ราชนาวี ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393869?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ราชนาวี ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก

17 ตุลาคม 2562 – 11:35 น.
ราชนาวี,บิ๊กลือ,กองทัพเรือ,พลรอลือชัย รุดดิษฐ์
เปิดอ่าน 19,818 ครั้ง

ราชนาวี ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

เกิดคลื่นใต้น้ำใน ‘กองทัพเรือ’ อย่างไม่ต้องสงสัย หลังคนทยอยปล่อยข้อมูลการใช้จ่ายงบประมาณการจัดซื้อจัดจ้างหลายโครงการที่ “บิ๊กลือ” พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เป็นผู้ดำเนินการ ให้ทั้งสื่อหลักและเพจ CSI LA นำไปขยายต่อจนเกิดเสียงวิจารณ์ขรมถึงการใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่าและเหมาะสม

แม้เป้าหมายหลักต้องการโจมตี ‘หัวเรือใหญ่’ อย่าง “บิ๊กลือ” แต่เมื่อเหตุการณ์มาเกิดในห้วงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ของสภาผู้แทนราษฎร ในวาระที่ 1 ระหว่างวันที่ 17-19 ตุลาคม ก็เข้าทางฝ่ายค้านที่จะยกมาเป็นประเด็นอภิปรายเพื่อหั่นงบประมาณด้านความมั่นคง

 ตั้งแต่การสร้างบ้านพักรับรอง ‘ผู้บัญชาการทหารเรือ’ จำนวน 112 ล้านบาท ที่ “บิ๊กลือ” ส่งตัวแทนมาชี้แจงว่า ความจริงแล้วไม่ใช่บ้านพักส่วนตัวแต่ดัดแปลงให้เป็นอาคารรับรองแขกระดับวีไอพีของกองทัพเรือ ประกอบด้วยห้องจัดเลี้ยง ที่พัก เนื่องจากของเดิมทรุดโทรม โครงสร้างเสียหายเพราะใช้งานกว่า 30 ปี แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายตัวอาคารบ้านพักรับรองจำนวน 65 ล้านบาท ค่าตกแต่งภายใน 32.5 ล้านบาท และงานภูมิสถาปัตยกรรมจำนวน 15 ล้านบาท 

 ขณะที่เรื่องเก่ายังไม่ทันส่างซา ก็มีการเผยแพร่บ้านรับรองผู้บัญชาการทหารเรืออีก 1 หลัง ตั้งบนยอดเขาของหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.) อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พร้อมๆ กับบทกลอนแปดวิจารณ์การบริหารงานในห้วง 1 ปี ของ “บิ๊กลือ” อย่างเผ็ดร้อน ทั้งเรื่องการโยกย้ายนายทหารประจำปีล้วนแต่คนใกล้ชิดได้ดิบได้ดี การใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า ความเชื่อเรื่องหมอดู-ยึดฮ้วงจุ้ย

ส่วน “บิ๊กลือ” อาศัยลูกเงียบ ไม่ตอบโต้ หรือสั่งแถลงข่าวเหมือนที่แล้วมา  เพราะเชื่อมั่นว่าทุกโครงการดำเนินการด้วยความโปร่งใส ถูกต้องตามระเบียบการใช้งบประมาณ แต่ก็มีการชี้แจงเป็นการภายในกองทัพเรือว่า บ้านพักบนเขา สอ.รฝ. คืออาคารอเนกประสงค์ไว้รองรับ ผบ.ทร. นายทหารชั้นผู้ใหญ่ กำลังพล ที่มาปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงแขกของหน่วย

แต่ที่โจทย์จรรอย่างหนัก โครงการก่อสร้างซุ้มประตูทางเข้าออก หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (นย.) อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ที่ร่ำลือว่า “บิ๊กลือ” ต้องการปรับ ‘ฮวงจุ้ย’ โดยเฉพาะรูปทรงและโทนสีฉูดฉาดเน้น แดงเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำหน่วย ที่ดูขัดหูขัดตาชาวโซเชียลมีเดีย ที่สำคัญใช้งบประมาณสูงถึง 35 ล้านบาท ซึ่งกองทัพเรือชี้แจงว่าเป็นเงินบริจาค

โดย พล.ร.ท.ประชาชาติ  ศิริสวัสดิ์  โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า การสร้างซุ้มประตูทางเข้าออกหน่วยบัญชาการนาวิกโยธ เนื่องจากซุ้มประตูเดิมกีดขวาง การสร้างขยายถนนสุขุมวิท เพื่อรองรับการจราจรและรองรับปริมาณรถที่จะเพิ่มขึ้น ตามโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ส่วนรูปแบบซุ้มประตูต้องการแสดงถึงความเข้มแข็ง แข็งแกร่ง และสื่อถึงการปฏิบัติภารกิจของทหารนาวิกโยธินที่ได้รับใช้ผืนแผ่นดินไทยอย่างเสียสละตลอดมา  โดยงบประมาณได้รับบริจาค

และที่สดๆ ร้อน การเผยแพร่ภาพบ้านพักกำลังพลที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ที่มีสภาพทรุดโทรม ไม่ได้รับการปรับปรุงซ่อมแซม ควบคู่กับโครงการศูนย์สมุททานุภาพ กองทัพเรือ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี กำหนดสร้างแล้วเสร็จปี 2563 จำนวน 2 เฟส งบประมาณ 338 ล้าน เฉพาะเฟสแรก เป็นบ้านพักนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ตึกศูนย์ประชุม 84 ล้านบาท อาคารที่พัก 3 ตึก 77 ล้านบาท คลับเฮ้าส์ สระว่ายน้ำ 27 ล้านบาท

ข้อมูลและตัวเลข ‘แม่นแป๊ะ’ ยังกับตาเห็น คงเป็นใครไม่ได้นอกจากคนในของกองทัพเรือเป็นผู้ให้ข้อมูล โดยจุดประสงค์หลักต้องการให้ตรวจสอบโครงการจัดซื้อจัดสร้างของ “บิ๊กลือ” ว่ามีความเหมาะสม โปร่งใส เป็นไปตามขั้นตอนการใช้จ่ายงบประมาณหรือไม่ อีกนัยหนึ่งเป็นการ ‘ดิสเครดิต’ 

หากมองถึงต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เกิดศึกภายในกองทัพเรือครั้งนี้ น่าจะครุกรุ่นกันมาพักใหญ่ แต่มาแตกหักในช่วงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปีที่ผ่านมา โดย “บิ๊กลือ” เคยเปิดใจว่า เป็นคนจัดทำโผทหารเพียงผู้เดียว ใช้เวลา 2 เดือน ยึดหลักเลือกไข่น้ำงามใส่ตะกร้า ใช้คนให้เหมาะกับสถานการณ์และงาน เช่นเดียวกับนิยาย “สามก๊ก” ใช้ “กวนอู” ครองเมือง “เตียวหุย” ไปชายแดน “จูล่ง” อยู่ข้างกาย  

จึงกลายเป็นที่มาบทกลอนแปด ‘ตำหนิ’ การทำหน้าที่ของ “บิ๊กลือ” แพร่สะพัดในกลุ่มไลน์ของกองทัพเรือ ก่อนจะถูกส่งมาสู่ภายนอก เรียกว่าศึกในครั้งนี้ไม่ธรรมดาเพราะมีทหารเพียงไม่กี่คนที่เก่งเรื่องโครงกลอน และสำบัดสำนวนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ด้วยกัน

ด้าน “บิ๊กลือ” แม้จะรู้อยู่เต็มอกก็เลือกไม่สนใจเพราะเชื่อว่าตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ทำทุกอย่างเพื่อกองทัพเรือและกำลังพล จึงไม่มีเหตุผลและความจำเป็นใดๆ ต้องไปเคลียร์ใจกับทหารกลุ่มดังกล่าว 

จากนี้ต้องดูกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้ว “บิ๊กลือ” จะทนกับคลื่นใต้น้ำลูกนี้ไปได้นานแค่ไหน กับอายุราชการที่เหลืออีก 1 ปี ในขณะที่ความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนที่มีต่อกองทัพเรือถูกสั่นคลอนลงทุกวัน

หินล้านงามอันซีนชายแดนใต้สู่กิจกรรมค่ายลูกเสือนำร่องป่าชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393871?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หินล้านงามอันซีนชายแดนใต้สู่กิจกรรมค่ายลูกเสือนำร่องป่าชุมชน

17 ตุลาคม 2562 – 11:15 น.
หินล้านงาม,อันซีน,ค่ายลูกเสือ,พอชลัช ศรีวิเชียร,ป่าชุมชน
เปิดอ่าน 264 ครั้ง

หินล้านงาม…จากอันซีนชายแดนใต้ สู่กิจกรรมลูกเสือตั้งค่าย นำร่องป่าชุมชน

ต้นปี 2561 เริ่มมีคนรีวิวแหล่งท่องเที่ยวแบบอันซีนที่ อ.ยะหา จ.ยะลา สร้างกระแสฮือฮาในสื่อสังคมออนไลน์ไปไกลถึงมาเลเซีย

จุดหมายปลายทางที่ท้าทายใครหลายคนให้พากันปักหมุดนี้ คือ “หินล้านงาม” หรือ “หินลานงาม” ลานหินขนาดใหญ่บนยอดเขาโต๊ะบีแด ต.ตาชี อ.ยะหา เป็นลานหินโล่งที่มองเห็นขอบฟ้าได้ 360 องศา ได้สัมผัสทั้งแสงแรกในยามเช้า คลื่นทะเลหมอก และแสงสุดท้ายของพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า

และเมื่อความมืดเข้าปกคลุมก็ยังมี “อันซีน” ในภาคกลางคืนให้ได้ชมกัน นั่นก็คือแสงจันทร์ แสงดาว และไฟวับแวมจากชุมชนเชิงเขา ทั้งบ้านเจาะกลาดี บ้านตาชี และบ้านหาดทราย นับถึงวันนี้ผ่านมาร่วมๆ 2 ปีแล้ว มีความเปลี่ยนแปลงเป็นพัฒนาการที่หินล้านงามไม่น้อยทีเดียว

  เมื่อเร็วๆ นี้ ชาวบ้าน ทหาร ป่าไม้ และผู้บริหารท้องถิ่น เปิดวงหารือกันที่สำนักงาน อบต.ตาชี เพื่อกำหนดแนวทางร่วมกันในการพัฒนาหินล้านงามให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ชุมชนและอยู่คู่ชุมชนไปนานแสนนาน หลังจากหินล้านงามเริ่มเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมเยือนมากขึ้นและมีหลายโรงเรียนติดต่อขอจัดค่ายลูกเสือ

ผู้เข้าร่วมประชุมมีทั้ง พ.อ.ชลัช ศรีวิเชียร รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา นายบุญเสริม พรมเสนะ ผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินและป่าไม้ นายพสิษฐ์ ศรีสุข นายก อบต.ตาชี และผู้แทนเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ยล.2 (ปะแต) เจ้าหน้าที่ อบต.ธารคีรี อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ตลอดจนผู้แทน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ผู้แทนผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ตำบลตาชี กลุ่มร่วมด้วยช่วยกันชายแดนใต้ ผู้แทนชาวบ้านเจาะกลาดี ชาวบ้านตาชี และชาวหินล้านงาม เรียกว่าครบทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

ต้นเดือนกันยายนหินล้านงามมีโอกาสต้อนรับนักเรียนที่มาเข้าค่ายลูกเสือเป็นครั้งแรกเพื่อเรียนรู้สังคมพหุวัฒนธรรม ภายใต้แนวคิด “3 ตำบล 2 วัฒนธรรม สร้างความสงบในพื้นที่” มีครู นักเรียนจากโรงเรียนพัฒนาสาธิตวิทยายะลา “โครงการ ALL in One อัลมุคอยยัมอัตตัรบาวีย์อัลอิสลามีย์ ครั้งที่ 4” เข้าร่วมจำนวนกว่า 250 คน มี พล.ต.ชัชภณ สว่างโชติ รองผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธานเปิดกิจกรรม

ค่ายลูกเสือที่หินล้านงามแตกต่างจากที่อื่นเพราะมีผู้นำชุมชนและชาวบ้าน 3 หมู่บ้านที่รายล้อม คือ บ้านตาชี ตำบลตาชี บ้านเจาะกลาดี ต.ยะหา สองบ้านนี้อยู่ใน อ.ยะหา และบ้านหาดทราย ต.ธารคีรี อ.สะบ้ายอย จ.สงขลา ซึ่งเป็นชุมชนทั้งพุทธและมุสลิมร่วมกันดูแลน้องๆ หนูๆ ที่มาเข้าค่ายทุกคน

กิจกรรมมีทั้งนั่งขบวนรถจี๊ป ซึ่งเป็นรถของชาวบ้าน มีแห่งเดียวในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ตำบลตาชี ขึ้นไปบนยอดเขาโต๊ะบีแด แวะชิมผลไม้นานาชนิด ทั้งทุเรียน เงาะ ลองกอง สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ส่วนกิจกรรมการฝึกมีการตั้งฐานต่างๆ เน้นเรียนรู้การดำรงชีพในป่า ชุมนุมรอบกองไฟ เล่นน้ำตก ฟังการบรรยายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และปิดกิจกรรมด้วยการรับใบประกาศนียบัตรในฐานะ “ผู้พิชิตหินล้านงาม”

   สิ่งที่เด็กๆ และครูอาจารย์ได้รับใส่กระเป๋ากลับบ้านไม่ใช่แค่ประกาศนียบัตรแต่ยังเป็นประสบการณ์การเรียนรู้สังคมพหุวัฒนธรรมเพื่อเป็นธงนำสู่การสร้างสันติสุขชายแดนใต้หลังผ่านสถานการณ์ร้อนระอุมานานหลายปี

          กิจกรรมเข้าค่ายช่วงต้นเดือนกันยายน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดวงหารือกับทุกฝ่ายในเวลาต่อมา เพราะมีโรงเรียนอีกหลายแห่งติดต่อเข้ามา จึงต้องมีการวางแผน จัดระเบียบ เพื่อดูแลรักษาระบบนิเวศไม่ให้บอบช้ำ

บทสรุปจากวงประชุมก็คือการร่วมพัฒนาพื้นที่เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่มีให้คงอยู่ตลอดไป โดยใช้ชุมชนร่วมกันขับเคลื่อน ภายใต้ระบบจัดการ “ป่าชุมชน” ซึ่งปัจจุบันมีกฎหมายรองรับแล้ว โดยชุมชนที่จะร่วมมือกันมี 3 ชุมชน และมี อบต.ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบพื้นที่ 2 อบต.

 พ.อ.ชลัช กล่าวว่า การประชุมทำให้ได้กรอบการขับเคลื่อนงานต่อไปเยอะพอสมควร ถือเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยฝ่ายชุมชนยืนยันว่ามีแนวทางการจัดการปัญหาได้และจะขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์ของชุมชนมากที่สุด ขณะที่ทหารก็จะดูแลงานด้านความมั่นคงเป็นหลัก

 “ผลที่ได้ถือว่าจับต้องได้ คือต้นทุนเดิมมีอยู่แล้ว แต่เพื่อให้งานพัฒนาสามารถไปได้เร็ว จึงเห็นพ้องกันที่จะใช้ชุมชนขับเคลื่อนมี อบต.สนับสนุน ส่วนทหารก็ดูแลงานด้านความมั่นคง นอกจากนั้นยังมีป่าไม้มาร่วมด้วย ทำให้มีองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนไปข้างหน้าอีกมาก” พ.อ.ชลัช กล่าว

“ป่าชุมชน” เป็นสิ่งที่นายบุญเสริม ในฐานะผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินและป่าไม้ หยิบขึ้นมาเสนอเป็นแนวทางเอง

“ป่าชุมชนเป็นกฎหมายแล้ว มีผลบังคับใช้ในปีนี้ โดยป่าชุมชนก็คือพื้นที่ป่าไม้ที่คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการ โดยการดำเนินงานป่าชุมชนขึ้นอยู่กับความจำเป็นและความต้องการของชุมชน” นายบุญเสริม กล่าว

แต่อุปสรรคสำคัญของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศแห่งนี้ก็คือ เส้นทางการขึ้นไปชมความงามของหินล้านงามอยู่ในสภาพที่ต้องบอกว่า “ลำบากเกินไป” เพราะปัจจุบันไม่มีถนน มีแต่เส้นทางธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่แค่คับแคบ คดโค้ง เป็นหลุมเป็นบ่อเท่านั้น แต่บางจุดเป็นร่องหินลึกเกือบท่วมหัว การเดินทางขึ้นไปนอกจากเดินก็ต้องใช้รถจี๊ปของคนในชุมชน ซึ่งรถจี๊ปก็มีจำกัด ไม่เพียงพอรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อหลายเดือนก่อน พ.อ.ชลัช ในฐานะรองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา เคยลงพื้นที่ไปตรวจสอบสภาพปัญหาและได้พูดคุยกับชาวบ้านจนทราบว่า ชุมชนรอบๆ หินล้านงามต้องการถนนลาดยาง หรือคอนกรีตก็ได้ กว้างแค่ 4 เมตรก็พอ ระยะทางรวมแค่ 2 กิโลเมตรเท่านั้น เพื่อใช้สัญจร และเดินทางขึ้นไปชมความงามของ “อันซีนหินล้านงาม” ได้สะดวกขึ้น

แต่การผลักดันโครงการถนนมีปัญหา 2 อย่าง คือ 1.พื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตของป่า ในความดูแลของเขตป่าไม้นราธิวาสจึงไม่มีใครกล้ายืนยันว่าสามารถสร้างถนนได้ และ 2.ติดเรื่องงบประมาณ

“โครงการสร้างถนนคอนกรีตสายนี้ อบต.ตาชี เคยพยายามดำเนินการตามงบประมาณที่มีอยู่ แต่ติดที่ว่าต้องขออนุญาตจากป่าไม้ก่อน ถ้าป่าไม้ไม่อนุญาตเราก็ทำไม่ได้ ฉะนั้นก็ต้องรอการอนุญาต แต่พอหมดปีงบประมาณก็ต้องคืนหรือนำไปใช้อย่างอื่น ก็เลยยังไม่ได้สร้าง” เป็นคำอธิบายจากนายภูมิอ้น พวงรัตน์ ผู้อำนวยการกองช่าง อบต.ตาชี

แต่ความหวังของชาวบ้านก็ยังไม่ริบหรี่เกินไปเพราะเจ้าหน้าที่ป่าไม้นราธิวาสที่รับผิดชอบพื้นที่นี้ให้ข้อมูลว่าสามารถขออนุญาตจากผู้อำนวยการป่าไม้นราธิวาสเพื่อสร้างถนนได้ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพียงแต่ต้องทำตามระเบียบอย่างถูกต้อง เป็นลายลักษณ์อักษร และวัตถุประสงค์ของการสร้างก็เพื่อประโยชน์ของชาวบ้านเพราะเป็นเส้นทางที่ชาวบ้านหลายสิบครัวเรือน ราวๆ 200 กว่าชีวิต ใช้ขนส่งผลิตผลทางการเกษตรลงมาขาย

ที่ผ่านมา “เหมืองลาบู” แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในยุคแม่ทัพภาคที่ 4 คนก่อน ซึ่งอยู่ในอำเภอยะหาเหมือนกับหินล้านงาม และอยู่ในเขตป่าเช่นเดียวกันก็มีการตัดต้นไม้ขยายถนนหลังได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้

ทว่าแม้จะมีข้อมูลชัดเจนขึ้นแต่ขั้นตอนการดำเนินการตามระบบราชการก็ไม่ง่าย โดยเฉพาะเมื่อไม่มีผู้ใหญ่ หรือผู้มีอำนาจถือธงนำ ทำให้จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมเลย กระทั่งมีการดึงผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินและป่าไม้มาอยู่ในเครือข่ายหินล้านงาม และได้รับคำแนะนำให้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ป่าชุมชน

ชาวบ้าน 3 ชุมชน 2 วัฒนธรรมที่นั่นยังคงรอชมแสงแรก…แต่ไม่ใช่แสงแรกของดวงอาทิตย์เหมือนนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปพิชิตหินล้านงาม ทว่าคือแสงแรกแห่งความหวังที่พวกเขาจะได้ถนนสายเล็กๆ เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศแห่งนี้ให้ยั่งยืนสืบไป

มุมมองของ นาที รัชกิจประการ การบ้านกับการเมืองมันคู่กัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393868?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มุมมองของ นาที รัชกิจประการ  การบ้านกับการเมืองมันคู่กัน

17 ตุลาคม 2562 – 10:30 น.
นาที รัชกิจประการ,เจ๊เปี๊ยะ
เปิดอ่าน 616 ครั้ง

มุมมองของ นาที รัชกิจประการ  การบ้านกับการเมืองมันคู่กัน โดย… สมัชชา หุ่นสาระ

ไม่บ่อยนักที่ “นาที รัชกิจประการ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จะให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการทำงานการเมือง

 แม่ทัพหญิงภาคใต้ของ ภท.คนนี้กล่าวกับเครือเนชั่นในเรื่องของจังหวะและโอกาสของค่ายสีน้ำเงิน หลังจากวันที่ 24 มีนาคม ค่ายสีน้ำเงินปักธงในปักษ์ใต้ได้ 8 เขต และ 3 ปาร์ตี้ลิสต์ โดยล้มผู้แทนฯ เจ้าของพื้นที่เดิมจากค่ายสีฟ้าไปได้หลายคน ซึ่งผลงานนี้หลายคนในภท.ยอมรับว่าเจ๊เปี๊ยะลุยแหลกเพื่อพิสูจน์ว่า ภท.พร้อมเป็นทางเลือกใหม่ให้คนปักษ์ใต้

“ครั้งนี้ได้แปดเขต คราวหน้าต้องคูณสอง” แม่ทัพหญิงปักษ์ใต้ค่ายภท.ให้คำมั่นเพราะรู้ว่าชาวบ้านเลือกภท.เนื่องจากพรรคและเธอทำงานจริง พูดจริงบนสนามการเมืองแบบนี้ตั้งแต่ปี 2548 แล้ว

คำตอบของเจ๊เปี๊ยะที่แจ้งมานั้นเป็นอย่างไร จากบรรทัดนี้มีคำตอบ

   ชาวบ้านเลือกภท.เพราะอะไรและเสียงตอบรับวันนี้เป็นเช่นใด
“ดิฉันทำงานการเมืองมาตั้งแต่ปี 2548 และมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยในปี 2551 ถึงวันนี้ความเปลี่ยนแปลงที่พรรคและดิฉันไปบอกชาวบ้านคือเราให้ความมั่นใจในแนวทางและนโยบายพรรค ชาวบ้านในพื้นที่ภาคใต้วันนี้วิเคราะห์ว่านโยบายใดดีต่อชีวิตพวกเขา พื้นที่คนปักษ์ใต้ชอบติดตามข่าวสารและเรื่องการเมืองก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่คนภาคใต้ติดตามเพราะการบ้านกับการเมืองมันอยู่คู่กัน

เราทำงานแบบจริงใจกับชาวบ้าน ชี้แจงผลดีของนโยบายที่พรรคนำเสนอจนได้รับความไว้วางใจใน 8 เขต เพราะชาวบ้านอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบ้าง เมื่อเราได้โอกาสก็ต้องทำเต็มที่ในวันนี้”

 สิ่งที่บอกว่าเลือกตั้งครั้งหน้าภท.ต้องได้ส.ส.16คนขึ้นไป มีเหตุผลใดรองรับ
“แปดเขตที่ได้มานั้นต้องเพิ่ม เพราะนโยบายพรรคที่หาเสียง พรรคทำได้ ชาวบ้านชอบแนวคิดลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน ที่วันนี้สะท้อนออกมาแล้วและแก้ปัญหาตรงจุด แปดเขตที่เราได้มาก็ต้องทำงานต่อและต้องขยายฐานเสียงเพิ่ม เพราะบางเขตที่เราแพ้ไป คะแนนที่แพ้ก็ไม่ห่างนัก ดังนั้นตรงนี้เราก็จะทำงานเพิ่มและต่อเนื่องเพราะเกือบ 3 เดือนมานี้ขาวบ้านยอมรับพรรค ภท.มากขึ้น”

    เหตุที่บอกว่าบางเขตควรชนะแต่กลับได้อันดับที่สอง ได้ประเมินแล้วหรือไม่ว่ามาจากปัจจัยใด
“พบว่าชาวบ้านบางส่วนยังยึดติดกับพรรคเดิมๆ ที่เคยมีส.ส.มายาวนาน แต่วันนี้ 8 เขตให้โอกาส ภท. ซึ่งถือเป็นพรรคที่มีส.ส.ในภาคใต้ในช่วงหลายปีมานี้ขยับมาอาสาชาวบ้านแข่งกับพรรคดั้งเดิม ดังนั้นเมื่อพรรคทำงาน ผลงานเริ่มออกมา ชาวบ้านสัมผัสได้ ตรงนี้จึงเชื่อว่าเลือกตั้งคราวหน้าการคูณสองในจำนวนส.ส.ของพรรคก็มีสิทธิ์

หลังจากนี้พรรคต้องขยายฐานเสียงในภาคใต้ให้ได้ทั้ง 14 จังหวัด เพราะพรรคมียุทธศาสตร์ร่วมกันเรื่องการท่องเที่ยว ภูมิศาสตร์ มีทรัพยากรธรรมชาติมากมายที่จะสร้างรายได้ให้ภาคใต้

ย้ำว่าทำงานวันนี้ไม่คิดจะแข่งกับพรรคอื่น สิ่งที่แข่งขันคือแข่งกับความเป็นอยู่ของประชาชนว่าจะทำอย่างไรให้มีรายได้ มีอาชีพ ยอมรับว่าเป็นความฝันอยู่แล้วที่อยากได้ส.ส.พัทลุงทั้งหมด (ภท.ได้ 2 เขตจาก 3 เขตในจังหวัดนี้) หากได้ทั้ง 3 เขต ก็ถือเป็นเรื่องดีที่เพื่อให้การพัฒนาไปด้วยกัน เพราะตรงนี้เป็นบ้านของดิฉัน โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว วันนี้ พรรคจะทำโครงข่ายเชื่อมต่อ 14 จังหวัดภาคใต้ เพราะไม่มีใครอยากเป็นเมืองรอง ดังนั้นจะทำอย่างไรให้ทุกจังหวัดเป็นเมืองหลักทุกจังหวัด โดยแต่ละจังหวัดต้องหาจุดเด่นของจังหวัดตัวเอง ซึ่งสามารถร้อยเรียงเรื่องการท่องเที่ยวผ่านภูมิประเทศได้ การท่องเที่ยวต้องดึงวิถีเก่ากลับคืนมาให้เชื่อมต่อกันในทุกจังหวัดของภาคใต้”

          การเดินหน้าแบบนี้และยังเป็นนักการเมืองผู้หญิงที่ทำงานไม่น้อยกว่าผู้ชายแสดงว่าหวังให้ภท.ติดลมบนในภาคใต้แบบถาวร
“ดิฉันเป็นคนแบบนี้ พูดและทำจริง กระแสภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย ถือว่าดีขึ้นหรือไม่นั้น คนที่จะเป็นผู้วัดผลคือประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศที่จะตอบได้ว่าพรรคภูมิใจไทยมีความตั้งใจแค่ไหน ยอมรับว่ามีแนวคิดอยากให้พรรคมีส.ส.ยกทุกจังหวัดทั้งภาคใต้ ดังนั้นจึงต้องสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรธรรมชาติของภาคใต้ที่ไม่แพ้ใคร เมื่อใดที่การท่องเที่ยวชุมชนสร้างมูลค่าเพิ่มได้จะทำให้ประชาชนคิดถึงพรรคภูมิใจไทย เวลานี้กล้าพูดได้ว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ใช่น้องใหม่ของภาคใต้ เพราะมีผลงานเป็นตัววัด ซึ่งตัวเองทำงานการเมืองมาแล้วมากกว่า 14 ปี ย้ำว่าไม่เกรงกลัวพรรคฐานเสียงเดิม และอยากให้ทุกคนในภาคใต้มีชีวิตที่อยู่สบาย”

 หนักใจบ้างไหมกับบทบาทคีย์แมนพรรคในภาคใต้
“ไม่ เพราะทำงานแบบนี้มาหลายสิบปีแล้ว และเมื่อทำงานการเมืองตั้งแต่ปี 2548 ถึงวันนี้ก็พยายามสร้างแรงกระตุ้นให้ชาวบ้านเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีผลต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้าน ดังนั้นจะทำตรงนี้ให้ดีที่สุดเพื่อให้ชาวบ้านยอมรับ การบ้านกับการเมืองคือสิ่งคู่กัน เราต้องทำงานทั้งสองด้านคู่กัน ดิฉันจะใช้ประสบการณ์มาช่วยพรรคให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น”

          การเมืองท้องถิ่นในวันข้างหน้าพรรคจะส่งทีมแข่งขันและสร้างฐานเสียงในภาคใต้หรือไม่
“คงไม่เน้นในสนามนี้เพราะไม่อยากสร้างความขัดแย้งในพื้นที่ เพราะมองว่าหากพรรคมีส.ส.ทำงานระดับชาติจะแก้ไขภาพรวมได้ดีกว่า เวทีท้องถิ่นก็ให้กลุ่มต่างๆ ที่สนใจอาสาประชาชน พรรคจะเน้นสร้างส.ส.ในการทำงานระดับประเทศ เวลาเราทำงานในสภาผู้แทนฯ ก็จะขยับการทำงานได้เต็มที่กว่า เราไปนำข้อร้องเรียนของชาวบ้านไปแก้ไขในสภาผู้แทนฯ ตรงนี้จะเกิดผลกว่า”

     ขยับจังหวะต่อเนื่องแบบนี้จะขัดแย้งกับพรรคเจ้าถิ่นในพื้นที่หรือไม่
“ช่วงหาเสียงก็มีบ้าง แต่หลังเลือกตั้งจบ ต้องพิสูจน์ผลงานว่าชาวบ้านไว้ใจหรือไม่ เราจะพิสูจน์ตัวเองกับคนปักษ์ใต้ว่าเลือกเราไม่ผิดหวัง”

      กังวลกับพรรคใหม่ที่กำลังเคลื่อนไหวในช่วงนี้บ้างไหม
“ไม่ เพราะแต่ละพรรคมีจุดยืนการทำงานคนละแบบกัน ดิฉันและพรรคทำงานตามที่หาเสียงไว้”

ช่างกล้า ขยี้งบกองทัพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393859?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ช่างกล้า ขยี้งบกองทัพ

17 ตุลาคม 2562 – 10:15 น.
งบกลาโหม,ปิยบุตร แสงกนกกุล,พรรคอนาคตใหม่,พลทพงศกร รอดชมภู,งบประมาณ
เปิดอ่าน 4,592 ครั้ง

ช่างกล้า ขยี้งบกองทัพ คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย…  อสนีบาต aussaneebard@ Hotmail.com

วันนี้สภาเปิดประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 กำหนดให้อภิปรายเป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 19 ต.ค.

 วิปสองฝ่ายตกลงกรอบกติกาขึ้นชกชะเอ้ย !ขึ้นเวทีอภิปรายกันเรียบร้อย แบ่งเวลาฝ่ายละ 18 ชั่วโมงเท่ากัน ใครอยากอภิปรายในช่วงเวลาไพรม์ไทม์ ใครจ้องจองกฐินชำแหละ งบกลาโหม ก็ต้องไปบริหารเวลากันให้ดีนะครับ

เมื่ออภิปรายพอหอมปากหอมคอ จะเข้าสู่การโหวตร่าง พ.ร.บ.ถึงตรงนั้นเป็นอีกไฮไลท์สำคัญทางการเมือง เพราะมีการประเมินสภาพของรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ จะสามารถโหวตให้ร่างพ.ร.บ.งบ ผ่านความเห็นชอบได้หรือไม่ อีกนัยหนึ่งจะมี “งูเห่ารับจ๊อบ” โผล่มาร่วมด้วยช่วยหนุนเสียงรัฐบาลให้แข็งปั๊กหรือไม่
ทางตรงข้ามหากร่างพ.ร.บ.งบประมาณไม่ผ่านสภา นั่นยิ่งกว่า ซูเปอร์ไต้ฝุ่นฮาร์กีบิส ล่ะครับ เพราะ “บิ๊กตู่” ต้องประกาศยุบสภา
ใครจะบอกว่า “บิ๊กตู่” ไม่มีทางยุบสภาคงไม่ได้ ในเมื่อมือกฎหมายข้างกายท่านนายกฯ อย่าง อาจารย์วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมากางรัฐธรรมนูญผ่านสื่อมวลชนไปแล้ว แถมตอกย้ำด้วยการแจ้งที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ซะด้วยว่า “หากร่างพ.ร.บ.งบประมาณไม่ผ่านสภามีสองทาง นายกฯ ต้องประกาศลาออก หรือยุบสภา”

หวังว่าจะไม่เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณวันสุดท้ายนะครับ

แต่ก่อนรับชมลีลาท่านผู้แทนทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลชำแหละงบประมาณออกมาให้ประชาชนได้เห็นทางหน้าจอทีวี บังเอิญมีอีกเรื่องหนึ่งน่าสนใจจึงต้องนำมาบอกกล่าวเล่าแจ้งกันสักหน่อย เนื่องจากท่านประธานสภาขอบรรจุวาระพิเศษเข้าสู่ที่ประชุมก่อนจะมีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ
นั่นคือวาระการพิจารณา พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหมไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562

อสนีบาต…ขออนุญาตใช้ชื่อพ.ร.ก.นี้แบบสั้นๆ ว่า “พ.ร.ก.โอนงบกองทัพ” แล้วกันนะครับ
โดยระยะเวลาที่ผ่านมา บรรดา พ.ร.ก.ที่เข้าสู่การพิจารณาของสภาเพื่อรับรองเป็นกฎหมายไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่แต่มายุคที่ “พรรคอนาคตใหม่” ผลิตนักการเมืองเข้ามาทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร มักตอดเล็กตอดน้อยจากเรื่องไม่เป็นเรื่องทำให้เป็นเรื่องโดยเฉพาะกรณี “การออกพ.ร.ก.”

ก่อนหน้านี้ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาฯ อนค. ขายความคิดให้พรรคร่วมฝ่ายค้านจนเห็นคล้อยตามไปแล้วกรณีการขวางวาระพิจารณา พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองและสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562 โดยอ้างว่าเป็นการตรา พ.ร.ก.ที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งการจะออก พ.ร.ก.ได้นั้นต้องเป็นเฉพาะกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัย สาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะเท่านั้นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ซึ่งเรื่องก็ถูกส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ แล้วครับ

ครั้งนี้เช่นเดียวกัน พลพรรค อนค. ตั้งป้อมปราการแสดงจุดยืนต่อ พ.ร.ก. โอนงบกองทัพ ครับ
โดย พล.ท.พงศกร รอดชมภู ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค อนค. อดีตนายทหารเก่าผู้รับผิดชอบนโยบายปฏิรูปกองทัพ ยกเลิกการเกณฑ์ทหารนั่นล่ะ เป็นผู้ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศไว้ “เท่าที่ศึกษา พ.ร.ก.โอนงบกองทัพ ไม่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ไม่ทราบว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนหรือกรณีฉุกเฉินตรงไหน”
ดูเป็นความเห็นไม่ต่างกับ ปิยบุตร ผู้เคยยุยงฝ่ายค้านให้ขวาง พ.ร.ก.ส่งเสริมพัฒนาสถาบันครอบครัว” อย่างไม่ผิดเพี้ยน และเท่าที่สืบทราบวงในพรรค อนค. มีการหารือกันแต่หารือท่าไหนไม่ทราบแตกความเห็นออกเป็นสองขั้ว
ขั้วหนึ่งเสนอว่าจะขอ งดออกเสียง ซึ่งน่าจะเป็นทางลงที่ดีสุดต่อการแสดงจุดยืนของพรรคที่ต่อต้านการสืบทอดอำนาจอะไรทำนองนั้น ขณะที่อีกขั้วหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่ม ส.ส.รุ่นใหม่ไฟแรงกลุ่มอายุ 25-40 ปี ถึงขั้นจะโชว์พลังในสภาด้วยการ โหวตคว่ำ เลยด้วยซ้ำ
อย่างที่…อสนีบาต…กล่าวข้างต้น การโหวตรับรองพ.ร.ก.ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหา แต่ครั้งนี้กำลังต้องการสร้างประเด็นขึ้นใหม่ เป็นความต้องการแสดงให้เห็นถึงความหาญกล้าในการกระทำบางประการเพื่อสื่อไปถึงบางสิ่งบางอย่าง เข้าทำนองสุภาษิต “ตีวัวกระทบคราด ครับ
ฉะนั้นติดตามเช้าวันนี้ (17 ต.ค.) ได้เห็นจุดยืนท่าทีของอนาคตใหม่ที่แตกเป็นสองขั้วต่อเกมที่เขาเลือกเล่นแล้ว

เพื่อแม้ววุ่น “หน่อย” บินดูไบ “ชัชชาติ” ไปย่างกุ้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393856?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เพื่อแม้ววุ่น “หน่อย” บินดูไบ “ชัชชาติ” ไปย่างกุ้ง

17 ตุลาคม 2562 – 09:20 น.
แม้ว,ดูไบ,นายใหญ่,ชัชชาติ,คุณหญิงหน่อย,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 4,574 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 17 ต.ค. 62

*****************************

พลันที่ “คนพันธุ์แกร่ง-ชัชชาติ” ประกาศลงสนามเมืองกรุงโดยไม่สังกัดพรรคการเมือง อาการคลื่นเหนือน้ำก็บังเกิดขึ้นในพรรคเพื่อไทย เมื่อ สาวก “เจ้าแม่เมืองหลวง” แสดงอิทธิฤทธิ์ประลองกำลังกับประมุขพรรค “เสี่ยคลอสเตอร์” ผลปรากฏว่า ยกแรกจบลง “คุณหญิงหน่อย” น้ำตาร่วง

จะว่าไปแล้วกุนซือข้างกาย “เสี่ยคลอสเตอร์” ประเมินว่า ตัวชัชชาติเองถือว่าเป็นจุดแข็ง การที่ไม่สวมเสื้อเพื่อไทยนั้นเป็นยุทธศาสตร์เก็บแต้มจากกลุ่มที่ชอบ “ชัชชาติ” แต่ไม่ชอบ “เสี่ยแม้ว” ซึ่งหากต้องเผชิญหน้ากับตัวแทนพรรคอนาคตใหม่ ก็จะสู้ได้สมราคา

หม่องชัชชาติ”ดูงานรถเมล์

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2562 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” โพสต์เฟซบุ๊กว่า ตัวเขาเดินทางไปทำบุญออกพรรษา ไหว้พระเจดีย์ชเวดากอง ที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ 

ชัชชาติ ขอพรไหว้พระที่เจดีย์ชเวดากอง

ประสานักการเมือง “ชัชชาติ” จับประเด็นการปฏิรูปรถเมล์ในย่างกุ้งมานำเสนอทันที โดยรัฐบาลท้องถิ่นย่างกุ้งมีการก่อตั้ง Yangon Region Transport Authority (YRTA) เมื่อปี 2559 และตั้งระบบ YBS Yangon Bus System มีการจัดสายรถเมล์ใหม่เหลือประมาณ 90 สาย มีบริษัทรถเอกชนร่วมให้บริการ 20 บริษัท จัดหารถใหม่จากจีนและเกาหลีมาวิ่ง จากเดิมการเดินรถเมล์ของเมืองย่างกุ้งมีจำนวนเส้นทางมากถึง 357 เส้นทาง มีผู้ประกอบการรถเมล์ 4,000 คัน

ชัชชาติ ดูการปฏิรูปรถเมล์พม่า

“เรื่องรถเมล์เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยกว่ารถไฟฟ้าในการแก้ไขปัญหาจราจร และช่วยการเดินทางของคนจำนวนมากใน กทม. และใช้เงินลงทุนน้อยกว่ารถไฟฟ้ามากครับ”

ชัชชาติชิงจังหวะหาเสียงไกลหน่อย..แต่หยิบเรื่องใกล้ตัวคนกรุงมากระทุ้ง เรียกคะแนนได้ไม่น้อยกันเลยทีเดียว

น้ำตาหยดรดดูไบ

เช้าวันที่ 16 ตุลาคม 2562 มีสื่อออนไลน์หลายเสนอข่าวเหมือนกัน ประหนึ่งว่ามาจากแหล่งข่าวคนเดียวกัน สรุปได้ว่า “หญิงหน่อย บินด่วนดูไบ หลั่งน้ำตาเคลียร์ใจพบแม้ว กรณีศึกชิงผู้ว่าฯ กทม.”

ในรายงานข่าว คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ใช้เวลาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เดินทางไปนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเข้าพบทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อพูดคุยกรณีการส่งผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

ภารกิจก่อนวันหยุดยาว

“คุณหญิงหน่อย” ในฐานะแม่ทัพเมืองหลวง ให้เหตุผลว่า พรรคเพื่อไทย จำเป็นที่จะต้องส่งผู้สมัครในนามของพรรค ขณะที่ทักษิณไม่เห็นด้วย ควรหลีกทางให้กลุ่มอิสระของชัชชาติ 

อย่างไรก็ตามก่อนวันหยุดยาวเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 “คุณหญิงสุดารัตน์” เดินทางไปเป็นประธานกล่าวปิดงานสัมมนาเสริมศักยภาพ ส.ส. ที่โรงแรมเชอราตัน หัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา เพชรบุรี

คุณหญิงหน่อยมาโผล่เป็นข่าวอีกที ในงานพลิกวิกฤติ SME ไทยให้ทันโลกวันที่ 15 ตุลาคมนี้ ที่ห้องเสวนาชั้น 1 พรรคเพื่อไทย อาคารโอเอไอ ทาวเวอร์

แสดงว่าวันหยุดยาว วัน คุณหญิงหน่อยอาจไปหลั่งน้ำตารดผืนทราย ตามที่มีข่าวกระพือลือไกล

เจ๊แดง”ยังแรงฤทธิ์

พรรคเพื่อไทยยุคที่มีนักการเมืองอาวุโส สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งกองเชียร์เสื้อแดงบางกลุ่มบอกว่านี่เป็นการปรับขบวนของฝ่ายประชาธิปไตย แต่ความจริงของเพื่อไทยวันนี้ยังหนีไม่พ้นร่มเงา “นายใหญ่ดูไบ”

ดุลกำลัง ส.ส.ภายในพรรค แบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายคือ กลุ่มที่ภักดีต่อ “เจ๊แดง-น้องปู” กลุ่ม ส.ส.กทม.ที่ขึ้นตรง “เจ๊หน่อย” และกลุ่มที่รอดูสถานการณ์ภายในพรรค

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์

เมื่อวิเคราะห์จากที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค 4 คนที่อยู่ข้างกาย “เสี่ยคลอสเตอร์” ก็ชัดเจนว่า ใครเป็นใหญ่เหนือพรรคเพื่อไทย?

คนแรก เดอะอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย อดีตเลขาธิการพรรค ก็ทำงานรับใช้นายใหญ่มานาน และไม่ถูกชะตา “เจ้าแม่เมืองหลวง” มากนัก

คนที่สอง “วิสาร เตชะธีราวัฒน์” สายตรง “เจ๊แดง” ที่ได้โควตาส่งลูกสาว “วิสาระดี” ลงชิงเก้าอี้นายก อบจ.เชียงราย

คนที่สาม “ชูศักดิ์ ศิรินิล” มือกฎหมาย และคนที่สี่ นลินี ทวีสิน” หัวหน้าพรรคเพื่อธรรม แทนสมพงษ์ ที่ลาออกกลับพรรคเพื่อไทย

ตั้งแต่มีการตั้งพรรคเพื่อธรรมก็รับรู้โดยทั่วกันว่า “เจ๊แดง” เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง และฝากฝังให้เสี่ยสมพงษ์ดูแล แต่เมื่อ “พี่ใหญ่” เปลี่ยนเกม ก็เลยต้องถอยมาที่พรรคเพื่อไทย

ถึงนาทีนี้ก็คงรู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือกรุงเทพฯ ยังมีดูไบ เหนือเจ๊หน่อยก็ยังมีเจ๊แดง

ดันศก.ดิจิทัลต้องเข้มภัยออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393857?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดันศก.ดิจิทัลต้องเข้มภัยออนไลน์

17 ตุลาคม 2562 – 08:19 น.
เศรษฐกิจออนไลน์
เปิดอ่าน 181 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2562

รายงานสำรวจกิจกรรมทางเศรษฐกิจออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่กูเกิลจัดทำร่วมกับกองทุนเทมาเส็กของรัฐบาลสิงคโปร์ และ เบน แอนด์ คอมพานี บริษัทให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ ซึ่งออกมาเมื่อสัปดาห์ต้นเดือนตุลาคม พบว่าผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนมากที่สุดในโลก โดยคนไทยทำสถิตินำหน้าทุกชาติในอาเซียน ด้วยการใช้เวลามากกว่า 5 ชั่วโมงต่อวันท่องโลกอินเทอร์เน็ต ตามมาด้วยอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ที่ใช้เวลามากกว่า 4 ชั่วโมง ในขณะที่คนทั้งโลกใช้เวลาเฉลี่ย 3 ชั่วโมง ทั้งนี้รายงานดังกล่าววัดการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจออนไลน์ผ่าน 5 ภาคส่วน คือท่องเที่ยวออนไลน์ สื่อออนไลน์ รถโดยสารผ่านแอพพลิเคชั่น ซื้อของออนไลน์ การเงินออนไลน์ และคาดว่าเศรษฐกิจออนไลน์จะโตถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้

 รัฐบาลยังผลักดันการส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งในแง่การเพิ่มรายได้และความรู้โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล การวางโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ นอกเหนือจากโครงการเน็ตประชารัฐที่ติดตั้งไปแล้ว 24,700 หมู่บ้านโดยสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ การพัฒนาเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมดิจิทัลโดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และการสร้างสมาร์ทซิตี้และเตรียมจะติดตั้งฟรีไวไฟเพิ่ม 10,000 แห่ง ขณะที่ กสทช.ส่งสัญญาณว่าจะเร่งขับเคลื่อน 5G ในกลุ่มอาเซียนให้ทันประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ยังต้องพร้อมรับมือภัยไซเบอร์แก้ปัญหาข่าวปลอมรวมถึงด้านความมั่นคงเพื่อป้องกันและจัดการกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งต้องเตรียมการพอสมควรในหลายๆ ด้านพร้อมทั้งเพิ่มเติมประสบการณ์ที่ไทยยังขาดอยู่

การสำรวจดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นทิศทางเติบโตออนไลน์ของไทยและยังถือเป็นโอกาสของธุรกิจออนไลน์อีกด้วย ซึ่งสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่เพียงเท่านั้นไทยในฐานะประธานอาเซียนได้เคยประกาศตั้งเป้าเตรียมความพร้อมอาเซียน เพื่อรับ 4IR (การเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4) โดยมีเป้าหมายให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีขนาดเศรษฐกิจดิจิทัลใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก และมีการเติบโตจาก 50,000 ล้านดอลลาร์ ในปัจจุบันเป็น 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ทั้งนี้มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลเร่งดำเนินการหลายด้าน อาทิ วางโครงสร้างเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานที่เป็นปัจจัยสำคัญและการปรับตัวภาครัฐนำเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการทำงานให้มากขึ้นรวมทั้งเสริมสร้างระบบ “อีโคซิสเต็ม” และที่จำเป็นคือปรับปรุงกฎหมายบางฉบับที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย

แต่เมื่อมีด้านดีก็ย่อมมีด้านลบคู่กันเฉกเช่นการพัฒนาด้านดิจิทัลที่พบว่าภัยจากออนไลน์ได้ก่อปัญหาสังคมอย่างกว้างขวางขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้จากผลสำรวจเกี่ยวกับ “สถานการณ์เด็กไทยกับภัยออนไลน์” ซึ่งสำรวจเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ที่ผ่านมา มีกลุ่มตอบแบบสอบถามอายุ 6-18 ปี 15,318 คนจากทั่วประเทศ พบว่าเด็กมากกว่า 83% ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อพักผ่อนบันเทิง และ 39% ใช้ 6-10 ชั่วโมงต่อวัน และ 38% เล่นเกมออนไลน์มากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวันเสี่ยงต่อการเสพติดเกม ขณะที่เด็ก 31% เคยถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์และเด็ก 34% เคยกลั่นแกล้งรังแกคนอื่นทางออนไลน์ซึ่งบอกว่าเป็นการโต้ตอบที่ตนเองโดนกลั่นแกล้ง ซึ่งยังไม่นับรวมคดีจากภัยออนไลน์ที่พุ่งสูงขึ้นจึงเป็นสิ่งยืนยันว่าภาครัฐจะต้องจริงจังหามาตรการป้องกันปัญหาสังคมและอาชญากรรมทางออนไลน์ให้มากขึ้นกว่าปัจจุบันนี้

การเมืองร้อนแรง คนไทยทะเลาะกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393782?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การเมืองร้อนแรง คนไทยทะเลาะกัน

17 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
การเมืองร้อน,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 1,380 ครั้ง

การเมืองร้อนแรง คนไทยทะเลาะกัน คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

หลังจากที่ ผบ.ทบ ‘พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์’ พูดเรื่องห้ามแก้ไขมาตรา 1 ก็มีเสียงสะท้อนกลับมาอย่างรุนแรงเป็นสัญญาณว่าทหารกับฝ่ายค้านเดินคนละทางกัน

จนถึงขนาดนายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ออกมาขอร้องให้หยุดทะเลาะกันเพราะเรื่องนี้ต่างก็มีกองเชียร์ออกมาถือหางกันมากมาย

ถึงนาทีนี้แสดงให้เห็นว่าต่อนี้ไปการเมืองของไทยเข้าสู่ยุคการเล่นแรงอย่างแท้จริง และกว่าจะถึงจุดหักเหว่าการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรคงอีกนาน

  ‘ดับเครื่องชน’ จึงขอให้รัฐบาลทำความเข้าใจว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยเพราะทหาร-นักการเมือง-ประชาชน หรือบุคคลอาชีพต่างๆ จะมีความเห็นแสดงออกได้ถ้าไม่ผิดกฎหมายที่ครอบคลุมอยู่

มองดูสถานการณ์แล้วประเทศไทยจะยังอยู่ในสภาพนี้อีกนานหากต่างฝ่ายต่างสาดเชื้อเพลิงสาดไฟเข้าหากัน

 การเมืองจะเริ่มเข้าสู่ความร้อนแรงต่อไปจะต้องดูว่าจะมีใครพูดประเด็นร้อนขึ้นมาอีก ซึ่งเป็นธรรมดาที่จะต้องมีมาอยู่เรื่อยๆ

แต่ที่แน่ๆ รัฐบาลต้องทำความเข้าใจกับจีนว่าไทยไม่เกี่ยวกับการประท้วงในฮ่องกงเพราะ ‘โจชัว หว่อง’ แกนนำคนสำคัญม็อบฮ่องกงกับ ‘ธนากร จึงรุ่งเรืองกิจ’ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ?

 มิตรภาพไทย-จีน ที่มีมานานอย่าให้มีอันต้องเป็นไปเพราะคนสองคนนี้เลย !
อ๊อด เทอร์โบ


 10-20-60 ไม่ใช่ใบ้หวย
 แต่เป็นเทคนิคดูแลสุขภาพ

ผมขอให้เป็นสื่อกลางนำข้อความที่เป็นประโยชน์จากกรมควบคุมโรค ซึ่งเพื่อนคนหนึ่งส่งไลน์มาและเห็นว่าสามารถทำได้โดยเฉพาะคนทำงานในออฟฟิศซึ่งใช้คอมพิวเตอร์มาก

วิธีการง่ายๆ ต้องสูตร 10-20-60 ซึ่งท่านสามารถทำได้คือ

10 นาที พักสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ 20 นาที เปลี่ยนท่าทางและอิริยาบถการทำงาน และ 60 นาที ยืดเหยียดกล้ามเนื้อมือและแขน อาจทำง่ายๆ ด้วยการแกว่งแขนสะบัดข้อมือ กำมือและคลายมือ หมุนข้อวนไปมาซ้ายขวา

ขอแนะนำทำเป็นประจำทุกวัน เพื่อช่วยปกป้องดวงตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะออฟฟิศซินโดรมและความเครียดสะสม ผมจึงนำมาบอกต่อเพื่อให้สุขภาพดีขึ้นเพราะเดี๋ยวนี้คนเจ็บ ‘ป่วยง่าย’ กว่าเดิม จากที่สังเกตดู
เฉลิมศักดิ์ (บางนา)

เรียนคุณ ‘เฉลิมศักดิ์’ บางนา
จดหมายของคุณทันยุคทันเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันของมนุษย์เงินเดือนและคนวัยทำงานที่ต้องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีมากกว่า 20 ล้านคน และรวมถึงพวกใช้โทรศัพท์มือถือทุกเวลาโอกาสอำนวยด้วย

ผมจึงรีบนำมาแจ้งต่อให้ทราบเพราะหลักการดูแลสุขภาพของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ที่แนะนำมานั้นปฏิบัติได้ง่ายมาก ขอให้ปฏิบัติตามเถิดครับ

การทำงานหรือจ้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ อาจก่อให้เกิดความเครียดได้และส่งผลต่อถึงร่างกาย-จิตใจ ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคต่างๆ

โปรดดูแลทะนุถนอมสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ต่อไปจะได้อยู่อย่างมีความสุข-ห่างไกลโรค
อ๊อด เทอร์โบ


 อย่าปล่อยให้คนมีทุกข์เดือดร้อน
ส่งท้ายด้วยจดหมายจากคุณ ‘วิเชียร’ บางใหญ่ ซึ่งขอให้เป็นสื่อกลางไปยังกทม.และหน่วยงานต่างๆ เกี่ยวกับห้องส้วมหรือห้องสุขา ซึ่งหาได้ยากเย็นเหลือเกิน

โปรดเห็นใจคนกำลังมีทุกข์ทางร่างกายด้วยเถิดอย่าให้ต้องปล่อยลงแบบคนมักง่ายลงข้างทางเลยเป็นภาพที่ไม่น่าดูจริงๆ

อย่าปล่อยให้ต้องเดือดร้อนกันเช่นทุกวันนี้เลย
อ๊อด เทอร์โบ


 ห้องปลดทุกข์อยู่ไหน?
 ต้องสะอาดถูกอนามัย

ผมขอส่งจดหมายฉบับนี้ไปถึงกทม.และทุกหน่วยงานว่ากรุงเทพมหานครของเรานี้ หาห้องส้วมหรือห้องปลดทุกข์หนัก-เบาได้ยากลำบากเหลือเกิน

โดยเฉพาะรถไฟฟ้า-รถใต้ดิน ช่างใจดำเหลือเกินไม่มีสร้างไว้ให้ผู้โดยสารเลย โดยจะอ้างเรื่องความปลอดภัยหรืออะไรก็แล้วแต่

ขอเรียนย้ำว่าห้องส้วมสำคัญมากนะครับและไม่ใช่มีไว้แบบขอไปที โดยจะต้องสะอาดถูหลักอนามัยและมีความปลอดภัย มีรปภ.คอยดูแลตลอด

ถึงเวลาที่จะต้องมองถึงความสำคัญเรื่องส้วมได้แล้ว และจดหมายฉบับนี้คงไม่ต้องตอบหรืออธิบายอะไร เพียงแต่ให้เห็นใจผู้มีทุกข์ทางกายด้วยเถิดครับ
วิเชียร (บางใหญ่)


ชะตาคนตุลา ‘รุ่น 6-รุ่น 14’ ขอแยกทางใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393669?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชะตาคนตุลา ‘รุ่น 6-รุ่น 14’ ขอแยกทางใจ

16 ตุลาคม 2562 – 09:41 น.
คนตุลา,เจาะประเด็นร้อน,ศธีรยุทธ บุญมี,นพสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
เปิดอ่าน 1,497 ครั้ง

#คนตุลา คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 16 ต.ค.62

***********************************

นับแต่สังคมไทยแบ่งสีแบ่งขั้ว การจัดงานรำลึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองในเดือนตุลาคม ก็พบรอยปริร้าวของผู้คนที่เรียกขานกันว่า “คนเดือนตุลา” ชัดเจน

การจัดงานรำลึกครบรอบ “43 ปี 6 ตุลาคม 2519” จึงเป็นเสมือนงานรวมรุ่นคนเดือนตุลาปีกที่ไม่เอาเผด็จการ ตรงกันข้ามงานรำลึก “46 ปี 14 ตุลาคม 2516” ก็จะเป็นกิจกรรมของคนเดือนตุลา ที่มีแนวคิดกลางๆ หรือเคยสนับสนุนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ กปปส.มาก่อน

คนรุ่น ตุลา

ปีนี้งานรำลึกครบรอบ 43 ปี 6 ตุลา 2519 ที่ลานประติมานุสรณ์ และหอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ค่อนข้างคึกคัก

ไฮไลท์น่าจะอยู่บริเวณโถงหอประชุมศรีบูรพา ที่มีการจัดนิทรรศการ โดยนำหลักฐานบางชิ้นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา มาจัดแสดง โดยทั้งหมดจะถูกรวบรวมในโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา

หมอเลี้ยบ กล่าวปาฐกถา 43 ปี 6 ตุลา

ไม่แปลกที่ หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี จะมาเป็นผู้กล่าวปาฐกถารำลึก 43 ปี 6 ตุลา หลังจากรุ่นพี่เข้าป่าหมดแล้ว หมอเลี้ยบได้รวบรวมเพื่อนนักศึกษาต่างสถาบันเคลื่อนไหวทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์สืบทอดอุดมการณ์เพื่อนผู้จากไป

ที่น่าสังเกตมีคนรุ่นใหม่เข้ามาชมนิทรรศการ และรับฟังรายการเสวนาเชิงประวัติศาสตร์หนาตากว่าทุกปี เหตุมาจากแฟนเพจเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ในเครือข่ายนักการเมืองของพรรคอนาคตใหม่ ประชาสัมพันธ์งานนี้อย่างเต็มที่

ดังที่รู้กัน “คนรุ่น 6 ตุลา” โดยส่วนใหญ่จะพาลูกหลานไปเป็นอาสาสมัครให้พรรคอนาคตใหม่ บางคนก็เข้าไปเป็นที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการ

คนรุ่น 14 ตุลา

หันไปทางอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว การจัดงานรำลึกเหตุการณ์ 46 ปี 14 ตุลาคม 2516 ก็ไม่แตกต่างจากทุกปีที่ผ่านมา บรรยากาศคล้ายงานภาคส่วนราชการเข้าไปทุกที

ผู้ที่เข้าร่วมงานจะเป็นเจ้าประจำ คุ้นหน้าคุ้นตากันดี แต่ความคึกคักกลับมาอยู่วันที่ 15 ตุลาคม 2562 เมื่อวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และมูลนิธิ 14 ตุลา จัดกิจกรรมรำลึก 14 ตุลา โดยเชิญ “ธีรยุทธ บุญมี” มาบรรยายพิเศษเรื่อง “ประชาชน พรรคการเมือง ทหารไทย ติดกับดัก ก่อวิกฤติใหม่ประเทศไทย”

ธีรยุทธ บรรยายพิเศษในวาระ 46 ปี 14 ตุลา

ในสายตาคนรุ่น 6 ตุลา มักจะนับรวม “ธีรยุทธ” อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ปี 2515 เป็นกลุ่มกองหนุนพันธมิตรฯ และ กปปส. เช่นเดียวกับประสาร มฤคพิทักษ์

วันนี้ “ธีรยุทธ” เป็นอาจารย์สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเป็นศูนย์รวม “คนรุ่น 14 ตุลา” กลุ่มหนึ่ง โดยพวกเขาในวัย 70 ปี ต่างรู้สึกเป็นห่วงบ้านเมือง

ธีรยุทธ จึงให้น้ำหนักการก่อวิกฤตใหม่ และประดิษฐ์คำ “ความเมือง” มาเตือนสติผู้มีอำนาจให้ตระหนักรู้ อย่าเดินซ้ำรอยเดิม

คนตุลาการเมือง”สูญพันธุ์

มีข้อน่าสังเกตจากงาน 6 ตุลา และงาน 14 ตุลา ในปีนี้ ปรากฏว่า ไม่มี ส.ส. ไม่มี ส.ว. ไม่มีรัฐมนตรีไปร่วมงานเหมือนบางยุคบางสมัย

ถ้าจำกันได้ เมื่อ 14 ตุลาคม 2544 มีการเปิดอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา โดยนายกรัฐมนตรีสมัยนั้น “ทักษิณ ชินวัตร” บอกได้คำเดียวว่า “คนเดือนตุลา” มีความฮึกเหิมมาก โดยเฉพาะบรรดา ส.ส. และรัฐมนตรีพรรคไทยรักไทย 

จาตุรนต์ ฉายแสง

กล่าวสำหรับรัฐสภาชุดนี้ ปรากฏว่า อดีต ส.ส.สายคนตุลา แทบจะไม่มีอยู่ในสภา ส่วนหนึ่งสอบตก และอีกส่วนหนึ่ง ขอวางมือชั่วคราว

โฟกัสไปที่พรรคเพื่อไทย ทั้ง ภูมิธรรม เวชยชัย” และ อดิศร เพียงเกษ” อยู่ในบัญชีรายชื่อเพื่อไทย ก็สอบตกเกลี้ยง ส่วน จาตุรนต์ ฉายแสง” และ เหวง โตจิราการ” อยู่ในบัญชีรายชื่อไทยรักษาชาติ พรรคถูกยุบ

สาย ปชป. ไล่มาแต่ “ชำนิ ศักดิเศรษฐ”“วิทยา แก้วภราดัย” และ “รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท” ก็ไม่ได้เข้าสภาเช่นกัน

อดิศร เพียงเกษ

เท่าที่ส่องดูในกลุ่มสภาสูง พบว่า ยังมีคนรุ่น 14 ตุลา ได้รับแต่งตั้งเป็น ส.ว. 3 คนคือ “คำนูณ สิทธิสมาน” อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ ปี 2517, สังศิต พิริยะรังสรรค์” ผู้ก่อตั้งพรรคพลังธรรม (มธ.) ปี 2515 และ “นพ.พลเดช ปิ่นประทีป” นักกิจกรรมจากรั้วมหิดล

ต้องลุ้นว่า เลือกตั้งซ่อมเขต ขอนแก่น อดิศร เพียงเกษ จะได้ลงสนามในนามเพื่อไทยหรือไม่ เพราะเจ้าตัวหวังสูงว่า จะกลับมาเป็นดาวสภาอีกหน

เริ่มแล้ว..เกมชิงบัลลังก์เสนาบดีรอบสอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393672?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เริ่มแล้ว..เกมชิงบัลลังก์เสนาบดีรอบสอง

16 ตุลาคม 2562 – 08:30 น.
งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563
เปิดอ่าน 2,078 ครั้ง

เริ่มแล้ว..เกมชิงบัลลังก์เสนาบดีรอบสอง คอลัมน์…  จี้จุดตาย…คลายจุดเป็น  โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

หลังการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วาระแรกยุติลงได้

สมมุติว่าหากผู้แทนฯ คว่ำร่างกฎหมายฉบับนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หมดสิทธิ์ไปต่อ มีเพียงลาออกหรือยุบสภาที่เป็นคำตอบ หากเป็นแบบนี้ไม่มีใครแฮปปี้แน่ แต่หากเสียงข้างมากของ ส.ส.ไฟเขียว ก็ดีไป

เมื่อมองถึงโอกาสและสถานการณ์ไฟเขียวของ ส.ส.ในไม่กี่วันข้างหน้า จะมีอะไรเกิดขึ้นกับคนบนเรือเหล็กบ้าง…

สายสืบไปนั่งทางในอ่านใจใครบางคนที่พอมีอิทธิพลทางจิตใจลุงตู่ในการนำเรือเหล็กลุยน้ำคราวนี้ว่าเค้าลางการเตรียม “ปรับครม.ลุงตู่ 2” แม้จะยังไม่เกิดในเวลาอันใกล้ แต่คนที่อยู่ในบัญชีรอเรียกนั้น บางชีวิตขยับเพื่อไต่เพดานบินกันล่วงหน้าและเร่งสร้างแต้มส่วนตัว นัยว่าหวังให้ลุงตู่แลเห็นฝีมือและผลงานที่ควรจะไปนั่งช่วยลุงตู่บริหารราชการแผ่นดินในตำแหน่งเสนาบดี

คนวงใน ครม.และบางพรรคหลักบนเรือเหล็กทราบบางรหัสสัญญาณแล้วว่า อีกชั่วอึดใจใหญ่ สัญญาณการปรับองคาพยพ รมต.นั้นจะบังเกิด เพราะ
1) รองนายกฯ บางคนจ่อจับเข่าคุยเปิดใจกับลุงตู่ว่าผลงานรัฐบาลบางอย่างที่ยังไม่กระดิกหรือบางอย่างขยับได้ไม่เต็มสูบนั้น เนื่องจากสายการบังคับบัญชาแยกสามสายให้สามพรรค คือ พปชร.-ปชป.-ภท. จังหวะจึงไม่สอดรับ เพราะต่างคนต่างทำงานของตัวเองโดยไม่แลเพื่อนร่วมขบวน หากไม่รื้อและวางระบบใหม่ อาการเศรษฐกิจไทยหัวทิ่มบ่อจะมาโดยไว…

2) รมว.กับรมช.ที่มาจากการร่วมรัฐบาล แม้จะแบ่งงานให้กำกับดูแลก็พบว่า เจ้ากระทรวงเศรษฐกิจบางคนล้วงลูกด้วยการแต่งตั้งคนไปทำงานในบอร์ดรัฐวิสาหกิจที่แบ่งให้ รมช.ไปแล้ว จนเกิดอารมณ์หงุดหงิดในใจ แม้จะไม่ระบายออกมาแต่ก็จับอาการได้ แม้แต่ รมว.-รมช. จากพรรคเดียวกันยังเหยียบตาปลากันเองเลย

3) บุคคลที่อยู่ในบัญชีว่าที่ รมต. ซึ่งพลาดโอกาสขึ้นเรือเหล็กประยุทธ์ 2/1 หวังใจว่า คราวนี้จะได้สมหวังในเรือเหล็กประยุทธ์ 2/2 บางรายเร่งสปีดผลงานหวังลุงตู่มองเห็น แต่กลับละเลยหน้าที่บางประการที่ควรดูแลในวันนี้ บางรายถึงกับหวังว่าผู้ใหญ่ที่นับถือจะเมตตาส่งเสริมให้ไปทำหน้าที่เสนาบดีแบบแหกโผและอาจเขี่ยเพื่อนร่วมขบวนไปแบบงงๆ

แต่ข้อสามนั้นหากจะปรับเก้าอี้ของพรรคร่วมรัฐบาลโดยไม่มีเงื่อนไขอันน่าสนใจไปเสนอ รับรองไม่มีใครเอาด้วย ดังนั้นโอกาสที่จะปรับภายใน พปชร.เองมีสูงกว่า แต่อย่าลืมช่วงฟอร์ม ครม.ชุดนี้ สิบกว่าก๊กในพปชร.ฟัดกันหนักเพียงใด…ลองย้อนไทม์ไลน์ข่าวเก่าๆ หลังรู้ผลเลือกตั้ง ส.ส. แล้วพินิจเอาเองว่า พปชร.เล่นกันแรงเพียงใดกับศึกในบ้าน

ดังนั้นรอดูลุงตู่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร เพราะวันนี้คือเรือเหล็กมิใช่เรือแป๊ะดั่งวันวานเมื่อห้าปีที่แล้ว ที่จะปรับ/ขยับ/โยกบุคลากรไปไหนมาไหนได้แบบสะดวกใจ เพราะการขยับหนึ่งเก้าอี้มันส่งแรงกระเทือนอย่างน้อยสามเก้าอี้ มีคนดีใจเพียงหนึ่งเดียว แต่คนผิดหวังนั้นอย่างน้อยมีมากกว่าสามคน

และอย่าลืมการหมางใจของคีย์แมนแต่ละพรรคด้วย หากจะแบ่งเค้กงานใหม่ในวันข้างหน้า เพราะบางคนเมื่อโดนล้วงลูกอาจไม่พอใจขึ้นมา อะไรจะเกิดขึ้นก็เดาไม่ได้เสียด้วย…

เรื่องวุ่นวายใจที่คนการเมืองจ่อขยับในวันข้างหน้านั้น รอดูว่าลุงตู่จะพินิจจังหวะอย่างไรไม่ให้เครื่องสะดุด และรักษาน้ำใจของหลากพรรคบนเรือเหล็กไว้ได้เพื่อเดินทางไปถึงฝั่ง !

ชำแหละงบปี 63มั่นคงสูงกว่าศก.จริงหรือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393671?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชำแหละงบปี 63มั่นคงสูงกว่าศก.จริงหรือ

16 ตุลาคม 2562 – 08:30 น.
งบประมาณ,ความมั่นคง,เศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 389 ครั้ง

ชำแหละงบปี 63มั่นคงสูงกว่าศก.จริงหรือ คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว    โดย…ปกรณ์ พึ่งเนตร

วาทกรรม “งบความมั่นคงสูงกว่างบกระตุ้นเศรษฐกิจ” กลายเป็น “ธีมหลัก” ที่ฝ่ายค้านใช้ถล่มร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 ของรัฐบาล

ดูตามหน้าเสื่อต้องบอกว่าโหมโรงถล่มตั้งแต่ก่อนส่งร่างกฎหมายเข้าสภา ตีตราตอกย้ำความเป็นรัฐบาลทหาร เทงบให้แต่ภารกิจความมั่นคง ซื้ออาวุธ สวนทางกับพวกตนที่อ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย

คำถามคือ “ไส้ใน” งบปี 63 เป็นไปตามข้อครหาจริงหรือไม่ ?

ก่อนอื่นไปดูโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 กันก่อน งบปี 63 ตั้งวงเงินไว้ที่ 3,200,000 ล้านบาท (3.2 ล้านล้านบาท) สูงกว่างบปีที่แล้วถึง 2 แสนล้านบาท และเป็นยอดงบประมาณที่สูงที่สุดตั้งแต่ประเทศไทยจัดทำระบบงบประมาณเป็นต้นมา

การจัดงบปี 63 เป็นงบขาดดุลต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยยอดการขาดดุลอยู่ที่ 4.69 แสนล้านบาท เพิ่มยอดขาดดุลขึ้นจากปีที่แล้ว 1.9 หมื่นล้านบาท (ปีที่แล้วยอดรวมงบ 3 ล้านล้านบาท ยอดขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท) โดยเหตุผลที่ต้องตั้งงบแบบขาดดุล ก็เพื่อนำเงินไปใช้ในโครงการที่จำเป็นเร่งด่วน ซึ่งเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากเหตุผลข้อนี้จะเห็นได้ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจพอสมควร

ทีนี้ไปเจาะดูกันว่า รัฐบาลตั้งงบในภารกิจความมั่นคง สูงกว่างบกระตุ้นเศรษฐกิจจริงหรือไม่ ?

จากการตรวจสอบเอกสารงบประมาณปี 63 พบว่า มีการจัดสรรงบภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ จำนวน 6 ยุทธศาสตร์ด้วยกัน รวมทั้ง “รายการค่าดำเนินการภาครัฐ” ซึ่งนับเป็นอีก 1 ยุทธศาสตร์ด้วย รวมเป็น 7 ด้าน

ยุทธศาสตร์ที่ 1 ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ตั้งงบไว้ที่ 4.28 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 12 แผนงาน รวมทั้งแผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 1 หมื่นล้านบาทเศษด้วย (10,865.5 ล้านบาท)

ส่วนยุทธศาสตร์ที่ 2 คือยุทธศาสตร์ด้านความสามารถในการแข่งขัน พูดง่ายๆ ก็คือยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งงบไว้ที่ 3.8 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 16 แผนงาน

ถ้าเราดูคร่าวๆ เพียงแค่นี้ ก็จะเห็นว่างบกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใต้ยุทธศาสตร์ด้านความสามารถในการแข่งขัน น้อยกว่ายุทธศาสตร์ความมั่นคงจริงๆ โดยเฉพาะหากเทียบกับปีที่แล้ว คือ งบปี 62 ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ตั้งไว้ที่ 3.29 แสนล้านบาทเท่านั้น ต่ำกว่างบกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตั้งไว้ 4.06 แสนล้านบาท

แต่ถ้าเราดูไส้ในแผนงานในยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ก็จะเห็นว่ามีแผนงานหลายแผนที่ส่งผลบวกด้านเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน เช่น แผนงานยุทธศาสตร์จัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ เพราะเรื่องแรงงานเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจและการจ้างงานโดยตรง หากแก้ปัญหาได้ ก็จะช่วยเรื่องการส่งออกในตลาดยุโรปและอเมริกาได้เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นยังมีแผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่หากทำสำเร็จก็จะส่งผลให้เกิดการค้าการลงทุนร่วมกันกับมิตรประเทศด้วย

กล่าวเฉพาะ “งบดับไฟใต้” หรือแผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 10,865.5 ล้านบาท แบ่งเป็นงบด้านความมั่นคง 5,363.9 ล้านบาท และงบด้านการพัฒนา 5,501.4 ล้านบาท จากตัวเลขก็จะเห็นว่ารัฐบาลให้น้ำหนักงานพัฒนามากกว่างานความมั่นคงเล็กน้อย

ฉะนั้นหากพิจารณาตามหลักการจัดทำ “งบประมาณแบบบูรณาการ” แล้ว คงพูดไม่ได้ว่ารัฐบาลให้น้ำหนักกับภารกิจความมั่นคงมากกว่าเศรษฐกิจ เพราะการใช้จ่ายงบทุกตัว ทุกด้าน ล้วนส่งผลถึงกัน และมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันทั้งสิ้น

สำหรับตัวเลขงบประมาณที่หลายฝ่ายพูดถึงกันมาก ก็คือตัวเลขงบรายกระทรวง ท็อปโฟร์ หรือ 4 อันดับแรกที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงที่สุด ประกอบด้วย
อันดับ 1 กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับจัดสรร 3.68 แสนล้านบาท แต่น้อยกว่าปีที่แล้ว 386 ล้านบาท
อันดับ 2 กระทรวงมหาดไทย 3.53 แสนล้านบาท
อันดับ 3 กระทรวงการคลัง 2.49 แสนล้านบาท เพิ่มจากปี 62 จำนวน 6,700 ล้านบาท
และ อันดับ 4 กระทรวงกลาโหม 2.33 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 62 ถึง 6,200 ล้านบาท

ขณะที่กองทัพบกเพียงกองทัพเดียว ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 1.13 แสนล้านบาท (เฉียดครึ่งหนึ่งของงบทั้งกระทรวงกลาโหม) มากกว่าปี 62 อยู่ 2,300 ล้านบาท

  ทิศทางงบกลาโหม ต้องบอกว่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช.เป็นต้นมา จากปี 58 อยู่ที่ 1.9 แสนล้านบาท ถึงปี 63 พุ่งขึ้นไป 2.33 แสนล้านบาทแล้ว คิดรวมๆ 5 ปีงบประมาณขึ้นมาราวๆ 4 หมื่นล้านบาท โดยที่ผ่านมางบกระทรวงกลาโหมขึ้นมาติดอันดับท็อป 5 ในยุคคสช. และปีล่าสุดขยับมาติดท็อป 4 โดยงบกลาโหมเพิ่มขึ้นแต่ละปีเฉลี่ย 7 พันล้านบาท แต่งบปี 63 มีอัตราการเพิ่มขึ้นจากงบปี 62 ต่ำกว่างบปีก่อนหน้า