ซีพี-เมจิ เทนไซ ปีที่ 6 ติวสดกับ 5 ติวเตอร์ขั้นเทพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/411971?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ซีพี-เมจิ เทนไซ ปีที่ 6 ติวสดกับ 5 ติวเตอร์ขั้นเทพ

22 มกราคม 2563 – 00:20 น.
ซีพี-เมจิ เทนไซ,6 ติวสดกับ 5 ติวเตอร์ขั้นเทพ,เติมความรู้,ติวสด,ติวเตอร์,ป6,ก้าวสู่ ม1
เปิดอ่าน 110 ครั้ง

“ซีพี-เมจิ เทนไซ” ปีที่ 6 ติวสดกับ 5 ติวเตอร์ขั้นเทพ เติมความรู้ น้องๆ ป.6 ก้าวสู่ ม.1 อย่างมั่นใจ

นางสาวชาลินี พูนลาภมงคล ผู้ช่วยกรรมการผู้การฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด หรือ ซีพี-เมจิ กล่าวว่า “ซีพี-เมจิ เทนไซ” เป็นโครงการด้านการศึกษาโครงการเดียวสำหรับน้องๆ ชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ซึ่งจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 6 แล้ว ในปี 2563 นี้ ใช้แนวคิด “เปิดกล่องความรู้ มุ่งสู่ ม.1” กับการติวสด 5 วิชาหลักที่ใช้ในการสอบเข้าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ติวเตอร์ชื่อดัง 5 ท่าน ได้แก่ ครูลิลลี่ ภาษาไทย ครูซุปเค คณิตศาสตร์ ครูพี่กิ๊ฟ ภาษาอังกฤษ อ.ชัย สังคมศึกษา และ ครูพี่บิ๊ก วิทยาศาสตร์ ที่จะมาวิเคราะห์แนวข้อสอบ พร้อมเผยเทคนิคและเคล็ดลับต่างๆ ในการเตรียมความพร้อมมากมาย

“ซีพี-เมจิ ให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ และเล็งเห็นว่า การศึกษาเป็นหนึ่งในหัวใจและรากฐานสำคัญของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างมีคุณภาพ จึงจัด “ซีพี-เมจิ เทนไซ” อย่างต่อเนื่อง เพื่อเติมความรู้ เสริมความมั่นใจ ให้กับน้องๆ ป.6 ที่จะก้าวเข้าสู่สังคมใหม่ในระดับชั้น ม.1 โดยเรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย จำนวนจำกัด 1,000 ที่นั่ง สำหรับนักเรียน และ 200 ที่นั่ง สำหรับผู้ปกครองที่ร่วมติวกับลูกผ่านจอ VTR” นางสาวชาลินี กล่าว

นอกจากการเปิดกล่องความรู้ด้านวิชาการแล้ว ยังมีความพิเศษอีก 2 กิจกรรม คือ “เปิดโลกน้องๆ” กับสองไอดอลรุ่นพี่ “มิวนิค” ศิลปินวง BNK48 และ “โค้ชป้อม – จักรพล ป้อมปราณี” โค้ชทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ROV eSports ที่มาร่วมพูดคุย พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการค้นหาความชอบ การเดินตามความฝัน โดยสามารถทำควบคู่ไปกับการเรียนได้อย่างสมดุล

และ “เปิดโลกผู้ปกครอง” แนะเทคนิคเลี้ยงลูกแบบพ่อแม่ยุคดิจิตอล เพื่อความเข้าใจและเตรียมรับมือกับลูกในช่วงอายุที่เข้าสู่การเป็นวัยรุ่น กับ 4 หัวข้อเด็ด “เข้าใจความแตกต่าง สร้างครอบครัวมีสุข”, “สมองวัยรุ่น วุ่นรัก”, “โค้ชลูก! พ่อแม่ทำได้” และ “อาชีพแห่งอนาคต” โดยผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์วิเคราะห์ศักยภาพปัญญธารา (P-Pac) ณ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กรุงเทพฯ.

ผู้ว่าฯอัศวิน สั่งปิดโรงเรียนกทม. 437แห่ง พรุ่งนี้ 1 วัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/411898?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ผู้ว่าฯอัศวิน สั่งปิดโรงเรียนกทม. 437แห่ง พรุ่งนี้ 1 วัน

21 มกราคม 2563 – 17:40 น.
ข่าววันนี้,สั่งปิดโรงเรียน,กรุงเทพมหานคร,ผู้ว่าฯอัศวิน,PM25,437โรงเรียน
เปิดอ่าน 1,155 ครั้ง

ผู้ว่าฯอัศวิน สั่งปิดโรงเรียนกทม. 437แห่งพรุ่งนี้ 1 วัน (22 ม.ค.) เพื่อลดปริมาณยานพาหนะบนท้องถนน หลังฝุ่นPM2.5 มีค่าเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่จากสภาพอากาศปิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร แถลงข่าวภายหลังการประชุมมาตรการรับมือฝุ่น PM 2.5 ของกรุงเทพมหานคร ว่า พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สั่งการประกาศหยุดเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 437 แห่ง ในวันพรุ่งนี้ (22 ม.ค. 2563) 1 วัน เนื่องจากสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 มีค่าเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่จากสภาพอากาศปิด และจะติดตามรายงานสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อพิจารณาดูว่าจะมีการปิดเพิ่มหรือไม่ โดยจะมีการจัดการเรียนเสริมให้ทดแทนในวันอื่น

พร้อมออก 4 มาตรการด่วน ได้แก่ 1. เหลื่อมเวลา ให้หน่วยงานในสังกัดกทม.ทุกหน่วยงานเหลื่อมเวลาการทำงานเป็น 10.00-18.00 น. เพื่อลดความหนาแน่นของการจราจร โดยมาตรการนี้จะใช้จนกว่าจะพ้นวิกฤต แต่ทั้งนี้ยืนยันว่าประชาชนจะไม่ได้รับผลกระทบจากการเหลื่อมเวลา 2.ให้โรงเรียนในสังกัดกทม.จำนวน 437 แห่งปิดการเรียนการสอน 1 วันคือวันที่ 22 มกราคม 2563

เนื่องจากกรมอุุตุนิยมรายงานสภาพอากาสซ่าอากาศยังปิด ลมอ่อนและมีแนวโน้มว่าฝุ่นยังคงสะสมไปอีก 1-2 วัน 3.แจกหน้ากากอนามัยให้กับประชาชน โดยประชาชนสามารถไปรับได้ที่ศูนย์บริการสาธารณสุข 68 แห่งทั่วกรุงเทพฯ, สถานีขนส่ง และสถานีรถไฟฟ้า โดยจะเริ่มแจกในทันที และ4.ขอให้ประชาชนป้องกันตัวเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ออกนอกอาคาร

โดยข้อมูลคุณภาพอากาศ ประจำวันที่ 21 มกราคม 2563 เวลา 15.00 น. ที่ผานมา จากการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยกรมควบคุมมลพิษร่วมกับกรุงเทพมหานคร จำนวน 52 สถานี ตรวจวัดค่าได้ 37 – 85 มคก./ลบ.ม. (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม) โดยปริมาณฝุ่นละอองในภาพรวมมีแนวโน้มลดลงในหลายพื้นที่จากช่วงเที่ยงวันนี้ โดยพบพื้นที่ที่มีปริมาณฝุ่นละอองอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (พื้นที่สีส้ม) 46 พื้นที่ ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น และติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ คพ. ยังคงรายงานสถานการณ์และแจ้งประสานข้อมูล ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการควบคุมกำกับ ดูแล ภารกิจตามมาตรการ “ภายใต้แผนปฏิบัติการ ขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ ” อย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นละอองให้กลับสู่ปกติ

   ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์ได้ทางเว็บไซต์ Air4Thai.com แอปพลิเคชั่น Air4Thai และ bangkokairquality.com

       อ่านข่าว : ‘ผู้ว่าฯอัศวิน’ สั่งรร.กทม.ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี

ไทยไขปริศนา โคโรนาพันธุ์ใหม่ ท่ามกลางข้อมูลอันจำกัดจากจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/411750?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ไทยไขปริศนา โคโรนาพันธุ์ใหม่ ท่ามกลางข้อมูลอันจำกัดจากจีน

21 มกราคม 2563 – 12:25 น.
ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่,ไขปริศนา
เปิดอ่าน 841 ครั้ง

ไทยไขปริศนา โคโรนาพันธุ์ใหม่ ท่ามกลางข้อมูลอันจำกัดจากจีน  โดย…พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com –

ไทยนับเป็นประเทศแรกที่สามารถยืนยันพบผู้ป่วยติดเชื้อ “ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019” รายแรกนอกพื้นที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ทางตอนกลางของจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ระบาดของโรค และผู้ป่วยเป็นชาวจีนเดินทางมาจากพื้นที่ดังกล่าว เบื้องหลังการเฝ้าระวัง คัดกรอง ป้องกัน จนถึงการที่สามารถยืนยันเชื้อไวรัสได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ท่ามกลางข้อมูลที่ค่อนข้างจำกัดจากจีน แต่ “ทีมไทย” ก็สามารถทำได้แม้ไม่มีตัวอย่างเชื้อจากประเทศจีนมาเทียบเคียง!!!

สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี รองหัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า หลังจากที่กรมควบคุมโรค (คร.) ได้คัดกรองพบผู้เข้าเกณฑ์สงสัยต้องเฝ้าระวังที่สนามบินสุวรรณภูมิ และนำตัวเข้ารับการรักษาที่ห้องแยกโรคความดันลบสถาบันบำราศนราดูร และตรวจเชื้อเบื้องต้นไม่พบเชื้อที่ก่อโรคระบบทางเดินหายใจ 33 ชนิดที่รู้จักมาก่อน จึงส่งตัวอย่างเชื้อให้ศูนย์ทำการตรวจ โดยระบุโจทย์ว่า “สงสัยจะเป็นโรคใหม่ในจีน ซึ่งไม่รู้โรคอะไร”

สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี

ศูนย์ดำเนินการตรวจมุ่งไปที่ไวรัส 2 ตระกูล คือ โคโรนาและอินฟลูเอนซาเนื่องจากช่วงเวลานั้นจีนยังไม่เปิดเผยว่าเป็นไวรัสตระกูลโคโรนา โดยใช้วิธีพิเศษเพราะการตรวจวิธีปกติไม่สามารถตรวจเจอเชื้อ คือเพิ่มปริมาณไวรัสแบบทั้งตระกูล (Family wide PCR) แล้วถอดรหัสพันธุกรรม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงในการตรวจต่อ 1 ตัวอย่าง 1.2 แสนบาท ก่อนนำมาเปรียบเทียบรหัสพันธุกรรมจากธนาคารรหัสพันธุกรรมโลก
ในวันที่ 9 มกราคม 2563 ไทยพบว่าเป็นเชื้อไวรัสตระกูลโคโรนา แต่ไม่สามารถระบุสายพันธุ์ย่อยได้ แต่พบว่ามีความคล้ายคลึงกับเชื้อที่ก่อโรคซาร์ส เพราะไม่มีรหัสพันธุกรรมของสายพันธุ์นี้อยู่ในธนาคาร กระทั่งหลังจากไทยพบลักษณะเชื้อเช่นนี้ 2 วัน ในวันที่ 11 มกราคม 2563 ทางการจีนนำรหัสพันธุกรรรมไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่พบในเมืองอู่ฮั่นใส่ในธนาคาร และระบุว่าเป็นไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ทำให้ไทยสามารถนำรหัสพันธุกรรมของไวรัสมาเทียบเคียงและพบว่าตรงกับที่ตรวจเจอจากผู้ป่วยชาวจีนในไทย

“เท่าที่มีข้อมูลตอนนี้ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 นี้ มีรหัสพันธุกรรมใกล้เคียงกับเชื้อที่พบในค้างคาวมากที่สุดที่ประมาณ 89% ซึ่งเป็นค้างคาวมงกุฎซึ่งพบในจีน 2 สปีชีส์ คือค้างคาวเกือกม้าของจีน (Rhinolophus sinicus) ไม่พบในไทย และค้างคาวมงกุฎยอดสั้นเล็ก (Rhinolophus thomast) พบในไทย ส่วนที่เชื้อจากค้างคาวจะอาศัยสัตว์ทะเลเป็นตัวกลางปรับเปลี่ยนสารพันธุกรรมในการมาสู่คนนั้น ค่อนข้างยาก เพราะค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม การจะเป็นตัวกลางก็น่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนกันแต่ก็อยู่ที่ความสามารถของตัวเชื้อด้วย” สุภาภรณ์กล่าว
สุภาภรณ์  บอกด้วยว่า จากการที่ศูนย์ได้ร่วมกับกรมควบคุมโรค กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ดำเนินการสำรวจไวรัสที่พบในสัตว์ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2553-2562 ใน 9 จังหวัด ได้แก่ เลย ชลบุรี ราชบุรี เชียงใหม่ ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา พังงา สระแก้ว และตราด โดยส่งตรวจในห้องแล็บกว่า 42,000 ตัวอย่าง พบว่าเป็นไวรัสที่รู้จักแล้ว 402 ชนิดและไวรัสใหม่ที่ไม่รู้จัก 458 ชนิด ส่วนใหญ่พบในค้างคาวและเป็นไวรัสตระกูลโคโรนา

แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ อัลฟา (AlphaCoV) เบต้าโค เอ (BetaCov A) เบต้าโค บี (BetaCov B) เบต้าโค ซี (BetaCov C) และเบต้าโค ดี (BetaCov D) โดยกลุ่มที่สนใจเป็นพิเศษคือ เบต้าโค บี ซึ่งกลุ่มเดียวกับที่ก่อให้เกิดโรคซาร์สและตัวระบาดที่อู่ฮั่น ส่วนอัลฟายังไม่พบรายงานก่อโรคในคน
ขณะที่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย อธิบายว่า ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่าหายนะที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์มีส่วนหรือความเป็นไปได้ที่จะเกิดจากเชื้อโรคโดยเฉพาะไวรัสที่ส่งผ่านมาจากสัตว์โดยตรงสู่คน หรือมีตัวกลางจากแมลง ยุง เห็บ ไร ริ้น

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

ทั้งนี้เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว เริ่มเป็นที่รับทราบว่าไม่ต่ำกว่า 60-70% ของเชื้อก่อโรคในคนมีต้นตอจากสัตว์ทั้งสิ้น และมีศักยภาพในการทำให้เกิดโรคอุบัติใหม่ที่จะสร้างผลกระทบในวงกว้างทั้งจากการเกิดโรคระบาดและในการกระทบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากไวรัสที่สามารถผันแปรรหัสพันธุกรรม ซึ่งเอื้อต่อการตั้งตัวในสัตว์ต่างชนิดจากตระกูลแรกและเป็นหนทางสู่คนในที่สุด
การที่เชื้อจะเข้าคนได้นั้นจะต้องมีการสมยอมให้เชื้อผ่านเข้าเซลล์และเนื้อเยื่อได้ แต่แม้จะมีการสมยอมก็ตามไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดโรคหรือมีอาการเสมอไป ทั้งนี้กระบวนการที่ก่อให้เกิดโรคจำเป็นจะต้องมีขั้นตอนหลบหลีกจากระบบป้องกันภัยของคน และเมื่อมีการตั้งตัวโดยเริ่มขยายจำนวนได้แล้วจึงจะมีกลไกในการทำร้ายเซลล์ไม่ว่าจากการกระตุ้นให้มีการอักเสบมากเกินพอเหมาะพอควร หรือเป็นกระบวนการแฝงอาศัยอยู่ในเซลล์ดูดพลังงานจนเซลล์หมดกำลัง (bioenergetic failure) อีกทั้งไม่ยอมให้ระบบกำจัดสิ่งแปลกปลอมขจัดตัวเชื้อโรคออกจากเซลล์
“ความรุนแรงหรืออาการมีได้ตั้งแต่อาการน้อยมากจนแทบไม่รู้สึกถึงรุนแรงมาก กระทั่งถึงเสียชีวิต เมื่อมีการสมยอมเกิดมีอาการแล้วอาจจะยังตัดกันไม่ขาด ยังคงหลบซอกซอนอยู่ในร่างกายตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นที่เดิม และเกิดโรคซ้ำซ้อนขึ้นมา แม้ว่าจะผ่านไปหลายเดือนจนเป็นปีก็ตาม เช่น ในโรคไข้เลือดออกอีโบลา สมองอักเสบนิปาห์ และโรคซิการ์ โดยในระหว่างที่มีการสมยอมนั้นยังมีการแพร่ให้คนอื่นได้และเป็นกระบวนการสำคัญอีกอย่างในการพัฒนาการแพร่กระจายของเชื้อโดยที่การติดต่อทางการหายใจ ถือเป็นขั้นตอนที่มีประสิทธิภาพที่สุดของเชื้อโรค และเชื้ออุบัติใหม่เหล่านี้เนื่องจากคนไม่เคยสัมผัสมาก่อนดังนั้นจะไม่มีภูมิคุ้มกันเลย ทำให้โรคอาจจะมีความรุนแรงมาก” ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าว

นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน

นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า ผลจากการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิ่งเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามมาซึ่งส่งผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์มี 2 รูปแบบ คือ ภัยธรรมชาติ และโรคระบาดบางพื้นที่เกิดภัยธรรมชาติ บางพื้นที่เกิดโรคระบาดโรคติดต่อ และในบางกรณีเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะโรคระบาด จากข้อมูลพบว่าโรคติดต่ออุบัติใหม่ที่เกิดขึ้นกว่า 70% มาจากสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ป่าถือเป็นแหล่งเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งหากอยู่ในตัวสัตว์ป่าเองจะไม่ก่อโรคหรือแสดงอาการเจ็บป่วยออกมา แต่หากเชื้อโรคเหล่านี้ติดต่อสู่มนุษย์หรือสัตว์เลี้ยงก็จะเกิดโรคและแสดงอาการเจ็บป่วยออกมา รวมถึงสามารถติดต่อสู่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้
ปัจจัยที่ทำให้เชื้อโรคจากสัตว์ป่าติดต่อสู่คน ได้แก่ 1.ถิ่นอาศัยถูกบุกรุก ทำลาย หรือรบกวน สัตว์ป่าไม่มีที่อยู่ พฤติกรรมเปลี่ยน ออกมาอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับมนุษย์ 2.ภัยธรรมชาติที่ทำลายสมดุลของสภาพแวดล้อมระหว่างคนและสัตว์ป่า ทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง เช่น อุทกภัย อัคคีภัย เป็นต้น 3.อาชญากรรมสัตว์ป่า เป็นอีกปัจจัยคุกคามการอยู่รอดของมนุษยชาติที่สำคัญ เพราะสัตว์ป่าในขบวนการนี้ มักถูกจับจากธรรมชาติ ถูกเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ถูกจำกัดพื้นที่ กักขัง สัตว์จึงเกิดความเครียด เมื่อร่างกายสัตว์เกิดความเครียดภูมิคุ้มกันร่างกายจะลดลง โอกาสที่เชื้อโรคที่มีอยู่ในร่างกายจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น โอกาสที่จะแพร่กระจายเชื้อก็มีมากขึ้น 4.การบริโภคสัตว์ป่า เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ โดยเฉพาะขั้นตอนและกระบวนการประกอบอาหาร เช่น การฆ่า ผ่า ชำแหละ ซากสัตว์ป่า มีโอกาสที่สัมผัสกับสารคัดหลั่งต่างๆ ของสัตว์ป่า เช่น เลือด น้ำลาย อุจจาระ ปัสสาวะ โดยในสารคัดหลั่งเหล่านี้สามารถตรวจพบเชื้อไวรัสต่างๆ ได้

หนุนสร้างโอกาส เพิ่มจำนวนเด็กช้างเผือก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/411718?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

หนุนสร้างโอกาส เพิ่มจำนวนเด็กช้างเผือก

20 มกราคม 2563 – 22:02 น.
กสศ,สร้างโอกาส,เด็กช้างเผือก,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 86 ครั้ง

 กสศ.พร้อมหนุนสร้างโอกาส เพิ่มจำนวนเด็กช้างเผือก เผย ไทยมีเด็กช้างเผือก ยากจน-เรียนเก่ง มากกว่าค่าเฉลี่ย OECD เอาชนะข้อจำกัดทางฐานะ

20  ม.ค.2563- เผย ไทยมีเด็กช้างเผือก ยากจน-เรียนเก่ง มากกว่าค่าเฉลี่ย OECD เอาชนะข้อจำกัดทางฐานะ ทำคะแนนPISA  2018  ติดอันดับสูง 25% แรกของประเทศ  กสศ.พร้อมหนุนสร้างโอกาส เพิ่มจำนวนเด็กช้างเผือก

ดร.ภูมิศรัณย์  ทองเลี่ยมนาค  ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์เชิงลึกคะแนนสอบ PISA 2018 ซึ่งประเมินทักษะด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ของกลุ่มเยาวชนอายุ 15 ปีทั่วโลก โดยมีเยาวชนกว่า 600,000 คน จาก 79 ประเทศ เข้าร่วมทดสอบ

โดยประเทศไทย มีนักเรียน (อายุ 15 ปี ส่วนใหญ่อยู่ชั้น ม.3-4) จำนวน 8,633 คน จาก 290 โรงเรียน เข้าร่วมการทดสอบด้วยนั้น  พบว่า ผลคะแนนสอบของนักเรียนไทยมีความสัมพันธ์กับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของนักเรียน   คะแนนของนักเรียนไทยที่มีฐานะต่ำสุดห่างจากคะแนนของนักเรียนฐานะในกลุ่มสูงสุด ประมาณ 2.5 ปีการศึกษา  แต่มีข้อยกเว้นในกลุ่มนักเรียนที่เรียกว่า กลุ่มช้างเผือก ซึ่งเป็นเด็กไทยที่มีฐานะยากจนกลุ่มล่างสุด 25% ของประเทศ แต่สามารถทำคะแนนได้อยู่ในกลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุด 25% ของประเทศ โดยประเทศไทยมีเด็กช้างเผือกกลุ่มนี้จำนวน 13% ของเด็กในกลุ่มเศรษฐฐานะล่างสุด (bottom 25%) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโออีซีดีซึ่งมี 11.3%

 “ เด็กช้างเผือกส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาในเมืองขนาดเล็กและปานกลาง มีพื้นฐานครอบครัวที่พ่อแม่ได้รับการศึกษาเฉลี่ยเพียง 6 ปี หรือมีเพียง 0.55% เท่านั้นที่มีการศึกษาเหนือกว่าระดับมัธยมศึกษา เมื่อเทียบกับกลุ่มพ่อแม่ที่อยู่ในกลุ่มฐานะทางเศษฐกิจและสังคมสูงสุด เกือบ 80% มีการศึกษาในระดับอนุปริญญาหรือมหาวิทยาลัย แต่เด็กกลุ่มช้างเผือกที่ด้อยโอกาสนี้ยังสามารถทำคะแนน PISA ได้ดีเทียบเท่าได้กับเด็กในกลุ่มเศรษฐฐานะสูงสุด”  ดร.ภูมิศรัณย์ กล่าว 

ดร.ภูมิศรัณย์  กล่าวว่า หากวิเคราะห์ไปถึงคะแนนรายวิชา เด็กช้างเผือกของไทยสามารถทำคะแนนวิทยาศาสตร์ ได้เฉลี่ย 492 คะแนน  คณิตศาสตร์ 487  คะแนน  การอ่าน 482 คะแนน ทั้งสามวิชามีคะแนนมากกว่าค่าเฉลี่ยของเพื่อนนักเรียนวัยเดียวกันที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูงสุด ราว ๆ ครึ่งปีถึงหนึ่งปีการศึกษา และมากกว่าเพื่อนนักเรียนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมในระดับเดียวกันถึงสามหรือสี่ปีการศึกษา และมากกว่านักเรียนไทยโดยเฉลี่ยของประเทศราว ๆ สองปีการศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และสามปีการศึกษาในด้านการอ่าน

นอกจากนี้ เด็กช้างเผือกไทยแม้จะมีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำสุด แต่กลับมี Growth Mindset (เชื่อมั่นว่าตนเรียนรู้พัฒนาได้) ที่สูง คิดเป็นค่าประมาณ 58% เทียบเท่าได้กับนักเรียนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มสูงสุด  เด็กกลุ่มนี้ยังมีความคาดหวังในการเข้าเรียนอุดมศึกษาที่สูงมาก รวมถึงการมีความสุขและมุมมองเชิงบวกในระดับที่ดี เมื่อเทียบกับเด็กกลุ่มอื่น ๆ ของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ดัชนีด้านทัศนคติในชีวิตบางอย่างของเขายังอาจจะไม่สูงเมื่อเทียบกับกลุ่มเด็กที่มีความพร้อมทางสังคมสูงกว่า เช่น ดัชนีการตระหนักถึงความสามารถของตนเอง (Self-Efficacy) พบว่านักเรียนกลุ่มช้างเผือก มีการตระหนักถึงความสามารถของตนเอง การสนับสนุนทางอารมณ์จากพ่อแม่ การมีความหมายของชีวิต ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน อยู่ในระดับที่ดีมากเมื่อเทียบกับนักเรียนในกลุ่มเศรษฐฐานะของตน แต่ก็ยังมีค่าน้อยกว่านักเรียนในกลุ่มที่มีความพร้อมของครอบครัวกลุ่มสูงสุด

 “ที่ผ่านมาเราพบว่าเด็กที่มีฐานะยากจน มีโอกาสที่จะได้เรียนต่อในระดับสูงกว่าระดับชั้นม.6น้อยมาก  คือแค่ 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ผลสำรวจของ PISA ช่วยยืนยันว่า หากประเทศไทยสามารถที่จะช่วยเหลือสนับสนุนเด็กที่อยู่ในกลุ่มล่างสุดทางเศรษฐฐานะของสังคม ทั้งในด้านการพัฒนา Growth Mindset (เชื่อมั่นว่าตนเรียนรู้พัฒนาได้)

  การสนับสนุนให้พ่อแม่มีแนวทางในการสนับสนุนแก่บุตรหลาน การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เกื้อกูลในโรงเรียนแก่เด็กกลุ่มด้อยโอกาส รวมไปถึงการแนะแนวโอกาสในการศึกษาต่อหรืออาชีพ ก็จะเป็นการช่วยให้เด็กที่อยู่ในกลุ่มช้างเผือกสามารถที่จะเรียนได้สูงที่สุด และพัฒนาศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการทำให้เด็กกลุ่มยากไร้ด้อยโอกาสอื่น ๆ สามารถพัฒนาตนเองให้มาเป็นเด็กช้างเผือกได้ต่อไปในอนาคต ซึ่งแนวทางเหล่านี้เป็นสิ่งที่ กสศ. มุ่ง พัฒนาต้นแบบการสนับสนุนเพื่อสร้างโอกาสให้แก่เด็กช้างเผือกเป็นจริงได้ต่อไป”  ดร.ภูมิศรัณย์ กล่าว 

สพฐ.กำชับผอ.รร.พบวิกฤตฝุ่น PM2.5 สั่งหยุดเรียนได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/411706?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

สพฐ.กำชับผอ.รร.พบวิกฤตฝุ่น PM2.5 สั่งหยุดเรียนได้

20 มกราคม 2563 – 20:30 น.
่่ ฝุ่นตลบ,PM25,นายอำนาจ วิชยานุวัติ,เลขาสพฐ
เปิดอ่าน 382 ครั้ง

สพฐ.กำชับผอ.โรงเรียนทุกแห่งดูแลเรื่องผลกระทบของฝุ่น PM2.5 หากเข้าขั้นวิกฤตสั่งหยุดเรียนได้ 7 วัน ย้ำสุขภาพนักเรียนสำคัญ พร้อมแจกหน้ากากป้องกันให้นักเรียนทุกคน

วันที่ 20 มกราคม 2563 – สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เข้าขั้นวิกฤติหลายพื้นที่เสี่ยงกระทบต่อสุขภาพ ล่าสุด นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่าภาพรวมทั่วประเทศยังถือว่าไม่วิกฤต

แต่ทั้งได้กำชับให้ศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ประสานงานไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และ โรงเรียนต่างๆโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ให้ประเมินสถานการณ์การเกิดฝุ่นอย่างใกล้ชิด

 นายอำนาจ วิชยานุวัติ

โดยให้ยึดดูแลความปลอดภัยของนักเรียนเป็นสำคัญ หากพบโรงเรียนได้อยู่ในเขตพื้นที่วิกฤตไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้ ผู้อำนวยการโรงเรียนสามารถสั่งการให้หยุดการเรียนการสอนได้เป็นเวลา 7 วัน และให้หาเวลาสอนเพิ่มเติมให้นักเรียนเนื่องจากขณะนี้ใกล้เวลาที่นักเรียนจะเข้ารับการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) และ สอบปลายภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2562

“ตอนนี้ผมได้กำชับผู้อำนวยการโรงเรียนทุกแห่งให้ดูแลเรื่องผลกระทบของฝุ่นที่มีต่อนักเรียน เนื่องจากจะส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง โดยให้โรงเรียนแจกหน้ากากป้องกันใหเนักเรียนทุกคน รวมถึงได้ขอความร่วมมืองดการจัดการเรียนการสอนในที่แจ้งออกไปก่อนเพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้ให้โรงเรียนดำเนินการตามขั้นตอนปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละลอง PM2.5 ที่ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานส่งไปยังสถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา” เลขาธิการกพฐ. กล่าวในที่สุด

อ่านข่าว : กรมควบคุมมลพิษ จ่อชง 12 มาตรการแก้ PM 2.5 เข้า ครม.

ถอดบทเรียน”แก้วกาญจนา” ตอน2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412148?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ถอดบทเรียน”แก้วกาญจนา” ตอน2

25 มกราคม 2563 – 06:18 น.
แก้วกาญจนา
เปิดอ่าน 63 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล udomgarden1@gmail.com

 ต่อจากเสาร์ที่แล้ว 

แก้วกาญจนาในวันนี้แม้จะมีชนิดพันธุ์ที่มีอยู่ในระบบการค้าอยู่มากมาย นั่นก็ใช่ว่าจะมีปริมาณที่สอดคล้องต่อความต้องการของตลาดในปัจจุบัน… หากแต่จะนับย้อนกลับไปราว 6-7 ปีที่ผ่านมา ต้นแก้วกาญจนาได้ถูกยกให้เป็นไม้ในกระแสที่ร้อนแรงไม่แพ้ไม้ประดับชนิดอื่นใดเลย ด้วยความต้องการที่มีอยู่อย่างเปี่ยมล้น และมูลค่าที่รู้แล้วต้องทำให้หัวใจพองโต จนอยากจะครอบครองเป็นเจ้าของ เพื่อหวังขยายและทำกำไรด้วยเทคนิคต่างๆ สารพัดวิธี เพื่อการได้มาซึ่งหน่อพันธุ์ที่พร้อมจะเลี้ยงให้เติบโต

โดยบางครั้งขอเพียงแค่เริ่มออกรากก็สามารถขายทำกำไรงามๆ ได้แล้ว อีกทั้งในช่วงเวลานั้นยังมีการเพาะเลี้ยงด้วยวิธีพิเศษคู่ขนานไปกับการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ เพียงแค่ปรับสูตรอาหาร อันเป็นกระบวนการการเริ่มต้นที่สำคัญโดยเรียกวิธีการทำนั้นว่า การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (tissue culture) ซึ่งก็จะใช้เวลาในระยะหนึ่งให้ได้ต้นกล้าพันธุ์ที่พร้อมผลิตออกมาสู่ระบบการค้าอย่างมีปริมาณในช่วงเวลานั้น

กระแสที่โหมกระหน่ำและเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นทั้งสภาพเศรษฐกิจและปริมาณต้นที่พร้อมขาย รวมถึงต้นที่จะทยอยออกมาอีกในไม่ช้า ก็ยังมิอาจทำให้พัฒนาการที่เกิดขึ้นกับไม้ชนิดนี้ชะงักหรือหยุดลงไปในทันที แต่ที่เป็นผลกระทบเป็นอย่างมากก็คือราคาที่เกิดจากการเร่งการขายเพื่อเก็บเงินสดลดความกังวลจากความไม่แน่นอนและความตั้งใจที่จะกระจายความเสี่ยงจากการซื้อไม้แม่พันธุ์เข้ามาแบบไม่ธรรมดาที่มีราคาเป็นไปตามกระแสก่อนหน้านี้ จนภาวะการปรับตัวต้องเกิดขึ้นอีกครั้งบนเส้นทางของผู้ผลิตไม้ประดับชนิดนี้

การชะลอตัวทางการตลาดที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น ทำให้เกิดการสูญเสียสภาพคล่องและโอกาสอื่นๆ รวมถึงความสามารถแข่งขันทางการค้าเป็นอย่างมาก ซึ่งในบางชนิดพันธุ์ดูเหมือนไม่มีจุดคุ้มทุนในการผลิตต่อไป ไม้ที่ถูกกำหนดราคาไว้สูงลิบลิ่ว แถมยังขยายพันธุ์ได้ไม่ยากจึงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้หลายคนเข้าไปสู่ระบบการผลิตด้วยความตั้งใจ ซึ่งก็รวมถึงคนที่ไม่ได้อยู่ในสายการผลิตไม้ชนิดนี้โดยตรง และมีความคิดจะไม่ปล่อยให้ความต้องการในท่ามกลางกระแสการใช้ให้ผ่านเลยไปโดยการอยู่นิ่งเฉย

จึงนับเป็นอีกเหตุให้ได้เห็นไม้คุณภาพดีราคาไม่แพงไหลออกมาสู่ระบบตลาด ซึ่งขณะเดียวกันก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่กลับมองเห็นโอกาส และค่อยๆ เก็บต้นพันธุ์ดีดังกล่าวที่มีแนวโน้มและทิศทางค่อนข้างจะชัดเจนในแนวทางตลาดอนาคต นำไปรวบรวมพร้อมกับค่อยขยายให้เกิดปริมาณพร้อมคุณภาพ และได้ทยอยผลิตเข้าตลาดที่ไม่เคยหยุดนิ่งแบบไม่มีคู่แข่งอย่างที่เคยเกิดขึ้นมา จากวิถีเหล่านี้เพื่อให้คนรุ่นถัดมาได้เรียนรู้ถึงการผลิตที่เกินความพอดีจนมีความเสี่ยงซ่อนอยู่ ซึ่งจะส่งผลจนรับรู้ได้ก็อยู่ที่ความหนักหน่วงของวิกฤติได้คืบเข้ามาแล้ว

และทุกวันนี้ยังมีเหตุการณ์อื่นๆ อีกมากที่ให้เราได้เรียนรู้ เพื่อการเตรียมความพร้อมและได้วางแผนเพื่อลดความเสี่ยงนั้นๆ อันเป็นอีกส่วนสำคัญในเส้นทางวิชาชีพให้ต้องมีความรอบคอบด้วยหลายๆ วิธี รวมถึงการเรียนรู้เรื่องราวจากในอดีต โดยมีแก้วกาญจนาเป็นฐานบทเรียนสำคัญในการสร้างสิ่งที่มีคุณค่าเหนือความบกพร่องที่อาจกลับมาอีกได้อยู่เสมอ

ดูวิธีแปรรูป”กุหลาบพันปี”ส่งขายญี่ปุ่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412145?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ดูวิธีแปรรูป”กุหลาบพันปี”ส่งขายญี่ปุ่น

25 มกราคม 2563 – 05:11 น.
เกษตรพบพระ,ไร่ปฐมเพชร,กุหลาบพบพระ
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

 “ท่องโลกเกษตรพบพระ”รับวาเลนไทน์(2) ดูวิธีแปรรูป”กุหลาบพันปี”ส่งขายญี่ปุ่น

ต่อจากเสาร์ที่แล้ว

คราวที่แล้วได้รับฟังข้อมูลภาพรวมพื้นที่ภาคการเกษตรใน อ.พบพระจาก “อรพินทร์ แสงมณี” เกษตรอำเภอพบพระ ซึ่งมีทั้งไม้ดอกอย่างกุหลาบ ทุเรียน อโวคาโด และแมคคาเดเมียนัท  ก่อนมอบภารกิจลงพื้นที่จริงแก่ “สุระวิทย์ ปัญญา” นักวิชาการส่งเสริมเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอพบพระ พาพวกเราลุยสวนเกษตร โดยที่แรกเป็นไร่ปฐมเพชรของ “ภราดร กานดา” ตั้งอยู่เลขที่ 15/1 หมู่ 6 ต.ช่องแคบ อ.พบพระ จ.ตาก บนเนื้อที่กว่า 200 ไร่ จากเดิมที่เป็นแปลงกุหลาบทั้งหมด จนปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรผสมผสานที่มีทั้งไม้ดอก ไม้ผล พืชผักสมุนไพรปลูกในพื้นที่เดียวกันขณะนี้

“ผมเป็นคนนครปฐม ส่วนภรรยาเป็นคนเพชรบุรี ก็เอาชื่อมารวมกันเป็นไร่ปฐมเพชร” ภราดรเผยที่มาชื่อไร่ ก่อนแจงรายละเอียดความเป็นมาของไร่ปฐมเพชรจากอดีตจนปัจจุบัน โดยเขาบอกว่าแต่เดิมปลูกกุหลาบอยู่ที่ อ.สามพราน จนครปฐม แต่ด้วยพื้นที่ค่อนข้างจำกัด จึงได้ย้ายมาที่ อ.พบพระ เมื่อปี 2538 เริ่มต้นเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ โดยนำกิ่งดอกกุหลาบพันธุ์ขาวมะลิ และสีแสด กว่า 5,000 ต้น มาจาก อ.สามพราน มาปลูก เมื่อเห็นว่าปลูกกุหลาบได้ผลผลิตดี จากนั้นปี 2540 เกษตรกรที่ปลูกไม้ดอกและกุหลาบใน อ.สามพราน ก็ได้ย้ายตามมากันเกือบทั้งหมด

“ตอนนั้นพบพระปลูกกุหลาบกันเยอะมาก มีพื้นที่ปลูกประมาณ 5 พันกว่าไร่ พอปลูกเยอะ ผลผลิตออกมาเยอะ ราคาก็ตกต่ำ ตอนนั้นตลาดหลักอยู่ที่ปากคลองตลาด ช่วงหลังกุหลาบนอกเข้ามาตีตลาด ของเขาสีสดกว่า ดอกใหญ่กว่า ราคาก็ถูกกว่า คนก็นิยมกุหลาบนอกมากกว่าก็เลยคิดหาทางออกมาแปรรูปเป็นกุหลาบอบแห้งแทน เพราะนอกจากเพิ่มมูลค่าให้กับดอกกุหลาบแล้วยังเก็บไว้ได้นานอีกด้วยจะต่างจากกุหลาบสดอยู่ได้ไม่เกิน 5-7 วันก็เหี่ยว ตอนนี้ตลาดหลักเราทำส่งญี่ปุ่น” ภราดรเผย

เขายอมรับว่ากุหลาบที่ปลูกใน อ.พบพระ สามารถตัดดอกเพื่อส่งขายได้ภายใน 45 วัน ต่างจากการปลูกที่ อ.สามพราน ที่ต้องใช้เวลาถึง 3 เดือน โดยเฉพาะในช่วงเดือนแห่งความรัก กุมภาพันธ์ ในแต่ละวันดอกกุหลาบจาก อ.พบพระ ที่เก็บเกี่ยวมากกว่า 1 ล้านดอก ถูกส่งไปยังตลาดต่างๆ โดยมีปากคลองตลาดเป็นแหล่งรับซื้อใหญ่ที่สุดประมาณ 80-90% ของผลผลิตต่อวัน

แม้ว่าการปลูกดอกกุหลาบจะสร้างรายได้มหาศาล แต่ปัญหาหนึ่งที่เกษตรกรผู้ปลูกกุหลาบต้องประสบคือต้นทุนการดูแลสูง การใช้สารเคมีที่ค่อนข้างเยอะ อายุดอกค่อนข้างสั้นแค่ 5-7 วัน ยิ่งเมื่อเจอกับปัญหาราคาดอกกุหลาบตกต่ำ เขาจึงหันมาพัฒนาการแปรรูปเป็นกุหลาบอบแห้งบรรจุขวดแก้ว โดยร่วมกับบริษัทญี่ปุ่นในการสร้างนวัตกรรมแปลกใหม่ในวงการเกษตร

“ข้อดีของดอกกุหลาบสด ตัดดอกขายเลยแล้วก็ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ อย่างวันวาเลนไทน์หน้าสวนส่งดอกละ 6-8 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและสี แต่ปีหนึ่งมีแค่วันเดียว ถ้าวันปกติดอกไม่ถึงบาท ดังนั้นการแปรรูปเพิ่มมูลค่าจึงเป็นทางออกดีที่สุด เพราะสร้างมูลค่าเพิ่มได้หลายเท่าตัว บ้างก็ว่ากุหลาบพันปี บ้างก็เรียกกุหลาบมหัศจรรย์ เพราะมันเก็บไว้ได้นาน”

สำหรับขั้นตอนการแปรรูป ภราดร อธิบายว่า เริ่มจากการนำดอกกุหลาบที่ตัดก้านแล้วมาแช่น้ำเพื่อให้ดอกกุหลาบบานได้ที่และคงความสด จากนั้นทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำมาเข้าสู่กระบวนการเขี่ยดอก หรือเรียกว่าตกแต่ง ด้วยการใช้ซิลิก้าทราย ซึ่งนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น โรยลงไปในดอกกุหลาบแล้วเคาะออก เพื่อให้ทรายดูดน้ำและความชื้นจากกลีบกุหลาบให้แห้งสนิท

จากนั้นนำดอกกุหลาบบรรจุในภาชนะที่รองด้วยซิลิก้าทราย โดยตั้งดอกกุหลาบขึ้น แล้วใช้ซิลิก้าทรายกลบดอกกุหลาบจนมิด ปิดฝาภาชนะให้สนิท นำเข้าตู้อบที่อุณหภูมิประมาณ 45 องศาเซลเซียส นาน 1-2 สัปดาห์ จึงนำดอกกุหลาบมาเคาะทรายออก แล้วตกแต่งบรรจุลงในขวดรูปทรงต่างๆ ส่วนราคาจำหน่ายจะขึ้นอยู่กับจำนวนดอกกุหลาบและขนาดโหลแก้วที่บรรจุ โดยเริ่มตั้งแต่ราคา 100-2,500 บาท หรือตามจำนวนดอกกุหลาบที่สั่งทำ นอกจากยังผลิตเฉพาะดอกกุหลาบอบแห้งที่ไม่ได้รับการตกแต่งใส่ขวดโหลส่งให้แก่บริษัทผู้รับซื้อราว 20,000 ดอกต่อเดือนอีกด้วย

และระหว่าง 7-9 กุมภาพันธ์นี้ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย(สกท.) จัดทริปพิเศษชมกุหลาบมหัศจรรย์ ไร่ปฐมเพชร และอีกหลายแห่งในโครงการ “ท่องโลกเกษตรพบพระรับวันวาเลนไทน์” สนใจสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่สมาคม โทร.0-2940-5425-6, 06-4652-6499 ในวันและเวลาราชการ

มหัศจรรย์พันธุ์ข้าว ….ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412472?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

มหัศจรรย์พันธุ์ข้าว ….ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

25 มกราคม 2563 – 00:00 น.
กรมการข้าว,ศูนย์ข่าวชุมชน,ประภัตร โพธสุธน,เกษตรกร,ชาวนา,ปลูกข้าว,เมล้ดพันธุ์ข้าว,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 206 ครั้ง

เดินหน้าพัฒนาศูนย์ข้าวชุมชน ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี เน้นความปลอดภัย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้า 100 ตันต่อศูนย์ ขณะที่อธิบดีกรมการข้าว เร่งสร้างความเข้มแข็

25 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้บรรยายพิเศษ หัวข้อ “นโยบายด้านการผลิตข้าวและการสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรชาวนา” ในการสัมมนาชี้แจงโครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ปี 2563

โดยกล่าวว่า เมล็ดพันธุ์ข้าว เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะเมล็ดพันธุ์เปรียบเสมือนหัวใจของการเพาะปลูก ถ้าได้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีก็จะยิ่งทำให้การเพาะปลูกได้ผลผลิตดียิ่งขึ้น โดยได้ดำเนินการสร้างระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ให้มีความเข้มแข็งมั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งศูนย์ข้าวชุมชน ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องร่วมมือร่วมใจ ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีให้ได้และเพียงพอกับความต้องการใช้ในแต่ละปี

โดยในปีนี้ได้มีการสนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชนอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งด้านเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี จากกรมการข้าว ศูนย์ละ 3 ตัน ระบบการควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน รวมไปถึงการถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้แก่สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ และที่สำคัญเป็นปีแรกที่ได้งบประมาณในการจัดซื้อเครื่องอบลดความชื้นเมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน 20 ชุด และเครื่องคัดทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ข้าว จำนวน 200 ชุด ให้แก่ศูนย์ข้าวชุมชนที่เข้าร่วมโคงการ

คาดว่าจะได้รับการสนับสนุนให้แก่ศูนย์ข้าวชุมชนเพิ่มขึ้นในปีต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้พัฒนาศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นเพียงพอต่อความต้องการของชุมชน โดยมีเป้าหมายให้ศูนย์ข้าวชุมชนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ไม่น้อยกว่า 100 ตันต่อศูนย์

ปัจจุบันภาคการเกษตรแรงงานน้อยลง และยังเป็นแรงงานที่มีอายุมาก แต่ก็มีเทคโนโลยีสมัยใหม่หลากหลายให้เลือกใช้แทนแรงงานคน จึงต้องมีการเรียนรู้เพื่อที่จะเลือกใช้ให้เหมาะสมจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ ส่วนในภาคการตลาด วันนี้มีช่องทางการค้าขายมากขึ้น สามารถติดต่อซื้อขายกับผู้ซื้อได้โดยตรง คือ การขายออนไลน์ ถ้าเราเข้าใจสิ่งใหม่ ๆ เหล่านี้ ก็จะเป็นประโยชน์กับเรามากขึ้น แต่สิ่งสำคัญต้องคำนึงถึงการผลิตที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็จะช่วยให้การผลิตมีความยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับของสังคมโลก

“การเกษตรของประเทศมีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น มีการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้การผลิตมีประสิทธิภาพ ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องพิจารณาใช้ให้เหมาะสม และสิ่งที่ไม่ควรลืม คือ ศาสตร์ของพระราชาโดยเฉพาะการดำรงชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อยากจะขอให้ทุกคนได้น้อมนำไปประพฤติปฏิบัติในวิถีชีวิต เพื่อช่วยให้ตนเองและครอบครัวดำรงอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขตลอดไป”รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าว มีแนวทางในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ศูนย์ข้าวชุมชน ให้สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีไว้ใช้เองอย่างเพียงพอและต่อเนื่องในชุมชน รวมทั้งเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาการผลิตข้าวและชาวนา กำหนดแนวทางการผลิตข้าวอย่างเป็นระบบ และมีการบริหารจัดการที่ดี

โดยในปี 2563 ได้มีการจัดทำโครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ปี 2563 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้แก่ ศูนย์ข้าวชุมชน จำนวน 400 แห่ง ให้สามารถผลิตได้ไม่น้อยกว่า 100 ตันต่อศูนย์

“เน้นส่งเสริมการสร้างเครือข่ายให้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่สำคัญ คือเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีจากกรมการข้าว สำหรับเป็นหัวเชื้อ พัฒนาระบบการควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดี รวมไปถึงการถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้แก่สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการทั้งนี้ กรมฯ ยังได้มีการส่งเสริมให้ศูนย์ข้าวชุมชน ทำการขายแบบออนไลน์ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดอีกด้วย”อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

กรมชลฯใช้โมเดล 3 ทัพ สู้น้ำเค็ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412660?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กรมชลฯใช้โมเดล  3 ทัพ สู้น้ำเค็ม

24 มกราคม 2563 – 21:19 น.
กรมชล
เปิดอ่าน 39 ครั้ง

กรมชลฯเฮ ใช้โมเดล  3 ทัพ สู้น้ำเค็มอีกรอบสำเร็จ หลังน้ำทะเลหนุนสูง  24-26 ม.ค.  ค่าความเค็มไม่เกินเกณฑ์เฝ้าระวัง

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา กรมชลประทาน   เปิดเผยว่า  กรมชลประทานประสบความสำเร็จโดยใช้โมเดล  3 ทัพของ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ที่ประสบความสำเร็จในการสู้กับภาวะน้ำทะเลหนุนสูงเมื่อต้นเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา  มาผลักดันน้ำเค็มในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงอีกรอบระหว่างวันที่  24-26  ม.ค.  2563   ส่งผลให้ค่าความเค็มที่สถานีสูบน้ำประปาสำแลปทุมธานี ของการประปานครหลวงค่าความเค็มวันที่  24 ม.ค.  อยู่ที่  0.26 กรัมต่อลิตร(เกณฑ์เฝ้าระวัง  0.25 กรัมต่อลิตร)  จากมาตรฐานในการผลิตน้ำประปาที่ 0.5 กรัมต่อลิตร   ซึ่งกรมจะใช้โมเดลนี้สำหรับผลักดันน้ำทะเลอีกครั้งในระหว่างวันที่  10-12 ก.พ.  63 ที่กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือคาดว่าอาจจะหนุนสูงเท่ากับในช่วงต้นเดือน ม.ค.ที่หนุนสูงระดับบวก 1.4 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง(ม.รทก.)

“ทั้งนี้กรมได้เพิ่มการระบายน้ำจากเหนือเขื่อนเจ้าพระยา -ชัยนาท  จากอัตรา 75   ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ต่อวินาที  เป็น  90  ลบ.ม.ต่อวินาที  และในส่วนของฝั่งตะวันตก ผันจากลุ่มแม่กลองผ่านคลองพระยาบรรลือผ่านประตูระบายน้ำสิงหนาท  2 และคลองพระพิมล จำนวน 45 ลบ.ม.ต่อวินาที และคลองปลายบางที่โรงผลิตน้ำมหาสวัสดิ์อีก  6-10 ลบ.ม.ต่อวินาที  รวมถึงการเปิด- ปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ตามจังหวะน้ำทะเลขึ้นลงช่วยดึงน้ำลงทะเลให้เร็วที่สุด  ทำให้ค่าความเค็มที่สถานีสูบน้ำไม่เกินมาตรฐาน  ซึ่งเมื่อระดับน้ำเค็มลดระดับสู่ภาวะปกติก็จะลดการระบายน้ำเข้าสู่แผนบริหารน้ำที่กรมได้วางไว้“  ดร.ทวีศักดิ์กล่าว

สำหรับการบริหารน้ำตามแผนที่กรมชลประทานจัดสรรไว้ในฤดูแล้งปี 2562/63( 1พ.ย.62 – 30 เม.ย.63) ทั่วประเทศจำนวน 17,699 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ณ  วันที่ 24 ม.ค. 63  ได้ใช้ไปแล้ว 7,495  ล้านลบ.ม. หรือ 42%  ของแผนประเทศ และสำหรับลุ่มเจ้าพระยากรมชลประทานจัดสรรตามแผน  4,000  ล้านลบ.ม.  ใช้ไปแล้ว  2,206  ล้านลบ.ม.หรือ  55% ของปริมาณน้ำในแผน

นอกจากนั้นศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติแล้งปี  2562-2563 ได้มีการติดตามสถานการณ์น้ำทั่วประเทศใกล้ชิด และประสานกับการประปานครหลวง  การประปาภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อวางแผนการบริหารน้ำสำหรับการผลิตประปาและการกระจายน้ำเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยกรมได้มีการวางเครื่องมือ เครื่องจักรกลสำหรับช่วยเหลือทั้งเครื่องสูบน้ำและรถบรรทุกน้ำทั่วประเทศ  4,316 หน่วย  ไว้ที่ส่วนบริหารเครื่องจักรกลที่  1-7 ทั่วประเทศ เพื่อสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ทันที

มกอช.ดึงผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นติวเข้มสารปนเปื้อนสินค้าเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412391?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

มกอช.ดึงผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นติวเข้มสารปนเปื้อนสินค้าเกษตร

24 มกราคม 2563 – 00:00 น.
มกอช,สานปนเปื้อน,เกษตร,อาหาร,ญี่ปุ่น,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 234 ครั้ง

มกอช.ดึงผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นบินตรงไทย ให้ความรู้ สารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรและอาหาร ให้กับเจ้าหน้าที่ของไทย พัฒนาความรู้ ความเข้าใจ ตามแนวทางสากล

24 มกราคม 2563 มกอช.ดึงผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น บินตรงไทย ให้ความรู้ สารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรและอาหาร ให้กับเจ้าหน้าที่ของไทย พัฒนาความรู้ ความเข้าใจ ตามแนวทางสากลสร้างความตระหนักเรื่องมาตรฐานอาหารส่งออก

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า การสัมมนาสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เรื่อง กระบวนการจัดการความเสี่ยงของสารปนเปื้อนในอาหาร มกอช. เชิญ Dr. Yukiko Yamada  Senior Advisor of the Ministry of Agriculture, Forestry, and Fisheries of Japan (MAFF) พร้อมคณะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการกำหนดค่าปริมาณสารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรและอาหาร จากญี่ปุ่น มาบรรยายให้ความรู้ ตอบข้อซักถาม และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกัน

เพื่อพัฒนาเจ้าหน้าที่ของไทยให้มีความรู้ ความเข้าใจ ในการจัดการความเสี่ยง ตามหลักการและแนวทางสากลอย่างเป็นระบบและสมบูรณ์ โดยมี กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้แทนภาคการศึกษา และเจ้าหน้าที่ มกอช. ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้สารปนเปื้อนในอาหาร เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารที่มีความสำคัญ ที่อาจส่งผลต่อคุณภาพอาหาร และสุขภาพของผู้บริโภค ซึ่งคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหาร FAO/WHO (Codex Alimentarius Commission; CAC) หน่วยงานกำหนดมาตรฐานสากล ได้กำหนดแนวทางการจัดการความเสี่ยงสารปนเปื้อนในอาหาร

โดยให้ดำเนินการบนพื้นฐานการประเมินความเสี่ยงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งรวมถึงการกำหนดนโยบาย หรือการเลือกแนวทางในการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงด้วย ซึ่งประเทศไทยนั้น สารปนเปื้อนในอาหาร อยู่ในการกำกับดูแลของหน่วยงานด้านสินค้าเกษตรและอาหารต่าง ๆ หลายหน่วยงาน และแต่ละหน่วยงานดำเนินการตามขอบเขตภารกิจที่ถูกกำหนดไว้ จึงทำให้แต่ละหน่วยงานยังขาดการเชื่อมโยงข้อมูลและทำงานแบบบูรณาการร่วม รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติและนโยบายยังไม่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันด้วย

มกอช.จึงได้จัดการอบรมเรื่อง “กระบวนการจัดการความเสี่ยงของสารปนเปื้อนในอาหาร” เพื่อเสริมสร้างให้บุคลากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านสินค้าเกษตรและอาหารของไทย มีความรู้ และความเข้าใจ ในหลักการและแนวทางสากลของกระบวนการจัดการความเสี่ยงของสารปนเปื้อนในอาหาร รวมถึงจะเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรของหน่วยงานด้านสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ให้มีความใกล้ชิด และหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดกลไกการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนให้มีการดำเนินงานที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันตามนโยบายความปลอดภัยอาหารของประเทศและระดับสากลในอนาคต

ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นความร่วมมือทางวิชาการที่ มกอช. ได้เสนอในการประชุมคณะอนุกรรมการพิเศษร่วมด้านความปลอดภัยอาหาร ภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ครั้งที่ 9 และฝ่ายญี่ปุ่นเห็นชอบในการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญมาเป็นวิทยากรให้แก่เจ้าหน้าที่ของไทย

อย่างไรก็ตามประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นประเทศที่มีกลไกในการจัดการความเสี่ยงสารปนเปื้อนที่มีประสิทธิภาพ โดยมีหน่วยงานกลางด้านความปลอดภัยอาหาร คือ สำนักงานคณะกรรมการความปลอดภัยอาหารแห่งญี่ปุ่น เป็นผู้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงตามหลักวิทยาศาสตร์ และส่งต่อผลการประเมินให้หน่วยงานจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ซึ่งกลไกนี้ทำให้หน้าที่ของแต่ละหน่วยงานมีความชัดเจน และการจัดการความเสี่ยงของแต่ละหน่วยงานมีความสอดคล้องและเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์

ญี่ปุ่นยังมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการถ่ายทอดความรู้ด้านกระบวนการจัดการความเสี่ยงให้แก่ต่างประเทศเป็นอย่างดี ตามที่ญี่ปุ่นได้จัดการฝึกอบรมและการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อดังกล่าวให้แก่เจ้าหน้าที่จากประเทศในภูมิภาค ASEAN เพื่อยกระดับความปลอดภัยอาหารของแต่ละประเทศมาโดยตลอด