ธนาธร สารภาพ คิดการใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393350?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ธนาธร สารภาพ คิดการใหญ่

14 ตุลาคม 2562 – 08:30 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ประท้วงฮ่องกง,กองทัพ,คสช
เปิดอ่าน 29,803 ครั้ง

ธนาธร สารภาพ คิดการใหญ่ คอลัมน์…  วงในวงนอก  โดย… อสนีบาต  aussaneebard@hotmail.com

  “…เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ต้องธนาธร…” โปรโมทความเป็นตัวตนพ่อหนุ่มรายนี้สักหน่อย

ทุกความเคลื่อนไหวของ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้ประเทศชาติบ้านเมือง ตั้งแต่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เดินยุทธศาสตร์รวบรวมไพร่พลผ่านการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปล่อยให้สาวกไปเสวนาตามเวทีต่างๆ กล่าวหา “รัฐธรรมนูญเฮงซวยทุกมาตราบ้าง” ไปถึงวาทกรรมปลุกระดมเรียกร้องออกมาเดินถนนแก้ รธน.บ้าง มีความพยายามผ่านแนวร่วมนักวิชาการผลักดันแก้ รธน.มาตรา 1 บ้าง จนทำให้รัฐบาล กองทัพ ต้องออกมาทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน

สร้างความปั่นป่วนภายในประเทศไม่พอ เสนอหน้าไปฮ่องกงร่วมเวทีเสวนาทางการเมืองในจังหวะที่บ้านเขาชุมนุมประท้วง ซึ่งรัฐบาลจีนกำลังเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิด

การที่นักการเมืองไทยโผล่ร่วมวงเสวนาท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองอันวุ่นวาย ไม่แปลกที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ออกข้อความเตือนนักการเมืองไทยที่ไปให้การสนับสนุนม็อบฮ่องกง ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงไร้ความรับผิดชอบ ซึ่งอาจกระทบความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย–จีน

ถูกต้องแล้วที่สถานทูตจีนในประเทศไทยต้องใช้สิทธิ์แจง เพราะไม่ใช่แค่ส่งผลกระทบความสัมพันธ์ แต่นั่นเป็นความปรารถนาดีถึงคนไทยผู้นั้น ต้องระมัดระวังความปลอดภัย ไม่ทราบว่า “ธนาธร” จะเข้าใจจุดนี้หรือไม่

…อสนีบาต…เชื่อว่าเขาเข้าใจ แต่อยากฝืนกระแส อยากสร้างความเป็นขบวนการซูเปอร์ฮีโร่ เป็นผู้ช่วยชี้ทางออกให้มวลชนฮ่องกง เพราะจากการติดตามคำแถลงของธนาธรในวงเสวนา ได้กล่าวถึงการถอดบทเรียนความวุ่นวายทางการเมืองในบ้านเราให้บ้านเขาทราบ

สถานการณ์การชุมนุมในฮ่องกงเป็นปัญหาภายใน ต้องได้รับการคลี่คลายจากรัฐบาลฮ่องกง การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือรัฐใดแทรกแซงกิจการภายใน เขาไม่ทำกัน ยิ่งประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีมาช้านานด้วยแล้ว ต่างมีขนบธรรมเนียมมารยาททางการทูต เรื่องเหล่านี้สากลโลกรับรู้และปฏิบัติกัน

คำถามตามมา “ธนาธร” เป็นคนไทยหรือเปล่า ธนาธรรู้หรือไม่ว่า กำลังชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน ทำให้นึกถึงละคร “ตี๋ใหญ่” ในตำนาน ที่มักเอ่ยขึ้นมาว่า “ไอ้ตี๋เอ็งอย่าเป็นโจรนะ ชาวบ้านเขาจะเดือดร้อน”

…อสนีบาต… อ่านข้อความของธนาธรชี้แจงต่อประเด็นที่เดินทางไปฮ่องกง โดยยอมรับไปถ่ายภาพกับโจวชัว หว่อง จริง แต่เป็นการถ่ายครั้งเดียวและครั้งแรก และเรียกร้องสื่ออย่าเอาแค่ภาพภาพเดียวมาตีความว่าเขาไปปลุกปั่นสนับสนุนม็อบฮ่องกง

ทุกถ้อยความของธนาธร ไม่ได้มีส่วนไหนพยายามขอโทษหรือสร้างความผ่อนคลายให้ทางการจีน เหมือนว่า “ธนาธร” พิจารณามาแล้วว่านั่นเป็นแค่คำเตือนโดยที่ประเทศไทยคุ้มกบาลความปลอดภัยตนเองอยู่ ไม่มีรัฐบาลประเทศไหนมาแทรกแซงได้ จึงไม่ต้องกลัว ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบอะไร

แปลกนะครับ การที่ธนาธรเข้าใจกระบวนการระหว่างประเทศเขาไม่แทรกแซงกิจการภายใน แต่สำหรับตนเองผู้ป่าวประกาศจะเป็นผู้นำของคนรุ่นใหม่ กลับไปยุ่มย่ามแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ฮ่องกง !!!

ข้อท้ายๆ ธนาธร ยอมรับว่า ตั้งแต่ คสช.ยึดอำนาจ ตัวเขาและสมัครพรรคพวกพยายามหาทางรวมตัวในลักษณะกลุ่มองค์กรมวลชนเคลื่อนไหว กล่าวตามประสานักเลง ต้องการรวมตัวเคลื่อนไหวประท้วงขับไล่รัฐบาลคสช. เหมือนที่ฮ่องกงกำลังทำอยู่นั่นไงเล่า

ธนาธร บอกว่า ความคิดเหล่านี้เป็นที่รับรู้ของสื่อมวลชนและคนโดยทั่วไปอยู่ก่อนแล้ว แต่คิดไปคิดมาตกผลึกน่าจะตั้ง พรรคการเมือง ในที่สุดจึงให้กำเนิดพรรคอนาคตใหม่

ธนาธร เผยสาเหตุที่จบลงด้วยการตั้งพรรคการเมือง เพราะเรายังมีบาดแผลสดๆ ติดตัวจากการชุมนุมเคลื่อนไหวเมื่อปี 53 มีประชาชนบาดเจ็บนับพัน ล้มตายนับร้อย ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก จึงเลือกใช้วิธีตั้งพรรคการเมือง (พูดได้อย่างสวยหรูดูดี มีเสน่ห์ชวนแสวงหาสันติสุขดีแท้)

แต่นั่นล่ะ คำกล่าวทั้งหมด สื่อสารบนเวทีการเมืองที่ฮ่องกง ในจังหวะกำลังมีความจลาจลวุ่นวาย ประหนึ่ง ต้องการให้คำแนะนำ ให้วิธีแก่แกนนำมวลชนที่เคลื่อนไหวอยู่ในฮ่องกง อย่างปฏิเสธไม่ได้

ประเด็นสำคัญ แม้ “ธนาธร” อ้างว่า เคยบอกเล่าเรื่องนี้ผ่านสื่อมวลชน ผ่านสาธารณะมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่มาถึงนาทีนี้ทำให้เห็นว่า แม้เขาจะตั้งพรรคการเมือง แต่ได้อาศัยพรรคการเมืองเป็นเกราะกำบังในการเคลื่อนไหวทั้งในสภาและนอกสภา

การเคลื่อนไหวแต่ละประเด็น ยังตอกย้ำเจตนาตัวตนที่แท้จริงในการเข้ามาเป็นตัวแทนประชาชน ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่า “สรรหาวิธีโค่นล้มแย่งชิงอำนาจ” ไปวันๆ เท่านั้นเอง

กฐินไม่ดื่มเหล้าต้องสนับสนุน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393348?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กฐินไม่ดื่มเหล้าต้องสนับสนุน

14 ตุลาคม 2562 – 08:25 น.
กฐินปลอดเหล้า
เปิดอ่าน 419 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขอสนับสนุนงาน ‘วิถีไทย-วิถีถิ่น-กฐินปลอดเหล้า’ ซึ่ง ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำกิจกรรมนี้ ซึ่งทุกถ้อยตัวอักษรบอกทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว

ณ เวลานี้ออกพรรษาไปแล้วถึงเวลาทอดกฐิน ซึ่งทุกๆ ปีเราจะเห็นข่าว ภาพต่างๆ มากมาย และที่ขาดไม่ได้ก็คือ กฐินสามัคคีของชาวบ้าน ซึ่งบางทีแทนที่จะได้ทำบุญกลับได้บาป

นั่นคือมีการดื่มเหล้าจนเมามายเข้าวัดทอดกฐิน ซึ่งพระเณรต้องเบือนหน้าหนี เพราะกลิ่นเหล้าหึ่งเป็นที่น่าเวทนา

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการจัดกฐินสามัคคีทัศนาจรหรือผสมผสานกับฉิ่งฉับทัวร์ ดื่มเหล้าจนเกิดเรื่องบ่อยๆ และที่เห็นคืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการดื่มเหล้าคึกคะนอง

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอร้องให้เลิกดื่มเหล้าระหว่างไปทอดกฐินและขอเชิญทุกท่านร่วมกิจกรรม ‘วิถีไทย-วิถีถิ่น-กฐินปลอดเหล้า’ ซึ่งหากปฏิบัติได้แล้ว ทุกอย่างก็จะดีขึ้น

โดยอนุรักษ์ประเพณีไทยในการทอดกฐินและเป็นแบบพอเพียงและขอให้ทุกคนตั้งมั่นในพระพุทธศาสนามีสติและสมาธิ

ขออนุโมทนาสาธุกับ ‘กฐินปลอดเหล้า’ โดยทั่วกัน
อ๊อด เทอร์โบ


 ช่วยกันกำจัดขยะพลาสติก
 ช่วยให้โลกเป็นสีขาว

ดิฉันได้อ่านเรื่องในคอลัมน์ ‘เก็บเอามาฝาก’ ของคุณ ‘จึงอุรา’ ในนิตยสารคู่หูเดินทางของ บขส.หรือบริษัทขนส่งจำกัดที่ส่งมาให้อ่านเป็นประจำแล้วชอบมาก และอยากสรุปว่าโลกเราจะเป็นสีขาวหรือน่าอยู่ขึ้นด้วยพวกมนุษย์โลกนี่แหละ

โดยเฉพาะเรื่องการทำให้การใช้พลาสติกน้อยลงด้วยวิธีง่ายๆ คือ ด้วยตัวของคุณเอง ดังนี้ค่ะ

ขยะชิ้นเล็กๆ ที่มองข้ามแต่คือปัญหาขยะพลาสติกที่พบเยอะเป็นลำดับต้นๆ ในท้องทะเลปัจจุบันมีการผลิตหลอดดูดน้ำพกพาส่วนตัว ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งอย่างหลอดกระดาษ หลอดล้างเพื่อใช้ซ้ำอย่างหลอดจากไม่ไผ่ หลอดซิลิโคน หรือหลอดสเตนเลส

ใช้แก้วสเตนเลสเก็บความร้อนและเย็นแทน ถือเป็นวิธีการลดขยะพลาสติกได้เป็นอย่างดี เห็นได้จากร้านกาแฟดังๆ ต่างออกมารณรงค์ให้ลดการใช้แก้วพลาสติกด้วยการจัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่นำแก้วมาเอง การใช้แก้วเก็บความเย็นแทนแก้วกาแฟพลาสติก

พกถุงผ้าติดตัวตามวิถีเก๋ๆ ของคนรักษ์โลกร่วมกับซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซื้อต่างๆ ก็ออกแคมเปญลดการใช้ถุงพลาสติกในชีวิตประจำวัน เพื่อรณรงค์ให้ลูกค้าหันมาพกถุงผ้าเพื่อใส่สินค้า

การผลิตเนื้อสัตว์ในแต่ละครั้งในฟาร์มปศุสัตว์ จะปล่อยแก๊สมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์มากมายสู่ชั้นบรรยากาศซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะโลกร้อน ลองลดปริมาณเนื้อสัตว์ในแต่ละวันหรือบริโภคอาหารอื่นที่มีโปรตีนแทนเนื้อสัตว์

การกินผักอย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ในเรื่องของการขับถ่ายและบำรุงร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรง เป็นภูมิคุ้มกันโรคหรือโรคไม่ติดต่อที่เกิดพฤติกรรม เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ที่สำคัญ ผักผลไม้ยังถือเป็นตัวช่วย ที่ช่วยลดภาวะโลกร้อน เพราะกระบวนการผลิตนั้นใช้พลังงานน้อยกว่าอาหารจำพวกเนื้อสัตว์มาก และยังดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงผลิตออกซิเจนเพิ่มขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ

ลองหัดทำอาหารกินเอง ใส่ใจกับวัตถุดิบทำอาหาร ปรุงรสที่คำนึงถึงสุขภาพทั้งของตัวเองและคนอื่นๆ จะช่วยให้เจ็บป่วยน้อยลงและประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปอีก ที่สำคัญคือลดขยะพลาสติกที่เกิดจากการซื้ออาหารสำเร็จรูป

เราต้องเริ่มต้นทำด้วยตัวเองนับแต่วันนี้ พยายามทำให้เกิดขยะน้อยสุดเพื่อลดภาวะโลกร้อน-ขอบคุณที่เราช่วยกัน
มาลินี (นนทบุรี)


เรียนคุณ ‘มาลินี’ นนทบุรี
ขอบคุณสำหรับจดหมายของคุณและขออนุญาตนำมาเผยแพร่ให้ทุกคนได้ร่วมปฏิบัติด้วยตนเอง ซึ่งทำได้ไม่ยากเลย สำคัญที่ว่าจะทำหรือช่วยกันหรือไม่เท่านั้นเอง

วิธีการหรือขั้นตอนการปฏิบัติให้โลกของเราปลอดขยะ โดยเฉพาะพลาสติกนั้นทำได้ไม่ยากเลย และขอเพิ่มเติมว่าขยะพลาสติก โฟม หรือวัสดุบางชนิดนั้นย่อยสลายยากและเป็นตัวการสำคัญทำให้เกิดมลภาวะน้ำเน่าเหม็นหรือไปอุดตันตามท่อระบายน้ำต่างๆ ฯลฯ

ขอเรียกร้องให้ทุกคนร่วมมือกันด้วยวิธีชาวบ้านที่ทำได้ด้วยตัวเองแล้วโลกจะน่าอยู่อาศัยกว่าเวลานี้
อ๊อด เทอร์โบ


 ขอความเป็นธรรม
 เงินบำเหน็จดำรงชีพ

ขอความเป็นธรรมให้เป็นสื่อกลางผ่านไปยังรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีดังนี้

พวกกระผมเป็นข้าราชการบำนาญ องค์กรปกครองท้องถิ่น (เทศบาล/อบจ.เมืองพัทยา) ไม่ได้รับความเป็นธรรม

ข้าราชการบำนาญ ตำรวจ ทหาร ฯลฯ ที่อายุ 70 ปีขึ้นไปได้ขอเบิกเงินไม่เกิน 100,000 บาทไปใช้แล้วตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2562

ข้าราชการบำนาญขององค์กรปกครองท้องถิ่น ที่อายุ 70 ปีขึ้นไป ยังไม่สามารถขอเบิกเงินไม่เกิน 100,000 บาทไปใช้ได้เลย เพราะกระทรวงมหาดไทย ซึ่งควบคุมดูแล อปท.ทั่วประเทศยังไม่สั่งการ

กระทรวงมหาดไทยไม่เคยแถลงความคืบหน้าให้ อปท.ทั่วประเทศได้รับทราบเลย

ถ้าจะอ้างว่ายังไม่มีกฎหมายใช้บังคับกับอปท. ก็ต้องถามว่ากระทรวงมหาดไทยมีจิตสำนึกในการช่วยเหลือคน อปท.เท่าไร กฎหมายที่มีใจความใกล้เคียงกันแต่ปล่อยให้ออกห่างกันหลายเดือนได้อย่างไร

กระผมและอีกมากมายเฝ้ารอเงินนี้เพื่อจะได้ไปใช้หนี้นอกระบบและดูแลครอบครัวต่อไปตามหลักพอเพียง
ผู้เดือดร้อนตัวจริง


ทุกฝ่ายต้องรู้หน้าที่ตนเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393342?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทุกฝ่ายต้องรู้หน้าที่ตนเอง

14 ตุลาคม 2562 – 07:37 น.
ทุกฝ่ายต้องรู้หน้าที่ตนเอง,พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,ผบทบ,การเมือง,่ข่าวการเมือง คมชัดล
เปิดอ่าน 175 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม 2562

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจกับการบรรยายพิเศษของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในหัวข้อเรื่อง “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” จะกลายมาเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง ด้วยเหตุที่มีเนื้อหารุนแรงแต่ชัดเจนในบริบทของการเมืองไทย  ซึ่ง ผบ.ทบ.ถ่ายทอดถึงความปรารถนาดีและห่วงใยกับบทบาททางการเมืองของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ที่อาจก่อเกิดความแตกแยกจนบานปลายนำไปสู่ความรุนแรงขึ้นในอนาคตได้ในหลายมิติ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามยืนยันไม่ใช่คู่ขัดแย้งของกองทัพ เพียงแต่ไม่สนับสนุนให้กองทัพยึดอำนาจหรือรัฐประหารหรือแทรกแซงทางการเมือง สิ่งที่รณรงค์ทั้งหมดก็ด้วยความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง และการเข้าสู่สนามเลือกตั้งภายใต้กติการัฐธรรมนูญ 2560 ก็เพื่อจะรณรงค์ปรับปรุงกติกานี้ให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น

ความชัดเจนในจุดยืนของ ผบ.ทบ. ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของคนบางกลุ่มที่แอบอ้างตัวเป็นนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ใช้มือถือแท็บเล็ตหาข้อมูลสมคบกับพวกนักเรียนนอก ซ้ายจัดดัดจริต ที่ไปเรียนในประเทศที่เคยล่าอาณานิคม และชอบใช้ 2475 เป็นตัวชี้นำ อ้างว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย แต่มีวาทกรรมจาบจ้วง หรือให้พวกนักการเมืองบางคน นึกถึงประโยชน์ส่วนตัวไม่นึกถึงส่วนรวม หรือนักการเมืองที่อยู่ในภาคใต้ เอาเรื่องศาสนา การแบ่งแยกดินแดน ชักศึกเข้าบ้าน เจาะพฤติกรรมล้างสมองคนรุ่นใหม่ มีพฤติกรรมล้มล้างชาติ สถาบัน เรียกว่า “ฮ่องเต้ซินโดรม” คนพวกนี้ทำอะไรไม่พูดตรงๆ แต่จะแฝงนัยความต้องการไว้ ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นสามารถทำได้ แต่ที่มีการเสนอแก้ไขมาตรา 1 ในเวทีเสวนาที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น อยากจะชี้แจงว่า มาตรานี้เกี่ยวกับความมั่นคง ที่เกี่ยวกับเลือดเนื้อบรรพบุรุษที่รักษาขวานทองไว้ ขอบอกว่าไม่มีวัน

ไม่เพียงแค่ความร้อนแรงทางการเมืองในประเทศเท่านั้น แต่ยังมีการไปปรากฏตัวของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พร้อมถ่ายภาพคู่กับนายโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวต่อต้านสาธารณรัฐประชาชนจีนชาวฮ่องกง กลายเป็นประเด็นใหญ่ไม่แพ้กันเมื่อสถานทูตจีนประจำประเทศไทย เผยแพร่ข้อความระบุว่า “นักการเมืองประเทศไทยบางคนมีการติดต่อกับกลุ่มที่คิดจะแบ่งแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีน โดยมีท่าทีเชิงสนับสนุน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดอย่างร้ายแรงและไร้ความรับผิดชอบ ฝ่ายจีนหวังว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องสามารถรับรู้ข้อเท็จจริงของปัญหาฮ่องกง ใช้ความระมัดระวัง ทำในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อมิตรภาพจีน-ไทย” แม้นายธนาธรจะปฏิเสธมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองใดๆ ในฮ่องกงก็ตาม

ปรากฏการณ์ในหลายบริบทของบุคคลสำคัญและนักการเมือง ส่งผลให้บรรยากาศทางการเมืองอึมครึม ความคิดทางการเมืองแบบ ฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา ฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายสังคมนิยม ฝ่ายอนุรักษนิยม หรือฝ่ายอำนาจนิยมแบบเผด็จการ มีอยู่ในสังคมโลกหรือสังคมไทยมาทุกยุคทุกสมัย เพราะถือเป็นเรื่องรสนิยมทางการเมือง แต่ก็ไม่ควรที่จะทำให้สังคมแตกแยกรุนแรงถึงขนาดใช้กำลังฆ่าฟันกันหรือชักศึกเข้าบ้าน หากทุกฝ่ายยืนหยัดบนความถูกต้อง ตามกรอบ หลักการ นักการเมืองทุกคนทำงานเพื่อปากท้องชาวบ้านให้มีความอยู่ดีกินดี เศรษฐกิจมั่นคง ความสงบสุขก็จะตามมา การเมืองเดินหน้าตามระบบรัฐสภา ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือปลุกปั่นให้ประชาชนออกมาต่อสู้กันเองบนท้องถนน มีการชุมนุมเผาบ้านเผาเมือง เชื่อว่าทหารก็คงไม่ออกมา ที่สำคัญไม่มีอำนาจใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าอำนาจประชาชน จึงต้องยึดประโยชน์ของชาติประชาชนเป็นที่ตั้ง

กอ.รมน. ต้องอ่าน ส้มหวาน ต้องรู้ “คอมฯไทย” ยังไม่ตาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393265?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กอ.รมน. ต้องอ่าน ส้มหวาน ต้องรู้ “คอมฯไทย” ยังไม่ตาย

13 ตุลาคม 2562 – 13:25 น.
กอรมน,พคท,เจาะประเด็นร้อน,บิ๊กแดง,พลทอภิรัชต์ คงสมพง,ธง แจ่มศรี
เปิดอ่าน 4,874 ครั้ง

#กอ.รมน. ต้องอ่าน #พคท. คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ 13 ต.ค.62

********************

ปฏิกิริยาต่อบรรยายพิเศษ ในหัวข้อเรื่อง “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” ของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่หอประชุมกิตติขจร กองบัญชาการกองทัพบก ร้อนแรงเป็นพิเศษ ทั้งจากปีกสนับสนุนกองทัพ-รัฐบาลประยุทธ์ และปีกต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช.

พล.อ.อภิรัชต์ พยายามชี้เป้าว่า นักวิชาการบางคนคบคิดกับ “พวกคอมมิวนิสต์เดิม” เป็น Mastermind เป็นคลังสมองของขบวนการล้มล้างสถาบัน แต่ก็เจอการสวนกลับด้วยวาทกรรม “ปลุกผีคอมมิวนิสต์”

ข้อเท็จจริง จากการอ่านประวัติ “ธง แจ่มศรี” เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) คนที่ 4 ณ ฌาปน สถานวัดพระประโทณเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม เมื่อ 14 กรกฎาคม 2562 พบว่า พคท.ได้ยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตป่าเขาจริงๆ ช่วงต้นปี 2536

หลังธง แจ่มศรี ได้ยุบกองป่าเขตงานตะนาวศรี (เพชรบุรี-ราชบุรี) และทยอยส่งผู้ปฏิบัติกลับคืนเมือง โดยไม่มีการมอบตัว

สหายธง แจ่มศรี ก็คือหลักศิลากลางน้ำเชี่ยว ผู้นำนาวาปฏิวัติฝ่าคลื่นลมมรสุม ประคับประคองไม่ให้นาวาลำนี้จมลง แม้คลื่นลมมรสุมจะโหมกระหน่ำเพียงใด ปรากฏการณ์ของงานในวันนี้ ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า นาวาปฏิวัติลำนี้ยังไม่จม หากจมไปแล้ว ก็คงไม่ได้เห็นปรากฏการณ์ในวันนี้”

คำกล่าวในตอนท้ายของ “ลุงโชติ” ประสงค์ อรุณสันติโรจน์ อดีตกรรมการกลาง พคท. ซึ่งเป็นผู้อ่านประวัติอดีตเลขาธิการพรรคฯ ในงานฌาปนกิจธง แจ่มศรี

คอมฯ แบ่งขั้วแบ่งสี

แม้ไม่มีกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) แต่สถานะของ “คณะกรรมการบริหารพรรคฯ” ยังดำรงอยู่ ระหว่างปี 2542-2547 ลุงดิน” ธง แจ่มศรี พยายามรวบรวมสมาชิกพรรคทั่วประเทศ เพื่อเตรียมเปิดประชุมสมัชชาพรรคฯ ครั้งที่ 5

เมื่อเกิดปรากฏการณ์สนธิ ต้านระบอบทักษิณ ตามมาด้วยการรัฐประหาร 2549 ภายในคณะกรรมการบริหารกลาง พคท. ได้มีความขัดแย้งอย่างรุนแรง เกี่ยวกับการแยกมิตรแยกศัตรู

ปลายปี 2552 ธง แจ่มศรี ในฐานะเลขาธิการพรรค จึงออกแถลงการณ์ยุติบทบาทขององค์การนำชุดที่ 4 เนื่องจากอยู่มายาวนานโดยไร้ผลงาน และผิดระเบียบการพรรค เป็นการคืนอำนาจให้สหายและมวลชนในการกำเนิด “องค์การนำ” ชุดใหม่ของตนเอง ตามกระบวนการที่ระเบียบการของพรรคได้กำหนดไว้

ปี 2553 คณะกรรมการบริหารพรรคเสียงข้างมาก ไม่พอใจธง แจ่มศรี ที่กระทำการยุบองค์การนำ โดยพลการ จึงบีบให้เขาลาออกจากเลขาธิการพรรค

คณะกรรมการกลาง พคท. ฝ่ายเสียงข้างมาก นำโดย “ลุงขาบ” ไวฑูรย์ สินธุวานิชย์ และ “ลุงชิต” วินัย เพิ่มพูนทรัพย์ ได้ประกาศตั้งคณะกรรมการกลางชุดใหม่ และตั้ง “สหายวิชัย ชูธรรม” เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่

พคท.ในอุ้งมือ “ลุงขาบ” และ “ลุงชิต” มีจุดยืนต่อต้านทุนสามานย์ ต้านทุนผูกขาด พร้อมจะเดินสู่แนวทางรัฐสภา ไม่เห็นด้วยกับการวิเคราะห์สังคมไทย และแนวทางการเคลื่อนไหวใต้ดินของปีกลุงธง

ส่งไม้ต่อคนรุ่นใหม่

บั้นปลายชีวิตของธง แจ่มศรี ออกเดินสายไปตามเขตงานต่างๆ และมอบหมายให้คนใกล้ชิด ทำงานจัดตั้ง “คนรุ่นใหม่” เพราะเชื่อมั่นว่า คนรุ่นใหม่จะสามารถสานต่ออุดมการณ์ สามารถสร้างพรรคคอมมิวนิสต์ที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชนอันกว้างใหญ่ไพศาลที่สุดได้

ภารกิจ “ส่งไม้ต่อ” ให้คนรุ่นใหม่ จึงดำเนินต่อไป โดยมีการตั้้งคณะกรรมการประสานงานต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย (คปปท.) เพื่อปรับจูนความคิดและแนวทางการเมืองทุกภาคส่วนให้เป็นเอกภาพ

ปี 2556 พรรคประชาธิปไตยประชาชนไทย” (พปท.) จึงอุบัติขึ้น ดังปรากฏในเอกสารคำชี้แนะภายใน “สมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 1 ของพรรคประชาธิปไตยประชาชนไทย (พปท.) ได้เปิดประชุมอย่างเป็นทางการ และปิดลงอย่างมีชัย ณ สถานที่แห่งหนึ่งในประเทศไทย..”

องค์การนำของพรรคใหม่ยังอยู่ในสถานะ “ปิดลับ” ซึ่งในช่วงการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ได้มีการส่งผู้ปฏิบัติงานบางส่วนไปทำงานในพรรคการเมืองที่เกิดใหม่ อย่างน้อย พรรค

แผนพิทักษ์นนท์..เร็ว จบ สงบ เรียบร้อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392763?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แผนพิทักษ์นนท์..เร็ว จบ สงบ เรียบร้อย

11 ตุลาคม 2562 – 11:00 น.
สายตรวจระวังภัย,แผนพิทักษ์นนท์
เปิดอ่าน 621 ครั้ง

แผนพิทักษ์นนท์..เร็ว จบ สงบ เรียบร้อย คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ศุภชัย สินธ์ประเสริฐ 

สังคมเมืองยิ่งเจริญและขยายตัวมากเท่าไหร่ปัญหาก็ยิ่งเยอะตามมาเท่านั้น การดูแลแก้ไขปัญหาให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน หากหวังพึ่งพากำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงฝ่ายเดียวก็คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันเวลา

ด้วยเหตุนี้จังหวัดนนทบุรีภายใต้การนำของ นายไกรธวัช ทินโสม นายอำเภอเมืองนนทบุรี ซึ่งได้รับคำสั่งจากจังหวัดนนทบุรี ให้ดำเนินการจัดตั้งชุดเฉพาะกิจขึ้นมา คือ “ทีมบูรณาการศูนย์ดำรงธรรมอำเภอเมืองนนทบุรี” โดยมี นายปาริณทษ์ ซุ้นหั้ว ปลัดอำเภอนนทบุรี หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง เป็นหัวหน้าชุด เพื่อนำทีมบูรณาการลงพื้นที่ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่ตามที่ได้รับการแจ้งเข้ามาในทันที

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายปาริณทษ์ บอกว่า ทีมบูรณาการศูนย์ดำรงธรรมของอำเภอเมืองนนทบุรี ประกอบไปด้วย อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน เจ้าหน้าที่ทหารจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนนทบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนนทบุรี หรือที่สรุปง่ายๆ ก็คือ ทีมตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง มารวมตัวกันเป็นทีมเฉพาะกิจคอยทำหน้าครอบคลุมทุกอย่างถือเป็นชุด “ปะ ฉะ ดะ” โดยแท้จริง

“ที่ผ่านมาทีมบูรณาการชุดนี้มีผลงานมากมายหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการติดตามจับกุมผู้ค้า ผู้เสพยา ตั้งแต่รายย่อย ขยายผลต่อไปถึงรายใหญ่ การจับกุมผู้ลักลอบเล่นการพนัน การจับกุมวินมอเตอร์ไซค์เถื่อน หรือมาเฟียเรียกเก็บผลประโยชน์ การจับกุมแก๊งเงินกู้หมวกกันน็อกรายวัน การตรวจสอบสถานบันเทิงที่ไม่มีใบอนุญาตหรือเปิดเกินเวลา แม้กระทั่งล่าสุดการระดมกำลังเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบวาตภัยจนบ้านเรือนพังได้รับความเสียหาย ซึ่งทีมบูรณาการชุดนี้ก็ไม่เกี่ยงที่จะนำทีมลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ดูแลแบบทันทีทันใด” หัวหน้าชุดทีมบูรณาการ กล่าว

สำหรับทีมบูรณาการในแต่ละวันจะได้รับเรื่องร้องเรียนและเบาะแสต่างๆ จากประชาชนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ หลังจากนั้นทีมบูรณาการจะปรึกษาหารือและเรียงลำดับความสำคัญ หรือความจำเป็นเร่งด่วนเป็นหลักก่อนจะลงพื้นที่พร้อมกันเพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาตามสถานการณ์ อาทิ เรื่องยาเสพติด ถ้าเป็นผู้เสพก็จะคาดโทษตักเตือนให้ปรับปรุงตัว ถ้ายังทำผิดซ้ำซากก็จะถูกนำตัวส่งไปบำบัด หรือแม้แต่เรื่องเงินกู้นอกระบบที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนก็จะเรียกมาตักเตือน ห้ามใช้ความรุนแรงหรือกำลังทำร้ายร่างกาย แต่แนะนำให้ใช้ความอะลุ้มอล่วย มีความยืดหยุ่นให้แก่กัน เพื่อไม่ให้เป็นการทำผิดกฎหมาย หรือแม้การกระทบกระทั่งกันระหว่างเพื่อนบ้าน ทีมงานก็ลงไปดูแลปรับความเข้าใจไม่ให้เกิดเป็นปัญหาลุกลามจนกลายเป็นเหตุร้าย

ในส่วนของการบูรณาการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่รัฐชุดนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหลายๆ ฝ่าย โดยทีมบูรณาการจะดำเนินการจากเบาไปหนัก ตามขั้นตอน จึงทำให้ทีมบูรณาการชุดนี้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการทำงานเพียงหน่วยงานเดียว กระทั่งได้รับคำชื่นชมจากผู้บังคับบัญชาหลายหน่วยงาน

การทำงานเป็นระบบจากเบาไปหนักทำให้ปัญหาเล็กบรรเทาเบาบางลง ปัญหาใหญ่คลี่คลายไปในทางสมานฉันท์ตามแผนโครงการพิทักษ์นนท์ เร็ว จบ สงบ เรียบร้อย..!!

เตรียมรับมือ ไวรัสอหิวาต์หมู …ไทยต้านได้อีกแค่ 3 เดือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392943?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เตรียมรับมือ ไวรัสอหิวาต์หมู …ไทยต้านได้อีกแค่ 3 เดือน

11 ตุลาคม 2562 – 10:45 น.
ไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในหมู,เชื้อไวรัส,หมู,ระบาด,ถังเศษอาหารรวมมิตร,ฟาร์มเลี้ยงหมู
เปิดอ่าน 7,340 ครั้ง

เตรียมรับมือ ไวรัสอหิวาต์หมู …ไทยต้านได้อีกแค่ 3 เดือน โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

   “ไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในหมู” ระบาดไปแล้ว 30 ประเทศทั่วโลก รวมถึงเพื่อนบ้านล้อมรอบไทย ทั้งเวียดนาม พม่า ลาว กัมพูชา คำถามคือ…ฟาร์มหมูไทยจะรอดจากไวรัสตัวร้ายนี้ได้อีกนานเท่าไร !?!.. ปัจจุบันธุรกิจค้าขาย “หมู” ในไทยมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าปีละ 2 แสนล้านบาท คนไทยเลี้ยงหมู 1.8 แสนราย ผลิตสุกรได้ประมาณปีละ 15 – 20 ล้านตัว สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ วางแผนหาวิธีเยียวยารับมือผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น ส่วนแผนป้องกันคงไม่ทันแล้ว ทำได้แค่ให้ “เสียหายน้อยที่สุด”

ตั้งแต่ปี 2561 วงการธุรกิจฟาร์มหมูเอเชีย ได้รับแจ้งเตือนจากฝั่งยุโรปว่า “โรค ASF” หรือ “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร” (African swine fever) กำลังจะแพร่ระบาดไปถึง จากนั้นไม่นานจีนรายงานพบเชื้อตัวนี้ในหลายมณฑลด้วยกัน รัฐบาลจีนออกคำสั่งฆ่าหมูไปเกือบแสนตัว แต่ไม่สามารถหยุดยั้งได้ จนถึงปีนี้ต้องฆ่าหมูไปแล้วกว่า 1.1 ล้านตัว ระหว่างนั้นเชื้อก็แพร่จากจีนไปยังเวียดนาม เดือนมิถุนายน 2562 เวียดนามประกาศกำจัดหมูไปแล้วกว่า 2.5 ล้านตัว ราคาเนื้อหมูพุ่งขึ้นไป 3 เท่า

เชื้อนี้พบระบาดครั้งแรก​ปี 2464 ที่ “ประเทศเคนยา”​ ทวีปแอฟริกา กลายเป็นที่มาของชื่อ “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร” ดีเอ็นเอไวรัสร้ายกาจตัวนี้ทนทานสูง อยู่ได้ในสภาพแวดล้อมนานกว่าไวรัสทั่วไป ​หากสุกรในฟาร์มติดเชื้อ จะมีอาการไข้สูง อาเจียน ถ่ายเป็นเลือด และตายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 3-4 วัน และถ้าเลือดของสุกรที่ติดเชื้อไวรัสตกค้างในดินหรือสิ่งแวดล้อมอื่นๆ จะอยู่ได้ 1 เดือน ถ้าเป็นซากสัตว์อยู่ได้ 3​ เดือน แต่ถ้าเอาเนื้อหมูติดเชื้อไปแปรรูปเป็นไส้กรอก หมูยอ หมูแห้ง ฯลฯ จะยิ่งอยู่ได้​ไม่ต่ำกว่า 1​ ปี

โรคนี้ไม่ทำอันตรายต่อคน แต่คนเป็นตัวการสำคัญในการแพร่เชื้อนี้ไปยัง “หมู” เพราะการทิ้งเศษอาหารประเภทเนื้อหมูแปรรูป เช่น กรณีนักท่องเที่ยวทิ้งไส้กรอกหมูรมควันลงถังขยะ หรือตามห้างสรรพสินค้าที่นำเศษอาหารจากร้านต่างๆ หรือที่นักท่องเที่ยวโยนทิ้งมาเทรวมกันใส่ถังใหญ่ แล้วมีคนรับจ้างเอา “ถังเศษอาหารรวมมิตร” ไปส่งขายให้ฟาร์มหมู ทำให้การป้องกันไม่ให้มีเศษกุนเชียง ไส้กรอก หมูยอ ฯลฯ จากนักท่องเที่ยวจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้

          วงการฟาร์มสุกรของไทย พยายามเตือนให้ระวังเชื้อไวรัสตัวนี้จากอาหารแปรรูปเนื้อหมูที่นักท่องเที่ยวนำเข้ามา !

เดือนกันยายน 2562 องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) รายงานพบการระบาดแล้วประมาณ 30 ประเทศทั่วโลก ทั้งในยุโรป แอฟริกา เอเชีย รวมถึงเวียดนาม ลาว กัมพูชา ที่ผ่านมา “จีน” ถูกโจมตีว่าเป็นต้นตอการระบาด เพราะวิธีกำจัดและการขนส่งเคลื่อนย้ายหมูที่ติดโรคไม่เข้มงวดพอ ทำให้แพร่ระบาดไปประเทศอื่น

เนื่องจากการกำจัดเชื้อ “ASF​” ต้องใช้ความร้อน​ 60 องศา นาน 30 นาที หรือพ่นยาฆ่าเชื้อต่อเนื่องในฟาร์มหมูถึง 180 วัน และห้ามเลี้ยงหมูอีกอย่างน้อย 2 ปี เกษตรกรต้องพยายามดิ้นรนหาทางลดการขาดทุนจากหมูตาย ซ้ำร้ายปัจจุบัน​ยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกัน แม้นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มพยายามทดลองผลิตยาต้านไวรัส​และวัคซีน เช่น​ จีน อเมริกา สเปน อังกฤษ เกาหลีใต้​ แต่ไม่รู้จะประสบความสำเร็จเมื่อไร

วันที่ 16 กันยายน 2562 มีรายงานข่าวโรคระบาดในฟาร์มสุกรหลายพื้นที่แถวเชียงราย ทำให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ต้องรีบเข้าไปควบคุมกำจัดและฝังกลบสุกรกว่า 200 ตัว พร้อมเก็บตัวอย่างไปตรวจสอบพิสูจน์ว่าเป็นเชื้อไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในสุกรหรือไม่

          อะไรเป็นสาเหตุให้เชื้อไวรัสนี้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว แม้รัฐบาลแต่ละประเทศจะพยายามใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด สั่งกำจัดหมูติดโรคทันทีประเทศละหลายล้านตัว แต่ก็ควบคุมไม่ได้ ยังคงแพร่ระบาดไปยังพื้นที่อื่นอย่างต่อเนื่อง ?

สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านดูแลควบคุมฟาร์มสุกร อธิบายให้ทีมข่าว “คมชัดลึก” ฟังว่า ฟาร์มเลี้ยงหมูแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ “ฟาร์มแบบเปิด” มักมีขนาดเล็กหรือขนาดกลางเป็นของชาวบ้านทั่วไป กับ “ฟาร์มแบบปิด” มีขนาดใหญ่เป็นของบริษัทหรือนายทุน ซึ่งฟาร์มแบบชาวบ้านมักใช้นิยมซื้อ “ถังเศษอาหารรวมมิตร” มาให้สุกรในฟาร์มกิน และยากที่จะควบคุมไม่ให้มีส่วนประกอบจาก กุนเชียง หมูยอ หรืออาหารแปรรูปที่ทำมาจากเนื้อหมู แตกต่างจากฟาร์มหรือเล้าหมูขนาดใหญ่ที่นิยมใช้ “อาหารเม็ดสำเร็จรูป” และมีการควบคุมสิ่งแวดล้อมแบบปิดมิดชิด ทำให้เชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไปได้ยาก พร้อมกล่าวต่อว่า

“ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะควบคุมฟาร์มเล็กๆ เพราะที่จีนแม้รัฐบาลสั่งฆ่าหมูติดโรคแล้วให้ฝังกลบ แต่ก็มีเจ้าของฟาร์มจำนวนหนึ่งรู้สึกเสียดาย แอบเอาเนื้อหมูเหล่านั้นมาแปรรูปเป็นอาหารส่งขายให้ผู้บริโภค แน่นอนว่าคนซื้อกินเข้าไปไม่เป็นไร แต่กินแล้วเหลือเศษทิ้งในถังขยะ มีคนเก็บขยะรวบรวมไปให้ฟาร์มหมูขนาดเล็ก เชื้อไวรัสตัวนี้ก็แพร่มาถึง หรือแม้แต่การฆ่าหมูตายแล้วทิ้งซากในแหล่งน้ำ คนตักน้ำมาใช้ในพื้นที่เกษตรหรือไร่นา สุดท้ายน้ำที่มีเชื้อไวรัสก็วนเวียนอยู่ในชุมชน ฟาร์มหมูก็ดึงน้ำไปใช้ด้วย ก็เลยติดเชื้อกันไปใหญ่ เหมือนมีข่าวลือว่าฝั่งพม่ากำจัดหมูป่วยโรคนี้ด้วยโยนทิ้งลงแม่น้ำแถวเขตชายแดน”

ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นแนะนำต่อว่า ประเทศไทยคงยากที่จะป้องกันไม่ให้เชื้อตัวนี้เข้ามา สิ่งที่ทำได้คือพยายามวางแผนเตรียมรับมือร่วมกัน โดยเฉพาะชาวบ้านต้องไม่เสียดายหมูติดเชื้อ รีบฆ่าทิ้ง ไม่ส่งโรงเชือด และรีบฝังกลบทำความสะอาดฟาร์มอย่างน้อย 6 เดือน จึงจะเริ่มเลี้ยงใหม่ได้ รวมถึงการป้องกันไม่ใช้เศษอาหารมาเลี้ยงหมูในช่วงนี้ด้วย ส่วนภาครัฐก็ต้องช่วยเหลือเยียวยา ไม่ปล่อยให้ขาดทุนย่อยยับจนต้องแอบเอาซากหมูติดเชื้อไปขายกิน

ในวันนี้กรมปศุสัตว์ประกาศให้เป็น “วาระแห่งชาติ” เรียบร้อยแล้ว โดยมีมาตรการรับมือเชิงรุกสั่งทุกด่านทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ตรวจเข้มห้ามนำเข้าสุกรทุกชนิด รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหมูด้วยหวังสกัดกั้นไม่ให้เชื้อนี้ผ่านเข้ามาในไทย

แต่ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านนี้ส่วนใหญ่เชื่อว่า ประเทศไทยคงผนึกกำลังต้านเชื้อตัวนี้ได้อีกไม่นาน คาดว่าไม่เกินสิ้นปี 2562 หรืออีกไม่เกิน 3 เดือน เชื้อ “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร” คงระบาดถึงฟาร์มหมูไทย…ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือ การเตรียมงบประมาณเยียวยาเกษตรกรรายย่อยที่น่าจะได้รับผลกระทบหลายหมื่นฟาร์ม

คงมีเพียงกลุ่มธุรกิจขาย “อาหารเม็ด” ที่ได้กำไรเพิ่มขึ้น หากเป็นไปได้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรรีบหาวิธีผลิตหรือช่องทางขาย “อาหารเม็ด” ราคาถูกให้ฟาร์มหมูขนาดเล็กใช้แทน “เศษอาหารรวมมิตร” และช่วยส่งเสริมให้เป็นฟาร์มมาตรฐาน

ไม่ควรปล่อยให้ฟาร์มหมูของกลุ่มเจ้าสัวยักษ์ใหญ่ฉวยโอกาสนี้เข้าไปผูกขาดตลาดค้าขายหมูทั่วประเทศไทยเพียงกลุ่มเดียว !

นำหลักทำงาน กมธ. ปรับใช้กับ อบจ. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392942?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นำหลักทำงาน กมธ. ปรับใช้กับ อบจ.

11 ตุลาคม 2562 – 10:45 น.
อบจ,กมธ,วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์,ยิ้ม วิสาระดี,สภาผู้แทนราษฎรที่มีกรรมาธิการ
เปิดอ่าน 388 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

สนามเลือกตั้งท้องถิ่นที่เป็นเวทีต่อจากสนาม ส.ส.นั้น คาดกันว่าช่วงปลายไตรมาสแรกและต้นไตรมาสสอง รัฐบาลน่าจะไฟเขียวให้ กกต.กดปุ่มให้มีการหย่อนบัตร

โดยสนามที่จะประเดิมนั้นคือผู้ว่าฯ กทม. และนายกอบจ. ถัดจากนั้นก็จะเป็นเวทีของเทศบาลและอบต. ไล่ลงไป

หลากพรรคหลักมองตรงกันว่าสนามท้องถิ่นจะเป็นหนึ่งในฐานเสียงที่เสริมสร้างคะแนนของพรรคต้นสังกัดได้

พื้นที่ภาคเหนือ ตั้งแต่พรรคไทยรักไทยแจ้งเกิดบนเวทีการเมือง สามารถปักธงไว้ได้เกือบหมด แม้วันนี้สภาพการณ์จะเปลี่ยนไป แต่กระแสนิยมไทยรักไทยที่วันนี้อยู่ในชื่อพรรคเพื่อไทย (พท.) ยังคงได้รับความนิยม แม้จะมีคู่แข่งหน้าใหม่ที่ชื่อพรรคพลังประชารัฐเข้ามาเบียดพื้นที่ภาคเหนือในการเลือกตั้งครั้งนี้ไปได้ก็ตาม ดังนั้นแกนนำพรรคที่อยู่ในประเทศ รวมทั้งคนที่อยู่ต่างแดน มีข้อสรุปตรงกันว่า จากนี้ไปพื้นที่ภาคเหนือจะสูญเสียให้คู่แข่งไม่ได้เป็นอันขาดแม้แต่เวทีเดียว

ช่วงนี้แกนนำพรรคได้เช็กกระแสผู้สมัครที่มีโอกาสปักธงพรรคไว้แล้ว และคนที่มีความพร้อม พท.ก็จะเปิดตัว

โดยคนแรกๆ ที่ พท.เคาะให้ได้สิทธิเป็นผู้ชิงตำแหน่ง “นายกอบจ.เชียงใหม่” ไปแล้วคือ ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร อดีต ส.ว.เชียงใหม่ ส่วนบ้านใกล้เรือนเคียงคือ จ.เชียงราย “ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ อดีต ส.ส.สองสมัย พร้อมอาสาลงสมัครชิงเก้าอี้ตัวนี้ในพื้นที่บ้านเกิด

วิสาระดี คือบุตรสาวของ วิสาร เตชะธีราวัฒน์ อดีตส.ส.เชียงรายหลายสมัย และเคยเป็น รมช.มหาดไทย สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวมทั้งยังมีความใกล้ชิดกับ ยงยุทธ ติยะไพรัช มาหลายปี

วิสาระดี คือสะใภ้ของ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนปัจจุบัน

ดังนั้นโอกาสของอดีต ส.ส.สองสมัยคนนี้ที่จะลงสนามปักธงเพื่อไทยในเชียงรายนั้น น่าจะมีสิทธิ์สูงยิ่ง

วิสาระดี กล่าวกับเครือเนชั่นในการเปิดตัวเบื้องต้นกับชาวเชียงรายไปบ้างแล้ว และรอเพียงการอนุมัติของพรรคต้นสังกัด ดังนั้นวิสัยทัศน์ในการอาสาทำหน้าที่นายกอบจ.เชียงรายครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้าง ติดตามที่นี่

      ทำไมสนใจลงสมัครนายกอบจ.
“เคยทำหน้าที่ ส.ส.สองสมัยมาแล้ว การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาไม่ได้ลงสมัคร ส.ส. จึงมีเวลาลงพื้นที่เยอะขึ้นเพราะครอบครัวก็เป็นครอบครัวนักการเมือง ได้พบว่า เมื่อตัวเองเคยทำงานการเมืองระดับชาติมาแล้วสองสมัยวันนี้ขออาสาทำงานการเมืองท้องถิ่นบ้าง เชื่อว่าศักยภาพของตัวเองและทีมงานที่ทาบทามไว้จะพัฒนาเชียงรายได้ดีขึ้น เพราะบางสิ่งบางอย่างแม้ว่าการได้เป็น ส.ส.นั้นมีโอกาสผลักดันการแก้ปัญหาของพื้นที่ได้ แต่ความจริงมันค่อนข้างยาก แต่เมื่อได้มาศึกษาข้อเท็จจริงพบว่าหากเราเป็นตัวแทนของชาวบ้านในระดับท้องถิ่นคือ อบจ. และแก้ปัญหาของจังหวัดเราเอง ด้วยตัวของเราและทีมงานที่เป็นคนในพื้นที่ น่าจะตอบโจทย์ตรงจุดกว่า

คนเก่งๆ ใน จ.เชียงราย มีมาก ได้ทาบทามมาร่วมงานไว้เบื้องต้นแล้ว หากพรรคให้โอกาสลงสมัครและได้รับความไว้วางใจจากชาวเชียงราย จะนำเสนอการบริหาร อบจ.รูปแบบใหม่ ซึ่งได้ศึกษารูปแบบการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรที่มีกรรมาธิการ(กมธ.)ที่เป็นเสมือนตัวแทนประชาชนไว้รับฟังปัญหาและสะท้อนต่อรัฐสภาให้แก้ไข รวมทั้งส่งต่อให้รัฐบาล

ดังนั้นจะนำเอารูปแบบเดียวกันมาปรับใช้ คือให้ ส.อบจ.แต่ละท่านทำงานในรูปแบบ กมธ. ตามความถนัด แล้วเชิญปราชญ์ชาวบ้าน นักวิชาการ ตัวแทนชาวบ้านมาเป็น กมธ.ด้านต่างๆ ของ อบจ.เชียงราย เช่นด้านการศึกษา ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เวลาชาวบ้านมาร้องเรียน กมธ.ชุดนี้ก็รับเรื่องและดำเนินการแก้ไขปัญหาได้เลย เพราะรู้ถึงสาเหตุปัญหาจริง คณะผู้บริหารอบจ.ก็รับข้อเสนอแนะของกมธ.นี้มาใช้ แล้วก็จะมีเวลาคิดงานอื่นๆ ที่สร้างประโยชน์ให้พื้นที่ได้มากขึ้น

แนวทาง กมธ.ที่ระบุข้างต้น หากทำในพื้นที่ อบจ.เชียงรายได้ผลดีก็จะเสนอเป็นตัวอย่างให้ อบจ.อื่นๆ นำไปใช้แก้ปัญหาของจังหวัดนั้นๆ”

   ช่วงนี้ทำอะไรบ้าง
“วันนี้ทำหน้าที่ผู้จัดการทีมฟุตบอลสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ดิฉันมีความภูมิใจในสโมสรบ้านเกิด ทีมฟุตบอลก็มีอะคาเดมีที่นำน้องๆ หลายรุ่นมาอบรมฟุตบอลเยาวชน พวกเขามาอยู่ด้วยกันก็เสมือนคนในครอบครัว บางคนมีโอกาสเล่นฟุตบอลอาชีพ บางคนแม้ไม่ได้รับสิทธิ์นั้นแต่ก็มีทักษะฟุตบอลและความเป็นนักกีฬาติดตัว ตรงนี้เหมือนว่าเราสร้างความฝันของคนเชียงรายให้เป็นจริง

วันนี้ฝันของคนเชียงรายคือฝันของดิฉันที่จะทำฝันนั้นให้เป็นจริง ตัวอย่าง เอกนิต ปัญญา เป็นนักเตะในทีมสิงห์ เชียงรายยูไนเต็ด เป็นคนเชียงรายโดยกำเนิด ก็เป็นเด็กเตะบอลทั่วไป แต่ฝันว่าจะเล่นในระดับอาชีพ วันนี้ดิฉันดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฝันของเด็กเชียงรายเป็นจริง ใครอยากเป็นนักกีฬาอาชีพ ใครอยากเป็นแม่ค้าออนไลน์ ใครอยากเปิดร้านกาแฟ ใครอยากเป็นเกมเมอร์ ฝันอะไร ดิฉันจะช่วยคนเชียงรายไปสู่ฝันนั้น”

แนวทางดึงคนเก่งที่เป็นคนเชียงรายกลับมาทำงานในพื้นที่จะทำแบบใด
“คนเก่งๆ ที่เป็นคนเชียงรายนั้น อยากจะดึงพวกเขากลับมาพัฒนาเชียงรายให้ก้าวหน้า ดิฉันมีคอนเนกชั่นหลายด้านที่จะดึงมาช่วยเสริมศักยภาพของคนรุ่นใหม่เชียงรายให้มาทำงานในบ้านเกิด ไม่ใช่ว่าไปเรียนแล้วทำงานในต่างถิ่น หากเราสร้างงานและโอกาสให้พวกเขามาทำงานที่บ้านเกิด มันจะดีกว่าหรือไม่

เพราะคนเรานั้นหากได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก จะมีประสิทธิภาพมากกว่า และการได้อยู่กับคนในครอบครัว มันก็สร้างเชียงรายที่อบอุ่นและดีขึ้นได้ มีผลการศึกษาจากต่างประเทศว่าเมื่อคนได้ทำงานตามความต้องการของตนเองอย่างแท้จริง ผลผลิตที่ได้จะเพิ่มมากขึ้นถึง 30% ดิฉันจึงจะนำเอานโยบายกองทุนคนเปลี่ยนงานของพรรคเพื่อไทยมาปรับใช้ในระดับจังหวัด ด้วยโครงการนี้จะทำให้คนสามารถย้ายไปอยู่ในงานที่ตนต้องการจริงๆ ประกอบกับการสร้างงานเพิ่ม เชียงรายจะมุ่งสู่สังคมที่เรียกว่า zero unemployment หรือมุ่งสู่สังคมไร้การว่างงาน เมื่ออยู่บ้านแล้วมีงานทำ อยู่ได้อย่างเพียงพอ คนก็จะกลับมาสู่บ้านเกิด สร้างสังคมที่เป็นสุข

ขณะเดียวกันเชียงรายนั้นถือว่าเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมหลายด้าน ทั้งศิลปวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ประตูการค้าชายแดน วันนี้โลกใช้การสื่อสารออนไลน์กันมาก หากเรายกระดับและปักหมุดเชียงรายให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวหลักของภาคเหนือและประเทศได้นั้น รายได้จะเข้ามามาก

หวังไว้ว่าในสี่ปีข้างหน้าจะทำให้เชียงรายเป็นเมืองระดับโลกด้านการท่องเที่ยวให้ได้ เพราะการท่องเที่ยวจะมีหลายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องต่อเนื่อง เช่น ที่พัก อาหาร ของที่ระลึก ระบบคมนาคม การจ้างงาน และยังกระจายไปยังกลุ่มจังหวัดอื่นๆ ในพื้นที่ให้รายได้ตรงนี้กระจายไปด้วย”

    สถานการณ์การแข่งขันของคู่แข่งเป็นอย่างไร
“พอจะทราบว่า มีหลายคนที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นสนใจที่จะลงสมัคร แต่ดิฉันแจ้งแกนนำพรรคไปแล้วว่าสนใจที่จะทำงานพัฒนาบ้านเกิดในตำแหน่งนี้ หากพรรคให้โอกาสก็หวังว่าสิ่งที่นำเสนอไปนั้นจะพัฒนาบ้านเกิดได้แบบก้าวกระโดด และยังจะเป็นจังหวัดนำร่องในการเอานโยบายของพรรคเพื่อไทยมาทดลองใช้ในระดับจังหวัดอีกด้วย”

สามพรานเดือด “เผดิมชัย” เชี่ยวโซเชียลสู้พรรคส้ม-ฟ้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392918?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สามพรานเดือด “เผดิมชัย” เชี่ยวโซเชียลสู้พรรคส้ม-ฟ้า

11 ตุลาคม 2562 – 10:05 น.
เจาะประเด็นร้อน,สามพรานเดือด,เลือกตั้งซ่อม
เปิดอ่าน 1,638 ครั้ง

#เลือกตั้ง #สามพรานเดือด คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 11 ต.ค.62

**************************

สนามเลือกตั้งสามพราน 3 ผู้สมัครตัวเต็ง งัดกลยุทธ์หาเสียงผ่านโซเชียลมีเดีย ควบคู่กับการเดินเคาะประตูบ้าน ปลุกกระแสเลือกตั้งให้คึกคัก

“ไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร” อนาคตใหม่ เบอร์ 6 ยังโฟกัส “วัดเรตติ้งประยุทธ์” ผ่านคูหาเลือกตั้ง ส่วน “สุรชัย อนุตธโต” ประชาธิปัตย์ เบอร์ 3 เน้นเลือกคนสามพรานเพื่อสามพราน และ “เผดิมชัย สะสมทรัพย์” ชาติไทยพัฒนา เบอร์ 1 ออกลูกขยัน และลูกอ้อนขอเป็นหนึ่งในใจชาวบ้าน

ลุงเตี้ย” หัวใจหนุ่ม

ตระกูล “สะสมทรัพย์” เติบโตมาในยุคการเมืองอะนาล็อก เมื่อเจอการเมืองดิจิทัลก็ปรับตัวไม่ทัน เลือกตั้งซ่อมหนนี้ “เผดิมชัย สะสมทรัพย์” จึงตั้งทีมงานสื่อดิจิทัลมาโดยเฉพาะ มีทั้งเพจ “เผดิมชัย สะสมทรัพย์”และเพจ ศูนย์ประสานงาน เผดิมชัย สะสมทรัพย์”

ยกตัวอย่างเมื่อ 9 ตุลาคม 2562 แอดมินเพจศูนย์ประสานงาน เผดิมชัย สะสมทรัพย์ โพสต์ว่า อายุมากไม่ใช่จุดอ่อน แต่เป็นจุดแข็ง!! เพราะเผชิญมาทุกปัญหา..”

หรือเมื่อ 6 ตุลาคม 2562 มีภาพเผดิมชัยพบปะชาวบ้านอย่างเป็นกันเอง แอดมินเพจโพสต์ “ขอบคุณที่ต้อนรับเป็นอย่างดีนะคะ แอดมินปลื้ม”

นี่เป็นความแปลกใหม่ของนักการเมืองอาวุโสที่มั่นอกมั่นใจมากว่า เที่ยวนี้จะต้องกู้ศักดิ์ศรีคืนกลับมาให้ได้

ปกติเผดิมชัยไม่เดินมากขนาดนี้

กลยุทธ์โซเชียลเหมือนการยิงปืนใหญ่ แต่โค้งสุดท้ายคงเป็นหน้าที่ของ “หน่วยตะลุมบอน” ที่จะลุยทุกหมู่บ้านทุกตำบล นำโดย “หนึ่ง” จิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ หัวหน้า ส.จ.กลุ่มชาวบ้าน

อย่าประมาทลุงเตี้ย อายุเยอะแต่ก็เล่นโซเชียลเป็นเหมือนกัน

ทีมโซเชียลก็มา

ลูกหนังนำการเมือง

จริงๆ แล้ว ตระกูล “สะสมทรัพย์” ก็เหมือนตระกูลการเมืองหลายจังหวัดที่สร้างทีมลูกหนังเป็นธงนำ นั่นคือ “สโมสรฟุตบอลนครปฐม  ยูไนเต็ด” ที่บริหารโดย พาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์” แห่งบริษัท สโมสรฟุตบอลนครปฐม จำกัด

ปัจจุบัน “พาณุวัฒณ์” และภรรยา มาดามหน่อย” ชุตินันศ์ สะสมทรัพย์ ปั้นทีมนครปฐม ยูไนเต็ด จากไทยลีก 4 ขยับมาเป็นรองแชมป์ไทยลีก 3

เผดิมชัยกับหลานชาย จิรวัฒน์

วันก่อน “มาดามหน่อย” ได้โพสต์ภาพ “ลุงเตี้ย” กับหลานๆ ในอาณาจักร The King Tiger Academy ผ่านเฟซบุ๊ก Chutinan Sasomsub พร้อมบรรยายว่า “#รักคุณลุงคุณลุงน่ารัก คุณลุงใจดี..”

ย้อนไปเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 ที่สนามฟุตบอลโรงเรียนวัดท่าพูด อ.สามพราน จ.นครปฐม เผดิมชัย สะสมทรัพย์ ร่วมกับ จำรัส ตั้งตระกูลธรรม นายกเทศมนตรีเมืองไร่ขิง เปิดตัว “ท่าพูด อคาเดมี” โดยมีศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย อดีตผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย และ “ก้องภพ สรงกระสินธ์” พ่อของ “เมสซีเจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ มาร่วมมือกันสร้างเยาวชนรุ่นอายุ 10-12 ปี สู่ทีมนครปฐม ยูไนเต็ด และทีมชาติไทย

ครอบครัว “เมสซีเจ” เป็นคนสามพราน และชอบกีฬาลูกหนัง จึงมาร่วมสานฝันกับเผดิมชัย

ธนาธร-ปชป.ลุยหนัก

ด้านพรรคสีส้ม ทีมงานโซเชียลเยี่ยมวรยุทธ์อยู่แล้ว แต่หากไปดูสมัยที่ “จุมพิตา จันทรขจร” หาเสียง กลับใช้พื้นที่เฟซบุ๊กน้อยมาก ด้วยหวังพึ่งจากทีมสื่อดิจิทัลส่วนกลางมากกว่า

ธนาธรเตรียมลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย

ตรงกันข้ามกับสามี “ไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร” ที่ใช้เฟซบุ๊กอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ด้านหนึ่ง “ป๋วย ไพรัฏฐโชติก์” ผ่านสมรภูมิ ตุลาและป่าเขามาแล้ว จึงตกผลึกทางความคิด

“ป๋วย” แจ้งผ่านเฟซบุ๊กว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จะเดินทางมาลงพื้นที่สามพรานอีกครั้งระหว่างวันที่ 12-15 ตุลาคม 2562

ฝ่ายพรรคสีฟ้า ก็มีแกนนำพรรคเวียนไปช่วยหาเสียง สุรชัย อนุตธโต” แทบทุกวัน  โดยเฉพาะ สาธิต ปิตุเตชะ” ถอดหัวโขน รมช.สาธารณสุข สวมบทรองหัวหน้าพรรคและแม่ทัพเลือกตั้งนครปฐม จะแวบไปหาเสียงช่วยสุรชัยบ่อยมาก

สาธิต ปิตุเตชะ แม่ทัพ ปชป. มาสามพรานบ่อยมาก

พลพรรครักสีฟ้าในแถวมหาชัยก็ข้ามเขตมาช่วยกันเพราะมั่นใจว่า เที่ยวนี้ ปชป.ชนะแน่ เพราะหวังได้คะแนนเสียงจาก ระวัง เนตรโพธิ์แก้ว อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐมาเติมของเก่า

เหลืออีกเวลาอีกไม่นานผลแห่งศึกสามสามพรานคงได้รู้กัน..หวยจะออกสีฟ้า สีส้ม และสีสะสมทรัพย์

การลงโทษทางวินัยต้องเหมาะสมกับพฤติการณ์การกระทำผิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392936?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การลงโทษทางวินัยต้องเหมาะสมกับพฤติการณ์การกระทำผิด

11 ตุลาคม 2562 – 09:18 น.
เรื่องน่ารู้วันนี้กับคดีปกครอง,ลงโทษทางวินัย,ข้าราชการ
เปิดอ่าน 2,684 ครั้ง

การลงโทษทางวินัยต้องเหมาะสมกับพฤติการณ์การกระทำผิด  คอลัมน์… เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

 “ข้าราชการ รวมถึงลูกจ้างของส่วนราชการ” ต้องระมัดระวังความประพฤติของตน ทั้งในการปฏิบัติ “หน้าที่ราชการ” และ “เรื่องส่วนตัว” โดยไม่กระทำการใดที่สุ่มเสี่ยงทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งอาจเป็นความผิดวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงอันนำไปสู่การถูกลงโทษได้

สำหรับโทษที่จะลงได้สำหรับการกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ก็คือ ปลดออกและไล่ออก ส่วนโทษที่จะลงได้ในการกระทำความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงก็คือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน และลดเงินเดือน ส่วนลูกจ้างประจำของส่วนราชการ คือ ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ.2537 โดยข้อ 52 กำหนดว่าลูกจ้างประจำผู้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกได้

ตามความร้ายแรงแห่งกรณี … ทั้งนี้การพิจารณาพฤติการณ์การกระทำความผิดกับระดับโทษนั้นจะต้องมีความเป็นธรรมและเหมาะสมกันด้วย โดยจะพิจารณาตามข้อเท็จจริงรวมถึงพฤติการณ์ของการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นเป็นกรณีๆ ไปครับ….

เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง เป็นกรณีที่ลูกจ้างประจำของกรมชลประทานถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดำเนินคดีฐานร่วมกันเล่นการพนันไฮโลเอาทรัพย์สินกันโดยผิดกฎหมายและศาลมีคำพิพากษาลงโทษปรับ ต่อมาผู้บังคับบัญชาได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และมีคำสั่งลงโทษปลดออกจากราชการเนื่องจากเป็นการกระทำอันได้ชื่อว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงซึ่งถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยข้อ 52

          ประเด็นที่น่าสนใจในคดีนี้ก็คือพฤติการณ์การกระทำของลูกจ้างดังกล่าวถือเป็นการกระทำความผิดวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือไม่? และการลงโทษปลดออกจากราชการเหมาะสมกับการกระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่?

ข้อเท็จจริงในคดีนี้มีว่า…ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเป็นลูกจ้างประจำของกรมชลประทาน โดยผู้ฟ้องคดีที่ 1 และผู้ฟ้องคดีที่ 3 ทำหน้าที่ในตำแหน่งรักษาอาคาร ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ทำหน้าที่ในตำแหน่งคนงาน ผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้ร่วมเล่นการพนันไฮโลกับผู้เล่นอื่นรวมจำนวน 11 คน ในวันหยุดโดยใช้สถานที่ราชการและถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวดำเนินคดี โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้ให้การรับสารภาพและศาลแขวงมีคำพิพากษาลงโทษปรับคนละ 1,000 บาท

ต่อมาอธิบดีกรมชลประทานได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีคำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีทั้งสามออกจากราชการ ผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อ อ.ก.พ. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่ถูกยกอุทธรณ์ จึงได้ยื่นฟ้องอธิบดีกรมชลประทาน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และอ.ก.พ. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ต่อศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีทั้งสามออกจากราชการ และมติที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่าเมื่อพิจารณาถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ฟ้องคดีทั้งสามที่เป็นเพียงลูกจ้างประจำ ไม่ได้มีหน้าที่ในการกวดขันการกระทำผิดกฎหมาย โดยมีหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลอาคารของหน่วยงาน ไม่ได้มีหน้าที่ติดต่อหรือบริการประชาชนโดยตรง และในการกระทำผิดไม่ได้เป็นเจ้ามือ เจ้าสำนักหรือเล่นการพนันเป็นอาจิณ และความผิดดังกล่าวได้กระทำนอกเวลาราชการมิได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ประกอบกับเมื่อพิจารณาแนวทางการลงโทษกรณีการกระทำความผิดลักษณะดังกล่าว ซึ่ง ก.พ. ในฐานะเป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของส่วนราชการต่างๆ ที่ได้รวบรวมแนวทางการลงโทษ ที่ปรับบทความผิดและกำหนดระดับโทษได้อย่างเหมาะสม ซึ่งกรณีการเล่นการพนันนั้นมีการลงโทษตัดเงินเดือนและลงโทษลดเงินเดือน การลงโทษผู้ฟ้องคดีทั้งสามจึงต้องคำนึงถึงระดับโทษที่ส่วนราชการอื่นลงโทษด้วย สำหรับแนวทางการลงโทษตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2546 ซึ่งถือเป็นเพียงคำแนะนำให้ส่วนราชการนำไปประกอบการพิจารณา และหาได้หมายความว่าข้าราชการผู้ใดกระทำผิดฐานเล่นการพนันแล้วจะต้องเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงทุกกรณี

ดังนั้นการกระทำของผู้ฟ้องคดีทั้งสามจึงยังไม่อาจถือได้ว่ากระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามข้อ 46 ของระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ.2537 แต่เป็นความผิดวินัยฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว ตามข้อ 46 วรรคหนึ่ง ของระเบียบฉบับเดียวกัน ซึ่งผู้บังคับบัญชามีอำนาจสั่งลงโทษให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดได้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 วินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสามมีความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงและลงโทษปลดออกจากราชการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย มติที่ยกอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยวางแนวทางในการปฏิบัติราชการที่ดีสำหรับผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษทางวินัย โดยจะต้องกำหนดโทษให้เหมาะสมกับพฤติการณ์การกระทำความผิด โดยพิจารณาจากตำแหน่งหน้าที่ของข้าราชการหรือลูกจ้างแต่ละประเภท ประกอบกับความรู้สึกของสังคมที่มีต่อพฤติการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้จะต้องนำแนวทางการกำหนดโทษที่องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของส่วนราชการนั้นๆ มาพิจารณาประกอบกันด้วยเพื่อให้การใช้ดุลพินิจลงโทษเป็นไปอย่างเหมาะสมสอดคล้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน … ครับ !

          (ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดของคดีได้จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 142/2559 และปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 รวมทั้งสืบค้นบทความเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

อีกด้านของ 6 ตุลา คือความคิดซ้ายจัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392931?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อีกด้านของ 6 ตุลา คือความคิดซ้ายจัด

11 ตุลาคม 2562 – 09:05 น.
ชูธงทวนกระแส,6 ตุลา,พิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา,พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
เปิดอ่าน 481 ครั้ง

อีกด้านของ 6 ตุลา คือความคิดซ้ายจั คอลัมน์… ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว 

ผ่านไปแล้ว งานรำลึกครบรอบ 43 ปี 6 ตุลา 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งปีนี้มีการจัดนิทรรศการ “ประจักษ์ | พยาน” มีการนำหลักฐานบางชิ้นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 มาจัดแสดงเช่น ประตูแดง นครปฐม ที่เป็นสัญลักษณ์สะท้อนความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้นำแรงงาน, ลำโพงวันที่ 6 ตุลา ที่มีร่องรอยของกระสุนปืนลูกซอง รวมถึงเครื่องแต่งกายของ ดนัยศักดิ์ เอี่ยมคง นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง ที่ใส่เข้าร่วมชุมนุมและเสียชีวิตในเหตุการณ์

หลักฐานทั้งหมดจะถูกรวบรวมในโครงการจัดตั้ง “พิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา” เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งข้อมูล เพื่อขยายพื้นที่ความเข้าใจของคนในสังคม

ผู้ประสานงานโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา แถลงว่า ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องอดีต แต่เป็นเรื่องของปัจจุบัน เราอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ และผู้ที่สนใจ มีส่วนร่วมในการจัดแสดง ทั้งหลักฐาน สิ่งของ วัตถุ เรื่องเล่า มาจัดกิจกรรมการศึกษา เช่น นิทรรศการ เสวนาและเวิร์กชอบ เพื่อให้เรื่องราวของวันที่ 6 ตุลา ได้ถูกนำมาพูดถึงอีกครั้ง

“พิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา” เป็นความคิดริเริ่มที่ดี แต่อยากฝากให้มีการนำเรื่องราวใน “ปีกซ้าย” มาบันทึกไว้ด้วย เพราะเป็นส่วนหนึ่งในสายธารประวัติศาสตร์ช่วง 14 ตุลาคม 2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519

ดังที่รู้กัน ผลของกรณี 14 ตุลาคม ทำให้ประชาชนไทยได้รับสิทธิเสรีภาพ และนำมาซึ่งระบอบประชาธิปไตยตามวิถีทางรัฐสภา และก่อให้เกิดความตื่นตัวด้านสิทธิประชาธิปไตยครั้งใหญ่แก่ประชาชนทุกระดับ

งาน 43 ปี 6 ตุลา

การเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษายังดำเนินต่อไป โดยทิศทางเปลี่ยนจากการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยไปสู่เป้าหมายอื่นมากยิ่งขึ้น รวมถึงปัจจัยที่นำไปสู่กรณี 6 ตุลา เช่นการเฟื่องฟูของอุดมการณ์สังคมนิยม

คนรุ่นไหนก็ตามที่ศึกษาประวัติศาสตร์ ด้วยหัวใจเปิดกว้าง ย่อมไม่ปฏิเสธการมีอยู่จริงของ “ขบวนการซ้ายไทย” และการเคลื่อนไหวใต้ดินของ “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” 

เนื่องจากชัยชนะของกรณี 14 ตุลา ทำให้การผูกขาดทางความคิดโดยรัฐพังทลายลง และเป็นครั้งแรกที่สังคมไทยมีเสรีภาพทางความคิดเต็มที่ ความรู้และความคิดแบบสังคมนิยมที่เคยเป็นความคิดต้องห้ามมาแต่การรัฐประหาร 2500 จึงได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง

รูปธรรมที่เห็นชัดเจนคือนิทรรศการจีนแดง โดยองค์การนักศึกษาธรรมศาสตร์ ที่หอประชุมใหญ่ เมื่อวันที่ 23-29 มกราคม 2517 มีผู้คนเข้ามาชมล้นหลาม จนต้องขยายวันจัดงานออกไป

นอกจากนี้ ยังมีหนังสือที่เสนอความรู้เกี่ยวกับจีนและแนวทางสังคมนิยม พิมพ์เผยแพร่ในนามสำนักพิมพ์ต่างๆ เปรียบประดุจร้อยบุปผาบานพร้อมพรัก ร้อยสำนักประชันแข่งใจ เช่น  คติพจน์เหมาเจ๋อตง, สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตง, โฉมหน้าจีนใหม่ และอื่นๆ อีกมาก

มินับรวมหนังสือแนวทฤษฎีการเมืองที่อ่านเข้าใจยากอย่าง คำประกาศพรรคคอมมิวนิสต์, หลักลัทธิเลนิน และแนวคิดสังคมนิยมในยุโรปตะวันออก

เรื่องที่เกี่ยวกับการต่อสู้ของประชาชนอินโดจีนก็มีจัดการพิมพ์รวมเล่มออกมาขาย และหนังสือที่ขายดีเล่มหนึ่งคือ เช กูวารา นายแพทย์นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2516 และต้องตีพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง

ต้นปี 2519 การปะทะทางความคิดระหว่าง “ปีกซ้าย” กับ “ปีกขวา” มีความแหลมคมและรุนแรงขึ้น ได้เกิดปรากฏการณ์ “หนังสือเล่มเล็ก” ราคาเล่มละ 2-5 บาท วางขายอยู่ข้างหอประชุมใหญ่ ธรรมศาสตร์ และตามเวทีการชุมนุมมวลชน

มีข้อน่าสังเกตว่า หนังสือเหล่านี้รวบรวมมาจากเอกสารเผยแพร่ในวงปิดลับ เช่น “หนทางการปฏิวัติไทย เอกราช ประชาธิปไตยที่แท้จริง มิใช่จะได้มาด้วยการลัทธิปฏิรูป หากด้วยการปฏิวัติ”, “ใต้ธงปฏิวัติ”, “การปฏิวัติประเทศไทย”, “สงครามปฏิวัติ”, “วีรชนปฏิวัติ” และ “นอร์แมน เบทูน นายแพทย์นักรบจิตใจสากลนิยมผู้ยิ่งใหญ่”

หนังสือเล่มเล็ก มีเนื้อหายกย่องการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธในเขตป่าเขา ว่าเป็นแนวทางเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมไทยได้อย่างถึงรากถึงโคน

เมื่อเราตัดสินใจเดินหน้าชำระประวัติศาสตร์ ก็ควรศึกษาให้ครบทุกด้าน มิใช่เจาะจงเอาเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 มิได้เกิดขึ้นลอยๆ ไม่มีที่มาที่ไป