เราต้องเคารพตนเองก่อนที่ผู้อื่นจะเคารพเรา (ตอนที่ 3/2) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/468265

news_default

เราต้องเคารพตนเองก่อนที่ผู้อื่นจะเคารพเรา (ตอนที่ 3/2)

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้กล่าวถึงแรงกระตุ้นจากประเทศเพื่อนบ้านที่ประกาศมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราหรือวีซ่า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลให้ผู้บริหารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประสงค์จะทำตาม ในขณะที่ไทยมีปัญหาค่าเงินบาทแข็งมากมา 5 ปี ซึ่งไม่สอดรับกัน อีกทั้งจีนเองก็ประสบปัญหากับเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ค่าของเงินหยวนตกต่ำ ไม่เอื้อต่อการไปท่องเที่ยวในต่างประเทศในจำนวนมากๆ เหมือนเก่า วันนี้เป็นตอนที่สองและตอนจบ

ในสายตาของประเทศจำนวนมาก

จีนถูกมองว่าเป็นมหาอำนาจที่มีระบอบการปกครองแบบเผด็จการบนพื้นฐานของลัทธิมาร์กซิสม์-เลนินนิสม์ นิยมใช้มาตรการไม้แข็งในกิจการภายในและต่างประเทศ รวมถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของสื่อ อีกทั้งมีประชากรจำนวนมหาศาล มีประสบการณ์ในการเข้าร่วมหรือสนับสนุนในศึกสงคราม แม้นว่าจะพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจการตลาดและทุนนิยมอย่างมากมาจนถึงปัจจุบัน นานาประเทศโดยเฉพาะประเทศชาติตะวันตกก็ยังมีความคลางแคลงใจอยู่

แม้ว่าประเทศไทยและจีนมีความใกล้ชิดในด้านต่างๆ แต่เราต้องระลึกถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ไทยและจีนมีระบอบการปกครองแตกต่างกัน ภัยคุกคามทางอุดมการณ์ยังมีจริง จีนมีอำนาจต่อรองเหนือไทยและประเทศเล็กๆ อื่นๆ มากขึ้นทุกวันในทุกๆ ด้านโดยเฉพาะด้านการเมือง การทหารและเศรษฐกิจ หากมีข้อสงสัย ขอแนะนำให้มองรอบๆ ตัวเรา อนึ่ง จีนมีประชากรจำนวนมาก การเข้าออกเสรีกับประเทศที่มีจำนวนประชากรมหึมาเช่นนี้ หากปราศจากการกลั่นกรองหรือควบคุม ก็เปรียบเสมือนการเปิดทำนบกั้นน้ำให้ท่วมประเทศ มิใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะพิจารณาในระดับรัฐบาลเท่านั้นด้วยซ้ำไป

********

หากเรากลับเข้ามาที่เรื่องหลักของวันนี้ คือ การยกเว้นวีซ่าให้แก่จีนก็ดี และอินเดียก็ดี เพื่อส่งเสริม การท่องเที่ยว ในอันที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจของชาติเพราะเงินสกุลบาทแข็ง ดังที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการเจ้ากระทรวงการท่องเที่ยวฯ กล่าวไว้ว่า สองประเทศนี้มีกำลังซื้อด้านการท่องเที่ยวสูง “หากมาตรการฟรีวีซ่าแก่ชาวจีนและอินเดียผ่าน มองว่าจะเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์เงินบาทแข็งได้ เพราะอย่างน้อยก็ช่วยดึงดีมานด์นักท่องเที่ยวให้เข้ามาจับจ่ายที่ไทยได้ในภาวะบาทแข็งแบบนี้” นั้น

การตั้งสมมุติฐานนี้น่าจะอยู่บนความเลื่อนลอย หลงประเด็น และไม่ศึกษาสภาวการณ์ของโลกให้ถ่องแท้ เนื่องจากเหตุผลดังนี้

ประการแรก เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันอยู่ในสภาวะชะงักงันชะลอตัว ทุกประเทศประสบปัญหานี้เหมือนกัน

ประการที่สอง สถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ส่งผลต่อการผลิตการค้าของจีน บรรยากาศอึมครึม กระทบต่อการประกอบอาชีพ และส่งผลโดยอ้อมต่อเศรษฐกิจของประเทศที่ค้าขายใกล้ชิดกับจีน เช่น ไทย และเวียดนาม (โชคดีหน่อยที่เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2563 สหรัฐฯ และจีนลงนามข้อตกลงเศรษฐกิจการค้าระยะแรกซึ่งนับเป็นนิมิตที่ดี ลดกระแสกดดันลงไปมาก)

ประการที่สาม เงินสกุลบาทของไทยแข็งเกินไปมา 5 ปีเข้าแล้ว หากประเทศไทยมีเงินบาทแข็ง จะมีประโยชน์สถานเดียวคือ การนำเข้าสินค้าประเภททุน หรือเครื่องจักรกลเพื่อการผลิตพัฒนาภายในประเทศ ซึ่งจะทำให้ได้เปรียบเวลาชำระเงิน แต่ถ้าคาดหวังว่า คนจะมาท่องเที่ยวในจำนวนมากๆ อันนี้คือ ฝันลมๆ แล้งๆ เป็น wishfulthinking เพราะหากค่าเงินบาทแข็งเกินไป นักท่องเที่ยวต่างชาติจะต้องใช้เงินสกุลของเขา (เช่น หยวน ซึ่งทุกวันนี้ก็อ่อนค่าอย่างมาก) ในจำนวนมากกว่าที่เคยแลกเพื่อจะใช้จ่ายเท่าเดิม ดังนั้น แม้นจะมีมาตรการยกเว้นวีซ่า เขาก็ไม่มาหรอกเพราะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะทุกปัจจัยที่กล่าวถึงข้างต้นไม่ส่งเสริมเสียเลย

ประการที่สี่ ขณะนี้จีนเองก็มีอาการน่าเป็นห่วงว่าจะบำบัดแก้ไขปัญหาโรคไวรัสโคโรนา ซึ่งยังจำกัดบริเวณได้ที่เมืองอู่ฮั่น แต่หากกระจายไปยังมณฑลอื่น จะน่ากลัวเพียงไร ประเทศใดจะกล้าต้อนรับ รัฐบาลไทยก็ต้องใคร่ครวญให้ดีว่า เราจะเสี่ยงต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนจากภูมิภาคที่หมิ่นเหม่ต่อโรคระบาด เข้าประเทศไทย มันจะปลอดภัยหรือ จะเป็นภาระการรักษาพยาบาลแก่ประเทศไทย เสี่ยงต่อการระบาดยังคนหมู่มาก นอกจากนี้นักท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ รวมทั้งไทย ก็คงจะไม่ไปท่องเที่ยวในจีนด้วยแน่ (จากข้อมูลที่ได้รับมาจากแหล่งข่าวทางการทูตคนไทยไปท่องเที่ยวในจีนเป็นจำนวนประมาณ 740,000 คนในปี 2560 และ 826,000 คน ในปี 2561 ซึ่งกรณีเดินทางไปจีน ยังต้องขอวีซ่าอยู่ ถึงหากจะตกลงหรือประกาศฝ่ายเดียวยกเว้นวีซ่าระหว่างกัน เรายังมีคนไปจีนจำนวนไม่คุ้มที่จะมีความตกลงเลย ซึ่งรัฐบาลที่มีปัญญาและวิสัยทัศน์หลักแหลม จะไม่คิดทำเรื่องเช่นนี้ให้เสียเวลา อีกทั้งคนไทยน่าจะอยากไปสหรัฐฯ แคนาดาหรือยุโรปมากกว่า)

ประการที่ห้า ไทยเองก็ต้องระมัดระวังตัวในปีนี้ เพราะจะเจอวิกฤติฝุ่นควันพิษ PM2.5 ในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวสำคัญๆ แก้ไม่หายจากปีกลายหนักขึ้นทุกวัน ปีนี้จะกระหน่ำซ้ำด้วยปัญหาภัยแล้ง ธรรมชาติแปรปรวน เพราะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง การขาดน้ำจะเป็นวิกฤติในชาติสำหรับการเกษตรกรรม การอุปโภค บริโภค อาจเสี่ยงไฟป่าแบบออสเตรเลีย จะโดยธรรมชาติหรือวางเพลิงแล้วเราจะไปต้อนรับใครมาท่องเที่ยวอย่างเป็นสุขได้อย่างไร

********

โดยสรุป การเสนอให้ยกเว้นวีซ่า หรือจะกลายรูปอีกครั้ง เป็นขอยกเว้นค่าวีซ่า VoA ที่ช่องทางอนุญาต นัยว่าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ในอันที่จะแก้ไขปัญหา
เงินบาทแข็ง นั้น เป็นการกระทำที่ขาดปัญญายั้งคิด ว่าค่าเงินบาทแข็ง ก็ต้องแก้ตรงนี้ให้ได้ก่อน ก่อนที่จะส่งเสริมให้คนเข้ามาท่องเที่ยว และการยกเว้นวีซ่านั้น อย่าทำเพราะเห็นคนอื่นทำก็จะทำตามเขา (เศรษฐกิจไทยยังดีกว่ามาเลเซียมากนักผู้นำของเขาทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างไม่น่าให้อภัย) เราควรแก้ไขปัญหาอย่างถูกวิธี เกาให้ถูกที่คัน มิใช่คันที่หนึ่ง แต่ไปเกาที่อื่น คนอื่นเขาจะสงสัยเข้าใจผิดกล่าวหาไปผิด ๆ ว่า ท่านผู้ผลักดันหรือคนใกล้ชิดของท่านไปมีนอกมีในหรือไปรับผลประโยชน์อะไรมาจากพวกธุรกิจทัวร์ท่องเที่ยวของจีนในจีน และ/หรือ ของจีนในไทย หรือบรรดาผู้เสนอตัวเป็นนายหน้ารับเหมาบริการ หรือ outsource เพราะสุดท้ายแล้ว พวกนายหน้ารับเหมาบริการจะไปหาทางออกแบบวิธีการคัดกรองคนเดินทาง เช่น วิธีให้จดแจ้งลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนการเดินทาง ลอกเลียนแบบนายหน้ามาเลเซียเพราะคงจะโกลาหลยิ่งที่ประเทศใดจะอนุญาตให้คนจีนคนอินเดียเดินทางไปถึงหน้าประตูบ้านในจำนวนมหาศาลโดยไม่ทราบหรืออนุญาตล่วงหน้า

ดังนั้น ขอขมวดเรื่องให้เข้าใจง่ายๆ ที่สุด คือ รัฐบาลต้องศึกษาเรื่องให้ดี หาวิธีที่ถูกต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจและเงินสกุลบาทแข็ง เช่น ลดค่าของเงินอย่าง
ควบคุมบ้าง, แสวงหาตลาดใหม่ๆ รักษาตลาดเก่า เจรจาทำความตกลงเขตการค้าเสรีกับบรรดาประเทศใหญ่ๆ เช่นสหภาพยุโรปให้สำเร็จ สร้างนวัตกรรมที่โดนใจในสินค้าส่งออก อย่าให้ถูกหลอกโดยวิธีที่ผิดหรือตัวเลขสถิติที่ขาดการรับรอง หากเป็นภาษีการท่องเที่ยวที่พึงมีพึงได้หรือค่าธรรมเนียมวีซ่าที่รวบรวมได้ (ที่จริงควรปรับอัตราค่าวีซ่าให้สูงขึ้นเหมือนประเทศอื่นได้แล้ว) ก็จะเป็นผลสำเร็จยิ่ง

แต่หากมีผู้ดันทุรังนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ หรือคณะรัฐมนตรีเต็มคณะ ก็เหมาะสมอย่างยิ่งที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จะติดตามสอดส่องให้ผู้บริหารที่สนับสนุนความเห็นที่ถูกต้องเมื่อครั้งที่แล้ว (การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562) นอกเหนือจาก ฯพณฯ เอง ซึ่งเป็นประธานการประชุม แล้ว บุคคลสำคัญอื่น ๆ อาทิ รองนายกรัฐมนตรีดูแลความมั่นคง รัฐมนตรีมหาดไทย รัฐมนตรีการต่างประเทศ รัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เตรียมให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ ส่วนรัฐมนตรีสาธารณสุข แม้นเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองเดียวกับรัฐมนตรีการท่องเที่ยวก็ตามเถิดก็ควรเตรียมท่าทีเรื่องการควบคุมป้องกันนักท่องเที่ยวชาวจีนผู้อาจติดเชื้อโรคระบาดจำนวนหลักแสนหลักสิบล้านเข้าประเทศ และการรักษาพยาบาลคนไทยผู้อาจเป็นเหยื่อโรคระบาดจากประเทศมหามิตร ซึ่งเชื่อมั่นได้ว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ผู้เพียบพร้อมด้วยความรับผิดชอบและประสบการณ์ในการทำงานระดับชาติมาตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จะทำให้คนไทยทั้งมวลมั่นใจสบายใจและภูมิใจในสภาวะผู้นำของท่านได้

**********

(คมกริช วรคามิน เคยดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ โรมาเนียและมีเขตอาณาครอบคลุมสาธารณรัฐบัลแกเรีย)

อ่านบทความก่อนหน้านี้ : เราต้องเคารพตนเองก่อนที่ผู้อื่นจะเคารพเรา (ตอนที่ 3/1)

พราด้า ป๊อปอัพสโตร์ ต้อนรับตรุษจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/468275

พราด้า ป๊อปอัพสโตร์ ต้อนรับตรุษจีน

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

Prada (พราด้า) จัดงานเปิดตัวป๊อปอัพสโตร์ล่าสุดในประเทศไทย ณ ศูนย์การค้าสยาม พารากอน ต้อนรับเทศกาลตรุษจีนโดยเฉพาะ บนพื้นที่กว่า 70 ตารางเมตร พบกับสินค้าคอลเลคชั่นพิเศษที่คัดสรรมา เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลที่อบอวลไปด้วยความมงคลมากมาย อาทิ เสื้อผ้า กระเป๋า และเครื่องประดับ เป็นต้น โดยมีเหล่าคนดังแฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์ร่วมงานคับคั่ง ซึ่งป๊อปอัพสโตร์จะมีไปจนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 เท่านั้น

คอลเลคชั่นต้อนรับเทศกาลตรุษจีนนี้ พราด้า ได้นำโลโก้สามเหลี่ยมสุดไอคอนิกประจำแบรนด์มาออกแบบใหม่ในโทนสีแดงสีสันอันสื่อสารถึงเทศกาลตรุษจีน สัญลักษณ์ความโชคดีและเจริญรุ่งเรือง โดยโลโก้นั้นจะตกแต่งอยู่บนสินค้าชิ้นพิเศษที่จะวางจำหน่าย ณ ป๊อปอัพสโตร์แห่งนี้เป็นที่แรกในประเทศไทย มิเพียงเท่านี้ สินค้าชิ้นคลาสสิกในวัสดุซิกเนเจอร์ เช่น ผ้าไนลอนหนัง Saffiano เป็นต้น รวมไปจนถึงกระเป๋ารุ่นต่างๆ ได้รวบรวมไว้อย่างพิเศษสำหรับงานนี้

นิทรรศการภาพถ่ายอาหาร‘ต้นตระกูล ต้นตำรับ สำรับจีน’ โชว์ 20 เมนูมงคลคู่ความงาม 20 สาวไทยเชื้อสายจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/468267

นิทรรศการภาพถ่ายอาหาร‘ต้นตระกูล ต้นตำรับ สำรับจีน’ โชว์ 20 เมนูมงคลคู่ความงาม 20 สาวไทยเชื้อสายจีน

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จัดนิทรรศการภาพถ่ายอาหาร “ต้นตระกูล ต้นตำรับ สำรับจีน” ในรูปแบบ “โมเดิร์น ไชนีส สไตล์” เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน และ เชิดชูเมนูอาหารจีนที่สืบทอดเมนูต้นตำรับจากรุ่นสู่รุ่น และในโอกาสความสัมพันธ์ไทย-จีนครบรอบ 45 ปี รวม 20 เมนูมงคลต้นตระกูลต้นตำรับสำรับจีนชื่อดังที่สืบทอดความอร่อยจากอดีตมาถึงปัจจุบัน จนกลายเป็นที่ชื่นชอบของคนทุกรุ่นทุกสมัย นำเสนอผ่านภาพถ่ายโดยมีทายาทร้านอาหารชื่อดังและเซเลบริตี้สาวแซ่ต่างๆ มาร่วมเป็นตัวแทนถ่ายทอดเรื่องราวอาหารจานเด็ด โดยช่างภาพชื่อดัง ธนพล แก้วพริ้งร่วมถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพถ่ายและสไตลิสต์มืออาชีพ ศรันรัตน์ พรรจิรเจริญ ร่วมเผยถึงแรงบันดาลใจและแนวความคิด

นิทรรศการครั้งนี้มี 20 เซเลบริตี้ลูกหลานเจ้าของร้านอาหารชื่อดังและเซเลบริตี้สาวหมวยตระกูลแซ่ ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวเมนูอาหารมงคล ผ่านภาพถ่าย ได้แก่ ศันสนา จิราธิวัฒน์ (แซ่เจ็ง) ร้านติ่นไท่ฟง (Din Tai Fung) จากไต้หวัน กับเมนูซิกเนเจอร์ “เสี่ยว หลง เปา”, เรศรา ตัณฑะยานนท์ (แซ่ตั้ง) ร้านสมบูรณ์โภชนา ที่เปิดตั้งแต่ พ.ศ. 2512กับเมนู “ปูผัดผงกะหรี่” ต้นตำรับอันดับหนึ่งของเอเชีย, ณัชนันท์ สุรนันท์กิ่งเพชร (แซ่ก๊วย) ทายาทร้านเอี่ยวไถ่ 1960 ที่ขายสุกี้โบราณมายาวนานตั้งแต่ชามละ5 บาท นำเสนอเมนู “ผัดหมี่ซั่วกุ้งแม่น้ำเผา”, จงจินต์จึงสุระ (แซ่จึง) ร้านซงฟา (Song Fa) ความอร่อยอันเรียบง่าย ที่มีมากกว่า 50 ปีจากสิงคโปร์ ใน 3 เมนู“บักกุ๊ดเต๋, ขาหมูตุ๋น และข้าวต้มหมูซงฟา” ที่จำหน่ายเฉพาะประเทศไทย, พราวรฎา วงศ์วีรธร (แซ่ฟาง) ร้านแหลมเจริญซีฟู้ด ยกทะเลระยองขึ้นห้างสาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์ ด้วยฝีมือทายาทรุ่นที่ 2 กับเมนู“ปลากะพงทอดราดน้ำปลา”, ปาณิสรา สรธนายศกร(แซ่ตั้ง) ร้านสนั่นอาหารทะเล จากจุดเริ่มต้นแค่ 4 โต๊ะกับจานอร่อย “หมี่ฮ่องกงเนื้อปูกุ้ง”

ฐิตานันท์ ทวีผล (แซ่ห่าน) ร้าน SEE FAH ที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 84 ขอเสนอนำเมนู “บะหมี่แห้งอัศวิน”, สิตานันท์ ทวีผล (แซ่ห่าน) ร้าน XOHO Chinese Café กับเมนู “เบาบันหมู” เบอร์เกอร์สไตล์ไชนีส, นลิน ตั้งคารวคุณ (แซ่ตั้ง) ร้าน Lee Café เมนู “บะหมี่ปลากะพงจักรพรรดิ” กับรสชาติที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์, กรกนก ยงสกุล (แซ่ย้ง) ร้านเซอร์เจนท์คิทเช่น (Sergeant Kitchen) ที่มาพร้อมชุด “ข้าวมันไก่สิงคโปร์ขนาดใหญ่” ที่ใช้เครื่องเทศสำหรับข้าวมากถึง 14 ชนิด, ฐิตาภรณ์ พิริยเลิศศักดิ์ ทายาทร้าน ฮั่ว เซ่ง ฮง อาหารจีนกวางตุ้ง กับเมนู “สลัดมงคล”, วารีนิธิ กันท์ไพบูลย์ (แซ่เต็ง) ร้าน MK Live ที่มาพร้อมเทรนด์ใส่ใจสุขภาพในเมนู “ติ่มซำ”, พิมพ์พยัพ ศรีกาญจนา (แซ่เอี๊ยบ) ทายาทร้านนารา เสิร์ฟความจัดจ้านเมนู “ยำวุ้นเส้น”

ปาณิสรา เปี่ยมอยู่สุข (แซ่เล้า) ทายาทร้านจกโต๊ะเดียว กับเมนู “บะหมี่เกี๊ยวปูทะเล”, สุรีย์พรพูนศักดิ์ไพศาล (แซ่ชื้อ) ทายาทร้านซาลาเปา โกอ้วนของดีเมืองหาดใหญ่ “ซาลาเปาจักรพรรดิ”, ชมพูนุทโรจน์ศิริรัตน์ (แซ่เตีย) ร้านกุ๊ก ฝ้า หยุ่น (Gokfayuen) ความเหนียวนุ่มสูตรฮ่องกงด้วย “บะหมี่แห้งไข่กุ้ง”,จิราภา ลักษณวิศิษฏ์ (แซ่ลิ้ม) ร้านแสนยอดเมนูเต้าหู้หม้อดิน สานตำนานอาหารจีนกวางตุ้งแห่งบางรัก, พัทธมน เตชะณรงค์ (แซ่ตั้ง) นำเสนอร้านเจิ้งโต่ว (Zheng Dou Seafood & Dimsum) โดยเชฟผู้เชี่ยวชาญแห่งวงการอาหารจีน เมนูพิเศษ “มัจฉาพาโชค” ที่ช่วยส่งเสริมเรื่องเงินทอง, ทิพย์วารีเตชะณรงค์ (แซ่ตั้ง) ร้าน Coca Restaurant ตำนานสุกี้ของไทย กับชุด “สุกี้เงินทองไหลมาเทมา”, เขริกา โชตวิจิติร (แซ่หม่า) ร้าน MK Restaurant ที่ครองใจคนไทยมากว่า 30 ปี ขอแนะนำ “ชุดมั่งมีศรีสุข”

นอกจากนี้ ยังโปรโมชั่นรับตรุษจีน 2020 รับส่วนลดสูงสุด 20% กับเมนูมงคลจากร้านดัง, เช็คดวงลุ้นรับอั่งเปาส่วนลดร้านอาหารสูงสุดถึง 20%จาก 33 ร้านค้าที่ร่วมรายการ เมื่อช้อปครบ 1,020 บาทขึ้นไป และสิทธิพิเศษสำหรับคนเกิดปีชง แลกซื้อ 1ฟรี 1 เมนูเครื่องดื่มหรือขนมหวานจากร้านที่ร่วมรายการตั้งแต่วันนี้-9 กุมภาพันธ์ 2563

ศ.ศ.ป.อนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยเฟ้นหาบุคคลแห่งปี เพื่อเชิดชูผู้มีฝีมือในงานศิลปหัตถกรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/468280

ศ.ศ.ป.อนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยเฟ้นหาบุคคลแห่งปี เพื่อเชิดชูผู้มีฝีมือในงานศิลปหัตถกรรม

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

แสงระวี สิงหวิบูลย์ รองผู้อำนวยการรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ

ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ศ.ศ.ป. หรือ SACICT สานต่อโครงการเชิดชูผู้ทำงานศิลปหัตถกรรม ประจำปี 2563 คัดสรรบุคคลที่เป็นที่สุดในการอนุรักษ์ และสร้างสรรค์ผลงานแห่งปี เพื่อเชิดชูเป็น“ครูศิลป์ของแผ่นดิน” “ครูช่างศิลปหัตถกรรม” และ “ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม”เพื่ออนุรักษ์ รักษางานหัตถกรรมที่มีแนวโน้มใกล้สูญหาย ให้คงอยู่ก่อนที่จะสูญหายไปพร้อมร่วมชมสุดยอดผลงานได้ภายใน “งานอัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 11” จัดขึ้นระหว่างวันที่30 มกราคม ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563ณ ฮอลล์ EH101 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

นางสาวแสงระวี สิงหวิบูลย์ รองผู้อำนวยการรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ กล่าวว่า ศ.ศ.ป. หรือ SACICT ได้เห็นถึงคุณค่าในตัวบุคคลผู้อนุรักษ์ และสืบสานงานศิลปหัตถกรรมไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยความอุตสาหะ รักษาคุณค่าภูมิปัญญาดั้งเดิมในศาสตร์และศิลป์เชิงช่าง ด้วยความหวงแหนในสมบัติของบรรพบุรุษ ซึ่งงานหัตถกรรมบางประเภทก็มีแนวโน้มที่จะสูญหายไปจากวิถีชีวิตและสังคมไทยในปัจจุบัน บางประเภทก็นับวันเหลือผู้ที่สนใจสืบสานงานฝีมือเชิงช่างน้อยลงไปทุกที จึงให้ความสำคัญกับการที่จะอนุรักษ์ รักษาคุณค่าภูมิปัญญา ทักษะฝีมือและองค์ความรู้เชิงช่างที่อยู่ในตัวบุคคลที่ถือได้ว่าเป็นสมบัติอันมีค่าที่สุดเหล่านี้ ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา และส่งต่อไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน คนรุ่นหลังได้เห็นคุณค่า เกิดเป็นแรงบันดาลใจในการช่วยกันอนุรักษ์ รักษา สืบสานต่อ ในขณะเดียวกัน ก็ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาต่อยอดผสมผสานด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิม และแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ พัฒนาต่อยอดสู่ความร่วมสมัยและสมัยนิยมอันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางการตลาดในเชิงพาณิชย์ต่อไปได้และด้วยความสำคัญนี้ SACICTจึงมีการดำเนินกิจกรรมคัดสรร และเชิดชูบุคคลที่ทรงคุณค่าเหล่านี้เป็น “ครูศิลป์ของแผ่นดิน” “ครูช่างศิลปหัตถกรรม” และ “ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม” เป็นประจำปี ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการพิจารณาคัดสรรบุคคลเพื่อที่จะเชิดชูเป็น …“ครูศิลป์ของแผ่นดิน” “ครูช่างศิลปหัตถกรรม” และ “ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม” ประจำปี 2563 นี้ ก็ยังคงให้ความสำคัญกับกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งบุคคลที่ถือเป็นสุดยอดฝีมือ ซึ่งจะพิจารณาโดยคณะกรรมการที่มีการแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในงานศิลปหัตถกรรมหลากหลายแขนง ซึ่งได้ร่วมพิจารณาคัดสรรบุคคลผู้ถือเป็นที่สุดแห่งทักษะฝีมือ สำหรับในปี 2563 การพิจารณาของคณะกรรมการที่สำคัญเป็นพิเศษอีกประการหนึ่งที่นอกเหนือจากการพิจารณาจากบุคคลผู้มีทักษะฝีมือ และผู้ที่เปี่ยมด้วยองค์ความรู้ภูมิปัญญาที่สะท้อนผ่านผลงานอันทรงคุณค่า งดงาม น่าประทับใจ ที่เป็นที่สุดของงานแขนงนั้นๆ จริงๆ แล้ว ยังพิจารณาถึงการเป็นผู้ทำงานศิลปหัตถกรรมในประเภทที่มีแนวโน้มขาดแคลนหรือมีแนวโน้มสูญหาย หรือเหลือผู้ทำน้อยรายด้วย

นางสาวแสงระวี กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลสำเร็จของการดำเนินงานที่ผ่านมาจนถึงในวันนี้บุคคลที่ SACICT เชิดชูเป็น …“ครูศิลป์ของแผ่นดิน” “ครูช่างศิลปหัตถกรรม” และ “ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม”มีจำนวนกว่า 300 คน และผู้ที่ได้รับการเชิดชูทุกท่านเหล่านี้ จะได้รับโอกาสการส่งเสริม สนับสนุนในกิจกรรมที่จัดโดย SACICTตามช่องทางและโอกาสที่เหมาะสม ในวันนี้ มีครู และทายาท หลายๆ ท่าน มีผลงานที่มีพัฒนาการก้าวหน้า ทั้งร่วมสมัย และทันสมัยขึ้นไปอย่างมาก หลายๆ ท่านมีการผลิตผลงานจนไม่ทันต่อความต้องการของผู้ที่ต้องการผลงานฝีมือของครูท่านนั้นๆ แต่หลายๆ ท่านก็พร้อมและยินยอมที่จะรอด้วยเพราะต้องการผลงานด้วยฝีมือ “ครู” นั่นเอง

พบกับสุดยอดผลงาน พร้อมกับสุดยอดฝีมือของบุคคลที่ได้รับการเชิดชูเป็น…“ครูศิลป์ของแผ่นดิน” “ครูช่างศิลปหัตถกรรม” และ “ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม” ประจำปี 2563 ภายในงาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม” ครั้งที่ 11 ซึ่งมีกำหนดจะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 30 มกราคม ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 10.00-20.00 น. ฮอลล์ ณ EH101 ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา และที่สำคัญ งาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม” เป็นงานที่ SACICT กำหนดจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ถือเป็นงานที่มีคุณค่าสมคำว่า อัตลักษณ์แห่งสยาม เพราะเป็นงานที่แสดงตัวตน และผลงานของบุคคล ชั้น “ครู” เป็นพื้นที่สำหรับครู และทายาทครู ที่ SACICT ได้เชิดชูทุกคนจากทั่วประเทศ ให้ได้มาแสดงศักยภาพในผลงาน และฝีมือเป็นการเฉพาะ และถือเป็นงานที่จำหน่ายผลงานหัตถกรรมที่ใหญ่ที่สุด หรือสนใจติดตามได้ที่ www.sacict.or.th และ https://www.facebook.com/sacict/”

รณรงค์ใช้ บี10-บี20 ลดฝุ่น PM2.5 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/468274

news_default

รณรงค์ใช้ บี10-บี20 ลดฝุ่น PM2.5

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน รณรงค์คนไทยหันมาใช้น้ำมันไบโอดีเซลบี10 และ บี20 มากขึ้นเนื่องจากมีส่วนช่วยในการลดฝุ่น PM2.5 โดยบี10 จะช่วยลดฝุ่นได้ 3.5-13.5% และ บี20 จะลดฝุ่นได้  20-25% ในงานแถลงข่าว “ภาพรวมสถานการณ์การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทย ปี 2562 และแนวโน้มสถานการณ์การใช้น้ำมันฯ ปี 2563”ณ ห้องประชุม 4 ชั้น 15 อาคารบีศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ เมื่อเร็วๆ นี้

เมซอง แบร์เช่ ปารีส ชวนกันรักษ์โลก ผ่านโครงการ From Bottle to Energy #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/468270

news_default

เมซอง แบร์เช่ ปารีส ชวนกันรักษ์โลก ผ่านโครงการ From Bottle to Energy

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมซอง แบร์เช่ ปารีส (Maison Berger Paris) ผลิตภัณฑ์เครื่องหอมสำหรับบ้านระดับพรีเมียมจากประเทศฝรั่งเศส เชิญชวนลูกค้าร่วมรักษ์และเอาใจใส่สิ่งแวดล้อมไปด้วยกันผ่านโครงการ From Bottle to Energyนำขวดน้ำหอมใช้แล้วกลับมาที่จุดรับบริการทั้ง 9 แห่งทั่วกรุงเทพฯ เพื่อส่งต่อให้กับ เอส ซี ไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส เพื่อแปลงพลาสติกเป็นเชื้อเพลิงทดแทนในกระบวนการผลิตอุตสาหกรรมซีเมนต์ต่อไป นับเป็นการยกระดับการรีไซเคิลและยังกระตุ้นสังคมให้เกิดความภาคภูมิใจที่ได้ช่วยลดปริมาณขยะล้นโลก โดยลูกค้าที่นำขวดน้ำหอมขนาด 1,000 มิลลิลิตร หรือขนาด 500 มิลลิลิตร จำนวน 3 ขวด สามารถแลกรับกระเป๋าผ้าแคนวาสออกแบบลวดลายพิเศษLimited Edition 1 ใบ กลับไปใช้ทันที

นนทกานต์ ทัพพะรังสี อึง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบอร์เจอร์ โพรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เมซอง แบร์เช่ ปารีส เป็นแบรนด์ที่มีจิตสำนึกในเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว โดยผลิตภัณฑ์เครื่องหอมของเราเกือบทั้งหมดจะเป็นแบบ Refill ซึ่งจะช่วยลดการสิ้นเปลืองในการใช้บรรจุภัณฑ์ และเราเชื่อว่าทุกคนอยากมีส่วนร่วมลดปริมาณขยะอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อได้พบกับโครงการที่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้อย่างครบวงจรย่อมกระตุ้นให้ลูกค้าสนใจและให้ความสำคัญกับโครงการนี้อย่างแน่นอน และถึงแม้สิ่งที่ทำนั้นจะไม่ใช่โครงการขนาดใหญ่แต่เราเชื่อว่าการเริ่มต้นด้วยจุดเล็กๆ แต่อาศัยความร่วมมือกันทุกฝ่าย นอกจากจะสร้างความภูมิใจและช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเห็นผลแล้ว ยังมีส่วนผลักดันให้ธุรกิจเดินหน้านำพาเศรษฐกิจของประเทศเติบโตเช่นกัน”

เปิดศักราชสยามรุ่งโรจน์ กับกิจกรรมเสริมดวง โชคดี มั่งคั่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/468273

เปิดศักราชสยามรุ่งโรจน์ กับกิจกรรมเสริมดวง โชคดี มั่งคั่ง

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำมงคล ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้

สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ เปิดศักราชความเฮงตลอดปี 2020 เนรมิตพื้นที่ “สยามรุ่งโรจน์” เปล่งประกายความมั่งคั่งโชคดี เฉิดฉายไปกับสไตล์ไม่เหมือนใครต้อนรับเทศกาลตรุษจีนปีหนูทอง2563 “Siam Center Celebrates The Year of Rat” (สยามเซ็นเตอร์ เซเลเบรท เดอะ เยียร์ ออฟ แรท)สร้างสรรค์งานศิลปะออกแบบตัวอักษรมงคล (Calligraphy) ด้วยการ Collaboration กับศิลปินนักอักษรวิจิตรอันดับต้นๆ ของไทย สรวิศประคอง เจ้าของลายเส้นศิลปะเอกลักษณ์เฉพาะตัว ร่วมด้วยกิจกรรมเสริมชะตารับความเฮงมากมาย

คำมงคลสยามรุ่งโรจน์

ร่วมเสริมชะตาเพิ่มความเฮงตลอดปีไปกับคำมงคลอักษรไทยผสานวัฒนธรรมลายเส้นการเขียนพู่กันอักษรจีนภายใต้รูปแบบศิลปะสมัยใหม่แนวคาลิกราฟฟิตี้ โดยศิลปินนักประดิษฐ์ตัวอักษรวิจิตรรุ่นใหม่มาแรงอย่าง สรวิศ ประคอง ซึ่งสร้างสรรค์มาเป็นพิเศษเพื่อสยามเซ็นเตอร์เท่านั้น โดยคำมงคลและคำอวยพร อาทิ สยามรุ่งโรจน์, ซินเจียยู่อี่ซินนี้ฮวดไช้, ความสุขมั่งคั่ง ร่ำรวยตลอดปี,กงสีฟาไฉ ขอให้ร่ำรวย และ ว่านซื่อหยูอี้ สมดังปรารถนา เพื่อเป็นสารตัวแทนส่งต่อความปรารถนาดีต้อนรับปีหนูทองนี้ นอกจากนี้ สยามเซ็นเตอร์ ยังได้จัดกิจกรรมมงคลสไตล์ เพียงนำใบเสร็จจากร้านค้าภายในศูนย์ฯ มูลค่า 1,000 บาท รับสิทธิ์แลกซื้อเสื้อทีเชิ้ตสีขาวหรือแดง หรือเสื้อทีเชิ้ตปีนักษัตรในราคาพิเศษเพียง 199 บาท พร้อมเลือกคำมงคลที่ตรงใจคุณแล้วสกรีนไปบนเสื้อทีเชิ้ต ให้คุณเปล่งประกายความมั่งคั่ง โชคดี เฉิดฉายในสไตล์โดดเด่นกว่าใครพร้อมเสริมดวงปีหนูทองกับกิจกรรมอินเทอแรคทีฟสุดปัง สาดประกายความเฮงท่ามกลางแสงไฟนีออนสุดล้ำบนถนนแห่งความคิดสร้างสรรค์ ร่วมแชะภาพและปรินท์รูปขอความสมหวัง มั่งคั่ง ร่ำรวย กับการถ่ายรูปดิจิทัลสามมิติ 180 องศาในบรรยากาศเมืองไชนีสโมเดิร์นแห่งแสงสีกับเอฟเฟ็กต์คำมงคลสไตล์จีนล้ำที่สุด ณ เอเทรี่ยม 1 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์ ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 26 มกราคม 2563 ณ สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือโทร.02-6581000 ต่อ 3500

คำมงคลซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้

คำมงคลกงสีฟาไฉ ว่านซื่อหยูอี้

เสื้อยืดตัวอักษรมงคล

คุณแหน : 24 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/468277

650935

คุณแหน : 24 มกราคม 2563

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ll สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี
พ.ศ.2562 ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พฤหัสบดีที่ 30 มกราคม 17.30 น. พุธที่ 29 มกราคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จะเชิญ ศ.ดร.ราล์ฟ เอฟ ดับเบิ้ลยู
บาร์เทนชลาเกอร์ และ ศ.นพ.เดวิด เมบี 2 ผู้รับพระราชทานรางวัล แสดงปาฐกถาเกียรติยศใน“ผลงาน”ดีเด่นที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข…

ll ต้องยกให้เป็นบุพเพสันนิวาสในยุคโมเดิร์นไทม์…เมื่อ“ฮีโร่”ถ้ำขุนน้ำนางนอนฯJim Warny ผู้เชี่ยวชาญดำน้ำชาวเบลเยียมที่ใช้ชีวิตอยู่ในไอร์แลนด์ รับงานอาสามาช่วย“เด็กติดถ้ำ”เกิดพบรักกับสาวไทย ภัสสรจักกะพาก ในงานเลี้ยงที่โรงแรม Sofitel สุขุมวิท ที่“ว่าที่เจ้าสาว”จัดแสดงความยินดี…ระหว่างนี้ ทั้งสองตระเวน“ดูใจ”ในสหราชอาณาจักร ก่อนกลับมาทำพิธีทางการ ณ แหลมฟาน บ้านเกิดฝ่ายหญิง…

ll ผลงานส่วนใหญ่ของ พันธุ์ศักดิ์ จักกะพาก เป็นงานเขียนภาพ Botanical Art  ด้วย“ความรัก”ที่จะวาด…เกิดไปเข้าตาเศรษฐีมาเลย์ เจ้าของโรงงานช็อกโกแลต KL…Master อั๋นเลยต้องบินไปดู“ดอก”ในไร่โกโก้ เพื่อจะนำมาเขียนประกอบแพ็กเกจจิ้งขนมหวานคลาสสิก…คล้ายๆ งานในอาชีพเก่าที่เคยเป็นถึง Director ของบริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่“แมคเคน”…

ll ปีนี้ทุเรียน“ป่าละอู”ทำท่าออกเร็ว…ไม่ล่าไปถึงกรกฎาคม-สิงหาคม…คุณนาย ประทุมภรณ์ กิจเถกิง กระซิบญาติสนิทมิตรสหายให้เตรียมตัวไปลิ้มเลียในสวน“ป่าละอู ออร์ชาด”ที่ล้อมรั้ว คอนกรีตอย่างดี…กัน“ช้าง”เจ้าถิ่นที่ชอบลงมาหา“ผลไม้หวาน”ชวนหลงใหลใกล้รุ่งกันเป็นโขลง…แย่งคนกิน…

ll เป็นความตั้งใจที่จะแต่ง“กลอน”ไม่หยุด…รศ.นภาลัย สุวรรณธาดา ยังมี“ไฟ”แม้วัยจะล่วงช่วง“หารักฤๅอกหัก”…หากมีเพื่อนพ้องน้องพี่ชวนเที่ยวชวนกิน…เพลิดเพลิน…เจ้าของวรรคทอง“…จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง”จึงมีบทกวีนิพนธ์ไพเราะกินใจ…นำเสนอได้ทุกวัน…

ll “น้ำแล้ง”ลามไปถึงคฤหาสน์เศรษฐีในสนามกอล์ฟรอยัลลาดกระบัง…เจษฎา วีระพร…ประหลาดใจที่แท็งก์น้ำใต้ดินน้ำแห้ง…ขุดเจอ“รากต้นไทร”ของเพื่อนบ้าน ธงชัย ล่ำซำลอดมาดูดหมด…งานนี้ตกลงกันด้วยดี…เพราะทั้งคู่ไม่ได้แค่“รวย”…หาก“ใจกว้าง”พอๆ กับ“ร่มไทรยักษ์”ต้นเหตุ…

ll สวดพระอภิธรรมศพกรรณิการ์ ธุระเจน มารดา พล.ต.ต.นพ. ธนา ธุระเจน ศาลา 5/1 วัดตรีทศเทพวรวิหาร23-28 ม.ค. 18.30 น. พระราชทานเพลิงศพ 29 ม.ค. 17.00 น. …

ll เคยเป็นทูตไทยประจำมัลดีฟส์…ท่านทูต พลเดช วรฉัตร เกิดติดใจทะเลแถบนั้น จนหยิบปากกาลูกลื่นสีดำมาวาดเส้นวกไปวนมา…เกิดเป็น“ศิลปะยึกยือ”…นอกจากเขียนภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทำนองนี้ต่อมาเรื่อยๆ…ยังได้สอน“เยาวชน”อีกหลายโรงเรียน ฯลฯ…วันนี้ รมว. ดอน ปรมัตถ์วินัย นายกสโมสรสราญรมย์ เปิดงานแสดงภาพ“ศิลปะยึกยือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”…เป็นแรงบันดาลใจให้ช่วยกันสร้างสังคมฯ …“ยึกยือได้…แต่อย่า“ยึกยัก”…ll

ภิญญ์สิรี

ขนมบัวลอยสูตรนม 137 ขนมมงคลตรุษจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/468266

news_default

ขนมบัวลอยสูตรนม 137 ขนมมงคลตรุษจีน

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เทศกาลตรุษจีน เป็นช่วงเวลาที่สำคัญของคนจีนทั่วโลก รวมถึงคนไทยเชื้อสายจีน จะมารวมตัว พบปะ เยี่ยมเยียน และรับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากัน นอกจากเป็นเวลาแห่งความอบอุ่นของครอบครัวประจำปีแล้ว ยังมีความเชื่อกันว่าการรับประทานอาหารมงคลร่วมกันจะนำความโชคดี มั่งคั่ง ร่ำรวย มาสู่สมาชิกในครอบครัวตลอดปีอีกด้วย

ขนมบัวลอย เป็นขนมมงคล ตามความเชื่อว่า การทานขนมรูปร่างกลมจะทำให้ครอบครัวกลมเกลียว มีความรักและผูกพันกัน วันนี้นม 137 ดีกรีจึงขอเสนอเมนูขนมบัวลอย ที่ทำไม่ยากและดีต่อสุขภาพ คือ ขนมบัวลอยพิสตาชิโอลาวา โดยปั้นแป้งข้าวเหนียวผสมกับนมพิสตาชิโอสูตรช็อกโกแลตแล้วหุ้มดาร์กช็อกโกแลต เมื่อต้มสุกจะได้ขนมบัวลอยที่มีไส้ช็อกโกแลตลาวา ราดด้วยนมพิสตาชิโอรสดั้งเดิม จะได้รสชาติ อร่อย หอมมันทั้งนี้ ขนมบัวลอยสูตรนม 137 ดีกรีจะมีแคลเซียม วิตามินบี เหล็ก ฟอสฟอรัส ไฟเลต แมกนีเซียม จากนมพิสตาชิโอที่คั้นจากถั่วสดเต็มเมล็ด ซึ่งเมนูนี้เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย เป็นขนมมงคลที่ดีต่อสุขภาพและเหมาะกับเทศกาลตรุษจีนเป็นอย่างยิ่ง

หากต้องการวิธีปรุงโดยละเอียด ติดตามได้ที่หนังสือ 37 Ways To Go Dairy Free ; 37 สูตรอาหารทางเลือกปราศจากนมวัว, มีจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำ เพื่อให้ให้ช่วงเวลาแห่งความสุข เพื่อช่วงเวลาแห่งสุขภาพดีไปพร้อมกัน และติดตามข่าวสารเพื่อสุขภาพได้ที่ www.facebook.com/137degrees

ตีแผ่ด้านมืดวงการมวย! จากปาก’สมรักษ์ คำสิงห์’ พร้อมควงลูกสาว-ลูกชายเคลียร์เกาะลูกกิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/468515

ตีแผ่ด้านมืดวงการมวย! จากปาก’สมรักษ์ คำสิงห์’ พร้อมควงลูกสาว-ลูกชายเคลียร์เกาะลูกกิน

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 19.02 น.

เป็นอดีตฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกคนแรกของไทย เจ้าของฉายา ‘ไม่ได้โม้’ “สมรักษ์ คำสิงห์” นอกจากการเป็นนักมวยแล้วพี่สมรักษ์ก็เป็นทั้งพ่อค้า ดารา นักร้อง นักแสดง และผ่านมรสุมชีวิตมามากมาย วันนี้ DARASTORY บันเทิงเรื่องใหญ่ จะพาไปพูดคุยถึงเรื่องราวชีวิตของพี่บาส สมรักษ์ พร้อมลูกชาย “น้องโบ๊ท-ภูวรักษ์ คำสิงห์” และลูกสาว “น้องเบสท์-รักษ์วนีย์ คำสิงห์” กับอาชีพ Youtuber สร้างรายได้ 6 หลัก โดยเผยในรายการว่า

จริงไหมว่ามีการวางยานักมวยคู่ต่อสู้ก่อนขึ้นชก

มีครับ ตัวผมเองไม่เคยโดนแต่นักมวยในค่ายโดน เรื่องมวยมันมีการพนันเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่แล้วเพราะฉะนั้นการป้องกันดูแลนักมวยมันก็ค่อนข้างลำบาก เช่น กลัวเด็กล้มมวย, สต๊าฟโค้ชวางยา มันมีองค์ประกอบหลายๆ อย่าง

การโดนวางยามันอันตรายถึงขั้นไหน

ถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลได้เลยเพราะจะหมดแรงบนเวที อาการคือ จะปัสสาวะบ่อยหน้าซูบ บางทีกรรมการเขาก็ดูไม่ออกว่าโดนวางยาไหม เทคนิคส่วนมากที่เขาจะทำกันคือ จะใช้เข็มฉีดตัวยาเข้าไปในเครื่องดื่มเพื่อให้นักมวยกิน

ตอนนี้ลูกๆ เป็น ยูทูบเบอร์ ใช่ไหม

ใช่ครับ คือ เขาทำกันตั้งแต่ก่อนที่ผมจะโดนอายัดทรัพย์และรายได้แล้ว ผมก็เกาะลูกกินทันทีก็ขอเงินลูกใช้ เราก็เอาแค่พอใช้จ่ายแบบเวลาไปถ่ายละคร “พ่อขอค่าน้ำมัน 1,000” ลูกก็เข้าใจเพราะช่วยเหลือกันในครอบครัว

เริ่มทำ Youtube กันยังไง

เบสท์ : คือ ‘น้องบาส’ เขาเป็นแฟนคลับยูทูป เขาก็ชอบดูมุขเล่นมุขต่างๆ พอมาทำช่องของตัวเองก็จะถ่ายน้องก็จะได้ความฮาจากน้องเนี่ยแหละ เป็น Content เกี่ยวกับ Lifestyle บ้าง ฟุตบอล เพลง แล้วก็กิจกรรมของครอบครัวที่เราไปทำกัน เบสท์ จะเป็นคนที่คิดเนื้อเรื่องเอง เปิดเรื่อง และก็ถือกล้องเองตัดต่อเองด้วย เรียนรู้ทุกอย่างเองหมด

ตอนนี้คนติดตามเท่าไหร่แล้ว

เบสท์ : 2.2 ล้านผู้ติดตามแล้วค่ะ

รายได้เข้ามาเยอะไหม

เบสท์ : รายได้ก็เข้ามาจากผู้ติดตามและยอดคนดูค่ะ ก็เข้ามาเยอะ

เบสท์ได้เล่นละครด้วยใช่ไหม

เบสท์ : ใช่ค่ะเล่นเป็นนางเอก ภาพยนตร์เรื่องคุณชายใหญ่ เล่นกับลุงหม่ำค่ะ คือตอนนั้นหนูไปออกรายการของลุงหม่ำแล้วนั่งอยู่ในห้องแต่งตัว ลุงหม่ำก็เลยถามว่า ‘เล่นหนังไหม’ น้องโบ๊ทก็จะได้เล่นเร็วๆ นี้

หวงลูกขนาดไหน

สมรักษ์ : คือคนเป็นพ่อก็หวงลูกอยู่แล้ว เป็นห่วง เราเชื่อมั่นในการเลี้ยงดูลูกเราอยู่แล้วว่าเขาเป็นคนคิดดี ทำดีพูดดีก็จะได้แต่สิ่งที่ดี

เรื่องการล้มละลายศาลก็ยกคำร้องไปเรียบร้อย บอกเลยว่าพี่สมรักษ์และครอบครัวนั้นสุดยอดไปเลยเป็นครอบครัวที่แกร่งและสู้จนผ่านเรื่องที่ยากลำบากมาได้ รวมถึงลูกๆ ของพี่สมรักษ์ถือว่าเก่งสุดๆ เป็นตัวอย่างให้เด็กๆ รุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี น่ารักมากๆ ติดตามต่อในรายการ