ฟิลิปส์ชวนดูแลหัวใจด้วยเมนูอร่อยสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373211

ฟิลิปส์ชวนดูแลหัวใจด้วยเมนูอร่อยสุขภาพดี

ฟิลิปส์ชวนดูแลหัวใจด้วยเมนูอร่อยสุขภาพดี

วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หัวใจ ถือเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย เพราะหัวใจทำหน้าที่ในการสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย จึงจำเป็นต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาแม้แต่เวลานอนหลับ แต่เพราะหัวใจเป็นอวัยวะที่อยู่ภายใน ทำให้หลายๆ คนหลงลืมที่จะดูแลหัวใจของตัวเองให้ดีและแข็งแรง

จากผลสำรวจขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าโรคหัวใจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลกในขณะที่ประเทศไทย โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจขาดเลือด 18,922 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คน โดยหนึ่งในสาเหตุที่สำคัญ เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง จึงก่อให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง ไขมันสูง น้ำตาลในเลือดสูงและเบาหวาน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

เพื่อเป็นการรณรงค์ให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพหัวใจ ฟิลิปส์ ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อการดูแลสุขภาพ จับมือกับสมาพันธ์หัวใจโลก (World Heart Federation : WHF) เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของโรคหัวใจและวิธีการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจอย่างถูกต้อง โดยวิธีการที่ดูแลสุขภาพหัวใจได้ดีที่สุด คือ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพราะอาหารเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเกิดโรคหัวใจ

นางสาวสิริวรรณ นิจกิจจาทร ผู้จัดการทั่วไปกลุ่มธุรกิจ Personal Health กล่าวว่า สาเหตุหลักของโรคหัวใจเกิดจากพฤติกรรมของคนในยุคปัจจุบันที่นิยมรับประทานอาหารสำเร็จรูป อาหาร Junk Food อาหารรสหวาน มัน เค็ม จัด หรืออาหารที่มีปริมาณแคลอรี่ ไขมัน น้ำตาล และเกลือสูง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดดังนั้น เราจึงควรเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคโดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารหวานมันเค็ม อาหาร แปรรูป และอาหารสำเร็จรูป และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

“ที่สำคัญการทำอาหารรับประทานเองที่บ้านจะสามารถควบคุมขั้นตอนการปรุงอาหารและปริมาณไขมันในอาหารให้น้อยลงได้ แต่ด้วยวิถีชีวิตคนเมืองในปัจจุบันที่เร่งรีบ บางคนอาจจะไม่มีเวลาในการปรุงอาหารเอง ฟิลิปส์ เราได้ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงได้นำเสนอนวัตกรรมเพื่อการดูแลสุขภาพ และยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบันด้วย อย่าง Philips Airfryer หม้อทอดไม่ใช้น้ำมัน สามารถทอดอาหารได้สุกกรอบนอกนุ่มใน นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดไขมันได้ถึง 80% เมื่อเทียบกับการทอดอาหารด้วยน้ำมันแบบเดิม ทำให้เรายังได้รับประทานอาหารอร่อย แต่ยังช่วยดูแลสุขภาพหัวใจไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ เรายังมีเครื่องปั่นน้ำผลไม้ Philips High Speed Blender เครื่องปั่นความเร็วสูง ที่ช่วยคงคุณค่าของสารอาหารที่อยู่ในผักผลไม้ ให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารดื่มน้ำผักผลไม้ที่อร่อยและดีต่อสุขภาพไปพร้อมๆ กัน”

นอกจากนี้ ฟิลิปส์ ยังพร้อมนำเสนอ 2 สูตรเมนูอาหารแสนอร่อย ที่ทำได้ง่ายๆและดีต่อสุขภาพหัวใจ มาแนะนำให้กับสายกินที่รักสุขภาพทุกคนได้ลองทำกัน เมนูที่ 1เปาะเปี๊ยะสดเวียดนามไส้หมูทอดซอสวาซาบิ วิธีทำง่ายๆ คือ ١.หมักเนื้อหมู ซอสหอยนางรม ซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย และพริกไทยป่นคลุกเคล้าให้เข้ากันพักไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง ٢.เรียงหมูลงในPhilips Airfryer หม้อทอดอากาศ ตั้งอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เวลา 5-7 นาที ٣.ผสมมายองเนสและวาซาบิคนให้เข้ากัน ٤.วางแผ่นเปาะเปี๊ยะญวนบนเขียง ใส่ผักกาดหอม ผักชีฝรั่ง ใบโหระพา ใบสะระแหน่ แครอต และหมูทอดด้านบน ม้วนห่อปิดด้านหัวท้ายให้แน่น ตัดชิ้นพอคำ เสิร์ฟพร้อมซอสวาซาบิในข้อ 3

เมนูที่ 2 น้ำปั่น Avocado Spinach Smoothie วิธีทำคือ ใส่ส่วนผสม ประกอบไปด้วย อะโวคาโดสุก ½ ลูกกล้วยน้ำว้าสุก 1 ลูก ผักบุ้ง วอเตอร์เครส ผักโขมไทย อย่างละ 10 กรัม น้ำเปล่า 100 มิลลิลิตร น้ำหวานดอกมะพร้าว ปรับรสตามชอบ (ใส่แต่น้อย) ลงในเครื่องปั่นน้ำผลไม้ PHILIPS ปั่นให้ละเอียดเทใส่แก้ว แล้วจัดเสิร์ฟ

เปิดร้านคริสปี้ ครีม สาขา 33

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373173

เปิดร้านคริสปี้ ครีม สาขา 33

เปิดร้านคริสปี้ ครีม สาขา 33

วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ บอสสาวแห่ง บริษัท เคดีเอ็น จำกัด เจ้าของโดนัทสูตรลิขสิทธิ์ คริสปี้ ครีมประเทศไทย ขยันขยายความอร่อยพร้อมกันถึง 2 สาขา เอาใจสาวกโดนัทพรีเมียมทั้งในและนอกเมือง สาขาที่ 32 ชั้น 1 โซน 3 หน้าศูนย์การค้า เดอะ แพลทินัม แฟชั่น มอลล์ เพิ่งเปิดไปเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ที่ผ่านมา ก็มาต่อด้วยสาขาที่ 33 ทันที ที่โซนดรอป ออฟ 2 เดอะเซอร์เคิล ราชพฤกษ์ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2561 เวลา 08.00 น. พร้อมโปรโมชั่นเด็ด สำหรับลูกค้า 100 คนแรกเหมือนเดิมทั้งสวย ทั้งเก่ง มือเฮงขนาดนี้ อีกไม่นานมีสาขาทั่วประเทศแน่นอน

คุณแหน : 29 ตุลาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373214

คุณแหน : 29 ตุลาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ll ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการแสดง “โขน” ซึ่งนับเป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาติขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเผยแพร่นาฏศิลป์ชั้นสูงอันเก่าแก่ของไทย อีกทั้งเพื่อให้คนรุ่นใหม่ร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไป เชิญชมการแสดงโขนรามเกียรติ์ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ประจำปี 2561 ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” เป็นวาระพิเศษฉลองครบรอบ1 ทศวรรษ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย  3 พ.ย.-5 ธ.ค. ซื้อบัตรได้ที่ไทยทิคเกตเมเจอร์…

ll พลโทสุพจน์-อัญชลี เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นประธานทอดกฐินสามัคคีเครือญาติราชสกุลเทพหัสดิน ณ อยุธยา 4 พ.ย. 10.00 น. วัดพะยอม อ.วังน้อย พระนครศรีอยุธยา…

ll สวดพระอภิธรรม รศ.กรรติกา (หัพนานนท์) ณ สงขลา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ มารดา ฐิติพร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, พัชรีภรณ์ วิกิตเศรษฐ์ ถึง 1 พ.ย. 19.00 น. ศาลาวรรณสุพิน วัดธาตุทอง พระอารามหลวง…

ll รศ.ดร.ประจักษ์ พุ่มวิเศษ อธิการบดี ม.หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ จัดงาน Open House ต้อนรับน้องๆ ม.ปลายเยี่ยมชม 13 คณะวิชา 13 พ.ย. 08.30-15.30 น. ที่ม.หัวเฉียวฯ บางพลี สมุทรปราการ…

ll ศิษย์เก่า นสพ.แนวหน้า ดร.กันทิมา กุญชร ณ อยุธยา, ณภัทร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม ดีใจที่ อ่อนอุษา ลำเลียงพล นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย ไปพูดเผยแพร่ให้นักลงทุนชาวต่างชาติฟังเรื่อง EEC ที่ UN เจนีวาเมื่อ 25 ต.ค. เวลา 13.00 น. Mezzannine area ช่วงรับอาหารกลางวัน…

ll ฝากแจ้งข่าวมายังลูกศิษย์ของพล.ต.หญิง ท่านผู้หญิงนิออน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา อายุ 93 ปีให้รีบหาเวลาและโอกาสไปเยี่ยมด่วน ขณะนี้ท่านเข้ารักษาอาการอยู่ที่ รพ.พระมงกุฎฯ…

ll สวด ประภาส กาญจนดุล สามี ม.ร.ว.ทิพยางค์ กาญจนดุล ศาลา 4วัดธาตุทอง ถึง 30 ต.ค. 19.00 น. แล้วบรรจุ…

ll สวด อรุณศรี รัชไชยบุญ มารดา จิตติ-จินตนา-ทวีรัชฎ์-วิศิษฐศักดิ์ รัชไชยบุญ, มณีกร ประกายเพ็ชรกุล 27ต.ค.-2 พ.ย. วัดเทพศิรินทร์ ศาลา15…

ll ชีวิตนี้เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและดูแลพระป่าสายปฏิบัติที่พักสงฆ์ กม.27 พหลโยธิน มูลนิธิหลวงปู่หลุย จันทสาโร พัชรินทร์ พูนศิริวงศ์เดินตามรอยบุญคุณพ่อคุณแม่ พล.อ.อ.โพยม-คุณหญิงสมควร เย็นสุดใจ วางมือจากธุรกิจร้านอาหารชื่อดังชั่วคราว เดินทางไปทอดกฐินที่อินเดีย 31 ต.ค.-5 พ.ย.หลังเสร็จจากเดินสายทอดกฐินกับหลวงพ่อทิวา ที่เขาใหญ่…ll

คุณแหน

สวารอฟสกี้ คอลเลคชั่นฤดูหนาว แรงบันดาลใจจากป่าเวทมนตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373218

สวารอฟสกี้ คอลเลคชั่นฤดูหนาว แรงบันดาลใจจากป่าเวทมนตร์

สวารอฟสกี้ คอลเลคชั่นฤดูหนาว แรงบันดาลใจจากป่าเวทมนตร์

วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ความงดงามของธรรมชาติ ยังคงเป็นแหล่งสร้างแรงบันดาลใจที่หลากหลายของสวารอฟสกี้ และคอลเลคชั่นฤดูหนาวปีนี้จะเต็มไปด้วยจินตนาการแฟนตาซี และประกายเจิดจรัสดุจรังสรรค์จากเทพนิยาย นาตาลี โคลินผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของสวารอฟสกี้ ได้นำคอนเซ็ปต์ “ป่าเวทมนตร์” มาเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างสรรค์คอลเลคชั่นที่ผสมผสานประกายงดงามเจิดจรัสเข้ากับงานฝีมืออันละเอียดประณีต เพื่อช่วยให้ผู้หญิงทั่วโลกส่องประกายเฉิดฉายในแบบของตัวเอง

นาตาลี โคลิน ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของสวารอฟสกี้ เผยว่า ฤดูหนาวปีนี้ เราจะเดินทางเข้าสู่ป่าคริสตัลแห่งเวทมนตร์ ซึ่งเป็นดินแดนมหัศจรรย์ที่เต็มไปด้วยอัญมณีและประกายงดงามจับตา พร้อมด้วยดีเอ็นเออันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสวารอฟสกี้ เหล่าผองเพื่อนสัตว์ป่า ไม่ว่าจะเป็นกระรอก สุนัขจิ้งจอก นกฮูก แมลง แมงมุม ผีเสื้อ รวมถึงดอกไม้และใบไม้ ต่างก็มอบอัตลักษณ์เฉพาะตัวที่ชัดเจน และเสน่ห์อันแปลกใหม่ให้แก่คอลเลคชั่นนี้

“ฉันได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์มาจากเครื่องประดับอัญมณีชั้นสูง รวมทั้งนำรายละเอียดน่ารักๆ ที่ให้ความรู้สึกสนุกสนานขี้เล่น มาผสมผสานกับดีไซน์ที่สวมใส่ได้ง่าย ตั้งแต่สไตล์ที่คลาสสิกเหนือกาลเวลา ไปจนถึงแฟชั่นล้ำสมัย และเครื่องประดับแบบเรียบง่ายไปจนถึงชิ้นสเตทเมนท์ที่โดดเด่น”

คอลเลคชั่นใหม่ของสวารอฟสกี้ เผยเสน่ห์ความหรูหราและความสง่างาม ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าคริสตัลสวารอฟสกี้ไม่ได้มีไว้สำหรับเฉพาะโอกาสพิเศษเท่านั้น คอลเลคชั่นเครื่องประดับกลุ่มใหม่อย่าง Magnetic จึงสามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์เฉพาะของแมลง แมลงเต่าทอง และสัตว์น้อยใหญ่มากมายในรูปแบบใหม่ๆ ที่งดงามจับตา ในรูปทรงที่โมเดิร์นล้ำสมัย เช่น ต่างหูแบบอสมมาตร ต่างหูแบบข้างเดียว เข็มกลัด สร้อยคอแบบเหลื่อมซ้อนหลายชั้น แหวนตรา และแหวนค็อกเทล ต่างก็ทอประกายเจิดจรัสด้วยเทคนิคการฝังคริสตัลแบบ Pointiage® เอกลักษณ์จากสวารอฟสกี้ ให้เป็นลวดลายละเอียดประณีต และมีการผสมโลหะหลากหลายโทนสีเข้าด้วยกัน

เครื่องประดับที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ จะยังคงเป็นเทรนด์หลักของฤดูกาล และลวดลายแบบต่างๆ ของฤดูกาลนี้จะมาพร้อมกับความหมายสุดพิเศษ เช่น ผีเสื้อเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงความหวัง และชีวิต แมงมุมเป็นสัญลักษณ์ของความลึกลับ พลังอำนาจและการเติบโต ส่วนแมลงปีกแข็งหรือด้วง สื่อถึงการเกิดใหม่และการเริ่มต้นใหม่

คนรักสัตว์ป่าทั้งหลายจะต้องถูกใจกับคอลเลคชั่น March ที่มาพร้อมดีไซน์รูปสุนัขจิ้งจอก นกฮูกและกระรอกแสนน่ารักน่าเอ็นดู นอกจากนี้ การผสมผสานโลหะโทนสีทอง รายละเอียดสวยหรูและคริสตัลสวารอฟสกี้ที่เจียระไนอย่างประณีตเข้าด้วยกัน ยังสร้างสมดุลที่ลงตัวระหว่างความอ่อนหวานและความโฉบเฉี่ยวอีกด้วย

ในคอลเลคชั่นฤดูหนาวนี้ประกอบด้วยชิ้นงานสวมใส่ง่ายสำหรับทุกวัน สามารถปรับเปลี่ยนและมิกซ์แอนด์แมทช์ได้หลากหลายแบบ เพื่อเปลี่ยนลุคธรรมดาให้เต็มไปด้วยความเจิดจรัสได้ในทันที เครื่องประดับกลุ่ม Timeless Vintage จากคริสตัลสวารอฟสกี้รูปทรงหยดน้ำโปร่งใส ให้ความรู้สึกอ่อนหวานและช่วยเติมประกายระยิบระยับให้ทุกๆ วัน นอกจากนี้ การนำแหวนหลายๆ วงจากคอลเลคชั่น Magnetized มาสวมเรียงซ้อนกัน ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยสร้างประกายเจิดจรัสโดดเด่นให้กับทุกลุค

ตามไปอัพเดทคอลเลคชั่นฤดูหนาว ได้ที่ สวารอฟสกี้ ทุกสาขา

ล่องเจ้าพระยาชมงานศิลปะแสดงสด ฝีแปรงศิลปินระดับโลก‘เกล บาร์เซโล’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373204

ล่องเจ้าพระยาชมงานศิลปะแสดงสด ฝีแปรงศิลปินระดับโลก‘เกล บาร์เซโล’

ล่องเจ้าพระยาชมงานศิลปะแสดงสด ฝีแปรงศิลปินระดับโลก‘เกล บาร์เซโล’

วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แสนสิริ พาคุณเข้าสู่ประสบการณ์งานศิลปะระดับเวิลด์คลาสที่หาชมได้ยากยิ่งกับการแสดงผลงานศิลปะแสดงสดร่วมสมัย(Live Art Performance) โดย มิเกล บาร์เซโล(Miquel Barceló) ศิลปินระดับโลกจากสเปน หลังจากที่ตระเวนจัดแสดงงานเฉพาะตามแลนด์มาร์กจุดสำคัญทั่วโลก และนี่คือครั้งแรกของเขากับการแสดงงานในประเทศไทยที่จะทำการสร้างสรรค์ผลงานแบบสดๆ กับภาพวาดที่มีชีวิตต่อหน้าผู้ชมในใจกลางแม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กของประเทศไทยในงาน “Sansiri presents Miquel Barceló : DESPINTURA FÒNICA” ระหว่างวันที่1-2 พฤศจิกายน 2561 ในคอนเซ็ปต์ “Live Painting Experiment with Music” เทคนิคการเพ้นท์ภาพแบบสดๆ บนผืนผ้าแคนวาสผลิตพิเศษขนาดยาวกว่า 20 เมตร ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เขาเคยจัดแสดงงานมา

มิเกล บาร์เซโล (Miquel Barceló) เป็นชาว Catalan (แคว้นปกครองอิสระในประเทศสเปน) เกิดเมื่อปี 1957 ที่ Felanitxบนเกาะ Mallorca เกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศสเปน โดยได้รับสายเลือดศิลปินแบบเต็มๆ มาจากแม่ที่เป็นจิตรกรวาดงานแลนด์สเคปแบบดั้งเดิมของท้องถิ่น จุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้เขาหลงใหลในงานเพ้นท์ภาพแบบอะวองการ์ด คือการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกไปยังปารีส ที่นั่นเขาได้พบกับผลงานภาพเขียนจากจิตใต้สำนึกแนวดิบๆ ของ Jean Dubuffet – Art Brut และ Art Informel ซึ่งทำให้เขามุ่งหน้าสู่เส้นทางศิลปะอย่างจริงจังด้วยการเข้าเรียนที่ Decorative Arts School ใน Palma de Mallorca และ The School of Fine Arts ในบาร์เซโลนาในช่วงปี 1975

หลังจากเรียนจบและกลับมาอยู่ที่บ้านเกิด เขาได้เข้าร่วมกับขบวนการอะวองการ์ดที่ชื่อว่า Taller Lunatic ผลงานของเขาเล่นกับงานเชิงคอนเซ็ปต์ชวลที่เข้าไปค้นหาเนื้อแท้และการเน่าเปื่อยของวัสดุ เช่น กล่องไม้หรือกล่องกระจกที่บรรจุอาหารและพืชพรรณและเฝ้ามองดูมันเสื่อมสลายลง ในปี 1981 เขาได้เข้าร่วมใน São Paulo Art Biennial หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้รับการขนานนามให้เป็นหนึ่งในศิลปินชั้นแนวหน้าของสเปนจากการที่ได้เป็นตัวแทนของสเปนในการจัดแสดงนิทรรศการ Documenta 7 ใน Kassel ประเทศเยอรมนีในช่วงปี 1982 ซึ่งเป็นงานแสดงศิลปะที่สำคัญที่สุดงานหนึ่งของศิลปะสมัยใหม่และศิลปะร่วมสมัยจัดขึ้นทุกๆ ห้าปี ซึ่งตลอดช่วงนั้นนับได้ว่าเขาคือส่วนหนึ่งของขบวนการ Neo-Expressionist และได้เดินสายแสดงงานในหลากหลายประเทศ

แนวคิดการทำงานของเขาเปลี่ยนไปอีกครั้งจากประสบการณ์ที่พบเจอ เขาเลือกที่จะตัดเรื่องเล่าต่างๆออกจากภาพวาด และเริ่มเดินทางต่อไปใช้ชีวิตในประเทศต่างๆ ตามวิสัยของศิลปินผู้ไม่ชอบหยุดอยู่กับที่ เช่นเดียวกับผลงานศิลปะของเขาซึ่งสื่อสารผ่านสื่อกลางหลายแบบทั้งภาพวาดบนกระดาษ เซรามิก และทองแดง แล้วยังทำการทดลองผลงานเพ้นท์บนวัสดุต่างๆ ต่อไปไม่มีหยุด ร่วมไปกับธีมของการวาดงานที่เข้าใกล้กับสัมผัสความงามตามธรรมชาติของโลกและเอฟเฟกท์จากแสงที่สร้างมุมมองที่แตกต่างในสถานที่เดิม

ภาพวาดของเขาถูกขยายออกจากสเกลที่เพียงแค่อยู่บนผืนผ้าใบหรือกระดาษ สู่อาคาร สถานที่ และเทศกาลต่างๆ ในสเกลใหญ่แบบโอเวอร์ไซส์ ตัวอย่างเช่น งานศิลปะในองค์การสหประชาชาติในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งประกอบด้วยงานประติมากรรมขนาดยักษ์ที่ติดตั้งในฝ้าโดมภายในห้องประชุมบนพื้นที่ 1,500 ตารางเมตร ราวกับเป็นหินย้อยหลากสีที่หยดลงมาจากฝ้าเพดาน ซึ่งต้องใช้สีถึง 100 ตันเพื่อสร้างผลงานชิ้นนี้ พ่นด้วยสีเทาอมฟ้าซึ่งช่วยสร้างมุมมองรูปแบบใหม่ และในบางมุมท้องฟ้านี้ก็เป็นฉากหลังให้กับงานอินสตอลเลชั่นที่ฉาบแสงสีรุ้งออกมาผลงานทั้งหมดแสดงถึงมุมมองต่อประเด็นบนพื้นที่การประชุมของ UN ซึ่งสื่อถือการที่ควรพิจารณาจากหลายๆ มุมมองที่แตกต่างกัน ผลงานชิ้นนี้ของเขามีมูลค่ากว่า 23 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 800 ล้านบาท)

ปัจจุบัน บาร์เซโล ยังคงตระเวนจัดแสดงผลงานกลุ่มและเดี่ยวในพิพิธภัณฑ์และเทศกาลต่างๆ ทั่วโลกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะพื้นที่แลนด์มาร์กสำคัญๆ ของโลก ผลงานของเขายังถูกรวมอยู่ในหอศิลป์ระดับโลกที่มีชื่อเสียงมากที่สุด เช่นGalerie Bruno Bischofberger และ Leo Castelli รวมทั้งภาพวาดของเขาที่ถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ในกรุงปารีสเมื่อปี 2004 นับว่าเป็นศิลปินอายุน้อยที่สุดที่ได้จัดแสดงงานที่นี่ บาร์เซโล ยังถือว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดศิลปินของโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยได้รับเกียรติไปแสดงผลงาน ณ ศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมเซนเตอร์ปอมปิดู (Center Pompidou) กรุงปารีส ในปี 1996

สำหรับงาน “Sansiri presents Miquel Barceló : DESPINTURA FÒNICA” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Live Painting Experiment with Music” มิเกล บาร์เซโล จะมาเนรมิตงานจิตรกรรมที่มีชีวิตแบบเพอร์ฟอร์แมนซ์อาร์ตบนผืนผ้าแคนวาสผลิตพิเศษขนาดยาวกว่า 20 เมตรต่อหน้าผู้ชม ด้วยเทคนิคน้ำหมึกพิเศษที่ปรากฏสีขึ้นจากการสัมผัสบนเท็กซ์เจอร์ของผ้าเส้นสายที่ค่อยๆ เกิดขึ้นจากเทคนิคเฉพาะตัวศิลปินที่สะบัดฝีแปรงจากอุปกรณ์การเพ้นท์หลากหลายรูปทรงภาพวาดจะปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามจินตนาการของศิลปิน และสภาพอากาศขณะแสดง ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด สายลมที่จะทำให้มุมมองของภาพเปลี่ยน ทำให้ผู้ชมได้รู้สึกเดินทางร่วมไปกับจินตนาการของศิลปินแบบเต็มๆเมื่อจบการแสดงภาพทั้งหมดก็จะเลือนหายไปสะท้อนให้เห็นถึงสัจธรรมของทุกสิ่งที่เริ่มต้นจากความเรียบง่ายและกลับคืนไปสู่ความเรียบง่ายว่างเปล่าเหมือนเช่นเดิม เพื่อให้ผู้ชมทุกคนกลับไปพร้อมกับความทรงจำที่ดี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในคอนเซ็ปต์ของการแสดงงานด้วยเทคนิคที่โดดเด่นเฉพาะตัวและไม่เหมือนใคร

ผู้สนใจร่วมชมงานบนเรือ ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 อัพเดทรายละเอียดของงานพร้อมกับลงทะเบียนร่วมงานได้ที่ www.facebook.com/sansirifamily และชมนิทรรศการเกี่ยวกับศิลปินและผลงานของเขาทั่วโลกได้ที่ท่าเรือธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย

รณรงค์ลดเสี่ยงกระดูกหักซํ้าในผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373210

รณรงค์ลดเสี่ยงกระดูกหักซํ้าในผู้สูงอายุ

รณรงค์ลดเสี่ยงกระดูกหักซํ้าในผู้สูงอายุ

วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เนื่องใน “วันกระดูกพรุนโลก” เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2561 ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท แอมเจน (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน “Special talk with experts” at Technology Pavilion” เพื่อให้ความรู้ ลดความเสี่ยงการเกิดกระดูกหักซ้ำในผู้สูงอายุ โดยงานประชุมได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์อารี ตนาวลี ประธานราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย, รองศาสตราจารย์ นายแพทย์พงศ์ศักดิ์ยุกตะนันทน์ ประธานอนุสาขาเมตาบอลิกและผู้สูงอายุ (MBOG), รองศาสตราจารย์นายแพทย์สัตยา โรจนเสถียร ว่าที่ประธานอนุสาขาเมตาบอลิก และผู้สูงอายุ, ศาสตราจารย์ พ.อ.(พิเศษ) ดร.นายแพทย์ทวี ทรงพัฒนาศิลป์ ประธานมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน

ศาสตราจารย์ นายแพทย์อารี ตนาวลี ประธานราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า เนื่องจากราชวิทยาลัยฯ ให้ความสนใจเรื่องกระดูกหักในผู้สูงวัยจากโรคกระดูกพรุนค่อนข้างมาก จากสถานการณ์ผู้สูงวัยในประเทศไทย หลายหน่วยงานจึงร่วมกันรณรงค์ เพราะหากไม่ได้รับการรักษาในแนวทางที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่การเสียชีวิต ประมาณ 20-25% ในปีแรก และคนไข้บางรายไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติได้ ซึ่งทางราชวิทยาลัยฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของอันตรายจากภาวะดังกล่าวแพทย์ออร์โธปิดิกส์จึงได้ร่วมมือกันในการให้ความสำคัญ ดูแลผู้ป่วยกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการหักซ้ำของกระดูก

“กระดูกหักในผู้ป่วยที่มีกระดูกพรุน พบได้บ่อยกว่าที่คิด ทุกๆ 3 วินาทีจะมีกระดูกหักใหม่เกิดขึ้น ประชากรทั่วโลกมีสตรีที่เป็นโรคกระดูกพรุนประมาณ 200 ล้านคน ข้อมูลในประเทศไทย 1 ใน 5ของผู้หญิงอายุ 40-80 ปี เป็นโรคกระดูกพรุน ตำแหน่งที่พบบ่อยจากการหกล้ม คือกระดูกสะโพก และกระดูกข้อมือ ส่วนกระดูกสันหลังหักอาจพบโดยเกิดกระดูกยุบตัว จากอุบัติเหตุหรือเกิดขึ้นเอง และหากภาวะกระดูกพรุนไม่ถูกควบคุมดีพอก็อาจเกิดการหักซ้ำได้ในส่วนอื่นๆ โดยราชวิทยาลัยฯ ได้ดำเนินการรณรงค์ให้บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไปตระหนักถึงภาวะกระดูกพรุนและจะนำเดินต่อไปให้เป็นวงกว้างมากขึ้น”

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สัตยา โรจนเสถียร ว่าที่ประธานอนุสาขาเมตาบอลิกและผู้สูงอายุ กล่าวว่า โรคกระดูกพรุนคือโรคที่คนไข้มีมวลกระดูกต่ำ โครงสร้างกระดูกเสื่อมโทรมและกระดูกหักง่ายแม้เพียงการล้มเบาๆ ผลกระทบสำคัญของโรคกระดูกพรุนคือกระดูกหักในตำแหน่งต่างๆ ของร่างกาย เช่น กระดูกข้อมือหัก กระดูกสันหลังหัก กระดูกสะโพกหัก กระดูกต้นแขนหัก กระดูกเชิงกรานหัก การมีกระดูกหักในตำแหน่งต่างๆ เหล่านี้จะทำให้คุณภาพชีวิตลดลง คนไข้มีความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันด้อยลง และมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเร็วกว่าเวลาอันสมควร คนไข้ที่เคยมีกระดูกหักจากภยันตรายที่ไม่ร้ายแรง เป็นสัญญาณเตือนว่าคุณภาพกระดูกไม่ดีและเป็นโรคกระดูกพรุน คนไข้เหล่านี้มีโอกาสเกิดกระดูกหักซ้ำได้มากกว่าประชากรทั่วไปหลายเท่า การป้องกันก่อนกระดูกหักจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันการป้องกันมีให้กระดูกหักซ้ำในผู้ป่วยซึ่งเคยมีกระดูกหักมาแล้วยิ่งมีความสำคัญอย่างมาก มีข้อมูลแสดงว่า ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ไม่ได้รับยารักษาโรคกระดูกพรุนมีอัตราตายมากกว่ากลุ่มที่ได้รับยาถึงสองเท่า

ด้าน รองศาสตราจารย์ นายแพทย์พงศ์ศักดิ์ ยุกตะนันทน์ ประธานอนุสาขาเมตาบอลิกและผู้สูงอายุ กล่าวว่า การรักษาโรคกระดูกพรุนไม่ยาก เริ่มต้นจากการวินิจฉัยในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีประวัติกระดูกหัก หรือกระดูกสันหลังยุบ, คนไข้ที่หมดประจำเดือนเร็ว,ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี และน้ำหนักน้อยกว่า 45 กิโลกรัม ส่งตรวจค่ามวลกระดูก และตรวจเลือดเพิ่มเติม เมื่อวินิจฉัยเป็นโรคกระดูกพรุนแล้ว จึงเลือกใช้ยาตามข้อบ่งชี้ ยามี 2 กลุ่มหลักๆ คือ ยาต้านการสลายกระดูก และยากระตุ้นการสร้างกระดูก ซึ่งควรพิจารณาเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายในระยะเวลาที่เหมาะสม สุดท้ายคือ ติดตามผล โดยตรวจวัดมวลกระดูก ทุก 1-2 ปี

ศาสตราจารย์ พ.อ.(พิเศษ) ดร.นายแพทย์ทวี ทรงพัฒนาศิลป์ ประธานมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย กล่าวว่าบทบาทของมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยฯ (TOPF) ในการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน แบ่งเป็น 2 แนวทางใหญ่ๆ ประกอบด้วย1) การให้ความรู้กับแพทย์ในสาขาต่างๆ และบุคลากรทางการแพทย์ ให้เกิดความเข้าใจ สามารถวินิจฉัย และให้การรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยเหล่านี้ได้ เครือข่ายต่างๆ ภายให้มูลนิธิ ได้มีการให้ความรู้แก่ประชาชน ในการดูแลสุขภาพกระดูกการกินอาหาร และการออกกำลังกายที่ถูกต้อง รวมถึงการจัดอบรมแก่ อสส.อสม. และประชาชนทั่วไป รวมทั้งผู้สูงวัย ที่จะได้มีความรู้ สามารถดูแลกระดูกของตนเอง ญาติพี่น้อง คนในหมู่บ้าน ในตำบล ได้ถูกต้อง

บีชู รันเวย์ อัพเดท 4 เทรนด์มาแรงประจำปี 2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373205

บีชู รันเวย์ อัพเดท 4 เทรนด์มาแรงประจำปี 2019

บีชู รันเวย์ อัพเดท 4 เทรนด์มาแรงประจำปี 2019

วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รู้ก่อน…ไม่มีเอาท์! สำหรับเหล่าแฟชั่นนิสต้าที่ต้องการอัพเดทเทรนด์ปีหน้าก่อนใคร ศิตา ชุติภาวรกานต์ กรรมการบริหาร บริษัท บีชู กรุ๊ป จำกัด กูรูสาวด้านแฟชั่นผู้ก่อตั้ง บีชู รันเวย์ (Bchurunway) แหล่งรวมแบรนด์แฟชั่นชั้นนำกว่า 150 แบรนด์จากทั่วทุกมุมโลก ได้เผยถึงเทรนด์มาแรงประจำปี 2019 โดยมี เหล่าเซเลบริตี้สาวแฟชั่นนิสต้า ม.ร.ว.แม้นนฤมาส ยุคล, เขริกา โชติวิจิตร และ หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยามาร่วมอัพเดทเทรนด์ ณ ร้านบีชู รันเวย์

ศิตา ชุติภาวรกานต์ กรรมการบริหาร บริษัท บีชู กรุ๊ป จำกัด บอกว่า เทรนด์มาแรงประจำปี 2019 นี้ ได้ถูกแบ่งออกเป็น 4 เทรนด์หลักด้วยกัน เริ่มจาก แอนนิมอล พริ๊นท์ (Animal Print) ลวดลายสิงสาราสัตว์จะยังคงอยู่ในปีนี้ โดยเฉพาะลายเสือที่มักถูกหยิบขึ้นมารังสรรค์ในเสื้อผ้าที่มีสไตล์ต่างกัน แต่สำหรับช่วงซัมเมอร์ของเมืองไทย อาจจะเลือกดีไซน์ที่สวมใส่ง่ายอย่างชุดเดรสของ ชีค (SHEIKE) เดรสขาวผ้าพลิ้วพิมพ์ลายเสือสีเทาที่ไล่ระดับสีจากเข้มไปอ่อน ให้กลิ่นอายของความเป็นซาฟารีอย่างลงตัว เทรนด์ต่อมา บลัด คัลเลอร์ (Bold Colors) เพิ่มความมีชีวิตชีวาด้วยโทนสีที่สดใสที่หลายคนจะหันมาสนุกกับการแต่งตัวเน้นโทนสีมากขึ้น โดยความสนุกจะอยู่ที่การแมทช์คู่สีให้เข้ากัน ส่วนเฉดสีที่ยังมาแรงในช่วงซัมเมอร์ 2019 จะเป็นสีชมพูกับสีเหลืองในโทนตุ่นๆ อย่างสีชมพูบนชุดเดรสเข้ารูปและเทรนช์โค้ทของแบรนด์ เบค แอนด์ บริต (Bec & Bridge) หรือสีเหลืองตุ่นแบบกางเกงขายาวของ พุช บัตทอน(PUSH BUTTON) ก็ยังเป็นชิ้นที่ใส่ได้ไม่มีเอาท์

ต่อมาที่เทรนด์ เมทัลลิก (Metallic) สีเมทัลลิก งานเลื่อม งานกลิตเตอร์ หรือสีเงินสะท้อนแสงต่างๆ จะช่วยทำให้การแต่งตัวดูสนุกขึ้น ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเป็นเสื้อผ้าสีเมทัลลิกเสมอไป อาจจะเลือกแมทช์กับเครื่องประดับ รองเท้า หรือกระเป๋าคาดเอว (Fanny Pack) ก็จะช่วยเสริมลุคให้ดูโดดเด่นขึ้นได้ และสุดท้าย เลเยอร์ แมทช์ชิ่ง (Layered Matching)เทรนด์มิกซ์แอนด์แมทช์ยังคงมีอยู่ในทุกซีซั่นอย่างแฟชั่นการแมทช์เดรสกับเสื้อแขนยาวตัวในก็จะยังคงอยู่ แต่อาจเพิ่มความสนุกด้วยการเลือกเนื้อผ้าที่มีเท็กซ์เจอร์หลากหลายขึ้น อย่างเดรสยาวสีชมพูที่ปักประดับเลื่อมจาก ทรี ฟลอร์ (Three Floor) หรือกระโปรงของ พุช บัตทอน (PUSH BUTTON) ที่ตัดเย็บจากผ้าพลาสติกสีขาวเข้ากับผ้าลูกไม้ได้อย่างลงตัว

“ปีหน้าคนจะแต่งตัวกันสนุกขึ้น มีความกล้าที่จะแมทช์กันมากขึ้น อย่างผู้หญิงทำงานที่ปกติต้องแต่งสไตล์แคชชวลก็อาจจะหยิบกระโปรงยาวคลุมเข่า ที่มีความโดดเด่นด้านดีไซน์หรือเท็กซ์เจอร์ของเนื้อผ้าแมทช์กับเสื้อครอป แล้วทับด้วยแจ๊กเกตทรงโอเวอร์ไซส์ลายตาราง ก็จะได้ลุคทำงานที่แฝงความเซ็กซี่ไว้นิดๆ สำหรับสาวหวานที่ชื่นชอบการใส่สีชมพูก็อาจจะใส่เป็นเดรสเข้ารูปแล้วทับด้วยเทรนช์โค้ทสีชมพูอ่อนเพราะโค้ทจะช่วยทำให้ลุคดูไม่หวานเลี่ยนจนเกินไปแล้วเพิ่มความโดดเด่นด้วยเครื่องประดับสีเงินสะท้อนแสง หรืออาจใส่เป็นแม็กซี่เดรสลายพิมพ์แล้วเพิ่มความทะมัดทะแมงด้วยผ้าโอบิคาดเอวลุคนี้ถ้าใส่กับรองเท้าส้นสูงเปลือยหน้าเท้าก็จะยังดูเฟมินีนอยู่ แต่ถ้าใส่กับบู๊ทหนังสั้นก็จะลุคที่ดูโก้และเท่ขึ้น” กูรูแฟชั่นแห่ง บีชู รันเวย์ แนะทริคการมิกซ์แอนด์แมทช์

ด้านเหล่าเซเลบริตี้แฟชั่นนิสต้าสาว ต่างร่วมเผยถึงสไตล์การแต่งตัว และเคล็ดลับการเลือกเสื้อผ้าที่ช่วยเสริมจุดเด่น และปกปิดส่วนที่ไม่มั่นใจ เริ่มจากสาวผิวสีน้ำผึ้ง ม.ร.ว.แม้นนฤมาส ยุคล เผยว่า “ปกติเป็นคนแต่งตัวตามแฟชั่นบ้าง เพราะชอบลองอะไรใหม่ๆ ถ้าช่วงแฟชั่นวีคก็จะตามดูในโซเชียลตลอด แต่ก็จะเลือกชิ้นที่เหมาะกับตัวเองเพราะเป็นคนชอบเสื้อผ้าที่คลาสสิกใส่ได้บ่อย อย่างแจ๊กเกตลายตารางที่นิยมในปีนี้ก็เป็นชิ้นที่หยิบมาใส่ประจำ เพราะบางทีก็ใส่เป็นเดรสหวานๆ ตัวใน แล้วเบรกความหวานด้วยแจ๊กเกตเท่ๆ ซึ่งเวลาแต่งตัวถ้าชอบอะไรก็ลองใส่เลย แล้วดูว่าเหมาะกับตัวเองไหม ชอบตัวเองในชุดนี้ไหมแค่นั้นพอไม่ต้องกังวลเรื่องรูปร่างหรือเรื่องสีผิว ถ้าเรามั่นใจใส่อะไรก็สวย”

ต่อมาที่สาวสังคม เขริกา โชติวิจิตร เล่าว่า “เป็นหนึ่งคนที่อัพเดทเทรนด์แฟชั่นค่อนข้างบ่อย ส่วนใหญ่เวลาเดินทางไปต่างประเทศก็มักจะไปอัพเดทเทรนด์ตามแหล่งแฟชั่นต่างๆ ส่วนการแต่งตัวปกติจะชอบแนวมิกซ์แอนด์แมทช์ ซึ่งจะเน้นคุมโทนเรื่องสีเพราะนอกจากจะทำให้ดูเด่นแล้วยังถ่ายรูปสวยอีกด้วย แต่ส่วนใหญ่จะเลือกชุดที่เข้ารูปเพราะเป็นคนตัวเล็ก ถ้าใส่ทรงโคร่งๆ จะทำให้ตัวใหญ่เกินจริง และขาดไม่ได้เลยคือเครื่องประดับเพราะช่วยเติมเต็มลุคให้เรามั่นใจมากขึ้น”

ปิดท้ายที่สาวหน้าหวาน หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา เผยว่า “ส่วนใหญ่จะเน้นแต่งตัวตามโทนสีเบสิค ขาว เทา ดำ เบส เพราะเป็นสีที่แต่งง่ายใส่ได้หลายโอกาส ส่วนใหญ่จะชอบใส่เป็นเดรสยาวไปเลย เพราะเป็นคนตัวเล็กที่ช่วงบนจะเล็กกว่าช่วงล่าง ก็เลยจะชอบใส่ชิ้นที่อำพรางช่วงต้นขาลงไป และเปิดช่วงแขนหรือแผ่นหลังแทนจะทำให้มั่นใจมากกว่า แต่เดรสที่ใส่ก็จะเลือกทั้งแบบที่เป็นสีพื้นหรือไม่ก็ลายพิมพ์ก็จะดูตามนิตยสารหรือโซเชียล อัพเดทเทรนด์ว่าช่วงนี้อะไรกำลังนิยม”

อัพเดทเทรนด์ก่อนใครได้แล้ววันนี้กับ “บีชู รันเวย์” (Bchurunway)ทาง http://www.bchurunway.com, Application: Bchu Runway, Facebook Fanpage :bchurunway, Instagram : bchurunway และโชว์รูมทองหล่อ ซอย 20 โดยทางร้านจะมีบริการ Personal Stylist ที่จะเข้ามาช่วยสร้างสรรค์ลุคสวยแบบมืออาชีพ

มะเร็งเต้านม พบเร็ว รักษาเร็ว หายขาดได้ รณรงค์หญิงไทยหมั่นตรวจเช็คเต้านมตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373213

มะเร็งเต้านม พบเร็ว รักษาเร็ว หายขาดได้ รณรงค์หญิงไทยหมั่นตรวจเช็คเต้านมตัวเอง

มะเร็งเต้านม พบเร็ว รักษาเร็ว หายขาดได้ รณรงค์หญิงไทยหมั่นตรวจเช็คเต้านมตัวเอง

วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นเดือนรณรงค์ต่อต้านโรคมะเร็งเต้านมที่ถือได้ว่าเป็นมะเร็งร้ายอันดับ 1 ของผู้หญิงทั่วโลก ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อเต้านมเจริญเติบโตผิดปกติ และร่างกายไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตที่ผิดปกตินั้นได้ ทําให้เซลล์เหล่านั้นกลายเป็นเซลล์มะเร็งและโตอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลทางสถิติที่ผ่านมาพบว่า จำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นของทั่วโลกและในประเทศไทย แม้จะมีการรณรงค์ให้ผู้คนตระหนักรู้ถึงโรคมะเร็งเต้านมอย่างต่อเนื่องก็ตามแต่ก็ยังคงมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น เพราะขาดความรู้แนวทางการป้องกันที่จะช่วยให้ลดอัตราของโรคนี้ได้

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ศุภกร โรจนนินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เต้านมโรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวว่า มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้หญิงเป็นอันดับ 1 ในประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิงไทย จากเดิมที่พบมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็งปากมดลูก และมีแนวโน้มว่าจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในอนาคต โรคมะเร็งเต้านมไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่มีปัจจัยหนุนคือ ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อเต้านมจนเจริญเติบโตผิดปกติและร่างกายไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตที่ผิดปกตินั้นได้ ทำให้เซลล์เหล่านั้นกลายเป็นเซลล์มะเร็งและโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจแพร่กระจายออกไปยังอวัยวะอื่นๆ

ความจริงแล้วมะเร็งเต้านมมีหลายชนิดแต่ที่พบบ่อยที่สุดคือชนิดที่เกิดจากท่อน้ำนมเมื่อเซลล์มะเร็งแบ่งตัวจนทะลุเนื้อเยื่อของท่อน้ำนมเข้าไปถึงท่อน้ำเหลืองหรือเส้นเลือด ก็จะแพร่กระจายไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น กระดูก ตับ ปอด หรือสมอง ซึ่งโรคมะเร็งเต้านมเริ่มแรกจะไม่แสดงอาการ ไม่เจ็บ ไม่ปวด มีเพียงก้อนเนื้อให้สัมผัสได้แต่ไม่รู้สึก หลายคนจึงละเลยจนเข้าสู่ระยะลุกลามปล่อยทิ้งไว้จนเกิดอาการที่ตามมา เช่น เต้านมบวมผิดปกติ แตก เน่า เป็นแผล แล้วค่อยไปพบแพทย์ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้แล้ว โดยอายุเฉลี่ยของคนไข้ที่พบมะเร็งเต้านมคือ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งจริงๆ แล้วเซลล์มะเร็งอาจจะก่อตัวก่อนหน้านั้น แต่เพิ่งมาตรวจพบในช่วงวัยดังกล่าว เพราะมะเร็งเต้านมค่อนข้างโตช้า กว่าจะโตจากขนาด 1 เซนติเมตรไปสู่ 2 เซนติเมตรต้องใช้เวลาประมาณ 90-180 วัน กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมคือ บุคคลที่มีญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็งเต้านมเกินสองคนขึ้นไป เช่น แม่ พี่สาว หรือน้องสาว คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นถึงสิบเท่าและมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเร็วขึ้น ดังนั้น จึงต้องตรวจหาความผิดปกติด้วยตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงการตรวจด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ (digital mammogram and ultrasound)

นายแพทย์สาธิต ศรีมันทยามาศ แพทย์ศัลยกรรมมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวเพิ่มเติมว่า มะเร็งเต้านม เป็นเซลล์มะเร็งที่เกิดกับอวัยวะภายนอก สามารถคลำหาได้ด้วยมือ ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมเกินกว่าร้อยละ 85 จึงมักจะมาพบแพทย์หลังจากคลำพบก้อนที่เต้านมโดยระยะของมะเร็งเต้านม แบ่งออกเป็นระยะ 0 ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นของเซลล์มะเร็ง ยังไม่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อของเต้านมและสามารถรักษาหายได้ ระยะที่ 1 ก้อนมะเร็งมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตรและยังไม่ลุกลามถึงต่อมน้ำเหลือง ระยะที่ 2 ก้อนมะเร็งมีขนาดระหว่าง 2-5 เซนติเมตรและเริ่มลุกลามไปสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น ระยะที่ 3 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร ลุกลามเข้าไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แล้วแต่ก็ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น และระยะที่ 4 มะเร็งได้แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะที่ 0 ซึ่งยังไม่มีก้อนมะเร็งจะสามารถรักษาให้หายได้ แต่หากพบก้อนมะเร็งที่ขนาดไม่ถึง 1 เซนติเมตร เปอร์เซ็นต์การรักษาหายจะลดลงเหลือร้อยละ 98 และถ้าเข้าสู่ระยะที่ 1 ที่ก้อนมะเร็งมีขนาด 1-2 เซนติเมตรแล้ว โอกาสหายเหลือเพียง 80 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ยิ่งก้อนมะเร็งใหญ่ขึ้นโอกาสที่เซลล์มะเร็งจะลุกลามไปยังอวัยวะอื่นยิ่งมีมากขึ้น ดังนั้นยิ่งตรวจพบเร็วยิ่งมีโอกาสหายได้มากกว่า วิธีที่จะช่วยให้พบเซลล์มะเร็งได้เร็วคือ การตรวจด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ (digital mammogram and ultrasound) ซึ่งสามารถหาเซลล์ที่ผิดปกติได้ตั้งแต่ขนาดเล็กในระดับมิลลิเมตร เมื่อพบบริเวณก้อนเนื้อต้องสงสัยแล้วตรวจเพิ่มเติมด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ ร่วมกับการตรวจชิ้นเนื้อ ก็จะวินิจฉัยได้ว่าก้อนเนื้อนั้นเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่ การตรวจด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมเป็นเทคโนโลยีการตรวจทางรังสีชนิดพิเศษ มีประสิทธิภาพสูงในการตรวจหาความผิดปกติของเต้านมแม้เพียงขนาดเล็กระดับมิลลิเมตร โดยปกติจะใช้เวลาตรวจ 5-10 นาที

โดยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมจะกดเต้านมไว้ประมาณ 5 วินาที ภาพที่ได้จากการตรวจมีความละเอียดและความคมชัดสูง ช่วยแพทย์สามารถวินิจฉัยได้อย่างชัดเจน

การตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก (ระยะที่ยังไม่ลุกลาม) สามารถเลือกได้ว่าจะผ่าตัดเฉพาะจุดที่เป็นมะเร็ง (ผ่าตัดแบบสงวนเต้าหรือตัดเฉพาะบางส่วน) หรือเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ถ้าเลือกการผ่าตัดแบบสงวนเต้าต้องทำควบคู่กับการฉายรังสีรักษาเต้านมที่เหลือ แต่ถ้าเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ก็ไม่จำเป็นต้องรับการฉายรังสีรักษาหลังรับการผ่าตัด ซึ่งทั้งสองวิธีให้ผลการรักษาที่เหมือนกันคือ ผู้ป่วยมีโอกาสจะหายจากมะเร็งได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ต้องให้เคมีบำบัด แต่หากพบมะเร็งเต้านมในระยะที่ใหญ่ขึ้นคือ ตั้งแต่ระยะที่ 1 ตอนปลายเป็นต้นไป (มะเร็งระยะแพร่กระจาย) ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ทั้งยังต้องรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดและฮอร์โมน เพื่อลดโอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำ ทั้งนี้ การทำให้เต้านมกลับสู่รูปร่างเดิมหรือใกล้เคียง ด้วยการเสริมซิลิโคนหรือใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นมาสร้างเป็นเต้านมใหม่ เพื่อคนไข้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นใจ

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ศุภกร โรจนนินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยเสี่ยงสําคัญนอกเหนือจากการมีญาติสายตรงใกล้ชิดเป็นโรคมะเร็งเต้านมแล้ว การมีการกลายพันธุ์ของยีน ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมในครอบครัว ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งเช่นกัน ยีน BRCA เป็นชื่อของยีนที่ทําหน้าที่ควบคุมการเจริญของเซลล์ (Tumor suppressor gene) มี 2 ชนิด คือ BRCA1 และ BRCA 2 หากยีนทั้ง 2 ชนิดนี้มีการกลายพันธุ์ (mutation) จะสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม จาก พ่อ-แม่ สู่ลูกได้โดยตรง ส่งผลให้ในผู้หญิงเพิ่มโอกาสการเกิดเป็นโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ ถ้ามีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA 1 ในผู้หญิงโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมก่อนอายุ 50 ปี สูงถึง60-80% ถ้ามีการกลายพันธุ์ของยีนBRCA 2 ในผู้หญิง โอกาสเป็นมะเร็งเต้านมก่อนอายุ 50 ปี สูง 50-70% และประมาณ 5-10% ที่สามารถเป็นมะเร็งเต้านม และ 10-15% สามารถเป็นมะเร็งรังไข่ได้โดยการถ่ายทอดการกลายพันธุ์ของยีนชนิด BRCA 1 และ BRCA 2 ทำให้ญาติสายตรงมีโอกาสที่จะได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมดังกล่าว และเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดมะเร็งทั้ง 2 ชนิดมากกว่าคนทั่วๆ ไป การตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ต่อการเป็นมะเร็งเต้านม จึงเป็นการตรวจเพื่อหาความผิดปกติของยีน BRCA ที่สามารถทําได้โดยการตรวจเลือดโดยแพทย์ด้านพันธุศาสตร์มะเร็ง หากผลตรวจพบว่ามีความผิดปกติของยีนเหล่านี้ก็จะสามารถวางแผนจัดการเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมในอนาคต หรือช่วยให้ตรวจพบได้เร็วที่สุดเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายมากยิ่งขึ้น

ศูนย์เต้านม โรงพยาบาลวัฒโนสถ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ให้ผู้หญิงไทยใส่ใจในสุขภาพหมั่นตรวจเช็คเต้านมของตัวเอง และหากมีความผิดปกติหรือสงสัย ให้รีบปรึกษาแพทย์ เพราะมะเร็งเต้านมเมื่อตรวจพบในระยะแรกๆ จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายได้และเพื่อเป็นการเพิ่ม การดูแลกลุ่มผู้ที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมโดยเน้นกลุ่มญาติของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมและผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมโดยเฉพาะ ศูนย์เต้านม โรงพยาบาลวัฒโนสถได้เปิดให้บริการ SUNDAY CLINIC อีกหนึ่งบริการ เพื่อให้กลุ่มญาติของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมและผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมได้รับการตรวจคัดกรอง การตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย การให้คำปรึกษาเรื่องการตรวจเสริมต่างๆ เช่นด้านพันธุกรรม เป็นต้นหรือการรักษาเพื่อป้องกันการเกิดโรคมะเร็งเต้านมในบางรายที่มีความจำเป็น รวมถึงการได้รับการติดตามจากแพทย์และทีมที่มีความรู้ ความสามารถโดยใช้แนวทางการดูแลตามมาตรฐานสากล จะช่วยคนกลุ่มดังกล่าวทราบแนวทางการดูแล การตรวจ การติดตามตามอย่างถูกต้องและเข้าถึงการรับการรักษาได้รวดเร็วขึ้น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.02-3103016 ศูนย์เต้านม โรงพยาบาลวัฒโนสถ หรือ โทร.1719

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘เมืองสังกัสนคร’ ปฐมภูมิประเพณีตักบาตรเทโว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373055

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองสังกัสนคร’ ปฐมภูมิประเพณีตักบาตรเทโว

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เมืองสังกัสนคร’ ปฐมภูมิประเพณีตักบาตรเทโว

วันอาทิตย์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พระพุทธเจ้าเปิดโลก

วันออกพรรษาที่ผ่านมา ทุกวัดส่วนใหญ่จะงานประเพณีตักบาตรเทโว ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันเช่น ตักบาตรเขาวงกต ตักบาตรดอกไม้ ตักบาตรออกพรรษา ตักบาตรพระร้อย งานบุญตักบาตรนี้ยึดถือจากพุทธตำนานว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดาซึ่งจุติเป็นเทพบุตรแล้ว พระพุทธองค์เสด็จกลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยเสด็จดำเนินลงบันไดเนรมิตที่ทอดยาวจากเทวโลกจนถึงมนุษย์โลกนั้น บันไดนั้นอยู่ที่ภูเขาพระสิเนรุปลายบันไดนั้นมาอยู่ที่เมืองสังกัสสะหรือสังกัสนคร บันทึกฝ่ายเถรวาทกล่าวว่า บันไดขวาเป็นบันไดทองของเทพบันไดซ้ายเป็นบันไดเงินของพรหม บันไดกลางเป็นแก้วมณีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วทรงกระทำปาฏิหาริย์โลกทั้งสามภูมิให้เปิดออกเห็นกันและกันจากพรหมโลกจนถึงนรกอเวจี

บันทึกของพระฝาเสี่ยนฝ่ายมหายาน กล่าวว่าบันไดของเทพทำด้วยทองเหลือบม่วง (น่าจะเป็นนาก)บันไดของพรหมเป็นเงิน บันไดของพระพุทธองค์เป็นสัปตรัตนะ คือ แก้ว ๗ ประการ เมื่อลงมาถึงมนุษย์โลก พระองค์ทรงประทับพระบาทเบื้องขวา ซึ่งพระฝาเสี่ยนบันทึกอีกว่า เมื่อเสด็จถึงพื้นโลกแล้ว บันไดอันตรธานหายไปเหลือเพียง ๗ ขั้น

เสด็จจากดาวดึงส์

ต่อมาพระเจ้าอโศกปรารถนาจะเห็นปลายบันได ทรงสั่งให้ขุดลงไปถึงปลายก็ไม่พบปลายบันไดพบแต่น้ำพุสีเหลือง จึงเกิดศรัทธาสร้างวิหารครอบไว้ แล้วตั้งเสารูปสิงโต ในรูปจริงดูแล้วเป็นหัวช้างมากกว่า หัวเสาอโศกรูปช้างที่เมืองสังกัสสะนี้มีอายุราว ๓๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล หรือ ๒,๒๐๐ ปี เชื่อว่าพระเจ้าอโศกทรงตั้งเสาขึ้นเมื่อเป็นหมุดหมายประกาศความสำคัญของเมืองสังกัสสะ ให้เป็นเมืองที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จลงจากดาวดึงส์ หลังจากที่พระองค์เสด็จไปจำพรรษาที่ ๗ หลังการตรัสรู้ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงแสดงพระอภิธรรมปิฎกโปรดเทพบุตรพระพุทธมารดา เพื่อทดแทนพระคุณที่ให้กำเนิดมาจนเป็นคติธรรมในพุทธศาสนาว่า ไม่มีอะไรที่จะทดแทนพระคุณบิดรมารดาได้ดีเท่ากับชักนำท่านเข้าสู่ธรรม

เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ในคัมภีร์สังคีติกถา กล่าวว่าการแสดงธรรมคราวนั้นมี ๗ รอบ ได้แก่ รอบที่ ๑ เทศนาธรรมสังคณี๑๒ วัน เทวดาบรรลุมรรคผล ๗ โกฏิ รอบที่ ๒ ทรง เทศนาวิภังค์ ๑๒ วัน เทวดาบรรลุมรรคผล ๗ โกฏิรอบที่ ๓ ทรงเทศนาธาตุกถา ๖ วัน เทวดาบรรลุมรรคผล ๖ โกฏิรอบที่ ๔ ทรงเทศนาปุคคลบัญญัติ ๖ วัน เทวดาบรรลุมรรคผล๖ โกฏิ รอบที่ ๕ ทรงเทศนากถาวัตถุ ๑๓ วัน เทวดาบรรลุมรรคผล ๗ โกฏิ รอบที่ ๖ ทรงเทศนายมก ๑๘ วัน เทวดาบรรลุมรรคผล ๗ โกฏิและรอบที่ ๗ ทรงเทศนามหาปัฎฐาน ๒๓ วัน เทวดาบรรลุมรรคผล ๒๐ โกฏิรวมแล้วสามเดือนมีเทวดาบรรลุธรรม ๘๐ โกฎิ เทพบุตรพระสิริมหามายา พระมารดาจึงตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล เมื่อจบการแสดงธรรมแต่ละรอบ พระพุทธองค์จะเสด็จมาสอนพระสารีบุตร พระสารีบุตรจะสอนบรรดาศิษย์ในสำนัก และจดจำกันมาเป็นอภิธรรมทั้ง ๗ คัมภีร์ ตกทอดมาถึงทุกวันนี้

ทรงโปรดเทพบุตรพระพุทธมารดา

เมื่อครั้งที่นักบวชศาสนาอื่นมากล่าวว่าเขตวิหารนั้นเป็นของตนจึงเถียงกับภิกษุในพุทธศาสนาต่างเถียงกันไม่จบจึงพากันไปสาบานต่อหน้าวิหารว่า หากที่นี่เป็นของพุทธศาสนาแล้ว ขอให้เกิดปาฏิหาริย์ พอสิ้นคำ ช้างบนหัวเสานั้น ก็ร้องคำรามขึ้น ทำให้นักบวชนอกศาสนาเกิดความกลัว จึงยอมถอยไป ส่วนบันไดนั้นต่อมามีผู้สร้างด้วยอิฐและหินเป็นที่รำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้ เมื่อพระถังซำจั๋งเดินทางมาถึงเมืองสังกัสสะเมื่อศตวรรษที่ ๗ ได้บันทึกว่าบันไดนั้นยังอยู่แต่จมแผ่นดินไปเกือบหมดแล้ว

ภาพพุทธตำนานเสด็จจากดาวดึงส์

สำหรับประเพณีตักบาตรเทโวในประเทศไทยนั้นแม้จะมีภูมิสถานครั้งแรกตามพุทธตำนานที่สร้างวัดตะพานหิน เมืองสุโขทัย ไว้บนเขาหรือสร้างมณฑปพระพุทธบาท สระบุรี ในสมัยอยุธยา ซึ่งมีประเพณีขึ้นเขาไหว้พระและตักบาตรเทโวอยู่แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ชัดเจนตามพุทธตำนานเท่าการสร้างภูมิสถานของการเสด็จจากดาวดึงส์และประเพณีตักบาตรเทโวของเมืองอุทัยธานี ที่สร้างวัดสังกัสรัตนคีรีให้เป็นเมืองสังกัสนครและสร้างมณฑปสิริมายากุฎาคารบนยอดเขาแก้วเป็นเจดีย์จุฬามณีบนดาวดึงส์ เพื่อจำลองเหตุการณ์งานบุญครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้้นดาวดึงส์ และแสดงปาฏิหาริย์เปิดโลกไว้ที่เมืองนี้ ครั้งพุทธกาลนั้นด้านล่างนั้้นมีหมู่พุทธสาวก กษัตริย์ทั้้ง ๗ เมือง และพุทธบริษัท มาเฝ้ารอรับพระพุทธเจ้าที่เมืองสังกัสนคร ระหว่างรอนั้้นกษัตริย์ พุทธบริษัทได้จัดสิ่งของถวายพุทธสาวกที่เฝ้ารอการเสด็จกับของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับเป็นการเกิดมหาสังฆทานครั้้งแรกของโลก งานตักบาตรเทโวเมืองอุทัยธานีจึงเป็นปฐมภูมิจำลองเหตุการณ์ครั้งสำคัญของพุทธกาลแห่งเดียวของแผ่นดินนี้

โบราณสถานบนยอดเขา

โบราณสถานบนยอดเขา

หัวเสารูปช้างที่เมืองสังกัสนคร

หัวเสารูปช้างที่เมืองสังกัสนคร

หัวเสารูปช้างที่พบครั้งแรก

หัวเสารูปช้างที่พบครั้งแรก

เขาหน้าเมืองสังกัสนครที่อินเดีย

เขาหน้าเมืองสังกัสนครที่อินเดีย

ตักบาตรเทโว วัดสะพานหิน เมืองสุโขทัย

ตักบาตรเทโว วัดสะพานหิน เมืองสุโขทัย

ตักบาตรเทโว เมืองอุทัยธานี

ตักบาตรเทโว เมืองอุทัยธานี

โซไซตี้ : กลุ่มบริษัทบีทีเอส ส่งต่อความสุข สถานีที่ 19

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/373079

โซไซตี้ : กลุ่มบริษัทบีทีเอส ส่งต่อความสุข สถานีที่ 19

โซไซตี้ : กลุ่มบริษัทบีทีเอส ส่งต่อความสุข สถานีที่ 19

วันอาทิตย์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

งต่อความสุข กับโครงการ CSR “สถานี ส่งความสุขจากชาวบีทีเอส กรุ๊ปฯ” ของกลุ่มบริษัทบีทีเอส ที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือ เด็กนักเรียน ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งในครั้งนี้จัดเป็นสถานีที่ 19 ณ โรงเรียนวัดขุนซ่อง สาขาบ้านโป่งเกตุ อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี

คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส พร้อมด้วยคณะกรรมการ และผู้บริหารกลุ่มบริษัท อาทิ สุจินต์ หวั่งหลี,เกียรติ ศรีจอมขวัญ, มารุต อรรถไกวัลวที, รังสิน กฤตลักษณ์ และ คชาชาญ มงคลเจริญ นำพนักงานจิตอาสาจากบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กว่า 30 คน พร้อมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่จากโรงพยาบาลวิภาวดี นพ.ชัยสิทธิ์ คุปต์วิวัฒน์ กรรมการบริหาร เดินทางไปส่งมอบความสุข โดยมี พิทักษ์ แดงสกุล รองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดขุนซ่อง สาขาบ้านโป่งเกตุ พร้อมเด็กนักเรียน และชาวบ้านต้อนรับอย่างอบอุ่น

ในครั้งนี้ กลุ่มบริษัทได้นำสิ่งของ เครื่องใช้ที่จำเป็นไปมอบให้แก่เด็กนักเรียนจำนวน 235 คน ประกอบด้วย กระเป๋าเป้ ชุดวอร์ม สมุด กระปุกออมสิน ร่วมทั้งเลี้ยงอาหารกลางวัน มอบถุงยังชีพ ยารักษาโรค ให้กับชาวบ้านกว่า 160 คน และส่งมอบ ธนาคารขยะ ให้กับโรงเรียน เพื่อให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้การคัดแยกขยะที่ถูกวิธี และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปิดท้ายกิจกรรมด้วยการร่วมกันเปิดป้ายโครงการ “สถานี ส่งความสุขจากชาวบีทีเอส กรุ๊ปฯ” สถานีที่ 19 อีกด้วย

เพียงรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะจากเด็กนักเรียน และชาวบ้าน จากทุกโรงเรียนทั่วทุกภูมิภาค ที่กลุ่มบริษัทบีทีเอสได้ไปส่งมอบความสุข จะเป็นพลังขับเคลื่อนให้เราได้สร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ ต่อไป