภาระรับเลี้ยงสัตว์ถูกทิ้ง…สงสารจริงๆ ทั้งสัตว์ พระ และคนไทยในยุคนี้…

ll เตรียมตัวล่วงหน้าคำนวณว่าจะต้องจ่ายสักเท่าไหร่ เพราะมีแมวจรจัดมาอยู่เองในบ้านให้เลี้ยงหลายตัว พล.ต.(หญิง)ชุลีกร ไชยศิริ ผู้มีเมตตาแก่สัตว์ผู้ยาก บอกว่า เธอยังคิดหนัก แล้วคนที่ลำบากกว่าเธอคงหาทางออกต่างๆ นานา ชัวร์ ไม่มั่วนิ่ม !!…ll

บารอนเนส

ไชน่าเวิลด์ ดีไซน์ คอนเทสต์ 2018 เวทีสานฝันดีไซเนอร์รุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370485

ไชน่าเวิลด์ ดีไซน์ คอนเทสต์ 2018 เวทีสานฝันดีไซเนอร์รุ่นใหม่

ไชน่าเวิลด์ ดีไซน์ คอนเทสต์ 2018 เวทีสานฝันดีไซเนอร์รุ่นใหม่

วันอังคาร ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วิภาดา จิตติพาณิชย์, ปริม จรรยาวิจิตร และทีมที่ได้รับรางวัลจากการแข่งขัน “China World Design Contest 2018”

เพื่อเป็นเวทีให้นักออกแบบไทยได้จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ทางดีไซน์ ศูนย์การค้าไชน่าเวิลด์ พาหุรัด ศูนย์รวมผ้าม้วนที่ใหญ่ที่สุด จัดงาน ประกาศผลรางวัลการประกวดแข่งขันออกแบบเสื้อผ้า “ไชน่าเวิลด์ ดีไซน์ คอนเทสต์ 2018” ปีที่ 8 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Thai Trends เทรนด์ไทยสู่เทรนด์โลก” เพื่อชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท พร้อมชมแฟชั่นโชว์ผลงานสุดสร้างสรรค์ของ 10 ทีมสุดท้ายที่เข้ารอบ โดยมี วิภาดาจิตติพาณิชย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด พร้อมด้วย ปริม จรรยาวิจิตร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด, อาร์ต-อารยา อินทรา ดีไซเนอร์ สไตลิสต์ตัวแม่และกูรูด้านแฟชั่นชื่อดังของเมืองไทย ร่วมงาน ณ ศูนย์การค้าไชน่าเวิลด์ พาหุรัด

ปริม จรรยาวิจิตร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า กิจกรรมการประกวดแข่งขันออกแบบเสื้อผ้า “ไชน่าเวิลด์ ดีไซน์ คอนเทสต์ 2018” จัดขึ้นเพื่อมุ่งส่งเสริมและสนับสนุน พร้อมเปิดเวทีให้นักออกแบบหน้าใหม่ นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไปที่สนใจด้านการออกแบบได้แสดงศักยภาพในการสร้างสรรค์ นำเสนอมุมมองไอเดียด้านแฟชั่นและตัวตน ผ่านกระแสแฟชั่นไทยที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน อีกทั้ง เพื่อประชาสัมพันธ์ผลงานการออกแบบของคนไทยให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบรุ่นใหม่ ที่ใฝ่ฝันอยากเป็นดีไซเนอร์ได้พัฒนาฝีมือ เพื่อก้าวสู่อาชีพดีไซเนอร์ในอนาคตอีกด้วย

ปริม จรรยาวิจิตร

ทั้งนี้ ระหว่างจัดการแข่งขันได้เชิญ อาร์ต-อารยา อินทรา ดีไซเนอร์และแฟชั่นกูรูชื่อดัง รวมถึงคณะกรรมการที่เชี่ยวชาญจากสายวิชาการออกแบบและแฟชั่นดีไซน์ อาทิ ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน
รองคณะบดีฝ่ายวิชาการ และอาจารย์ประจำแฟชั่นสิ่งทอ เครื่องตกแต่งแฟชั่น วิทยาลัยสร้างสรรค์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒฯ และดร.กรกลด คำสุข รักษาการรองคณบดี ฝ่ายนวัตกรรมทางปัญญาและวิจัย วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มาร่วมเป็นที่ปรึกษาของโครงการและจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปความรู้ต่างๆที่เกี่ยวข้องด้านแฟชั่นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าแข่งขันอีกด้วย

ด้าน อาร์ต-อารยา อินทรา ดีไซเนอร์ สไตลิสต์ตัวแม่และกูรูด้านแฟชั่นชื่อดังของเมืองไทย หนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า การแข่งขันในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับเยาวชนไทยและคนที่ชื่นชอบแฟชั่นได้มีเวทีและโอกาสในการนำเสนอผลงานได้อย่างเต็มที่ซึ่งทุกทีมที่ผ่านเข้ารอบมามีความโดดเด่น มีไอเดียสร้างสรรค์และสไตล์ที่แตกต่างกันและมีความน่าสนใจมาก ดังนั้น จึงอยากให้แต่ละทีมรวมถึงเยาวชนรุ่นใหม่ฝึกฝนและพัฒนาฝีมือ คิดสร้างสรรค์ไม่หยุดนิ่งอยู่เสมอ เพราะเชื่อมั่นว่าเยาวชนไทยของเรามีศักยภาพ และมีฝีมือ สามารถจะนำพาแฟชั่นไทยให้ก้าวสู่ระดับโลกต่อไปในอนาคตได้อย่างแน่นอน

อาร์ต-อารยา อินทรา

สำหรับทีมที่ชนะเลิศการแข่งขัน “ไชน่าเวิลด์ ดีไซน์ คอนเทสต์ 2018” ได้แก่ ทีม PNN จากมหาวิทยาลัยศิลปากร กับผลงาน “ถนนข้าวสาร” โดย นางสาวพรทิพย์ ปลื้มใจ ตัวแทนของทีม เผยว่า
ทุกคนในทีมรู้สึกดีใจและภูมิใจมากๆ ที่ได้รางวัลชนะเลิศสำหรับการออกแบบในครั้งนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากถนนข้าวสาร ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวของไทยที่ชาวต่างชาติรู้จักเป็นอย่างดี มีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม และผู้คน เราจึงได้ดึงเอกลักษณ์ของถนนข้าวสารมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวผ่านเสื้อผ้าและแฟชั่นในครั้งนี้”

ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ผลงาน ไฟเตอร์ สิงห์สังเวียน ทีม Eye of Tiger มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ผลงานPilgrimage ทีมเซ่ง แซ่ซง วิทยาลัยการอาชีพป่าซาง จ.ลำพูน และรางวัล Popular Vote ผลงาน Tears of the Black Tiger ทีม One Night Miracle มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ทีม PNN จากมหาวิทยาลัยศิลปากร กับผลงานการออกแบบ

ข้อควรรู้ฟื้นฟูร่างกายฉบับนักกีฬามืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/370479

ข้อควรรู้ฟื้นฟูร่างกายฉบับนักกีฬามืออาชีพ

ข้อควรรู้ฟื้นฟูร่างกายฉบับนักกีฬามืออาชีพ

วันอังคาร ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คุณเคยรู้สึกไหมว่าออกกำลังกายมาตั้งนานแต่กลับไม่ได้รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นเลย และคุณเคยคิดไหมว่า อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณรู้สึกเช่นนั้น สำหรับใครก็ตามที่กำลังมีความรู้สึกนี้อยู่ นายแพทย์กรกฎ พานิช คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น (NAB) มีคำแนะนำให้คุณลองตรวจสอบตัวเองให้ดีว่าคุณได้ปฏิบัติตามหลัก 5 ข้อต่อไปนี้แล้วหรือยัง เพราะหากคุณได้ทำตามทุกข้อแล้ว เชื่อว่าคุณจะรู้สึกพึงพอใจกับผลลัพธ์ที่เกิดจากการที่ร่างกายสามารถฟื้นฟูได้อย่างนักกีฬามืออาชีพอย่างแน่นอน

ข้อหนึ่ง การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ คือ การนอนหลับสนิทติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 6-8ชั่วโมง โดยบทความของ MarshalG J.G. (2016) ระบุว่าการนอนอย่างมีคุณภาพอย่างน้อย
7 ชั่วโมงต่อคืน มีความจำเป็นเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูอย่างมีประสิทธิภาพโดยกระบวนการฟื้นฟูนี้ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนออกมาหลายชนิด เช่น melatonin ที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต ช่วยซ่อมแซมระบบต่างๆ ในร่างกายทั้งระบบภูมิคุ้มกันกระบวนการเคมีในร่างกาย การอักเสบ ระบบกล้ามเนื้อ ระบบความคิดและความจำสำหรับผู้ที่ประสบปัญหาการนอนหลับอย่างรุนแรงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกลุ่ม NCDs เช่น ความดันโลหิตสูงเบาหวาน ได้

นายแพทย์กรกฎ พานิช

การรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ การวิ่งที่สร้างความทนทานให้กล้ามเนื้อและหัวใจ (endurance exercise)อย่างเป็นประจำสม่ำเสมอจะช่วยให้การฟื้นตัวของร่างกายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นตัวอย่างของการออกกำลังกายแบบสร้างความทนทานให้กล้ามเนื้อและหัวใจคือการวิ่ง ซึ่งต้องใช้พลังงานของกล้ามเนื้อขา ต้นขาและน่อง เมื่อกล้ามเนื้อเหล่านี้แข็งแรงและทนทานขึ้น เมื่อคุณวิ่ง ประสิทธิผลก็จะดีขึ้นในขณะที่ความเร็วในการฟื้นตัวก็จะเร็วขึ้นด้วย ดูง่ายๆ เช่น อัตราการเต้นหัวใจขณะพัก ปกติ อาจอยู่ที่ประมาณ 70-80 ครั้งต่อนาที หากวิ่งสม่ำเสมอ อัตราการเต้นหัวใจขณะพักจะลดลงมาอยู่ในช่วง 60-70 ครั้งต่อนาทีได้ไม่ยาก และสิ่งหนึ่งที่ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำควรตระหนักอยู่เสมอ คือ การรักษาสมดุลของน้ำทั้งก่อน ระหว่างและหลังการออกกำลังกาย โดยการดื่มเครื่องดื่มที่ผสมเกลือแร่เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ซึ่งแน่นอนว่าหากสมดุลของน้ำและเกลือแร่ไม่แปรปรวนมาก ร่างกายของคุณจะฟื้นฟูได้ไวอย่างแน่นอน

รับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ มีผลดีกับร่างกาย รวมถึงในด้านการฟื้นฟูร่างกายและการซ่อมแซมกล้ามเนื้อส่วนที่สึกหรอ เพราะนอกจากการนอนอย่างมีคุณภาพและการออกกำลังกายเป็นประจำแล้ว ร่างกายของมนุษย์ยังคงต้องการสารอาหารที่ใช้ในการซ่อมแซมร่างกายและฟื้นบำรุงอวัยวะส่วนต่างๆ แม้ในขณะที่นอนหลับก็ตาม ซึ่งผมเชื่อว่าทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าสารอาหารหลักที่ช่วยในการซ่อมแซมร่างกายคือคาร์โบไฮเดรต เปรียบเหมือนน้ำมันรถ และโปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ ที่พบใน เนื้อสัตว์ นม ไข่ และถั่ว ผัก ผลไม้ เหล่านี้เปรียบเหมือนน้ำมันเครื่องรถจะไม่พังเร็วต้องดีทั้งน้ำมันเครื่อง และน้ำมัน การฟื้นฟูร่างกายแบบนักกีฬามืออาชีพแนะนำให้รับประทานคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน ง่ายที่สุด เช่น นม 1 กล่อง หรือโปรตีนเชคที่มีส่วนผสมของคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน ภายใน 1 ชั่วโมง หลังจากการออกกำลังกายซึ่งเป็นช่วงนาทีทองที่ร่างกายเปิดรับสารอาหาร ที่จะไปเก็บในรูปของไกลโคเจนที่กล้ามเนื้อเพื่อใช้ในครั้งต่อไป

การคูลดาวน์และยืดกล้ามเนื้อหลังจากการออกกำลังกาย อีกปัจจัยเพื่อการฟื้นฟูร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ คือการทำคูลดาวน์ ซึ่งเปรียบได้กับการชะลอความเร็วเครื่องยนต์และยืดกล้ามเนื้อหลังจากการออกกำลังกาย ในขณะที่เราออกกำลังกายนั้น ร่างกายจะส่งเลือดไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อมากกว่าปกติ หากเราหยุดวิ่งทันทีเลือดจะค้างอยู่ที่กล้ามเนื้อ ทำให้เลือดไม่สามารถเดินทางกลับไปที่หัวใจได้ในทันที การทำคูลดาวน์จะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดกลับไปหัวใจอย่างนุ่มนวล เครื่องยนต์ไม่กระตุก ทำให้เลือดสูบฉีดออกจากหัวใจเพื่อไปยังอวัยวะและเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกายได้อย่างดีร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกทั้งฟื้นฟูและซ่อมแซมเนื้อเยื่อได้ดีขึ้นด้วย

และข้อสุดท้ายคือ การขับถ่าย เพราะการขับถ่ายคือปัจจัยสุดท้ายที่ไม่สามารถมองข้ามได้เลย เพราะการขับถ่ายของเสียทำให้ร่างกายรู้สึกสบายและโล่งมากขึ้นหลายท่านมีปัญหาปวดท้อง อยากถ่ายแต่ไม่ถ่าย จนนอนไม่หลับ ทรมาน ตื่นมาก็งัวเงีย ซึ่งจากงานวิจัยของ Rong Huang(2014) พบว่าคนออกกำลังกายจะท้องผูกน้อยกว่าคนไม่ออกกำลังกาย เมื่อเราไม่สะสมของเสีย ร่างกายจะฟื้นฟูได้ดีมากขึ้น

ถ้าคุณปฏิบัติได้ทั้ง 5 ข้อนี้เป็นประจำอย่างมีวินัย ผมเชื่อว่าการฟื้นฟูร่างกายของคุณจะต้องดีขึ้นและแน่นอนว่าจะเกิดผลดีมากมายกับตัวคุณ ไม่ว่าจะเป็นการมีร่างกายที่แข็งแรง กล้ามเนื้อที่แข็งแกร่ง และยังสามารถทำผลงานการเล่นกีฬาและออกกำลังกายได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย และไม่ว่าเป้าหมายของร่างกายคุณจะเป็นอย่างไร คุณก็จะสามารถพิชิตมันได้อย่างง่ายดาย