“บ้านใหญ่” เดินลึก บดบี้ “ส้มซ้าย” “ปชป.” รอเสียบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394373?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“บ้านใหญ่” เดินลึก บดบี้ “ส้มซ้าย” “ปชป.” รอเสียบ

20 ตุลาคม 2562 – 09:15 น.
เลือกตั้ง,รายงานพิเศษ,เจะประเด็นร้อน,เลือกตั้งซ่อม เขต 5 นครปฐม,เผดิมชัย สะสมทรัพย์,บ้านใหญ่สะสมทรัพย์,ไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 18,274 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ วันอาทิตย์ 20 ต.ค.62

*****************************

23 ตุลาคม 2562 วันเลือกตั้งซ่อม เขต 5 นครปฐม ประชากรใน 13 ตำบล 4 เทศบาลใหญ่ ของ อ.สามพราน จะเป็นผู้ชี้ขาดว่า ผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคใด จะกำชัย

ดังที่ทราบ อ.สามพรานนั้น มีลักษณะทางสังคมแบบกึ่งอุตสาหกรรมกึ่งเกษตรกรรม จึงมีประชากรกลุ่มลูกจ้างอุตสาหกรรม และผู้ประกอบอาชีพอิสระ มากกว่าเกษตรกร

โดยเฉพาะคนอีสาน ที่มาเป็นกรรมกร และผู้ประกอบการอิสระ มีจำนวนมากเป็นพิเศษ ยุคแดงทั้งแผ่นดิน นปช.สามพราน นปช.อ้อมใหญ่ ก็หมายถึงแรงงานอีสานนั่นเอง

เลือกตั้ง 2554 เผดิมชัย สะสมทรัพย์ สวมเสื้อเพื่อไทย จึงกวาดแต้มไปมากถึง 4.8 หมื่นคะแนน แต่เลือกตั้ง 2562 เผดิมชัยย้ายพรรค คะแนนลดวูบเหลือแค่ 1.2 หมื่นคะแนน

อนค.” กระแสยังดี

ว่ากันจริง สมัยที่ “จุมพิตา จันทรขจร” หาเสียงเลือกตั้ง 24 มีนาคม แทบไม่ได้ใช้พื้นที่เฟซบุ๊ก และเดินหาเสียงน้อยมาก แต่ได้เป็น ส.ส. เพราะกระแสพรรค กระแสธนาธนาธรจริงๆ

สำหรับสามี “ป๋วย” ไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร ใช้สื่อโซเชียลเป็นเรื่องเป็นราว และทัศนะการเมืองชัดเจน อาจเป็น “ป๋วย” เคยผ่านสมรภูมิ 6 ตุลา และป่าเขามาแล้ว

ป๋วย” เป็นมวยไฟท์เตอร์เหมือนพี่ชาย “โป๊ะ” วัชรพันธุ์ จันทรขจร อดีตทีมงานรักษาความปลอดภัย “ทักษิณ ชินวัตร” สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี

เย็นวันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคมนี้ พรรคอนาคตใหม่ ยกทีมใหญ่ ทั้งธนาธร-ปิยบุตร เปิดปราศรัยใหญ่ ที่ตลาดธันยา อ้อมใหญ่

“อ้อมใหญ่” และโรงงานย่านพุทธมณฑลสาย 5 เป็นฐานที่มั่นคนเสื้อแดง และวันนี้ พวกเขาหันมาสนับสนุนค่ายสีส้ม

ทีมงานป๋วย เริ่มปล่อยแคมเปญ “อนาคตใหม่ ไม่ซื้อเสียง” เหมือนจะได้กลิ่นอะไรบางอย่าง

ปชป.” แชมป์หาเสียง

ถ้าการเลือกตั้งวัดกันที่ “ทีมหาเสียง” เชื่อว่า “สุรชัย อนุตธโต” ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ชนะใสๆ เพราะตลอดช่วงการหาเสียงเกือบ 20 วัน มี ส.ส. และอดีต ส.ส.ค่ายสีฟ้ามาช่วยหาเสียงเกือบหมดพรรค

ยกตัวอย่างเบอร์ใหญ่ๆ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. และอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม.

เย็นวันอาทิตย์ 20 ตุลาคมนี้ ปชป.ปราศรัยใหญ่ ที่ตลาดศาลพ่อแกสะแกทอย แถวพุทธมณฑลสาย 7 “สุรชัย” เลือกจุดปราศรัยในย่าน “คนสามพราน” ดั้งเดิม

สุรชัย” อดีต สจ.นครปฐม ชูจุดขาย “คนสามพราน” เรียกคะแนนจากคนพื้นที่ และยังหวังที่จะได้คะแนนเสียงเดิมของ ปชป.เมื่อเลือกตั้งปี 2554 กลับมา

ตอนนั้น มารุต บุญมี สวมเสื้อ ปชป.ที่เขตสามพราน ได้ 4 หมื่นคะแนน แต่เลือกตั้ง 2562 สุรชัย ได้ 1.8 หมื่นคะแนน

ลึกๆ ก็แอบหวังได้คะแนนของ “ระวัง เนตรโพธิ์แก้ว” อดีตคน ปชป.ที่ย้ายไปพลังประชารัฐมาเติมของเดิม

บ้านใหญ่” สู้เพื่อท้องถิ่น

กลยุทธ์หาเสียงของบ้านใหญ่สะสมทรัพย์ ไม่มีตั้งเวทีปราศรัย เน้นการลงพื้นที่เคาะประตูบ้าน และใช้ทีมงานเดินเกมลึก “เจาะ” ทุกหมู่บ้าน

เผดิมชัย สะสมทรัพย์” รู้ว่าพ่ายแพ้ครั้งที่แล้ว เพราะย้ายจากเพื่อไทยมาสวมเสื้อชาติไทยพัฒนา จึงเสนอคำขวัญ “ขอโอกาสอีกครั้ง” เพื่อจะเป็นที่พึ่งกับทุกปัญหาของชาวนครปฐมอย่างแท้จริง

บ้านใหญ่สะสมทรัพย์ มุ่งทำให้การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ เป็นเรื่องของ “ตัวบุคคล” ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างพรรค ไม่ใช่รัฐบาลกับฝ่ายค้าน

“เราไม่ได้มาสร้างสงคราม เพื่อเปิดศึกอะไร แต่เรามาขอความร่วมมือให้ทุกคนเลือกคนดี คนมีความสามารถ คนมีผลงาน เข้ามาพัฒนาบ้านเมืองอย่างแท้จริง”

คล้ายเผดิมชัยจะบอกว่า ศึกเลือกตั้งซ่อมเสมือนการเลือกตั้งท้องถิ่น

แพ้หรือชนะ บ้านใหญ่สู้เต็มที่ เพราะมองข้ามช็อตไปถึงการเลือกตั้ง “นายก อบจ.นครปฐม” ที่ได้วางตัว “หนึ่ง” จิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ ลูกชายคนโตของไชยา สะสมทรัพย์ หัวหน้า สจ.กลุ่มชาวบ้าน เป็นตัวแทนไว้แล้ว

ชื่อ ‘จืด’ ใจเข้ม สู้เพื่อช้าง หรือสู้กับช้าง? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394238?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชื่อ ‘จืด’ ใจเข้ม สู้เพื่อช้าง หรือสู้กับช้าง?

19 ตุลาคม 2562 – 08:15 น.
จืด เข็มทอง,ช้างตกเหว,น้ำตกเหวนรก,เขาใหญ่,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 907 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 19-20 62 ต.ค.

*********************

ไม่ต้องมีหัวใจอนุรักษ์ แต่เป็นคนธรรมดาอย่างเราๆ ยังใจสลาย กับภาพของซากช้างป่าหลายชีวิตในห้วงเหวที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ตั้งแต่วันเกิดเหตุ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา พวกมันตกลงไปเบื้องล่างน้ำตกที่ชื่อว่า “เหวนรก” ราวกับผู้บริสุทธิ์ที่โดนลงทัณฑ์

วันนี้แม้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะได้ทำพิธีสวดบังสุกุลให้กับซากช้างป่าทั้ง 11 ตัว ไปแล้ว ส่วนซากร่างบางตัว ที่ไม่สามารถกู้คืนมาได้ คงต้องปล่อยให้ธรรมชาติจัดการ

แต่นั่นก็คืออดีตที่ผ่านพ้นไป ไม่มีใครเรียกชีวิตของฝูงช้างเหล่านั้นกลับมาได้ หากคำถามใหญ่กว่านั้นคือ จากนี้ต่อไปจะเอายังไงต่อ ถ้าไม่ต้องการให้โศกนาฏกรรมแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก

แน่นอนคำถามนี้ คนธรรมดาอย่างเราๆ อาจได้แต่ทอดถอนใจ แต่คนกลุ่มหัวใจอนุรักษ์ เกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้ และเขากำลังทำมันอยู่

ชื่อจืด ใจเข้ม

ชื่อของ “จืด เข็มทอง” โผล่ขึ้นมาในห้วงข่าวสารตอนนี้ คนไทยวงกว้างได้รู้จักว่าเขาคือนักอนุรักษ์คนหนึ่งและทำมานานแล้ว หากเวลานี้เขากำลังเดินหน้าอย่างเข้มข้นตรงข้ามกับชื่อ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาช้างตกเหวนรกแบบยั่งยืนเสียที

โดยหลังเกิดเรื่องเศร้าของช้าง 11 ตัว เขาก็ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “จืด เข็มทอง” ข้อความว่า #รักเขาใหญ่น้อยกว่านี้ไม่ได้ พรุ่งนี้ศุกร์ที่ 11 ตุลาคม 2562 เป็นวันที่ตรงกับจำนวนช้าง ทั้ง 11 ตัว ตกเหวนรกตาย

“หลายคนตั้งคำถาม หลายคนมีคำตอบ จะหาวิชาการมาอ้างอิง ช้างตกเหวเป็นเรื่องสุดวิสัย เจ้าหน้าที่ไม่บกพร่อง เพราะช้างตกเวลากลางคืน แต่ประเด็นคือมีช้างตาย 11 ตัว บนเหวนรก!! สุดท้ายมามาทุ่มเทแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ!”

ก็ดูเหมือนจะเข้าใจเป้าประสงค์ของนักอนุรักษ์คนนี้เป็นอย่างดีว่า เขาต้องการให้แก้ไขเรื่องใดบ้าง

เพราะนอกจากเขาจะเล่าถึงเหตุการณ์ช้างป่าตกเหวนรกตายหลายตัวในอดีต เมื่อปี 2535 และฉายภาพของความพยายามที่จะช่วยเหลือ แก้ไข แม้จะล้มเหลว

มาครั้งนี้ เมื่อเหตุสลดขึ้นอีกครั้ง เขาผู้ซึ่งติดตามเรื่องนี้มาตลอดจึงทนไม่ได้อีกต่อไป ลุกขึ้นมาเสนอให้รื้อศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ร้านอาหาร ห้องน้ำ 1, 2 ศาลาพัก 1, 2, 3 รวมไปถึงป้อมยาม รวมไปถึงหน่วยพิทักษ์ฯ น้ำตกเหวนรก โดยระบุว่า ไม่มีวิธีการใดที่เหมาะสม ในการจะรักษาชีวิตลูกช้างอีกแล้ว

“ข้อเสนอเดียวเท่านั้นก็คือ #รื้อ รื้อเท่านั้นจะช่วยลูกช้างให้รอดจากความตายบนเหวนรกนี้”

แต่คงด้วยรู้ว่าข้อเสนอจะไม่เป็นผล เขาจึงตัดสินใจลุยไปที่ด่านเขาใหญ่ ฝั่งทางขึ้นปากช่อง ประกาศปักหลักประท้วงเป็นเวลา 11 วัน บอกว่าจะใช้ชีวิตทั้งชีวิตในการต่อสู้ครั้งนี้

ก่อนถึงจุดเดือด

อย่างที่เกริ่นไปว่า จืด เข็มทอง หรือ เข็มทอง โมราษฏร์” ไม่ได้เพิ่งมาเมื่อช้างตายงวดล่าสุด เขานั้นมีชีวิตโลดแล่นต่อสู้ปักหลักเรื่องนี้มาเนิ่นนาน ค่าที่เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มเด็กรักป่า ในปี 2532 ที่จังหวัดสุรินทร์

ครูจืดวัยหนุ่ม สมัยรณรงค์ หยุดเขื่อนน้ำโจน ปี 2532

งานที่เหมือนง่ายๆ สบายๆ แต่การเป็น “ครู” ผู้สอนให้เด็กเยาวชนรักและเคารพธรรมชาติ ไมใช่งานง่าย

เช่นเดียวกับการซื่อสัตย์ต่อความฝัน และอุดมการณ์ในการเคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อม “ครูจืด” เคยร่วมคัดค้านเขื่อนน้ำโจน หรือช่วงปี 2535 เขาเคยประท้วงเรื่องช้างป่า 8 เชือก ตายตกที่เหวนรกที่เดียวกันนี้

เขาบอกว่า ที่ผ่านมาช้างตกเหวนรกมีแทบนับครั้งไม่ถ้วน รวมยอดออกมาไม่ต่ำกว่า 30 ตัว ตั้งแต่จัดตั้งอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ขึ้นมา

เป็นครูของกลุ่มเด็กรักป่า 

ค้นข้อมูลก็พบว่า เหตุสลดแบบนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้ง ที่มีบันทึกเช่นตั้งแต่กันยายน 2529 มีนักท่องเที่ยวพบซากช้าง 1 ตัว นอนตายอยู่ที่้น้ำตกเหวนรกระหว่างชั้นแรกกับขั้นที่ 2

ตุลาคม 2530 พบช้างป่าตกเหว ตาย 4 ตัว เป็นแม่ช้าง 2 ตัว และลูกช้างที่หมดแรงตกตายตามไปอีก 2 รวมเป็น 4 ตัว

ปี 2531 มีช้างป่าตกเหวนรกช่วงน้ำตกชั้นที่ 1 อีก 2 ตัว และพัดเอาซากช้างจมหาย และตกลงไปถึงน้ำตกชั้น 3 ซึ่งไม่มีใครลงไปได้ เพราะระดับน้ำลึกกว่า 200 เมตร

3 สิงหาคม 2535 เป็นข่าวใหญ่ที่คนไทยติดตามหลายวัน เมื่อมีช้างหลายตัว ทั้งช้างโตช้างเด็ก ตกลงไปในน้ำตกเหวนรก คนไทยติดตามข่าวสารได้เห็นภาพของการพยายามมีชีวิตรอดของฝูงช้าง ภาพความรักของสัตว์ตัวโตที่หลายคนเรียกมันว่า “สัตว์เดรัจฉาน” พยายามช่วยเหลือดูแลกันเอง

(อ่าน https://www.komchadluek.net/news/today-in-history/337247

2 ส.ค.2535 สุดสลด! 8 ช้างป่า ตกเหวนรก ที่เขาใหญ่)

แต่แล้วเราก็ได้รับรู้ว่า “มนุษย์” อย่างเราทำอะไรไมได้ ไม่ต่างกับช้างที่ไม่สามารถต่อสู้กับผาสูงชัน 90 องศา ทั้งโขดหินแหลมคมและสายน้ำที่เชี่ยวกราก

วันนั้นพวกมันอ่อนแรง ล่องไหล ตายตามกันไปรวมทั้งสิ้น 8 ตัว คนไทยเองก็ไหลล่องไปกับหยดน้ำตา ที่แม้จะเหือดแห้งไปแล้ว แต่มันไม่ได้แปลว่าเรื่องจบลง เพราะที่สุดเหตุการณ์วันที่ 5 ตุลาคม ก็เกิดขึ้น

นาทีนั้น คนชื่อ “จืด” คงเดือดดาลเกินรับอีกต่อไป

หนทางที่ต้องเริ่มทำ

ครูจืดเริ่มต้นด้วยการสรุปสาเหตุของเรื่องเศร้าครั้งนี้หลักๆ  2 ประเด็นใหญ่ และร้องเรียนถึง วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม คือ

ภาพแสดงเส้นทางเดินของช้างระหว่างน้ำตกเหวนรกกับสถานที่ก่อสร้างของคน

1.การบกพร่องต่อหน้าของเจ้าหน้าที่ ที่ไม่มีเวรยามป้องกันในจุดอันตราย และ 2.การสร้างจุดบริการนักท่องเที่ยวที่ทับเส้นทางเดินดั้งเดิมของช้างป่า

แต่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ก็ได้ออกมาแถลงการณ์ตอบข้อร้องเรียนของเขาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยสรุปคือ

1.ทางอุทยานฯ ปรับลดจำนวนเจ้าหน้าที่ดูแลในจุดอันตรายลง เนื่องจากพฤติกรรมของช้างป่าที่เดินเข้าเส้นทางน้ำตกเหวนรกมีจำนวนน้อยลง

2.น้ำตกเหวนรกเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ การก่อสร้างต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นและไม่มากเกินไป ทั้งยังกลมกลืนกับภูมิประเทศ จนสัตว์ป่าคุ้นชิน ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตอยู่ของสัตว์ป่าแต่อย่างใด

แต่ครูจืดก็ยังคงเดินหน้าต่อ ยืนยันว่าเรื่องการจัดเวรยามระหว่างต้นฝนไปถึงปลายฝนที่จุดสกัดตรงเหวนรก เป็นปัญหามานานแล้ว เขาระบุว่า ที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่อยู่ตรงจุดสกัดนั้น ในตอนกลางคืนแค่คนเดียว!!

หลังเหตุร้ายในปี 2535 ก็ได้มีการยื่นข้อเสนอให้ทางอุทยานฯ ดูแลจุดสกัดเส้นทางการเดินของช้าง ไม่ให้เข้าถึงบริเวณจุดเสี่ยงอันตรายในพื้นที่น้ำตกเหวนรก แต่เมื่อเวลาผ่านไปอะไรๆ ก็ลดดีกรีความเฝ้าระวังลง

ทางออกเดียวที่เขาเสนอคือ การจัดระเบียบพื้นที่ตรงจุดนั้นใหม่ เพื่อเปิดช่องทางให้ช้างได้เดินบนเส้นทางดั้งเดิม ที่ตอนนี้เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างอันอำนวยความสะดวกสบายต่างๆ แก่นักท่องเที่ยว

แต่ทันทีที่คนไทยได้ยินข่าวว่า ครูจืดมาปักหลักที่หน้าเขาใหญ่และเดินหน้าอดข้าวประท้วง เพื่อให้นำไปสู่หนทางปลดล๊อคอันตรายครั้งนี้ เราก็รู้แล้วว่า ข้อเสนอของเขายังไม่มีสัญญาณตอบรับจากปลายสาย

อดนี้เพื่อช้าง

ที่สุด ภาพในวันนี้เราก็ได้เห็นว่าครูจืดปูเสื่อรอที่หน้าด่านเขาใหญ่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา

แน่นอนระหว่างวันมีคนมาหามาทักทาย เยี่ยมเยียนมากมาย ครูจืดระบุขอทุกท่านที่จะมาเยี่ยมเขียนป้ายฝ้า ข้อความเดียว “#รื้อ” เผื่อมาให้เขา ไว้ติดในพื้นที่รอบๆ ที่ตนประท้วงอยู่ โดยไม่ต้องเอาน้ำ หรืออื่นใดมาฝาก

วันนั้นเขาระบุ หลังจาก 5 วัน จะไม่ดื่มน้ำ และจะไม่ลงไปถ้าไม่รื้อจุดบริการนักท่องเที่ยวเหวนรก

11 วันกว่าจะถึงวันสุดท้าย 21 ตุลาคม แต่เพียงแค่วันที่ 12 ตุลาคม หรือวันที่ 2 ของการปักหลัก ที่ครูจืดโพสต์เฟซบุ๊กว่า “อาหารมื้อสุดท้ายที่ทาน คือข้าวเหนียว ส้มตำถั่วใส่ปลาร้าหนึ่งตัว เนื้อย่าง ”

คนไทยก็เริ่มเป็นห่วงแล้ว เพราะเขาอาศัยดื่มน้ำเปล่าบ้าง น้ำผสมเกลือแร่บ้างเท่านั้นเอง

แน่นอนระห่างนั้น ทุกวันจะมีผู้คนทยอยมาเยี่ยมเยือน ร่วมทำกิจกรรมดีๆ เพื่อน้องช้าง แต่อะไรยังไม่เท่าข่าวดีที่ครูจืดบอกว่าข้อเสนอที่ เรื่องจุดสกัดและการเฝ้าระวังนั้น ได้รับการแก้ไขไปแล้ว เหลือแต่ข้อ คือ “รื้อ” ต้องขยับกันต่อ ในระดับนโยบาย

ดังนั้น 15 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของการประท้วง ครูจืดจึง “ยกระดับ” โดยการเริ่มอดน้ำในวันรุ่งขึ้น นั้นหมายความว่า เขาจะไม่ทานไม่ดื่มอะไรอีกเลย อย่างไรก็ดีทางเจ้าหน้ากู้ภัยเขาใหญ่ และผช.อุทยานฯ ได้มีการมาตรวจประเมินร่างกาย อย่างใกล้ชิด

ทุกๆ วันเจ้าตัวยังคงยืนยันว่า สิ่งที่ทำวันนี้ ไม่สามารถรับรองได้ว่า ช้างจะไม่ตกเหวนรก แต่ภาพความจริง จุดบริการนักท่องเที่ยวเหวนรก ขวางทางช้างเดินมาตั้งแต่ก่อสร้างวันแรก โดยขาดงานวิจัยมาก่อน ทั้งนี้หากรื้อออกช้างก็จะมีพื้นที่เดินที่ปลอดภัย ถ่างออกมาจากเดิม 200 เมตร เป็น 500 เมตร

และการ “รื้อ” เท่านั้น ที่จะทำได้ อย่างน้อยก็เพื่อคืนเส้นทางช้างเดิน เพื่อเปิดทางให้ช้างได้เดินห่างจากปากเหวนรกมากที่สุด!

วันนี้ 19 ตุลาคม 2562 เป็นวันที่ 9 ของการปักหลักประท้วงที่หน้าอุทยานเขาใหญ่ ดูในเฟซบุ๊กของเขา ยังมีรอยยิ้มได้อยู่

เขาบอกว่า ยังแข็งแรง มั่นคง ในข้อเรียกร้อง ที่รอการตัดสินสินใจจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่อไป

เพราะเรื่องนี้ต้องจบ ช้างต้องไม่ตายแบบนี้อีก!

************************

ภาพจากเฟซบุ๊ก จืด เข็มทอง

ฮากิบิส พัดผ่านบทพิสูจน์ญี่ปุ่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394067?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฮากิบิส พัดผ่านบทพิสูจน์ญี่ปุ่น

18 ตุลาคม 2562 – 12:30 น.
ฮากิบิส,ญี่ปุ่น,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 373 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

หลายวันที่ผ่านมาพายุใต้ฝุ่น ‘ฮากิบิส’ ถล่มหลายเมืองในญี่ปุ่นเรียกว่าเป็นมหาพายุในรอบหลายสิบปีที่รุนแรงมาก

แต่พิสูจน์มาแล้วว่าคนญี่ปุ่นสามารถจัดระเบียบรับมือพายุนี้ได้อย่างสง่าผ่าเผยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและไม่มีใครท้อแท้ด่าเทวดาเพราะถือเป็นเรื่องธรรมชาติ

นี่คือบทพิสูจน์แล้วว่าหากทุกคนมีวินัยและตั้งมั่นเตรียมพร้อมแล้วจะสามารถสู้กับอุปสรรคทั้งมวลได้และแม้ฮากิบิสจะสร้างความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินแต่ทุกคนก็ทำหน้าที่

บทเรียนนี้น่าจะทำเป็นฮากิบิส โมเดล ให้ประเทศไทยปฏิบัติตามเพราะธรรมชาติน้ำท่วม-ภัยแล้งมีทุกปี

ขอย้อนรายละเอียดว่า ‘ฮากิบิส’ เป็นภาษาตากาล็อก หรือภาษาฟิลิปปินส์ แปลว่าความเร็วและทางกรมอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นได้รายงานความเคลื่อนไหวให้ทราบเป็นระยะถี่ยิบ

หลายคนที่เพิ่งกลับจากญี่ปุ่นกลับมาเล่าให้ฟังว่าใต้ฝุ่น ‘ฮากิบิส’ ผ่านไปแล้วเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแม้ซูเปอร์ใต้ฝุ่นนี้จะมีความเร็ว 216 กม.ต่อชม. มีฝนตกหนัก ดินถล่ม ต้องยกเลิกเที่ยวบินและรถไฟ ฯลฯ

แต่คนญี่ปุ่นได้เป็นบทพิสูจน์แล้วว่ารัฐบาลและประชาชนเขารับมือภัยพิบัติเป็นระบบและเป็นระเบียบอย่างไร

สมควรจะศึกษานำมาปฏิบัติอย่างยิ่ง
อ๊อด เทอร์โบ


 วันหยุดมากเกินไป
 ขอให้พิจารณาเลิกชดเชย

วันก่อนอ่านเจอจดหมายจากผู้อ่านที่ฝากรัฐบาลเรื่องวันหยุดชดเชยมากไปหรือเปล่า ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าวันหยุดชดเชยประเทศไทยมีมากเกินไป ถ้าจำไม่ผิดเหมือนจะเริ่มในรัฐบาลชาติชายถ้าวันหยุดตรงกับวันเสาร์ อาทิตย์ ไม่ควรจะมีชดเชย

ปีนึงเมืองไทยมีวันหยุดติดต่อกันมากมายจนไม่ต้องทำงาน ติดต่องานราชการลำบาก ประเทศอื่นเขาไม่มีวันหยุดมากขนาดนี้ ไม่ใช่เอาแต่ส่งเสริมให้เที่ยวใช้เงิน แต่เรื่องทำมาหาเงินไม่มี มีแต่ใช้จ่าย

อีกเรื่องคือเรื่องมารยาทวินัยและสำนึกคนไทย เรามักจะดูถูกคนจีนแต่ไม่เคยดูคนไทยเอง เอาง่ายๆ เรื่องปัสสาวะข้างทางในกรุงเทพฯ ห้องน้ำหาง่ายกว่าต่างจังหวัดเยอะ ยังเห็นคนมาปัสสาวะข้างทางโดยเฉพาะรถแท็กซี่ ไม่เชื่องลองขับผ่านแถวดอนเมือง เห็นได้ทุกที่ไม่ว่าขาเข้า เช่นเลยป้ายรถเมล์เจ๊เล้งขับผ่านมาป้ายรถเมล์จะมีที่ว่างริมถนนเห็นพวกขับแท็กซี่มายืนฉี่ทุกวัน ขนาดมีป้ายราชการห้าม ถ้าคนต่างชาติออกมาจากสนามบินดอนเมืองเห็นคงไม่น่าดู

แม้กระทั่งในถนนวิภาวดีใต้โทลล์เวย์ตรงเกษตร ยังเคยเห็นแท็กซี่มาฉี่ตรงไหล่ทางถนนวิภาวดีเลย หรือขาออกตรงเลยป้ายวัดเสมียนนารีก็มีประจำ คือพบได้ทุกที่ หรือแม้กระทั่งตอนรถติดจะเห็นแท็กซี่ส่วนมาก หรือคนทั่วไปก็มีบ้างเปิดประตูมาบ้วนน้ำลายเวลารถติด หรือพวกโยนขี้บุหรี่ทิ้งกลางถนน พวกมารยาทหรือวินัยพวกนี้คงต้องรณรงค์ให้เข้มงวด
คนหลักซี่

เรียน ‘คนหลักสี่’
ผมขอเป็นสื่อกลางนำเรื่องราวในจดหมายของคุณให้ผู้รับผิดชอบพิจารณาต่อไปเพราะดูจะเป็นเรื่องธรรมดาแต่แท้จริงแล้วมีความสำคัญมาก

กล่าวกันว่าประเทศไทยเรานั้นมีวันหยุดทำงานมากที่สุดทั้งหยุดปกติและหยุดชดเชย จึงขอให้พิจารณาว่าทำอย่างไรจะทำให้คนไทยทุ่มเทให้การทำงานมากกว่านี้ ประเทศชาติจะได้เจริญพัฒนา ส่วนเรื่องจิตสำนึกและมารยาทระเบียบวินัยของคนไทยนั้นผมเชื่อว่าคนดีมีมากกว่าคนเลว หรือพวกเห็นแก่ตัวมักง่าย

เราต้องปฏิบัติกันเข้มงวดตามกฎหมาย อย่าพูดกันให้ติดปากว่า ‘ไม่เป็นไร’ แล้วทุกอย่างก็เงียบหายไป
อ๊อด เทอร์โบ


 จีนยังรอ ‘ฮ่องกง’ หมดแรง?
คุณ ‘มนตรี’ เยาวราช ได้ส่งจดหมายต่อไปนี้มาและมีความเห็นแบบตรงไปตรงมาเข้าใจง่ายเกี่ยวกับ ‘ฮ่องกง’ ที่เคยเป็นสวรรค์ของคนไทยที่ชอบช็อปปิ้ง ชิมอาหาร และใช้เงินแบบสบายใจ

เวลานี้ม็อบฮ่องกงประท้วงกันยาวมาเกือบครึ่งปีแล้วและยังคงจะมีไปอีกนานเพราะต้องทำตามกฎระเบียบที่จีนกำหนดไว้

ม็อบฮ่องกงจะยังประท้วงไปอีกแบบเล่นไม่เลิกเพราะจีนขู่ฟ่อว่าเป็นเรื่องกิจการภายใน ไม่มีใครกล้ายุ่ง!


 ฮ่องกงประท้วงไม่เลิก
 เกือบครึ่งปียังมีต่อ

ผมเพิ่งกลับจากฮ่องกงครับ พร้อมเพื่อนๆ หลายคนอยากจะแนะนำว่าถ้าเราไม่ไปยุ่งแถวเขาชุมนุมประท้วงกันแล้วน่าไปฮ่องกงมากเพราะร้านอาหาร โรงแรมลดราคา เท่าที่ทราบมาจากชาวฮ่องกงบอกว่าการประท้วงคงมีอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ ไปจนเวลานี้เข้า 5-6 เดือน หรือเกือบครึ่งปีแล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าจะเลิก แม้จีนจะจับกุมผู้ทำผิดกฎหมายไปกว่า 2-3 พันคน แล้วก็ตาม

เวลานี้ทางการจีนเขาห้ามใส่หน้ากากเพราะถือว่าผิดกฎหมายหรือมาตรการใช้ความรุนแรงใส่เจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะพวกหน่วยปราบจลาจล

ชาวฮ่องกงคนหนึ่งบอกว่าจีนเขาปล่อยให้ฮ่องกงเน่าตายไปเองคือเป็นเกาะนรก ส่วนเรื่องแบ่งดินแดนไปเป็นอิสระ รับรองว่าไม่มีทาง

คนที่เดือดร้อนจริงๆ คือคนจน เพราะไม่รู้จะไปทางไหน ส่วนการลงทุนหรือธุรกิจต่างๆ ก็เริ่มมองไปที่สิงคโปร์ซึ่งปลอดภัยกว่า

ถามว่าทำไมฮ่องกงประท้วงไม่เลิกหรือมีเบื้องหลังหรือไม่? เรื่องนี้จีนเขารอได้เพราะเวลานี้ฮ่องกงเหมือนผลไม้ที่สุกจนจะเน่าคาต้นอยู่แล้ว
มนตรี (เยาวราช)


ฟัง บิ๊กตู่ แจกแจงงบประมาณปี 63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394080?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฟัง บิ๊กตู่ แจกแจงงบประมาณปี 63

18 ตุลาคม 2562 – 11:20 น.
งบประมาณปี 63,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 449 ครั้ง

ฟัง บิ๊กตู่ แจกแจงงบประมาณปี 63

เริ่มขึ้นแล้วสำหรับการแถลงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ซึ่งงานนี้ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างยกข้อมูลมาหักล้างกันอย่างเผ็ดร้อน และไฮท์ไลท์สำคัญคงหนีไม่พ้นการแถลงงบประมาณแต่ละกระทรวงของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม โดยนายกฯ ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงในการแจกแจงที่มาที่ไปของวงเงินงบประมาณที่เทลงไปให้แต่ละกระทรวง

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีการตั้งงบประมาณเป็นจำนวนไม่เกิน 3.2 ล้านล้านบาท โดยสิ่งที่รัฐบาลนำเสนอมีวัตถุประสงค์เพื่อให้งบประมาณของแผ่นดินเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ และนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาลให้ประสบความสำเร็จ เป็นรูปธรรม เกิดผลสัมฤทธิ์และประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ทั้งนี้เป้าหมายของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เพื่อให้การพัฒนาประเทศก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยรัฐบาลกำหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจนว่า กระทรวงและหน่วยรับงบประมาณต่างๆ จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นแนวทางในการพัฒนาและการจัดสรรทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อย่างไรก็ตามสำหรับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ที่คณะรัฐมนตรี นำเสนอ มีวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 3.2 ล้านล้านบาท เป็นการดำเนินนโยบายแบบขาดดุล โดยกำหนดรายได้สุทธิ จำนวน และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีก จำนวน 469,000 ล้านบาท โดยวงเงินงบประมาณดังกล่าวจำแนกเป็นรายจ่ายประจำ จำนวน 2,392,314.4 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 74.8 ของวงเงินงบประมาณ รายจ่ายลงทุน จำนวน 655,805.7 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 20.5 ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 62,709.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.9 ของวงเงินงบประมาณ และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 89,170.4 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.8 ของวงเงินงบประมาณซึ่งอยู่ภายในกรอบวินัยการเงินการคลัง

“สาระสำคัญของงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำแนกตามกลุ่มงบประมาณรายจ่ายที่กำหนดในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี คือ งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 518,770.9 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 16.2 ของวงเงินงบประมาณ ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของบุคลากรภาครัฐ จำนวน 415,770.9 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 13 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเงิน เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานของรัฐเงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ เงินสำรอง เงินสมทบและเงินชดเชยของข้าราชการ เงินสมทบลูกจ้างประจำ และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานของรัฐ

สำหรับงบประมาณอีกจำนวน 103,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.2 ของวงเงินงบประมาณ ได้สำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ความมั่นคงของรัฐการเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจาก ภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง และภารกิจที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ รวมทั้งส่งเสริมและเผยแพร่ประสบการณ์และองค์ความรู้ ตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตลอดจนชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้าง เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอาชีพงานก่อสร้าง

ส่วนงบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 1,131,765.3 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 35.4 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของหน่วยรับงบประมาณตามกฎหมายจัดตั้งและตามที่ได้รับมอบหมายในเชิงนโยบายที่ต้องการผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน, งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 235,091 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 7.3 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อดำเนินงานเรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการในภาพรวมของประเทศได้แก่ การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้, การป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด, การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต, การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว, การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ, การพัฒนาพื้นที่ระดับภาค

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์, การพัฒนาผู้ประกอบการ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่สากล, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, การพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้, การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย, การพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก, การจัดการมลพิษและสิ่งแวดล้อม, การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ, การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ

ส่วนงบประมาณรายจ่ายบุคลากร รัฐบาลได้ จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 777,267.6 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 24.3 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการบุคลากรภาครัฐ ไม่รวมค่าใช้จ่ายตามสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของบุคลากรภาครัฐที่กำหนดไว้ในงบกลาง จำนวน 415,770.9 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 272,127.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 8.5 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 89,170.4 ล้านบาท ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม จำนวน 182,956.7 ล้านบาท ส่วนงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จำนวน 62,709.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.9 ของวงเงินงบประมาณ

ขณะเดียวกันในส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำแนกตามยุทธศาสตร์จำนวน 6 ยุทธศาสตร์ 1 รายการ โดยยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านความมั่นคง รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 428,190.6 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 13.4 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีความสุข ประเทศชาติมีความมั่นคงโดยมุ่งเน้นการปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ การสร้างความมั่นคงความปลอดภัย และความสงบสุขของประเทศ การสร้างบทบาทของไทยในอาเซียนและเวทีโลก รวมทั้ง ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการป้องกัน ปราบปรามและบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ยืนยันว่างบประมาณดังกล่าวไม่ใช่อยู่ที่แต่ส่วนของกระทรวงกลาโหมเพียงอย่างเดียว โดยจำแนกตามแผนงาน”

1.การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ งบประมาณทั้งสิ้น 5,351.9 ล้านบาท 2.การรักษาความสงบภายในประเทศ งบประมาณทั้งสิ้น 34,774.2 ล้านบาท โดยเสริมสร้างความปรองดองภายในชาติ และการรักษาความสงบเรียบร้อย สร้างความมั่นคงด้านอาชีพและรายได้ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

3.การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ งบประมาณทั้งสิ้น 10,865.5 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีความปลอดภัยทั้งในชีวิตและทรัพย์สิน มีเป้าหมายในการลดเหตุรุนแรงในพื้นที่ลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 โดยเพิ่มประสิทธิภาพงานข่าวกรองและบูรณาการฐานข้อมูลความมั่นคง ให้สามารถตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้และภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพการศึกษา

4.การจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ งบประมาณทั้งสิ้น 539.2 ล้านบาท 5.การป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษา ผู้ติดยาเสพติด งบประมาณทั้งสิ้น 5,319.1 ล้านบาท โดยจัดให้มีกลไกสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกัน แก้ไขปัญหา และช่วยเหลือประชาชนจากภัยยาเสพติดอย่างเป็นระบบ 6.การพัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศ และความพร้อมเผชิญภัยคุกคามทุกมิติ งบประมาณทั้งสิ้น 88,718.4 ล้านบาท โดยพัฒนาระบบและแผนเตรียมความพร้อมแห่งชาติให้มีความทันสมัย และปฏิบัติได้จริง หน่วยงานด้านการข่าวและประชาคมข่าวกรองมีประสิทธิภาพจัดหายุทโธปกรณ์ที่จำเป็นเพียงพอ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกัน และรักษาผลประโยชน์ของชาติ

7.การพัฒนาระบบการเตรียมพร้อมแห่งชาติและระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ งบประมาณทั้งสิ้น 9,350.5 ล้านบาท โดยเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือและป้องกันบรรเทาสาธารณภัยและภัยพิบัติให้ได้ตามมาตรฐาน พัฒนาระบบเตือนภัยให้มีความแม่นยำและครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนมีความพร้อมในการสนับสนุนความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดภัยพิบัติ 8.การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง งบประมาณทั้งสิ้น 15,324.4 ล้านบาท

9.การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ งบประมาณทั้งสิ้น 5,803.1 ล้านบาท โดยเน้นการขับเคลื่อนภารกิจเชิงรุกด้านการต่างประเทศอย่างสร้างสรรค์ในทุกมิติ 10.การสนับสนุนด้านความมั่นคง งบประมาณทั้งสิ้น 1,574.6 ล้านบาท โดยการบริหารจัดการสภาวะแวดล้อมของประเทศ ให้มีความมั่นคง ปลอดภัย มีเอกราช อธิปไตย และมีความสงบเรียบร้อย มุ่งเน้นการพัฒนาคน

11.การดำเนินงานภารกิจพื้นฐาน เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง งบประมาณทั้งสิ้น 56,569. 7ล้านบาท โดยการสร้างความพร้อมด้านการป้องกันประเทศ การดำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดีและความร่วมมือในการดำเนินงานด้านความมั่นคงระหว่างประเทศไทยกับมิตรประเทศ และค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง งบประมาณทั้งสิ้น 194,000 ล้านบาท

ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้เป็นจำนวน 380,803.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 11.9 ของวงเงินงบประมาณเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจมีการขยายตัว อย่างยั่งยืน สมดุลและมีเสถียรภาพ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์พัฒนาเขตพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออกและเขตเศรษฐกิจพิเศษ การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว การพัฒนาผู้ประกอบการ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่สากล

ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้เป็นจำนวน 571,073.8 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 17.8 ของวงเงินงบประมาณ

ยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย ไว้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 765,209.4 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 23.9 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 118,700.2 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 3.7 ของวงเงินงบประมาณ โดยการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจภาคทะเลให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสนับสนุนการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง ปัญหาหมอกควันและไฟป่า

ขณะที่ยุทธศาสตร์ที่ 6 ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้เป็นจำนวน 504,686.3 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.8 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐสมัยใหม่ให้มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส รับผิดชอบและตรวจสอบได้

ทั้งนี้รายการค่าดำเนินการภาครัฐ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้จำนวน 431,336.6 ล้านบาทหรือร้อยละ 13.5 ของวงเงินงบประมาณ สำหรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ รายจ่ายงบกลาง จำนวน 96,500 ล้านบาท เพื่อสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ การเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรงและภารกิจที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ ตลอดจนชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอาชีพงานก่อสร้าง

ส่วนการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ จำนวน 272,127.1 ล้านบาท เพื่อชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 89,170.4 ล้านบาท ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม จำนวน 182,956.7 ล้านบาท เป็นการสนับสนุนการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐให้เกิดเสถียรภาพทางการคลังและการเงิน รวมทั้งการรักษาวินัยทางการคลัง รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 62,709.5 ล้านบาท เพื่อเป็นรายจ่ายชดใช้เงินคงคลังที่ได้จ่ายไปแล้ว

ส่วนการใช้จ่ายงบกลาง ประกอบด้วย เงินเบี้ยหวัด เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เงินเดือนข้าราชการ เงินสำรองสมทบและชดเชยของข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานของรัฐ ถามว่า กฎหมายระบุไว้ตรงนี้ งบต่างๆ เหล่านี้ต้องใช้งบกลาง ถ้างบกลางมี 5 แสนกว่าล้าน แต่งบเหล่านี้ใช้ไป 4 แสนกว่าล้านแล้ว ท่านจะไม่ให้เขาหรือ ส่วนที่เหลือ 1 แสนกว่าล้าน ไม่ใช่นายกฯ อนุมัติโครมๆ หรือให้ๆ ยืนยันว่าไม่มี ผมไม่เคยอนุมัติให้แบบนี้ การใช้งบกลาง ต้องทำแผนงานโครงการขึ้นมา แล้วพิจารณาในครม. ผมอนุมัติเองไม่ได้

“ทั้งนี้เงินในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ 100 ล้านบาท เอาไปจังหวัดนี้ เขาขอก็ให้ไป แต่ก็ต้องบริหารให้อยู่ทางโน้น การใช้จ่ายงบกลางเป็นแบบนี้ ขอให้เข้าใจด้วย งบเร่งด่วนน้ำท่วมอะไรต่างๆ เหล่านี้ เรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ หลายคนก็มีผมได้ยินแวบๆ เมื่อกี้นี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนไม่รู้หรือฝันก็ไม่รู้” นายกฯ กล่าว

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สมาชิกผู้ทรงเกียรติจะให้การสนับสนุน ร่างพ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้เพื่อที่รัฐบาลจะยึดถือเป็นหลักในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินให้เกิดประโยชน์แก่ชาติและประชาชนต่อไป ผมก็หวังอย่างยิ่งว่าทุกท่านคงให้ความเห็นชอบ ก็แล้วแต่ท่านจะพิจารณา แต่กรุณาดูทั้งหมด กรุณาศึกษารายละเอียด ท่านศึกษามาอยู่แล้ว แต่อย่าศึกษาเฉพาะประเด็นที่จะสร้างความไม่เข้าใจต่อกัน ผมหวังว่าจะมีอะไรที่เป็นประโยชน์ ที่รัฐบาลจะสามารถทำงานให้ท่านได้ ผมต้องการแบบนั้น ตรงนั้นตรงนี้เป็นอย่างไรก็สอบถามกันมาได้หรือไม่ แทนที่จะมาว่ากันไปกันมามันไม่เกิดประโยชน์”

ป้ามหาภัย..มุกดราม่าหลอกขอเงิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394094?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ป้ามหาภัย..มุกดราม่าหลอกขอเงิน

18 ตุลาคม 2562 – 11:05 น.
สายตรวจระวังภัย,ป้ามหาภัย,หลอกขอเงิน
เปิดอ่าน 609 ครั้ง

ป้ามหาภัย..มุกดราม่าหลอกขอเงิน คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย    โดย… ทีมข่าวอาชญากรรม

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องดราม่าว่อนสื่อโซเชียลมีเดีย ส่วนใหญ่เป็นการเตือนภัยให้ระวังพฤติกรรม “ป้ามหาภัย” ที่สร้างเรื่อง “หลอกขอเงิน” พร้อมกับแนะนำว่าถ้าใครเจอกับตัวให้แจ้งตำรวจจับ ทว่าระหว่างนั้นยังไม่มีเจ้าทุกข์เข้าแจ้งความ จึงทำให้ “ภัยสังคม” คนนี้ใช้มุกเดิมถูกกรีดกระเป๋า โทรศัพท์ ทรัพย์สินหาย แล้วขอเงินเพื่อเป็นค่ารถกลับบ้าน ขณะเดียวกันยังมีข้อมูลพบว่า หลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานครยังมีมิจฉาชีพลักษณะนี้แฝงตัวอยู่อีกเพียบ

ล่าสุดวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา น.ส.ธารีรัตน์ ศาสนะสุพิน อายุ 23 ปี นักศึกษาหญิงชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้เสียหายในกรณีนี้ได้เข้าแจ้งความเอาผิด “ป้ามหาภัย” คนดังกล่าว ต่อพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง เพื่อให้ติดตามตัวมาดำเนินคดี และไม่ให้ไปหลอกเหยื่อรายอื่นได้อีก หลังจากนั้นตำรวจก็ไม่รีรอลงพื้นที่ติดตามตัว “ป้ามหาภัย” วัยประมาณ 50 ปี ที่ใช้มุกเดิมๆ แต่งเรื่องหลอกขอเงินกับนักศึกษาสาวคนนี้ แต่เจ้าตัวรู้ทันทักท้วงไปจนเกิดการปะทะคารมกัน หลังเกิดเหตุนักศึกษาสาวคนดังกล่าวได้โพสต์เรื่องราวที่เกิดขึ้นบนโลกโซเชียลมีเดีย เพื่อเป็นการเตือนภัยให้กับสังคมอีกด้วย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม เวลาประมาณ 23.40 น. ที่บริเวณริมถนนรัชดาภิเษก ทางเข้าที่ 3 ห้างสรรพสินค้าเดอะสตรีท ทั้งนี้มีผู้ที่เคยเจอเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเมื่อปี 2558 และได้โพสต์เรื่องราวลงในโซเชียลมีเดียเพื่อเตือนประชาชน กระทั่งนักศึกษาหญิงคนที่เข้าแจ้งความได้เห็นเรื่องราวดังกล่าวจึงทำให้มีสติไม่หลงกลตกเป็นเหยื่อ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ “ป้ามหาภัย” ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นและไม่ใช่รายเดียว เนื่องจากมีข้อมูลจากประชาชนว่า เคยพบมิจฉาชีพเข้ามาพูดคุยอ้างสารพัดว่าไม่มีเงินกลับบ้าน ถูกขโมยทรัพย์สิน ก่อนจะมีการรบเร้าขอเงินตั้งแต่ 20 บาท จนถึงหลักร้อย ซึ่งจุดที่จะพบส่วนใหญ่เป็นป้ายรถประจำทาง สถานีขนส่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งหมอชิต และสายใต้ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่าบริเวณสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน(MRT) สถานีสุขุมวิท ก็มีหญิงอายุประมาณ 40 ปี เดินวนเพื่อรอเข้าไปพูดจารบเร้าขอเงิน เมื่อถามกลับก็พบว่าเป็นคนประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนจะเดินหนีไป

แบน3สารอันตราย เกมเดิมพัน7เก้าอี้ รมต.ภูมิใจไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394083?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แบน3สารอันตราย เกมเดิมพัน7เก้าอี้ รมต.ภูมิใจไทย

18 ตุลาคม 2562 – 10:20 น.
าราควอต,ไกลโฟเซต,คลอร์ไพริฟอส,โรคมะเร็ง,พาร์กินสัน,อนุทิน ชาญวีรกูล,มนัญญา
เปิดอ่าน 3,264 ครั้ง

แบน3สารอันตราย เกมเดิมพัน7เก้าอี้ รมต.ภูมิใจไทย

ยังไม่ถึงขั้นปัญหาโลกแตก แต่ 20 ตุลาคมนี้ ครบกำหนดเส้นตายมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต, ไกลโฟเซต และ คลอร์ไพริฟอส ยังไม่รู้ว่าจะจำกัดได้จริงแค่ไหน?

ในขณะที่ความพยายามผลักดันให้รัฐบาลใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการสั่งแบนหรือห้ามใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด โดยขีดเส้นตายขึ้นมาใหม่ภายใน 1 ธันวาคม 2562 ก็กำลังเผชิญกับความท้าทายและขยายผลเป็นเงื่อนไขทางการเมืองในขั้วรัฐบาลอยู่ในขณะนี้

เหตุผลของฝ่ายต่อต้านสารเคมีทั้ง 3 ชนิด อ้างอิงจากงานวิจัยของนักวิชาการที่ลงสำรวจแปลงพืชผักผลไม้ของเกษตรกรพบว่า มีสารพิษที่เกิดจากการใช้สารเคมีดังกล่าวตกค้างอยู่ในดินและแหล่งน้ำในปริมาณสูง เป็นอันตรายต่อทั้งเกษตรกร ผู้บริโภค และระบบนิเวศ

โดยเฉพาะตัวเกษตรกรนั้น มีความเสี่ยงในระดับน่าวิตกอย่างยิ่งที่จะเป็น โรคมะเร็ง และ พาร์กินสัน  ทั้งยังส่งผลต่อการพัฒนาสมอง ไอคิวเด็กลดลง สมาธิสั้น และมีผลกระทบต่อระบบต่อมไร้ท่อ ข้อมูลนี้ตรงกับงานวิจัยขององค์การอนามัยโลก(WHO)

แต่การเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้านซึ่งดำเนินมาก่อนปี 2560 นั้น ดูเหมือนว่าจะถูกต่อต้านจากผู้ปิดบังตัวตนที่เร้นสถานะอยู่ในหน่วยงานซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการที่จะนำไปสู่การตัดสินว่าจะแบนหรือไม่แบนสารพิษทั้งหมดมาโดยตลอด จึงทำให้ข้อเรียกร้องของฝ่ายแรกไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งที่ คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง เคยมีมติแบนสารพิษเหล่านี้มาตั้งแต่ 5 เมษายน 2560

มติของ คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาสารเคมีฯ ซึ่งเป็นคณะกรรมการร่วม 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในครั้งนั้นให้ดำเนินการออก ประกาศยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช พาราควอต และ คลอร์ไพริฟอส โดยยุติการนำเข้าภายในเดือนธันวาคม 2561 และยุติการใช้ทั้งหมดภายในเดือนธันวาคม 2562 และจำกัดการใช้ ไกลโฟเซต อย่างเข้มงวด โดยห้ามใช้ในพื้นที่ต้นน้ำ แหล่งน้ำ พื้นที่สาธารณะและชุมชน โดยเฉพาะบริเวณโดยรอบศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนและโรงพยาบาล

แต่ในที่สุดเมื่อมติของที่ประชุมร่วม 4 กระทรวง ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการวัตถุอันตราย ตามการเสนอของ กรมวิชาการเกษตร ซึ่งอ้างเหตุผลว่า กรมไม่มีความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพ จึงต้องการให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ให้คำปรึกษา ผลจึงออกมาว่าจะยังไม่มีการแบนหรือยกเลิกการใช้สารเคมีดังกล่าว

แต่ภาคประชาชนซึ่งรวมตัวกันในนาม เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง ก็ยังคงเดินหน้าเคลื่อนไหวสนับสนุนมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาสารเคมีฯ ต่อไป

จนกระทั่งวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ประชุมและมีมติร่วมกัน ยืนยันตามมติคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีฯ ให้ยกเลิกการใช้ 3 สารอันตรายภายในเดือนธันวาคม 2562 อีกครั้ง

แม้กระนั้น คณะกรรมการวัตถุอันตราย ก็ยังยืนยันมติไม่ยกเลิกการใช้สารเคมีดังกล่าวเช่นกัน แต่เพื่อลดกระแสสังคมจึงเลี่ยงไปใช้ มาตรการจำกัดการใช้ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด โดยให้ใช้ได้เฉพาะ 6 พืช คือ  มันสำปะหลัง ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล พืชไร่ ไม้ดอก ที่ขึ้นทะเบียนเท่านั้น

และระหว่างนี้ให้ กรมวิชาการเกษตร ดำเนินตามมาตรการ 5 ข้อ ที่เสนอมา อาทิ ทำโครงการศึกษาวิจัยเพื่อลดการใช้สารเคมีและหาวิธีทดแทนการใช้สารเคมี รวมทั้งศึกษาผลกระทบของสารที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ผลิต และผู้บริโภค จัดอบรมให้ความรู้โครงการนำร่องทดสอบหลักสูตรผู้พ่นสารพิษ หลังจากนั้นค่อยมาทบทวนว่าจะยกเลิกการใช้สารเคมีทั้งสามหรือไม่อีกครั้ง คาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 ปี

นั่นจึงเป็นที่มาของ เส้นตายแรก คือมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช 3 ชนิด ซึ่งมีผลตั้งแต่ 20 ตุลาคม 2562

 *ขออนุญาตก่อนซื้อ-อบรมก่อนใช้
หลังจากรับมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงประกาศแจ้งให้เกษตรกรผู้ใช้สารและผู้รับจ้างพ่นสาร 1.5 ล้านครอบครัว จะต้องไปขึ้นทะเบียนขอรับสิทธิ์ซื้อ 3 สารเคมี ต่อกรมส่งเสริมการเกษตร และต้องผ่านการอบรมเพื่อให้สามารถใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย โดยมี 4 หน่วยงานที่รับผิดชอบ

กรมส่งเสริมการเกษตร อบรมและทดสอบให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล พืชไร่ ไม้ดอก  การยางแห่งประเทศไทย รับผิดชอบเกษตรผู้ปลูกยางพารา สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย รับผิดชอบเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย โดยมี กรมวิชาการเกษตร ทำหน้าที่อบรมเจ้าหน้าที่ของ 3 หน่วยงานเพื่อให้เป็นวิทยากรไปอบรมเกษตรกร และเป็นผู้อบรมให้กับผู้รับจ้างพ่น และพนักงานเจ้าหน้าที่ ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และปลัด อบต.

การลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิ์ซื้อ 3 สารเคมี เริ่ใมวันแรกเมื่อ 12 มิถุนายน 2562 และเริ่มเปิดอบรมครั้งแรก 1 กรกฎาคม 2562 แต่ยังไม่มีรายงานเป็นทางการว่ามีผู้สอบผ่านหรือไม่ผ่านมากน้อยแค่ไหน แต่ตามเงื่อนไขกรณีไม่ผ่านการทดสอบ สามารถเลือกสอบได้อีก 1 รอบ หากยังไม่ผ่านอีก จะต้องสมัครเข้าไปเลือกการทดสอบใหม่ในระบบ ก่อนเส้นตายจำกัดการใช้อย่างเข้มงวดจะเริ่มต้น 20 ตุลาคมนี้

*เส้นตายใหม่เงื่อนไขการเมือง
ความหวังที่จะเห็นสารเคมีอันตรายทั้ง 3 ตัว ถูกกำจัดออกจากภาคการเกษตรและธรรมชาติเลือนลางลงชั่วขณะ นับตั้งแต่ คณะกรรมการวัตถุอันตราย ยืนกรานอยู่หลายรอบที่จะไม่ยกเลิกการใช้ 3 สารเคมีอันตราย

แต่พลันที่รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารงาน การต่อสู้กับ 3 สารเคมี ก็เริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ออกโรงล็อกเป้าไปที่กรมวิชาการเกษตร ให้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีทั้งสาม รวมทั้งแจ้งสต็อกสินค้าของผู้นำเข้าอย่างละเอียดยิบ

รัฐมนตรีหญิง จากพรรคภูมิใจไทย แสดงจุดยืนเด็ดเดี่ยวที่จะดำเนินทุกวิถีทางที่จะทำให้สารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิด หายไปจากประเทศไทย ซึ่งเป็นนโยบายของพรรค และเธอก็เดินหน้าอย่างรวดเร็วจนฝ่ายข้าราชการตามแทบไม่ทัน

กระทั่ง การประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาความเห็นของส่วน รัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค ต่อการยกเลิกสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 สาร ที่เธอนั่งหัวโต๊ะ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง ให้แบนสารเคมีอันตรายทั้ง 3 ตัว โดยจะเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย พิจารณาให้สารทั้ง 3 ชนิด เลื่อนจากบัญชีประเภทที่ 3 ไปเป็นบัญชีประเภทที่ 4 ซึ่งจะเป็นผลให้ ห้ามครอบครอง ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้า ห้ามผลิต ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562

อย่างไรก็ตาม มติเอกฉันท์ของคณะทำงาน 4 ฝ่าย ไม่มีผลผูกมัดให้ คณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งจะมีการประชุมกันวันที่ 27 ตุลาคม นี้ หรืออาจเร็วขึ้นเป็นวันที่ 22 ตุลาคม ต้องดำเนินการตาม และก็มีแนวโน้มที่จะเป็นอย่างนั้น เพราะทันทีที่มติ 9 ต่อ 0 ออกมา ฝ่ายคัดค้านการแบน 3 สารเคมี ก็ออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องและรุนแรงถึงขั้นข่มขู่คุกคามคนในคณะทำงานฯ

กระนั้นในส่วนของ พรรคภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค และ รมว.สาธารณสุข ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวว่ารัฐมนตรีทั้ง 7 คนของพรรคไม่ยอมรับ 3 สารเคมีอันตรายเด็ดขาด และยังเปรยไปถึงนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า คงจะต้องออกโรงอีกที เพราะหากคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติเป็นอย่างอื่น รัฐมนตรีของพรรคคงต้องแสดงสปิริตด้วยการลาออกและถือว่าเป็นการเดิมพันแบบหมดหน้าตักของพรรคภูมิใจไทยเลยทีเดียว

พิษ”ตาสว่าง” โรคไร้เดียงสา”ส้มหวาน” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394071?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

18 ตุลาคม 2562 – 10:05 น.
เจาะประเด็นร้อน,พรรคอนาคตใหม่,ส้มหวาน,พรกโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณ,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 2,869 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 18 ต.ค.62

******************************

ปฏิกิริยาหลังสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาให้ความเห็นชอบ พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นหน่วยงานบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562 ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอนั้น ร้อนแรงระดับปรอทแตก เมื่อ 70 ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ยกมือไม่เห็นด้วย

ชัยธวัช ตุลาธน” รองเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กหลังสภามีมติด้วยว่า “..วันนี้พรรคอนาคตใหม่เลือกแล้วที่จะยืนอยู่กับประชาชน วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรนั้น ขอให้เจตจำนงของประชาชนเป็นผู้ตัดสิน”

ชัยธวัชเปรียบเสมือนเงาของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เพราะทั้งคู่เป็นเพื่อนรักร่วมอุดมการณ์ ตั้งแต่สมัยทำกิจกรรมในนามสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เมื่อปี 2541 และร่วมกันทำคลอดวารสาร “ฟ้าเดียวกัน” เมื่อปี 2547

มรดก “ตาสว่าง”

ตรวจสอบโซเชียลฝ่ายกองเชียร์พรรคอนาคตใหม่ ต่างโจมตีพรรคเพื่อไทย และพรรคเสรีรวมไทย ที่เลือกทางออกด้วยการ “กินเลือดตัวเองโชว์” บางคนว่า เสียดายแกนนำเพื่อไทยที่ทำอะไรแบบนั้นลงไป ทั้งที่มีทางเลือก และสามารถอธิบายได้

ทำไมทำมากลายเป็น “ขีดเพดาน” การต่อสู้ที่สูงไม่เท่ากัน 70 ส.ส.กลายเป็นพระเอก ส่วน ส.ส.เพื่อไทย และเสรีรวมไทย ถูกหยามหยันว่า ใจไม่สู้

จริงๆ แล้ว การต่อสู้ทางวาทกรรม “สู้จริงหรือไม่?” เคยเกิดขึ้นมาแล้ว สมัยแดงทั้งแผ่นดิน เมื่อมีวิวาทะเรื่องแนวทางต่อสู้ระหว่าง “นปช.” กับ “แดงอิสระ” หรือปีกซ้ายของขบวนการเสื้อแดง โดยแกนนำปีกนี้ได้แก่สุรชัย แซ่ด่าน” และ สมยศ พฤกษาเกษมสุข”

สมยศ พฤกษาเกษมสุข

ปี 2552 สุรชัย แซ่ด่าน, สุนัย จุลพงศธร และ สมยศ พฤกษาเกษมสุข เดินสายทำกิจกรรม ตาสว่างทั้งแผ่นดิน” เปิดเวทีอภิปรายเรียกร้องให้แก้ไข ม.112 เรียกตัวเองว่า “กลุ่ม 3 ส.ตาสว่าง”

ฉะนั้น มวลชนแดงอิสระ หรือ “แดงเวทีเล็ก” ก็จะวิจารณ์ว่า “สามเกลอ นปช.” แดงเวทีใหญ่ เป็นพวกสู้ไม่ถึงที่สุด “สู้ไป กราบไป”

วาทกรรมสู้ให้ถึงที่สุด ไม่เอาสู้ไป กราบไป..กลับมาฮิตอีกครั้ง ในกลุ่มกองเชียร์ส้มหวาน

เครือข่าย “โรม”

ก่อนหน้าวันลงมติรับหรือไม่รับ พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลฯ กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” (DRG) ได้เคลื่อนไหวผ่านแฟนเพจเรียกร้องต่อ ส.ส.ให้ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย และลงมติไม่อนุมัติ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว เพื่อการรักษาหลักการแบ่งแยกอำนาจตามระบอบประชาธิปไตย

กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ก่อตั้งโดย “รังสิมันต์ โรม” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ทุกวันนี้ เพื่อนพ้องน้องพี่เขายังทำงานต่อ และได้เคลื่อนไหวต้านเผด็จการทหารอย่างต่อเนื่อง

รังสิมันต์ โรม

อานนท์ นำภา” แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ได้โพสต์ก่อนวันลงมติ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวว่า “มันเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ บทสรุปของการต่อสู้จากอดีตใกล้เข้ามา เปลี่ยนแปลงหรือถอยหลัง?”

อานนท์ นำภา

อานนท์” ยังโพสต์ปลุกระดม “..หากเกิดอันตรายใดๆ จากการทำหน้าที่ครั้งนี้ขึ้น เราก็พร้อมจะปกป้องผู้แทนจากการทำหน้าที่ครั้งนี้”

เจี๊ยบ” ห้าวเกินพิกัด

ว่ากันตามจริง กลุ่ม ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ที่มีความกระตือรือร้นที่จะยกมือไม่เห็นด้วยต่อ พ.ร.ก.ฉบับพิเศษ ก็มีไม่เกิน 20 คน และคนหนึ่งในนั้นคือ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” หรือ เจี๊ยบ นครปฐม” ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ระหว่าง ปิยบุตร แสงกนกกุล อภิปรายเรื่อง พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลฯ “เจี๊ยบ อมรัตน์” ก็นั่งอยู่ข้างๆ และหลังลงมติ เธอโพสต์เฟซบุ๊กทันที แสดงอาการดีใจลิงโลด และเข้าไปตอบคอมเมนต์ด้วย

อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือเจี๊ยบ นครปฐม เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มแดงอิสระมาตั้งแต่ปี 2552 เพราะมีแนวคิดปฏิเสธระบอบเผด็จการทหาร และระบอบอำมาตยาธิปไตย

สุรชัย แซ่ด่าน และ เจี๊ยบ นครปฐม ปี 2554

เจี๊ยบเป็นแฟนคลับเวที “ส.ตาสว่าง” โดยเฉพาะสุรชัย แซ่ด่าน เป็นแกนนำแดงสายตาสว่าง ที่เจี๊ยบให้ความศรัทธา

ปี 2561 เจี๊ยบ นครปฐม เป็นกำลังหลักให้กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง และนำพาเธอให้มาเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่

ผลโหวตแบบ “แพ้แต่ได้ใจ” ในสภาเที่ยวนี้ เจี๊ยบกำลังนำไปขยายผลในสนามเลือกตั้งซ่อม เขต นครปฐม

ปิดเกม จารุพงศ์-จักรภพ เปิดทาง ซีไอเอ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394065?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปิดเกม จารุพงศ์-จักรภพ เปิดทาง ซีไอเอ

18 ตุลาคม 2562 – 09:00 น.
ชูธงทวนกระแส,จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ,จักรภพ เพ็ญแข,องค์กรเสรีไทย
เปิดอ่าน 9,002 ครั้ง

ปิดเกม จารุพงศ์-จักรภพ เปิดทาง ซีไอเอ คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2562 กลุ่ม Red USA และสมาคมผู้รักประชาธิปไตยไทยไร้พรมแดน เดินทางไปยังสถานกงสุลใหญ่ไทย นครลอสแองเจอลิส แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เพื่อประท้วงและอ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย กรณีการวางตัวไม่เป็นกลางทางการเมืองของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก

ก่อนหน้านั้น วันที่ 13 ตุลาคม กลุ่ม Red USA ได้จัดงานพบปะสังสรรค์ ต้อนรับการมาเยือนของ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” และมีการระดมเงินคนละเล็กคนละน้อย สมทบทุนช่วยเหลือในการยังชีพให้แก่สมาชิกกลุ่ม “วงไฟเย็น” ที่มาขอลี้ภัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส

ภาพสมาชิกคนเสื้อแดงแอลเอ 7-8 คน ร่วมพูดคุยกับ จรัล ดิษฐาอภิชัย, สุนัย จุลพงศธร และจอม เพชรประดับ ในบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ร้านอาหารหรูหรา สะท้อนภาพความล่มสลายของ “องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” ภายใต้การนำของ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” อดีตรัฐมนตรีมหาดไทย รัฐบาลยิ่งลักษณ์

แกนนำกลุ่ม Red USA คือ “เชาว์ ซื่อแท้” เจ้าของกิจการนวดแผนไทย ย่านเบลฟลาวเวอร์ ลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย

5-6 ปีที่แล้ว “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” และ “จักรภพ เพ็ญแข” วาดหวังจะใช้ “องค์กรเสรีไทย” ขับเคลื่อนปลุกระดมประชาชนไทยในและนอกประเทศ ก่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่ถึงวันนี้ องค์กรเสรีไทยปิดฉากโดยสมบูรณ์แบบ นับแต่ “สุรชัย แซ่ด่าน” พร้อมคนสนิทถูกอุ้มหายในแผ่นดินลาว ตามด้วยกลุ่ม “ลุงสนามหลวง” ที่หายไปในเวียดนาม

สมาชิกองค์กรเสรีไทยในลาว 5 คน เผ่นหนีไปปักหลักอยู่ในฝรั่งเศส “จรัล ดิษฐาอภิชัย” จึงก่อตั้ง “สมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน” มารองรับกลุ่มแดงพเนจร ที่หนีออกจาก สปป.ลาว

สถานการณ์เปลี่ยน เกมก็เปลี่ยน เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าร่วมการประชุมใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก ซึ่งเดินทางมาทุกปี หนีไม่พ้นกลุ่ม Red USA ต้องมาประท้วง

ปีนี้ คนเสื้อแดงในสหรัฐกลับไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทัั้งกลุ่มเฮียเชาว์ที่แอลเอ หรือกลุ่มเพียงดิน ที่ชิคาโก รวมถึงเจ๊ดา ไฮโซ ก็เงียบ

ขณะเดียวกัน “กลุ่ม Thai Democracy Now” ได้ปรากฏตัวขึ้น ผ่านป้ายโฆษณาบนอาคารร้านอาหารแห่งหนึ่ง ในเกาะแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก ป้ายนั้นมีข้อความว่า “Don’t let Democracy Die inThailand” หรือ “อย่าปล่อยให้ประชาธิปไตยตายในไทย”

ตามมาด้วย ชาวละตินอเมริกามารับจ็อบแบกป้ายประท้วง พล.อ.ประยุทธ์ ด้านหน้าโรงแรมที่พัก และมีการซื้อสื่อออนไลน์เผยแพร่แถลงการณ์ของกลุ่มดังกล่าว

ส่องตามเฟซบุ๊กคนเสื้อแดงในสหรัฐ ต่างแปลกใจว่า กลุ่ม Thai Democracy Now มาจากไหน? ใครเป็นผู้ให้การสนับสนุน

อดีตนักกิจกรรมรุ่น 14 ตุลา ที่คร่ำหวอดในยุทธจักรภาคประชาชน ให้ข้อสังเกตว่า กรณีกลุ่ม Thai Democracy Now น่าจับตา “มูลนิธิโอเพน โซไซตี้” ของ จอร์จ โซรอส พ่อมดการเงินชาวยิว และ “กองทุนเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติสหรัฐ” ของรัฐสภาสหรัฐ โดย 2 กองทุนนี้ได้ให้การช่วยเหลือเอ็นจีโอไทยมานานกว่า 20 ปีแล้ว

ดังเช่นสถานการณ์การประท้วงที่ยืดเยื้อในฮ่องกง สื่อจีนเปิดโปงการแทรกแซงกิจการภายในจีนและฮ่องกง โดยสหรัฐ ผ่านกองทุนเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติสหรัฐ ทางการสหรัฐเองก็ยอมรับผ่านสื่อว่า ได้ให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่องค์กรนักศึกษา และองค์กรสิทธิมนุษยชนในฮ่องกงจริง

การทำงานของกองทุนดังกล่าวนี้ มิได้ต่างจากบทบาทของซีไอเอ ในยุคสงครามเย็น เพียงแต่สมัยโน้น สหรัฐใช้ยุทธศาสตร์ต่อต้านโลกคอมมิวนิสต์ เป็นข้ออ้างในการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆ

ผิดกับปัจจุบันนี้ สหรัฐดำเนินยุทธศาสตร์ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน เข้าแทรกแซงกิจการประเทศอื่น โดยผู้ปฏิบัติงานของ 2 กองทุนที่ว่านี้ ก็ไม่ต่างจากซีไอเอสมัยสงครามเย็น

ท่ามกลางสภาวการณ์ถดถอยของขบวนเสื้อแดงทั้งในและนอก “ซีไอเอ” ยุคดิจิทัล ก็แทรกซึมเข้ามาแทนปลุกระดมต่อกลุ่มเป้าหมายที่เรียกว่า ฝ่ายประชาธิปไตย โดยมีเป้าหมายต้องเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก

อย่าให้ใครมา สวาปาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/394062?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าให้ใครมา สวาปาม

18 ตุลาคม 2562 – 07:44 น.
งบประมาณรายจ่ายประจำปี 63
เปิดอ่าน 493 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2562

ฟาดฟันกันอย่างดุเดือดสำหรับการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท โดยในวันแรกทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างฝ่ายต่างใส่กันไม่ยั้งด้วยข้อมูลเด็ดที่นำมาหักล้างเหมือนเอาพริกกะเหรี่ยงทั้งสวนมาปลูกไว้ในสภา โดยเฉพาะบรรดาขุนพลหลักฝ่ายค้านประเภทใจถึงพึ่งได้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่หัวหมู่ทะลวงฟันนั้น ต้องบอกว่า เอากันถึงตาย แม้ก่อนหน้านี้จะมีการรับปากกันอย่างมั่นเหมาะว่า การอภิปรายครั้งนี้จะสร้างสรรค์ ไร้รุนแรง และไม่มีการเล่นเกมเพื่อล้มรัฐบาล

แต่เอาเถอะพอเข้าใจได้ เพราะเมื่อปากพรั่งพรูติดลมบนจนสูงลิ่วก็คงไม่มีอะไรจะหยุดสงครามน้ำลายไปได้หรอก เพราะมันเป็นดีเอ็นเอขนานแท้ของนักการเมืองที่ถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นแบบไม่มีผิดเพี้ยน แต่ที่ดุเดือดเข้มสุดๆ เพราะแค่ลิเกโหมโรง เพจเชียร์ลุงตู่ก็ออกมาเผยแพร่ข้อมูลเด็ดกรณีฝ่ายค้านล็อกเป้า และหากใครไม่เชื่อก็ให้ไปดูลีลานายกรัฐมนตรีสายเลือดทหารเป็นตัวอย่าง เพราะหลังจากตัดสายสะดือกลายร่างเป็นนักการเมืองเต็มตัว ท่านนายกฯ เริ่มเปลี่ยนไปกลายเป็นคนลีลาพลิ้วไหว มีลูกล่อลูกชน รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง ยิ่งได้เห็นจากการอภิปรายครั้งนี้ก็ทำให้รู้ว่า “บิ๊กตู่” มีสปีชีส์ของนัการเมืองมากน้อยแค่ไหน

แม้จะเป็นแค่ยกแรก แต่การอภิปรายเพื่อถอดเกล็ดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 จำนวน 3.2 ล้านล้าน ก็ทำให้คนไทยรับรู้ข้อมูลหลายด้าน เพราะต้องยอมรับว่า ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างใช้เวทีสภาทำหน้าที่กันไปตามหน้าเสื่อที่ได้รับมอบหมาย แต่ประชาชนอย่างเรามีแต่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ซึ่งการรับรู้แรกเริ่มจากฝ่ายค้านค่อนข้างทำการบ้านมาดี โดยเฉพาะการชุดคุ้ยตีแผ่ข้อมูลงบประมาณจนทำให้คนไทยทราบถึงเงินจำนวนมหาศาลที่รัฐบาลเทลงไปในกระทรวงต่างๆ มีพิรุธน่าสงสัยจนเกินงามอย่างไร อีกทั้งยิ่งได้รู้ว่า เงินทุกสตางค์ใครเอาไปทำอะไรที่ไหนอย่างไร และที่สำคัญไปลง “ตรงไหน”

ขณะเดียวกันในส่วนของรัฐบาลถือว่ายังไม่เพลี่ยงพล้ำ เพราะทุกข้อกังขาของฝ่ายค้าน รัฐบาลก็มีคำตอบ และคำอธิบายสำหรับข้อสงสัยและความไม่ชอบมาพากลของงบประมาณที่ถูกตั้งคำถามเป็นอย่างดี นายกฯ และบรรดารัฐมนตรีลุกออกมาชี้แจงทุกรายละเอียดของเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่รัฐบาลเทหน้าตักไปให้แต่ละกระทรวง หรือกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งอย่างได้ใจความ ไม่ผิดเพี้ยน่ให้เป็นที่ครหาแม้แต่สลึงเดียว…ยกนิ้วให้ไปเลย งานนี้คงต้องชมว่า ต่างฝ่ายต่างทำการบ้านมาอย่างดี

สุดท้ายการอภิปรายจะลงเอยอย่างใดคงต้องลุ้นกันในวันนี้ไปจนถึงวันเสาร์ โดยเฉพาะสถานการณ์เสียงปริ่มน้ำที่มันก้ำกึ่งกันแบบคู่คี่ ดู๋ดี๋ ดังนั้นการชี้แจงงบประมาณรายจ่ายปี 63 ถือเป็นด่านสำคัญที่รัฐบาลต้องผ่านไปให้ได้ เพราะถ้าสะดุดก็มีแต่จบเห่ ตายหมู่ คงต้องดูกัน..พรุ่งนี้มีคำตอบ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะย้ำเตือนคือในส่วนของ “ประชาชน” เราไม่ควรมองข้าม หรือไม่ใส่ใจกับการอภิปรายครั้งนี้ เพราะคนไทยถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงกับเงินกองมหึมาจำนวนนี้ ถึงจุดนี้เราอย่าไปมองว่า การฟาดฟันห้ำหั่นของรัฐบาลและฝ่ายค้านเป็นแค่เกมการเมืองที่บทสรุปสุดท้ายก็มีตอนจบเหมือนเดิม คือ “ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง” วันนี้คนไทยทุกคนต้องคิดใหม่ทำใหม่อย่ามัวไปติด “กับดัก” กับชุดความคิดผิดๆ แบบเดิมจนทำให้เราพลาดพลั้งให้พวก “ซาตานตัวพ่อ” หรือลูกบรรดาลูกกระจ๊อก “ผีน้อยแคสเปอร์” มาหยิบจกชิ้นปลามันจากเงินงบประมาณไปสวาปามกันอย่างมันปากเหมือนที่ผ่านมา…

วินิจฉัยว่ากระทำละเมิด : ต้องมีพฤติการณ์ที่ชัดเจน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393948?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

18 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
ศาลปกครอง,วินิจฉัย,ละเมิด
เปิดอ่าน 867 ครั้ง

วินิจฉัยว่ากระทำละเมิด : ต้องมีพฤติการณ์ที่ชัดเจน คอลัมน์… เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐยื่นฟ้องหน่วยงานต้นสังกัดต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ตนรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากตนมิได้เป็นผู้ที่กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก (บุคคลที่ถูกควบคุมตัวตามกฎหมาย)

โดยมูลเหตุของคดีนี้เกิดจาก… ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถูกกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ชีวิต จึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด และหน่วยงานต้นสังกัดได้มีคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคืนแก่ทางราชการที่ได้ชดใช้ให้แก่ภรรยาและบุตรของนายยีผู้เสียชีวิตดังกล่าวตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง (ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539) ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำสั่งแต่ถูกยกอุทธรณ์

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือร่วมกับเจ้าหน้าที่อื่นกระทำการใดที่ผิดกฎหมายต่อนายยีผู้ตาย คำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงินจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

ประเด็นที่ศาลพิจารณาคือคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? ซึ่งต้องพิจารณาให้ได้ความว่าผู้ฟ้องคดีมีส่วนเกี่ยวข้องในการทำให้นายยีเสียชีวิตหรือไม่?

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้จากรายงานผลการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดว่า เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันตรวจค้นจับกุมและควบคุมตัวนายยีกับพวกรวม 6 คน และในวันต่อมา เวลาประมาณ 21.00 น. ผู้ฟ้องคดีได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่อื่นทำการสอบสวนซักถามนายยอมผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับรายหนึ่ง จนถึงเวลาประมาณ 23.30 น. ก็ได้นำตัวนายยอมกลับไปควบคุมไว้เช่นเดิม แล้วผู้ฟ้องคดีก็กลับที่พัก และในเวลาใกล้เคียงกัน 21.30 น. ก็ได้มีเจ้าหน้าที่อื่นนำตัวนายยีไปซักถาม จนเวลาประมาณ 22.00 น. ได้มีเจ้าหน้าที่อีกคนไปสอบสวนซักถามนายยี ซึ่งไม่ให้ความร่วมมือในการตอบคำถาม จึงมีการทะเลาะและทำร้ายร่างกายกันและนายยีได้เสียชีวิต

เห็นได้ว่า ขณะที่ผู้ฟ้องคดีได้ซักถามผู้ต้องสงสัยรายอื่น เป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับที่เจ้าหน้าที่อื่นได้นำตัวนายยีออกจากที่ควบคุมตัวมาทำการซักถาม แต่แยกกันคนละสถานที่ และไม่ปรากฏว่าหลังจากนั้น ผู้ฟ้องคดีได้ไปร่วมซักถามหรือทำร้ายร่างกายนายยี จึงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้ซักถามผู้ต้องสงสัยรายอื่น โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมซักถามหรือทำร้ายร่างกายนายยีด้วยแต่อย่างใด

ประกอบกับศาลจังหวัดได้มีคำสั่งเพียงว่านายยีเสียชีวิตเนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายระหว่างที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ แต่ไม่ได้ระบุว่าผู้ฟ้องคดีเป็นคนทำร้าย จึงน่าเชื่อว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้ทำร้ายร่างกายหรือมีส่วนร่วมในการทำร้ายร่างกายนายยีจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย อีกทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ฟ้องคดีมีเจตนาร่วมกับเจ้าหน้าที่อื่นทำร้ายร่างกายนายยีจนถึงแก่ชีวิต ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ได้กระทำละเมิดต่อนายยี ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ดังนั้น แม้ว่าหน่วยงานของรัฐจะได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินดังกล่าวได้ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เนื่องจากเมื่อศาลพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้ว ฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีมิได้กระทำละเมิดเพราะมิได้มีส่วนร่วมทำให้นายยีเสียชีวิต คำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีผลทำให้คำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.56/2562)

สรุปได้ว่า พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ให้อำนาจหน่วยงานของรัฐออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อเมื่อ 1) ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบุคคลภายนอกนั้น เป็นผลมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ผู้นั้น 2) เป็นการกระทำละเมิดในปฏิบัติหน้าที่ และ 3) เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ในการพิจารณาให้เจ้าหน้าที่รับผิดทางละเมิดนั้น จะต้องมีความเป็นธรรม โดยต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่มีความชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นมีส่วนร่วมหรือมีส่วนในการกระทำละเมิดจริงหรือไม่ เช่นในคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าแม้ผู้ฟ้องคดีจะอยู่ในชุดเจ้าหน้าที่ที่ทำการสอบสวนผู้เสียชีวิต แต่ผู้ฟ้องคดีมิใช่เจ้าหน้าที่ที่กระทำละเมิดต่อผู้เสียชีวิตโดยตรง จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

นอกจากนี้คดีดังกล่าว ยังเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญเกี่ยวกับการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหา ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่อาจใช้กำลังทำร้ายร่างกายตามอำเภอใจได้ เพราะไม่ว่าผู้ต้องสงสัย ผู้ต้องหา หรือผู้ต้องโทษ ก็ย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายเช่นกัน

          (ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)