“บิ๊กฉัตร” เปิดงาน”วันน้ำโลก” 22 มีนา 62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/366660

“บิ๊กฉัตร” เปิดงาน”วันน้ำโลก” 22 มีนา 62

“บิ๊กฉัตร” เปิดงาน”วันน้ำโลก” 22 มีนา 62 ตั้งเป้า 7,490 หมู่บ้านขาดแคลน มีน้ำกินน้ำใช้ทั่วถึงภายในปีนี้

              พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “วันน้ำโลกและสัปดาห์อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ” ชูผลงานสำคัญเกิด 4 เสาหลักบริหารน้ำเป็นครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมตั้งเป้าเดินตามแผนแม่บทน้ำ 20 ปี เน้นน้ำกินน้ำใช้ครบ 7,490 หมู่บ้านในปีนี้ 

วันที่ 22 มีนาคม 2562 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “วันน้ำโลกและสัปดาห์อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ” ณ ห้องเวสต์เกตฮอลล์ ชั้น 4 ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี            โดยรองนายกรัฐมนตรีกล่าวภายหลังจากเป็นประธานในพิธิเปิดงานว่า ปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาดและน้ำดื่มเป็นปัญหาสำคัญของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ด้วยเหตุดังกล่าว ในปี 2535 องค์การสหประชาชาติ (UN) จึงประกาศให้วันที่ 22 มีนาคมของทุกปี เป็น “วันน้ำโลก”หรือ World Water Day” ซึ่งแต่ละปีทุกประเทศทั่วโลกจะร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องน้ำแก่ประชาชน

สำหรับในประเทศไทย รัฐบาลเห็นความสำคัญของการแก้ไขปัญหาน้ำของประเทศด้วยเป้าหมายหลักที่มุ่งพัฒนาประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และเป็นการเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยอย่างรอบด้าน สร้างความแข็งแกร่งให้ยืนอยู่ได้ในเวทีโลกทั้งในระดับเศรษฐกิจและสังคม โดยน้อมนำหลักการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ควบคู่กับการน้อมนำแนวทางของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10“สืบสาน รักษา ต่อยอด”มาเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำต่อยอดจากโครงการที่มีอยู่เดิม

ผลงานการบริหารจัดการน้ำที่ผ่านมาของรัฐบาล ทำให้เกิด 4 เสาหลักที่สำคัญครั้งแรกที่สำคัญของประเทศและต้องถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทย ได้แก่ 1.การจัดทำยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (2558-2569) 2.การตราพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2562 3.การจัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลการบริหารจัดการน้ำของประเทศ และเพื่อให้การบริหารจัดการมีความยั่งยืน มุ่งพัฒนาประเทศตามนโยบาย Thailand 4.0 และ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จึงได้จัดตั้งเสาหลักที่ 4 ที่ว่าด้วยการนำองค์ความรู้ โดยใช้ศาสตร์พระราชา งานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม  ภูมิปัญญาท้องถิ่น  และความรู้จากต่างประเทศ มาประยุกต์ใช้เป็นพื้นฐานการบริหารจัดการน้ำของประเทศด้วย

             ในส่วนของการดำเนินการตามยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (2558-2569) ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงและพัฒนาเป็นแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (2561-2580) เพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ประกอบด้วยแผนแม่บท 6  ด้าน โดยมีเป้าประสงค์ ดังต่อไปนี้

1.การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ประชาชนทั้งในเมืองและชนบท มีน้ำอุปโภคและน้ำดื่มเพียงพอได้มาตรฐานสากล พร้อมจัดหาแหล่งน้ำสำรองอย่างเพียงพอ ในราคาที่เหมาะสม 2.การสร้างความมั่นคงด้านน้ำสำหรับภาคการผลิต สามารถจัดหาน้ำเพื่อการผลิตทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรมได้อย่างสมดุลระหว่างน้ำต้นทุนและความต้องการรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำของแหล่งน้ำทุกประเภท และการจัดหาแหล่งน้ำให้กับพื้นที่เกษตรน้ำฝน และพื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่อุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ 3.การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย มีระบบป้องกันน้ำท่วมและอุทกภัยที่มีประสิทธิภาพ ทั้งโครงสร้างและการบริหารจัดการ มีผังการระบายน้ำทุกระดับ การบริหารพื้นที่น้ำท่วมและพื้นที่ชะลอน้ำ ตลอดจนมีการบูรณาการเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำหลาก และน้ำท่วม ร่วมกับการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศล่วงหน้า ที่รวดเร็ว ชัดเจน และใกล้เคียงมากที่สุด

               4.การจัดการคุณภาพน้ำ และอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ โดยการฟื้นฟูแม่น้ำลำคลองและแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน มีการจัดการให้ชุมชนขนาดใหญ่ มีระบบบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการจัดการโดยการป้องกันและลดน้ำเสียที่ต้นทาง  5. การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรม และป้องกันการพังทลายของดิน ป่าต้นน้ำได้รับการฟื้นฟู สามารถชะลอการไหลบ่าของน้ำ มีการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ลาดชัน และ 6.การบริหารจัดการ มีระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีธรรมาภิบาล ทันสมัย มีกฎหมาย ระเบียบ เกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำ มีโครงสร้างองค์กรที่เหมาะสมในการบริหารจัดการน้ำทุกระดับ เน้นการบริหารจัดการน้ำในเชิงเตรียมการป้องกันภัยจากน้ำ การมีส่วนร่วมจากการสร้างการรับรู้ การร่วมคิด ร่วมทำแผนหลัก และแผนปฏิบัติการระดับลุ่มน้ำ และระดับจังหวัดโยงไปถึงระดับนโยบาย นที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับพื้นที่ผู้ใช้น้ำ ลุ่มน้ำ และเชื่อมโยงไปถึงระดับนโยบาย และแผนปฏับติการรสะท้อนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับพื้นที่ผู้ใช้น้ำ ลุ่มน้ำ และเชื่อมโยงไปถึงระดับนโยบาย ประกอบกับการมีระบบฐานข้อมูล ทรัพยากรมนุษย์ และงานวิจัยเพียงพอในการตัดสินใจและบริหารจัดการ

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามแผนแม่บทด้านที่ 1 คือ การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นด้านที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด มีกรอบการดำเนินการ 4 ประการ คือ 1.ต้องการให้ทุกครัวเรือนเข้าถึงน้ำอุปโภคบริโภค โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2562 หมู่บ้านในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ 7,490 หมู่บ้าน จะต้องมีน้ำกินน้ำใช้ให้ครบทุกหมู่บ้าน รวมทั้งปรับปรุงระบบประปาเดิมที่ชำรุดเพื่อให้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 2.มุ่งพัฒนาระบบประปาหมู่บ้านให้ได้มาตรฐาน โดยมุ่งยกระดับให้ถึงเกณฑ์การตรวจวัดตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี 2573 (SDGs) 3.พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพประปาเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ 404 เมือง 4.2 ล้านครัวเรือน รวมถึงการจัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่ขาดแคลนแหล่งน้ำต้นทุน

และ 4.การประหยัดน้ำทุกภาคส่วน โดยส่งเสริมการลดการใช้น้ำในทุกภาคส่วน รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำอุปโภคบริโภค เช่น การแก้ปัญหาความสูญเสียน้ำของระบบท่อ ซึ่งปัจจุบัน ข้อจำกัดของการส่งน้ำด้วยระบบท่อ ทำให้เกิดการสูญเสียน้ำระหว่างทางไปไม่น้อยกว่า 30%  โดยรัฐบาลตั้งเป้าไว้ว่า จะลดความสูญเสียของน้ำจากระบบท่อให้เหลือเพียง 20% เท่านั้น ซึ่งจะทำให้สามารถลดการหาแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อทดแทนปริมาณน้ำที่สูญเสีย      และจากการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2562 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กนช. ยังได้กำชับให้การประปาทุกแห่งต้องมีแหล่งน้ำสำรองของตัวเอง สำหรับผลิตน้ำประปาให้ได้อย่างน้อย 15 วัน เพื่อให้มีน้ำกินน้ำใช้อย่างเพียงพอทั้งปี ทุกพื้นที่ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศด้วย

ด้าน นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวถึงรายละเอียดการจัดงานว่า กิจกรรม “วันน้ำโลกและสัปดาห์อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ” ว่า ในปีนี้องค์การสหประชาชาติได้กำหนดประเด็นหลักในการรณรงค์ในระดับโลก คือ Leaving no one behind”ขณะที่ประเทศไทยได้กำหนดแนวคิดเพิ่มเติมในการรณรงค์ระดับประเทศคือ “ทั่วถึง..เท่าเทียม.. เพียงพอ” โดย สทนช. ได้เชิญหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติดูแลเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการน้ำต้นทุน การผลิตและการกระจายน้ำ  และหน่วยงานต่างประเทศ รวม 18  หน่วยงาน มาร่วมจัดนิทรรศการเพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ

โดยเฉพาะแผนแม่บทด้านที่ 1 ที่เป็นเรื่องการจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ซึ่งประกอบไปด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ผลงานที่ผ่านมา แผนการดำเนินงานในอนาคต ตลอดเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งมีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ความท้าทายของการบริหารจัดการน้ำอุปโภคบริโภค” มีผู้เข้าร่วมเสวนา 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกรมอนามัย ในประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการความท้าทายของการจัดหาน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเขตเมืองและพื้นที่ห่างไกล การพัฒนาคุณภาพน้ำประปาให้ได้มาตรฐานและราคาที่เหมาะสมโดยเฉพาะประปาหมู่บ้าน การขับเคลื่อนการดำเนินงานให้ประสบความสำเร็จภายใต้แผนแม่บทการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้และตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ อันจะนำไปสู่การปฏิบัติในการร่วมกันประหยัดและใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า สร้างความมั่นคงของทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

ส.ป.ก.รุดติดตามความก้าวหน้าพื้นที่ คทช.เขาซก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/366461

ส.ป.ก.รุดติดตามความก้าวหน้าพื้นที่ คทช.เขาซก

สปก

ส.ป.ก.รุดติดตามความก้าวหน้าพื้นที่ คทช.เขาซก เร่งสร้างความยั่งยืนเต็มสูบ

เมื่อเร็ว ๆ นี้  วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความก้าวหน้า ในการพัฒนาพื้นที่ คทช. แปลง NO.378 ตำบลเขาซก อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี พร้อมหารือและรับฟังปัญหาจากผู้แทนเกษตรกร โดยได้กำชับ Area Manager ติดตามดูแลและให้ความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด

ส.ป.ก.รุดติดตามความก้าวหน้าพื้นที่ คทช.เขาซก

ส.ป.ก.รุดติดตามความก้าวหน้าพื้นที่ คทช.เขาซก
สำหรับโครงการจัดที่ดินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ต.เขาซก อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี
ได้ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์แบบแปลงรวมผ่านระบบสหกรณ์     โดยให้สหกรณ์เช่าที่ดินจาก ส.ป.ก. ทั้งแปลง เนื้อที่ประมาณ 570 ไร่ และจัดสรรให้สมาชิกทั้ง 47 ราย เข้าทำสัญญาเช่าที่ดินจากสหกรณ์เพื่อทำประโยชน์ โดย ส.ป.ก. ได้ยกเว้นค่าเช่า 3 ปีแรกให้กับสหกรณ์ พร้อมประสานหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและนอกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมบูรณาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็นในพื้นที่โครงการ อาทิ อ่างเก็บน้ำ ถนนสายหลัก-สายรอง ถนนในแปลงเกษตรกรรม ไฟฟ้า ที่อยู่อาศัย และสำนักงานสหกรณ์พร้อมโกดังเก็บผลผลิต
เลขาธิการ ส.ป.ก. ได้กล่าวว่า พื้นที่บริเวณนี้เดิมเป็นพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังมาก่อนและอยู่นอกเขตชลประทานทำให้มีสภาพแห้งแล้งและดินเสื่อมคุณภาพหลังจากที่ ส.ป.ก. ได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาพัฒนาพื้นที่ทำให้ปัจจุบันเริ่มกลับมาทำเกษตรกรรมได้แล้ว แต่สภาพดินยังคงมีปัญหาอยู่และจำเป็นต้องทำการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง แนวทางหนึ่งที่ได้ฝากให้เกษตรกรในพื้นที่ช่วยกันทำคือการปลูกต้นไม้โดยรอบพื้นที่ ทั้งไม้ผล ไม้ยืนต้น และไม้เศรษฐกิจ เพื่อสร้างความชุ่มชื้นและเป็นร่มเงาให้แก่พื้นที่ และใบไม้ยังเป็นปุ๋ยชั้นดีให้กับดินอีกด้วย นอกจากนี้การปลูกไม้เศรษฐกิจยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางรายได้และแหล่งเงินทุนให้กับลูกหลานในอนาคตได้อีกทางหนึ่ง

ขณะที่ นายเดชา พรมพันธุ์ใจ ตัวแทนเกษตรกร ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เกษตรกรได้เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่นี้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2560 โดยสมาชิกเกษตรกรมีการรวมตัวกันอย่างใกล้ชิดเพื่อปรึกษาหารือและกำหนดเป้าหมายการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน โดยยึดหลักที่ว่า “ต้องพึ่งพาตนเองให้ได้พร้อมกับการช่วยเหลือผู้อื่น” พร้อมกันนี้ได้ขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เข้ามาช่วยเหลือและพัฒนาจนปัจจุบันพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าเพิ่มขึ้นมาก
ทั้งนี้ เลขาธิการ ส.ป.ก. ยังได้กำชับ Area Manager ให้ติดตามดูแลและให้ความช่วยเหลือ
อย่างใกล้ชิด ทั้งในเรื่องการพัฒนาพื้นที่ การพัฒนาเกษตรกรรม และการส่งเสริมอาชีพ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ คทช.เขาซก มีอาชีพที่ยั่งยืน มีรายได้ที่มั่นคง และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

สทนช.เล็งจัดระบบแหล่งน้ำเชื่อมศูนย์ข้อมูลน้ำจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/366369

สทนช.เล็งจัดระบบแหล่งน้ำเชื่อมศูนย์ข้อมูลน้ำจังหวัด

สทนช

สทนช.เล็งจัดระบบแหล่งน้ำเชื่อมศูนย์ข้อมูลน้ำจังหวัด 

สทนช.ห่วงเขื่อนขนาดกลาง-เล็ก หลายแห่งยังขาดเจ้าภาพหลักบริหารจัดการ ติดตามสถานการณ์น้ำ เล็งดึงกลุ่มผู้ใช้น้ำเป็นตัวช่วยแจ้งข้อมูลกรณีที่ไม่มีเจ้าภาพดูแล พร้อมร่วมหนุนจัดตั้งศูนย์น้ำจังหวัด เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีข้อมูลน้ำรวดเร็วครบถ้วนในการบริหารจัดการน้ำระดับพื้นที่ หวังอุดช่องโหว่ช่วงวิกฤติน้ำ   

             นายสมเกียรติ ประจำวงษ์  เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สทนช.อยู่ระหว่างการพิจารณา วางแผน ปรับปรุงการจัดเก็บข้อมูลน้ำตามแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามสภาพที่เป็นจริงมากที่สุด โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤติการณ์น้ำ เช่น ช่วงเวลาที่เกิดน้ำท่วม หรือน้ำแล้ง เพื่อให้ สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้บริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากทุกวันนี้ข้อมูลน้ำในแหล่งน้ำบางแห่งอยู่ในสภาพไม่มีผู้รับผิดชอบที่แท้จริง โดยเฉพาะเขื่อนขนาดกลางกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ

          “เขื่อนขนาดใหญ่กว่า 30 แห่งไม่มีปัญหา ทุกแห่งมีเจ้าภาพดูแลหมด แต่เขื่อนขนาดกลางความจุตั้งแต่ 2 ล้านลูกบาศก์เมตรขึ้นไปจนเกือบแตะระดับ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีกว่า 400 แห่งยังมีปัญหาตรงที่ไม่มีเจ้าภาพดูแลทั่วถึง บางจังหวัดคนเดียวดูแลถึง 5-6 เขิ่อน พอเกิดมีวิกฤติน้ำขึ้นมาจะวิ่งเทียวไปเทียวมาก็ไม่ทันการณ์แล้ว  จึงต้องหาหน่วยงานรับผิดชอบใหม่เข้ามาช่วยเพิ่มเติม ส่วนเขื่อนขนาดเล็ก มีองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว แต่การติดตามปริมาณน้ำยังคงใช้วิธีการประเมินปริมาณน้ำจากภาพถ่ายดาวเทียมของGisda เพื่อ ติดตามสถานการณฺน้ำ ซึ่ง สทนช.อยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติในการสำรวจ ติดตามปริมาณน้ำในแหล่งน้ำขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพและแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยอาจจะให้แต่ละหน่วยงานใช้เครื่องมือ หรืออุปกรณ์สมัยใหม่ติดตั้งเพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นทดลอง”นายสมเกียรติ กล่าว

          สำหรับแนวทางของ สทนช. ในเบื้องต้น คือ ให้หน่วยงานมอบหมายให้กลุ่มผู้ใช้น้ำเป็นผู้รับผิดชอบแจ้งข้อมูลตัวเลขเกี่ยวกับปริมาณน้ำไปยังศูนย์น้ำจังหวัด ต่อไปยังศูนย์น้ำภาค และ สทนช. ตามลำดับ ซึ่งวิธีนี้จะคล่องตัวกว่า ข้อมูลเร็วกว่า และสามารถติดต่อประสานงานระหว่างกันได้ตลอดเวลา โดยที่กลุ่มผู้ใช้น้ำก็จะส่งข้อมูลผ่านไปให้หน่วยงานผิดชอบเขื่อนเช่นกัน ไม่ว่ากรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สุดท้ายข้อมูลเหล่านี้จะส่งไปที่ สทนช. เหมือนกัน

     เลขาธิการ สทนช. กล่าวอีกว่า  ในส่วนของศูนย์น้ำจังหวัดเป็นแผนการจัดตั้งหน่วยงานในระดับจังหวัดดูแลเรื่องน้ำโดยเฉพาะ โดยอาศัยพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ.2561 หรือกฎหมายอื่นๆ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และมีหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเป็นฝ่ายเลขานุการ เพื่อให้จังหวัดในฐานะเจ้าของพื้นที่มีข้อมูลน้ำที่ครบถ้วน รวดเร็ว และมีส่วนในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สทนช.พร้อมยกระดับคุณภาพน้ำ ลดความเหลื่อมล้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/366236

สทนช.พร้อมยกระดับคุณภาพน้ำ ลดความเหลื่อมล้ำ

สทนช

สทนช.พร้อมยกระดับคุณภาพน้ำ ลดความเหลื่อมล้ำ

ดร.สมเกียรติ  ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช.เตรียมจัดงาน   วันน้ำโลก (World Water Day)  ในวันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2562 นี้ โดยจัดกิจกรรมด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรน้ำ ภายใต้ Theme ที่องค์การสหประชาชาติได้กำหนด คือ “Leaving no one behind” หรือ “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”      เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำและกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ โดยช่วยกันดูแล บำรุงรักษา และการพัฒนาแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน สทนช.ในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบดูแลทรัพยากรน้ำของประเทศ       จึงได้จัดงานวันน้ำโลกขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ที่เห็นชอบให้สัปดาห์ที่ตรงกับวันที่     22 มีนาคมของทุกปี เป็นสัปดาห์อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำแห่งชาติด้วย

สทนช.พร้อมยกระดับคุณภาพน้ำ ลดความเหลื่อมล้ำ

                ทั้งนี้ น้ำเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทั้งในด้านการอุปโภค บริโภค และการประกอบอาชีพ ในอดีตน้ำมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งปริมาณและคุณภาพ แต่ปัจจุบันมนุษย์กำลังเผชิญกับวิกฤติด้านน้ำ โดยเฉพาะประเทศไทย จากรายงานของ Global Climate Risk Index 2018 ระบุว่า ไทยติดอันดับ 9 ของโลก ที่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างรุนแรง โดยมีสาเหตุสำคัญจากหลายประการ เช่น การเพิ่มขึ้นของประชากร กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ได้ก่อให้เกิดปัญหาและส่งผลกระทบตามมา เป็นต้น ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดแหล่งมลพิษใหม่ๆ เพิ่มขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจึงอยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่อาจจะไม่สามารถรองรับความจำเป็นขั้นพื้นฐานอย่างเพียงพอในอนาคตได้
“การเตรียมความพร้อมของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในอนาคต เป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นที่จะต้องเร่งดำเนินการเพื่อรองรับความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้น และลดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง อันจะก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำตามมา การจัดงานวันน้ำโลกในปีนี้ จึงมุ่งเน้นไปที่การรณรงค์ให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญ และร่วมมือกันอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำให้มั่นคงอย่างยั่งยืนตลอดไป” เลขาธิการ สทนช. กล่าว
สำหรับประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำอย่างเพียงพอ มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,374 มิลลิเมตรต่อปี          ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ที่ 990 มิลลิเมตร อย่างไรก็ตามรัฐบาลก็ได้กำหนดเป้าหมายการจัดการน้ำอุปโภคบริโภคให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 6 ที่กำหนดไว้ว่า “ทุกคนเข้าถึงน้ำดื่มที่ปลอดภัยและราคาที่สามารถซื้อหาได้ภายใน ปี 2573 โดยจะมุ่งเน้นในด้านการจัดหาน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคบริโภคให้ครบทุกหมู่บ้าน ชุมชนเมือง แหล่งท่องเที่ยว และเขตพื้นที่เศรษฐกิจ รวมทั้งด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและจัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ   การพัฒนาน้ำดื่มให้ได้มาตรฐานและราคาที่เหมาะสม
เลขาธิการ สทนช. กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันยังมีคนไทยส่วนใหญ่บางส่วนก็ยังไม่เข้าถึงน้ำดื่มที่สะอาด โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสและกลุ่มคนชายขอบ เช่น กลุ่มชนพื้นเมืองของไทย  ดังนั้น การดำเนินการตาม Theme หลัก “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ของการจัดงานวันน้ำโลกในปีนี้นั้น สทนช.จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการและดำเนินการตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี แผนแม่บทด้านที่ 1 การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการให้บริการน้ำดื่ม โดยมุ่งเน้นไปยังกลุ่มคนที่มีความต้องการมากที่สุด เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในทุกพื้นที่ของประเทศ  นอกจากนั้น ในแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำดังกล่าว ยังระบุให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการความต้องการใช้น้ำทุกกิจกรรมให้สมดุลกับน้ำต้นทุน ลดความสูญเสียน้ำ และเพิ่มมูลค่าน้ำ ลดน้ำเสียที่แหล่งกำเนิด พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสีย จัดสรรน้ำต้นทุนเพื่อการใช้น้ำขั้นพื้นฐานและรักษาระบบนิเวศ การพื้นฟูป่าต้นน้ำ รวมทั้งจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนสำรองสำหรับการผลิตน้ำประปาและระบบกระจายน้ำเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม โดยมีแผนการดำเนินการทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว และมีจุดมุ่งหมายหลักคือ การสร้างความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน ด้านน้ำของประเทศ

สหกรณ์บริการอิสลามเนียะมะตุลลอฮ์ มุ่งทำเกษตรทฤษฎีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/366107

สหกรณ์บริการอิสลามเนียะมะตุลลอฮ์ มุ่งทำเกษตรทฤษฎีใหม่

ทุ่งครุ

สหกรณ์บริการอิสลามเนียะมะตุลลอฮ์ ส่งเสริมสมาชิกทำเกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่ 

            พื้นที่เขตทุ่งครุของกรุงเทพมหานครแต่เดิมเป็นพื้นที่ทำการเกษตร ทำนาทำสวนผลไม้ ปัจจุบันสภาพพื้นที่เปลี่ยนแปลงไป หมู่บ้านจัดสรรและอาคารพาณิชย์เริ่มรุกเข้ามา มีห้างสรรพสินค้าผุดขึ้นในพื้นที่เกษตรเดิม                    ระบบการจัดการของท้องถิ่นเริ่มเปลี่ยนไป คนนอกพื้นที่หลั่งไหลเข้ามาอาศัยอยู่เพิ่มมากขึ้น

สหกรณ์บริการอิสลามเนียะมะตุลลอฮ์ มุ่งทำเกษตรทฤษฎีใหม่

สหกรณ์บริการอิสลามเนียะมะตุลลอฮ์ มุ่งทำเกษตรทฤษฎีใหม่สหกรณ์บริการอิสลามเนียะมะตุลลอฮ์ มุ่งทำเกษตรทฤษฎีใหม่

ประชากรในเขตทุ่งครุมีประมาณ 120,000 คน และส่วนหนึ่งเป็นชุมชนของชาวมุสลิมอาศัยอยู่ราว 60,000 คน ต่อมาในปี 2554 ได้มีการรวมกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์บริการอิสลามเนียะมะตุลลอฮ์ จำกัด เพื่อระดมเงินทุนช่วยเหลือ พี่น้องชาวมุสลิม ซึ่งระบบสหกรณ์นั้นถูกกับหลักศาสนาอิสลามและถูกต้องตามกฎหมาย ปัจจุบันมีสมาชิก 600 คน  และสมาชิกส่วนหนึ่งประมาณ 30 % ยังคงยึดอาชีพการเกษตรและยังเก็บรักษาที่ดิน ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ ทำสวน และเลี้ยงสัตว์ และยังมีบางรายที่ไม่พัฒนาที่ดินต่อ ทำให้เกิดที่รกร้างว่างเปล่า มีบางส่วนรอขายที่ดินเพื่อทำหมู่บ้านจัดสรรเนื่องจากที่ดินมีราคาสูงขึ้น ทำให้วิถีชีวิตในแบบเกษตรกรรมได้ถูกกลืนหายไปอย่างน่าใจหาย

นายเปี่ยม อารีฮูเซ็น ประธานสหกรณ์บริการอิสลามเนียะมะตุลลอฮ์ จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์ได้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาพื้นที่การเกษตรในเขตทุ่งครุให้ดำรงอยู่ถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน จึงได้ทำโครงการแปลงเกษตรตัวอย่าง เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกนำที่ดินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยได้แนะนำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่และหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทานไว้                    ให้สมาชิกได้น้อมนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพ ขณะเดียวกัน สหกรณ์ได้สร้างแปลงเกษตรตัวอย่างโดยได้ขอเช่าที่ดินของสมาชิกจำนวน 1 ไร่ มาปรับปรุงและพัฒนาให้เป็นแปลงเกษตรผสมผสาน เพื่อเป็นพื้นที่ตัวอย่างให้สมาชิกได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้และนำกลับไปปรับใช้กับที่ดินของตนเอง

ภายในแปลงเกษตรตัวอย่าง ได้แบ่งพื้นที่ประมาณ 25 % เป็นบ่อปลา เลี้ยงปลาดุก ปลาช่อน ปลานิลและปลากด พื้นที่อีก 30% ปลูกผลไม้ มะม่วง ทุเรียน กล้วย ส่วนหนึ่งปลูกผักสวนครัว และมีโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ โรงแปรรูปสินค้า ใช้เงินลงทุนไปประมาณ 150,000 บาท และค่อยๆลงมือปลูกพืชผักขยายต่อยอดและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง                      เพื่อต่อยอดความสำเร็จให้เพิ่มขึ้น และตั้งแต่เริ่มลงมือทำแปลงเกษตรในเดือนตุลาคม 2561 จนถึงเดือนมกราคม 2562 สหกรณ์ได้จับปลาชุดแรกไปแล้ว 30% ของปลาที่ลงทุนไปทั้งหมด ได้กำไรจากการจับปลาล็อตแรก 20 – 30%                ของเงินลงทุน และในเดือนเมษายนนี้ก็จะจับปลาที่เหลืออีก 70% พร้อมกับทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตทั้งกล้วย มะม่วงจำหน่ายภายในชุมชน ซึ่งจะมีรายได้กลับคืนมาเท่ากับเงินที่ลงทุนไป

การบริหารจัดการภายในแปลงเกษตรตัวอย่าง ใช้วัสดุที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ อาหารปลาได้จากเศษอาหารที่ยังไม่เน่าเสียมาผสมกับน้ำหญ้าหวานซึ่งมีโปรตีนประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ และมีแหนมาผสมด้วยส่วนหนึ่ง                    เพื่อลดต้นทุน ซึ่งต้นทุนอาหารปลากิโลกรัมละ 5 บาท เมื่อเลี้ยงได้ 4 เดือน ปลาตัวโตได้ขนาด สหกรณ์จะจับส่งขายสะพานปลาและส่วนหนึ่งขายให้คนในชุมชน ซึ่งขายถูกกว่าราคาตลาดประมาณ 20 % เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ            ให้แก่ชาวบ้าน ขณะนี้ได้ทดลองแปรรูปปลาแดดเดียวขาย และจำหน่ายได้ราคามากกว่าปลาสดประมาณ 150%

และในอนาคตสหกรณ์จะขยายการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงปลาให้กับสมาชิก โดยสหกรณ์จะร่วมลงทุนเพิ่มอีก 3 บ่อ    และสหกรณ์จะนำปลาบึกมาอนุบาลก่อนจะขายให้สมาชิกไปเลี้ยงต่อเพื่อขยายพันธุ์ และจะพัฒนาให้บ่อปลาของสหกรณ์กลายเป็นแหล่งเลี้ยงปลาเศรษฐกิจในเขตทุ่งครุและจะเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมปลาส่งตลาด                   ซึ่งสหกรณ์จะพัฒนาระบบน้ำเพื่อที่จะเพาะพันธุ์ปลาเอง  และจะถ่ายทอดเทคโนโลยีวิธีการเลี้ยงปลาเพื่อให้เข้ากับระบบบ่อของของสมาชิกแต่ละราย

ในบ่อเลี้ยงปลาจะมีการนำน้ำหมักชีวภาพผสมลงไป และเมื่อเวลาผ่านไปจะมีการขุดลอกเลนใต้บ่อปลาขึ้นมาบนดิน ทำให้พื้นที่ในแปลงเกษตรได้รับธาตุอาหาร ซึ่งหากมีการบริหารจัดการที่ดี ที่ดินเลยถูกทิ้งร้าง                  จะสามารถทำประโยชน์ได้มูลค่าเกิน 10 ล้านบาท  และในวันข้างหน้าสหกรณ์จะขยายแปลงเกษตรออกไปเรื่อย ๆ  รวมถึงจะพัฒนาการแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้า ปกติขายกล้วยสดหวีละประมาณ 20-30 บาท แต่ถ้ามีการแปรรูปเป็นกล้วยตาก สามารถขายส่งได้ 80 บาท ซึ่งสหกรณ์วางแผนในอนาคตทำเป็นแหล่งแปรรูปกล้วยและเชื่อมโยงเครือข่ายกับสหกรณ์ในพื้นที่อื่น ๆ เพื่อส่งวัตถุดิบให้ และสหกรณ์จะพัฒนาแปลงเกษตรของสหกรณ์ให้เป็นแหล่งผลิตอาหารที่ปลอดสารพิษของคนในเขตทุ่งครุและพื้นที่ใกล้เคียง ตอบสนองผู้บริโภคที่ต้องการปลา ต้องการอาหาร ต้องการผลผลิตทางการเกษตร สามารถมาซื้อจากสหกรณ์ได้ทุกวัน

ประธานสหกรณ์บริการอิสลามเนียะมะตุลลอฮ์ จำกัด ได้ฝากถึงเกษตรกรที่มีที่ดินทำการเกษตรว่า อยากให้ช่วยกันรักษาไว้ เพราะนับวันคนจะทำการเกษตรลดน้อยลง ซึ่งเชื่อว่าอาชีพเกษตรกรรมนั้นยังมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ ซึ่งจะต้องมีความตั้งใจจริง  พัฒนาที่ดินไม่ให้รกร้างว่างเปล่า นำมาทำให้เกิดประโยชน์ โดยการ             เลี้ยงปลา ปลูกผักปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ และเริ่มจากเป็นแหล่งอาหารให้กับครอบครัวเราก่อน และขยายสู่การ              เป็นอาหารให้กับคนข้างเคียงหรือเป็นการแลกเปลี่ยนอาหารกัน วิถีเก่าๆ ที่มีการเอื้ออาทรต่อกันก็น่าจะกลับมา                จากนั้นจึงค่อยต่อยอดไปถึงการรวมกลุ่มเหมือนเช่นที่สหกรณ์ทำอยู่ตอนนี้  และที่สำคัญไปกว่านั้น คือ หากเราทำแปลงเกษตรได้เอง เราจะสามารถควบคุมกระบวนการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ หรือเลี้ยงปลา ไม่ให้มีสารเคมีมาปนเปื้อนได้ เพราะว่าปลาหรืออาหารที่เราไปซื้อจากตลาดหรือฟาสฟู้ดส์ต่าง ๆ เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าของที่เราซื้อมานั้น                      มีสารเคมีที่บริโภคเข้าไปแล้วจะเกิดโทษต่อร่างกายหรือไม่ แต่ถ้าเราปลูกเองเลี้ยงเองเพื่อนำมาบริโภค เราสามารถควบคุมทุกอย่างได้ นี่คือสิ่งที่สหกรณ์พยายามจะถ่ายทอดให้สมาชิกและชาวบ้านในชุมชนเขตทุ่งครุได้ตระหนักและเรียนรู้ และเห็นถึงความสำคัญของการนำที่ดินที่มีอยู่มาสร้างประโยชน์และเพิ่มมูลค่าให้กับที่ดิน โดยทำการเกษตรแบบผสมผสานและยึดแนวทางทฤษฎีใหม่มาใช้ในการประกอบอาชีพและดำเนินชีวิต ซึ่งจะทำให้ทุกคนอยู่รอดและมีความยั่งยืนในที่สุด

เกษตรฯ-อุตุฯ จับตาร้อนแล้ง ย้ำเหนือ-อีสาน หยุดเผา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/366066

เกษตรฯ-อุตุฯ จับตาร้อนแล้ง ย้ำเหนือ-อีสาน หยุดเผา

งดเผาตอซัง

เกษตรฯ-อุตุฯ จับตาร้อนแล้ง ย้ำเหนือ-อีสาน หยุดเผา

นางดาเรศร์  กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา จัดทำข้อมูลแจ้งเตือนเกษตรกรงดเผาในพื้นที่การเกษตร จากการคาดการณ์สภาวะทางอุตุนิยมวิทยาล่วงหน้าทุกสัปดาห์

โดยในช่วงวันที่ 15 -22 มีนาคม 2562 อากาศไหลเวียนไม่ดี ก่อให้เกิดการสะสมของฝุ่นละอองและหมอกควัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง ซึ่งในพื้นที่ตอนบนของประเทศไทย มีลมอ่อน อากาศร้อน และไม่มีฝน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน และตาก และพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยเฉพาะ จ.เลย อุดรธานี หนองบัวลำภู หนองคาย ขอนแก่น และมหาสารคาม กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอความร่วมมืองดเผาวัสดุการเกษตรในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเด็ดขาด
สำหรับพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ จ.พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และอุตรดิตถ์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ได้แก่ ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ ยโสธร ไม่ควรเผาวัสดุการเกษตร เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของฝุ่นละอองและหมอกควันเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ เกษตรกรหรือประชาชนทั่วไปสามารถติดตามข่าวสารสภาพอากาศล่วงหน้าได้ทุกสัปดาห์ ตลอดจนคำแนะนำในการกำจัดเศษวัสดุทางการเกษตรเพิ่มเติม ได้ที่ กรมส่งเสริมการเกษตร โทรศัพท์ 0 2579 0163 และสายด่วนกรมอุตุนิยมวิทยา 1182

เกษตรฯ-อุตุฯ จับตาร้อนแล้ง ย้ำเหนือ-อีสาน หยุดเผา

เผยมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/365648

เผยมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งช่วยเกษตรกร

เผยมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งช่วยเกษตรกร 

                กรมส่งเสริมการเกษตรเตรียม 3 มาตรการรองรับป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ผ่านพ้นวิกฤติ ปี 2562 เผยฤดูร้อนปีนี้จะมีอุณหภูมิร้อนกว่าปี 2561 มากกว่าค่าปกติราว 1-2 องศาเซลเซียส

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาที่คาดการณ์ว่า ฤดูร้อนปีนี้จะมาเร็วและนานมากกว่าทุกปี ซึ่งอาจยาวนานไปจนถึงราวเดือนพฤษภาคม 2562 โดยฤดูร้อนปีนี้จะมีอุณหภูมิร้อนกว่าปี 2561 มากกว่าค่าปกติราว 1-2 องศาเซลเซียส ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำฝนและระดับน้ำในเขื่อนที่ลดน้อยลง ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ให้ความสำคัญในการเตรียมรับมือกับปัญหาภัยแล้ง ในปี 2562 โดยกำหนดมาตรการเพื่อช่วยบรรเทาและลดผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อพื้นที่การเกษตร ไว้ 3 ด้าน ดังนี้

                1. การเตรียมความพร้อม เฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารและแจ้งเตือนภัยให้เกษตรกรทราบ รวมทั้งจัดทำฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรด้านพืชให้เป็นปัจจุบัน พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรออกเยี่ยมเยียนให้คำแนะนำด้านวิชาการแก่เกษตรกรในการดูแลรักษาต้นพืช ตัดแต่งกิ่งที่ไม่จำเป็น ใส่ปุ๋ยอินทรีย์คลุมโคนต้นด้วยหญ้าแห้ง ฟางข้าว การจัดทำระบบน้ำในสวนไม้ผล และเตรียมการป้องกันด้านศัตรูพืช ออกสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ พร้อมให้คำแนะนำการป้องกันและกำจัดอย่างถูกวิธี

                2. การจัดการในภาวะฉุกเฉิน ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำ และรณรงค์และขอความร่วมมือให้เกษตรกรใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด และจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์ ออกเยี่ยมให้คำแนะนำด้านวิชาการ การดูแลรักษาต้นพืช การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัย รวมทั้งประเมินผลกระทบเบื้องต้น           

     3. การฟื้นฟู สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งสำรวจและประเมินความเสียหายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยดำเนินการสำรวจและประเมินความเสียหายของเกษตรกรที่ประสบภัยภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน รวมทั้งให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเป็นเงินแก่เกษตรกร โดยใช้เงินทดรองราชการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2556 หรือขอใช้เงินงบกลางเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย ให้เกษตรกรมีเงินทุนเพื่อจัดหาปัจจัยการผลิตในการเพาะปลูกพืชในรอบการผลิตถัดไป โดยช่วยเหลือเกษตรกรที่มีพืชที่เสียหาย รายละไม่เกิน 30 ไร่ อัตราการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์วิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 คือ ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ อัตราไร่ละ 1,690 บาท

หากมีข้อสงสัยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน หรือกองแผนงาน กรมส่งเสริมการเกษตร โทร.0 2579 9523

เกษตรฯ คิกออฟฉีดวัคซีนสุนัขและแมวฟรีทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/365593

เกษตรฯ คิกออฟฉีดวัคซีนสุนัขและแมวฟรีทั่วไทย

วัคซีนสุนัข

กระทรวงเกษตรฯ คิกออฟฉีดวัคซีนสุนัขและแมวฟรีทั่วไทย ย้ำปี 2563 ต้องปลอดโรคพิษสุนัขบ้า 

                    นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดโครงการความร่วมมือการรณรงค์ป้องกันพิษสุนัขบ้า ปีงบประมาณ 2562 ณ ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์ จังหวัดปทุมธานี ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ จัดโครงการความร่วมมือการรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ปีงบประมาณ 2562 ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 มิถุนายน 2562 เป็นระยะเวลา 4 เดือน และมีการคิกออฟรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทั่วประเทศพร้อมกันในวันนี้ โดยมีกิจกรรมฉีดวัคซีน ผ่าตัดทำหมัน และจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้เรื่องโรคพิษสุนัขบ้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ ประชาชนสามารถขอรับบริการต่าง ๆ ผ่านทางเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้บ้าน

               กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับทุกภาคส่วนในการดำเนินงาน มีเป้าหมายภายในปี 2563 ต้องไม่พบโรคทั้งในคนและในสัตว์ ซึ่งวางแนวทางเรื่องการกระจายวัคซีนลงไปในพื้นที่อย่างทั่วถึงเป็นหลัก โดยบูรณาการบริหารจัดการวัคซีนร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และภาคเอกชน และในปีนี้มีการนำเข้าวัคซีนจำนวน 14.9 ล้านโด๊ส ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการและกระจายทั่วถึงทุกพื้นที่ นอกจากนี้ ได้ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาการผลิตวัคซีนภายในประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาวัคซีนขาดแคลน สร้างความมั่นคงด้านวัคซีน โดยได้เริ่มตั้งศูนย์ผลิตวัคซีนร่วมกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จังหวัดนครราชสีมา เริ่มดำเนินงานแล้วเป็นเวลา 1 ปี จากแผนการดำเนินงาน 3 ปี คาดว่าไม่เกินปี 2564 จะมีวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่ผลิตภายในประเทศกระจายสู่ภูมิภาคอย่างทั่วถึงและมีราคาถูกกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศ ส่วนคุณภาพของวัคซีนนั้น มีการตรวจสอบคุณภาพวัคซีนในภาคสนาม ภายหลังการฉีดวัคซีนโดยคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า วัคซีนมีคุณภาพสามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้สำหรับ ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ

                  “ขอให้ประชาชนขอรับบริการต่าง ๆ ผ่านทางเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้บ้าน และขอความร่วมมือประชาชนผู้เลี้ยงสัตว์ให้เฝ้าระวัง หากพบสุนัข-แมว มีอาการน่าสงสัย ป่วยหรือตายด้วยโรคพิษสุนัขบ้า ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ อาสาปศุสัตว์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ หรือแจ้งสายด่วนของกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 หรือผ่านแอพพลิเคชัน DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนผู้เลี้ยงสัตว์ได้ทันท่วงที ทั้งนี้ หากท่านให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ ในการป้องกันและควบคุมการเกิดโรคอย่างเคร่งครัด สัตว์เลี้ยงของท่านจะปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า และขอให้ระลึกไว้เสมอว่า “รัก-เลี้ยง-รับผิดชอบ” พาสุนัข-แมว ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคทุกปี” นายกฤษฎา กล่าว.

ยอมรับ พปชร. มีปัญหาภายใน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/373115

ยอมรับ พปชร. มีปัญหาภายใน

การเมือง,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคพลังประชารัฐ,พปชร,ชวน หลีกภัย,อนุชา นาคาศัย,อนุทิน ชาญวีรกูล,พรรคภูมิใจไทย,ภท,ชัย ชิดชอบ

“สุริยะ” พอใจผลโหวต “ชวน” นั่งประธานสภาฯ ยัน วาระเลื่อนประชุมไม่ใช่เกมการเมือง ยอมรับ มีปัญหาภายใน

อาคารทีโอที 25 พ.ค. 62  นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ นายชวน หลีกภัย ได้รับเลือกเป็นประธานสภาฯ ว่า

เป็นที่น่าพอใจ และเป็นไปตามมติพรรค แต่ไม่ได้หมายความว่ามีสัญญาณร่วมในการจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล เพราะยังตอบไม่ได้ ต้องรอให้ดูผลการเลือกรองประธานสภาฯ ก่อนว่าจะออกมาอย่างไร ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าการเสนอวาระขอเลื่อนประชุมไม่ได้เป็นเกมการต่อรอง แต่เป็นปัญหาภายในของพรรคเอง

ยอมรับ พปชร. มีปัญหาภายใน

ยอมรับ พปชร. มีปัญหาภายใน

นายอนุชา นาคาศัย ส.ส. ชัยนาท พรรคพลังประชารัฐ กล่าวยืนยันว่า การลงมติไม่เห็นด้วยให้เลื่อนการเลือกประธานออกไปนั้นเป็นความตั้งใจลงมติผิดเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุมสภาฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และสมาชิกพรรคบางส่วน ได้เข็นรถวีลแชร์ออกไปส่ง นายชัย ชิดชอบ ที่ลานจอดรถก่อนจะแยกย้ายกันเดินทางกลับ

ยอมรับ พปชร. มีปัญหาภายใน

ยอมรับ พปชร. มีปัญหาภายใน

โค้งสุดท้าย “ชวน หลีกภัย” ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/373113

โค้งสุดท้าย “ชวน หลีกภัย” ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ

การเมือง,ชวน หลีกภัย,ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ,พรรคประชาธิปัตย์,ปชป

ในที่สุด “ชวน หลีกภัย” ก็ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่ง

ในที่สุด “ชวน หลีกภัย” ส.ส. บัญชีรายชื่อ ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก็ได้รับเลือกจากมติของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เคยนั่งตำแหน่งนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ในปี 2529

ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการนำเสนอรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป

ด้วยวัยที่กำลังย่างก้าวเข้าสู่อายุ 81 ปี การที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนี้ เชื่อว่าน่าจะเป็น “ตำแหน่งสูงสุด” ครั้งสุดท้ายบนถนนการเมือง ของ “ชวน หลีกภัย” ที่จะได้ทำหน้าที่อันทรงเกียรติในฐานะ “ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ” อีกครั้ง

“ชวน หลีกภัย” เกิดเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2481 ปัจจุบันอายุ 81 ปี เป็นคน อ.เมือง จ.ตรัง เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวน 9 คน ของ นิยม กับ ถ้วน หลีกภัย

               สมัยยังเด็ก ชวน หลีกภัย มีชื่อเรียกในครอบครัวว่า “เอียด” หมายถึง เล็ก เนื่องจากเป็นคนรูปร่างเล็ก

มีบุตรชายกับ ภักดิพร สุจริตกุล  1 คน คือ ปลื้ม-สุรบถ หลีกภัย

จบการศึกษา ประถมศึกษา โรงเรียนวัดควนวิเศษ จ.ตรัง มัธยมศึกษา โรงเรียนมัธยมวัดควนวิเศษ และโรงเรียนตรังวิทยา

สำเร็จการศึกษาโรงเรียนศิลปศึกษา แผนกจิตรกรรมและประติมากรรม เตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากร (วิทยาลัยช่างศิลป์ ในปัจจุบัน) และศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เริ่มต้นชีวิตการทำงาน โดยการเป็นทนายความ และต่อมาได้เป็นส.ส.จังหวัดตรัง สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2534

โค้งสุดท้าย "ชวน หลีกภัย" ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ

ชวน หลีกภัย เคยดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่สำคัญ ได้แก่ รมช.ยุติธรรม, รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, รมว.ยุติธรรม, รมว.พาณิชย์, รมว.เกษตรและสหกรณ์, รมว.ศึกษาธการ , ประธานสภาผู้แทนราษฎร , รมว.สาธารณสุข, รองนายกรัฐมนตรี, นายกรัฐมนตรี, ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร, รมว.กลาโหม

ชวน หลีกภัย เคยเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยคนที่ 20 เป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย  สมัยแรกระหว่างปี 2535-2538 (ครม.คณะที่ 50) สมัยที่ 2 ระหว่างปี 2540-2544 (ครม.คณะที่ 53) และเคยดำรงตำแหน่งเป็น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ติดต่อกัน 3 สมัย ระหว่างปี  2534-2546 เป็นเวลารวม 12 ปี

หลังจากการเลือกตั้ง ปี 2544 ชวน หลีกภัย ได้กลับมาเป็นผู้นำฝ่ายค้านอีกครั้ง เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2544 และต้องการก้าวลงจากตำแหน่ง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจากการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหัวหน้าพรรคใน 2 ปีถัดมา เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2546 นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค รวมแล้ว ชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค 3 สมัย เป็นเวลาทั้งสิ้น 12 ปี

โค้งสุดท้าย "ชวน หลีกภัย" ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ

ในการเลือกตั้งครั้งถัดมาเมื่อปี 2548 หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ ไม่สามารถได้รับคะแนนเสียงเพียงพอ ต่อการจัดตั้งรัฐบาล แข่งกับพรรคไทยรักไทย บัญญัติ บรรทัดฐาน ลาออกจากตำแหน่งตัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชวน หลีกภัย มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้  “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแทน

นับแต่นี้ไปเราจะได้เห็น “บทบาท” การทำหน้าที่ของ “ชวน หลีกภัย” ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือ “ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ” อีกครั้งหนึ่ง

โค้งสุดท้าย "ชวน หลีกภัย" ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ