‘เบิร์ด-ธงไชย’ ขอบคุณเสียงตอบรับ รอบรีสเตจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/389064

‘เบิร์ด-ธงไชย’ ขอบคุณเสียงตอบรับ รอบรีสเตจ

‘เบิร์ด-ธงไชย’ ขอบคุณเสียงตอบรับ รอบรีสเตจ

วันพุธ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หลังจากที่“แบบเบิร์ดเบิร์ด โชว์ครั้ง ที่ 11 ตอน ดรีม เจอร์นี่ย์” สร้างปรากฏการณ์เสียงชื่นชมมหาศาลทั้ง 5 รอบ เมื่อปีที่แล้ว จนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์จากทั้งคนดูคนในวงการ รวมถึงกระแสในโลกออนไลน์ที่ต่างยกให้ “แบบเบิร์ดเบิร์ดโชว์ เป็นโชว์แห่งปี” ล่าสุดจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เอาใจแฟน ขนความสนุก ความสุข ความประทับใจแบบจัดเต็มกลับมาตามคำเรียกร้องอีกครั้งพร้อมกับภารกิจใหม่ของความสนุกที่มากกว่าเดิมใน 2019 THE RETURN OF BBB # 11 ตอน DREAM JOURNEY RESTAGE” (2019 เดอะรีเทิร์นออฟ แบบเบิร์ดเบิร์ดโชว์ # 11 ตอน ดรีม เจอร์นี่ย์ รีสเตจ) ซึ่งจะจัดขึ้น 2 รอบการแสดงในวันเสาร์ที่ 23 มี.ค. 2562 รอบ 19.00 น. และวันอาทิตย์ที่ 24 มี.ค. 2562 รอบ 15.00 น.ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี กับการกลับมาอีกครั้งของโชว์สุดอลังการจากเบิร์ดท่ามกลางโปรดักชั่นเหนือจินตนาการ พร้อมด้วยครั้งแรกของแขกรับเชิญที่เรียกว่าเต็มอิ่มทุกอารมณ์ไม่ว่าจะเป็น คู่หูคู่ฮากับ ป๊อบ-โอ๊ต, ร้อนแรงเกินคาดหมายกับโชว์สุดตะลึงจาก แต้ว-ณฐพร, นางในฝันสุดสวยอย่าง ปราง-กัญญ์ณรัณ, มันส์ไม่ติดเก้าอี้กับเหล่าดิออริจินัล แฟนจ๋า 3 สาว แคท-นัท-จินตหรา,เซอร์ไพรส์น่ารักกับเกิร์ลกรุ๊ปแห่งปี BNK48 และสุดยอดลึกซึ้งถึงอารมณ์กับโชว์ร้องสดเดี่ยวๆ ของเบิร์ดในช่วงคาราโอเกะ โดยสามารถจองบัตรได้ทาง ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ทุกสาขา ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ FACEBOOK : แบบเบิร์ดเบิร์ด

เบิร์ด เผยว่า “เบิร์ดขอบคุณแฟนๆ ทุกคนที่ต้อนรับการกลับมาอีกครั้งของแบบเบิร์ดเบิร์ดโชว์ในครั้งนี้ ทำให้เบิร์ดและทีมงานดรีมทีมที่อยู่เบื้องหลังทุกคนมีความสุขมากๆ เบิร์ดดีใจมากที่ทุกคนพร้อมใจกันมารีสเตจกันในครั้งนี้ ไม่ว่าจะมาจากคนที่ดูแล้วหรือคนที่ยังไม่ได้ดู ขอบคุณทุกคนไว้ตรงนี้อีกครั้งครับ เบิร์ดเองยังตื่นเต้นไปหมดเลย อยากเริ่มซ้อมพรุ่งนี้เลย (หัวเราะ) อยากให้ทุกคนเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม มาสนุก มารีสเตจด้วยกันครับ แล้วเจอกัน”

‘ลำยอง’ แซ่บต่อไม่รอใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/389060

‘ลำยอง’ แซ่บต่อไม่รอใคร

‘ลำยอง’ แซ่บต่อไม่รอใคร

วันพุธ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แฟนเพลงไม่ต้องรอนานกับเพลงแซ่บๆ ม่วนๆ ของ “ลำยอง หนองหินห่าว” หลังจากที่ปล่อยเพลง “แซ่บเวอร์” ให้แฟนเพลงได้รับฟังและร้องตามกันทั่วประเทศแล้ว มาวันนี้เจ้าตัวขอปล่อยอีกหนึ่งเพลง เพื่อเอาใจสาวโสดทั่วประเทศเช่นเดียวกัน กับเพลงที่มีชื่อว่า“โสดเลือกได้” เนื้อหาเพลงโดนใจกับท่วงทำนองจังหวะม่วนๆ ที่สำคัญเพลงนี้เจ้าตัวทุ่มสุดตัว ทั้งเพลง เอ็มวี เสื้อผ้าและหน้าผมอีกด้วย

ลำยอง เผยว่า “เป็นอีกหนึ่งผลงานเพลงที่ ลำยอง ตั้งใจทำมากๆ ต้องขอบคุณไปทางผู้ใหญ่ของแกรมมี่ โกลด์ ที่เปิดโอกาสให้ลำยองได้ลุยงานเพลงเองอย่างเต็มที่ สำหรับเพลง “โสดเลือกได้” นี้ ก็เป็นซิงเกิ้ลแรกของปี 2562 เป็นการเปิดศักราชกับเพลงสนุกๆ กับการให้กำลังใจสาวๆ ที่โสดทั่วประเทศว่า โสดไม่เห็นจะเป็นอะไร ยังไงก็โสดเลือกได้ หวังว่าเพลงนี้จะถูกอกถูกใจแฟนเพลงของนกนะคะ ติดตามให้กำลังใจเพลง “โสดเลือกได้” ทางช่องยูทูบ “ลำยอง หนองหินห่าว OFFICIAL” ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์ให้ลำยองกันเยอะๆ นะคะ ขอบคุณค่ะ”

‘อีจุนกิ’ ส่งคลิปหวาน ชวนมาสนุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/389061

‘อีจุนกิ’ ส่งคลิปหวาน ชวนมาสนุก

‘อีจุนกิ’ ส่งคลิปหวาน ชวนมาสนุก

วันพุธ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หลังจากที่ นักแสดงหนุ่มหน้าหวาน ความสามารถเต็มเปี่ยมทั้งการแสดง ร้อง เต้นอีจุนกิ (Lee Joongi) ไม่ได้มาเจอแฟนๆ ไทยซะนาน พอมีโอกาสในรอบหลายปี ที่จะได้มาเจอกันอย่างใกล้ชิด อีจุนกิ จึงส่งคลิปทักทายด้วยตัวเองฝากถึงแฟนชาวไทย ที่จะได้เจอกันเร็วๆ นี้ในงาน “2018-19 LEE JOONGIASIA TOUR “DELIGHT” in Bangkok” ซึ่งจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่3 มีนาคม 2562 ที่ GMM Live House, Central World โดยบอกว่า “อีจุนกิ ตื่นเต้นมากที่จะได้กลับมาเจอแฟนๆ ชาวไทย หวังว่าทุกคนจะมาให้กำลังใจและร่วมสร้างช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานนี้ด้วยกัน” โดยงานนี้จะเริ่มเปิดขายบัตรวันเสาร์ที่ 19 มกราคม 2562 เวลา 10.00 น. ราคาบัตร 5,800/4,800/3,800 และ 2,500 บาททาง ticket.ovdcoin.com

‘9×9’ นัดรวมพล ‘NIGHT’ ทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/389062

‘9x9’ นัดรวมพล ‘NIGHT’ ทั่วประเทศ

‘9×9’ นัดรวมพล ‘NIGHT’ ทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ได้เวลารวมตัวครั้งสำคัญของ NIGHT หรือแฟนคลับคนรัก 9 หนุ่ม 9×9 (ไนน์ บาย นาย) กันแล้ว เมื่อ 4NOLOGUE (โฟร์โนล็อค) ประกาศจัดคอนเสิร์ต 9×9 THAILAND TOUR : ROUTE TO THE DESTINATION พาหนุ่มๆ ต่อ-ธนภพ, เจเจ-กฤษณภูมิ, เจมส์-ธีรดนย์, กัปตัน-ชลธร, เติร์ด-ลภัส, ปอร์เช่-ศิวกร, ไอซ์-พาริส, แจ๊คกี้-จักริน, ริว-วชิรวิชญ์ ออกเดินทางไปพบกับ

NIGHT ทั่วประเทศ ในวันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 เดอะมอลล์โคราช, เสาร์ที่16 กุมภาพันธ์ 2562 เซ็นทรัล พลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต, เสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 เซ็นทรัล เฟสติวัล หาดใหญ่ พิเศษฟินสุด All Hi touch สำหรับผู้ที่ซื้อบัตร VIP งานนี้ห้ามพลาด ปักหมุดกดบัตรวันที่ 19 มกราคม 2562 เวลา 10.00 น. ที่ http://www.thaiticketmajor.com และไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ทุกสาขา ติดตามความเคลื่อนไหวของ 9×9 ได้ที่ ig : 9by9th_official, facebook :4NOLOGUE

‘มิว’ ใจสั่น ‘เด่นคุณ’ อ้อนหนักมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/389066

‘มิว’ ใจสั่น ‘เด่นคุณ’ อ้อนหนักมาก

‘มิว’ ใจสั่น ‘เด่นคุณ’ อ้อนหนักมาก

วันพุธ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เดินเข้ากองถ่ายละคร “ชุมแพ”พาไปชมฉากรักหวานๆ ของ เด่นคุณ(เพิก ชุมแพ) และ มิว-ลักษณ์นารา(แววดาว) เมื่อเหตุการณ์ในละครเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เด่นคุณยังคงถูกคนร้ายไล่ล่า แล้วก็โดนยิง พอดีมิวไปพบเข้า จึงพามาซ่อนตัวที่บ้าน พร้อมทั้งผ่าตัดเอาลูกกระสุนออกให้จึงสามารถช่วยชีวิตเพิกไว้ได้ทัน ด้วยอาการบาดเจ็บทำให้เด่นคุณ ฝันเห็นพ่อพอฟื้นขึ้นมา รู้ตัวว่าอยู่ที่บ้านของมิว เด่นคุณก็ดีใจมาก จากที่ป่วยอยู่แล้วก็เลยยิ่งแกล้งเจ็บหนัก ให้มิวเช็ดตัว ป้อนข้าว ป้อนน้ำ

ฉากนี้ไปถ่ายทำกันที่ ช่อง 3 หนองแขม จำลองเป็นบ้านพักของมิว พระเอกต้องหน้าตาซีดเซียว ด้วยอาการบาดเจ็บ แต่ก็ยังไม่วายหยอดลูกอ้อน หวานใส่มิวตลอดเวลา ที่สำคัญ งานนี้เด่นคุณลงทุนถอดเสื้อ โชว์ซิกแพ็กให้ผู้ชมเห็นกันแบบชัดๆ ไปเลย พอถึงคราวที่เด่นคุณหยอดคำหวานกับมิว มิวถึงกับกลั้นยิ้ม อดหัวเราะไม่ได้กับความเจ้าชู้ของเด่นคุณ ที่เล่นได้สมจริงสุดๆ ฉากที่มิวต้องป้อนข้าวต้มให้เด่นคุณจึงทำให้มิวอมยิ้มอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าละครชุมแพ หลากหลายไปด้วยรสชาติของความสนุก ทั้งรัก ทั้งบู๊ ครบรส ติดตามซีนน่ารักนี้ได้ในวันพุธที่ 16 ม.ค. 2562เวลา 20.15 น. ทางช่อง 3

‘กวาง-กมลชนก’ ดราม่าหนัก ถ่ายทอดหัวอกแม่ ใน ก่อนอรุณจะรุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/389056

‘กวาง-กมลชนก’ ดราม่าหนัก ถ่ายทอดหัวอกแม่ ใน ก่อนอรุณจะรุ่ง

‘กวาง-กมลชนก’ ดราม่าหนัก ถ่ายทอดหัวอกแม่ ใน ก่อนอรุณจะรุ่ง

วันพุธ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คุณค่าเต็มเปี่ยมสำหรับละครลอตใหม่ของช่อง GMM25 เรื่อง “ก่อนอรุณจะรุ่ง” ที่รวมเอาคนคุณภาพมาสร้างสรรค์ผลงานกันคับจอ เริ่มจากการเขียนบทประพันธ์ และบทโทรทัศน์โดย ศัลยากำกับการแสดงโดย วุธ-อัษฎาวุธ เหลืองสุนทร และนำแสดงโดย กวาง-กมลชนก เขมะโยธิน, ยุทธพิชัยชาญเลขา, แพรวา ณิชาภัทร, ทอย-ปฐมพงษ์ เรือนใจดี, ภัทร เอกแสงกุล ฯลฯ

“ก่อนอรุณจะรุ่ง” บอกเล่าเรื่องราวของอำพล (ยุทธพิชัย ชาญเลขา) และ อรดี (กมลชนก เขมะโยธิน) พ่อ-แม่ที่รักลูกมาก ลูก 3 คนคือ อรุณฉาย(แพรว-ณิชาภัทร) ลูกสาววัยสิบเจ็ด อโณทัย (ด.ช.ธนพัชญ์ จันทศร) 5 ขวบ และ อุษาแสง 3 ขวบสองสามีภรรยาต้องทำงานนอกบ้านเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง เนื่องจากไม่ได้มีฐานะร่ำรวย จึงให้ บัว (ดลยารัตนธาดา) ญาติห่างๆ มาช่วยเลี้ยง นอกจากนี้ คุณยายเอื้อน (เดือนเต็ม สาลิตุล) มารดาของอรดีก็ยังเป็นหูเป็นตาให้ ส่วนอุษาแสงนั้นก็มี อำภา (อําภา ภูษิต) พี่สาวของอำพลที่เป็นเศรษฐินีรับไปดูแลพอช่วยแบ่งเบาภาระลงไปได้บ้าง วันที่เกิดเรื่องไม่มีใครอยู่บ้านนอกจากอรุณฉายที่ดูหนังสือเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอไม่ค่อยสบายจากการไปเล่นน้ำตกกับเพื่อนๆ เมื่อวันก่อน จึงหน้ามืดหมดสติล้มลงอำพลกลับมาพบพอดีจึงอุ้มลูกสาวขึ้นไปนอนบนเตียง เมื่ออรดีกลับบ้านค่ำวันนั้น เธอขึ้นไปหาลูกบนห้องพบว่าอรุณฉายนั่งนิ่ง สีหน้าซีดขาวเหมือนรูปปั้น จนอรดีใจหาย ด้วยแรงสังหรณ์ประหลาดที่วาบขึ้นมาในใจ เมื่อถามว่าเป็นอะไร อรุณฉายตอบด้วยเสียงที่อรดีไม่มีวันลืมถึงความเจ็บล้ำลึกในน้ำเสียงสั่นสะท้านนั้นว่า “พ่อข่มขืนหนู” อรดีไปแจ้งความ ตำรวจมาจับอำพล คดีดำเนินไปตามกฎหมาย อำพลติดคุก อรดีไปขอตัวอุษาแสงคืนจากอำภา แต่อำภากลับพาอุษาแสงหนีไปต่างประเทศ อรดีจนปัญญาที่จะตาม เธอขายข้าวของที่มีพาแม่และลูกอีกสองคนเดินทางออกจากจังหวัดไป อย่างไม่มีวันหันหลังกลับไปอีก

กรุงเทพมหานครที่บ้านเช่าหลังหนึ่งในซอยที่เงียบสงบ สี่ชีวิตย้ายเข้ามาอย่างเงียบๆ สิ่งแรกที่อรดีทำคือเปลี่ยนนามสกุลและหางานทำ คุณยายเอื้อนเสนอตัวเป็นแม่ครัวทำกับข้าวขาย โดยเปิดเพิงเล็กๆ หน้าบ้าน ลุงปุ๊ (มนตรี เจนอักษร) และ ป้าปุ๊ (ปิยะมาศ โมยะกุล) ที่ทำหน้าที่ดูแลบ้านเช่าหลังนี้แทนเจ้าของ มีหลานชายคนหนึ่งชื่อ นภัส (ปฐมพงษ์ เรือนใจดี) วัยเดียวกับอรุณฉาย ทั้งคู่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่เดียวกันนภัสแอบชอบอรุณฉายอยู่อย่างเงียบๆในขณะที่ เอกภพ (ภัทร เอกแสงกุล)เพื่อนสนิทของเขาก็ชอบเธอเช่นกัน อรุณฉายปิดประตูแน่นหนาสำหรับความรัก เธอไม่มีอาการทางจิตใดๆที่เป็นผลจากชะตากรรมครั้งนั้น แม้เธอจะไม่ลืม แต่ก็ไม่จำให้เป็นหนามที่ทิ่มแทงจิตใจ ในที่สุดเธอก็ไม่สามารถหลีกหนีธรรมชาติของมนุษย์ได้ เธอจึงเปิดใจคบกับเอกภพ เขาเอาอกเอาใจและรักจริงหวังแต่ง พ่อ-แม่ของเอกภพมาสู่ขอและจัดงานแต่งงานทันทีหลังจากทั้งคู่เรียนจบ นภัสก็ยังคงทำตัวเป็นเพื่อนที่ดี ห่วงหาอาทร แก้ปัญหาให้อรุณฉายตลอดมา ปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือเอกภพเป็นคนเหยาะแหยะไม่ตั้งใจทำงาน แถมยังเป็นนักดื่มอีก ส่วนเรื่องเจ้าชู้นั้น อรุณฉายไม่เคยรู้ คนที่รู้ก็คือนภัส แต่เขาไม่มีวันบอกอรุณฉายสิ่งที่พอทำได้คือยับยั้งเอกภพจนแทบจะมีเรื่องขัดแย้งถึงขั้นแตกหัก ยิ่งเห็นอรุณฉายรักเอกภพ นภัสยิ่งหมองเศร้าลึกๆ

อโณทัย (วชิรวิชญ์ ชีวอารี) โตขึ้นเป็นเด็กหนุ่มที่ขยันและเรียนเก่งมาก คำสอนของแม่ฝังหัวอโณทัยตลอดมาว่าขอให้เขาเป็นสุภาพบุรุษและให้เกียรติผู้หญิง เขาก็เชื่อฟังตลอดมา อโณทัยจึงไม่เคยล่วงเกิน อาทิตยา (นารา เทพนุภา) คนรักอรดีรู้ว่าอโณทัยมีแฟน แต่ไม่เคยพบ อโณทัยยังไม่พามาบ้านด้วยเหตุผลว่าขอให้อาทิตยามั่นใจในตัวเขาก่อน และเขาเองก็อยากจะมั่นใจก่อนเช่นกัน อาทิตยาไม่เข้าใจแต่ก็ไม่ขัดใจ เพราะรักเขามาก… ชีวิตครอบครัวของอรุณฉายจะเป็นอย่างไรต่อไป? ติดตามชมได้ในละคร “ก่อนอรุณจะรุ่ง” ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.10 น. เริ่มตอนแรกคืนนี้ (16 ม.ค.) ช่อง GMM25

จาก A-H จุดเสี่ยงบาดเจ็บที่นักวิ่งต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590767

  • วันที่ 31 พ.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

จาก A-H จุดเสี่ยงบาดเจ็บที่นักวิ่งต้องรู้ 

ของฝากนักวิ่ง 8 จุดเสี่ยงบาดเจ็บที่คนเริ่มวิ่งอาจพบเจอ

อีกประสบการณ์ของการวิ่ง คืออาการบาดเจ็บที่นักวิ่งต้องเจอ ข้อมูลจาก http://www.thai.run ได้กล่าวถึงจุดเสี่ยงบาดเจ็บที่นักวิ่งต้องรู้ไว้ดังนี้

(A) Low Back Pain – ปวดบริเวณหลังช่วงล่าง เป็นจุดที่ปวดแล้วจะนั่งหรือนอนลำบาก เกิดจากการเล่นกีฬาที่ต้องเคลื่อนไหวและแบกรับน้ำหนักตัวไปตลอด การวิ่งจึงมีโอกาสปวดบริเวณนี้มาก

(B) Hamstring Strain – ปวดกล้ามเนื้อขาบริเวณด้านหลัง หรือแฮมสตริง อย่างที่ภาพแสดงไว้เชื่อมโยงมาจากปลายก้น หากมีการเคลื่อนไหวขาอย่างการเดิน การวิ่งจะรู้สึกได้ว่าแฮมสตริงทำงานอยู่ โดยมากการเจ็บแฮมสตริงมาจากการวิ่งเร็ว วิ่งระยะเวลานาน วิ่งถี่ และการเพิ่มระยะอย่างรวดเร็ว เรียกว่าใช้งานที่หนักเกินไป หรือเกิดจากการวิ่งเร็วแล้วหยุดกะทันหัน ทำให้กล้ามเนื้อแฮมสตริงได้รับความเสียหายทันที

(C) Iliotibial Band Syndrome – อาการปวดเอ็นกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอก หรือไอทีแบนด์ เป็นเอ็นที่เชื่อมโยงกับกับชุดขาด้านบนอย่างแยกไม่ออก มีบทบาทในการก้าวขาหรือ Stride ก้าวขายาวๆ เช่น การกระโดด การก้าวลงเนินด้วยความเร็วจนเอ็นตึง นักวิ่งสาย Trail เสี่ยงที่จะบาดเจ็บจุดนี้เพราะต้องมีสเต็บแบบนี้บ่อยครั้ง หลายคนที่เจ็บจุดนี้พักพื้นกันเป็นฤดูกาล

(D) Achilles tendon – เอ็นร้อยหวายอยู่หลังตาตุ่ม ปัญหาที่ทำให้เจ็บคือใช้งานหนัก โดยเฉพาะการวางเท้า เขย่งเท้าขณะวิ่ง มีข้อมูลว่าการวิ่งทำให้ส่วนนี้รับน้ำหนักของร่างกายไว้ถึง 12 เท่าจากน้ำหนักตัว หมั่นจับความรู้สึกขณะวิ่งว่าเจ็บตึงที่จุดนี้หรือไม่ เพื่อป้องกันไว้ก่อน เจ็บแล้วต้องไม่ฝืน

(E) Calf Strain – ปวดกล้ามเนื้อน่อง น่องขาเป็นอีกจุดหนี่งที่มีบทบาทสำคัญในการวิ่งและทรงตัว สังเกตได้ว่าหลังวิ่งจบแต่ละครั้งน่องจะตึง นักวิ่งมีกล้ามเนื้อน่องที่เด่นชัด การเจ็บตึง ปวด ของน่องมีหลายสาเหตุ เพราะอยู่ตรงกลางทำงานเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อขาช่วงบนและกลุ่มเอ็นร้อยหวายด้านล่าง แน่นอนกว่าการเคลื่อนไหวที่ไม่สัมพันธ์กัน หนักหน่วง บาลานซ์น้ำหนักไม่ดี

(F) Patellofemoral Pain Syndrome – ชุดเข่าด้านหน้าและลูกสะบ้า เกิดจากการใช้งานหนัก ลงด้วยแรงส่งที่หนักเกินไป อยู่ในท่าเดิมนานเกินไป นักวิ่งจะเจ็บเข่าได้ในหลายองศา ไม่ว่าจะช่วงงอ ช่วงยืด การทำชุดบริหารออกกำลังให้เข่าอย่างเป็นประจำช่วยลดอาการบาดเจ็บได้ แต่ถ้าวิ่งแล้วเจ็บแปลบตรงเข่าแล้วคิดว่าวิ่งต่อไปจะหายเอง เป็นความคิดที่ผิด หากรู้สึกแบบนี้ให้หยุดวิ่ง

(G) Shin Splints – กล้ามเนื้อหน้าแข้ง หรือชินสปลินท์ กล้ามเนื้อชุดนี้ได้รับแรงกดและเกร็งขณะที่วิ่ง เมื่อต้องอยู่ในสภาพที่ใช้งานหนักและนาน แต่ขาดการปูพื้นสร้างความคุ้นเคย สะสมความแข็งแรง กล้ามเนื้อชินสปลินท์เจ็บได้เป็นธรรมดา จุดที่จะออกอาการเจ็บร่วมด้วย คือหน้าแข้ง เรียกว่าเมื่อไหร่ที่ “ฝืน” ร่างกายจะส่งสัญญาณด้วยการเจ็บส่วนนี้มาให้เรารู้สึกเพื่อหยุดพักนั่นเอง

(H) Plantar Fasciitis – ปวดส้นเท้า หรือที่เรียกแพร่หลายว่า เป็นรองช้ำ จะเสียวจะปวดแปล่บๆ เวลาที่เราลงน้ำหนักที่ส้นเท้า เพราะส่วนของส้นเท้าทำงานโยงใยกับกระดูกเส้นเอ็น เป็นหน้าด่านที่ต้องรับแรงกระทบเมื่อเท้า Landing ถึงพื้น และรับแรงส่งขึ้นมา ทำงานต่อเนื่อง เรียกว่าเธอทำงานหนัก น่ากลัวที่มีโอกาสอักเสบ มีพังผืดขึ้น สัญญาณที่บอกว่าเป็นโรครองช้ำ คือ ตื่นนอนขึ้นมา เมื่อก้าวลุกจากเตียงลงน้ำหนักไปที่เท้าแล้วถูกความเจ็บทักทายจากส้นเท้า นั่นแหละครับ ต้องเว้นวรรคการวิ่งไว้เลย แล้วปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง โรคนี้หลอกเก่งด้วยนะ เป็นๆ หายๆ วิ่งแล้วเจ็บบ้างไม่เจ็บบ้าง แต่ทางที่ดีปลดล็อคให้หายจากเท้าเราไปเลยดีกว่า ชมภาพกราฟิกอธิบายตามไปว่า จุดไหนที่คุณเจ็บ

การวิ่งบอกใบ้แอดว่า จะวิ่งได้ไกล วิ่งได้นาน วิ่งยันลูกโต หากเรา ค่อยๆ มีวินัย ค่อยๆ #หยอดกระปุกสะสมความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ ไม่ใจร้อน ไม่ประมาท ไม่ตามใคร เพราะกล้ามเนื้อเรา ก็อยากได้รับ “ความเอ็นดู” จากเราคงไม่สนุกหากต้องไปพบคุณหมอมา “ดูเอ็นเรา” วิ่งแล้วเจ็บ อดวิ่งเลย ทรมานแย่

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thai.runภาพ : therapeutic associates / freepik

วันนี้คุณเป็นออฟฟิศซินโดรมแล้วหรือยัง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590766

  • วันที่ 31 พ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

วันนี้คุณเป็นออฟฟิศซินโดรมแล้วหรือยัง?

ชวนสำรวจ 3 กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อย พร้อมแนวทางการรักษาที่ตรงจุด

ปัจจุบันด้วยไลฟ์สไตล์และรูปแบบการทำงานที่อยู่ในพื้นที่จำกัด ไม่ว่าจะนั่งบนโต๊ะทำงาน นั่งในรถ ซ้ำร้ายหลายคนยังผูกติดอยู่กับจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ทำให้เกิดกลุ่มอาการ “ออฟฟิศซินโดรม” ซึ่งในประเทศไทยพบผู้มีอาการเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 55 เป็นร้อยละ 60 แต่ในประเทศพัฒนาแล้วกลับพบมากถึงร้อยละ 80 และมักพบในช่วงอายุวัยทำงานคือ อายุระหว่าง 26-44 ปี

กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อยมี 3 ระบบ ได้แก่

  1. อาการทางระบบการมองเห็น อาการในกลุ่มนี้เกิดจากการมองจอคอมพิวเตอร์นานๆ หรือนั่งทำงานอยู่ในตำแหน่งที่มีแสงสว่างไม่เหมาะสม
  2. อาการทางระบบทางเดินหายใจ เกิดจากการนั่งทำงานในห้องปรับอากาศที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือห้องที่มีมลภาวะจากหมึกเครื่องพิมพ์ หมึกเครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น
  3. อาการทางระบบกล้ามเนื้อ เป็นอาการที่พบได้บ่อยสุด ส่วนใหญ่มาด้วยอาการปวด หรืออาการเมื่อยล้า ในรายที่เริ่มเป็นใหม่ๆ จะมีอาการเฉพาะช่วงพัก ช่วงเว้นว่างที่ไม่ได้จดจ่ออยู่กับการทำงาน หรือช่วงเวลาก่อนนอน ส่วนผู้ป่วยรายที่มีอาการหนักขึ้นอาจมีกล้ามเนื้อหดเกร็งค้าง ล็อกข้อไว้ ทำให้เกิดอาการเจ็บแปลบขึ้นมาขณะเคลื่อนไหวร่างกายส่วนนั้นๆ บางรายมีความรู้สึกคล้ายอาการชา และรู้สึกยิบๆ บริเวณผิวหนังร่วมด้วย อาการทางระบบกล้ามเนื้อเหล่านี้เกิดจากการปล่อยให้ร่างกายเคลื่อนไหวน้อยกว่าปกติ มักเกิดขึ้นที่บริเวณ คอ บ่า ไหล่ มากที่สุด รองลงมาคือหลังส่วนล่าง ส่วนบริเวณข้อมือและแขน จะพบมากเป็นอันดับสาม

แนวทางการรักษาออฟฟิศซินโดรม

  • เลี่ยงการนั่งในรถและนั่งท่าเดิมๆ บนโต๊ะทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • ลดปริมาณงาน เวลาการทำงาน ควรลุกเดินหรือยืดเส้นยืดสาย ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ
  • งดความเครียดของตัวเองด้วยวิธีบำบัดต่างๆไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย การฟังดนตรี จนถึงการปรับสู่อิริยาบถนอน เป็นต้น
  • แก้ไขท่านั่งทำงานและท่านั่งขับรถให้ถูกต้อง
  • บอกลาอาการปวดโดยยืด เหยียด กด ประคบ ด้วยการออกแบบท่ากายบริหารเหยียดยืดกล้ามเนื้อบริเวณที่มีอาการ การนวดกดจุด หรือการใช้เครื่องมือประคบทางกายภาพบำบัด
  • ปรับท่าด้วยการออกแบบท่าทางเพื่อให้ร่างกายส่วนนั้นๆ ได้เปรียบเชิงกลขณะทำงาน
  • การสอดแทรกท่ากายบริหารเพื่อเพิ่มความคงทนของกล้ามเนื้อที่มีอาการเข้าไปในการออกกำลังกายประจำวัน
  • การรักษาด้วยการดัดข้อ การกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยเข็ม ฝังเข็ม หรือฉีดยาลงบนกล้ามเนื้อบริเวณที่มีอาการ

ภาพ  freepik

เพิ่มความสตรองให้ชีวิต เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการเดินเร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590644

  • วันที่ 30 พ.ค. 2562 เวลา 12:45 น.

เพิ่มความสตรองให้ชีวิต เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการเดินเร็ว

สุขภาพดีๆ มีได้ไม่ยาก กับเทคนิค “การเดินเร็ว” จุดเริ่มต้นการออกกำลังกายสำหรับสายชิลที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน

ทุกวันนี้ใครๆ ก็หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ทั้งการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เริ่มออกกำลังกายและพยายามพักผ่อนอย่างเพียงพอ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่รู้ว่าการออกกำลังกายนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่เริ่มลงมือเสียที ด้วยเหตุผลส่วนตัวมากมาย เนสท์เล่ สนับสนุนให้ผู้คนมีชีวิตดีๆ เริ่มง่ายๆ ด้วยหลัก 3 อ. ได้แก่ อาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ จึงมีเคล็ดลับเพิ่มความสตรอง เพื่อให้ทุกคนเริ่มต้นออกกำลังกายด้วยวิธีง่ายๆ แต่ช่วยส่งเสริมสุขภาพดีได้อย่างยั่งยืน นั่นคือเทคนิค “การเดินเร็ว” ซึ่งเป็นการเริ่มต้นสำหรับสายชิลล์ทั้งหลายที่ไม่ทำให้เหนื่อยมากเกินไปและสามารถเริ่มทำได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันอีกด้วย

นางสาวพิมพ์วดี อากิลา นักโภชนาการ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเดินเร็วเป็นการออกกำลังกายที่ใครๆ ก็ทำได้ ถ้าเดินได้ถูกวิธีโดยเฉพาะคนที่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพ เช่น คนที่มีปัญหาด้านข้อเข่า หรือผู้ที่เริ่มออกกำลังกาย การเดินเร็วช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ ส่งผลให้สุขภาพดียิ่งขึ้น เพราะหัวใจและปอดจะถูกฝึกให้ทำงานเพิ่มขึ้น สามารถสูบฉีดเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อต่อต่างๆ มีความยืดหยุ่นดีขึ้น และยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ทั้งโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคอ้วน”

เคล็ดลับการเดินเร็วให้สตรองและสนุกกว่าเดิม ได้แก่

  • วอร์มอัพเรื่องสำคัญ ควรวอร์มร่างกายอย่างน้อย 3-5 นาที เพื่อปรับอุณหภูมิของร่างกายให้สูงขึ้น เตรียมให้กล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ เช่น กล้ามเนื้อแขนและไหล่ ลำตัว ต้นขา และน่อง พร้อมสำหรับการออกกำลังกาย และยังป้องกันอาการบาดเจ็บได้อีกด้วย
  • เดินอย่างถูกวิธี จัดระเบียบร่างกายให้ดี เดินตัวตรง ตามองตรง ไม่ก้มหน้า ก้าวเท้าสั้นๆ แต่ก้าวถี่ๆ เวลาเดินให้ส้นเท้าสัมผัสกับพื้นก่อนเพื่อรับน้ำหนักตัว และค่อยๆ ถ่ายน้ำหนักตัวไปที่ฝ่าเท้า ให้เต็มฝ่าเท้า กำมือแบบหลวมๆ และงอข้อศอกเล็กน้อย ประมาณ 90 องศา
  • รักษาความเร็วพอประมาณ ในคนปกติที่ร่างกายแข็งแรงดี ควรเดินด้วยความเร็วให้ได้ประมาณ 400-700 เมตร ในเวลา 6 นาที หรือเดินเร็วจนร้องเพลงไม่เพราะ ถ้าเดินแล้วยังร้องเพลงเพราะลากเสียงยาว ๆ ได้ แสดงว่ายังเดินช้าอยู่ แต่ถ้าเดินเร็วจนพูดไม่เป็นคำ ไม่รู้เรื่องแล้ว ก็แปลว่าเดินเร็วเกินไป
  • ทำให้ต่อเนื่อง แนะนำให้เดินเร็วติดต่อกัน 20-30 นาทีต่อวัน หรืออาจแบ่งเดินเป็น 2 ช่วงเวลา ช่วงละประมาณ 10-15 นาที และควรทำเป็นประจำให้ได้ 5 วันต่อสัปดาห์
  • เพิ่มความสนุกด้วยเสียงเพลง ลองเลือกเพลงที่ชอบจัดใส่ Playlist ให้พร้อมเพราะการฟังเพลงสนุกๆ จะช่วยให้เพลิดเพลินและเดินได้นานขึ้น
  • ดื่มน้ำและเติมพลังให้พร้อม เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปกับเหงื่อ และช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวอีกด้วย ก่อนการออกเดินเร็ว ก็ต้องอย่าให้ท้องว่างจนหิว เพราะอาจทำให้คุณล้มเลิกความตั้งใจและเดินได้ไม่ถึงตามเวลาที่ตั้งใจไว้

นางสาวพิมพ์วดี ยังแนะเคล็ดลับเพิ่มเติมว่า “ร่างกายคนเราต้องใช้พลังงานขณะออกกำลังกาย ดังนั้นจึงไม่ควรปล่อยให้ท้องว่าง ควรรองท้องด้วยอาหารเบาๆ ย่อยง่าย เช่น นม เครื่องดื่มธัญญาหาร หรือผลไม้ เช่นกล้วยก็เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะให้พลังงานพอเหมาะ และมีคาร์โบไฮเดรตที่ดูดซึมง่าย ช่วยให้ร่างกายมีแรงและช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้าได้ดี นอกจากนั้น การดื่มน้ำก็เป็นเรื่องที่ควรใส่ใจ เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบหลักของร่างกาย การดื่มน้ำเปล่าก่อนเริ่มออกกำลังกายจะช่วยรักษาสมดุลของระดับเกลือแร่ที่อยู่ในร่างกาย ช่วยลดอาการเป็นตะคริว และควรจิบน้ำเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและให้เซลล์กล้ามเนื้อทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ สุดท้ายหลังออกกำลังกายควรเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะแหล่งโปรตีนที่ย่อยง่าย เช่น เนื้อปลา เต้าหู้และไข่ เพื่อลดอาการอ่อนเพลียและซ่อมแซมกล้ามเนื้อให้ร่างกายพร้อมกับการออกกำลังกายครั้งต่อไป”

นอกจากการออกกำลังแล้ว ยังมีอีก 2 อ. ได้แก่ อาหาร และอารมณ์ที่ต้องดูแล เลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายเราแล้วยังต้องรักษาสภาวะอารมณ์ให้สดชื่น แจ่มใสในทุกๆ วัน ด้วยการพักผ่อนและหลีกเลี่ยงความเครียด เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน รู้เทคนิคและประโยชน์ของการเดินเร็วแบบนี้แล้ว อยากออกไปเดินเร็วกันบ้างหรือยัง

ภาพ :  nestle.co.th

Fasting เทรนด์การอดอาหารของคนอยากผอม ใช้ได้ผลจริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/590635

  • วันที่ 30 พ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

Fasting เทรนด์การอดอาหารของคนอยากผอม ใช้ได้ผลจริงหรือ?

ทำความรู้จักหลักการ Intermittent Fasting (IF) หรือ Fasting เทรนด์การอดอาหารที่มีผลกับการลดน้ำหนัก พร้อมสูตรที่คนรักสุขภาพนิยมทำมากที่สุด

แม้จะเป็นกระแสสุขภาพของคนที่อยากลดน้ำหนัก แต่จริงๆ แล้วหลักการ Intermittent Fasting (IF) หรือที่เราคุ้นปากเรียกสั้นๆ กันว่า Fasting นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในหลักปฏิบัตทางศาสนามีการอดอาหารเป็นช่วงเวลาเหมือนหลักการของ IF เช่น การถือศีลอดของชาวมุสลิมในช่วงเดือนรอมฎอน ที่จะกินอาหารช่วงก่อนพระอาทิตย์ขึ้น แล้วอดอาหารตลอดทั้งวัน ก่อนจะกินอีกครั้งเมื่อพระอาทิตย์ตก หรือการฉันของพระสงฆ์ที่ฉันเช้าและเพล หลังจากนั้นจะฉันเฉพาะน้ำเท่านั้น

Intermittent Fasting หรือ IF มาจากคำว่า Intermittent แปลว่า “ไม่ต่อเนื่อง” และ Fasting แปลว่า “อดอาหาร”

กลไกการอดอาหาร Intermittent Fasting มีการทำงานอย่างไร

การอดอาหารเป็นช่วงๆ นั้น คือการปล่อยให้ร่างกายได้เผาผลาญไขมันส่วนเกินออกไป ซึ่งแท้จริงแล้วนี่ถือเรื่องปกติธรรมดาสำหรับร่างกาย และร่างกายมนุษย์ได้วิวัฒนาการจนทำให้การอดอาหารบางช่วงนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบจนเกิดอันตรายต่อร่างกาย และไขมันในร่างกายเป็นเพียงพลังงานอาหารที่เก็บไว้เท่านั้น ซึ่งหากเราไม่กินอาหาร ร่างกายก็จะกินไขมันของตัวเองเพื่อเป็นแหล่งพลังงานนั่นเอง

เกิดอะไรขึ้นต่อระบบเผาผลาญในร่างกายเมื่อคนเราอดอาหาร

  • อินซูลิน (Insulin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้น โดยถูกผลิตขึ้นจากตับอ่อนเพื่อทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสม ซึ่งระดับของอินซูลินจะลดลงเมื่ออดอาหาร และระดับอินซูลินที่ลดลงนั้นช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น
  • ฮิวแมนโกรทฮอร์โมน (Human Growth Hormone) เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ผลิตขึ้นจากต่อมใต้สมองและมีหน้าที่สำคัญในการเจริญเติบโตของร่างกาย และจะพุ่งสูงขึ้นขณะที่เราอดอาหาร และไปช่วยเรื่องการเผาผลาญไขมันและเพิ่มกล้ามเนื้ออีกด้วย
  • นอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) สารเคมีธรรมชาติในร่างกายซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งฮอร์โมนที่ตอบสนองต่อภาวะเครียดและเป็นสารสื่อประสาทที่จะถูกส่งไปจัดการไขมัน เพื่อทำให้ไขมันกลายเป็นกรดไขมันอิสระที่ถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานนำมาใช้ได้

สูตรการกินยอดฮิตของ Intermittent Fasting ได้แก่

สูตร 16:8

คือไม่กินสิ่งที่มีแคลอรีต่อเนื่อง 16 ชั่วโมง และกินภายใน 8 ชั่วโมง วิธีการนี้อาจจะเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนออฟฟิศได้ง่ายที่สุด โดยเริ่มกินข้าวมื้อแรกเวลา 11.30 น. จากนั้นกินมื้อเย็นเวลา 19.00 น. ซึ่งหลังจาก 19.00 น. จะดื่มแต่น้ำเปล่า แล้วเริ่มใหม่ในวันรุ่งขึ้น สูตรนี้ถือเป็นวิธีนึงที่ได้รับความนิยมมากในตอนนี้ เพราะทำได้ง่าย สามารถทำได้ต่อเนื่อง และไม่กระทบการใช้ชีวิตประจำวันมากจนเกินไป

สูตร 19:5

หรือสูตร Fast Five คือมีช่วงเวลาการอด (Fasting) 19 ชั่วโมง และช่วงเวลาการกิน (Feeding) 5 ชั่วโมง วิธีนี้อาจจะโหดขึ้นสักหน่อย เพราะช่วงเวลางดอาหารยาวนานกว่าวิธีแรก โดยอาจจะกินมื้อแรกตอน 8.00 น. แล้วกินอีกทีตอน 15.00 น. ของอีกวัน เป็นต้น

สูตร 5:2 Diet

คือการกินอาหารในปริมาณตามปกติโดยควบคุมพลังงานไม่ให้น้อยกว่า BMR และไม่เกินกว่าความต้องการการใช้พลังงานต่อวัน 5 วัน/สัปดาห์ และควบคุมปริมาณพลังงานจากอาหารให้ทานประมาณ 500-600 kcal 2 วันต่อสัปดาห์

สูตร Eat Stop Eat

คือมีช่วงเวลาในการอด (Fasting) 1 วันเต็ม (24 ชม.) และทำ 1- 2 วันต่อสัปดาห์เท่านั้น

สูตร Warrior Diet

ลักษณะวิธีการจะคล้ายการฉันอาหารของพระสงฆ์ และการถือศีลอดของชาวมุสลิม คือสามารถเลือกที่จะอด (Fasting) ในช่วงกลางวัน หรือกลางคืนก็ได้ โดยระยะเวลาในการอด (Fasting) จะกินเวลาประมาณ 19-20 ชม.

มีบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard Medical Shool) เขียนไว้ว่า ในการทดลองอดอาหารเป็นเวลากับคนนั้นปลอดภัยและได้ผลดีเยี่ยม แต่กระนั้นกลับไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีและโดดเด่นกว่าการไดเอทประเภทอื่นมากนัก อีกทั้งผู้คนมากมายยังพบว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก บวกกับงานวิจัยที่แนะว่า ‘ช่วงเวลา’ ในการทำนั้นคือกุญแจสำคัญที่ทำให้เห็นผล รวมถึงการปรับให้เข้ากับชีวิตประจำวันที่ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถทำได้สะดวก แม้ว่าจะมีแนวโน้มช่วยลดน้ำหนักและอยู่ห่างไกลโรคเบาหวานก็ตาม

นอกจากนี้ ข้อมูลจากนิตยสาร Time เดือนสิงหาคม 2018 ระบุว่า การกินปกติหลายๆ วันแล้วสลับด้วยการกินน้อย ช่วยปรับให้การเผาผลาญของร่างกายไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งนี้ มีผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาเรื่องการอดอาหารเป็นเวลา มองว่าแม้จะยังมีหลายอย่างที่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด แต่การกินเช่นนี้กลับมีข้อดีอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง ซึ่งสรุปได้ดังนี้

1.ช่วยให้มีอายุยืนยาว

งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่าช่วยให้มีชีวิตยืนยาวจากการลดทอนจำนวนแคลอรีที่รับเข้าร่างกาย อาทิ งานวิจัยของ Harvard T.H. Chan School of Public Health ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนตุลาคม 2017 แสดงให้เห็นว่าการงดอาหารมีแนวโน้มที่จะทำให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น

2.ช่วยเพิ่มกระบวนการ Autophagy

Autophagy คือปฏิกิริยาที่เซลล์กินชิ้นส่วนของตัวเองเพื่อความอยู่รอด ถือเป็นการทำลายขยะหรือชิ้นส่วนที่ผุพังของเซลล์เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ คือเปรียบเสมือนระบบกำจัดและรีไซเคิลขยะ โดยเฉพาะโครงสร้างที่เป็นโปรตีนภายในเซลล์ ลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และโรคหัวใจ ดร.เจสัน ฟุง นักวักกวิทยาชื่อดังชาวแคนาดา ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพจากการศึกษาทดลองและทำการวิจัย เผยว่าการงดอาหารชั่วคราวนี่เองที่ไปกระตุ้น Autophagy ให้ทำงานอย่างเห็นได้ชัด จากการที่ระดับกลูคากอน (Glucagon) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่กระตุ้นไกลโคเจน (Glycogen) ในตับให้สลายตัวเป็นกลูโคสนั้นพุ่งสูงขึ้นขณะที่อดอาหาร

3.เพิ่มโกรทฮอร์โมน

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน The American Society of Clinical Investigation ระบุว่าการอดอาหารชั่วคราวยังกระตุ้นโกรทฮอร์โมน ซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ผลิตขึ้นจากต่อมใต้สมองและมีหน้าที่สำคัญในการเจริญเติบโตของร่างกายพุ่งสูงขึ้นขณะที่เราอดอาหาร ช่วยเรื่องการเผาผลาญไขมันและเพิ่มกล้ามเนื้ออีกด้วย

4.ช่วยให้สมองปลอดโปร่งและอยู่ห่างอัลไซเมอร์

ระบบประสาทจะทำงานได้ดียิ่งขึ้นเมื่อเรางดอาหาร โดยสมองส่วนหน้าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ทั้งยังเพิ่มความสามารถด้านความรู้ความเข้าใจ แม้ยังต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป ขณะที่ผลการศึกษาจากปี 2013 ที่ทดลองกับหนูค้นพบว่าช่วยเสริมการทำงานและโครงสร้างของสมองให้มีประสิทธิภาพขึ้น นอกจากนั้น ยังมีการทดสอบเพิ่มเติมอีกว่าการทำ Intermittent Fasting สามารถช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์และลดความเสี่ยงการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วย

5.ช่วยลดน้ำหนัก

การอดอาหารเป็นเวลาช่วยทำให้น้ำหนักลดลงถึง 3-8% ในระยะเวลาระหว่าง 3-24 สัปดาห์ รอบเอวลดลงไป 4-7% และมีคนไม่น้อยที่สังเกตว่าพุงยุบไม่แพ้กัน และมีการทดลองที่สรุปเอาไว้ว่าผู้ที่ร่วมทำการทดลอง 84.6% น้ำหนักลดลง 1.3% ภายใน 2 สัปดาห์ ขณะที่คนที่ทำการทดลอง 8 สัปดาห์ ตัวเลขบนตาชั่งหายไปถึง 8% โดยสันนิษฐานว่ามาจากระบบการเผาผลาญที่ทำงานดีขึ้นนั่นเอง

6.ห่างไกลโรคเบาหวานประเภท 2

ประโยชน์ของการทำ Intermittent Fasting ช่วยเรื่องการลดน้ำหนัก ลดความดันเลือด ระดับการเต้นของหัวใจ และให้ผลดีกับระบบหัวใจและหลอดเลือด เบนจามิน ฮอร์น ผู้อำนวยการฝ่ายระบาดวิทยา โรคหัวใจและหลอดเลือดและพันธุกรรมของ Intermountain Healthcare เผยว่า การอดอาหารอย่างจำกัดเวลาเป็นสิ่งที่วงการแพทย์เริ่มนำมาปฏิบัติมากขึ้น และเหมาะกับคนที่ไม่ต้องการจำกัดแคลอรีในการกิน

นอกเหนือจากเรื่องการลดน้ำหนักแล้ว การกินเช่นนี้ยังช่วยเรื่องของภาวะดื้ออินซูลินซึ่งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นภายในร่างกายโดยไม่ปรากฏ แต่เสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานและโรคหัวใจมากกว่าคนปกติ ซึ่งการกินบ้างงดบ้างช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ห่างไกลจากโรคเบาหวานประเภท 2 ได้

7.ป้องกันมะเร็ง

การกินที่เลียนแบบการอดอาหารทำให้ร่างกายดึงกระบวนการที่ซับซ้อนออกมา ซึ่งช่วยจำแนกเซลล์ดีและไม่ดีออกจากกันตามธรรมชาติ ส่วนประโยชน์อย่างหนึ่งของการทำ Intermittent Fasting นั้นก็คือการปรับสมดุลให้กับอินซูลินในร่างกาย ซึ่งอินซูลินมีส่วนในการพัฒนาเซลล์เนื้อร้าย นอกจากนี้ การอดอาหารเป็นช่วงๆ จะช่วยลดอาการอักเสบและลดภาวะถูกออกซิไดซ์เกินสมดุล อันเป็นสองปัจจัยที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้อีกด้วย

ภาพ : freepik / pinterest