รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำไปต่อยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/373108

รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำไปต่อยาก

การเมือง,เทพไท,เทพไท เสนพงศ์,พรรคประชาธิปัตย์,ปชป,รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ,พรรคพลังประชารัฐ,พปชร

“เทพไท” แจง งดออกเสียงเลื่อนเลือกประธานสภาฯ ขอผู้ใหญ่แล้ว ยัน คะแนนห่างกัน 2 เสียง ไม่มีเสถียรภาพ เสี่ยงเดดล็อกการเมือง ดัน รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ

อาคารทีโอที 25 พ.ค. 62  นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการงดออกเสียงให้เลื่อนการเลือกประธานสภาฯ ว่า ตนได้ขออนุญาตกับผู้ใหญ่ภายในพรรคแล้วว่าเป็นเรื่องของเอกสิทธิ์ จะของดออกเสียง เพราะไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการเลื่อนการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรออกไป ถ้าไม่พร้อมก็ควรจะทำก่อนที่จะมีการประชุม เนื่องจากสำนักงานเลขาธิการสภาได้นัดประชุมล่วงหน้ามาแล้ว ก็ไม่ควรมีการมัดมือชก ทำให้สมาชิกเดือดร้อน

ทั้งนี้ การโหวตของตนเป็นเชิงสัญลักษณ์ เพราะแคร์ความรู้สึกของประชาชนที่รอการก้าวเดินของประชาธิปไตย และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หากเลื่อนการประชุมสภาฯ ออกไป ก็ต้องเลื่อนเวลาเลือกนายกรัฐมนตรี และการจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ ใจจริงไม่เห็นด้วย แต่ก็ใช้วิธีการงดออกเสียง

เมื่อถามถึงการโหวตที่สวนทางกับสมาชิกคนอื่นในพรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท กล่าวว่า คนอื่นก็คงโหวตด้วยความจำเป็น และรักษามารยาท แต่ตนอาจไม่มีมารยาท เพราะมาจากประชาชน ก็ต้องแคร์ประชาชน กระแสสังคมต้องการให้เดินหน้าไป อย่าไปเสียเวลาเล่นเกม เราว่างเว้นสภามาถึง 5 ปีแล้ว อยากให้มีภาพลักษณ์ที่ดี อย่าให้ประชาชนสิ้นหวัง

เมื่อถามถึงแนวโน้มที่พรรคประชาธิปัตย์จะไปร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายเทพไท กล่าวว่า วันนี้เป็นเพียงการพูดคุยในเรื่องฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนฝ่ายบริหารเป็นเรื่องของอนาคต ไม่ได้ตกลงอะไร ต้องรอดูไปก่อน และไม่ปิดโอกาสฝ่ายใด แต่ส่วนตัวแล้วยังยืนยันเรื่องรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ เพราะแค่ยกแรกวันนี้ คะแนนก็ห่างกันเพียงแค่ 2 เสียง จะเป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ แต่ถ้ามีรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ มี นายกฯ คนกลาง และทุกพรรคเข้าร่วมประเทศก็จะเดินต่อไปได้

“หากทอดเวลาออกไปก็อาจจะเจอวิกฤติสภาฯ รัฐบาลเดินต่อไม่ได้ เสียหายต่อประชาธิปไตย เพราะเสียงก้ำกึ่ง ก็คือเดดล็อกทางตันการเมือง ดังนั้น จะหันหน้าคุยกันได้หรือไม่ ลดลาวาศอกให้กัน จะลองทำโพลล์ถามประชาชนก็ได้ ให้เวลารัฐบาลปรองดองฯ 2 ปี จากนั้นก็ยุบสภาฯ คืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่ อยากให้คิดถึงบ้านเมืองมากกว่าการเมือง เพราะถ้าทอดเวลาออกไป ก็จะมีการเจรจาต่อรองอีก” นายเทพไท กล่าว

“สมเดช” มั่นใจไม่ขาดคุณสมบัติแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/372957

“สมเดช” มั่นใจไม่ขาดคุณสมบัติแน่

การเมือง,สว,สมเดช นิลพันธุ์,ศรีสุวรรณ จรรยา,กกต,ชยุต สืบสกุล

“สมเดช” ไม่ห่วง “ศรีสุวรรณ” ร้องขาดคุณสมบัติ ส.ว. “ชยุต” ปัดเคลียร์ปมถูกร้อง มั่นใจไม่กระทบ “คสช.” เพราะมาจากการเลือกตั้ง

24 พฤษภาคม 2562  นายสมเดช นิลพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวต่อประเด็นที่ถูก นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สอบคุณสมบัติดำรงตำแหน่ง ส.ว. หลังจากพบกรณีที่กระทำความผิดต่อหน้าที่ เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างที่ดินเทศบาลตำบลธรรมศาลา จ.นครปฐม ว่า

เป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่ต้องดำเนินการ ซึ่งตนพร้อมกับการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ตนฐานะ ส.ว. ที่มาจากการเลือกกันเองของสายจังหวัด และมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมเป็นผู้เสนอชื่อตน ทั้งนี้ ก่อนการลงคะแนนเลือก กกต. เป็นผู้ตรวจสอบคุณสมบัติของตนอย่างครบถ้วนแล้ว ดังนั้น จึงมั่นใจว่าไม่มีปัญหา อย่างไรก็ดี คดีที่นายศรีสุวรรณยื่นร้องต่อ กกต. ​ดังกล่าว เป็นเรื่องที่เกิดเมื่อปี 2557 ซึ่งผลของคดีดังกล่าวตนเคยไปให้ปากคำ และยอมรับว่าเป็นกรณีที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่ใช่การทุจริต เพราะเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เท่านั้น สำหรับการตัดสินลงโทษไม่ใช่การให้ออกจากราชการแต่อย่างใด

ขณะที่ นายชยุต สืบสกุล ส.ว. ซึ่งถูกนายศรีสุวรรณยื่นเรื่องให้ กกต.​ ตรวจสอบคุณสมบัติ เนื่องจากเข้าข่ายเป็นผู้ขาดคุณสมบัติ กรณีที่เคยเป็นบุคคลที่ถูกสั่งให้ออกจากราชการ เพราะมีพฤติกรรมประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุทุจริตเงินของอาสาสมัครรักษาดินแดน ปฏิเสธให้สัมภาษณ์กรณีดังกล่าว ระบุเพียงว่า “ผมขอไปทำธุระ”

ผู้สื่อข่าวซักถามว่า กรณีที่เกิดขึ้นประเมินว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของ ส.ว. และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฐานะผู้แต่งตั้งหรือไม่ นายชยุต บอกว่า “ไม่เกี่ยว เพราะผมเลือกตั้งเข้ามา”

"สมเดช" มั่นใจไม่ขาดคุณสมบัติแน่

"สมเดช" มั่นใจไม่ขาดคุณสมบัติแน่

“พรเพชร” ปิดปากงดตอบนั่งเก้าอี้ ปธ.สภาสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/372947

“พรเพชร” ปิดปากงดตอบนั่งเก้าอี้ ปธ.สภาสูง

การเมือง,พรเพชร วิชิตชลชัย,สิงห์ศึก สิงห์ไพร,ศุภชัย สมเจริญ,สว,ปธสภาสูง

“พรเพชร” ปิดปาก งดตอบปมนั่งเก้าอี้ ปธ.สภาสูง ด้าน “ศุภชัย” พร้อมรับตำแหน่ง หากมีคนเสนอชื่อและสนับสนุน บอกงานนิติบัญญัติไม่กังวล เพราะศึกษาได้

ที่ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา อาคารสุขประพฤติ ถนนประชาชน สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทั้ง 250 คน เข้าเตรียมความพร้อมก่อนเข้าร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ซึ่งจะเริ่มในเวลา 15.30 น. ที่ ห้องประชุมวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ โดยบรรยากาศเตรียมของความพร้อม ส.ว. เป็นไปอย่างคึกคัก ตั้งเวลา 11.00 น. มีสมาชิกทยอยเดินทางลงทะเบียน ตรวจสอบความพร้อมของเครื่องแต่งกาย และรับประทานอาหารเที่ยงร่วมกัน

สำหรับประเด็นที่ถูกจับตา คือ การลงมติเลือกประธานวุฒิสภา , รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง และรองประธานวุฒิสภาคนที่สอง ในช่วงเย็นวันที่ 24 พฤษภาคม หลังจากเสร็จสิ้นพิธีเปิดประชุมรัฐสภา โดยแคนดิเดตที่คาดว่าจะได้รับเลือก ได้แก่ นายพรเพชร วิชิตชลชัย อดีตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นประธานวุฒิสภา , พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร อดีต สนช. เป็นรองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง และนายศุภชัย สมเจริญ อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นรองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ได้รายงานตัวและเดินทางพร้อมคณะ

ทั้งนี้ นายพรเพชรปฏิเสธให้สัมภาษณ์ต่อประเด็นที่มีกระแสข่าวว่าจะได้รับเลือกให้เป็นประธานวุฒิสภา ระบุว่า “ผมไม่ขอพูดหรือให้สัมภาษณ์ใดๆ”

ขณะที่ นายศุภชัยให้สัมภาษณ์ยืนยันต่อความพร้อมหาก ส.ว. สนับสนุนและลงมติเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองประธานวุฒิสภา คนที่สอง แต่ส่วนตัวไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าจะเป็นบุคคลที่ถูกเสนอชื่อหรือไม่ หรือได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวหรือไม่ ต้องติดตามในการประชุมวุฒิสภาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การยอมรับตำแหน่งดังกล่าวของตนไม่หนักใจหรือกังวลใจในประเด็นการทำหน้าที่ เพราะสามารถศึกษางานจาก ส.ว. ที่มีประสบการณ์ และความรู้ในงานด้านนิติบัญญัติได้

ผู้สื่อข่าวถามต่อประเด็นที่สังคมมอง ส.ว. ชุดปัจจุบันว่าสั่งได้ นายศุภชัย กล่าวว่า เป็นเพียงคำพูดที่พูดไปเท่านั้น เพราะการทำหน้าที่ของ ส.ว. ต้องพิจารณาจากการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งยืนยันว่า ส.ว. ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย และต้องพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

“ไม่มีที่ ส.ว. จะสั่งได้ หรือสั่งให้ซ้ายหันหรือขวาหันได้ อย่างไรก็ตาม ส.ว. ปัจจุบันต้องทำให้เกิดความปรองดองและสามัคคี ดังนั้น ต้องทำหน้าที่ด้วยความพยายามทำให้ดีที่สุด” นายศุภชัย กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่ ส.ว. มีภารกิจร่วมลงมติสนับสนุนบุคคลให้เป็นนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภา นายศุภชัย กล่าว่า ต้องเป็นไปตามกฎหมาย โดยบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญกำหนดให้ ส.ว. สามารถร่วมลงมติกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้ ทั้งนี้ก่อนการลงมติเลือก นายกฯ​ ตนเชื่อว่า ส.ว. จะนัดหารือก่อน

เมื่อถามย้ำว่า กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกเสนอชื่อให้เป็น นายกฯ ในรัฐสภา หาก ส.ว. ที่แต่งตั้งโดย คสช. ลงมติให้จะเป็นการมีผลประโยชน์ขัดกันหรือไม่ นายศุภชัย กล่าวสั้นๆ ว่า “ผมไม่ทราบ”

"พรเพชร" ปิดปากงดตอบนั่งเก้าอี้ ปธ.สภาสูง

"พรเพชร" ปิดปากงดตอบนั่งเก้าอี้ ปธ.สภาสูง

"พรเพชร" ปิดปากงดตอบนั่งเก้าอี้ ปธ.สภาสูง

"พรเพชร" ปิดปากงดตอบนั่งเก้าอี้ ปธ.สภาสูง

"พรเพชร" ปิดปากงดตอบนั่งเก้าอี้ ปธ.สภาสูง

"พรเพชร" ปิดปากงดตอบนั่งเก้าอี้ ปธ.สภาสูง

"พรเพชร" ปิดปากงดตอบนั่งเก้าอี้ ปธ.สภาสูง

“พปชร.” ดัน “สุชาติ” นั่ง “ปธ.สภา” ให้ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/372942

“พปชร.” ดัน “สุชาติ” นั่ง “ปธ.สภา” ให้ได้

การเมือง,ผู้กองมนัส,ธรรมนัส พรหมเผ่า,พรรคพลังประชารัฐ,พปชร,สุชาติ ตันเจริญ,ปธสภา,พรรคเพื่อไทย,พท,พรรคอนาคตใหม่,อนค,พรรคประชาธิปัตย์,ปชป

“ผู้กองมนัส” ลั่น ชนะ “เลือกตั้งซ่อม” เชียงใหม่ เขต 8 เผย ไม่คิดเรื่องตำแหน่งแม้มีชื่อติดโผ นั่ง “มท.2” โยน ผู้ใหญ่พิจารณา

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 62 เวลา 11.30 น. ที่ พรรคพลังประชารัฐ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานยุทธศาสตร์ภาคเหนือ และ ส.ส. พะเยา พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อมในเขต 8 จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 26 พ.ค. นี้ ว่า

เรามั่นใจว่าประชาชนในพื้นที่ให้การตอบรับผู้สมัครของพรรคเป็นอย่างดี การปราศรัยแต่ละครั้งมีประชาชนมารับฟังไม่ต่ำกว่า 3 – 4 พันคน จึงมั่นใจว่าผู้สมัครของพรรคจะชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ ส่วนข้อกังวลว่าคะแนนของพรรคเพื่อไทย (พท.) จะเทไปให้ผู้สมัครของพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) นั้น เชื่อว่าไม่จริง เพราะบริบทของประชาชนในพื้นที่รู้จักคิดว่าควรจะเลือกใคร ไม่ได้ไหลตามกระแสโซเชียลแบบคนบางกลุ่ม

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลที่นำโดยพรรค พปชร. นั้น ผู้ใหญ่ในพรรคกำลังประสานเพื่อให้จบภารกิจภายในสัปดาห์หน้า ส่วนกระแสข่าวที่ตนจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น ส่วนตัวคิดว่าอยากทำงานเพื่อพื้นที่ก่อน ยังไม่ได้คิดในเรื่องตำแหน่งต่างๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการพูดต่อๆ กันมา ทั้งนี้ ตนอยากทำพื้นที่ให้ดีก่อนที่จะไปรับตำแหน่ง เรื่องของตำแหน่งอยู่ที่ผู้ใหญ่จะพิจารณา

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สำหรับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร พรรค พปชร. ยืนยันจะเสนอ นายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส. ฉะเชิงเทรา เพียงคนเดียว ไม่สนับสนุน ส.ส. จากพรรคอื่น ภารกิจของเราคือทำให้นายสุชาติเป็นประธานสภาให้ได้ เพราะประธานสภาควรจะเป็นของพรรค พปชร. ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีด้วย ทั้งนี้ ไม่ทราบเรื่องที่มีข่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะเสนอชื่อประธานสภาด้วย แต่พรรค พปชร. จะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อขอมติในการเสนอชื่อประธานสภาในเย็นวันเดียวกันนี้

ตอนนี้เราให้ความสำคัญกับตำแหน่งประธานสภาเป็นหลัก แต่หากตกลงกับพรรคร่วมไม่ได้ ก็คงต้องไปรอดูผลโหวตกันในสภา ในวันที่ 25 พ.ค. นี้

เมื่อถามว่า จะมีการล็อบบี้การโหวตหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เราจะเอาพรรคเราเป็นหลักก่อน เพราะมีตั้ง 115 เสียง ส่วนที่มีข่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์ อาจร่วมรัฐบาลไม่ครบ 52 เสียงนั้น เราไม่สามารถก้าวล่วงได้ เพราะเป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ วันนี้เราจะมุ่งไปที่ตำแหน่งประธานสภาให้เรียบร้อยก่อน ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรี ถือว่ายังไกลไป เมื่อถามว่าถ้าพรรคเพื่อไทยยกมือโหวตประธานสภาให้พรรคประชาธิปัตย์จะทำอย่างไร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “ยอมรับว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราก็ต้องทำต่อ”

"พปชร." ดัน "สุชาติ" นั่ง "ปธ.สภา" ให้ได้

“สุริยะ” อุบคืบหน้าตั้ง “รัฐบาล”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/372924

“สุริยะ” อุบคืบหน้าตั้ง “รัฐบาล”

การเมือง,อุตตม สาวนายน,สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์,สุวิทย์ เมษินทรีย์,กอบศักดิ์ ภูตระกูล,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคพลังประชารัฐ,พปชร

ส.ส. พปชร. ทยอยเข้าพรรค รวมตัวก่อนเดินทางไปร่วมรัฐพิธีเปิดประชุมสภา “สุริยะ” อุบคืบหน้าตั้ง “รัฐบาล”

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 62 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเดินทางเข้ามายังที่ทำการพรรค เพื่อเดินทางพร้อมเพื่อเข้าร่วมรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา และถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน ก่อนออกเดินทางในเวลา 12.00 น. ไปยังกระทรวงการต่างประเทศ

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของบรรดาแกนนำทั้ง นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค เดินทางเข้าที่ทำการพรรคตั้งแต่ช่วงเช้า ซึ่งเดิมมีกำหนดจะประชุมกรรมการบริหารพรรคในเวลา 09.30 น. แต่เจ้าหน้าที่ได้แจ้งกับสื่อมวลชนให้ทราบภายหลังว่าการประชุมดังกล่าวจะเลื่อนไปหลังเสร็จสิ้นงานรัฐพิธีแล้ว ท่ามกลางความไม่ชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีการโหวตในวันที่ 25 พ.ค. ทั้งนี้ เมื่อเวลา 10.40 น. ปรากฏว่า แกนนำพรรคทั้งนายอุตตม นายสนธิรัตน์ นายสุวิทย์ รวมทั้งนายกอบศักดิ์ ได้เดินทางออกจากพรรคไปพร้อมกัน โดยไม่แจ้งว่ามีภารกิจที่ใด

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กรรมการบริหารพรรค กล่าวถึงการจัดตั้งรัฐบาลว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องของผู้บริหารพรรค ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า บรรยากาศทางการเมืองที่อึมครึมไม่ชัดเจนเพราะการจัดตั้งรัฐบาลยังไม่มีความคืบหน้าหรือไม่ นายสุริยะ กล่าวย้ำว่า เรื่องนี้ผู้บริหารกำลังดำเนินการอยู่ เมื่อถามว่า พรรค พปชร. มั่นใจว่าจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอยู่หรือไม่ นายสุริยะ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว รวมถึงเมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกระแสข่าวการเสนอชื่อประธานสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า เรื่องนี้คิดว่าผู้บริหารกำลังพูดคุยอยู่ ส่วนโควตาประธานสภาจะยังเป็นของพรรค พปชร. หรือไม่ นายสุริยะ กล่าวสั้นๆ ว่า ไม่ทราบ

“ธนาธร” ขึ้นอยู่กับ “เลขาฯ สภา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/372912

“ธนาธร” ขึ้นอยู่กับ “เลขาฯ สภา”

การเมือง,วิษณุ เครืองาม,ศาลรัฐธรรมนูญ,ศร,กกต,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,อนค

“วิษณุ” ชี้ “ธนาธร” ร่วมพิธีเปิดสภาได้ แต่เข้าประชุม 25 พ.ค. ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับ “เลขาฯ สภา”

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 62 เวลา 09.40 น. ที่ ทำเนียบรัฐบาล  นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญ (ศร.) มีมติเอกฉันท์รับคำร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ถือหุ้นสื่อ และให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. นั้น จะสามารถเข้าร่วมรัฐพิธีเปิดสภาในวันนี้ได้หรือไม่ ว่า

สถานที่ออกจะกว้างขวาง วันนี้ไม่ใช่ปัญหา แต่สิ่งสำคัญคือในวันพรุ่งนี้ (25 พ.ค.) ที่จะมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ และจะต้องมีการปฏิญาณตน ซึ่งรัฐธรรมนูญระบุว่าถ้าไม่ปฏิญาณตนก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ โดยวันพรุ่งนี้จะมีการปฏิญานตนก่อนโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่สมาชิกภาพ ส.ส. ของนายธนาธรเป็นมาแล้วตั้งแต่หลังการประกาศผลการเลือกตั้ง โดยนายธนาธรสามารถเข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตนตอบเพียงหลักการเท่านี้

“วันนี้นายธนาธรเป็นสมาชิก ส.ส. จึงสามารถเข้าร่วมพิธีเปิดสภาได้ ไม่เป็นปัญหาอะไร ปัญหาอยู่ในวันพรุ่งนี้ เพราะบุคคลที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ก็เข้าร่วมพิธีตามคำเชิญ ประกอบกับเลขาธิการสภาฯ ก็ระบุว่ายังไม่ได้รับผลคำวินิจฉัยจากศาลส่งมา เห็นข่าวแต่ทางหน้าสื่อ อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้สั่งเพิกถอนสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. ของนายธนาธร เพียงแต่สั่งให้หยุดทำหน้าที่ นายธนาธรจึงไม่สามารถทำหน้าที่ ส.ส. โดยการโหวตในสภาได้ ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นปัญหาว่าจะขอใช้สิทธิ์ปฏิญาณตนได้หรือไม่ และขอใช้สิทธิ์โหวตได้หรือไม่ ซึ่งการโหวตถือเป็นการทำหน้าที่ ส.ส. ตรงนี้ไม่ได้ แต่การปฏิญาณตนก็ขึ้นอยู่กับเลขาธิการสภาฯ และประธานสภา” นายวิษณุ กล่าว

นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ส่วนนายธนาธรยังสามารถเป็นแคนดิเดต นายกฯ ได้อีกหรือไม่นั้น เรื่องนี้ถือว่านายธนาธรไม่ได้ทำหน้าที่ แต่เป็นการทำหน้าที่ของบุคคลอื่น

อัด “ธนาธร” ส่อปลุกมวลชนลงถนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/372904

อัด “ธนาธร” ส่อปลุกมวลชนลงถนน

การเมือง,พันธ์ยศ อัครอมรพงศ์,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,อนค,ศาลรัฐธรรมนูญ,ศร,กกต,สส,พรรคภราดรภาพ,ปิยบุตร แสงกนกกุล

เลขาฯ พรรคภราดรภาพ ชี้ “ธนาธร” ส่อปลุกมวลชนลงถนน วอนคนไทยไตร่ตรอง อย่าหลวมตัวเป็นเครื่องมือ

กรณีที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) แถลงว่าไม่เห็นด้วยในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ (ศร.) มีคำสั่งให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. จนกว่าศาลมีคำวินิจฉัย เพราะศาลสงสัยว่ายังถือหุ้นบริษัท วี ลัค มีเดีย จำกัด อยู่และขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร ส.ส. โดยนายธนาธรอ้างว่าศาลรัฐธรรมนูญและ กกต. ดำเนินการแบบไม่เป็นธรรมกับตัวเองนั้น

นายพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ เลขาธิการพรรคภราดรภาพ กล่าวว่า นายธนาธรย้ำเสมอว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ แต่วิธีที่กำลังจะทำนั้นเสมือนปลุกกระแสสังคมไม่ให้ยอมรับกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ หากนายธนาธรทำแบบนี้จะเรียกตัวเองว่าเป็นคนรุ่นใหม่ทางการเมืองที่จะนำอนาคตประเทศเดินหน้าแบบไม่ขัดแย้งได้หรือ และสังคมจะอยู่อย่างไร

นายพันธ์ยศ กล่าวว่า ขอให้สังคมมองสิ่งที่นายธนาธรบอกว่า “ตอนนี้ ขอให้ทุกคนยืนนิ่งๆ และฟังเสียงของคนที่โกรธและไม่พอใจที่อยู่ข้างนอก คสช. วันนี้อยู่ในช่วงขาลงและเป็นอาทิตย์อัสดง เพราะการสืบทอดอำนาจในการดึง ส.ส. พรรคอื่นๆ และสกัดตน แสดงถึงความสิ้นหวังของเผด็จการและดิ้นรนครั้งสุดท้าย” นั้น คงแปลเจตนาของนายธนาธรเป็นอื่นไปไม่ได้ว่าอยากให้มวลชนลงสู่ถนน วันนี้บ้านเมืองกำลังจะมีรัฐสภาและรัฐบาลใหม่ การเมืองกลับสู่ครรลองแล้ว มีอะไรก็ไปต่อสู้กันตรงนั้น ตามหน้าที่ที่ประชาชนมอบให้แต่ละฝ่าย

“ดังนั้น สิ่งที่นายธนาธรสื่อออกมาแบบนี้ สังคมควรไตร่ตรองและอย่าหลงเป็นเครื่องมือของใครบางคนที่หวังใช้กระแสสังคมมาช่วยตัวเองในแนวทางที่ผิดๆ”

อัด "ธนาธร" ส่อปลุกมวลชนลงถนน

นายพันธ์ยศ กล่าวว่า กรณีนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ที่ออกมาชี้แจงข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับคนในพรรคอนาคตใหม่หลายครั้งนั้น ตนมองว่า นายปิยบุตรแถลงข่าวหลายครั้งนั้นมีความพยายามบิดข้อเท็จจริงและใช้กฎหมายในแนวทางที่ตีความเข้าข้างตัวเอง วันนี้นายปิยบุตรเป็นนักการเมือง และที่ผ่านมานายปิยบุตรสอนวิชากฎหมายมาก่อน ตนมองว่าการใช้ความรู้ทางกฎหมายแบบเอาสีข้างเข้าถูนั้นไม่ควรเกิดขึ้น เพราะสังคมจะเข้าใจอะไรผิดๆ ไป และควรยุติการดำเนินการแบบนั้น มีอะไรนำข้อเท็จจริงไปสู้ในศาลแบบอารยะประเทศจะดีที่สุด

นายพันธ์ยศ กล่าวว่า หวังว่าสังคมจะตระหนักและพิจารณาในสิ่งที่สองแกนนำพรรคดังกล่าวกระทำในช่วงที่ผ่านมา เพราะเมืองไทยนั้นกระบวนการต่างๆ มีครรลองและกฎหมายใช้บังคับ ผิดหรือถูกไปต่อสู้ตามแนวทางที่กฎหมายวางไว้ หากทำแบบนี้สังคมจะยอมรับ ไม่ใช่ว่าเมื่อไม่ได้ดั่งใจก็ตีโพยตีพายและขู่สังคมแบบกลายๆ เช่นนี้

“ผมมองว่าการทำแบบนี้ไม่เหมาะกับภาวะบ้านเมือง และวันนี้การเมืองที่กลับเข้าระบบแล้ว หากคนหน้าใหม่ทางการเมืองแสดงตัวเหมือนไม่เคารพกติกาและกระบวนการยุติธรรมแบบนี้ สังคมจะวางใจให้คนหน้าใหม่ทางการเมืองให้ดูแลบ้านเมืองได้อย่างไร คือหากบางคนเมื่อไม่พอใจในสิ่งใดก็ปลุกปั่นกระแสขัดแย้งทางการเมืองขึ้นมาทั้งๆ ที่ไม่ควรเกิดขึ้น”

อัด "ธนาธร" ส่อปลุกมวลชนลงถนน

ฝุ่นตลบ!!! 10มุ้งการเมืองพปชร.เปิดศึกชิงเก้าอี้รัฐมนตรีสะเทือนตั้งรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/590545

  • วันที่ 29 พ.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

ฝุ่นตลบ!!! 10มุ้งการเมืองพปชร.เปิดศึกชิงเก้าอี้รัฐมนตรีสะเทือนตั้งรัฐบาล

“พปชร.”ป่วนหนักกลุ่มการเมืองแห่ทวงเก้าอี้รัฐมนตรีส่งผลกระทบแผนเจรจาพรรคร่วมสะดุด

ถึงนาทีนี้ พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กลายเป็นพรรคที่มีปัญหามากที่สุด เนื่องจากการเกลี่ยตำแหน่งโควต้ารัฐมนตรีกันไม่ลงตัว จนไปกระทบพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่ม 3 มิตรของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” แกนนำกลุ่มที่ไม่ยอมยกเก้าอี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้พรรคประชาธิปัตย์ ส่งผลให้การเจรจากับพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่มีข้อยุติ และทำให้การประชุมคณะกรรมการบริหารและส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะต้องพิจารณาว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ต้องเลื่อนออกไปเพราะยังไม่ชัดเจนว่าจะโควต้ากระทรวงใดบ้าง

ความไม่ชัดเจนเรื่องโควต้ารัฐมนตรีของพรรคพปชร.นอกจากจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ มีปัญหาแล้ว ยังส่งผลทำให้พรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งมีอยู่ 10 ที่นั่งน้อยใจไปด้วยพร้อมกับออกมาขู่ว่า ถ้าพรรคพปชร.ยังนิ่ง ไม่ตอบรับอะไรเลย ตามที่พรรคชาติไทยเสนอไปก็จะขอทำหน้าที่เป็นกลางคือไม่ร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน

ทั้งนี้ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาความไม่เป็นเอกภาพในพรรคพลังประชารัฐนั่นคือ การมีกลุ่มมุ้งการเมืองมากในพรรคจำนวนมาก ซึ่งว่ากันตามจริงแล้วพรรคพลังประชารัฐเกิดขึ้นเป็นการรวมตัวหลวมๆของกลุ่มทหารและนักการเมือง ซึ่งบางคนมาอยู่เพราะถูกดูด ถูกบีบ และมาด้วยเงื่อนไขสารพัด และเมื่อลงสนามเลือกตั้ง ทางกลุ่มคสช.สายบิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และกลุ่มของ นายณัฐพล รับผิดชอบเรื่องทุนที่ใช้ในการเลือกตั้ง

ครั้นเมื่อผลการเลือกตั้งออกมา หัวหน้ากลุ่มมุ้งการเมืองก็รวบรวมส.ส.ทั้งในพื้นที่จังหวัด หรือบางคนก็ไปตกเบ็ดจังหวัดอื่นมารวมกันเป็นกลุ่มก้อน เพื่อทวงเก้าอี้รัฐมนตรีทันที โดยไม่สนว่าทุนที่ใช้ในการเลือกตั้งเป็นทุนใคร เพราะรู้ว่าทุกเสียงทุกคะแนนมีความหมาย ทำให้ส.ส.ทุกคนมีค่าตัว เพราะการตั้งรัฐบาลปริ่มน้ำทุกเสียงมีค่า จึงทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นในพรรค แม้แต่พล.อ.ประวิตร ก็เอาไม่อยู่

สำหรับกลุ่มการเมืองในพรรคพลังประชารัฐประกอบด้วย 1. กลุ่มทหาร นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร ซึ่งกลุ่มนี้ ต้องโควต้ากลาง คือ พล.อ.ประวิตร เป็นรองนายกรัฐมนตรีควบรมว.กลาโหม “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ

2.กลุ่มนายสมคิด ประกอบด้วยอดีตรัฐมนตรี 4 ยอดกุมาร ที่ลาออกไปตั้งพรรคพลังประชารัฐคือ “อุตตม สาวนายน” หัวหน้าพรรค ซึ่งเวลานี้ถูกจัดวางเป็นรมว.คลัง “สุวิทย์ เมษินทรีย์” รองหัวหน้าพรรค ซึ่งจองเก้าอี้ รมว.อุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เลขาธิการพรรค เดิมถูกวางให้นั่งรมว.พาณิชย์ต่อไปแต่เมื่อประชาธิปัตย์ขอไปคุมแทนถึงเวลายังไม่มีเก้าอี้ชัดเจนเช่นเดียวกับ “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” โฆษกพรรคซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ยังไม่มีตำแหน่งลง แต่ “สมคิด” การันตี 4 คนนี้ต้องมีเก้าอี้ เพราะเป็นคนที่ลาออกจากรัฐมนตรีมาลุยการเมืองก่อนใคร ถือว่าเสียสละต้องตอบแทน

3.กลุ่มอดีตกปปส.นำโดย “ณัฐพล ทีปสุวรรณ” และ “พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่รับผิดชอบเรื่องทุนเลือกตั้ง และยังโชว์ผลงานทำให้ชนะเลือกตั้งได้ส.ส.กทม.มา 11 ที่นั่ง ซึ่ง “ณัฐพล” ถูกวางเป็นรมว.พลังงาน ส่วน “พุทธิพงษ์” ยังไม่ชัดเจนว่าคุมกระทรวงใดแต่ต้องได้รัฐมนตรี

4.กลุ่มสามมิตร นำโดย”สมศักดิ์ เทพสุทิน -สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” และกลุ่ม”สุชาติ ตันเจริญ” ซึ่งว่ากันว่ามีส.ส.ทั้ง2ระบบในสังกัดราว 20 คน ซึ่งกลุ่มนี้วางให้”สมศักดิ์” เป็นรมว.เกษตรและสหกรณ์ “พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ” หลานชาย “สุริยะ” เป็นรมว.อุตสาหกรรม และขอตำแหน่งอื่นๆให้กับสมาชิกในกลุ่มอีก

5.กลุ่มร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ซึ่งได้รวบรวบกลุ่มส.ส.ในภาคเหนือ อาทิ พะเยา 2 คน ตาก 2 คน แม่ฮ่องสอน 1 คนและปาร์ตี้ ซึ่งเวลานี้ตัวเลขอยู่ประมาณ10 คน ขอจอง รมช.มหาดไทย

6.กลุ่มชลบุรี ของ นายสนธยา คุณปลื้ม มี 6 คน ซึ่งเดิมมีการสัญญาก่อนเลือกตั้งว่าจะให้รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ไปบริหารจัดการ แต่เวลานี้กลายเป็นว่ าโควต้านี้กลับไปอยู่ที่พรรคภูมิใจไทย จึงต้องหากระทรวงใหม่ให้กลุ่มชลบุรี

7.กลุ่มโคราช ของ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากจ.นครราชสีมา ถึง 6 คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในครอบครัว”รัตนเศรษฐ”และเมื่อรวมกับนายวิรัช เป็น7 คน ซึ่งต้องได้รัฐมนตรีว่าการ หนึ่งกระทรวง ซึ่งนายวิรัช ต้องการนั่งเป็นรัฐมนตรีเอง

8.กลุ่มเพชรบูรณ์ นำโดย นายสันติ พร้อมพัฒน์ ซึ่งย้ายมาจากพรรคเพื่อไทยท่ามกลางกระแสถูกพลังดูด และสามารถชนะเลือกตั้ง ยกจังหวัด5คน ซึ่งรวมถึงนายสันติ เป็น 6คน ซึ่งต้องได้รัฐมนตรี1ตำแหน่งเช่นกันโดยนายสันติ ต้องการเป็นรมว.พัฒนาสังคมฯ

9.กลุ่มกำแพงเพชร ของ นายวราเทพ รัตนากร ซึ่งย้ายมาจากพรรคเพื่อไทย และสามารถกลับมาได้ยกจังหวัด 4ที่นั่ง ซึ่งทางกลุ่มต้องการรัฐมนตรีให้ พ.ต.ท. ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ คนสนิทของนายวราเทพ

10.กลุ่ม 13 ส.ส.จังหวัดภาคใต้ ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเป็นส.ส.ครั้งแรก และได้รวมตัวกันเรียกร้องขอให้มีการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ1ตำแหน่งและรมช.1ตำแหน่ง

ทั้งหมดนี้จึงทำให้การจัดสรรโควต้ารัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐปั่นป่วนจนทำให้ไม่สามารถไปเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นได้ และนี่เป็นสัญญาณให้เห็นว่าการตั้งรัฐบาลปริ่มน้ำย่อมทำให้เกิดการต่อรองตลอดเวลาและอาจล่มลงในไม่ช้า

เรื่องเล่าจากนักข่าวอาวุโส “พลเอกเปรม ติณสูลานนท์” ในภาพจำของสื่อมวลชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/590255

  • วันที่ 26 พ.ค. 2562 เวลา 21:13 น.

เรื่องเล่าจากนักข่าวอาวุโส "พลเอกเปรม ติณสูลานนท์" ในภาพจำของสื่อมวลชน

เปิดเรื่องราว “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ในความทรงจำของผู้สื่อข่าวอาวุโสที่เคยติดตามทำข่าวรัฐบุรุษผู้นี้ ตั้งแต่ยุคที่ดำรงตำแหน่งทางทหาร ไปจนถึงสิ้นสุดการเป็นนายกฯ

*******************************

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

26 พ.ค. 2562 “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบปิดฉากบุคคลสำคัญที่นับว่าเป็นอีกหนึ่งตำนานของการเมืองไทย

เรื่องราวของ พล.อ.เปรม ถูกจารึกไว้มากมาย และหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องราวที่จารึกอยู่ในความทรงจำของ สื่อมวลชนอาวุโส จำนวนหนึ่งที่เคยติดตามทำข่าว พล.อ.เปรม ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งทางทหารไปจนถึงนายกมนตรี

“วิโชค อาจหาญ” อดีตผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ อ.ส.ม.ท ในวัย 67 ปี และ “ปราโมทย์ ฝ่ายอุประ” อดีตผู้สื่อข่าวไทยรัฐ อายุ 69 ปี สองอดีตสื่อมวลชนรุ่นใหญ่ที่เคยติดตามทำข่าว พล.อ.เปรมไปทุกหนแห่ง ได้เล่าถึงภาพจำของ “ป๋า” ให้โพสต์ทูเดย์ได้ฟังอย่างน่าสนใจ…..

ประโยชน์ชาติมาก่อนเรื่องตัวเอง นี่คือ “พล.อ.เปรม”

วิโชค หรือบุคคลที่หมู่นักข่าวเรียกว่า “ลูกป๋า” เล่าว่า ติดตามทำข่าว พล.อ.เปรม ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ราวปี 2521 จนสิ้นสุดการเป็นนายกรัฐมนตรี เอกลักษณ์การทำงานเป็นคนซื่อตรง ซื่อสัตย์ สุจริต ตรงต่อเวลา ทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ประเทศชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างแน่วแน่และจริงจัง

ขณะที่นิสัยส่วนตัว พล.อ.เปรม เป็นคนพูดน้อย แต่คำพูดเมื่อถูกเอ่ยออกมักมีความหนักแน่นจริงใจจริงจัง แฝงไปด้วยความห่วงใย ไม่เคยผิดไปจากที่พูด ตรงนี่้จึงเป็นสิ่งทำให้ พล.อ.เปรม เป็นที่รักของใครหลายคนและทำให้มีหน้าที่การงานสูงขึ้นเรื่อยๆ

“สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ในตัวป๋า มักจะอิงความถูกต้อง แม้ต้องยอมเสียบ้าง แต่ถ้าอะไรไม่ถูกต้อง ป๋าจะไม่มีวันยอมเด็ดขาด”

วิโชค เล่าถึงหนึ่งวีรกรรมอันกล้าหาญของ พล.อ.เปรม ให้ฟังว่า เมื่อช่วงปี 2528 ตอนนั้นติดตามคณะนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม ไปประเทศอินโดนีเซีย โดยคืนวันที่ 9 กันยายน 2528 ประเทศไทยเกิดการรัฐประหารโดยทหารกลุ่มยังเติร์ก และเมื่อถึงตอนเช้าก่อนเข้าพบ ซูฮาร์โต อดีตประธานาธิบดีคนที่ 2 ของอินโดนีเซีย นายกฯคนที่ 16 ได้บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยให้คณะทราบ พร้อมบอกตนเตรียมอุปกรณ์ทำข่าวไว้ จากนั้นเข้าพบกับประธานาธิบดีอินโดนีเซียตามปกติ 

ภายหลังการหารือราชการเสร็จก็สั่งคณะเดินกลับประเทศไทย ทั้งที่ตอนนั้นคณะปฎิวัติสั่งห้ามเข้าประเทศ และเมื่อเครื่องบินของกองทัพอากาศลงจอดที่สนามบินหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สั่งให้บันทึกเทปแถลงต่อประชาชนว่ารัฐบาลจะไม่ยอมแพ้และบอกให้คณะปฏิวัติวางมือพร้อมนำกำลังพลกลับเข้ากรม จากนั้นตนนั่งเครื่องบินกองทัพกลับกรุงเทพเพื่อนำเทปกลับมายังสถานีเพื่อออกอากาศ จากนั้น พล.อ.เปรม เดินทางไปเข้าเฝ้าในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งตอนนั้นประทับอยู่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งภายหลังสถานการณ์ก็คลี่คลายด้วยในที่สุด

อดีตผู้สื่อข่าวที่่ได้รับฉายาว่าลูกป๋า บอกว่า วีรกรรมอันกล้าหาญดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า พล.อ.เปรม เมื่อถึงบทเข้มแข็งจะมีความเป็นผู้นำจริงๆ แต่คราวใดต้องอยู่ในบทบาทผ่อนปรนก็จะโอนอ่อน เหมือนครั้งที่ลาออกจากนายกรัฐมนตรีพร้อมประกาศยุบสภา ปี 2531 ตอนนั้นแม้พรรคร่วมรัฐบาลประกาศสนับสนุน แต่ พล.อ.เปรม ยินดีที่จะส่งต่ออำนาจตให้รัฐบาลต่อไป

ขณะที่ ปราโมทย์ ผู้ที่ติดตามทำข่าว พล.อ.เปรม ตั้งแต่สมัยเป็นทหาร เล่าว่าการทำงานอดีตประธานองคมนตรีสมัยเป็นทหาร จะมีลักษณะตามแบบฉบับทหารม้านักรบ “ป๋าเป็นคนที่มีความทหารแบบนักรบ ตรงไปตรงมา คนรักมาก และก็เป็นที่ชื่นชนในหมู่ทหารม้า” แต่ทว่าเมื่อเข้าสู่แวดวงการเมือง พล.อ.เปรม ก็วางตัวเหมาะสมกับการเป็นนักการเมืองคอยให้ข้อมูลนักข่าวเป็นประจำ

ส่วนนิสัยของ พล.อ.เปรม ในสายตาของผู้สื่อข่าวรุ่นใหญ่ มองว่ามีความเป็นผู้นำสูง มีทักษะความสามารถในการเลือกใช้คนดีมาก จนสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้หลายเรื่อง ซึ่งแม้การทำงานตอนนั้นแม้มีปัญหาแต่สามารถกอบกู้เหุตการณ์ต่างกลับมาได้

ที่มาฉายา “เตมีย์ใบ้”

ปราโมทย์ เล่าว่าสมัยที่ พล.อ.เปรม เป็น รมช.มหาดไทย เป็นแหล่งข่าวที่อัธยาศัยดีคุยได้ทุกเรื่องตลอด 3 เวลา และถ้าเกิดความผิดพลาดนายกฯตอนนั้นก็จะคอยแก้ข่าวให้ แต่เมื่อขึ้นเป็นนายกฯเองก็รู้สึกว่าเมื่อพูดทุกวันบางครั้งอาจทำให้ผิดพลาดและไม่มีใครมาแก้ให้เหมือนสมัยเป็น รมช.มหาดไทย ทำให้ตอนหลังจึงพูดน้อยลงจนได้ฉายา “เตมีย์ใบ้”

แต่ถึงอย่างไรแม้จะพูดน้อยแต่ทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์ไม่ว่าสั้นหรือยาวก็มักเป็นประเด็นขึ้นหน้า 1 ทุกครั้ง

ส่วนการทำงานสมัยเป็นนายกฯ จะขยันมาทำเนียบประมาณ 8 โมงเช้า และทำงานจนเย็นค่ำมืด ซึ่งหากวันได้ไม่มีประเด็นอะไรจะบอกมากนักข่าวให้กลับเลย แต่ถ้ามีประเด็นเรื่องที่เป็นปัญหาจะให้สัมภาษณ์ด้วยตนเองหรือให้คนใกล้ชิดมาคอยบอก

สิ่งที่ทำให้คนรัก “ป๋าเปรม”

ปราโมทย์ เผยความประทับใจต่อรัฐบุรุษผู้นี้ ว่า จากที่ตามทำข่าวตั้งแต่สมัยเป็นทหารยศพลตรี จนเป็นนายกฯ รู้สึกว่าตั้งแต่รู้จัก พล.อ.เปรม ท่านทำเพื่อคนอื่นและประเทศชาติมาตลอด ไม่เคยทำอะไรเพื่อตนเอง

“เขาสร้างบ้านพักให้ที่จังหวัดสงขลา หรือนครราชสีมา พล.อ.เปรม ก็ไม่เคยรับ แต่มอบให้เป็นของหลวงเหมือนดังที่พูดตลอดว่า ทำเพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน”

ส่วนสิ่งที่คนรุ่นหลังควรนำ พล.อ.เปรม ไปเป็นแบบอย่าง คือควรมีความคิดรับผิดชอบต่อบ้านเมืองและการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย

ขณะที่ วิโชค ชื่นชมในตัวของอดีตประธานองคมนตรี เป็นบุคคลที่เมื่อถึงบทบาทเข้มแข็งจะมีความเป็นผู้นำสูงมาก แต่คราวใดที่ควรผ่อนปรนก็จะโอนอ่อน

ส่วนสิ่งที่อยากให้คนรุ่นหลังนำนิสัย พล.อ.เปรม ยึดเป็นแบบอย่างคือควรเป็นคนที่ซื่อสัตย์ สุจริต เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน ประเทศชาติ และสถาบันมาก่อนเรื่องตัวเอง

ตรวจแถวประชาธิปัตย์ “หนุน-ไม่หนุน” บิ๊กตู่นั่งนายกรัฐมนตรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/589885

  • วันที่ 22 พ.ค. 2562 เวลา 20:40 น.

ตรวจแถวประชาธิปัตย์ "หนุน-ไม่หนุน" บิ๊กตู่นั่งนายกรัฐมนตรี

ประชาธิปัตย์เสียงยังแตก “กลุ่มชวน” ยังเสียงแข็ง “จุรินทร์” นัดโหวตร่วมไม่ร่วมรัฐบาลบิ๊กตู่วันที่ 23 พ.ค.นี้

ถึงนาทีนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ โดยจะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารและส.ส.ของพรรคเพื่อชี้ขาด ในวันที่ 23 พ.ค.นี้ แม้จะมีกระแสข่าวออกมาตลอดวัน ว่า พรรคประชาธิปัตย์ตอบ เข้าร่วมรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว โดย พรรคพลังประชารัฐยอมให้ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยจะให้ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มา ดำรงตำแหน่งดังกล่าว แต่ นายบัญญัติ ได้ปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งดังกล่าว

ในขณะเดียวกันมีกระแสว่า ทาง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้เจรจากับทางพรรคพลังประชารัฐ โดยเสนอขอโควต้า 4รัฐมนตรีว่าการ 3 รัฐมนตรีช่วย โดยจะมีรมว.มหาดไทย ด้วย แต่ทั้งหมดเป็นเพียงกระแสข่าวเท่านั้น

อย่างไรก็ตามความเคลื่อนไหวในพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงตึงเครียดเพราะฝ่ายที่เห็นด้วยว่าควรจะร่วมรัฐบาลกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเสียงก้ำกึ่งกัน โดยฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยในการเข้าร่วมรัฐบาล คือ กลุ่มนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค และกลุ่มนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส่วนกลุ่มที่เห็นด้วยว่าควรเข้าร่วมรัฐบาลคือ กลุ่มนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค และกลุ่มที่สนับสนุนนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

ทั้งนี้มีรายงานว่าทาง นายจุรินทร์ ได้มอบหมายให้ นายเฉลิมชัย และนายนิพนธ์ บุญญามณี ไปเจรจาเรื่องโควต้ารัฐมนตรีกับพรรคพลังประชารัฐมาก่อนและนำมาให้ที่ประชุม กก.บห.และส.ส.พิจารณาตัดสินใจว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลในวันพรุ่งนี้(23พ.ค.)

“เรามั่นใจว่าหากมีเหตุผลแสดงให้เห็นว่าการไปเข้าร่วมรัฐบาลและสามารถทำอะไรได้ นายชวน และผู้ใหญ่ในพรรคคงไม่คัดค้าน ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับการเจรจากับพรรคพลังประชารัฐว่าจะให้พรรคสามารถทำงานได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร”แหล่งข่าวกล่าว

สำหรับคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์นั้นมีทั้งหมด 39 คน ส่วนส.ส.มีทั้งหมด 52 คน รวมแล้วจะมี 91 เสียง แต่เนื่องจากส.ส.จำนวน10คนไปเป็นกรรมการบริหารพรรค จึงเหลือเพียง 81 เสียงเท่านั้น