ดอกเตอร์เบลเมอร์ เอสโอเอส บ็อกซ์ กล่องช่วยกู้ผิวหน้าให้กลับมาสดใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373386

ดอกเตอร์เบลเมอร์ เอสโอเอส บ็อกซ์ กล่องช่วยกู้ผิวหน้าให้กลับมาสดใส

ดอกเตอร์เบลเมอร์ เอสโอเอส บ็อกซ์ กล่องช่วยกู้ผิวหน้าให้กลับมาสดใส

วันอังคาร ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เวชสำอางชั้นนำที่มีส่วนผสมหลักจากพืช Dr.Belmeur (ดอกเตอร์เบลเมอร์) สร้างสรรค์ความสนุกพร้อมผิวสุขภาพดีกับ Dr.Belmeur S.O.S Box (ดอกเตอร์เบลเมอร์ เอสโอเอส บ็อกซ์) กล่องที่ช่วยกู้ผิวหน้าให้กลับมาแลดูสดใส สุขภาพดีขึ้นซึ่งในแต่ละกล่อง พร้อมจะเซอร์ไพรส์ ว่าคุณจะได้อะไรบ้าง ข้างในกล่องประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ขนาดไซส์จริง 3 ชิ้น และใน 1 กล่อง มีทั้งหมด 4 แบบ โดยทุกกล่องจะมี Dr.Belmeur Cica Cream มูลค่า 1,099 บาท และไม่ว่าซื้อได้เซตไหน มูลค่ารวมก็มากกว่า 1,599 บาท

Dr.Belmeur (ดอกเตอร์เบลเมอร์) เป็นเวชสำอาง) Cosmeceutical Band) มีส่วนผสมที่อ่อนโยนจากพืชที่มีสูตรผสมที่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง แนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังเหมาะกับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย มีการระคายเคืองจากมลภาวะในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิว และผู้ที่ต้องการใช้เวชสำอาง ในราคาสบายกระเป๋า

Dr.Belmeur S.O.S Box (ดอกเตอร์เบลเมอร์เอสโอเอส บ็อกซ์) ประกอบด้วย Dr.Belmeur Advanced Cica Recovery Serum เซรั่มที่เพิ่มปราการ ความแข็งแรงให้ผิว ชะลอริ้วรอยฟื้นฟูผิวให้ดีขึ้น เป็นเวชสำอางที่ช่วยดูแลซ่อมแซมผิวให้ความชุ่มชื้น สร้างเกราะให้ผิวเข็งแรง, Dr.Belmeur Advanced Cica Recovery Cream เนื้อสัมผัสค่อนข้างคล้ายเนื้อบาล์มเนื้อกระจายตัวง่ายเสมือนมีฟิล์มบางๆ เคลือบผิวอยู่ อ่อนโยนกับผิวหน้า เพิ่มความแข็งแรงและปราการให้ผิว มอบความชุ่มชื้นแก่ผิวที่แพ้ง่าย ฟื้นฟูผิวที่แห้งกราน ให้แลดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

Daily Repair Toner โทนเนอร์ที่อ่อนโยนเป็นพิเศษ ปลอบประโลมผิวแห้งแพ้ง่ายด้วยการก่อให้เกิดการระคายเคืองต่ำ, Daily Repair Moisturizer มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่อ่อนโยนเป็นพิเศษ ปลอบประโล ผิวแพ้ง่ายและปกป้องผิวจากการทำร้ายของมลภาวะ สภาพแวดล้อมภายนอก และ Dr.Belmeur Advanced Cica Recovery Hand Cream ครีมทามือที่มีส่วนช่วยให้มือแลดูไม่มีริ้วรอย พร้อมเพิ่มความชุ่มชื้นยาวนาน เนื้อครีมไม่เหนียวเหนอะ รวมถึงบำรุงเล็บ

ข้อมูลผลิตภัณฑ์และสั่งซื้อ Dr.Belmeur S.O.S Box (ดอกเตอร์เบลเมอร์ เอสโอเอส บ็อกซ์)ได้ที่ เฟซบุ๊ค www.facebook.com/thefaceshopthailand อินสตราแกรม: thefaceshopthailand และ http://www.thefaceshopthailand.com

เจ้าชายริชาร์ด ดยุกแห่งกลอสเตอร์ ทรงร่วมงาน ดินเนอร์การกุศล รายได้สมทบมอบมูลนิธิที่อยู่อาศัย ฯพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373400

เจ้าชายริชาร์ด ดยุกแห่งกลอสเตอร์ ทรงร่วมงาน ดินเนอร์การกุศล รายได้สมทบมอบมูลนิธิที่อยู่อาศัย ฯพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย

เจ้าชายริชาร์ด ดยุกแห่งกลอสเตอร์ ทรงร่วมงาน ดินเนอร์การกุศล รายได้สมทบมอบมูลนิธิที่อยู่อาศัย ฯพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย

วันอังคาร ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด จัดงาน “Dinner with the Duke” (ดินเนอร์ วิธ เดอะ ดุ๊ก) ดินเนอร์การกุศลสุดเอ็กซ์คลูซีฟผ่านการรังสรรค์เมนูจากเซเลบริตี้เชฟ เพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้กับ Habitat for Humanity Thailand (มูลนิธิที่อยู่อาศัย ประเทศไทย) ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยผ่านการสร้างบ้านและพัฒนาชุมชน ในการนี้ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก เจ้าชาย ริชาร์ดดยุกแห่งกลอสเตอร์ เสด็จไปทรงเป็นประธานในงาน ณ สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย ถ.วิทยุ โดยมี ฯพณฯ ไบรอัน จอห์น เดวิดสัน เอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย, มยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานส่งเสริมการตลาด บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, เคน ฮอม และ ทิโมธี โล๊ก เฝ้ารับเสด็จ

ฯพณฯ ไบรอัน จอห์น เดวิดสัน เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวว่า สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย และ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด มีความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ดีในการทำงานร่วมกันมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง ในครั้งนี้ได้ร่วมกันจัดงาน “Dinner with the Duke” ดินเนอร์การกุศลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งได้รับพระกรุณาธิคุณจากเจ้าชายริชาร์ด ดยุกแห่งกลอสเตอร์  (HRH Prince Richard, Duke of Gloucester) เสด็จมาทรงร่วมในงาน โดยงานนี้เปิดจำหน่ายบัตรให้กับแขกผู้มีเกียรติ ซึ่งรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะมอบให้กับ Habitat for Humanity Thailand (มูลนิธิที่อยู่อาศัย ประเทศไทย) เพื่อนำไปพัฒนาที่อยู่อาศัยให้กับชุมชนต่างๆ ของประเทศไทย

ทางด้าน มยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานส่งเสริมการตลาด บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ดินเนอร์มื้อพิเศษนี้ได้รับเกียรติจาก เชฟเคน ฮอม เซเลบริตี้เชฟผู้มีชื่อเสียงระดับโลก มาร่วมรังสรรค์เมนูอาหารในค่ำคืนสุดพิเศษถึง 6 คอร์สด้วยกันประกอบด้วย เมนู เปาะเปี๊ยทอดสอดไส้ไก่กรอบและมะเขือเทศอบแห้ง เสิร์ฟพร้อมกับ สลัดผักไมโครออร์แกนิค, ซุปครีมหน่อไม้ฝรั่ง โรยหน้าด้วยผักชีไทย, กุ้งทะเลผัดซอสคลุกเคล้าอิตาเลียนพาสลีย์ ผักชี และใบโหระพา, เป็ดย่างซอสบาร์บีคิว เสิร์ฟพร้อมวาฟเฟิล ข้าวโพด หัวหอม และขิง, มะม่วงสุกเสิร์ฟพร้อมไอศกรีมวานิลลา ปิดท้ายด้วย ขนมปังชิ้นพอดีคำ เสิร์ฟคู่กับกาแฟสดสูตรพิเศษเฉพาะของแมนดารินหรือชาฝรั่งชั้นดี ภายใต้บรรยากาศมื้อพิเศษที่อบอุ่นเป็นกันเอง พร้อมการขับกล่อมจากนักร้องดีว่าชั้นนำของเมืองไทย รัดเกล้า อามระดิษ รวมถึงได้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกในการร่วมสร้างกุศลครั้งนี้ผ่านการลั่นชัตเตอร์ของ พรพจน์ กาญจนหัตถกิจ หรือ “พจน์ Sixtysix” ช่างภาพชื่อดัง ทำให้ทุกท่านได้อิ่มเอมไปกับความสุขตลอดค่ำคืนแห่งการให้ในคืนนี้ โดยมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมดินเนอร์กว่า 40 ท่าน อาทิ ม.ล.รดีเทพ เทวกุล, ศรีสุภางค์ มอริส, พิสิฐ-ทัศนีย์ เหล่าศิริรัตน์, สุนทรี เตรยาภรณ์, นารีรัตน์ ชินธรรมมิตร์, ชาญวิทย์ เอนกสัมพันธ์ และ ดาว เสถียรถิระกุล เป็นต้น

ทางด้าน ทิโมธี โล๊ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิที่อยู่อาศัย ประเทศไทย กล่าวว่า เกือบ 20 ปี ที่มูลนิธิที่อยู่อาศัย ประเทศไทยได้สร้าง ซ่อมแซม และปรับปรุงบ้านให้กับคนไทยมากกว่า 11,500 ครัวเรือน หรือกว่า 57,500 คน เราตระหนักอยู่เสมอว่างานที่สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ล้วนเกิดจากความร่วมมือของผู้ร่วมบริจาคสมทบทุนตลอดจนอาสาสมัครที่ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ สนับสนุนและผลักดันงานของพวกเรา ปัจจุบันมีชาวไทยกว่า 7 ล้านคน ที่มีฐานะยากจน โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามศูนย์พักพิงหรือที่พักอาศัยที่เสื่อมโทรม ถึงแม้ว่ามูลนิธิที่อยู่อาศัย ประเทศไทย จะเพิ่งฉลองครบรอบ 20 ปีไปหมาดๆ แต่เรายังคงตระหนักอยู่เสมอว่า ยังมีโครงการและงานอีกมากมายที่ต้องลงมือทำให้สำเร็จ เราเชื่อมั่นว่าทุกคน สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างบ้านให้กับผู้ด้อยโอกาสกับมูลนิธิที่อยู่อาศัย ประเทศไทย ผ่านการระดมทุนและช่วยเป็นกระบอกเสียงเพื่อผู้ด้อยโอกาสให้พวกเขาได้มีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย และด้วยแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทางมูลนิธิที่อยู่อาศัย ประเทศไทย จะเดินหน้าสร้างรากฐานสู่ความสำเร็จอย่างแข็งแกร่ง ด้วยการสร้างบ้านและชุมชนที่มั่นคง แข็งแรง ผ่านโปรแกรมสร้างบ้านและโครงการริเริ่มพัฒนาชุมชน

นับเป็นงานดินเนอร์ที่พิเศษและเอ็กซ์คลูซีฟแห่งปี ซึ่งสร้างความประทับใจแก่ผู้ร่วมงานมิรู้ลืม

เชฟเคน ฮอม, ทิโมธี โล๊ก

เชฟเคน ฮอม, ทิโมธี โล๊ก

ม.ล.รดีเทพ เทวกุล, ฉมาพรรณ รังคะรัตน

ม.ล.รดีเทพ เทวกุล, ฉมาพรรณ รังคะรัตน

‘เดวิด เบ๊คแฮม’ แชร์ไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373385

‘เดวิด เบ๊คแฮม’ แชร์ไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพดี

‘เดวิด เบ๊คแฮม’ แชร์ไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพดี

วันอังคาร ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เอไอเอ ประเทศไทยจัดฉลองครบรอบ 80 ปีสุดยิ่งใหญ่ เชิญ เดวิด เบ๊คแฮม แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ระดับโลกของเอไอเอ มาแชร์ไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพดี

เขย่าวงการประกันชีวิตของประเทศไทย เมื่อ ตัน ฮาค เลห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย และ สจ๊วต เอ สเปนเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด กลุ่มบริษัทเอไอเอ นำสุดยอดนักเตะระดับตำนาน เดวิด เบ๊คแฮม แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ระดับโลกของเอไอเอ มาประเทศไทยเพื่อร่วมงานฉลองครบรอบ 80 ปี เอไอเอ ประเทศไทย อย่างยิ่งใหญ่ ตอกย้ำคำมั่นสัญญา “Healthier, Longer, Better Lives” เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ในวันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2561 เวลา 15.00 น. ณ ห้องฟีนิกซ์ 5-6 อิมแพค เมืองทองธานี โดย เดวิด เบ๊คแฮม จะมาเล่าเคล็ดลับสุขภาพดีและการใช้ชีวิตสไตล์เบ๊คแฮมให้คนไทยได้ฟัง โอกาสเดียวกัน เอไอเอ จะจัดพิธีมอบรางวัลในโครงการสำรวจองค์กรด้านสุขภาพบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ “Thailand’s Healthiest Workplace by AIA Vitality” องค์กรไหนจะมีสุขภาพดีเป็นเลิศ จะได้ทราบกันวันนั้นด้วย

เซเลบฯ แนะทริคมิกซ์ลุคใหม่สร้างสไตล์ให้โดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373394

เซเลบฯ แนะทริคมิกซ์ลุคใหม่สร้างสไตล์ให้โดน

เซเลบฯ แนะทริคมิกซ์ลุคใหม่สร้างสไตล์ให้โดน

วันอังคาร ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แอ๊มป์-มาสิริ ตามสกุล

เพราะสไตล์มีอยู่หลากหลาย การมิกซ์แอนด์แมทช์ให้เกิดสไตล์ใหม่ๆ จึงทำให้การแต่งกายของเราทุกคนมีสีสันมากยิ่งขึ้น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ชวนเหล่าคนดังมาแนะเคล็ดลับมิกซ์แอนด์แมทช์เพื่อสร้างสรรค์ลุคใหม่ พร้อมอัพเดทเทรนด์ออทั่ม-วินเทอร์ ไปกับไอเท็มเด็ดชิ้นใหม่

ธาพิดา นรพัลลภ ออมนิ-แชนแนล เมอร์ชั่นไดซิ่ง ไดเร็กเตอร์ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลไม่หยุดนิ่งที่จะอัพเดตเทรนด์และไอเท็มแฟชั่นใหม่ๆ ด้วยการรวบรวมคอลเลคชั่นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายชิ้นเด็ดจากแบรนด์ดังทั่วโลก ให้เหล่านักช็อปทั้งชายและหญิงได้เลือกเฟ้นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เหมาะกับสไตล์ตัวเอง เพราะเป็นช่วงที่ห้องเสื้อและแบรนด์แฟชั่นต่างๆอวดโฉมคอลเลคชั่นใหม่ออกมาต้อนรับฤดูกาลออทั่ม/วินเทอร์ จึงเป็นช่วงเวลาดีที่เหล่าแฟชั่นเลิฟเว่อร์จะได้อัพเดตเทรนด์ไปด้วยกัน และช็อปปิ้งไอเท็มเด็ดชิ้นใหม่ๆ ไว้ต้อนรับลมหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้

จงกล พลาฤทธิ์ บรรณาธิการนิตยสารแฟชั่นชื่อดัง เผยเทคนิคการมิกซ์แอนด์แมทช์เพื่อสร้างสรรค์ลุคใหม่ให้กับสาวๆ ว่า “การที่เราจะเริ่มมิกซ์แอนด์แมทช์ให้เป็นเครื่องแต่งกายสไตล์ใหม่ ควรเริ่มจากการเช็คตัวเองก่อนว่า เรามีสไตล์แบบไหน อย่างการเปิดตู้เสื้อผ้าตัวเองแล้วดูว่าเรามีเครื่องแต่งกายแนวไหนเยอะ ก็แสดงว่านั่นคือสไตล์ที่เราชอบ ซึ่งการมิกซ์แอนด์แมทช์อาจจะไม่ต้องถึงขนาด make over แต่เป็นการเติมไอเท็มลงไป โดยอาจเริ่มจากเครื่องประดับเล็กๆ ก่อนอย่าง กำไล สร้อยคอ ต่างหู หมวก แล้วค่อยเพิ่มเติมส่วนไอเท็มชิ้นใหญ่ๆ อย่าง เสื้อ กางเกง ก็จะทำให้การแต่งตัวไม่น่าเบื่อจำเจอีกต่อไป”

ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น เผยถึงการสร้างสไตล์ความเป็นผู้ชายให้สมบูรณ์แบบว่า “การแต่งตัวที่ดีช่วยส่งเสริมคาแร็กเตอร์ของหนุ่มๆ ให้ดูดีตามไอเท็มที่เราเลือกสวม ดังนั้น หนุ่มๆ จึงควรใส่ใจในทุกรายละเอียดของการแต่งตัวไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หน้าผม ไปจนถึงรองเท้า ที่นอกจากนี้ ผมอยากให้หนุ่มๆ สนุกกับการแต่งตัว อย่างการนำสไตล์วินเทจมารวมกับสปอร์ต วินเทจผสมสตรีท ด้วยการมิกซ์แอนด์แมทช์ไอเท็มชิ้นต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสไตล์ใหม่ให้โดดเด่น โดยต้องไม่ลืมกาลเทศะเป็นสิ่งสำคัญครับ”

ขณะที่สาวเก่งมากความสามารถ แอ๊มป์-มาสิริ ตามสกุล เผยความเป็นตัวเองว่า “บางครั้งการที่เราแต่งตัวสไตล์เดิมๆ ก็อาจจะทำให้รู้สึกเบื่อได้ดังนั้น การมิกซ์แอนด์แมทช์สไตล์ใหม่ๆ ก็ช่วยสร้างสีสัน ทำให้สนุกกับการแต่งตัวมากยิ่งขึ้น อย่างตัวแอ๊มป์ไม่ค่อยแต่งตัวแนวหวานสักเท่าไหร่ แต่บางครั้งก็อยากจะเป็นสาวหวานกับเขาบ้าง ก็จะหยิบเสื้อลูกไม้มาใส่แล้วทับด้วยแจ๊กเกต ก็ทำให้ได้ลุคหวานที่ผสมความเท่ เพิ่มสไตล์ใหม่ๆ ในการแต่งตัว ส่วนเคล็ดลับในการหาไอเท็มโดนใจไว้มิกซ์แอนด์แมทช์ก็คือ การเดินที่ห้างเซ็นทรัล เพราะจะได้เห็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่หลากหลาย เป็นไอเดียในการมิกซ์สไตล์ที่เราชอบ”

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและช็อปปิ้งออนไลน์ผ่าน www.central.co.th และอัพเดตโปรโมชั่น พร้อมรับสิทธิพิเศษจากห้างเซ็นทรัลได้ที่ Central Line Official

ธาพิดา นรพัลลภ

ธาพิดา นรพัลลภ

ณภัทร สุทธิธน

ณภัทร สุทธิธน

จงกล พลาฤทธิ์

จงกล พลาฤทธิ์

ไม่เปลี่ยน ไม่รอด คัมภีร์ธุรกิจยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373172

ไม่เปลี่ยน ไม่รอด คัมภีร์ธุรกิจยุคดิจิทัล

ไม่เปลี่ยน ไม่รอด คัมภีร์ธุรกิจยุคดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่ “ดิจิทัล” เข้ามามีบทบาทต่อการดำรงชีวิตของเราแทบจะ 100% โดยเฉพาะภาคธุรกิจหากไม่มีการปรับตัวที่จะนำดิจิทัลหรือเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ก็อาจจะไปไม่รอด และเพื่อให้ธุรกิจเรียนรู้และหยิบยกนำดิจิทัลมาใช้ให้ธุรกิจ “รอด” และ“รุ่ง” จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ธนพงศ์พรรณ ธัญญรัตตกุลผู้ก่อตั้งสถาบัน U23 academyเจ้าของหลักสูตร “Digital Transformationin Action” และเป็นกูรู วิทยากรด้าน DigitalTransformation บรรจงกลั่นองค์ความรู้ทั้งหมดที่มีออกมาเป็นตัวหนังสือชื่อ “เปลี่ยนธุรกิจในยุคดิจิทัล Step by Step Digital Transformation In Action“ โดยจัดงานเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ พร้อมการเสวนาซึ่งได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลและนักธุรกิจรุ่นใหม่มาร่วมพูดคุย ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 23 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ธนพงศ์พรรณ ธัญญรัตตกุล ผู้เขียนหนังสือ เปลี่ยนธุรกิจในยุคดิจิทัล Step by Step DigitalTransformation In Action กล่าวว่า เมื่อการดำเนินธุรกิจเริ่มมีปัญหา เพราะดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การทำ Digital Transformation จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถพลิกเกมได้ในกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ดังนั้น ผู้บริหารหรือเจ้าของธุรกิจหลายท่านอาจมีความสงสัยว่า ที่ผ่านมา ธุรกิจก็เคยทำ Digital Marketing หรือมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแล้ว แต่ผลลัพธ์ที่ได้ในปัจจุบันกลับไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเช่นเคย ซึ่งสาเหตุสำคัญล้วนมาจากวิธีคิดและความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องของผู้บริหารและพนักงานในองค์กร

“ผู้บริหารหลายๆ องค์กรถามผมว่า ทำไมต้องเปลี่ยนเป็นดิจิทัล ผมกล้าพูดได้เลยว่าหากไม่เปลี่ยน บริษัทเจ๊งแน่นอน เพราะหลายๆ สิ่งเปลี่ยนแปลงไปทั้งบริบทการแข่งขันและพฤติกรรมผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น สมัยก่อนเราจ่ายค่าบริการสาธารณูปโภคต่างๆ ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส แต่ปัจจุบันเราจ่ายผ่านทางช่องทางออนไลน์หรือโมบายแอพพลิเคชั่นโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ในเมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน การตลาดก็ต้องเปลี่ยนตาม ผู้บริหาร นักการตลาด และผู้ประกอบการ ต้องสร้างประสบการณ์กับผู้บริโภค ให้เกิดการซื้อ ซื้อซ้ำและบอกต่อ ดังนั้น การปรับตัวเท่านั้นถึงอยู่รอด และต้องไม่เพียงแค่การทำการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management) ซึ่งเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการทำ Digital Transformation เท่านั้น แต่ต้องทำ Digital Transformation คือการเปลี่ยนกลยุทธ์ธุรกิจทั้งหมด รวมถึง mindset หรือวิธีคิดของผู้นำในการทำธุรกิจอีกด้วย”

ด้าน ผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาธุรกิจ กล่าวว่า“ภาพรวมของยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 ผู้บริโภคไม่เพียงแต่จะใช้สินค้าที่มีคุณภาพดี สินค้าที่ถูกและเร็วแต่เพียงเท่านั้น แต่ในยุค 4.0 ผู้บริโภคเปลี่ยนไปธุรกิจหรือสินค้าตัวไหนที่ซื้อ-ขายง่าย และใกล้ตัว ธุรกิจนั้นย่อมได้เปรียบมากกว่า นั้นก็หมายความว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 ธุรกิจจำเป็นต้อง Digital Transformation โดยในปี 2019 เป็นต้นไปให้จับตามองธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีผลประกอบการมาก กำลังจะโดน Disrupt ที่ไม่ใช่คู่แข่ง แต่เป็นธุรกิจอื่นๆ ที่เข้ามาเป็นคู่แข่งทางอ้อม ทำให้คู่แข่งที่แท้จริงกลับกลายมาเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ซึ่งสวนทางกับการทำธุรกิจแบบสมัยก่อนอย่างแน่นอน”

วรุตม์ กฐินทอง นักบริหาร นักธุรกิจรุ่นใหม่ กล่าวว่า “จากประสบการณ์ตรงของการทำธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ ต้องยอมรับเลยว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปจริงๆ จากเดิมที่ลูกค้าดูข้อมูลผ่านหน้าร้าน แต่ในปัจจุบันผู้บริโภคสามารถศึกษาหาข้อมูลผ่านออนไลน์ ซึ่งใครที่ปรับตัวได้ทัน ก็ได้เปรียบกว่าแน่นอน เรื่องของดิจิทัจทำให้ธุรกิจของเรามีความสามารถในการแข่งขันมากกว่าธุรกิจที่ยังไม่ปรับ จึงใช้ดิจิทัลมาเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารทุกส่วนของการบริหารองค์กร ซึ่งถ้าใครไม่เปลี่ยน ก็จะมีต้นทุนทั้งในแง่ของเวลา เงิน และคน ก็จะมากกว่าผู้อื่น และทำให้เสียเปรียบทางธุรกิจและการตลาดอย่างแน่นนอน”

ธนพงศ์พรรณ ธัญญรัตตกุล ทิ้งท้ายว่า “หนังสือ เปลี่ยนธุรกิจในยุคดิจิทัล Step by Step Digital Transformation In Action” เล่มนี้ ผู้อ่านจะได้เห็นและเข้าใจการแข่งขันในแต่ละอุตสาหกรรมที่ไม่เหมือนเดิม และได้ทราบว่าดิจิทัลเทคโนโลยีอะไรที่จะเข้ามามีบทบาทและเปลี่ยนรูปแบบในการแข่งขัน และส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการเองก็ต้องตระหนักว่า ธุรกิจของเราจะถูกเทคโนโลยีบังคับให้เปลี่ยนแปลงหรือจะเป็นผู้ก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างโอกาสครั้งใหม่ในยุคดิจิทัล สำหรับผู้บริหารหรือเจ้าของธุรกิจไม่ว่าจะอยู่ในธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่ ในทุกอุตสาหกรรม ในทุกช่วงของวงจรธุรกิจ เมื่อพร้อมที่จะปรับธุรกิจเพื่อการเปลี่ยนแปลงให้ก้าวทันตามโลกแล้ว ย่อมประสบความสำเร็จครั้งใหม่อย่างแน่นอน”

หนังสือ “เปลี่ยนธุรกิจในยุคดิจิทัลStep by Step Digital Transformation InAction” จึงเป็นดั่งคู่มือของธุรกิจยุคใหม่ที่ผู้บริหารและผู้ประกอบการจะได้มีโอกาสเรียนรู้จากกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง และเตรียมความพร้อมสู่การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในยุคดิจิทัลให้ดียิ่งขึ้นเหมาะสำหรับผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจ ทั้งขนาดเล็กไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ หาซื้อได้ที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

‘แม่รู้อะไรบ้าง’กระตุกต่อมคนยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373170

‘แม่รู้อะไรบ้าง’กระตุกต่อมคนยุคดิจิทัล

‘แม่รู้อะไรบ้าง’กระตุกต่อมคนยุคดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ไทยประกันชีวิต ส่งภาพยนตร์โฆษณา “แม่รู้อะไรบ้าง” กระตุกต่อมความรู้สึกคนยุค Digital Disruptionชูแนวคิดการสื่อสาร “Disrupt with Love-ให้รักดูแลชีวิต”

นายไชย ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ไทยประกันชีวิตเป็นผู้นำในการสร้างแบรนด์ผ่านภาพยนตร์โฆษณามาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนในสังคม ภายใต้แนวคิด “คุณค่าของชีวิตและคุณค่าของความรัก” (Value of Life & Value of Love) อันเป็นแกนหลักของธุรกิจประกันชีวิต ผ่านการสื่อสารให้ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตและคุณค่าของความรักในมิติต่างๆ

ในปี 2561 แนวทางการสร้างแบรนด์ของไทยประกันชีวิต ยังคงมุ่งสร้างแรงบันดาลใจโดยให้ความสำคัญกับ Value of Life, Value of Love แต่ยกระดับ (Enhance) สู่ Value of People หรือคุณค่าของมนุษย์ โดยเฉพาะปัจจุบันสังคมไทยกำลังก้าวสู่ยุคดิจิทัลซึ่งเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ส่งผลต่อการเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมของคนในสังคม หรือที่เรียกว่า Digital Disruption โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือเยาวชนที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีอย่างมาก

ขณะเดียวกันการพัฒนาแบบก้าวกระโดดนี้ กลับทำให้เกิดช่องว่างระหว่างความสัมพันธ์ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงาน จนทำให้ความรักความผูกพันระหว่างกันถูกหลงลืมไปไทยประกันชีวิต ตระหนักถึงประเด็นปัญหาดังกล่าว ที่กำลังจะกลายเป็นภัยคุกคามสังคมไทย จึงพัฒนากลยุทธ์การสร้างแบรนด์และการสื่อสารด้วยการสร้างความรัก หรือ Disrupt with Love เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ในลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์

“เราได้สร้างสรรค์ภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “แม่รู้อะไรบ้าง” ความยาว 3 นาที เผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์และสถานีโทรทัศน์ ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมาโดยสื่อสารภายใต้แนวคิด “ให้รัก ดูแลชีวิต” ซึ่งต่อยอดจาก Value of Life, Value of Love & Value of People กระตุ้นให้คนในสังคมตระหนักว่า แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ช่วยให้เราสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น สะดวกสบายมากขึ้นเพียงใดก็ตาม แต่แท้จริงแล้วการใส่ใจและดูแลชีวิตกันด้วยความรักความห่วงใยของคนในครอบครัว ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดและเป็นเกราะกันภัยที่ดีที่สุด โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับโซเชียลมีเดีย

ภาพยนตร์โฆษณานำเสนอผ่านเรื่องราวตัวละครแม่กับลูก ด้วยบทสนทนาธรรมดาๆ แต่ผู้ชมสามารถสัมผัสได้ถึงความรักที่ยิ่งใหญ่และไม่มีวันเปลี่ยนแปลงของแม่ซึ่งการดำเนินเรื่องที่เรียบง่ายกว่าภาพยนตร์โฆษณาทุกเรื่องที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเด่นของโฆษณาเรื่องนี้ รวมถึงยังคงเอกลักษณ์ในการดึงอารมณ์และความรู้สึกร่วมของผู้ชม หรือ Emotional Attachment ซึ่งเป็น Signature ของโฆษณาไทยประกันชีวิต”

กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวทิ้งท้ายว่า ภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ว่าคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ชม เช่นเดียวกับภาพยนตร์โฆษณาชุดอื่นของไทยประกันชีวิต โดยตั้งเป้าหมายมีผู้ชมผ่านสื่อออนไลน์ไม่น้อยกว่า1 ล้านวิว ภายใน 1 ชั่วโมงแรก ที่ภาพยนตร์โฆษณาเผยแพร่ และมียอดวิวรวมทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 20 ล้านวิว

“สิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถทำได้ทัดเทียมมนุษย์ คือความคิดสร้างสรรค์ หรือ Creativity และสิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถสื่อสารได้เหมือนมนุษย์ คือความรู้สึกรัก ดังนั้นภาพยนตร์โฆษณาเรื่องนี้ต้องการสื่อสารถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะความรักของแม่ ซึ่งไม่มีเทคโนโลยีใดทดแทนได้”

เป้าหมายของไทยประกันชีวิต คือมุ่งมั่นเป็นแบรนด์ที่เป็นทุกคำตอบของทุกชีวิตในสังคม หรือ Life Solutions Provider รวมถึงเป็นแบรนด์ที่สร้างแรงบันดาลให้คนในสังคม ผ่านการสร้างสรรค์ภาพยนตร์โฆษณาที่มีวิวัฒนาการในการนำเสนอ และช่องทางการสื่อสารให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง

เปิดห้องปฏิบัติการวิจัยและนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ฮาลาล ‘ตันสรี ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373177

เปิดห้องปฏิบัติการวิจัยและนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ฮาลาล ‘ตันสรี ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ’

เปิดห้องปฏิบัติการวิจัยและนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ฮาลาล ‘ตันสรี ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ’

วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในวาระครบรอบ 15 ปี ของ “ศูนย์วิทยาศาสตร์ ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” (ศวฮ.) นี้ ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยสองอดีตนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ อับเดลิลาห์อัล ฮุสนี เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรโมร็อกโกประจำประเทศไทย ได้เป็นประธานร่วมในพิธีเปิดตัว “ห้องปฏิบัติการวิจัยและนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ฮาลาลตันสรี ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ” (Tan Sri Dr.Surin Pitsuwan Research and Innovation Halal Science Laboratory) เพื่อรำลึกถึงคุณความดีและเกียรติคุณของดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ พร้อมเป็นพลังขับเคลื่อนและแรงบันดาลใจให้แก่นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยรุ่นใหม่ โดยมี รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ต้อนรับ ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียนและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้มีความฉลาดปราดเปรื่องและรอบรู้ในศาสตร์หลากหลายด้าน นับเป็นบุคคลสำคัญของประเทศไทยที่เป็นความภาคภูมิใจของมุสลิมไทยและนานาชาติ และด้วยวิสัยทัศน์ที่มีคุณค่ายิ่งต่องานวิจัยและนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ฮาลาล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ปลายปี 2542 ได้เขียนคำนิยมให้กับหนังสือ Halal-HACCP ซึ่งจัดทำขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก นับเป็นการสร้างแรงบันดาลใจนำไปสู่การจัดตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ ในเวลาต่อมา

ด้าน รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ เผยว่า “ด้วยคุณงามความดีและเกียรติคุณของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ในฐานะกรรมการที่ปรึกษาศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ คือแรงผลักดันสำคัญในการขับเคลื่อนสู่การสร้างเครือข่ายครบวงจรในระดับโลก ทั้งงานด้านวิทยาศาสตร์สู่ภาคอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ ผนวกความเป็นศาสตร์และศิลปะอิสลามเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนถือเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์ด้วยเหตุนี้เอง ห้องปฏิบัติการวิจัยและนวัตกรรมฮาลาล ตันสรี ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ คือประจักษ์พยานอันทรงเกียรติในการรำลึกถึงคุณูปการต่อศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ”

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความยินดีว่า “การใช้วิทยาศาสตร์มาสนับสนุนสู่การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลแห่งนี้ มีการเติบโตและมีบทบาทมาก จะเห็นได้ว่า 15 ปี ศูนย์แห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลอันดับ 1 ของโลก และในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลที่ทำให้เรารำลึกถึง ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ที่ถือเป็นแบบอย่างและเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลัง บทบาทของท่านเป็นคนการเมืองแบบฮาลาล เพราะฮาลาลไม่ใช่แค่อาหาร หรือผลิตภัณฑ์เท่านั้น หากยังเป็นการทำดี เป็นคนดี และทำดีต่อผู้อื่นอีกด้วย จึงถือได้ว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญระดับโลก ดังนั้นเหมาะสมที่สุดแล้ว ใช้ชื่อ “ห้องปฏิบัติการวิจัยและนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ฮาลาล ตันสรี ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ” โดยนำมาแปลเปลี่ยนเป็นรูปธรรมที่จะทำให้ชื่อของท่านได้ถูกจารึกตลอดไป”

“ห้องปฏิบัติการวิจัยและนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ฮาลาล” เรียกกันสั้นๆ ว่า PS Halal Lab ตั้งอยู่บนชั้น 13 ของอาคารวิจัยจุฬาฯ โดย ศวฮ.มีที่ทำการอยู่บนชั้น 11, 12, 13 มีพื้นที่ใช้สอยรวม 3,000 ตารางเมตร จากทั้งหมด 4,400 ตารางเมตรส่วนของ PS Halal Lab ตั้งอยู่บนชั้นที่ 13 ของอาคารมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 400 ตารางเมตร ภายในประกอบด้วย ห้องปฏิบัติการวิจัยชีวเคมีโภชนาการ, ห้องปฏิบัติการวิจัยนาโนวิทยาและคอสเมติกส์และห้องปฏิบัติการวิจัยชีววิทยาโมเลกุล ณ วันนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ ไม่เคยที่จะหยุดนิ่งโดยนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาสร้างสรรค์มุ่งมั่นพัฒนาก้าวไกลสู่โลกยุคใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง นับเป็นกลยุทธ์สำคัญอย่างหนึ่งในการยกระดับการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีสากล และเป็นการแสดงสถานะความเป็นผู้นำของประเทศไทยในเวทีเดียวกันซึ่งเป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศไทยต่อโลกมุสลิม ที่จะทำให้ประเทศไทยแสดงสถานะความเป็นผู้นำด้านกิจการฮาลาลอันเป็นภาพลักษณ์ใหม่ของโลกมุสลิมที่ทันสมัยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

ทายาทรุ่นที่ 4‘เลิศ ถาวรว่องวงศ์’ ปั้นโรงแรมเครือถาวรฯ ภูเก็ต กลับมาผงาดอีกครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373219

ทายาทรุ่นที่ 4‘เลิศ ถาวรว่องวงศ์’ ปั้นโรงแรมเครือถาวรฯ ภูเก็ต กลับมาผงาดอีกครั้ง

ทายาทรุ่นที่ 4‘เลิศ ถาวรว่องวงศ์’ ปั้นโรงแรมเครือถาวรฯ ภูเก็ต กลับมาผงาดอีกครั้ง

วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ถาวรว่องวงศ์” เป็นตระกูลคหบดีเก่าแก่เป็นที่รู้จักกันดีของเมืองภูเก็ต ในฐานะตระกูลที่ทำธุรกิจด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจโรงแรม “เครือถาวร โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท” ที่เป็นเจ้าแรกเปิดให้บริการโรงแรมระดับห้าดาวของภูเก็ตมากว่า 40 ปี ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การบริหารของทายาทรุ่นที่ 4 “เลิศ ถาวรว่องวงศ์” ผู้บริหารหนุ่มหล่อวัย 28 ปี ที่แม้จะเข้ามารับไม้ต่อได้เพียง 4 ปี แต่เขาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงฝีไม้ลายมือและกลายเป็น นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ต้องจับตามองของภูเก็ต

เลิศ เล่าว่า เขาเป็นลูกชายคนโต ในจำนวนลูก 4 คน ของ เจริญ ถาวรว่องวงศ์ ประธานบริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่โรงแรมในเครือถาวรโฮเทล แอนด์ รีสอร์ท กับ อัจฉรา ถาวรว่องวงศ์จึงมีโอกาสเห็นการทำงานของผู้เป็นพ่อมาโดยตลอด ทำให้เกิดความรักความผูกพันในธุรกิจโรงแรมเป็นอย่างมาก และเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเลือกเรียนด้านการบริหารโรงแรม ซึ่งหนุ่มคนนี้ก็มีดีกรีปริญญาตรี คณะ School of Hotel Administration ของมหาวิทยาลัยระดับ Ivy League ของสหรัฐอเมริกาอย่าง Cornell University ที่ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นโรงเรียนการบริหารโรงแรมที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

“ทันทีที่เรียนจบ ผมก็กลับมาทำงานที่บ้านทันที ประมาณกลางปี 2014 ยอมรับว่าเป็นช่วงที่ธุรกิจของเราประสบปัญหาอย่างหนัก มีหนี้สินหลายพันล้านบาท พูดได้ว่าเกือบจะล้มละลาย สิ่งที่ผมทำตอนนั้นคือ คุยกับคุณพ่อว่าเราต้องปรับโครงสร้าง จะมามัวกลัวเสียหน้าไม่ได้เราต้องยอมรับความจริง ซึ่งมันก็ยากสำหรับท่าน แต่ในที่สุดท่านก็ยอม อะไรที่เป็นหนี้เสียเราต้องทิ้ง อะไรที่แบงก์จะยึดก็ให้ยึด อะไรที่ขายได้เพื่อให้มีเงินมาใช้หนี้แบงก์ เราต้องทำ มีการเจรจาประนอมหนี้ ทำให้ภายในปีนั้นเราสามารถชำระหนี้ได้กว่า 1,800 ล้านบาท ในขณะนั้นโรงแรมในเครือทั้งหมดมีพนักงานร่วมพันคน ค่าน้ำ ค่าไฟ รายจ่ายแต่ละเดือนหลักสิบล้าน แต่เรามีเงินสำรองไม่ถึง 5 ล้าน สิ่งที่ผมทำคือ ลงทำตลาดด้วยตัวเอง ไปคุยกับเอเจนซี่ ลดราคา ยอมขายถูกเพื่อให้กระแสเงินสดเข้ามาหมุนเวียน และค่อยๆ รีโนเวทห้องพักทีละส่วนที่จะสามารถขายได้ก่อน อะไรที่เป็นหน้าตาเราทำก่อน ในส่วนที่ไม่สำคัญหรือไม่สร้างรายได้ ผมก็ปิดไปเพื่อลดค่าใช้จ่าย ใช้วิธีการนี้จนโรงแรมสามารถฟื้นตัวได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ”

ปัจจุบัน เครือถาวร โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท มี 3 โรงแรม ได้แก่ โรงแรมถาวร อยู่ในตัวเมืองภูเก็ต ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งแรกของเครือถาวรฯ โรงแรมถาวร บีช วิลเลจ รีสอร์ท แอนด์ สปา หาดนาคาเลย์ และโรงแรมถาวร ปาล์ม บีช รีสอร์ท หาดกะรน สิ่งที่ผู้บริหารหนุ่มให้ความสำคัญในการทำธุรกิจนั่นคือ เงินทุนสำรอง

“ไม่เฉพาะแต่ธุรกิจโรงแรมนะ เรื่องการเงินการบัญชี สำคัญกับทุกธุรกิจ ผมเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีตที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเงินทุนสำรอง หรือกระแสเงินสด เพราะมันเป็นหัวใจของการบริหารเกือบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพการบริการ การปรับปรุงโรงแรมได้อย่างสม่ำเสมอ การหาและเก็บพนักงานดีๆ การทำการตลาด เป็นต้น ทุกอย่างใช้เงินสดหมด บ้านเรามีเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยว พอไม่มีนักท่องเที่ยว เรามีรายได้ลดลงแต่รายจ่ายเท่าเดิม ถ้ากระแสเงินสดหรือเงินทุนสำรองไม่มี เราอยู่ได้ไหม แต่สำหรับเครือถาวรฯ ผมกล้าพูดได้ว่าจาก 4 ปีก่อน ที่มีเงินสดในบัญชีไม่ถึง 5 ล้าน วันนี้เรามีเงินทุนสำรองมากพอที่จะบริหารงานได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการบริการไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน แต่ไม่ใช่ว่าเรานิ่งนอนใจ มีแค่นี้พอแล้ว อะไรที่เราต้องทำก็ยังทำต่อไปการพัฒนาปรับปรุงการบริการ เพื่อสร้างความประทับใจให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอีก”

แม้จะเป็นทายาท แต่การเข้ามาบริหารงานตั้งแต่อายุยังน้อยและอยู่ในช่วงภาวะวิกฤติของธุรกิจ หนีไม่พ้นการจับจ้องและข้อกังวลของบุคลากร ซึ่ง เลิศ ยอมรับว่า เขาไม่ใช่ผู้บริหารที่โน้มน้าวจิตใจลูกน้องด้วยคำพูดหวานหู หากแต่ลงมือทำให้เห็น และเอาจริงเอาจังกับทุกสิ่งที่จะทำให้องค์กรดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

“ผมกลับมาตอนอายุ 24 ปี โรงแรมทุกโรงในเครือ พนักงานส่วนใหญ่มีอายุมากกว่าผมอีก บางคนทำงานมาก่อนผมเกิด แต่ในช่วงเวลานั้นผมไม่มีเวลาที่จะมาพูดจาหวานๆ กับใคร ผมพูดตั้งแต่วันแรกเลยว่า ผมไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ผมจะทำต่อไปนี้มันจะสำเร็จ โรงแรมจะไปรอดไหม แต่ผมไม่มีอะไรจะเสีย ดังนั้น ถ้าจะอยู่กับผม ต้องทำตามผม ถ้ารับไม่ได้ก็ออก สั่งงานแล้ว ถึงกำหนดงานไม่เรียบร้อย ผมด่าไม่ไว้หน้าจริงๆ ผมเป็นผู้บริหารที่อยู่หน้างานตลอดเวลา เวลาที่มีปัญหาไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ ผมอยู่ตรงนั้น ลงไปแก้ปัญหาด้วยกัน ไม่เคยทิ้งให้ลูกน้องทำฝ่ายเดียว ลูกค้าด่าผมรับ ลูกค้าชม ผมบอกขอเปลี่ยนเป็นทิปหนักๆ ให้พนักงานแทนละกัน ทุกวันนี้ผมก็ยังเป็นแบบนี้ สิ่งที่ผมจะพูดกับลูกน้องเสมอคือ คุณไม่ใช่ลูกจ้าง แต่คุณคือเจ้าของร่วมกัน ถ้าคุณช่วยกันทำงานไม่คดโกง ให้บริการที่ดีที่สุดกับลูกค้า ผลประโยชน์ที่ได้ก็คือพวกเขาเอง ซึ่งมันก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วจากแต่ก่อนที่สภาพร่อแร่ เงินเดือนออกช้า สวัสดิการไม่มี เซอร์วิสชาร์จไม่ต้องพูดถึง แต่วันนี้ผมพูดได้ว่าพนักงานเครือถาวรฯ มีเงินเดือน สวัสดิการ เซอร์วิสชาร์จเทียบเท่าโรงแรมเชนต่างประเทศก็ว่าได้”

ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปี ที่ผู้บริหารหนุ่มคนนี้ทำงานหนัก ทำกำไรแตะ 500 ล้านบาทเป็นครั้งแรกตั้งแต่โรงแรมเครือถาวรฯ เปิดให้บริการ นับเป็นความภูมิใจที่เขาสามารถฟื้นฟูกิจการเครือถาวร โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท ให้กลับมาโดดเด่นเป็นอันดับต้นๆ ของภูเก็ตได้อีกครั้ง

“ตั้งแต่วันแรกที่กลับมา ผมทำงานแบบไม่มีวันหยุด สู้แบบหัวชนฝา เพราะธุรกิจนี้เป็นสิ่งที่ผมรัก ผมเห็นมันมาตั้งแต่เกิด จากที่ใกล้ตาย แต่ผมทำให้มันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ถ้าให้คะแนนตัวเองผมก็ให้ A ครับ เพราะว่าเราทำมาดีแล้ว ถูกทางแล้ว แต่การทำธุรกิจมันไม่มีจบมันต้องเดินต่อไปเรื่อยๆ จากนี้ผมก็ตั้งเป้าหมายว่าปีหน้าอยากทำผลกำไรทั้ง 3 โรงแรมในเครือรวมกันให้ได้ 600 ล้านบาท พัฒนาโรงแรมทั้งหมดให้เต็มศักยภาพ รวมไปถึงการพัฒนาอสังหาฯ ประเภทอื่นๆ ของครอบครัว อีกด้านหนึ่งคือ การสร้างทีมงานที่แข็งแกร่ง มีความพร้อมที่จะทำงานแทนเราได้ในทุกๆ จุด ซึ่งตอนนี้ก็ถือว่าโอเคในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าทีมแข็งแกร่งแล้วจะปล่อยวาง อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังต้องทุ่มเทให้เหมือนทำงานวันแรกอยู่ดี และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ”

ครบเครื่องทั้งความสามารถและรูปลักษณ์ แต่ขอบอกว่า ผู้บริหารหนุ่มวัย 28 ปีคนนี้ งานมาเป็นที่หนึ่ง ความรักมาเป็นที่สอง ทำให้ตอนนี้ยัง “โสดสนิท” แต่ถ้าสาวคนไหนยอมรับคนบ้างานอย่างเขาได้ ก็พร้อมจะเปิดใจเรียนรู้…เริ่ด สมชื่อใช่ไหมล่ะคะ!!!

‘เรือพระราชทานเวชพาหน์’มุ่งหน้าสู่สายธาร สืบสานพระราชปณิธาน ในหลวง รัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373180

‘เรือพระราชทานเวชพาหน์’มุ่งหน้าสู่สายธาร สืบสานพระราชปณิธาน ในหลวง รัชกาลที่ 9

‘เรือพระราชทานเวชพาหน์’มุ่งหน้าสู่สายธาร สืบสานพระราชปณิธาน ในหลวง รัชกาลที่ 9

วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งทรงดำรงตำแหน่งพระบรมราชูปถัมภกสภากาชาดไทย ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์แก่ราษฎรผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่แบ่งแยกชนชั้น วรรณะ อันได้แก่ “เรือพระราชทานเวชพาหน์”ที่เกิดจากสายพระเนตรอันยาวไกลและพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อราษฎรที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำ โดยเห็นว่าในหลายตำบลยังไม่มีทางหลวงเชื่อมต่อจังหวัด แม้จะสามารถเดินทางทางน้ำได้ก็ห่างไกลจากโรงพยาบาลประจำจังหวัดมาก ถ้าเจ็บป่วยต้องรักษาพยาบาลแผนโบราณซึ่งไม่ค่อยได้ผลในโรคหลายอย่าง จึงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บริษัท อู่เรือกรุงเทพฯ จำกัด ต่อเรือยนต์ขึ้นด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อให้สภากาชาดไทยใช้เป็นหน่วยแพทย์เคลื่อนที่รักษาพยาบาลทางน้ำ โดยพระราชทานชื่อว่า “เวชพาหน์” และเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีพระราชทานเรือ เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ.2498 ณ ท่าวาสุกรี กรุงเทพมหานคร โดยออกปฏิบัติงานครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 มกราคม-17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2498ที่จังหวัดนนทบุรี

ตราบจนปัจจุบันเป็นเวลาถึง 63 ปี ที่สภากาชาดไทย โดยสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ ได้สานต่อพระราชปณิธานนำเรือพระราชทานเวชพาหน์ออกปฏิบัติงานให้บริการตรวจรักษาประชาชนตามพระราชประสงค์ทุกประการ ดังข้อความที่เขียนติดไว้ด้านข้างเรือ ความว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเรือลำนี้ เมื่อ พ.ศ.2498เพื่อใช้บรรเทาทุกข์และรักษาประชาชน โดยไม่คิดมูลค่าใดๆทั้งสิ้น” โดยปีนี้ได้ทำพิธีปล่อยเรือพระราชทานเวชพาหน์ครั้งที่ 153 เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2561 ณ ท่าวาสุกรี และได้ออกปฏิบัติการตรวจรักษาโรคทั่วไป การฝังเข็มประยุกต์ ตรวจรักษาทางทันตกรรม รวมทั้งให้ความรู้ด้านสุขศึกษา การป้องกันโรค และมอบชุดของขวัญแก่ประชาชนในอำเภอบางบาล อำเภอพระนครศรีอยุธยา และอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในระหว่างวันที่ 1-5 ตุลาคม 2561

พญ.วรางคณา ทองคำใส ประธานโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เรือพระราชทานเวชพาหน์ สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “เวลาออกให้บริการจะมีชาวบ้านมารับบริการจำนวนมาก จนบางครั้งคนไข้อาจจะต้องรอนานๆ แต่เท่าที่เห็นส่วนใหญ่คือ พอคนไข้รู้ว่าเรือลำนี้เป็นเรือที่พระราชทานมาจากความห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ท่าน ชาวบ้านก็ออกมารอกันแต่เช้า และยินดีรอเพื่อที่จะได้รับการบริการรักษาจากเรือพระราชทานเวชพาหน์ลำนี้”

ยายละเอียด แย้มสูงเนิน อายุ 78 ปี ผู้มารับบริการ เปิดเผยว่า “รู้ข่าวจากผู้ใหญ่บ้านว่าเรือของสภากาชาดไทยจะมาที่วัดสีกุกก็ตั้งใจมาให้ได้ วันนี้ได้มีโอกาสมารับชุดของขวัญ ได้ตรวจโรคทั่วไป ได้รับยารักษาก็รู้สึกดีใจและภูมิใจที่ได้รับของจากสภากาชาดไทย แต่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับชุดของขวัญก็จะมาดูเรือ อยากมาเห็นเรือของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะคิดถึงพระองค์ท่าน”

ต่อจากนี้ สภากาชาดไทยจะยังคงนำเรือพระราชทานเวชพาหน์ออกปฏิบัติภารกิจบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือประชาชนริมฝั่งน้ำเพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ให้คงอยู่สืบไป

งานออกร้านภริยาทูต ชวนช็อปสินค้านานาชาติ 42 ประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373208

งานออกร้านภริยาทูต ชวนช็อปสินค้านานาชาติ 42 ประเทศ

งานออกร้านภริยาทูต ชวนช็อปสินค้านานาชาติ 42 ประเทศ

วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คณะภริยาทูตประจำประเทศไทย สมาคมไว ดับยู ซี เอ กรุงเทพฯ และศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จัดงานเทศกาลออกร้านนานาชาติครั้งใหญ่ที่สุด กับงาน 65th YWCA Diplomatic Charity Bazaar 2018 รวบรวมผลิตภัณฑ์ชั้นนำจาก 42 ประเทศทั่วโลก นำโดย สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย, เกาหลี, ญี่ปุ่น, เม็กซิโก,สวิตเซอร์แลนด์, เดนมาร์ก, เยอรมนี, เคนยา, โมร็อกโก, โปรตุเกส และนิวซีแลนด์ เป็นต้น มากกว่า 223 บูธ มาจำหน่ายในราคาพิเศษ รายได้จากการจำหน่ายสินค้าทั้งหมดมอบให้กับโครงการการกุศลต่างๆ ระหว่างวันที่ 15-18 พฤศจิกายน 2561 เต็มพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

งานแถลงข่าวครั้งนี้ นำโดย มาดามกราซิตา โตเลนติโน ภริยาเอกอัครราชทูตประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย ในฐานะประธานผู้จัดงาน ร่วมด้วย สุพัตรา จิราธิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สำนักนโยบายองค์การสัมพันธ์และภาพลักษณ์บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด, อุษณา สุคนธทรัพย์ นายกสมาคม YWCA ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับการจัดงาน พร้อมด้วยผู้แทนคณะภริยาทูตและคณะทำงาน เช่น มาดามแวลเลอรี รูเกเน ภริยาเอกอัครราชทูตเคนยา, มาดามสิริน อาร์ทิเนียน ภริยากงสุลกิตติมศักดิ์อาร์เมเนีย, มาดามโอลกา ทาพิโอลา ภริยาเอกอัครราชทูตคณะผู้แทนสหภาพยุโรป, มาดามโอลกา บาร์สคายา ภริยาเอกอัครราชทูตรัสเซีย และ โนรีรัตน์ นพรัตนราภรณ์ที่ปรึกษาฝ่ายจัดหาทุน สมาคม ไว ดับยู ซี เอ กรุงเทพฯ โดยมีเซเลบริตี้ อาทิ นาขวัญ รายนานนท์, ปัทมวดี เสนาณรงค์ และ พิชชุดา ทัพภะทัต ร่วมงาน

มาดามกราซิตา โตเลนติโน ประธานผู้จัดงาน YWCA กล่าวว่า “ในปีนี้เราจัดงานขึ้นเป็นครั้งที่ 65 มีสถานทูตใหม่เข้าร่วมอีก 4 สถานทูต คือ มาเลเซีย, เนเธอร์แลนด์, โปแลนด์ และสโลวาเกีย โดยได้รับความร่วมมือจากภริยาทูต 40 ประเทศ ที่มาร่วมออกร้านและมีผลิตภัณฑ์อาหารและของใช้นานาชนิดที่คุณภาพเยี่ยมจากประเทศต่างๆ พร้อมกันนี้ ยังมีเบเกอรี่จากสถานทูต, ร้านชั้นนำและโรงแรมชื่อดัง มาจำหน่ายในราคาย่อมเยาว์ภายในงาน ซึ่งล้วนแต่เป็นผลิตภัณฑ์เลื่องชื่อของแต่ละประเทศ”

อุษณา สุคนธทรัพย์ นายกสมาคมไว ดับยู ซี เอ กรุงเทพฯ กล่าวว่า “ปีที่ผ่านมาทางสมาคมฯ ได้นำรายได้จากการจำหน่ายสินค้าในงานมาช่วยเหลือเด็ก สตรี และผู้ด้อยโอกาสในประเทศไทยถึงกว่า 40 โครงการ อาทิ มอบเงินสนับสนุนและมอบกายอุปกรณ์ ให้กับสภากาชาดไทย, มูลนิธิชัยพัฒนา, มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยากยาก สภากาชาดไทย, โครงการสร้างโรงอาหารให้แก่โรงเรียนในชนบท, โครงการสร้างห้องน้ำแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมตามจังหวัดต่างๆ, โครงการสุขภาพชุมชนผู้ยากไร้และด้อยโอกาส, โครงการส่งเสริมคุณภาพชีวิต การศึกษา พัฒนาอาชีพ, โครงการช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ HIV ฯลฯ ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่เรายังส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยในต่างประเทศ จากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มที่ญี่ปุ่น, ไฟป่าที่กรีซ, แผ่นดินไหวและสึนามิที่อินโดนีเซีย อีกด้วย”

สุพัตรา จิราธิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักนโยบายองค์การสัมพันธ์และภาพลักษณ์บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า “เรายินดีที่จะให้การสนับสนุนพื้นที่ในการจัดงาน เพื่อให้ลูกค้ามาเลือกซื้อเป็นของขวัญมอบให้แก่เพื่อน ครอบครัว และคนพิเศษในช่วงเทศกาลแห่งความสุขและที่สำคัญรายได้จากการร่วมอุดหนุนสินค้าจะนำไปช่วยเหลือสนับสนุนโครงการต่างๆ ด้านสังคมสงเคราะห์ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของโรงเรียน ส่งเสริมสถานภาพเด็กและสตรี ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ซึ่งศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ใกล้ที่จะรีโนเวทเสร็จสมบูรณ์แล้ว จะทำให้เหล่านักช็อปเลือกซื้อของได้อย่างสะดวกสบายและไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น”

ขณะที่ จุ๊-นาขวัญ รายนานนท์ เผยว่า ตนผูกพันกับงาน YWCA มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะคุณพ่อคุณแม่ทำงานอยู่กระทรวงต่างประเทศตอนอยู่ที่อังกฤษเลยมีโอกาสหาสินค้าจากเมืองไทยไปจำหน่ายในงาน และเราสัมผัสได้ว่าลูกค้าที่มาช่วยอุดหนุนชอบและตื่นตาตื่นใจกับสินค้าจากเมืองไทยมากๆ เหมือนกับที่เราเห็นสินค้าจากหลากหลายประเทศที่มาร่วมออกบูธในงานแล้วรู้สึกตื่นเต้น และรู้ว่าเป็นโอกาสเดียวที่จะได้ซื้อของขวัญของใช้จากทั่วโลก วันนี้ที่มีโอกาสมาร่วมงาน เลยรู้สึกเหมือนกับบ้านเก่า และสนใจสินค้าจากประเทศอาร์เมเนียเป็นพิเศษ โดยส่วนตัวไม่เคยไป แต่รู้สึกผูกพันกับประเทศนี้จากการทำงานต่างๆ เลยได้มีโอกาสศึกษาและเห็นสินค้าจากอาร์เมเนียอยู่บ่อยๆ และการจัดงานช่วงปลายปีเป็นเวลาที่เพอร์เฟกท์มากๆ เพราะเป็นช่วงที่เรากำลังหาของขวัญสำหรับเทศกาลปลายปี เรียกว่ามางานเดียวได้ของฝากจากทั่วโลก และยังได้ร่วมทำบุญร่วมกันด้วย

ด้าน มะปราง-ปัทมวดี เสนาณรงค์ กล่าวว่า ปีที่แล้วได้ซื้อปลาแซลมอนจากบูธสถานทูตนอร์เวย์ไป 1 ตัว ซึ่งราคาดีมากๆ เพราะปกติเราสั่งทานในร้านอาหาร จานหนึ่งก็หลายร้อยบาทแล้ว และพวกของใช้ในบ้านที่บูธญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จะซื้ออยู่เป็นประจำ เพราะที่บ้านใช้กันอยู่แล้ว ที่สำคัญราคาดีกว่าในซูเปอร์มาร์เก็ตด้วย ผ้าพันคอและเสื้อจากตุรกี ซื้อหลายอย่างมาก และปีนี้ก็เช่นกัน 15-18 พฤศจิกายนนี้ ต้องห้ามพลาด เพราะนอกจากเราจะได้ของจากทั่วโลกแล้ว เรายังได้ร่วมทำบุญอีกด้วย