สัมมนาวิชาการเภสัชกรยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/372359

สัมมนาวิชาการเภสัชกรยุคใหม่

สัมมนาวิชาการเภสัชกรยุคใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คนไทยเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย หรือมีปัญหาด้านสุขภาพ ร้านขายยาก็มักจะเป็นช่องทางที่สามารถขอคำปรึกษาจากเภสัชกรหรือได้รับคำแนะนำเรื่องยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้น ดังนั้น เภสัชกรจึงจำเป็นที่จะต้องมีองค์ความรู้ที่หลากหลาย นอกจากเรื่องยารักษาโรค ซึ่งความรู้ต่างๆ มาจากการตีพิมพ์ผลงานวิจัย หรือการเรียนเพิ่มเติมจากหน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ หนึ่งในนั้น คือ สถาบันแบลคมอร์ส (Blackmores Institute) จากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีบทบาทเรื่องการทำวิจัย ศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางวิชาการและจัดให้ความรู้ด้าน Complementary Medicines โดยในทุกปีได้จัดสัมมนาวิชาการ “Complementary Medicine in PharmacyPractice Research Update & Application”เพื่อให้ความรู้กับเภสัชกรไทยและบุคลากรทางการแพทย์ของไทย

ในปีนี้เพื่อให้องค์ความรู้เกี่ยวกับ complementary medicines เข้าถึงเภสัชกร สถาบันได้เปิดตัวหลักสูตร Complementary Medicines Education (CMEd) หลักสูตรที่พัฒนาโดยสถาบัน ให้ความรู้เกี่ยวกับ complementary medicines ที่นำไปใช้เสริมหรือใช้ร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน โดย ดร.เลสลี่บรอน ผู้อำนวยการสถาบันแบลคมอร์ส ประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า เภสัชกรไทยมีความสนใจศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับ complementary medicines เป็นอย่างมาก หลักสูตร CMEd จะช่วยให้เภสัชกรสามารถพัฒนาความรู้ได้มากขึ้น เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วย ความรู้เกี่ยวกับ complementary medicines ไม่ใช่จะมีแต่เรื่องของสมุนไพร ยังรวมไปถึงอาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และการดำเนินชีวิตประจำวัน เพื่อให้เภสัชกรสามารถนำความรู้เหล่านั้นมาวิเคราะห์ผู้ป่วยและให้คำปรึกษาในการรักษาเสริมควบคู่กับการใช้ยา

ด้าน ภญ.อโนมา เจริญทรัพย์ ผู้จัดการด้านการศึกษา สถาบันแบลคมอร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า การนำหลักสูตร CMEd เข้ามาในประเทศไทย เนื่องจากพบว่าผู้บริโภคมีความสนใจเรื่องวิตามิน สมุนไพร การรักษาโดยแพทย์ทางเลือกและอื่นๆ มากขึ้นนำข้อสงสัยปรึกษากับเภสัชกรในร้านขายยาส่งผลให้เภสัชกรมีความต้องการความรู้เพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าวสำหรับหลักสูตร CMEd ของสถาบันฯ เภสัชกรจะได้ศึกษาอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับ complementary medicines ซึ่งเป็นการเรียนผ่านทางออนไลน์ (Online Modules) 7 บทเรียน อาทิ Introduction to Complementary Medicine, Vitamins in Health and Disease, Safety of Complementary Medicines เป็นต้น หลังจากนั้นจะเป็นการเข้าอบรมในชั้นเรียน (Masterclass) ด้วยรูปแบบพิเศษโดยการใช้กรณีศึกษา และองค์ความรู้ทั้งหมดมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติ ซึ่งเภสัชกรที่ผ่านในระดับ Masterclass สามารถสะสมหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์ หรือ CPE ได้โดยเภสัชกรที่สนใจสามารถลงทะเบียนเรียนได้ที่ http://www.blackmoresinstitute.org

นอกจากนี้ ภญ.ดร.ศิริรัตน์ ตันปิชาติ นายกสมาคมเภสัชกรชุมชน (ประเทศไทย) ยังได้กล่าวถึงบทบาทของเภสัชกรว่า เภสัชกรจำเป็นต้องสร้างบทบาทและพัฒนาตัวเองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว เพราะขอบข่ายงานไม่ใช่แค่เรื่องของยา แต่ต้องมีความรู้ในเรื่องของอาหาร อาหารเสริมและสมุนไพร ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นอีกทางเลือกที่ผู้บริโภคจะดูแลตัวเองนอกเหนือจากยา รวมถึงต้องพูดคุยกับผู้บริโภค เพื่อสามารถรวบรวมข้อมูลให้คำปรึกษากับผู้บริโภคซึ่งแต่ละคนจะมีปัญหาแตกต่างกัน ในส่วนหลักสูตร CMEd เชื่อว่าเภสัชกรที่เข้ารับการอบรมจะได้รับประโยชน์ เพราะที่ผ่านมาเภสัชกรจะมีการศึกษาเรื่องของสมุนไพร พืช และกระบวนการการผลิตผลิตภัณฑ์ แต่เนื่องจากขณะนี้มีงานวิจัยใหม่ๆ เพิ่มขึ้นตลอดเวลา การใช้องค์ความรู้แบบเดิมๆ จึงไม่เพียงพอ บทเรียนในหลักสูตร CMEd จะช่วยตอบโจทย์และทำให้เภสัชกรได้เรียนรู้มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะด้านอาหารเสริมสุขภาพ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการบริการที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย

ไฟ-ฟ้า อาร์ต เฟสท์ 2018 โชว์เคสผลงานศิลปะเยาวชนไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/372358

ไฟ-ฟ้า อาร์ต เฟสท์ 2018 โชว์เคสผลงานศิลปะเยาวชนไฟฟ้า

ไฟ-ฟ้า อาร์ต เฟสท์ 2018 โชว์เคสผลงานศิลปะเยาวชนไฟฟ้า

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปิติ ตัณฑเกษม กับเยาวชนไฟฟ้าจากศูนย์ต่างๆ

ทีเอ็มบี จัดกิจกรรม “FAI-FAH ART FEST 2018 เด็กธรรมดา คือสิ่งที่สวยงาม” งานศิลปะและความสามารถจากเด็กไฟ-ฟ้า (FAI-FAH) ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์เชิงศิลปะ ดนตรี กีฬา ภาษา และอาหาร เพื่อสร้างพลังผลักดันสู่การเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเด็กธรรมดา ได้พัฒนาความสามารถของตนเองและนำไปสู่การพัฒนาชุมชนรอบตัวเด็กได้อย่างยั่งยืน ตามปรัชญา TMB Make THEDifference ณ มูลนิธิทีเอ็มบี ณ ทีเอ็มบี สำนักงานใหญ่ ถนนพหลโยธิน

ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า “กิจกรรม “FAI-FAH ART FEST 2018 เด็กธรรมดา คือที่สิ่งสวยงาม” จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นการโชว์เคสแสดงผลงานศิลปะ ผลิตภัณฑ์ และความสามารถทางการแสดงต่างๆ ของเยาวชนไฟ-ฟ้า อายุระหว่าง 12-17 ปี จากศูนย์ไฟ-ฟ้า ทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ประดิพัทธ์ ประชาอุทิศ จันทน์ และบางกอกน้อย ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา ภาษา และอาหาร ให้แก่เยาวชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ได้มาจัดแสดงผลงานและจำหน่ายสินค้า ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นในธีม เด็กธรรมดา คือสิ่งที่สวยงาม เพื่อส่งเสริมให้เด็กธรรมดาได้มีโอกาสในการแสดงความสามารถของตนเอง พร้อมทั้งนำเสนอให้สังคมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ ที่ได้รับการจุดประกายจากศูนย์ไฟ-ฟ้า และยังสร้างโอกาสให้เด็กธรรมดาได้ค้นพบศักยภาพของตนเองและได้สร้างสรรค์ผลงานตามความถนัดของตนเองอย่างมีความสุข นอกจากนั้นยังเป็นกิจกรรมที่ให้เยาวชนสร้างสิ่งดีๆ ต่อยอดสู่การเปลี่ยนแปลง”

งาน FAI-FAH ART FEST 2018 ได้แบ่งออกเป็น 4 โซนหลัก ประกอบด้วย โซนแสดงผลงานศิลปะ จากแนวคิดเด็กธรรมดา คือสิ่งที่สวยงาม ผ่านนิทรรศการศิลปะภาพวาด และศิลปะการเพ้นท์ผ้าพันคอ ลายอัตลักษณ์ชุมชนย่านสาทร ฯลฯ โซนช็อปสินค้าจากเด็กไฟ-ฟ้าและชุมชน ได้แก่ กระเป๋าผ้าขนาดต่างๆ กระบอกน้ำผ้าพันคอ รวมทั้งการออกแบบอาหาร ขนมและเบเกอรี่ โซนกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อสังคม ตื่นตากับการทำเวิร์กช็อปสื่อสร้างสรรค์ “Story Stones” และ “ยางยืดเปลี่ยนชีวิต” และสุดท้ายเป็นโซนเวทีแสดงความสามารถ ชมการแสดงของเด็กธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา ทั้งร้อง เต้นเล่นดนตรี ศิลปะการต่อสู้ และป้องกันตัว ที่มีทั้งความสนุกสนานและความเป็นตัวเอง

พรอซซ่า-ธัญกัญจน์ วณิชย์ชัชวาลกุล เยาวชนไฟ-ฟ้า ประชาอุทิศ รุ่นพี่ไฟ-ฟ้า รุ่นที่ 1เจ้าของผลงาน “เด็กยิ้มศิลปะ” การสเก็ตช์ภาพด้วยปากกาสีเมจิก เผยว่า “ความสวยงามของเด็กธรรมดา ก็คือสิ่งที่เด็กคนนั้นเป็นตัวของเขาเองหลังจากได้รู้จักที่นี่ ทำให้มีความคิดที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการรู้จักแบ่งปัน ยามว่างหนูจะแบ่งเวลาไปเป็นครูผู้ช่วยสอนงานศิลปะให้แก่น้องๆ ที่ศูนย์ไฟ-ฟ้า และโรงเรียนสอนศิลปะใกล้บ้าน เพราะอยากทำเพื่อคนอื่นบ้างค่ะ”

นัด-ไธพัตย์ วรรณา เยาวชนไฟ-ฟ้า ประดิพัทธ์ รุ่นพี่ไฟ-ฟ้า รุ่นที่ 5 เจ้าของผลงานอาหารเมนูสร้างสรรค์ลาซานญ่า สูตรซอสต้มยำ เผยว่า “เมื่อก่อนผมทำอาหารไม่เป็นเลยครับ แต่ผมชอบกิน และอยากทำอาหารเป็นผมได้รู้จักศูนย์ไฟ-ฟ้า เพราะเพื่อนแนะนำ ทำให้ผมได้รู้ว่าตัวเองชอบทำอาหาร และตัดสินใจเลือกเรียนในสาขาการจัดการโรงแรม ในอนาคตผมอยากเป็นเชฟที่ประสบความสำเร็จ มีร้านอาหารเป็นของตัวเองด้วยครับ”

ปลาย-พรรณวรรณ ยมนา เยาวชนไฟ-ฟ้า จันทน์ รุ่นพี่ไฟ-ฟ้า รุ่นที่ 3 เจ้าของผลงานการเพ้นท์ผ้าพันคอ ลายอัตลักษณ์ชุมชนย่านสาทร เผยว่า “การเพ้นท์ผ้าพันคอลายอัตลักษณ์ชุมชนย่านสาทร มาจากการเรียนคลาสดีไซน์เสื้อผ้า ทำให้รู้จักการออกแบบลายผ้าด้วยการเพ้นท์ลาย และเลือกลายที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนย่านสาทร ที่มีความเป็นไทยมาแสดง สำหรับในอนาคตอยากเป็นดีไซเนอร์”

ความสำเร็จของกิจกรรม “FAI-FAH ART FEST 2018 เด็กธรรมดา คือสิ่งที่สวยงาม เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมสร้างสรรค์ ที่อาสาสมัครทีเอ็มบี ยังคงมุ่งมั่นก้าวเดินต่อไป เพื่อร่วมทำให้ชุมชนในสังคมได้เปลี่ยนแปลงวิธีคิดเปลี่ยนมุมมองในการใช้ชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น เหมือนเยาวชนไฟ-ฟ้า ที่ช่วยย้ำความเชื่อมั่นว่า เมื่อใดที่ความคิดในชุมชนเริ่มเปลี่ยน ชีวิตย่อมเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน

ธัญกัญจน์ วณิชย์ชัชวาลกุล โชว์ฝีมือวาดภาพเหมือน

ธัญกัญจน์ วณิชย์ชัชวาลกุล โชว์ฝีมือวาดภาพเหมือน

ไธพัตย์ วรรณา อนาคตเชฟชื่อดัง

ไธพัตย์ วรรณา อนาคตเชฟชื่อดัง

พรรณวรรณ ยมนา ว่าที่เจ้าของแบรนด์ผ้าพันคอ

พรรณวรรณ ยมนา ว่าที่เจ้าของแบรนด์ผ้าพันคอ

มหิดลจัดคอนเสิร์ตออร์เคสตราระดับโลก Berliner Philharmoniker เต็มวงครั้งแรกในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/372379

มหิดลจัดคอนเสิร์ตออร์เคสตราระดับโลก Berliner Philharmoniker เต็มวงครั้งแรกในไทย

มหิดลจัดคอนเสิร์ตออร์เคสตราระดับโลก Berliner Philharmoniker เต็มวงครั้งแรกในไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหิดล สร้างปรากฏการณ์ทางดนตรีคลาสสิก ครั้งแรกครั้งเดียวในไทยจัดคอนเสิร์ตระดับโลกBerliner Philharmoniker วงออร์เคสตราที่ดีที่สุดวงหนึ่งของโลกจากเยอรมนีแสดงเต็มวง และวาทยกรชั้นนำ พร้อมหนุนวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย หรือ TPO สร้างความสุขให้คอเพลงคลาสสิกตลอดปี

ศาสตราจารย์นายแพทย์บรรจงมไหสวริยะ รักษาการอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยมหิดล มีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่จะได้จัดการแสดงคอนเสิร์ตออร์เคสตรา Berliner Philharmoniker ซึ่งเป็นวงออร์เคสตราที่ดีที่สุดวงหนึ่งของโลกจากประเทศเยอรมนี พร้อมด้วย Gustavo Dudamel วาทยกรชั้นนำมากความสามารถที่มีพรสวรรค์โดดเด่นเป็นที่กล่าวขานและถูกจับตามองมากที่สุดในเวลานี้ โดยการแสดงคอนเสิร์ต Berliner Philharmoniker in Bangkok with Gustavo Dudamel จะมีขึ้นในวันที่9 พฤศจิกายน 2561 เวลา 19.30 น.ณ หอแสดงดนตรีมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

“ในฐานะที่มหิดลเป็นมหา-วิทยาลัยที่มุ่งเน้นการสร้างความเป็นเลิศทางด้านสุขภาพ ศาสตร์ ศิลป์ และนวัตกรรมบนพื้นฐานของคุณธรรม เพื่อสังคมไทยและประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ เรามีวัตถุประสงค์ในการจัดงานนี้เพื่อพัฒนาวงการดนตรีของไทย โดยเฉพาะวงการดนตรีคลาสสิกของไทย ซึ่งการจัดการแสดงดนตรีระดับโลกจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ พัฒนาขีดความสามารถของตนเอง เพื่อก้าวสู่การเป็นนักดนตรีหรือวาทยกร ระดับโลก หรือ เป็นสุดยอดในสิ่งที่ตัวเองต้องการจะเป็น ซึ่งการแสดงครั้งนี้จะเกิดขึ้นในประเทศไทยไม่ได้ หากไม่มี มหิดลสิทธาคาร หอแสดงดนตรีระดับโลกแห่งเดียวในประเทศไทยซึ่งมีมูลค่าก่อสร้างรวมถึงระบบเครื่องเสียงระดับโลกกว่า 1,500 ล้านบาท รองรับผู้ชมถึง 4,000 คน ซึ่งวงออร์เคสตราระดับโลกให้การยอมรับ”

คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูลประธานวงดุริยางค์ ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “สำหรับวันนี้นอกจากเป็นงานเปิดตัว Berliner Philharmoniker พร้อมด้วยวาทยกรมากความสามารถ Gustavo Dudamelผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นเป็นที่กล่าวขานและถูกจับตามองมากที่สุดแล้ว ยังเป็นการเปิดการแสดงฤดูกาลที่ 14 ของวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทยหรือ TPO (Thailand Philharmonic Orchestra) โดยหนึ่งในแผนงานที่สำคัญคือการส่งเสริมให้สังคมมีความสุขที่มีโอกาสได้รับฟังดนตรีคุณภาพสูงจากวง Thailand Philharmonic Orchestra เพื่อให้ประชาชนทั่วไปรวมถึงเยาวชนได้รู้จัก TPO และได้ฟังผลงานของ TPO มากขึ้น

ในฤดูกาลที่ 14 การแสดงคอนเสิร์ตวง Thailand Philharmonic Orchestra มีความหลากหลายมากขึ้นมีการผสมผสาน มีเพลงในรูปแบบต่างๆและยังคงคุณค่าของเพลงคลาสสิกให้ผู้ชมที่เป็นแฟนเพลงคลาสสิกได้ฟังมีคอนเสิร์ตที่ผสมผสานเพลง popular เพื่อขยายโอกาสสู่ผู้ฟังหน้าใหม่ ทั้งคอนเสิร์ตที่เกี่ยวเนื่องกับสังคม เป็นคอนเสิร์ตครอบครัว เพื่อให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันในการมาฟังคอนเสิร์ตอีกด้วย”

ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ กล่าวเสริมว่า “วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นเจ้าภาพในการจัดคอนเสิร์ตครั้งประวัติศาสตร์ ครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ดนตรีคลาสสิกที่ดีที่สุดจากวง Berliner Philharmoniker ครั้งนี้พวกเขาจะนำผลงานบทประพันธ์ชิ้นเอก Symphony no. 5 ของ Gustav Mahler เป็นบทประพันธ์ที่มีผู้รักและชื่นชอบมากที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก โดย Herbert von Karajan วาทยกรชั้นนำของโลก ที่ได้ทำการแสดงร่วมกับ Berliner Philharmoniker มาอย่างยาวนาน เคยกล่าวถึงผลงานชิ้นนี้เอาไว้ว่า “คุณจะลืมว่าเวลาเดินผ่านไป การแสดงที่ยอดเยี่ยมของ Symphony no.5 นั้นมันคือการเดินทางของประสบการณ์และความยอดเยี่ยมของตอนจบในท่อนสุดท้าย มันแทบจะทำให้คุณหยุดหายใจ

วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหา-วิทยาลัยมหิดล ยังคงมุ่งมั่นที่จะนำประสบการณ์การแสดงดนตรีระดับโลกมาให้ผู้ชมชาวไทยได้สัมผัสกับ Gustavo Dudamel ชาวเวเนซุเอลา วัยเพียง 37 ปี เป็นหนึ่งในวาทยกรชั้นนำซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลก เขาได้รับเกียรติเป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของวง LA Philharmonic และถูกเชิญไปเป็นวาทยกรรับเชิญในคอนเสิร์ตสำคัญต่างๆ ในระดับนานาชาติมากมาย Gustavo Dudamel ได้แรงขับเคลื่อนจากความเชื่ออันลึกซึ้งของเขาในพลังทางดนตรีที่ช่วยหล่อหลอมผู้คนเข้าด้วยกัน และช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน คอนเสิร์ตในครั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับ Symphony ของ Mahler เขาได้เลือกบทเพลง Divertimento ของ Leonard Bernstein มาร่วมทำการแสดง

ผมเชื่อมั่นว่าการแสดงคอนเสิร์ต Berliner Philharmoniker in Bangkok จะเป็น “Once in a Life Time Experience” และเป็นหนึ่งในการแสดงดนตรีครั้งประวัติศาสตร์ของเมืองไทยที่ทั้งคอเพลงคลาสสิกและผู้ชื่นชอบดนตรีทุกประเภทไม่ควรพลาด เพราะจะเป็นที่จดจำและกล่าวขานกันอีกนาน เนื่องจากอาจเป็นการแสดงดนตรีคลาสสิกระดับโลกครั้งเดียวในเมืองไทย ในหอการแสดงดนตรีสิทธาคารที่ยิ่งใหญ่ สวยงาม และมีระบบเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับเอเชีย”

คอนเสิร์ตวงออร์เคสตราระดับโลก Berliner Philharmoniker เปิดจำหน่ายบัตรที่หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดลและเคาน์เตอร์จำหน่ายบัตรไทยทิกเก็ตเมเจอร์ 13 สาขา หรือ www.thaiticketmajor.com

50 สาววัยใส‘มิสทีน ไทยแลนด์ 2018 บาย ชาเม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/372377

50 สาววัยใส‘มิสทีน ไทยแลนด์ 2018 บาย ชาเม่’

50 สาววัยใส‘มิสทีน ไทยแลนด์ 2018 บาย ชาเม่’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

50 สาววัยทีนเวที “มิสทีน ไทยแลนด์ 2018 บาย ชาเม่” โดดเด่นด้วยคุณสมบัติครบครัน ทั้งความน่ารัก สดใส ปฏิภาณไหวพริบ บุคลิกภาพ ความสามารถตามแบบฉบับสาววัยทีนรุ่นใหม่ ร่วมกิจกรรมเก็บตัวและทำหน้าที่ตัวแทนเยาวชนส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดลำพูน ก่อนเข้าสู่รอบตัดสินในวันที่ 31 ตุลาคม นี้ ณ ชั้น 5 บีซีซี ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว

เวทีการประกวด “มิสทีน ไทยแลนด์ 2018 บาย ชาเม่”เวทีอันดับหนึ่งของสาววัยทีนเมืองไทย ได้ทำการคัดเลือกสาววัยทีนในรอบ 50 คนสุดท้ายอย่างเข้มข้น เพื่อให้ได้ 50 สาววัยทีนที่นอกจากจะมีความน่ารักสดใสแล้ว ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความสามารถ และพร้อมจะถูกเจียระไนให้เจิดจรัสบนเวทีแห่งนี้ดั่งคอนเซ็ปต์ “The Precious Diamond” (เดอะ พรีเชียส ไดมอน)

สาววัยทีนจากทั่วประเทศ เดินทางมารายงานตัว พร้อมแสดงความสามารถกันเต็มที่ ทั้งแสดงละคร ร้องเพลง รำ พิธีกร เล่นกีตาร์ กีฬา ฟ้อนเทียน มวยไทย คาราเต้ ลีลาศ บัลเลต์ ฯลฯ ซึ่งมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมคัดเลือก นำโดย วิลักษณ์ โหลทองประธานการจัดการประกวด และประธานบริหาร บริษัท คอร์โนแอนด์ แนช จำกัด, เมย์-มาริษา ฮอร์น โหลทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีแอนด์เอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เจ้าของและครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์แบรนด์มาริฮอร์น มาพร้อมกับ มาวิน และ มาริลินฮอร์น โหลทอง, วรรคสร โหลทอง รองประธานการจัดการประกวดฯ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามสปอร์ต ดิจิตอล มีเดีย จำกัด, พร้อมด้วย นลินา ชยสมบัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จังก้า บางกอก จำกัด, ชัยอนันต์ สร้อยจำปา ผู้กำกับ บริษัท จังก้า บางกอก จำกัด, ปทิตตา ถิ่นรัตน์ Casting Director โฆษณา/ซีรี่ส์และภาพยนตร์ชื่อดัง ร่วมด้วยผู้สนับสนุน ฯลฯ และยังมี ฮาน่า ลีวิสมิสทีน ไทยแลนด์ 2010, มุกดา นรินทร์รักษ์ มิสทีน ไทยแลนด์ 2011, มายด์-พัฒนิดา พุ่มชูแสง มิสทีน ไทยแลนด์ 2014 รุ่นพี่ มิสทีนไทยแลนด์ ที่เดินทางมาเป็นคณะกรรมการและให้กำลังใจครั้งนี้

จากนั้นกองประกวดมิสทีน ไทยแลนด์ 2018 บาย ชาเม่ได้ประกาศรายชื่อสาววัยทีนที่ผ่านเข้าสู่รอบ 50 คนสุดท้าย ที่โดดเด่นด้วยคุณสมบัติครบครัน ทั้งความน่ารัก สดใส ปฏิภาณไหวพริบบุคลิกภาพ ความสามารถ ตามแบบฉบับสาววัยทีนรุ่นใหม่ อาทิ นักกีฬาทีมชาติไทยคาราเต้ นักลีลาศระดับประเทศ เยาวชนดีเด่น ฯลฯ ได้แก่ แต๋ม-อาพิชชนันท์ ติปยานนท์, ฟ้า-จิดาภา ลิ้มรัตนดำรงค์, น้ำฝน-พัณณ์ชิตา สุจิมา, แก้ม-พณิดา ตั้งตระกูลเจริญ, เจนิส-เจนิส ฮุ่ย ซิน เฉิน, ใบเฟิร์น-ศรุตา ประทีป ณ ถลาง, มุก-นุชวราเทียนประทีปทอง, ริต้า-ริต้า บัตตาลญีโน, กีต้าร์-พรหมพรพรหมมาภิรมย์, ต้นหวาย-รวิสรา ดอกบัว, เอฟฟี่-วรรณรดาเพชรชำนาญ, เอม-เอมลี กิลด์, น้ำหวาน-วนัสนันท์ อยู่คง, ใบบัว-สวิตตา คำฝอย, โนนี่-โนนี่ เน็ทแฮ่ม, ลีน่า-อาลีน่า โซลเนอร์, พิม-พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ, พลอย-กัญญรัตน์ เรืองรุ่ง, มายด์-มาริสา มาเรีย โชลล์, วาเนสซ่า-ณัฐชา เวงค์, กริช-ภัทธิชาร์ เดลี่, แบม-พรพรรณ แซงจันดา, แบมแบม-บุตรี กัลย์จารึก, รีเบ็คก้า-รีเบ็คก้า ภาวิณี เพเกน, ใบตอง-บัณทายมาศ ยอดเจริญ, พีช-พิชญ์อรวนรัตน์, แบลล์-ปัณฑา ฉัตรดอกไม้ไพร, ขนุน-มัญชุสา แก้วผลึก,ลิซ่า-อลิซา เเอน ไฮน์ส, เนย-กมลวรรณ หมื่นสมบัติ, มิลค์-ปนัญญา เอี่ยมอุไร, เลม่อน-อนัญญดา บูรพรนุสรณ์, เบนซ์-ชนกนันท์ เสนปิ่น, แบม-อัญมณี ขัติยนนท์, ตั๋งตั๋ง-ตวงพร รัตนมาลัย,พรีม-กัลธิชา ฤดีสายเจริญสุข, แป้ง-นริศรา วีระเดชะ, ลาร่า-ศรินธรณ์แบรนสตัน, สงกรานต์- จิราวรรณ พงษ์ปราโมทย์, จัสมีน-จัสมีน ริชเทอร์, แพร-พิมพ์อารยา อรรถวิภัชน์, นนนี่-กิรณา ญาณีมรุจนา, องุ่น-กัญญาวาท พร้อมทรัพย์ศรี, น้ำตาล-ปัณฑิตา วัฒนาศรีเรืองกุล,เมย์-เมลิสซ่า บอนเน็ต, กวาง-วรางคณา จับศรทิพย์, จีน่า-อภัสสรา สนแสบ, เฟื่อง-กาณฑ์ณิศา สุขุมฐีรวัฒน์, เดียร์-ชนิกานต์ เหลืองจันทึก และทราย-ปรียาภรณ์ ปั้นบุญ

ทั้งนี้ สาววัยทีนทั้ง 50 คน กำลังเข้าร่วมกิจกรรมเก็บตัวกับทางกองประกวด ที่จังหวัดลำพูน ทั้งการพัฒนาบุคลิกภาพ เรียนการแสดง เวิร์กช็อปกับทางผู้สนับสนุน รวมถึงไฮไลท์เวิร์กช็อปการดูแลผิวพรรณความงามจาก “ชาเม่” ผู้สนับสนุนหลักการประกวด ฯลฯ รวมทั้งเป็นตัวแทนเยาวชนส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดลำพูน จากนั้นจะเข้าสู่การประกวด “รอบสื่อมวลชน”ในวันที่ 30 ตุลาคม 2561 และ รอบตัดสินการประกวด มิสทีนไทยแลนด์ 2018 บาย ชาเม่ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2561 ณ ชั้น 5บีซีซี ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว โดยสามารถรับชมการถ่ายทอดการประกวดทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 HD เวลา 23.10-01.10 น. ติดตามรายละเอียดต่างๆ ได้ทาง www.missteenthailand.com, Facebook/IG/Youtube : missteenthailand

ป้องกันโรคยุค 4.0 ประชาชนต้องรู้เท่าทันด้านสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/372362

ป้องกันโรคยุค 4.0 ประชาชนต้องรู้เท่าทันด้านสุขภาพ

ป้องกันโรคยุค 4.0 ประชาชนต้องรู้เท่าทันด้านสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 11 พ.ศ. 2561 กระตุ้นสังคมไทยรู้เท่าทันสุขภาพ ลดการเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อ พร้อมกำกับดูแลอีสปอร์ตปกป้องเด็กและเยาวชนไทย ขยายพื้นที่สาธารณะเพื่อประชาชน และการคุ้มครองผู้บริโภคทางทันตกรรม หลังพบโลกยุค 4.0 เติบโตพร้อมโรคจากพฤติกรรมผู้บริโภค คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เตรียมจัดเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 11 พ.ศ.2561 วันที่ 12-14 ธันวาคม 2561 ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

นพ.กิจจา เรืองไทย ประธาน คจ.สช. เปิดเผยว่า สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เป็นกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพ ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ปีนี้ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 11 จัดภายใต้แนวคิดหลัก“รู้เท่าทันสุขภาพ ร่วมสร้างสังคมสุขภาวะ” เน้นย้ำความสำคัญของระบบสุขภาพในโลกยุค 4.0 ที่โรคหลายชนิดเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น ผู้บริโภคจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจและมีทักษะในการดูแลตนเอง ท่ามกลางข้อมูลข่าวสารยุคดิจิทัลที่ท่วมท้นและสื่อสารถึงกันอย่างรวดเร็ว ปี 2561 จึงมีระเบียบวาระสำคัญ 4 เรื่องที่จะเข้าสู่การพิจารณาเพื่อเสนอนโยบายสาธารณะในการจัดการปัญหา ได้แก่ 1.ความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อ 2.การร่วมสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะในเขตเมืองเพื่อสุขภาวะสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน 3.ความรับผิดชอบร่วมทางสังคมเกี่ยวกับอีสปอร์ตต่อสุขภาวะเด็ก และ 4.การคุ้มครองผู้บริโภคด้านบริการทันตกรรม

“ระเบียบวาระที่จะพิจารณากันในปีนี้ จะเป็นการเสนอทางออกของโรคที่ป้องกันและจัดการได้ด้วยการปรับวิถีชีวิตของประชาชน โดยจะเห็นได้ว่าทั้ง 4 เรื่องล้วนสอดคล้องกับวิถีชีวิตคนในยุคดิจิทัลทั้งสิ้น ปีนี้เราจึงได้ขยายกลุ่มสมาชิกไปยังภาคีเครือข่ายคนรุ่นใหม่ นิสิต นักศึกษา และผู้นำท้องถิ่นต่างๆ เพื่อให้เกิดพลังการขับเคลื่อนมติไปสู่การปฏิบัติในอนาคตด้วย ทั้งนี้ คาดว่าปีนี้จะมีภาคีเครือข่ายและผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 2,000 คน”

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข อดีตประธาน คจ.สช. ปี 2559-2560 ปัจจุบันเป็น กรรมการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า

“ในโอกาสที่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งนี้ จะเริ่มในวันที่ 12 ธันวาคม ซึ่งตรงกับวันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสากล หรือ Universal Health Coverage Day (UHC Day) ที่สหประชาชาติประกาศไว้ เราจึงจะนำเอาความสำเร็จของระบบหลักประกันสุขภาพไทยซึ่งตั้งแต่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1 ก็มีมติที่เกี่ยวข้องเรื่องความสามารถในการเข้าถึงและได้รับบริการสาธารณสุขมารายงาน และถือเป็นการเปิดงาน UHC Day ครั้งที่ 2 ในประเทศไทยไปพร้อมกัน นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนผลการขับเคลื่อนมติที่สำคัญ เช่น การจัดการปัญหาโฆษณาที่ผิดกฎหมายของยา อาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพ การแก้ไขอุบัติเหตุทางถนน และกลุ่มมติเรื่องการควบคุมและป้องกันโรคไม่ติดต่อด้วย”

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า “การขับเคลื่อนกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จ สามารถสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในทุกระดับได้ และสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 11 นี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่มุ่งสู่ทศวรรษที่ 2 ได้อย่างเข้มแข็งและนำไปสู่ก้าวที่ยั่งยืนของสมัชชาสุขภาพต่อไป เพราะสุขภาพเป็นมิติที่กว้างครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย ใจ สังคมและสุขภาพทางปัญญา การพัฒนาศักยภาพผู้บริโภคและประชาชนให้รู้เท่าทันสุขภาพ จำแนกแยกแยะข้อมูลที่ถูกต้อง หรือหลอกลวงได้มีทัศนคติมุ่งมั่นในการดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัว มีจิตสาธารณะและเชื่อมั่นว่าประชาชนมีความสามารถที่จะร่วมเสนอนโยบายในการดูแลสุขภาพ จึงเป็นประเด็นสำคัญ”

สำหรับรายละเอียดของระเบียบวาระ 4 ประเด็นที่จะมีการพิจารณากันนั้นผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ เลขานุการคณะทำงานฯระเบียบวาระ “ความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อ” กล่าวว่าการจัดการปัญหาโรคไม่ติดต่อที่สำคัญ ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวานโรคมะเร็ง และโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยก่อนวัยอันควรจำนวนมาก จำเป็นต้องสร้างความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในการสร้างความรู้เท่าทันด้านสุขภาพให้แก่ผู้ป่วยและผู้บริโภค ให้ประชาชนมีความสามารถในการค้นหาคำตอบ เข้าถึงแหล่งข้อมูล ตรวจสอบ ทำความเข้าใจ และนำข้อมูลไปใช้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์และความจำเป็น โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาระบบจัดการและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสุขภาพ ส่งเสริมกิจการที่รับผิดชอบต่อสังคม พัฒนาชุดสิทธิประโยชน์หลักด้านสุขภาพและขับเคลื่อนนโยบายเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านกลไกระดับชาติและพื้นที่ และส่งเสริมการวิจัยระบบสุขภาพเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อ ซึ่งจะช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตและสามารถลดภาระงบประมาณที่ใช้ในระบบสุขภาพได้อีกด้วย

การประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้ง 11 พ.ศ.2561 ในปีนี้ นอกจากการพิจารณา 4 ระเบียบวาระสำคัญ และรายงานผลสำเร็จการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่ผ่านมาแล้ว ยังมีกิจกรรมน่าเรียนรู้ และร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น ทั้งนิทรรศการที่บอกเล่าหลากหลายเรื่องราวในลานสมัชชาสุขภาพ และห้องเสวนานโยบายสาธารณะที่น่าสนใจ เช่น “ธนาคารเวลา: นโยบายสร้างจิตอาสาในสังคมผู้สูงอายุ”, “สิทธิด้านสุขภาพของกลุ่มประชากรเปราะบางกลุ่มผู้ต้องขังหญิง” เป็นต้น ประชาชนผู้สนใจสามารถเข้าร่วม และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.samatcha.org

‘รพ.จุฬาลงกรณ์’ เปิดตัวคู่มือ ‘ตำราเวชศาสตร์ผู้สูงวัย’ เผยเทคนิคการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/372363

‘รพ.จุฬาลงกรณ์’ เปิดตัวคู่มือ ‘ตำราเวชศาสตร์ผู้สูงวัย’ เผยเทคนิคการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

‘รพ.จุฬาลงกรณ์’ เปิดตัวคู่มือ ‘ตำราเวชศาสตร์ผู้สูงวัย’ เผยเทคนิคการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านการดูแลผู้สูงวัย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จัดงานเสวนาเปิด “ตำราเวชศาสตร์ผู้สูงวัย” คัมภีร์การดูแลสุขภาพผู้สูงวัยแบบครบวงจรและมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพของผู้สูงวัย รวมถึงกิจกรรมการแสดงของกลุ่มผู้สูงวัยภายในงาน ณ อาคาร ส.ธ.

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ทำให้การบริการทางการแพทย์ต้องมีการปรับตัวเช่นเดียวกัน ผู้สูงอายุต้องการบริการและการดูแลมากขึ้น ขณะที่ต้องเตรียมผู้สูงอายุให้มีบทบาทสำคัญในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม การศึกษามากขึ้น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาและประเมินด้านสุขภาวะของผู้สูงวัยที่ต้องมุ่งเน้นการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมผู้สูงวัยทุกด้าน เพื่อให้ผู้สูงวัยทุกคนได้ใช้ชีวิตในวัยชราอย่างมีคุณภาพ

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สนับสนุนการดำเนินงานด้านสุขภาพของผู้สูงวัย ได้ มีการจัดตั้ง “กองทุน ส.ธ. เพื่อผู้สูงวัย” และจัดสร้าง “อาคาร ส.ธ.” เพื่อเป็นศูนย์บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขด้านผู้สูงวัยแบบบูรณาการครบวงจร และเป็นต้นแบบของสังคมไทยในการดูแลผู้สูงวัย จนนำมาสู่การก่อตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านการดูแลผู้สูงอายุ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และเตรียมความพร้อมการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) อย่างสมศักดิ์ศรี เพื่อลดการพึ่งพิงผู้อื่น

กิจกรรมโดยศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านการดูแลผู้สูงอายุ เน้นการเสริมสร้างสุขภาพผู้สูงวัยในทุกๆ ด้าน และการป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นในผู้สูงวัย เพื่อเป็นแหล่งฝึกอบรมบุคลากร ทั้งนี้ได้รวบรวมองค์ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงวัยจัดทำเป็น “ตำราเวชศาสตร์ผู้สูงวัย”คู่มือการดูแลผู้สูงวัยอย่างครบวงจร ให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขสามารถนำมาใช้อ้างอิงในการดูแลผู้ป่วยตลอดจนการทำวิจัยด้านผู้สูงวัย นอกจากเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อตัวผู้สูงวัยในการดูแลรักษาสุขภาพของตนเอง รวมถึงผู้ดูแลและผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงวัย นับว่าเป็นคู่มือในการเตรียมความพร้อมในการป้องกัน การดูแลรักษาและฟื้นฟูภาวะต่างๆ ของผู้สูงวัย เพื่อให้ผู้สูงวัยใช้ชีวิตในวัยชราอย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

ศ.นพ.เกื้อเกียรติ ประดิษฐ์พรศิลป์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านการดูแลผู้สูงอายุ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า ตำราเวชศาสตร์ผู้สูงวัย ประกอบด้วยองค์ความรู้ผู้สูงวัย 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 เป็นองค์ความรู้ความเปลี่ยนแปลงด้านสรีรวิทยาของผู้สูงวัย ส่วนที่ 2 เป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับปัญหาผู้สูงวัย และแนวทางการดูแลแก้ไข ส่วนที่ 3 เป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับโรคหรือภาวะเฉพาะของระบบต่างๆ ที่เป็นปัญหาของผู้สูงวัย และส่วนที่ 4 เป็นส่วนที่เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงวัยด้านจิตวิญญาณและการมีส่วนร่วมของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงวัย เป็นต้น

นอกจากการจัดทำตำราเวชศาสตร์เพื่อผู้สูงวัยแล้ว ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านการดูแลผู้สูงอายุยังคงมุ่งเน้นตามพันธกิจที่จะสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมผู้สูงวัยสุขภาพดี ชะลอความเสื่อม และลดภาวะพึ่งพิงของผู้สูงวัยต่อผู้อื่น มีการจัดตั้ง คลินิกผู้สูงวัยสุขภาพดี เพื่อสร้างเสริมการดูแลสุขภาพและประเมินปัญหาด้านสุขภาพของผู้สูงวัยตั้งแต่เริ่มต้น ให้ผู้สูงวัยสามารถดูแลตนเองให้ได้นานที่สุด สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อ.นพ.ไอศวรรย์ เพชรล่อเหลียน หัวหน้าสาขาวิชาเวชศาสตร์ผู้สูงวัยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงวัย กล่าวถึง อายุที่มากขึ้นมักมาพร้อมกับโรคประจำตัวต่างๆ โดยเฉพาะโรคกลุ่ม NCD เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูงไขมันสูง ซึ่งโรคเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญของโรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงภาวะสมองเสื่อม กุญแจสำคัญของการป้องกันและรักษาโรคกลุ่มนี้ คือการปรับวิถีชีวิตให้มีความสมดุลของร่างกายและจิตใจ ด้วยการออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหาร การดูแลอารมณ์ การพักผ่อนและการพบปะสังสรรค์เข้าสังคม ความท้าทายคือทำอย่างไร จึงจะผสานองค์ความรู้ทางวิชาการ เข้ากับศิลปะในการใช้ชีวิตให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละบุคคลได้

อ.นพ.ภรเอก มนัสวานิช อาจารย์ประจำฝ่ายเวชศาสตร์ครอบครัว ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงวัย กล่าวถึง การสร้างเสริมสุขภาพสำหรับวัยสูงอายุ ควรเริ่มตั้งแต่ในช่วงวัยผู้ใหญ่ ประกอบด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การออกกำลังกาย ควบคุมโรคประจำตัว ฉีดวัคซีนป้องกันโรค การฝึกสมองและการเข้าสังคม

พิธีเดินเทิดพระเกียรติสมเด็จย่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/372357

พิธีเดินเทิดพระเกียรติสมเด็จย่า

พิธีเดินเทิดพระเกียรติสมเด็จย่า

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ จังหวัดเชียงรายจัดพิธีเดินเทิดพระเกียรติและถวายสดุดี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี วันที่ 21ตุลาคม 2561 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ แสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงงานอย่างทุ่มเทในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของปวงชนชาวไทยและชาวไทยภูเขา โดยงานดังกล่าวจัดขึ้น ณ โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย

การเดินขบวนเทิดพระเกียรติในครั้งนี้ นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล และคณะเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ นำขบวนจากบริเวณสามแยกบ้านพักรับรองไปจนจบที่บริเวณหน้าอาคารอเนกประสงค์ของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ โดยมีเครื่องสักการบูชาอย่างพานพุ่มดอกไม้สด ต้นเทียน ต้นผึ้ง โดยมีประชาชนจากทุกภาคส่วน อาทิ ภาครัฐภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ และสาธารณชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก รวมถึงชนเผ่าต่างๆ ที่อยู่บนดอยตุง

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เตรียมจัดประชุมวิชาการ ระดับนานาชาติทางด้านอินทรีย์เคมีขั้นสูงในภูมิภาคเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/372380

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เตรียมจัดประชุมวิชาการ ระดับนานาชาติทางด้านอินทรีย์เคมีขั้นสูงในภูมิภาคเอเชีย

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เตรียมจัดประชุมวิชาการ ระดับนานาชาติทางด้านอินทรีย์เคมีขั้นสูงในภูมิภาคเอเชีย

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ โปรดให้สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ จัดประชุมวิชาการระดับนานาชาติทางด้านอินทรีย์เคมีขั้นสูงในภูมิภาคเอเชีย ครั้งที่ 13The 13th International Conference on Cutting-Edge Organic Chemistry in Asia (ICCEOCA-13) ระหว่างวันที่ 1- 4 พฤศจิกายน2561 ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ หลักสี่ กรุงเทพฯ

ด้วยพระปณิธานอันแน่วแน่ของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์ไทย และเพื่อสนองพระราชปณิธาน และแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงทรงใช้เวลาตลอด 31 ปี นับตั้งแต่ทรงก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เมื่อ พ.ศ.2530 จนถึงปัจจุบัน ในการแสวงหาความรู้และความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ชั้นนำในต่างประเทศ เพื่อนำความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ นอกจากนั้น ยังทรงคำนึงถึงความสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งนับเป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืน รวมไปถึงการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียโดยรวม อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี จึงทรงส่งเสริมให้สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เป็นแกนนำความร่วมมือทั้งในรูปแบบของงานวิจัยร่วมการประชุมวิชาการ และการแลกเปลี่ยนนักวิจัย โดยได้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักอินทรีย์เคมีในประเทศสมาชิก เพื่อยกระดับคุณภาพงานวิจัยของไทยให้ทัดเทียมกับนานาชาติ โดยมีสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เป็นศูนย์กลาง (HUB) ภายในประเทศ โดยทรงเป็นหัวหน้าโครงการความร่วมมือทางวิชาการในสาขาวิชาอินทรีย์เคมีในภูมิภาคเอเชีย (Asian Core Program (ACP) : Cutting-Edge Organic Chemistry in Asia) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2548 จากความร่วมมือของสถาบันการศึกษาชั้นนำ 7 ประเทศ และ 1 เขตการปกครองพิเศษ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีนสาธารณรัฐเกาหลี ประเทศไทย สาธารณรัฐจีน(ไต้หวัน) สาธารณรัฐสิงคโปร์ สหพันธรัฐมาเลเซีย และเขตบริหารพิเศษฮ่องกง โครงการความร่วมมือทางวิชาการฯนี้ ได้จัดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อเป็นสื่อกลางในการนำเสนอผลงานวิจัยที่มีความโดดเด่นของนักวิจัยในกลุ่มประเทศสมาชิก ทำให้เกิดการพัฒนาและต่อยอดผลงานวิจัย ยกระดับคุณภาพงานวิจัยด้านอินทรีย์เคมีในภูมิภาคเอเชียให้ทัดเทียมกับภูมิภาคอื่นๆ

สำหรับในปีพ.ศ. 2561 นี้ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี โปรดให้ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติทางด้านอินทรีย์เคมีขั้นสูงในภูมิภาคเอเชีย ครั้งที่ 13 (The 13thInternational Conference on Cutting-Edge Organic Chemistry in Asia) หรือ ICCEOCA-13 ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ระหว่างวันที่ 1-4 พฤศจิกายน พ.ศ.2561

ทั้งนี้ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ได้รับเกียรติจัดการประชุม ICCEOCA-4 มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อพ.ศ.2552 โดยการประชุมวิชาการฯ ICCEOCA ครั้งที่ 13 นี้ จะเป็นการรวมตัวของนักวิจัย คณาจารย์ที่มีผลงานวิจัยอันโดดเด่น และมีความเชี่ยวชาญด้านอินทรีย์เคมี และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กว่า 200 คน เข้าร่วมนำเสนอผลงานความก้าวหน้าทางการวิจัย วิทยาการ และเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้อย่างกว้างขวาง นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมที่สำคัญ คือ การมอบรางวัล Lectureship Awards แก่ผู้ที่นำเสนอผลงานวิจัยยอดเยี่ยม โดยนักวิจัยที่ได้รับรางวัลนี้จะได้มีโอกาสเดินทางไปเผยแพร่ความก้าวหน้างานวิจัยของตนเอง อีกทั้งยังทำหน้าที่ช่วยอภิปรายแลกเปลี่ยน ความรู้ระหว่างนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นส่วนส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือทั้งการวิจัยและสร้างเครือข่ายกับนักวิจัยและคณาจารย์ชั้นนำในกลุ่มประเทศสมาชิก ในขณะที่ประเทศไทยจะได้นำงานวิจัยที่ทำขึ้นภายในประเทศ ออกเผยแพร่ให้แก่นักวิชาการในต่างประเทศด้วย

จากพระวิสัยทัศน์อันยาวไกลของ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์ไทย ในการเข้าร่วมโครงการความร่วมมือทางวิชาการในสาขาอินทรีย์เคมีในภูมิภาคเอเชีย ดังกล่าว ส่งผลโดยตรงต่อวงการวิทยาศาสตร์ไทยเป็นอย่างมาก โดยจะเห็นได้จากการเติบโตของเครือข่ายวิจัยภายในประเทศ และโครงการนี้ยังทำหน้าที่เป็นสื่อกลางสำคัญให้นักวิทยาศาสตร์ไทยได้มีปฏิสัมพันธ์เชื่อมโยงกับนักวิทยาศาสตร์ จากประเทศสมาชิกอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย นำไปสู่ความร่วมมือด้านการวิจัยจากเครือข่ายวิจัยของกลุ่มประเทศสมาชิกอันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว นับว่าเป็นโอกาสอันดีของนักวิจัยไทยที่จะได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความก้าวหน้าทางการวิจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย เพื่อยกระดับการวิจัยให้มีความเข้มแข็ง และมีความก้าวหน้า ทัดเทียมประเทศอื่นๆ รวมไปถึงเป็นการกระชับความสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายระหว่างนักวิจัยกับนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย อีกด้วย

การประชุมวิชาการระดับนานาชาติทางด้านอินทรีย์เคมีขั้นสูงในภูมิภาคเอเชีย ครั้งที่ 13The 13th International Conference on Cutting-Edge Organic Chemistry in Asia (ICCEOCA-13) จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1-4พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ หลักสี่ ผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ หมายเลขโทร.02-5541902 โทรสาร 02-5538572 อีเมล์: icceoca13@cri.or.th หรือ https://icceoca13.cri.or.th

10 เล่มไฮไลท์งานมหกรรมหนังสือระดับชาติปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/372353

10 เล่มไฮไลท์งานมหกรรมหนังสือระดับชาติปีนี้

10 เล่มไฮไลท์งานมหกรรมหนังสือระดับชาติปีนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

งานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 23 เริ่มขึ้นแล้ว ไม่ว่าคุณจะมีหนังสือที่อยากอ่านอยู่ในใจ หรือยังไม่มี แนะนำ 10 เล่มไฮไลท์ชวนอ่าน ที่หยิบซื้อได้เลย ไม่ต้องพูดเยอะ ตรงมาที่ บูธ นานมี บุ๊คส์ A12 โซน Plenary Hall (ที่เดิม) ศูนย์การประชุมแห่งชาติ มาดูกันเลยว่ามีเล่มไหนบ้าง

1.ครอบครัวตึ๋งหนืดเล่ม 32 ตอนโค้ชตึ๋งหนืดตืดระเบิด การ์ตูนขวัญใจมหาชน ที่เด็กๆ ตั้งตาคอย หลังจากห่างหายจากเล่ม 31 มานานถึง 10 เดือน ครั้งนี้โทรุและครอบครัวตึ๋งหนืดกลับมาพร้อมกับการเป็นโค้ชสอนเทคนิคการประหยัดที่ทำเองได้ง่ายๆสไตล์ตึ๋งหนืด เช่น บัญชีรายรับ-จ่าย การรวบรวมใบเสร็จรับเงินคือสมบัติล้ำค่า รวมถึงเคล็ดลับดูแลสุขภาพหน้าหนาว ฯลฯ รับรองความสนุกปนฮาแฝงสาระสมกับที่รอคอย

2.สักวาฉันเป็นใครใครรู้บ้าง หนังสือรวมกลอนสักวาเขียนโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ มีจุดเด่นที่กลอนแต่ละบทถามปริศนาตัวละครในนิทานพื้นบ้านและวรรณคดีไทย 60 ตัว ผสมผสานคำสมัยใหม่ร่วมกับบทกลอนสุดเก๋าที่แต่งขึ้นมาได้อย่างลงตัว ให้เด็กๆ (และผู้ใหญ่) ลองทายกันสนุกๆ พร้อมความรู้เรื่องวรรณคดีไทย

3.ใครดีที่สุด อีกหนึ่งผลงานใหม่ของนักเขียนมือรางวัล สุมาลีวรรณกรรมเยาวชนที่สอนให้เด็กๆ รู้จักแนวคิดประชาธิปไตย และสนับสนุนการยอมรับความแตกต่างไปพร้อมกับเหล่าลูกสัตว์ป่าเพื่อลงคะแนนเลือกตั้งว่า “ใครดีที่สุด” ในสวนสัตว์แห่งนี้อีกทั้งมีกิจกรรมให้เด็กๆ ได้มีโอกาสออกเสียงด้วยบัตรเลือกตั้งอีกด้วย

4.ทุกโจทย์มีคำใบ้ ยากแค่ไหนก็ทำได้ คณิตศาสตร์ ม.1-ม.3 หนังสือแบบฝึกหัดสไตล์ญี่ปุ่น ที่มีหน้าปกเหมาะกับวัยใส ฉีกกฎหน้าปกแบบฝึกหัดเครียดๆ แต่ละบทมีแบบทดสอบทบทวนแบ่งตามเนื้อหา พร้อมคำใบ้ว่าโจทย์นี้ต้องหาคำตอบอย่างไร น้องๆ ที่ไม่ถนัดทำโจทย์ รับรองแค่ทำแบบฝึกหัดนี้แค่ 1 หน้าต่อ 1 ครั้ง ก็สามารถเพิ่มทักษะการคำนวณและวิทยาศาสตร์ได้ไม่ยาก

5.ช้างน้อยอั้นฉี่ เชื่อว่าถูกใจคุณพ่อคุณแม่แน่นอน เพราะเด็กๆมักมีพฤติกรรมอั้นฉี่บ่อยๆ ลองมาอ่านเล่มนี้ นอกจากจะช่วยให้ลูกฝึกเข้าห้องน้ำเมื่อรู้สึกอยากปัสสาวะแล้ว เด็กๆ ยังได้เห็นความสำคัญของการดื่มน้ำอย่างเพียงพออีกด้วย

6.ซ่อนหาแสนสนุก หนังสือกิจกรรมที่ชักชวนเด็กๆ มาค้นหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ ทั้งสัตว์และสิ่งของให้มองหา ลองจับคู่ หรือนับจำนวนสิ่งที่ซ่อนอยู่ พร้อมต่อยอดไปสู่การตั้งคำถามไม่รู้จบ ช่วยฝึกการสังเกตและสร้างสมาธิให้กับเด็กๆ ได้อย่างดี ออกมาให้เลือกถึง 3 เล่ม ไดโนเสาร์, หมาและแมว และสัตว์ในป่า

7.ทำไงดีเด็กๆ มีเรื่องกลุ้มใจ หนังสือที่รวบรวม 38 ปัญหาหนักอกที่เด็กๆ มักกลุ้มใจพร้อมวิธีแก้ปัญหาตามหลักจิตวิทยาของ Dr.Adlerนักจิตวิทยาเด็กชื่อดัง เน้นวิธีแก้ปัญหา พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ประกอบ เช่น เพื่อนตั้งกลุ่ม LINE แต่ไม่ชวนเรา,ชวนเพื่อนสนิทมาเล่นที่บ้านแต่ถูกปฏิเสธ,ทำอย่างไรให้พ่อแม่เลิกทะเลาะกัน ฯลฯเหมาะกับเด็ก 6-12 ปี รวมถึงคุณครู คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง รู้ไว้จะช่วยแก้ปัญหาให้เด็กๆ หายกลุ้มใจ

8.พ่อแม่จ๋า อย่าโกรธหนู หนังสือขายดีกว่า 4.8 ล้านเล่มในญี่ปุ่น การันตีว่าใช้ได้ผลแล้วกับพ่อแม่ชาวญี่ปุ่น อัดแน่นด้วยเคล็ดลับการเลี้ยงลูกจากผู้เชี่ยวชาญ ที่จะทำให้ไม่ต้องดุและตีลูกอีกต่อไป เช่น วิธีรับมือกับความหงุดหงิด, ลูกเดินตามตลอดจนทำงานบ้านไม่ได้, เทคนิคการยอมรับลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข ฯลฯ

9.สูตรน้ำผักผลไม้เปลี่ยนชีวิตต้าน 59 โรคร้าย น้ำผักผลไม้สูตรไหนจะช่วยเยียวยาโรคอะไรได้บ้าง เนื้อหารวบรวมสูตรน้ำผักผลไม้แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ตามอาการของโรค เช่น ลดน้ำหนัก บำรุงผิว-ความสวยความงาม คลายเครียด-บำรุงสุขภาพสำหรับคนทำงาน ทุกเมนูทำตามได้ง่ายส่วนผสมหาซื้อได้ทั่วไป มีไว้คู่บ้านไม่ผิดหัวง

10.เมืองมรณะ นวนิยายสืบสวนสอบสวนชุดชาร์ลี พาร์เกอร์ ภาคต่อจาก ต่อหน้า ต่อตาย งานเขียนที่ทำให้ผู้อ่านหลอนจนนอนไม่หลับมาแล้ว เล่มนี้กลับมาเผชิญหน้ากับฆาตกรในตำนานที่หลอกหลอนมาหลายสิบปี อะไรที่ทำให้ชาร์ลีต้องหวนคืนสังเวียนอีกครั้ง

นอกจากเล่มไฮไลท์ที่นำมาแนะนำกันนี้ ยังมีเล่มเด็ดที่ยังไม่ออกในงาน แต่เปิดให้ Pre Order กันล่วงหน้าอีกถึง 5 เล่ม ได้แก่ สัตว์มหัศจรรย์ อาชญากรรมของกรินเดลวัลด์ ต้นฉบับบทภาพยนตร์, นิทานของบีเดิ้ลยอดกวี ฉบับภาพประกอบ 4 สี, 80 วันรอบโลก, ใต้ทะเล 20,000 โยชน์ และ Good Night Stories for Rebel Girls เล่ม 2 พร้อมโปรโมชั่นแรงๆ เฉพาะผู้จองภายในงานเท่านั้น ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nanmeebooks.com และ www.facebook.com/nanmeebooksfan สอบถามโทร. 02-662-3000 กด 0

เพลินจิตแฟร์ครั้งสุดท้ายที่สถานทูตอังกฤษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/372355

เพลินจิตแฟร์ครั้งสุดท้ายที่สถานทูตอังกฤษ

เพลินจิตแฟร์ครั้งสุดท้ายที่สถานทูตอังกฤษ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

งานเพลินจิตแฟร์ หวนกลับมาสร้างสีสันและความสนุกสนานเพลิดเพลินอีกครั้ง ที่สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษกรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของงานดังกล่าว ก่อนที่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปจัดขึ้นตามสถานที่อื่นๆ ในรอบ 17 ปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้งานเพลินจิตแฟร์จัดขึ้นที่สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2500-2544 โดยปีนี้ได้กลับมาจัดขึ้นที่นี่อีกครั้ง และจะเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่สถานทูตแห่งนี้จะย้ายไปที่ทำการแห่งใหม่ ทั้งนี้ งานเพลินจิตแฟร์ 2018จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2561 เวลา 10.00-19.00 น. ณ สวนในสถานทูตเอกอัครราชทูตอังกฤษ ถนนวิทยุ กรุงเทพมหานคร

เพลินจิตแฟร์เ ป็นงานออกร้านที่ใหญ่และดำเนินการมาอย่างยาวนานที่สุดในเอเชีย ซึ่งเปิดโอกาสให้มูลนิธิชุมชนชาวอังกฤษในประเทศไทยเพื่อผู้ด้อยโอกาส (BCTFN) ได้ระดมเงินเพื่อบริจาคให้โครงการเพื่อการกุศลต่างๆ ในประเทศไทยไปแล้วกว่า 200 ล้านบาท ทั้งนี้ มูลนิธิฯ จดทะเบียนอย่างถูกต้องและมีสถานะเป็นหน่วยงานที่ไม่แสวงผลกำไรในประเทศไทย ภายในงานเพลินจิตแฟร์ เด็กๆ จะได้สนุกสนานไปกับเครื่องเล่นมากมาย ทั้งเรือปั่นด้วยมือ เดินลูกบอลน้ำ ยิงปืน รถไฟแสนสนุก บันจี้จัมพ์ และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ เด็กๆ ยังจะได้พบกับซานตาคลอส และเอกกี้ (Eckie) ตัวตลกสัญลักษณ์ประจำงานเพลินจิตแฟร์อีกด้วย

สำหรับคุณแม่ทั้งหลายสามารถถือโอกาสนี้เพลิดเพลินไปกับการช็อปปิ้งที่แผงร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าแฟชั่นกว่า 40 แผง โดยครั้งนี้เทสโก้ เซ็นทรัล ท็อปส์ และบู๊ทส์ จะร่วมออกงานด้วย พร้อมจำหน่ายสินค้ามากมาย นอกจากนี้ หอการค้าอังกฤษยังจัดให้มีการจับสลากรางวัลใหญ่ๆ 30 รางวัล อาทิ ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-ลอนดอน พร้อมที่พัก รวมทั้งบัตรที่พัก ณ รีสอร์ทระดับ 5 ดาว

งานเพลินจิตแฟร์ ดำเนินการโดยอาสามัครของทางมูลนิธิฯ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากบริษัทเอกชนต่างๆ เช่น ติดตั้งแผงร้านค้า และเครื่องเล่นต่างๆ นับเป็นกิจกรรมนอกบ้านที่ทุกครอบครัวสามารถเพลิดเพลินได้พร้อมอิ่มอร่อยกับอาหารชั้นเลิศ เครื่องดื่ม และการแสดงบนเวทีมีบริการรับฝากสัมภาระ ตู้กดเงินสด รวมทั้งบริการด้านการพยาบาลจากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ บัตรจำหน่าย ณ บริเวณทางเข้างาน ราคา 500 บาท สำหรับผู้ใหญ่ เด็กอายุต่ำกว่า 12 เข้าฟรี รายได้จากการจัดงานทั้งหมด จะนำไปช่วยเหลือองค์กรการกุศลและผู้ด้อยโอกาสในประเทศไทย