รำลึก 5 ปี คสช. ขอเวลาอีกไม่นาน เราจะคืนความสุขด้วยผลงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/589857

  • วันที่ 22 พ.ค. 2562 เวลา 17:15 น.

รำลึก 5 ปี คสช. ขอเวลาอีกไม่นาน เราจะคืนความสุขด้วยผลงาน

บรรดาผลงานมากมายต้องยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์ ใช้พลังพิเศษควบคู่ไปกับการใช้อำนาจบริหารราชการแบบปกติ นั่นคือพึ่งบริการมาตรา 44

************************

โดย ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์เอ็กคลูซีฟ

ปฏิทินการเมืองเคลื่อนมาถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2562 เป็นวันที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กำลังตัดสูทเข้าไปทำหน้าที่ในสภา พร้อมกับเตรียมรวมหัวกับวุฒิสภา(สว.) โหวตสนับสนุนบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ก่อนทำคลอดคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อบริหารประเทศต่อไป

แต่หากย้อนเวลาไปวันที่ 22 พ.ค. 2557 ดูเป็นเหตุการณ์คนละแบบกับวันนี้

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว กลุ่มคณะนายทหาร นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น เชิญ บุคคลผู้เคยเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย รวมถึง แกนนำภาคประชาชน ผู้นำองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หารือยุติความขัดแย้งร่วมหาทางออกให้บ้านเมือง

ทว่า บรรดานักการเมือง แกนนำมวลชน ตกลงไม่ได้ ต่างฝ่ายมุ่งรักษาอำนาจแห่งตน จึงต้องจบลงด้วยคำพูด พล.อ.ประยุทธ์ ” ถ้าอย่างนั้นผมขอยึดอำนาจ”

สถานการณ์บ้านเมืองจึงอยู่ในการควบคุมดูแลโดยกลุ่มบุคคล เรียกว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีพล.อ.ประยุทธ์ เป็นทั้งหัวหน้าคสช.และเป็นนายกรัฐมนตรี

มีเหล่าบริวารคสช.ร่วมเดินพรมแดงในตึกไทยคู่ฟ้าได้เป็นรัฐมนตรี ได้เป็นสมาชิกสารพัดประโยชน์ ทั้งสปช. สนช. สปท. กรธ.

ปัจจุบันบริวารสมาชิกได้รับมรดกตกทอดคสช. ได้เป็น สว. ได้เป็นคณะยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้เป็นกรรมการตามองค์กรอิสระ หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ สืบต่อไป

นับเป็น 5 ปี ที่สามารถผลิตบุคลากรฝังตัวโครงสร้างบริหารประเทศตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้อย่างเบ็ดเสร็จ

จากบทเพลงคืนความสุขให้ประชาชน “…เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน … แผ่นดินจะดีในไม่ช้า ความสุขจะคืนมา

นับเป็นอีกความบันเทิงของพ่อเฒ่าแม่แก่ไปจนถึงเด็กเยาวชนตามสถานศึกษา เมื่อได้ยินบทเพลงนี้มาอย่างยาวนานทำให้สามารถท่องจนขึ้นใจยากลืมเลือน โดยเฉพาะท่อนที่ว่า ” เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน”

…แต่นี่ผ่านมา 5 ปี ดูจะเป็นเวลานานเกินไปแล้วกระมัง!!!

อีกไม่นาน องค์กร คสช. จะสลายไป เนื่องจากบ้านนี้เมืองนี้มีการเลือกตั้ง มีสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ออกกฎหมาย มีรัฐบาลบริหารประเทศ

เพียงแต่กลุ่มบุคคลในคสช. ยังอยู่ในบทบาทหน้าที่ใหม่ไฉไลกว่าเดิม

……….

กระนั้นห้วงเวลา 5 ปีคสช. ก่อนเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลประชาธิปไตย สมควรทบทวนสักหน่อย  คสช.สร้างผลงานอะไรไว้ให้ลูกหลานไทยและนานาชาติบ้าง

ตั้งแต่เริ่มเข้ามาวันแรกๆ ผ่านมาถึงวันนี้ รัฐบาลคสช. สามารถทำให้บ้านเมืองสงบเงียบกริบ นักการเมือง แกนนำภาคประชาชน ที่ปลุกระดมมวลชนแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ถูกเรียกไปปรับทัศนคติ ไม่ให้ออกมาสร้างความวุ่นวายเหมือนแต่ก่อน

พวกฝ่าฝืนกฎหมาย นักปลุกปั่นอ้างประชาธิปไตยอ้างสิทธิชุมนุมก่อความไม่สงบต้องถูกควบคุมตัวดำเนินคดีกันไป

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อดีตโฆษกรัฐบาล ได้ดิบได้ดีเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เคยบอก “ผลงานคสช.มีมากมาย ถ้าเล่าให้ฟังวันเดียวคงไม่จบ”

ยิ่งพลิกอ่านหนังสือ “ประชารัฐสร้างชาติ” ซึ่งพรรคพลังประชารัฐจัดทำขึ้น แจกจ่ายผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) นำไปหาเสียงช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา น่าตอบโจทย์ 5 ปีรัฐบาลคสช. มีผลงานอะไรบ้าง ข้อยืนยันประการหนึ่งเป็นผลงานสาธยายได้ไม่หมดเหมือนอดีตโฆษกฯ”ไก่อู” กล่าวไว้เป๊ะ

 

 

บรรดาผลงานมากล้น ต้องยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์ ใช้พลังพิเศษควบคู่ไปกับการใช้อำนาจบริหารราชการแบบปกติ นั่นคือพึ่งบริการมาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวในการให้อำนาจหัวหน้าคสช. ออกคำสั่งอินฟีนีตี้ ทำให้การสร้างบ้านแปลงเมืองในช่วงที่ผ่านมา เหมือนได้รับการปลุกเสกอย่างรวดเร็ว

อภินิหารแห่งมาตรา 44 สร้างความประทับใจยิ่งนัก ตั้งแต่การออกคำสั่งโยกย้ายข้าราชการ ส่อว่ามีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชั่นให้เข้ามาอยู่ในกรุสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อรอการตั้งกรรมการตรวจสอบ หากตรวจสอบแล้วบริสุทธ์ผุดผ่องก็ใช้มาตรา 44 ย้ายคืนรังแต่กลับไปอยู่ตำแหน่งเดิมหรือไม่กลายเป็นเรื่องน่าเศร้า

การออกคำสั่งแก้ไขปมปัญหาแรงงานต่างด้าว การแก้ไขปัญหาการบิน จนทำให้องค์กรระหว่างประเทศยอมรับ เช่น สหภาพยุโรปหรืออียูุ ตัดสินใจปลดใบเหลืองและให้ใบเขียวกับประเทศ เนื่องจากได้มีการแก้ไขปํญหาการท่ำประมงผิดกฎหมายตามมาตรฐานสากล

หรือกรณี องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ เรียกชื่อย่อ ICAO ยอมปลดธงแดง เพราะไทยได้แก้ปัญหายกระดับมาตรฐานการบินเป็นผลสำเร็จ เป็นต้น ซึ่งเป็นอะไรที่รัฐบาลพลเรือนไม่เคยแก้ปัญหาคาราคาซังเหล่านี้ได้เลย แต่รัฐบาลลพล.อ.ประยุทธ์ กลับแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

มิพักกล่าวถึงการสร้างคุณภาพชีวิตให้พี่น้องประชาชน ด้วยการจัดระเบียบสังคม กวาดล้างมาเฟียอิทธิพล วินมอเตอร์ไซต์ คิวรถตู้โดยสารให้ได้มาตรฐาน จัดระเบียบทางเท้า หาบเร่แผงลอย ที่แม้สร้างความขัดใจพ่อค้าแม่ขายอยู่บ้างแต่เพื่อประโยชน์สุขของผู้ใช้ทางสัญจรส่วนใหญ่ รัฐบาลคสช.มีความจำเป็นต้องจัดระเบียบให้สำเร็จ

อย่างไรก็ตามมีคำถามตามมา เมื่อรัฐบาลทหารจากไปเข้าสู่รัฐบาลพลเรือนจะสามารถทำได้อย่างนี้หรือ ปัญหาเดิมๆจะกลับมาอีกหรือไม่ ถ้าไม่ใช่รัฐบาลคสช.บริหารประเทศ

คสช. สามารถทำผลงานวางฐานทางการเมืองได้อย่างแนบเนียนด้วยการปรับลุกค์ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้เป็นนายทหารเคร่งขรึมวาจาโผงผาง ให้ประชาชนได้มองภาพลักษณ์ใหม่ ออกเดินสายต่างจังหวัดพบปะประชาชน  ร่ายรำระบำฟ้อน แสดงถึงความจ๊ะจ๊ะใกล้ชิดเป็นกันเอง

พร้อมด้วยการคลอดนโยบายเอาใจ ทั้งการผลิตบัตรสวัสดิการประชารัฐ ตามด้วยแบรนด์ประชารัฐ บ้านประชารัฐก็มา ร้านธงฟ้าประชารัฐก็มา คลองประชารัฐ รถประชารัฐ เหลือแต่เครื่องบินประชารัฐที่ยังไม่มา

นอกจากนี้ มีการกวาดล้างนายทุนปล่อยกู้โหดยึดโฉนดส่งมอบให้ประชาชนสร้างความนิยมได้อย่างดี

ไม่น่าเชื่อว่า ภาพของรัฐบาลทหารที่ต่างชาติมักปฏิเสธ ออกมาตรการข่มขู่ไม่คบด้วย แต่สำหรับรัฐบาลคสช.สามารถล้างความคิดผู้นำต่างชาติได้สำเร็จ เพราะตลอดห้าปี ผู้นำต่างประเทศให้การยอมรับหัวหน้าคสช. เชื้อเชิญเดินทางไปเยือน สานต่อความสัมพันธ์ ทำข้อตกลงเจรจาการค้าสำเร็จลุล่วง

ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวต่างชาติ แห่เดินทางมาเที่ยวเมืองไทยจำนวนมากจนองค์กรด้านการท่องเที่ยวของโลกหลายสถาบัน เช่น องค์กรการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ เคยบันทึกสถิติไว้เมื่อปี 2561 ประเทศไทยสามารถทำรายได้จากการท่องเที่ยวมากที่สุดเป็น

ประวัติการณ์ถึง 1.82 ล้านล้านบาท มากเป็นอันดับ 4 ของโลกเป็นรองแค่สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และสเปน เท่านั้น

5 ปีที่ผ่านมา การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ไม่หยุดชะงักตรงกันข้ามเดินหน้าอย่างก้าวกระโดด เช่น โครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษหรืออีอีซี โครงการรถไฟฟ้าสายสีเส้นทางต่างๆ มีการต่อขยายอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงโครงการรถไฟความเร็วสูง การขนส่งระบบราง

โครงการมอเตอร์เวย์สายอีสาน -สายตะวันออก ตะวันตก ล้วนเป็นผลงานประจักษ์ชัด ในช่วงที่พี่น้องประชาชนเดินทางออกสู่ต่างจังหวัดในช่วงวันหยุดเทศกาลที่ผ่านมา

ท้ั้งหมดทั้งปวง อย่าลืมว่า ล้วนเกิดจากอภินิหารแห่งมาตรา 44 จึงทำให้คสช.ทำตามสัญญาโดยใช้เวลาอีกไม่นาน ไม่ต้องผ่านกระบวนการตามขั้นตอนราชการอันยุบยับ แบบว่า ใช้ทางลัดบริหารประเทศรวดเร็วเห็นผลกว่า

หลังจากผ่านวันนี้ไป(22 พ.ค.62 ) จะไม่ใช่ 5 ปีคสช. จะไม่มีมาตรา 44 มีแต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันตามระบอบประชาธิปไตย 

รัฐบาลใหม่จะทำตามสัญญา สร้างผลงานออกมาเป็นเช่นไร  …ขอเวลาอีกไม่นาน ใกล้ถึงบทพิสูจน์

ปชป.ลุ้นหน.คนใหม่”จะสู้ทุนสามานย์หรือพลเอกประยุทธ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/589144

  • วันที่ 15 พ.ค. 2562 เวลา 09:16 น.

ปชป.ลุ้นหน.คนใหม่"จะสู้ทุนสามานย์หรือพลเอกประยุทธ์"

“หมอวรงค์” ลั่น เที่ยงวันนี้ รู้ผล เลือกหน.ปชป. จะสู้กับทุนสามานย์ หรือ พลเอกประยุทธ์

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.  นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงการเลือกหัวหน้าพรรค ปชป.คนใหม่วันนี้ ว่า วันนี้ 15 พ.ค. ประมาณเที่ยงวัน ก็จะรู้แล้วว่า อนาคตพรรคประชาธิปัตย์จะไปทางไหนครับ

จะอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมแบบเดิมๆ หรือจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

จะสู้กับทุนสามานย์หรือพลเอกประยุทธ์

จะเลือกผู้นำพรรคเพื่อหาทางออกประเทศที่คิดตรงใจประชาชนหรือไม่

…………ต้องเปลี่ยนครับ………….

“ชุมชนโค้งรถไฟยมราช” พื้นที่ที่ “โอกาสยังมาไม่ถึง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/587993

  • วันที่ 02 พ.ค. 2562 เวลา 12:14 น.

"ชุมชนโค้งรถไฟยมราช" พื้นที่ที่ "โอกาสยังมาไม่ถึง"

ชีวิตที่คนเมืองไม่เคยทราบของชุมชนโค้งรถไฟยมราช ที่หลายคนเรียกว่าบ้าน

ไม่ไกลจากย่านธุรกิจ ใจกลางกรุงเทพ สถานที่ซึ่งพวกเขาเรียกว่า “บ้าน” แห่งนี้ ตั้งอยู่บริเวณบางทางเข้า ชุมชนโค้งรถไฟยมราช และนับเป็นบ้านหลังแรกของชุมชน บ้านหลังนี้ มีเนื้อที่ขนาดประมาณ 4 ตารางเมตรบรรจุ 13 ชีวิต เป็นเด็กวัยเรียนถึง 10 คน บริเวณหน้าบ้านและหลังบ้าน มีรถไฟวิ่งผ่านแทบจะตลอดทั้งวัน ขบวนสุดท้ายของวัน คือช่วงประมาณตี 2 ขณะอีกด้านหนึ่งติดกับตัวบ้าน เป็นที่ตั้งของกองขยะ และเป็นจุดที่เด็กๆ ในบ้านใช้เป็นสนามเด็กเล่นทุกๆ วันหลังเลิกเรียน

จิรา ศรีเจริญ หรือที่คนในชุมชนนี้เรียกว่า “ป้าเตี้ย” เจ้าของบ้านหลังนี้ ผู้ปกครองของเด็กทั้ง 10 คน เล่าว่า แม้เด็กแต่ละคนจะมีสถานะเป็นหลาน แต่เด็กทุกคนก็เรียกยายของตัวเองจนติดปากว่า “แม่” เพราะได้ดูแลพวกมาตั้งแต่แบเบาะ

“ทั้งพ่อและแม่ ต้องออกไปทำงาน ไม่มีเวลามาเลี้ยงดู ก็กลายเป็นภาระของเราต้องดูแล แต่เด็กพวกนี้เลี้ยงง่าย ถึงจะดื้อบ้าง ซนบ้าง ตามประสาวัยเด็กแต่ก็เป็นเด็กดีเชื่อฟัง คนโต ชื่อป.(นามสมมติ) เริ่มเก่ง มีฝีมือช่วยงานบ้าน ช่วยร้อยมาลัยได้ แบ่งเบาภาระได้บ้าง คนเล็กๆ พวกนี้มีดื้อบ้างชอบแอบกินแป้ง แป้งทาตัวนี่แหละ กินกันเป็นกระป๋องๆ ห้ามก็ไม่ค่อยฟัง นิสัยนี้คงจะติดมาจากแม่ แม่ของเด็กพวกนี้ชอบแอบกินยากันยุง จุดไว้ก็แอบดับแล้วหักมากิน เราก็กลัวว่ากินไปแล้วจะเมา หรือจะเป็นอะไรไป ก็พาไปหาหมอ ไปถึงโรงพยาบาลก็ไปบอกหมอว่า ถ้าไม่กินจะมีอาการไข้ขึ้น ทำงานไม่ได้ ก็ต้องปล่อยให้กินไป” ป้าเตี้ยสะท้อนถึงชีวิตความเป็นอยู่ของลูก และหลานๆ

จิรา บอกอีกว่า เด็กทุกคนตั้งใจเรียน แต่อุปกรณ์หลายๆ อย่างที่พวกเขาอยากได้ ก็เกินกำลังที่จะจัดหามาได้ ที่พอที่จะซื้อให้ได้ก็ต้องแบ่งกันใช้ พวกเขายังขาดแคลนชุดนักเรียน เพราะเงินอุดหนุนที่โรงเรียนจัดให้ ประมาณ 500 บาท ไม่เพียงพอ

“โรงเรียนให้ค่าชุดนักเรียนคนละ 310 บาท ค่าอุปกรณ์ คนละ 195 บาท ขาดเหลือจากนี้เราก็ต้องซื้อเอง หลาน 10 คน ก็เกินกำลัง ไหนจะค่ารถ ก็ใช้วิธีเหมารถตุ๊กตุ๊ก วันละ 40 บาท ให้เงินไปโรงเรียนคนละ 10 บาท ตอนเช้าตอนเที่ยงก็กินข้าวของโรงเรียน กลับมากินข้าวเย็นที่บ้าน เด็กพวกนี้กินง่าย ข้าวไข่เจียว ผัดผักก็กินกันได้ ถ้าถามว่า อยากได้ความช่วยเหลือเรื่องอะไร ก็บอกเลยว่าเรื่องอุปกรณ์การเรียน ตอนนี้เกินกำลังจริงๆ เราอยากให้เขาทุกคนได้เรียนสูงๆ เท่าที่จะมีกำลังส่งพวกเขาเรียนได้ เพราะไม่อยากให้มีอนาคตเหมือนเรา ” ป้าเตี้ยเล่า

ป.(นามสมมติ) ซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 5 ทุกๆ วันหลังกลับจากโรงเรียนจะต้องรับภาระช่วยแบ่งเบางานบ้านของยายและดูแลเด็กๆ คนอื่นในบ้านหลังนี้ เล่าว่า โตขึ้นอาชีพในฝันที่เขาอยากเป็นก็คือ ทหาร เมื่อถามถึงเหตุผลว่า ทำไมถึงอยากเป็นทหาร หนึ่งสมาชิกตัวน้อยในบ้านก็แย่งตอบแทนพี่ด้วยเสียงดังหนักแน่นว่า “อยากรับใช้ชาติ อยากตายเพื่อชาติ

นั่นเป็นเพียงภาพสะท้อนจากบ้านหลังหนึ่งในชุมชนแห่งนี้ ซึ่ง “ครูจิ๋ว” ทองพูล บัวศรี ผู้จัดการโครงการ มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ขยายความให้ฟังว่า เด็กๆในชุมชนนี้ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 120 คน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ครอบครัวมีฐานะเป็นคนจนเมือง มีภาระหนี้สิน การศึกษาไม่สูง และประกอบอาชีพที่ไม่แน่นอน บางคนประกอบอาชีพขายดอกไม้ ขายพวงมาลัยริมถนนไม่ไกลจากชุมชนโค้งรถไฟยมราช บางคนก็ไปขอทานบริเวณซอยนานา ที่ผ่านมาแม้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องพยายามเข้าไปช่วยเหลือ แต่เข้าถึงชุมชนนี้ได้ยากหลายคนปฏิเสธความร่วมมือเพราะคิดว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะมาไล่ที่

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคด้านการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า เคยมีตัวเลขที่ระบุถึง ตัวเลขกลุ่มเด็กยากจนพิเศษ จำนวน 476,000 คน ส่วนใหญ่อยู่ในครอบครัวที่พ่อแม่แยกทาง และมักจะหลุดจากระบบการศึกษา และมีวงจรชีวิตที่ต้องอยู่กันแบบตามมีตามเกิดตั้งแต่รุ่นพ่อแม่และส่งมอบมรดกความยากจนไปถึงลูกๆ มีสภาพความเป็นอยู่ที่ยากจะหลุดพ้นจากวงจรนี้ ไม่น่าเชื่อว่าพื้นที่ที่อยู่ไม่ไกลจากความเจริญในกรุงเทพฯจะมีสภาพที่แตกกันขนาดนี้

“เท่าที่ได้คุยกับคนในชุมชน บางคนต้องขายพวงมาลัยดอกจำปีมาแล้ว ถึง 40 ปี พวกเขาต้องการการจัดการชีวิตที่มีระบบให้หลุดพ้นจากวงจรเดิมๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ หากได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องจับมือกัน แก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และต้องเป็นการแก้ที่ถูกจุด แก้ไขที่รากเหง้าของปัญหาให้ได้ เมื่อได้มาพูดคุยก็พบว่า เด็กๆ หลายคนตั้งใจเรียน แต่พวกเขาต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ทำงานหนัก นอนดึก ไปเรียนก็เรียนไม่ไหว เรียนไม่รู้เรื่อง สุดท้ายก็ต้องถอดใจ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นพวกเขาควรจะได้รับความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น เช่นรองเท้านักเรียน หรือชุดนักเรียน เพราะเงินอุดหนุนที่ได้รับนั้นไม่เพียงพอ” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม กองทุนเพื่อความเสมอภาคด้านการศึกษา ได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจปัจจัยด้านต่างๆ ที่ยังขาดแคลน เพื่อประสานกับหน่วยงานต่างๆในการเข้าไปช่วยเหลือเด็กๆในชุมชนแห่งนี้ต่อไป

การเมืองหลัง 6 ตุลาฯ บทเรียนเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/585095

  • วันที่ 31 มี.ค. 2562 เวลา 09:23 น.

การเมืองหลัง 6 ตุลาฯ บทเรียนเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย

แม้ 4 ปีหลัง 6 ตุลาฯ2519 จะเป็นช่วงเวลาแห่งความสับสนวุ่นวาย แต่ก็เกิดสิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มพลังทางการเมือง ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการทางการเมืองในระยะต่อมา

***********************

โดย…อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลายยุคหลายเหตุการณ์นั้นมีประเด็นร่วมที่น่าสนใจประการหนึ่ง นั่นคือ การฝ่าวิกฤตที่เกิดขึ้นโดยการเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจอาจเป็นทางออกที่รวบรัด แต่การครองอำนาจก็ใช่ว่าจะรวบรัดเอาไว้ได้ตลอดไป ถึงที่สุดแล้วก็ต้องเปลี่ยนผ่านกลับเข้าสู่แนวทางการผ่อนปรน และคืนอำนาจให้แก่ประชาชน

สถานการณ์ทางการเมืองช่วงปี 2518-2519 อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความพรั่นพรึงของสังคมไทย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่สงครามเย็นยังคุกรุ่น สถานการณ์รอบประเทศ ลาวเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ เวียดนามเหนือบุกเข้ายึดเวียดนามใต้ และเขมรแดงได้ชัยชนะปกครองกัมพูชา ตามทฤษฎีโดมิโนแล้วไทยกำลังตกอยู่ในภัยคุกคามที่น่าวิตก

ขณะที่สถานการณ์ในประเทศ ความรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 จบลงด้วยการยึดอำนาจรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ที่มี พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ รมว.กลาโหมในขณะนั้นเป็นหัวหน้า ได้แต่งตั้ง ธานินทร์ กรัยวิเชียร ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

สิ่งสำคัญประการหนึ่งในการยึดอำนาจทุกครั้ง คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ โยกผู้ที่อาจเป็นปฏิปักษ์ออกไปและนำคนฝ่ายตนเองเข้ามาแทนที่ โดยหนึ่งในนั้น คณะปฏิรูปฯ มีคำสั่งปลด พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ นายทหารประจำกองบัญชาการทหารสูงสุดออกจากราชการ ฐานไม่มารายงานตัวตามคำสั่งคณะปฏิรูปฯ

พล.อ.ฉลาด เป็นนายทหารที่ผ่านการรบในสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนาม และมีบทบาททางการเมืองเด่นชัดขึ้นในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งจากผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผู้ช่วย ผบ.ทบ.) เป็นรอง ผบ.ทบ.เพื่อเตรียมขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.

แต่เมื่อสิ้นยุค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ และ ม.ร.ว.เสนีย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รัฐบาลในสมัยต่อมา พล.อ.ฉลาด ก็ถูกเด้งพ้น 5 เสือ ทบ.ไปประจำกองบัญชาการทหารสูงสุด

พ.ท.สนั่น ขจรประศาสน์ (ยศในขณะนั้นต่อมาจึงได้ยศพลตรี) อดีตทหารคนสนิท พล.อ.ฉลาด เขียนไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติ “ล้วนเป็นผมลิขิตชีวิตเอง”ว่า พล.อ.ฉลาด พูดบ่อยครั้งว่าการยึดอำนาจของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน จากรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2519 นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะว่ารัฐบาลมาจากประชาธิปไตย ก็ต้องให้แก้ไขด้วยหนทางประชาธิปไตย

นี่อาจเป็นเหตุผลทำให้ พล.อ.ฉลาด ไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่งคณะปฏิรูปฯ แต่กลับเรียกนายทหารระดับผู้บังคับหน่วยไปประชุม ซึ่งมองได้ว่าเป็นการแสดงออกถึงการไม่ยอมรับอำนาจของคณะปฏิรูปฯ

หลังถูกปลด พล.อ.ฉลาด ตัดสินใจบวชที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร พร้อมกับแผนการยึดอำนาจซึ่งเกิดขึ้นในอีก 5 เดือนต่อมา

เช้ามืดวันที่ 26 มี.ค. 2520 กำลังทหารจากกองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) จ.กาญจนบุรี 300 นาย นำโดย พ.ต.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ (ยศในขณะนั้น) หรือ เสธ.อ้าย ผู้บังคับกองพันที่ 2 และ 3 พล.ร.9 กระจายกำลังเข้ายึดสถานที่สำคัญ 4 แห่ง คือ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก สวนรื่นฤดี กองบัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้า สนามเสือป่า และกรมประชาสัมพันธ์

หลังเคลื่อนกำลังเข้ายึดจุดต่างๆ ได้ตามแผน พระภิกษุฉลาดจึงลาสิกขาจากวัดบวรนิเวศ ในช่วงเช้ามืดวันที่ 20 ต.ค. 2520 เพื่อมาบัญชาการแผนยึดอำนาจด้วยตนเอง

พล.อ.ฉลาด ออกประกาศทางวิทยุกระจายเสียง อ้างถึงความเสื่อมโทรมทางด้านต่างๆ ของประเทศ โดยอ้างว่าการยึดอำนาจ “เพื่อเป็นแกนกลางของบรรดาผู้รักชาติ ที่จะร่วมมือกันที่จะแก้ไขสถานการณ์ของบ้านเมืองให้ดีขึ้น และเพื่อสถาปนาการปกครองระบบประชาธิปไตยให้สำเร็จ โดยเร็วที่สุด”

แต่ความผิดพลาดของแผนครั้งนี้ คือ กองกำลังในเขตกรุงเทพมหานครที่นัดแนะกันออกมายึดอำนาจ ไม่นำกำลังเข้าร่วมตามที่ตกลงกันไว้ ในช่วงบ่ายของวันนั้นกำลังของฝ่ายรัฐบาลก็ปิดล้อมกองกำลังของฝ่าย พล.อ.ฉลาด ไว้ได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น เมื่อ พล.อ.ฉลาด ยิง พล.ต.อรุณ ทวาทศินผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์เสียชีวิต

พล.ต.สนั่น เขียนไว้ในหนังสือ “ล้วนเป็นผมลิขิตชีวิตเอง” ความว่า

พล.อ.ฉลาด นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ พล.ต.อรุณ นั่งอยู่ข้างๆ ด้านหลัง พล.ต.อรุณ มีทหารถือเป็นเอ็ม 16 รักษาการณ์อยู่ พล.ต.อรุณ ลุกขึ้นไปชงกาแฟ แล้วยื่นให้ พล.อ.ฉลาด เมื่อพล.อ.ฉลาด รับถ้วยกาแฟแล้วเดินออกไปที่หน้าต่าง ระหว่างนั้น พล.ต.อรุณ กลับมาที่นั่งตัวเองและเข้าแย่งปืนจากทหาร เกิดการยื้อยุดกัน พล.อ.ฉลาด สั่งให้ พล.ต.อรุณ วางปืนและยิง พล.ต.อรุณ เสียชีวิต

การตายของ พล.ต.อรุณ เป็นประเด็นที่วิเคราะห์กันว่า คือสาเหตุที่รัฐบาลยกเลิกข้อตกลงส่งคณะผู้ก่อการลี้ภัยไปไต้หวัน และอีก 1 เดือนถัดมา ศาลพิเศษก็ตัดสินประหารชีวิต พล.อ.ฉลาด เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2520

แม้คณะปฏิรูปฯ จะสามารถจัดการกลุ่มทหารที่คิดยึดอำนาจซ้อนได้แล้ว แต่สถานการณ์ในประเทศจากการปกครองของรัฐบาลธานินทร์ก็ไม่สามารถทำให้เกิดความสงบได้ มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะการสั่งปิดหนังสือพิมพ์จำนวนมาก รวมทั้งการดำเนินคดีนักศึกษาและประชาชนในคดีการเมือง ซึ่งเป็นผลพวงตามมาจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

แรงบีบคั้นทางการเมืองเหล่านี้ส่งผลให้มีผู้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เป็นจำนวนมาก จน พคท.สามารถขยายเขตงานออกไปได้อย่างกว้างขวาง

ขณะที่รัฐบาลธานินทร์ มีแนวทางพัฒนาประชาธิปไตยในเวลารวมแล้วถึง 12 ปี ซึ่งกลุ่มต่างๆ ในสังคมขณะนั้นเห็นว่ายาวนานเกินไป

ในที่สุด หลังการประหารชีวิต พล.อ.ฉลาด เมื่อเดือน เม.ย. อีก 6 เดือนต่อมา ในวันที่ 20 ต.ค. 2520 พล.ร.อ.สงัด หัวหน้าคณะปฏิรูปฯ ก็ตัดสินใจยึดอำนาจรัฐบาลธานินทร์ และแต่งตั้ง พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับยกร่างรัฐธรรมนูญและประกาศใช้ช่วงปลายปี 2521 นำมาซึ่งการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2522 เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลังการยึดอำนาจ 6 ตุลาฯ 2519

แม้ 4 ปีหลัง 6 ตุลาฯ จะเป็นช่วงเวลาแห่งความสับสนวุ่นวาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคสมัยแห่งความหวั่นวิตกนี้ก็เกิดสิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มพลังทางการเมือง ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการทางการเมืองในระยะต่อมา อาทิ กลุ่มทหารยังเติร์ก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ การพัฒนาพรรคการเมือง การเข้าสู่การเมืองของกลุ่มต่างๆ ทั้งกลุ่มทุน นักวิชาการ ตัวแทนกลุ่มอาชีพต่างๆ ในสังคม และการปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งการเมืองในประเทศและนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งนำพาประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตมาได้

สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นและบ่มเพาะในยุคแห่งความสับสนวุ่นวาย เพื่อเติบโตและส่งผลในยุคที่ประชาธิปไตยมีพัฒนาการมากขึ้นในยุคต่อๆ มา

แน่นอนว่าต่างยุคสมัย เหตุปัจจัยแห่งวิกฤตย่อมต่างกัน คงมีแต่วิถีและกระบวนการทางประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะนำพาให้เราผ่านพ้นไปได้

บิ๊กตู่ “ลุ้นใบแดง-งูเห่า” ตั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/584782

  • วันที่ 28 มี.ค. 2562 เวลา 06:53 น.

บิ๊กตู่ "ลุ้นใบแดง-งูเห่า" ตั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศการเมืองยังคงอยู่ในช่วง”ฝุ่นตลบ” ต่อเนื่องเป็นต้นมา หลังการเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของขั้วการเมืองที่พยายามผนึกกำลังรวมเสียงให้ได้มากที่สุดสำหรับจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่ต้องรอการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งคาดว่าจะสามารถทำได้ในวันที่ 9 พ.ค.นี้

ยิ่งในสถานการณ์ที่การรวมเสียงของทั้งสองขั้ว ดูจะปริ่มน้ำใกล้เคียงกันเป็นอย่างมาก การชิงจังหวะออกมาเปิดตัวแสดงความพร้อมของแต่ละฝั่ง ย่อมเป็นการเคลื่อนไหวที่ต้องจับตา ซึ่งเป็นทั้งการ “ล็อกเสียง” ฝั่งตัวเองไม่ให้รั่วไหลออกไปไหนในช่วงเวลานับจากนี้ อีกทั้งยัง “ตีกัน” คู่แข่งที่มีเสียงน้อยกว่าไม่ให้รวมเสียงขึ้นมาสู้ อันจะผิดธรรมเนียมตามกติกาประชาธิปไตย

ดังจะเห็นจากการเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการของพรรคเพื่อไทยร่วมกับพรรคฝ่ายประชาธิปไตย คือ พรรคอนาคตใหม่ เศรษฐกิจใหม่ เสรีรวมไทย เพื่อชาติ ประชาชาติ ที่โรงแรมแลงคาสเตอร์ ถนนเพชรบุรี ตัดใหม่ นำโดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า จากที่ได้พูดคุยถึงแนวทางการทำงาน และประกาศเป็นสัญญาประชาคมระหว่างการเลือกตั้ง ว่า จะหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และจะทำตามสัญญาประชาคม และจากเจตนาของประชาชนที่ได้เลือกเรามา พรรคฝั่งประชาธิปไตยได้เสียงมากสุด แม้ว่าจะยังไม่นิ่ง แต่ก็ได้ไม่ต่ำกว่า 255 เสียงแล้ว

“ถือว่า ขณะนี้เราเป็นพรรคที่เป็นประชาธิปไตยและไม่สืบทอดอำนาจ ที่ได้เสียงข้างมาก ‘ฉันทานุมัติ’ จากประชาชนแล้ว ซึ่งเราจะทำตามสัญญาประชาคม ว่าจะหยุดอำนาจ เราจะทำตามความคาดหวัง และเดินตามกติกาอย่างมีมารยาท พร้อมส่งเสริมให้มีวัฒนธรรมการเมืองในเชิงสร้างสรรค์”

แต่อีกด้านหนึ่งทางฝั่งพรรคพลังประชารัฐก็เตรียมประกาศความชัดเจนของฝั่งตัวเอง โดย อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ไม่มีความกังวลใดๆ เกี่ยวกับที่พรรคเพื่อไทยจะชิงจัดตั้งรัฐบาลก่อน โดยถูกมองว่าเป็นการประกาศรวมเสียงเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลเช่นกัน

ทั้งนี้ ประเมินแล้วสาเหตุที่พรรคพลังประชารัฐยังสามารถจะเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับฝั่งเพื่อไทยได้มาจาก 2 สาเหตุสำคัญ เริ่มตั้งแต่เรื่องแรก ผลการเลือกตั้งที่ยังไม่นิ่ง จนกว่าจะมีการประกาศผลชัดเจนอย่างเป็นทางการ รวมไปถึงการตัดสิทธิ ให้ใบเหลือง ใบแดง นับจากนี้ อันจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อเนื่องไปถึงการเปลี่ยนแปลงจำนวนเก้าอี้ของแต่ละพรรค

ดังจะเห็นจากที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุถึงการแถลงข่าวของฝั่งพรรคเพื่อไทยว่า ใครที่คิดว่าตัวเองมีความพร้อมที่จะทำและช่วงชิงอะไรก็ทำไป แต่ไม่ได้มีผลจริงจังอะไร มีผลด้านจิตวิทยาและการรับรู้ของสังคมในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่จะสิ้นสุดและยุติไม่ได้ เพราะผลอย่างไม่เป็นทางการเพียง 95% เพิ่งจะประกาศไป ยังมีที่เหลืออีกหลายคะแนนอยู่

อีกทั้ง ต่อจากนี้จะต้องมีการดำเนินคดีและดำเนินการอีกหลายเรื่อง เพราะมีผู้มาร้องเรียนเรื่องการเลือกตั้งหลายรายที่จะต้องมีการตรวจสอบก่อน ฉะนั้นทั้งหมดจึงยังไม่มีความแน่นอนอะไรตราบใดที่ยังไม่มีการโหวตนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่มีความชัดเจน เป็นเรื่องธรรมดา เพราะขนาดจับมือรับปาก ลงชื่อตามสัตยาบัน ก็อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้

การพิจารณารับรองผู้สมัคร ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตลอดจนการให้ใบเหลืองใบแดง ใบส้ม ต่อจากนี้ของ กกต. จึงถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อคะแนนเสียงของแต่ละพรรค และจะมีผลต่อเนื่องไปถึงการจัดตั้งรัฐบาลนับจากนี้ต่อไป ดังนั้นในวันที่ กกต.ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นการทำหน้าที่ การทำงานของ กกต.ในเวลานี้ย่อมจะต้องถูกจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในวันที่มีการล่ารายชื่อถอดถอน กกต.หลายแสนคน

อีกประเด็นที่ทำให้ พรรคพลังประชารัฐยังสามารถตั้งรัฐบาลแข่งได้มาจาก บรรดา “งูเห่า” ที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้พรรคพลังประชารัฐกล้าตั้งรัฐบาลในภาวะเสียงปริ่มน้ำ จนสุ่มเสี่ยงต่อเสถียรภาพในการบริหารประเทศ

แม้เบื้องต้นในขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรี จะไม่เป็นปัญหาสำหรับพรรคพลังประชารัฐ เพราะมี 250 เสียง ของ สว.เฉพาะกาลที่พร้อมจะ เทมาสนับสนุน แต่ในการบริหารงานนั้น ลำพังเสียงปริ่มน้ำของรัฐบาลพรรคพลังประชารัฐ ย่อมไม่ง่ายในการลงมติในสภาแต่ละครั้ง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้การตัดสินใจของ สส.เป็นอิสระ ไม่ต้องขึ้นกับมติพรรคโอกาสที่จะเกิด “งูเห่า” จากพรรคอื่นมาโหวตสนับสนุน ย่อมเป็นไปได้

แต่จุดที่ต้องจับตาคือท่าทีของพรรคภูมิใจไทยเวลานี้ ซึ่ง อนุทิน  ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ระบุว่า จุดยืนของพรรคคือการไม่สนับสนุนให้มีนายกที่มีเสียงข้างน้อยในสภานั่นเอง การประกาศตัวสนับสนุนขั้วใดขั้วหนึ่งย่อมมีผลต่อการชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

เส้นทางการจัดตั้งรัฐบาลนับจากนี้จึงมีปัจจัยต่างๆ ที่ล้วนแต่จะมีผลต่อทุกคะแนนเสียง ซึ่งต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป

บัตรเลือกตั้งฉาว ฉุดเชื่อมั่นผลเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/584673

  • วันที่ 27 มี.ค. 2562 เวลา 08:12 น.

บัตรเลือกตั้งฉาว ฉุดเชื่อมั่นผลเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปัญหาอันสืบเนื่องจากการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันเลือกตั้ง 24 มี.ค.ที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการวินิจฉัยบัตรดี บัตรเสีย ไปจนถึงบัตรเกิน ต่อเนื่องไปจนถึงเรื่องการรับส่งบัตรเลือกตั้งจากต่างประเทศล่าช้า และอีกหลายเรื่อง กำลังเป็นปัจจัยฉุดรั้งความเชื่อมั่นต่อการทำหน้าที่ของ กกต. และยังอาจบานปลายไปสู่ความเชื่อมั่นต่อผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ด้วย

เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรก การรายงานผลการเลือกตั้งช่วงหลังปิดหีบเลือกตั้ง ที่แต่ละสื่อรายงานด้วยข้อมูลที่แตกต่างกันทั้งที่เป็นข้อมูลชุดเดียวกันที่มาจาก กกต. จนทำให้เกิดความสับสนสำหรับประชาชนผู้ติดตามและเกิดความสงสัยถึงที่มาและความถูกต้องของชุดข้อมูล

ทั้งนี้ ทาง กกต.ชี้แจงว่า กกต.ได้ป้อนข้อมูลดิบให้กับสื่อมวลชนแต่ละสำนัก ซึ่งเป็นผลคะแนนที่ทาง กกต.ได้รับจากการนับคะแนนในเขตเลือกตั้งต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นแรพพิดรีพอร์ต ส่วนการนำเสนอออกไปทางจอทีวีของแต่ละช่องเป็นการตัดสินใจของแต่ละช่องเอง จึงทำให้คะแนนที่ออกมาอาจจะดูเหมือนไม่ตรงกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับระบบประมวลผลของแต่ละช่องที่นำมาใช้

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามีปัญหาความผิดพลาดของการป้อนข้อมูล เนื่องจากเกิดจากความผิดพลาดของการป้อนข้อมูล ที่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนอาสามัครที่เข้ามาช่วยในการปฏิบัติงาน อีกทั้งยังยอมรับว่ามีผู้ที่พยายามจะเข้าถึงข้อมูลในระบบการรายงานผลคะแนนโดยไม่ได้รับอนุญาต

ต่อเนื่องมาจนถึงประเด็นเรื่องบัตรเกินในหลายพื้นที่ เช่น เขตเลือกตั้งที่ 9 กทม. พื้นที่หลักสี่ ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตภายหลัง สิระ เจนจาคะ ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ คะแนนกลับมาพลิกชนะ สุรชาติ เทียนทอง จากพรรคเพื่อไทย แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดกลับพบว่ามีประชาชนมาใช้สิทธิน้อยกว่าบัตรที่ลงคะแนน

กลายเป็นประเด็นที่ทาง ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาเรียกร้องให้ กกต.เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีบัตรผีโผล่ใน 10 จังหวัดที่เผยแพร่ในโซเซียลมีเดีย โดยมีการเปรียบเทียบจำนวนผู้มีสิทธิกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ อาทิ จ.เชียงราย เชียงใหม่ ตรัง ตราด ตาก นครนายก นครปฐม นครพนม นครราชสีมา และนครศรีธรรมราช รวมทั้งข้อมูลในเขตหลักสี่ซึ่งมีบัตรเกินด้วย

อีกด้านหนึ่งในโซเชียลมีเดียยังปรากฏคลิปวิดีโอการนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งพบว่ามีการขานคะแนนผิดจากบัตรดีเป็นบัตรเสีย บัตรเสียเป็นบัตรดี จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลาย

ก่อนที่ตัวแทนจากพรรคอนาคตใหม่ จะเดินทางมายื่นหนังสือถึง  อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. เพื่อขอใช้สิทธิเข้าถึงข้อมูลข่าวสารตาม ม.11 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของข้าราชการ พ.ศ. 2540 โดยขอให้เปิดเผยข้อมูล 4 ประเด็น คือ

1.ผลการนับคะแนนเสียงเลือกตั้งทั่วประเทศ 2.จำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง 3.จำนวนผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในแต่ละหน่วยเลือกตั้งทั่วราชอาณาจักร และ 4.จำนวนบัตรเลือกตั้งที่ กกต.ส่งไปยังหน่วยเลือกตั้งทั่วราชอาณาจักร เนื่องจากเห็นว่าการนับคะแนนเมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา มีความเคลือบแคลงในความสุจริตเที่ยงธรรมในการจัดการเลือกตั้ง ทั้งเรื่องการไม่นับคะแนน ณ ที่เลือกตั้งโดยเปิดเผยในหน่วยเลือกตั้งหลายแห่ง มีการประวิงเวลาในการนับคะแนนไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงผลคะแนนลดลงของพรรคการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

โดยทั้งหมดทาง กกต.ระบุว่า ต้องใช้เวลาตรวจสอบ และจะแถลง อีกครั้งในวันที่ 29 มี.ค.โดยจะรวบรวมรายละเอียดข้อร้องเรียนต่างๆ จากทั้ง 350 เขต

ที่สำคัญ กระแสความไม่พอใจต่อการทำหน้าที่นำมาสู่การล่ารายชื่อถอด กกต.ผ่านเว็บไซต์ change.org ซึ่งมียอดสูงกว่า 5 แสนคน และยังคงมีคนลงรายชื่อต่อเนื่อง

ปัญหาที่เกิดขึ้นล้วนแต่ซ้ำเติมความเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้งของ กกต. ให้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่หากย้อนไปดูก่อนหน้านี้ กกต.ล้วนแต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำหน้าที่ ทั้งเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งที่พรรคการเมืองออกมาสะท้อนความเห็นว่าอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคใดหรือไม่ หรือก่อนหน้านี้ที่จะจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งโดยไม่ใส่ชื่อหรือโลโก้พรรคที่ถูกวิจารณ์จนต้องนำไปปรับแก้

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจึงล้วนแต่สร้างความไม่มั่นใจให้กับบรรดาผู้สมัครและประชาชนคนทั่วไปว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมานั้นน่าเชื่อถือเพียงไร เมื่อยังมีปัญหาในการนับคะแนนจนถึงเรื่องบัตรเกิน ยังไม่รวมกับประเด็นการทำหน้าที่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง การให้ใบเหลือง ใบส้ม กับบรรดาผู้สมัครในช่วงเวลานับจากนี้ ซึ่งจะถือเป็นอีกกระบวนการสำคัญ และยังมีผลต่อเนื่องไปถึงความพยายามในการรวมเสียงจับขั้วตั้งรัฐบาลในเวลานี้

โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้อันถือเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมือง ที่สองพรรคใหญ่ที่มีคะแนนสูสีต้องพยายามทำทุกทางเพื่อรวมเสียงให้ได้มากที่สุดในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น การให้ใบเหลือง ใบส้ม กับผู้สมัครพรรคใดพรรคหนึ่งนับจากนี้ ย่อมมีผลต่อการจับขั้วตั้งรัฐบาลในอนาคต

ทั้งหมดจึงเป็นสิ่งที่ กกต.ต้องระมัดระวังและเร่งสร้างความเชื่อมั่น ชี้แจงในประเด็นความเคลือบแคลงต่างๆ ของสังคมให้หมดไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการไม่ยอมรับผลเลือกตั้งที่จะยิ่งกลายเป็นปัญหาซ้ำเติมสถานการณ์การเมืองในเวลานี้

เลือกตั้งล็อกถล่มคนดังบิ๊กเนมพ่ายหมดรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/584561

  • วันที่ 26 มี.ค. 2562 เวลา 08:36 น.

เลือกตั้งล็อกถล่มคนดังบิ๊กเนมพ่ายหมดรูป

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

หมดบารมี หมดมนต์ขลัง ประชาชนเสื่อมศรัทธา ทำให้ผู้สมัคร สส.บิ๊กเนมตัวเต็งหลายเขตและหลายจังหวัดที่ครองแชมป์มายาวนานต่างพลิกล็อกพ่ายแพ้หมดรูปครั้งประวัติศาสตร์ เช่น ที่ จ.สุราษฎร์ธานี “ตระกูลเทือกสุบรรณ” ถือว่าเป็นฐานที่มั่นมายาวนานกว่า 30 ปี ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้สมัครจากพรรคใดสามารถเข้าสอดแทรกได้แม้แต่พรรคเดียว

แต่ภายหลังจาก “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประกาศแยกทางจากพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งพรรคร่วมพลังประชาชาติไทย โดยดึงอดีต สส.บางส่วนจากพรรคประชาธิปัตย์มาอยู่ด้วย แต่ผลเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา “ตระกูลเทือกสุบรรณ” ทั้ง ธานีเทือกสุบรรณและ เชนเทือกสุบรรณ ต่างก็พ่ายแพ้ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ทุกเขต ถือว่าเป็นช้างล้มครั้งประวัติศาสตร์เพราะชาวสุราษฎร์ธานีไม่ให้การสนับสนุนเหมือนในอดีตแล้ว

เช่นเดียวกับ นริศา อดิเทพวรพันธ์อดีต สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ หลายสมัยพ่ายให้กับ รงค์ บุญสวยขวัญพรรคพลังประชารัฐ แบบคะแนนทิ้งห่างเท่าตัว สุรเชษฐ์ มาศดิตถ์ เสียแชมป์  นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีต สส.หลายสมัย จ.พัทลุง ก็สอบตกด้วยเช่นกัน ส่วนที่ จ.สงขลา คนดังสอบตก ประกอบด้วย วิรัตน์ กัลยาศิริ กับ ศิริโชค โสภา ที่ จ.ตรัง เขต 1 บ้านของ ชวน หลีกภัย พรรคประชาธิปัตย์ส่ง นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ อดีต สส.หลายสมัยรักษาฐานที่มั่นก็หลุดโคจรไปด้วยกัน

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้เป็นเพราะชาวภาคใต้ต้องการความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และที่สำคัญประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นในตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี แถมกลยุทธ์การหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐมีความชัดเจนมากกว่าประชาธิปัตย์

ภาคกลางช็อกหลายจังหวัด อาทิ ที่ จ.สมุทรปราการ ฐานเสียงใหญ่ของพรรคเพื่อไทยและแหล่งชุมนุมของคนเสื้อแดงทั้ง ประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย วรชัย เหมะ และ นฤมล ธารดำรงค์ พ่ายแพ้ให้กับทีมพรรคพลังประชารัฐ ที่นำโดย ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม อดีตนายก อบจ.สมุทรปราการ

ที่ จ.ฉะเชิงเทรา ช้างล้ม 2 เชือก บุญเลิศ ไพรินทร์ เจ้าของฉายา “โหร สว.” ย้ายจากพรรคประชาธิปัตย์ไปอยู่พรรค พลังประชารัฐ พลาดท่าให้กับ กิตติชัย เรืองสวัสดิ์ จากอนาคตใหม่ และอีกคน พิทักษ์ จารุสมบัติ ย้ายจากประชาธิปัตย์ ซบพรรคพลังประชารัฐ แพ้ต่อ จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ อนาคตใหม่ ชนิดคาดไม่ถึงที่ จ.ลพบุรี มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เมื่อแชมป์เก่าหลุดจากเก้าอี้ เช่น พิชัย เกียรติวินัยสกุล พรรคเพื่อไทย โค่น ประทวน สุทธิอำนวยเดช พรรคพลังประชารัฐ มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิชย์ จากภูมิใจไทย ล้มแชมป์เก่า สุชาติ ลายน้ำเงินพรรคเพื่อไทย อุบลศักดิ์ บัวหลวงงามพรรคเพื่อไทย ชนะ อำนวย คลังผา อดีต สส.หลายสมัย อดีตประธานวิปรัฐบาลสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรไม่แตกต่างที่ จ.สระแก้ว ถือว่าฐานที่มั่น “ตระกูลเทียนทอง” สังกัดพรรคเพื่อไทย นำโดยผู้มากบารมี “เสนาะ” ถูกทัพพลังประชารัฐทลายฐานราบคาบ ทั้งหลานชาย และหลานสาว “เสนาะ” คือ ฐานิสร์ เทียนทอง อดีต รมช.มหาดไทย และ ตรีนุช เทียนทอง แยกมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ คว้าเก้าอี้เขต 1 และ 2 ส่วนเขต 3 สรวงศ์ เทียนทอง ลูกชายของนายเสนาะก็แพ้ ผู้สมัครจากพลังประชารัฐไปอีกเช่นกัน

ที่ จ.จันทบุรี พรรคอนาคตใหม่ กวาดยกจังหวัด ทั้งนี้ ฐนภัทร กิตติวงศา จารึก ศรีอ่อน และญาณธิชา บัวเผื่อน โค่นเจ้าถิ่น เอาชนะคู่แข่งพลิกล็อกแบบคู่แข่งไม่คาดคิดว่าผลเลือกตั้งครั้งนี้จะออกมาเช่นนี้ได้อย่างไร

เลือกตั้งภาคเหนือเกิดปรากฏการณ์ช็อกโลกไม่แพ้กัน เมื่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรมอดีต สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ตัวเต็งแต่กลับแพ้ให้กับ ปดิพัทธ์ สันติภาดา พรรคอนาคตใหม่ ซึ่ง สามารถ แก้วมีชัยอดีต สส.เชียงราย เขต 1 พรรคเพื่อไทยหลายสมัย และอดีตรองประธานสภา มีชะตากรรมเช่นเดียวกับ นพ.วรงค์ แพ้ให้กับ รัตนา จงสุทธามณี อดีตนายก อบจ.เชียงราย จากพรรคพลังประชารัฐ แบบพลิกความคาดหมาย ส่วน พีรเดช คำสมุทร จากพรรคอนาคตใหม่อีกคนที่สามารถเอาชนะ อิทธิเดช แก้วหลวงอดีต สส.หลายสมัยจากพรรคเพื่อไทย

บารมี ทักษิณ ชินวัตร ค้ำไม่ไหว ที่ จ.ลำปาง กันต์ทรัพย์ เปลี่ยนเป็น ทักษิณ ทัศนา กับ ศรีทัศน์ เปลี่ยนเป็น ทักษิณ ชัยยศ ที่ จ.ลำพูน หนาน สุขใจ เปลี่ยนเป็น ทักษิณ เรือนแก้วเทวา และที่ จ.แพร่ จิรเดช ฝากมิตร เปลี่ยนเป็น ทักษิณ ฝากมิตร ต่างก็ไม่ติด 1 ใน 3 อันดับแรกภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทักษิณก็ค้ำไม่อยู่ ที่ จ.ขอนแก่น วัฒนา ช่างเหลาพรรคพลังประชารัฐ ชนะ อรอนงค์ สาระผล พรรคเพื่อไทย ซึ่งถือว่าเป็นการล้มช้าง ครั้งใหญ่ ที่ จ.สุรินทร์ ยิ่งรัก ไชยศรีษะกับ ยิ่งลักษณ์ ไชยศรีษะ โดย ยิ่งรัก เป็นน้องสาว และยิ่งลักษณ์ เป็นภรรยาของ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ อดีต สส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย บารมี ทักษิณ ชินวัตร ค้ำไม่อยู่พ่ายหมดรูป ที่ จ.นครราชสีมา สถิตคุณ เป็น ทักษิณ เขื่อนโคกสูง ประกาศ เป็น ทักษิณ จันทรวิจิตร วีรวิทย์ เป็น ทักษิณ เชื้อจันอัด และ กนกวรรณ เป็น ยิ่งลักษณ์ เพชรรักษาพ่ายแพ้กราวรูด

Just listen to this

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/music/30370131

Whal and Dolph
Whal and Dolph

Just listen to this

music May 28, 2019 15:20

By The Nation

Spotify launches a new Thailand Discovers playlist based on the listening trends of music fans across the country.

Tracks featured in this playlist reflect the most discovered artists of Thailand and bands like Whal & Dolph, ITZY and Polycat are just a few of the fresh names in music that young people are discovering.

Spotify now powers an average of 11 billion artist discoveries each month.

“Any time, any place, any mood – we offer so much more than instant access to all the world’s music. As the world’s most popular music streaming subscription service with more than 50 million tracks, both free listeners and subscribers are discovering truly personalised experiences. Customised and curated playlists such as Discover Weekly and Thai Pop Hits help fans find the music they love and to discover new favourites along the way,” says Jan-Paul Jeffrey, head of marketing, SEA, Spotify.

Surveys show that Asian users between the ages of 18 to 24 years old are always looking for the hottest K-Pop music and some of K-Pop’s latest rookie bands ITZY and Spotify’s Early Noise 2019 feature – Tomorrow X Together – can be found within the most discovered artist list across Singapore, Malaysia, the Philippines, Indonesia, Taiwan, Hong Kong and Thailand.

In Thailand, the top 10 ranking for artists who have been discovered for the first time by 18-24-year-old users in the past two months is led by Whal & Dolph, a rising Thai indie band that debuted in 2016, while the rest of the list is dominated by Thai artists of varying genres, from Pop-Rock to Hip-Hop. This could be a hint of a slight shift in the Thai music scene, as not only does the Whal & Dolph experience feature easy-to-listen-to melodies and inspiring lyrics, it also includes thoughtfully-crafted “mockumentary-styled” music videos that are resonating with fans. The list consists of both rising acts such as Whal & Dolph and Nine by Nine, as well as established pop artists like Polycat, The Toys, Palmy and Pop Pongkool.

ITZY and Tomorrow X Together, both emerging K-Pop groups, have also made it into Thailand’s top 10 ranking.

Sweets for our Queen

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/thailand/30370118

x

Sweets for our Queen

Thailand May 28, 2019 09:55

By The Nation

Thai Airways will celebrate Her Majesty Queen Suthida Bajrasudhabimalalakshana’s birthday by serving special desserts to passengers on board both international and domestic flights on June 3.

The Royal Silk Class and Economy Class passengers on domestic flights will be welcomed with Purple Sweet Potato Agar with custard on outbound flights. On inbound flights, the Thai Dessert “Leum Kleun” will be offered in Royal Silk Class and the Thai Dessert “Kleeb Lum Duan” will be offered in Economy Class (except TG226 that provides breakfast services).

Royal First Class passengers can enjoy Blackcurrant macaron with sago coconut and blueberry ice cream, while the Royal Silk Class passengers will be served Sweet purple potato cheese tart.

Economy passengers will be served Sweet purple potato cheesecake, during lunch and dinner services (except flights departing to the Middle East, India, and Kuala Lumpur).

Check out the flights by calling (02) 356 1111 or visit http://www.ThaiAirways.com.

Arsenal and Chelsea ready for Europa League battle in distant Baku

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/sports/30370188

Chelsea's Italian midfielder Jorginho leaves the pitch after a training session.
Chelsea’s Italian midfielder Jorginho leaves the pitch after a training session.

Arsenal and Chelsea ready for Europa League battle in distant Baku

sports May 29, 2019 11:00

By AFP

The build-up to the Europa League final has been marred by the controversy surrounding UEFA’s choice of venue, but it is now time for the football to do the talking as familiar foes Chelsea and Arsenal prepare to do battle in the unfamiliar setting of Baku on Wednesday.

Two and a half weeks after the Premier League season ended, here is a London derby exported almost 3,000 miles (5,000 kilometres) to Azerbaijan’s capital, by the Caspian Sea.

It is the first leg in a week of European finals dominated by England, with Liverpool and Tottenham Hotspur contesting the Champions League showpiece in Madrid on Saturday.

However, there will not be much of an English atmosphere at the Baku Olympic Stadium when the match kicks off at 2300 local time (1900 GMT), with reportedly only around 6,000 tickets sold by the clubs in a ground which holds almost 70,000.

The distances and costs involved and the difficulty in getting to Baku have prevented more fans from travelling, while Arsenal are also handicapped by the absence of Henrikh Mkhitaryan.

He decided not to travel because of fears over his safety due to an ongoing political dispute between Azerbaijan and his home country Armenia.

“It is not in my hands. They have their reason to play here and I must respect this decision,” said Arsenal coach Unai Emery on Tuesday.

“Yes I prefer to play with our supporters here. I’d prefer it if a lot of supporters from us and from Chelsea could come here from London, but it’s difficult.”

Emery’s players have promised to try to win the trophy for Mkhitaryan, and the stakes are certainly high for the Gunners.

After finishing fifth in the Premier League, two points behind Chelsea in third and one point behind Tottenham, Arsenal have to win to qualify for next season’s Champions League after two years away.

“For a club like Arsenal we have to be in the Champions League. It’s an amazing and important game because we want to give us, the fans and the club the Champions League back,” said midfielder Granit Xhaka.

Whether that in itself is more important than winning a European trophy is another matter, however.

 

– Make or break for Emery –

 

Arsenal have not been in a European final since 2006 and have not won a continental trophy since lifting the Cup Winners’ Cup 25 years ago.

In Emery, though, they have a coach who won this competition three years running with Sevilla.

“All teams’ first objective is to play to win a title — I think that is the first objective, and then there is also the fact that it helps you to achieve the Champions League,” Emery reasoned.

If this match will make or break Emery’s first season in charge, it is also crucial for Maurizio Sarri in determining how his debut campaign at Chelsea is assessed.

The Italian does not see it that way, though, amid talk it could be his swansong before a summer move to Juventus.

“I think we played a very good season. Of course if we are able to win the final the season will become wonderful,” said Sarri, who has never won a major trophy.

 

– A game of farewells? –

 

He has steered the Blues to a return to the Champions League and also took them to the League Cup final, where they lost on penalties to Manchester City.

The game could also be Eden Hazard’s last as a Chelsea player amid reports he will finally move on to Real Madrid.

It will definitely be the last game, however, for Arsenal goalkeeper Petr Cech, who will retire afterwards at the age of 37.

A Chelsea great who crossed London in 2015, he has been tipped for a return to Stamford Bridge in an upstairs capacity, which may be on Emery’s mind when it comes to picking his starting line-up.

“I can speak about Petr Cech a lot, but above all he’s a great man, a great professional,” Emery said. “I want to do something important, with him playing or not playing.”

Bernd Leno is the other option in goal, while Chelsea are sweating on the fitness of midfielder N’Golo Kante.

“Kante has a very little problem with his knee. The problem is the timing, but we are trying,” said Sarri.