ของดี ไม่มีวันตาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392928?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ของดี ไม่มีวันตาย

11 ตุลาคม 2562 – 08:53 น.
ชิมช้อปใช้,ของดีไม่มีวันตาย,ประชาชน,ประชานิยม,ลุงตู่,พลประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 224 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม 2562

กำลังจับจ่ายใช้สอยกันอย่างสนุกมือสำหรับโครงการ “ชิมช้อปใช้” หนึ่งในมาตรการพยุงเศรษฐกิจที่ “รัฐบาลลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เสิร์ฟโปรแรงด้วยการเสกแบงก์พันจำนวน 1 หมื่นล้านบาทเข้ากระเป๋าตังค์คนไทย 10 ล้านคนไปแบบสบายๆ มิหน้ำซ้ำยังไม่ทันข้านเดือน “รัฐบาล” ออกมาประกาศแบบรัวๆ ว่ากำลังผุดมาตรการ “ชิมช้อปใช้” เฟส 2 ตามมาติดๆ หลังจากเฟสแรกประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ส่วนรูปแบบจะเป็นอย่างไรกำลังอยู่ระหว่างพิจารณา แต่เบื้องต้นประมาณการว่า รัฐบาลจะเปลี่ยนรูปแบบการแจกเงินเป็นอย่างอื่นแทน

“ใครว่าของฟรีไม่มีในโลก”...งานนี้แม้รัฐบาลต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลจนกระเป๋าแทบปริ แต่สิ่งที่ได้รับกลับคืนมาคือ “เรตติ้ง” แรงๆ ด้านบวกจากประชาชนที่เข้าร่วมโครงการนี้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเมื่อรัฐบาลเริ่มตัดสายสะดือดำเนินโครงการดังกล่าว บรรดาฝ่ายค้าน นักวิชาการ และคนบางกลุ่มต่างออกมาค่อนแคะว่า “ชิมช้อปใช้” เป็นโครงการประชานิยมแบบง่าวๆ ที่รัฐบาลกำลังละลายเม็ดเงินกองมหึมาลงในแม่น้ำโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะตามมาในอนาคตจากการใช้งบประมาณแบบสุรุ่ยสุร่าย และสะเปะสะปะ

นอกจากนี้ฝ่ายค้านยังเปิดแผลสดด้วยการตั้งข้อสังเกตเรื่องความไม่โปร่งใสให้เห็นว่า รัฐบาลใช้ช่องโหว่ของโครงการชิมช้อปใช้เพื่อเปิดทางให้คนที่อยู่เหนือห่วงโซ่อาหารเข้ามาตักตวงหาผลประโยชน์…โดยเฉพาะบรรดาซูเปอร์มหาเศรษฐีเจ้าของกิจการยักษ์ใหญ่ที่เข้ามาผูกปิ่นโตเถาใหญ่ในโครงการดังกล่าวจนทำให้กระเป๋าตุงไปตามๆ กัน ซึ่งตรงนี้อาจเป็นจุดด่างเล็กๆ ของรัฐบาลที่ทำให้ใครหลายคนเกิดความกังขา แม้ว่าการเข้ามาในระบบของบรรดาเจ้าสัวเหล่านั้นจะชอบธรรมและถูกต้องตามกฎระเบียบที่วางไว้ก็ตาม

เป็นการชำแหละข้อเสียของโครงการ “ชิมช้อปใช้” ให้เห็นเป็นฉากๆ แต่ในความเป็นจริงอยากบอกกลับไปตรงๆ ว่า “ใครจะแคร์” เพราะตราบใดที่เงินทุกบาททุกสตางค์จากโครงการประชานิยมดังกล่าวส่งตรงไปถึงมือประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ขาดตกบกพร่องไปแม้แต่เศษเสี้ยวสลึง…ส่วนตัวถือว่า “โอเคนะ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจฝืดเคือง การปัดเป่าทุกข์เข็ญของคนในชาติเป็นเรื่องสำคัญสุด ดังนั้นหากสิ่งใดที่รัฐบาลทำแล้วเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนก็ควรเร่งทำให้ถึงที่สุด แม้ในบางครั้งต้องจำใจกลืนเลือดตัวเองไปบ้างก็ตาม ซึ่งตรงนี้เราคงต้องให้เครดิตแก่รัฐบาล ไม่ใช่มัวตั้งหน้าตั้งตาจับผิด หรือก่นด่ากันตะพึดตะพือ

ที่พูดไม่ใช่จะโลกสวยเอาแต่ยกยอปอปั้นโครงการ “ชิมช้อปใช้” ของลุงตู่แบบไม่ลืมหูลืมตา เพราะส่วนตัวไม่ได้ต้องการเห็นคนไทยเสพติดโครงการ “ประชานิยม” ใดๆ ทั้งสิ้น แต่ที่คล้อยตามผ่อนผันเพราะเหตุผลเดียวคือ อะไรที่ถึงมือ “ประชาชน” ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องดีๆ ที่น่าสรรเสริญ เพราะในอดีตที่ผ่านมาคนไทยคงได้เห็นแล้วว่า โครงการ “ประชานิยม” ไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาลใด หากตอบโจทย์ทำให้ประชาชนทุกชนชั้นอยุู่ดีมีสุข ขอให้เชื่อขนมกินได้เลยว่า โครงการเหล่านี้จะไม่มีวันสิ้นสลายไปจากประเทศไทยอย่างแน่นอน…หากไม่ยังอินขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ เช่น “โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค” ของรัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ทุกวันนี้ยังเป็น “ของดีไม่มีวันตาย” อยู่ยั้งยืนยงยาวนานยิ่งกว่าผู้ริเริ่มนโยบายที่ตอนนี้จางหายจากไปไกลแล้ว…

ช่วงช่วง-หัวใจล้มเหลวบทพิสูจน์ความสัมพันธ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392824?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

11 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
ช่วงช่วง,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,หัวใจล้มเหลว
เปิดอ่าน 756 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

รอกันมาแรมเดือนในที่สุดทีมสัตวแพทย์จีนได้ออกประกาศแล้วว่า ‘ช่วงช่วง’ ตายเพราะหัวใจล้มเหลวเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2562 โดยการชันสูตรและวินิจฉัยของผู้เชี่ยวชาญจีน-ไทย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง – ไทยชดเชยจีนช่วงช่วงเสียชีวิต – ดูแลหลินฮุ่ยให้ดีที่สุดต่อไป

กรณีนี้ต้องแอบหายใจและโล่งอกอีกครั้งเพราะ ‘ช่วงช่วง’ ไม่ได้ตายด้วยเหตุอื่น เช่น ไม่พบบาดแผลภายนอก ไม่พบสิ่งแปลกปลอมในหลอดลมหลังจากมีข่าวลือว่ามีถุงพลาสติก ต่อไปก็จะเป็นบทพิสูจน์ความสัมพันธ์ไทย-จีน ว่าแน่นแฟ้นดีหรือไม่ เพราะเวลานี้สวนสัตว์เชียงใหม่เหลือ ‘หลินฮุ่ย’ แพนด้าที่น่ารักเพียงตัวเดียวและมีเรื่องเรียกร้องให้จีนส่งแพนด้ามาแทน ‘ช่วงช่วง’

เรื่องนี้รัฐบาลไทยจะต้องแสดงเจตจำนงขอไปส่วนจีนจะส่งมาให้หรือไม่อยู่ที่การตัดสินใจว่าเป็นอย่างไร เพราะ ‘ช่วงช่วง’ หมดอายุขัยจริงๆ ไม่ได้ตายเพราะทางสวนสัตว์เชียงใหม่ดูแลไม่ดี

จึงอยู่ที่ทางจีนว่ายังรักประเทศไทยและคนไทยเหมือนเดิมหรือไม่?
อ๊อด เทอร์โบ


 แม่สายสะอื้น
 ชุมทางของอาชญากรรม

ผมเป็นคนแม่สายมีเรื่องที่ต้องขอให้รัฐบาลรับรู้ความรู้สึกสักนิดก็ยังดีครับ เพราะเวลานี้ไปไหนๆ ถูกชี้หน้าว่าแม่สายเป็นชุมทางอาชญากรรม

การค้าชายแดน อ.แม่สาย จ.เชียงราย เมื่อสิบกว่าปีก่อนยังไม่เข้มงวดมาก ตลอดริมแม่น้ำแม่สาย ตั้งแต่เริ่มเข้าพื้นที่เขตไทยจากท่าน้ำหัวฝาย ท่าน้ำ 18 ท่าข้างวัดเกาะทราย ท่าเจ๊ดาว ท่ากะหล่ำ ท่าน้ำกำนันแดงไปถึง ต.เกาะช้าง สุดอำเภอแม่สายไปออกแม่น้ำโขง อ.เชียงแสน เป็นช่องทางลักลอบขนสินค้าข้ามไปมาระหว่างแม่สาย-ท่าขี้เหล็กอย่างเป็นล่ำเป็นสัน สร้างเม็ดเงินให้เจ้าหน้าที่บางคนที่รับผิดชอบชายแดนด้านนี้

กาลเวลาเปลี่ยนผ่าน เพิ่มหน่วยงานหลัก ทหาร ตำรวจ ตม.ศุลกากร หน่วยการข่าวยุบยับทั้งราชการ จ้างสายข่าวคนนอกเข้าพื้นที่แทบเดินชนกันตาย ผู้นำหน่วยเข้มแข็งสั่งกวาดล้างเข้มข้น สืบสวน จับกุมทลายขบวนการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ แก๊งขนยาเสพติดข้ามแม่น้ำ แรงงานต่างด้าว การค้ามนุษย์จนเบาบางลง แต่พอ 2 ปีที่ผ่านมาชุดประจำการอยู่นานจนรากงอก กลับละเลยปล่อยให้มีการกระทำผิดกฎหมายมากขึ้นเหมือนเดิมอีกแล้ว เกิดความหย่อนยานในการทำงาน

รัฐบาลมีนโยบายบูรณาการทำงานร่วมกันการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายควรจะเข้มแข็งมากขึ้น แต่กลับกันขบวนการค้าเสพติด ค้าแรงงานต่างด้าว ค้ามนุษย์ ค้ารถโจรกรรมข้ามท่าน้ำ ยังดำเนินกันไม่มีการวางแผนกวาดล้างจับกุมอย่างจริงจัง ไม่มีการเคลื่อนไหวเฝ้าระวังจับกุมเหมือนในอดีต

เจ้าหน้าที่ไม่เข้มข้นหรือไม่มียาเสพติดหรือไม่มีต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง หรือไม่มีรถจักรยานยนต์ถูกโจรกรรมลักลอบไปขาย หรือไม่มีหญิงบริการข้ามน้ำ หรือไม่มีของเถื่อน จึงไม่มีข่าวการจับกุมหรือปิดล้อม ตรวจค้นเป็นสิ่งที่ชาวบ้านแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น ชาวบ้านรู้ แต่เจ้าหน้าที่ไม่รู้ แปลกแต่จริง
สาโรจน์ (แม่สาย)


เรียนคุณ ‘สาโรจน์’ แม่สาย
จดหมายของคุณทำให้รู้สึกว่าคนแม่สายเหมือนแพะรับบาปเพราะคนเลวเพียงจำนวนน้อยที่สร้างรอยด่างให้ซึ่งจะต้องมีการปฏิรูปการทำงานโดยด่วน

เมืองแม่สายอยู่ชายแดนและมีการค้าคึกคัก ผู้คนทั้งไทย-เมียนมาร์ เข้าออกมากและมีแนวเขตยาว มีธรรมชาติเป็นป่าเขาลำเนาไพรเป็นบางช่วง

แต่อย่างไรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องสั่งงานทุกหน่วยงานให้ดำเนินตามกฎหมายอย่างเข้มแข็ง-เข้มข้น โดยให้เป็น ‘แม่สาย’ โมเดล

แล้วจัดการกับแนวตะเข็บชายแดนให้อยู่ภายใต้กฎหมายไทยต่อไป
อ๊อด เทอร์โบ


 ตรวจโครงการอาคาร
 หลังน้ำลดทุกจังหวัด

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างไทย แถลงว่าน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่อาจเป็นน้ำที่ไหลหลากและมีความเร็วของกระแสน้ำจึงอาจเกิดแรงปะทะกับโครงสร้างและทำให้โครงสร้างเกิดความเสียหายขึ้น โดยแรงปะทะจากน้ำที่ไหลแรงอาจทำให้โครงสร้างโย้ เอียง หรือเคลื่อนตัวหลุดจากฐาน ซึ่งจะทำให้เกิดการแตกร้าวตามมา

ความเสียหายของโครงสร้างอาคารดังกล่าวอาจเป็นอันตรายต่อการรับน้ำหนักของโครงสร้าง ดังนั้นจึงแนะนำให้ประชาชนเจ้าของอาคารตรวจสอบอาคารของตนเองเป็นเบื้องต้นก่อนดังนี้
1.ลักษณะรูปร่างภายนอกของอาคารให้ตรวจสอบด้วยสายตาว่ามีการ ทรุด เอียง โย้หรือไม่
2.กำแพงรั้ว หรือผนังบ้าน ให้ตรวจสอบว่ามีการทรุด เอียง ล้ม แตกร้าวที่รอยร้าวทำมุมเอียง 45 องศา
3.พื้นบ้าน ให้ตรวจสอบว่ามีการแอ่นตัว แตกร้าว เนื้อคอนกรีตกะเทาะ ชำรุดเสียหาย
4.ชิ้นส่วนโครงสร้างต่างๆ เช่น คาน เสา ให้ตรวจสอบรอยแตกร้าวที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกิดขึ้นที่บริเวณปลายคาน และโคนเสา ซึ่งหากพบรอยแตกร้าวที่ทำมุมเอียง 45 องศา จะเป็นรอยร้าวที่อันตราย
5.ตอม่อ ให้ตรวจสอบว่าตอม่อมีการแตกร้าวในเสาตอม่อ หรือมีการกะเทาะของเนื้อคอนกรีตหลุดออกจนเห็นเหล็กเสริม ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อโครงสร้าง
6.ฐานราก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นฐานรากแผ่ที่ฐานวางอยู่บนพื้นดินโดยตรง ไม่มีเสาเข็มรองรับ ให้ตรวจสอบว่าดินใต้ฐานรากถูกน้ำเซาะออกไปหรือไม่ซึ่งจะเห็นฐานรากลอยจากพื้นเป็นอันตรายเพราะอาจทำให้ฐานรากทรุดตัวตามมา
7.ข้อต่อระหว่างส่วนต่างๆ ของโครงสร้าง เช่น ข้อต่อระหว่างคานกับเสา ให้ตรวจสอบว่ามีการแตกร้าว หลุดหรือแยกออกจากกันหรือไม่ หากพบการหลุดของข้อต่ออาจทำให้โครงสร้างพังถล่มตามมาได้


ไม้ตายในมือ บิ๊กแดง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392754?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม้ตายในมือ บิ๊กแดง

10 ตุลาคม 2562 – 12:55 น.
พลออภิรัชต์ คงสมพงษ์,บิ๊กแดง,3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
เปิดอ่าน 8,091 ครั้ง

ไม้ตายในมือ บิ๊กแดง คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

ได้คิว “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ออก ‘แอ็กชั่น’ ในวันที่ 11 ตุลาคมนี้ หลังซุ่มเงียบเก็บข้อมูลเกือบสองสัปดาห์ บรรยายพิเศษในหัวข้อ ‘บทบาทกองทัพในการดูแลความมั่นคงภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน’ ที่ห้องประชุมกิตติขจร กองบัญชาการกองทัพบก

เวทีนี้ถูกกำหนดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลัง “บิ๊กแดง” ได้รับรายงานจาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าว่ามีการกระทำผิดกฎหมายในเวทีสัมมนาหัวข้อ ‘พลวัตแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้สู่นับหนึ่งรัฐธรรมนูญใหม่’ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมโครงการฝ่ายค้านเพื่อประชาชนสัญจรภาคใต้ โดยมีหลักฐานเป็นวิดีโอความยาวกว่า 2 ชั่วโมง และเนื้อหาการเสวนาถูกถอดเทปแบบคำต่อคำ

กลายเป็นที่มาเรื่องการแจ้งความดำเนินคดีกับ 12 แกนนำฝ่ายค้าน และนักวิชาการ ทำความผิดมาตรา 116 ประกอบด้วย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พล.ท.ภารดร พัฒนถาบุตร  อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นางชลิตา บัณทุวงศ์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษรศาสตร์

และนายสมพงษ์ สระกวี  นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ นายมุข สุไลมาน  นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย นายรักชาติ สุวรรณ นายอสมา มังกรชัย  นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา  หัวหน้าพรรคประชาชาติ และนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

ปฏิกิริยาตอบกลับของพรรคฝ่ายค้านผลัดกันดาหน้าออกมาโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.รมน.) บิดเบือนกฎหมาย พร้อมทั้งแจ้งความกลับ  พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4  และพล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้อำนวยการสำนักงานพระธรรมนูญทหารบก และผู้ชำนาญการสำนักงาน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า 

บ้างจะใช้อำนาจกรรมาธิการ (กมธ.) กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษชน ที่มีนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เป็นประธาน เรียก ‘พล.ต.บุรินทร์’ มาชี้แจงหรือขู่จะปฏิรูป ‘กอ.รมน.’ เสียใหม่  ตามข้อเสนอของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้า อนค. หรือแม้แต่การนำประเด็นดังกล่าวไปอภิปรายในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563

ใจจริงแล้วการจัดเวทีดังกล่าว “บิ๊กแดง” ตั้งใจโฟกัสเฉพาะการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เรื่องมา ‘อีนุงตุงนัง’ ทันทีเกิดกรณีนายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษายิงตัวเองขณะพิจารณาคดี ที่ จ.ยะลา หลังเชื่อว่าถูกแทรกแซงคำตัดสินก่อนจะเผยแพร่เอกสารแถลงการณ์ 25 หน้า

เรียกร้องให้สภานิติบัญญัติออกกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรมเพื่อห้ามกระทำการตรวจร่างคำพิพากษาก่อนอ่านให้คู่ความฟัง ทั้งห้ามกระทำใดๆ อันมีผลเป็นการแทรกแซงผลคำพิพากษาและให้สภานิติบัญญัติและนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีให้ความเป็นธรรมทางการเงินแก่ผู้พิพากษาทั่วประเทศ

แม้ทั้งสองเหตุการณ์จะเกิดขึ้นต่างวันและเวลา แต่เมื่อเป็นพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงกลายเป็นข้อถกเถียงว่าการยิงตัวเองของผู้พิพากษา จ.ยะลา และการจัดเสวนาของพรรคฝ่ายค้าน จ.ปัตตานี เป็นการจัดฉากเพื่อหวังผลบางอย่างหรือทั้งสองกรณีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลย เป็นแค่ความบังเอิญ

ตลอดจนถึงการโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในต่างประเทศ​ของนายกาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ นักเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งเมื่อปี 2561 จนถูกเจ้าหน้าที่บุกจับกุมพร้อมแจ้งข้อกล่าวหาความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ก่อนจะได้รับประกันตัวออกไป

จากเวทีสัมมนาที่ภาคใต้ของพรรคฝ่ายค้านสู่การยิงตัวเองของผู้พิพากษาและการโพสต์เฟซบุ๊กของนักกิจกรรมการเมืองกลายมาเป็นเวทีบรรยายพิเศษของ “บิ๊กแดง” ที่อาจซ่อนคำตอบบางอย่างเอาไว้ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังเรื่องซับซ้อนที่เกิดขึ้นอาจนำไปสู่ ‘โครงข่ายขบวนการทำลายประเทศ’ เอกสารที่อยู่ในมือ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ไฟสุมทรวง เพื่อไทยร้าว “หน่อย” งัด “สมพงษ์” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392746?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไฟสุมทรวง เพื่อไทยร้าว “หน่อย” งัด “สมพงษ์”

10 ตุลาคม 2562 – 10:47 น.
พรรคเพื่อไทย,เจ๊หน่อย,สุดารัตน์,คุณหญิงสุดารัตน์ เกย,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,เพื่อไทย
เปิดอ่าน 1,832 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 10 ต.ค.62

********************

สัปดาห์ที่แล้วมีความชัดเจนจากปากของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เรื่องจะลงสมัครชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” ต้นปีหน้า โดยไม่สังกัดพรรคการเมือง แต่ก็มีขาใหญ่เพื่อไทย 2-3 คน ก็ยินดีจะหนุน

ไม่ทันข้ามสัปดาห์พลพรรครัก “คุณหญิงหน่อย” หรือกลุ่ม “กทม.เพื่อไทย” ได้มีมติให้พรรคสรรหาผู้สมัครใหม่เพื่อส่งลงเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทย ทำเอากองเชียร์ออกอาการงุนงง

ชัชชาติ วันประกาศตัวลงสมัครผู้ว่า กทม.

ผู้กองมาร์คหายไปไหน?

การเสนอตัวของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ในศึกชิงทำเนียบเสาชิงช้าไม่มีการพูดถึง “กลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่าเดิม” ซึ่งเมื่อกลางเดือนกันยายน 2562 “ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช” หรือ ผู้กองมาร์ค อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 7 กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย ออกมาให้ข่าวเป็นคุ้งเป็นแคว

ผู้กองมาร์คอ้างว่ากลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่าเดิมเป็นการรวมตัวของนักวิชาการ นักธุรกิจ และประชาชน ที่จะเสนอ “ชัชชาติ” เป็นผู้ว่าฯ กทม. แต่หลังจากนั้นผู้กองมาร์คหยุดความเคลื่อนไหว “กลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่าเดิม” ไปเฉยๆ

ส่องในเฟซบุ๊กผู้กองมาร์ค บทบาทกลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่าเดิมหยุดนิ่งไว้แค่วันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา วันนี้ผู้กองมาร์คไปทำหน้าที่เลขานุการกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคอุตสาห กรรม สภาผู้แทนราษฎร 

ผู้กองมาร์ค กับชัชชาติ

ผู้กองมาร์ครับงานใครมาจุดพลุข่าว ชัชชาติ ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ หรือผู้กองมาร์คทำปืนลั่น โดยชัชชาติยังไม่พร้อมจะเปิดตัว

ที่แน่ๆ ผู้กองมาร์คเป็นเพื่อไทยสายเมืองกรุงที่ไม่ได้ขึ้นต่อบ้านขาใหญ่แห่งวังทองหลาง

อภินิหาร “เด็กหน่อย”

เรื่อง “ชัชชาติ” ลงสนามผู้ว่าฯ กทม. กลายเป็นระเบิดภายในพรรคเพื่อไทย เมื่อ “วิชาญ มีนชัยนันท์” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานภาค กทม. ได้เรียกประชุมภาค กทม. มีสมาชิกที่เป็นส.ส.และผู้สมัครส.ส. อดีต ส.ก. และผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคในพื้นที่ กทม.เข้าร่วมประชุม เพื่อพูดคุยเรื่องสรรหาบุคคลที่จะมาเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.

พลันที่มีข่าวนี้ออกไปก็มีข่าวหัวหน้าพรรคเพื่อไทยแถลงผ่านเฟซบุ๊กว่า พรรคยังไม่มีมติใดๆ เกี่ยวกับผู้ว่าฯ กทม. สื่อหลายสำนักพาดหัวข่าวเพื่อไทยแตกยับ

“วัฒนา เมืองสุข” ลุกขึ้นมาโพสต์เฟซบุ๊กว่า 17 กันยายน 2562 ที่ประชุมภาค กทม. ได้มีมติให้ส่งชัชชาติเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรคเพื่อไทย ต่อมา ชัชชาติ ประกาศที่จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามอิสระ ที่ประชุมภาค กทม.จึงมีมติให้พรรคสรรหาผู้สมัครใหม่ในนามพรรคเพื่อไทย

แปลกมาก! ผู้กองมาร์คแถลงข่าว ชัชชาติจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามกลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่าเดิม เมื่อวันที่ 16 กันยายน แสดงว่า ชัชชาติชิงปล่อยข่าวหนีมติพรรคหรือ?

ใครโกหกกันแน่..หรือขาใหญ่คนไหนต้องการสกัดชัชชาติ จึงเล่นเกมนี้

ไม่ใช่หุ่นเชิด

ย้อนไปวันแรกที่มีข่าว “ชัชชาติ” จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามกลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่าเดิม “น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย สายตรง “คุณหญิงหน่อย” ได้ให้สัมภาษณ์สื่อว่ายังไม่มีวาระในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย เพราะปีนี้ยังไม่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

น.อ.อนุดิษฐ์ ยืนยันว่า ชัชชาติมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจลงผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในนามพรรคเพื่อไทยเพราะเป็นสิทธิ์ของชัชชาติเอง

สมพงษ์และคุณหญิงสุดารัตน์ จะเอายังไง

“คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ก็เคยให้สัมภาษณ์ทำนองแบ่งรับแบ่งสู้กรณีชัชชาติจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. โดยไม่สังกัดพรรคเพื่อไทย

เวลานั้นเหมือนรู้กันว่าชัชชาติได้ “ไฟเขียว” จากคนแดนไกลให้ลงสนามอิสระ และเพื่อไทยจะไม่ส่งผู้สมัครลงแข่งขัน จู่ๆ กลุ่ม “เด็กหน่อย” ก็เรียกประชุมภาค กทม. ผุดมติกดดันหัวหน้าพรรค

ค่ำวันที่ 8 ตุลาคม 2562 “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้แถลงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า พรรคยังไม่เคยมีมติในเรื่องการจะส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. และข่าวที่ออกมาไม่มีมูลความจริงมีแต่สร้างความสับสนให้เกิดขึ้น จึงขอเรียนชี้แจงมาในชั้นต้นจนกว่าจะมีการประชุมหารือของพรรคเสียก่อน

ไม่บ่อยครั้งนักหรอกที่เสี่ยสมพงษ์จะใช้สื่อโซเชียลเพื่องานการเมือง หากไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน และจำเป็นต้องเบรกเกมของใครบางคน

วงในเพื่อไทยรู้กันมานาน สมพงษ์ไม่สบายใจเรื่องบทบาท “คุณหญิงหน่อย” ที่ทำหน้าที่เกินเลยประธานยุทธศาสตร์พรรคอยู่บ่อยๆ 

แลเหลียวความแรงร้อนประเทศไทย บนกระดานการเมืองยามนี้/ยามหน้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392756?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แลเหลียวความแรงร้อนประเทศไทย บนกระดานการเมืองยามนี้/ยามหน้า

10 ตุลาคม 2562 – 10:35 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สภาผู้แทนราษฎร
เปิดอ่าน 350 ครั้ง

แลเหลียวความแรงร้อนประเทศไทยบนกระดานการเมืองยามนี้/ยามหน้า

กระดานการเมืองยามนี้คล้ายว่าแรงกระเพื่อมร้อนๆ ที่ฝ่ายค้านพยายามเข็นเกมแก้รัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อหวังโละมรดก คสช. รวมทั้งพยายามดึงกระแสข่าวด้านอื่นๆ มาผนวกให้น้ำหนักการเปิดเกมรุกกับรัฐบาลเรือเหล็กลำนี้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นจากสายตาของสังคม

ฝ่ายค้านกำลังปั่นให้ติดลมบน เพราะเกือบสามเดือนมานี้หลายกรณีที่กัปตันเรือเหล็กและคณะตอบคำถามบางข้อไม่ชัดเจนเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่เรือเหล็กลำนี้ลงน่านน้ำได้นั้นมาจากอานิสงส์ของกติกาหลักจากแม่น้ำห้าสายที่ คสช. วางโรดแม็พไว้เมื่อห้าปีที่แล้วหรือไม่รวมทั้งผลงานในยามนี้ที่เรือเหล็กลงน่านน้ำนั้นก็มิใช่ว่าจะมีแต้มบวกเท่าใด…

ส่วนฝ่ายรัฐบาลนั้นใช้บางจังหวะที่ฝ่ายค้านและแนวร่วมพลาดในบางแง่มุมจัดกลับแม้จะไม่ชี้ไปตรงๆ ว่าเบื้องหลังการถ่ายทำบางประการของขั้วตรงข้ามเรือเหล็กนั้นมีเค้าโครงอย่างไร ปล่อยให้สังคมไตร่ตรองเอาเอง…

ดังนั้นหมากกลบนกระดานการเมืองช่วงนี้ไปแยบยลยิ่งนัก หากฝ่ายใดเผยจุดอ่อนออกมารับรองเลยว่าขั้วตรงข้ามขย้ำเต็มเขี้ยวแน่นอน หากจะไล่จับจุดอ่อนและเงื่อนตายของทั้งสองขั้วการเมืองไทยยามนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ที่จะเจาะออกมาในยามนี้และยามหน้า แต่สิ่งที่น่าติดตามคือสองขั้วนี้จะกลบจุดอ่อนของตัวเองและทะลวงไปยังจุดตายขั้วตรงข้ามได้เยี่ยงใด

เริ่มที่ “ขั้วหนุนลุงตู่” อันมีสิบกว่าพรรคมาแตะมือหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภารกิจแรกในช่วงจากนี้คือเตรียมกำลังพล ส.ส.ให้พร้อมสรรพในการลงมติวาระแรกของร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วงเงิน 3.21 ล้านล้านบาท โดยทุกฝ่ายรับรู้อยู่ทั่วไปว่าเรือเหล็กของลุงตู่นั้น ”เสียงปริ่มน้ำ” เพียงใด และมีสองทางออกหากว่าร่างกฎหมายฉบับนี้โดนคว่ำในสภาผู้แทนราษฎรคือ “ลาออกหรือยุบสภา” แม้ลุงตู่จะออกมาพูดเมื่อหลายวันก่อนว่าหากร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่านเดือดร้อนทั้งประเทศ….มันก็ไม่ผิดจากความจริงไปนัก แต่ควรรอดูว่าคำพูดของลุงตู่จะออกมาในมุมไหนในช่วงวันที่ 17 ตุลาคมเป็นต้นไป แม้กระแสงูเห่าจะบรรเทาลงในตอนนี้แต่เชื่อว่าอีกไม่กี่วันจะมีการปัดฝุ่นให้คะแนนเสียงของขั้วตรงข้ามสวิตช์มายังขั้วนี้แบบงงใจ…ว่ามันเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?

ส่วนการจับจังหวะขับเคลื่อนผลงานของรัฐบาลบางเรื่องได้แต้มบวก และหลายเรื่องยังไม่ไปไหน แต่เมื่อมองลึกไปยังพรรคแกนนำตั้งรัฐบาลผู้แทนราษฎรบางคนในปีกพลังประชารัฐสะท้อนมาว่า “หลายโครงการรัฐบาลที่เกิดขึ้นมาไม่มีการอธิบายข้อมูลให้ ส.ส.นำไปชี้แจงกับประชาชน และหลายเรื่องที่หาเสียงไว้แต่ยังไม่ดำเนินการชาวบ้านถามมาแต่ ส.ส.ไม่มีคำตอบให้” เพียงเท่านี้ก็ชี้ให้เห็นเบื้องต้นแล้วว่าเอกภาพในการทำงานของพปชร.เป็นอย่างไร เมื่อบวกกับการแบ่งมุ้งแบ่งก๊วนในพรรคที่สัมผัสได้ง่ายๆ ก็พอจะมองเค้าลางอนาคตของพปชร.ได้ว่ายามอันใกล้นี้จะรุ่งหรือร่วง

และหากเทียบ พปชร.กับสองพรรคร่วมรัฐบาลคือประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยที่เร่งเครื่องดันนโยบายพรรคที่ให้คำมั่นกับประชาชนในช่วงหาเสียงไว้พบว่ากำลังผลิดอกออกผล แต่พปชร.ตอนนี้ยังตามหลังหลายก้าว แม้แกนนำ พปชร.จะตอบแบบไม่เต็มคำว่าเราเป็นรัฐบาลผสมต้องบริหารนโยบายรัฐบาลให้เดินหน้าในภาพรวมก็ตาม ก็ฟังแล้วทะแม่งๆ หากย้อนไปดูความเห็นของ ส.ส. พปชร.ในข้างต้นที่เอ่ยไว้ประกอบกัน

ส่วน “การเหยียบตาปลาของครม.ลุงตู่ 2” แม้ตอนนี้ยังไม่เห็นภาพชัด แต่คนวงในเริ่มสัมผัสรอยปริของ ”ทีมครม.เศรษฐกิจ” ออกมาแล้วว่า อาการไม่ลงรอยกำลังคืบคลานเข้ามา เพราะแต่ละพรรคต่างเน้นเคลื่อนงานของตัวเองแบบต่างคนต่างทำจนภาวะเอกภาพแทบไม่บังเกิด แว่วมาว่าเร็วๆ นี้ เสนาบดีบางคนจ่อขอพบลุงตู่เพื่อสะท้อนความหนักใจในการขับเคลื่อนสี่เครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศแล้วว่ามีปัญหาที่ควรยกเครื่องใหม่อย่างไร ?

เพียงเท่านี้ก็พอจะเห็นรางๆ แล้วว่าเรือเหล็กนั้นปัญหาภายในมีมากแค่ไหนและกัปตันลุงตู่จะอดทนรวมทั้งวางกลวิธีจัดการคนการเมืองหลากพรรคที่มาร่วมหัวจมท้ายกันให้บรรลุจุดประสงค์ได้อย่างไรกับเหตุข้างหน้า….

หันมามองไปยัง “ขั้วฝ่ายค้าน” กันบ้างโดยจะพบว่าแกนนำขั้วนี้หวังใจยิ่งว่าการเดินเกมแก้กติกาหลักจะบรรลุผลเพราะมั่นใจว่าหลากวาระที่ส่อแววพิรุธของกัปตันเรือเหล็กและบวกกับพฤติกรรมของเสนาบดีบางรายที่ทยอยโผล่ออกมาเรื่อยๆ นั้น สังคมจะมาเกื้อหนุนและเป็นแรงส่งให้ขั้วฝ่ายค้านได้เดินหน้า

ตอนนี้เกมหลักของขั้วนี้คือกระหน่ำเรื่องรายได้และรายจ่ายของร่างกฎหมายงบประมาณ โดยใช้ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ไม่ดีนักในวันนี้เป็นหัวเชื้อ และน่าจะทิ้งน้ำหนักไปยังกระทรวงหลัก เช่น กลาโหม คมนาคม คลัง พาณิชย์ มหาดไทย ศึกษาธิการ เกษตรและสหกรณ์ ว่ามีความไม่น่าเชื่อถือเพียงใดว่าจะช่วยชาวบ้านได้จริง

ส่วนวาระอื่นๆ ที่เป็นกระแสข่าวอันเกี่ยวเนื่องจากการทำงานของ คสช.เมื่อห้าปีที่แล้วจวบจนมีเรือเหล็กในวันนี้ แน่นอนว่าฝ่ายค้านจะนำมาผสมซัดไปยังลุงตู่และชาวคณะ โดยตอนนี้เห็นแล้วว่ากรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎรชุดต่างๆ ที่ขั้วฝ่ายค้านเป็นประธานเริ่มลุยจับผิดสารพันปัญหาที่ผุดขึ้นมา

แม้เกมที่ฝ่ายค้านดำเนินการอยู่ใช่ว่าจะราบเรียบเพราะจังหวะก้าวก็มีสิ่งผิดปกติที่คล้ายว่ามีการวางบทไว้ล่วงหน้ากับบางเหตุการณ์บ้านเมืองในยามนี้ โดยแกนนำฝ่ายค้านบางคนและกองเชียร์เสมือนไปมีส่วนร่วมแบบเถียงลำบาก ตรงนี้ขั้วหนุนลุงตู่พยายามที่จะต้อนเข้ามาให้อยู่ในมุมที่ใช้กฎหมายจัดการ

สิ่งที่น่าติดตามยิ่งคือวันที่ 18 ตุลาคม (ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนการโอนหุ้นสื่อของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่) จะพอมองเห็นชะตาของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ บนถนนการเมืองว่าจะไปต่อได้ไหม…และจะเป็นการชี้วัดเบื้องต้นว่าพรรคสีส้มจะได้ไปต่อหรือไม่? แม้บางฝ่ายจะสื่อความมาว่าหากพรรคสีส้มหายไปจากสารบบอาจมีเหตุรุนแรงบนถนนการเมืองไทยอีกคราวก็ตาม…

ส่วนการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ที่หลายฝ่ายเชื่อว่าจะมีมากกว่าเขต 5 นครปฐม (รอการวินิจฉัยจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องในความชัดเจนของเขต 2 กำแพงเพชร, เขต 7  ขอนแก่น, เขต 5 สมุทรปราการ) 4 เขตนี้ฝ่ายค้านและรัฐบาลเคยปักหมุดไว้ฝ่ายละ 2 เขต แต่ตอนนี้มันเห็นภาพชัดแล้วว่าทั้งสองขั้วแบ่งเขตกันส่งผู้สมัคร ส.ส.เพื่อให้แต้มไหลไปยังคนที่มีโอกาสมากสุดของขั้วนั้นๆ ได้ชัยชนะเพื่อเพิ่มยอด ส.ส. แต่ขั้วฝ่ายค้านคล้ายว่าจะมั่นใจว่า 4 เขตนี้ ชาวบ้านจะเทแต้มให้เพราะเป็นเครื่องชี้วัดเบื้องต้นว่าประชาชนไม่วางใจรัฐบาลลุงตู่ และจะเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์หรือไม่ เพราะ ส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลนั้นไล่เลี่ยกันแบบหายใจรดต้นคอ หากฝ่ายใดพลาดเกมในรัฐสภาจากคะแนนเสียงที่จี้กันเช่นนี้นั้น ขั้วใดมีหนึ่ง ส.ส.ก็อาจจะพลิกเกมกันได้แบบลุ้นระทึก

ส่วนการปักหมุดสนามท้องถิ่นที่ราวๆ ปลายไตรมาสแรกหรือต้นไตรมาสสองของปีหน้าจะมีการเลือกตั้งนายก อบจ. และผู้ว่าฯ กทม.นั้น อนาคตใหม่หวังว่า 15 จังหวัดที่จะส่งทีมลงแข่งขัน พรรคสีส้มน่าจะปักธงได้ ด้านเพื่อไทยก็เตรียมรุกในภาคอีสานกลางและเหนือที่เป็นฐานเสียงหลักเอาไว้ในมือ โดยน่าจะส่งอดีตผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่งวดนี้ชวดโอกาสเข้ารัฐสภารวมทั้งอดีตนายก อบจ. ในสายพท.ทำหน้าที่ต่อ ส่วนสนามเมืองกรุง น่าจะชัดเจนในเบื้องต้นแล้วว่า อนค.คงเว้นวรรคสนามนี้เพื่อเทแต้มให้แก่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ประกาศแล้วว่าลงสมัครแบบอิสระ และตอนนี้มีแววร้าวเล็กๆ แล้ว เมื่อภาค กทม.ของพท. จะเสนอพรรคให้ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเบรกเกมนี้จนหัวทิ่มหัวตำไปเมื่อวันก่อน เพราะรู้มาหลายวันแล้วว่าชัชชาติในฐานะอดีตหนึ่งในสามแคนดิเดตนายกฯ   ของ พท.ลงสมัครชิงเก้าอี้ประมุขเสาชิงช้าไร้สังกัดโดยที่คนแดนไกลอนุมัติไปแล้ว แต่ใครบางคนที่มีบารมีในภาค กทม.ของเพื่อไทยมิยอมรับความจริงด้านนี้และพยายามที่จะล็อบบี้ชัชชาติแต่มิเป็นผล รวมทั้งยังเปิดช่องให้ภาค กทม.กระทุ้งไปยังพรรคว่าควรส่งผู้สมัครประชัน จนคล้ายว่า พท.จะมีศึกในอีกระลอก

เพียงเท่านี้ก็จับความแรงร้อนการเมืองไทยในช่วงนี้ได้อย่างพอควร และรอดูว่ากลเกมของแต่ละฝ่ายที่วางไว้นั้น ฝ่ายใดจะพลาดก่อนกัน…

เส้นทาง กอ.รมน. แก้ปัญหาชาติ หรือเครื่องมือฝ่ายการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392755?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เส้นทาง กอ.รมน. แก้ปัญหาชาติ หรือเครื่องมือฝ่ายการเมือง

10 ตุลาคม 2562 – 10:05 น.
3จังหวัดชายแดนภาคใต้,กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน,กอรมน
เปิดอ่าน 809 ครั้ง

เส้นทาง กอ.รมน. แก้ปัญหาชาติ หรือเครื่องมือฝ่ายการเมือง โดย…   ปกรณ์ พึ่งเนตร

ช่วงนี้ชื่อของ กอ.รมน. หรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ถูกพูดถึงบ่อยครั้ง

โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้กลไกของ กอ.รมน. เข้าแจ้งความดำเนินคดีแกนนำ 7 พรรคฝ่ายค้าน นักวิชาการ และภาคประชาสังคม รวม 12 คน ที่ร่วมเวทีรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญที่ จ.ปัตตานี แล้วมีนักวิชาการไปหลุดข้อเสนอว่าจะแก้ไขมาตรา 1

รัฐธรรมนูญมาตรา 1 อยู่ในบททั่วไป บัญญัติว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” เมื่อมีคนเสนอแก้ แถมพูดบนเวทีที่ปัตตานี ซึ่งมีการพูดเจือสมเกี่ยวกับปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ถูกหลายฝ่ายตั้งคำถามว่าผู้เสนอต้องการให้ “แบ่งแยกประเทศ” หรืออย่างไร

แม้คนเสนอจะมีคนเดียว เป็นนักวิชาการ แต่หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านหลายคนนั่งอยู่บนเวทีด้วย กลับไม่คัดค้าน ทั้งๆ ที่เคยประกาศมาตลอดว่าจะไม่แก้รัฐธรรมนูญหมวด 1 และหมวด 2 ว่าด้วย “บททั่วไป” และ “พระมหากษัตริย์” ทำให้ กอ.รมน.มองว่าน่าจะกระทบต่อความมั่นคงและสถาบันหลักของชาติ จึงส่ง พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ เป็นตัวแทนเข้าแจ้งความ

งานนี้เล่นเอาฝ่ายค้านควันออกหู มีการแถลงข่าวโต้ แจ้งความกลับ และประกาศรื้อโครงสร้าง กอ.รมน. ท่ามกลางกระแสสนับสนุนจากนักวิชาการและนักศึกษาจำนวนหนึ่งที่มีจุดยืนตรงข้ามกองทัพอยู่แล้ว

หลายคนคงคุ้นหูกับชื่อ “กอ.รมน.” แต่อาจไม่ทราบความเป็นมาอันเนิ่นนาน และบทบาทภารกิจที่ชัดเจน วันนี้ “คมชัดลึก” มีคำตอบมาฝาก

เดิมที กอ.รมน. มีชื่อเต็มว่า “กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน” มีภารกิจปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ตามพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ กฎหมายฉบับนี้มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2495 ให้อำนาจฝ่ายบริหารจัดตั้งองค์กรหรือหน่วยงานเพื่อเป็นกลไกในการจัดการปัญหาผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ นอกเหนือจาก “ผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์” ที่ใช้โครงสร้างของฝ่ายปกครองเป็นหลัก

โดยในบริบทงานความมั่นคง มีการจัดตั้ง กองอำนวยการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ หรือ กอ.ปค. ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น กอ.รมน.

ในบริบทงานพัฒนา มีการจัดตั้ง กรป.กลาง หรือ กองอำนวยการกลางรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบ

ทั้ง 2 กองอำนวยการนี้ มีกองทัพบกเป็นแกนหลัก และสานภารกิจต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดย กรป.กลาง เปลี่ยนชื่อเป็น หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา หรือ นทพ. อยู่ในสังกัดกองทัพไทย

ส่วน กอ.รมน. เมื่อแก้ไขปัญหาคอมมิวนิตส์จบ หลังมีคำสั่ง 66/23 (ราวๆ ปี 2523) และยุติปัญหาได้อย่างเด็ดขาด หน่วยงานนี้ก็ยังคงอยู่เรื่อยมา แต่ไม่มีภารกิจหลักให้รับผิดชอบ ยกเว้นภารกิจกว้างๆ ด้านความมั่นคง กระทั่งถูกเสนอกฎหมายยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย สมัยที่ 2 เมื่อปี 2543 ทำให้ กอ.รมน.เป็นดั่ง “สุสาน” โดยสมบูรณ์ แม้จะไม่ถูกยุบก็ตาม (แม้จะมีกระแสเรียกร้องให้ยุบทิ้งไปเสีย) โดยฐานบัญชาการอยู่ที่สวนรื่นฤดีจนถึงปัจจุบัน

ยุคต่อมา กอ.รมน.ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ภายใต้ภารกิจงานความมั่นคง อย่างในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็เคยดึง กอ.รมน.ไปใช้งาน โดยมี พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี แกนนำ จปร.7 ซึ่งเคลื่อนไหวทางการเมืองมาหลายยุคหลายสมัยทำหน้าที่เป็น รอง ผอ.รมน.

ในปี 2547 ไฟใต้ปะทุขึ้นมาอีกระลอก กองทัพบกมีบทบาทเข้าไปแก้ไขปัญหา จึงหันมาใช้โครงสร้าง กอ.รมน.ในการบูรณาการทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดทางกฎหมายและกรอบอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน มีการตั้ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ขึ้นที่ค่ายสิรินธร จ.ปัตตานี รับผิดชอบทั้งงานความมั่นคงและงานพัฒนา (ช่วงนั้นมีการยุบ ศอ.บต. หรือศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้)

กระทั่งปี 2551 รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ตราพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ขึ้นมา เพื่อรองรับหน่วยงาน กอ.รมน. (มีกฎหมายรองรับโดยตรงเป็นครั้งแรก) และมอบหมายภารกิจให้แก้ไขปัญหาภาคใต้ ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว และปัญหาอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ผ่านโครงสร้าง “ศูนย์ประสานการปฏิบัติ” หรือ ศปป. ซึ่งมี 6 ศูนย์ด้วยกัน เช่น ปัญหาภาคใต้ รับผิดชอบโดย ศปป.5

จะเห็นได้ว่า ชื่อ “ศูนย์ประสานการปฏิบัติ” สะท้อนว่าการทำงานของ กอ.รมน.เน้นการประสานงานและบูรณาการ แต่ก็เน้นงานความมั่นคงเป็นหลักอยู่ดี

ที่ผ่านมากฎหมายฉบับนี้ถูกใช้ในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัจจุบันบังคับใช้อยู่ใน 4 อำเภอของ จ.สงขลา และอีก 3-4 อำเภอในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปแล้ว) นอกจากนั้นยังมีปัญหาแรงงานต่างด้าวที่ จ.สมุทรสาคร จ.ระนอง และเคยใช้ควบคุมการชุมนุมในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยถือเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจพิเศษ แต่เป็น “ยาแรง” ในระดับต่ำกว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน (พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548)

 พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ประกาศใช้เมื่อปี 2551 และไม่เคยถูกแก้ไขในสาระสำคัญมาก่อนเลย กระทั่งปี 2560 มีการปรับแก้ที่เรียกได้ว่า “รื้อใหญ่” พอสมควร โดยการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 51/2560 เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร แต่สาระสำคัญที่มีการแก้ไขไม่ใช่การ “รื้อโครงสร้าง กอ.รมน.” ทว่าเป็นการขยายฐานอำนาจของ กอ.รมน. ซึ่งโดยนัยก็คือกองทัพบก ให้แผ่ลงไปถึงระดับจังหวัดทั่วประเทศมากกว่า

เหตุผลในการแก้ไขกฎหมายมี 3 ข้อใหญ่ๆ คือ ปัจจุบันภัยคุกคามเปลี่ยนรูปแบบอย่างรวดเร็ว ทั้งภายในและภายนอก, ภัยคุกคามเกิดได้จากทั้งบุคคลและภัยธรรมชาติที่เป็นสาธารณภัย, การติดตามตรวจสอบและประเมินสถานการณ์จึงต้องมีประสิทธิภาพและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ฉะนั้นจึงให้อำนาจ กอ.รมน.เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์และบูรณาการหน่วยงานรัฐทุกระดับ

ประเด็นหลักๆ ที่ถูกแก้ไขใหม่ คือการเพิ่มนิยามของคำว่า “การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร” จากเดิมที่หมายถึงภัยคุกคามทั่วๆ ไป แต่ของใหม่ให้หมายรวมถึง “สาธารณภัย” ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและคาดว่าจะเกิดด้วย

เมื่อตามไปดูกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะพบว่า ความหมายของคำว่า “สาธารณภัย” นอกจากพวกอัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง โรคระบาด ภัยธรรมชาติ และอุบัติเหตุแล้ว ยังหมายความรวมถึงภัยทางอากาศ และการก่อวินาศกรรมด้วย

โดยกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้อำนาจกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพ แต่กฎหมาย กอ.รมน.ที่แก้ไขใหม่โดย คสช. ได้โอนอำนาจส่วนนี้มาให้ กอ.รมน.เป็นเจ้าภาพแทน ขยายขอบเขตความรับผิดชอบไปถึงภัยทางอากาศและวินาศกรรม นอกจากนั้นยังให้อำนาจ กอ.รมน. ทำแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคาม โดยให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบให้ตามแผนด้วย ซึ่งประเด็นนี้ในกฎหมายเก่าไม่ได้ระบุเอาไว้

ในส่วนของคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ คณะกรรมการระดับชาติ ได้เพิ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กระทรวงดีอี เข้าไปอยู่ในโครงสร้างด้วย

ขณะเดียวกัน ตามกฎหมายเดิม แม้จะกำหนดให้มี “กอ.รมน.ภาค” แต่ก็ใช้ทรัพยากรบุคคลและงบประมาณจากกองทัพภาค ซึ่งก็คือทหารเป็นหลัก แต่ในกฎหมายใหม่ที่แก้ไขโดยคำสั่งหัวหน้า คสช. ได้ดึงเอาฝ่ายอัยการ คือ อธิบดีอัยการภาค และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระในกระบวนการยุติธรรม มาอยู่ในโครงสร้าง กอ.รมน.ภาค ที่มี “แม่ทัพ” เป็นหัวหน้าในฐานะ “ผอ.รมน.ภาค” ด้วย

เช่นเดียวกับ กอ.รมน.จังหวัด แม้ “ผอ.รมน.จังหวัด” ยังคงเป็น “ผู้ว่าราชการจังหวัด” เหมือนเดิม แต่กฎหมายเก่าใช้โครงสร้างของฝ่ายปกครองสนับสนุนงาน กอ.รมน. ส่วนกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ได้ดึงเอาผู้แทนทุกส่วนราชการจากทุกกระทรวงในจังหวัดมาร่วมอยู่ในโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นอัยการ เกษตรฯ พาณิชย์ ศึกษาธิการ พลังงาน แรงงาน และสาธารณสุข โดยมีผู้แทนมณฑลทหารบกที่ดูแลพื้นที่จังหวัดนั้นร่วมอยู่ในโครงสร้างด้วย

ทั้ง กอ.รมน.ภาค และ กอ.รมน.จังหวัด มีอำนาจจัดทำแผนป้องกันแก้ไขปัญหาภัยคุกคามทุกรูปแบบ รวมถึงงานด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย ด้านเศรษฐกิจและสังคมของทุกส่วนราชการในจังหวัดที่เชื่อมโยงกับความมั่นคงภายในจังหวัดทั้งหมด

ภาพรวมของ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน.ในยุคปัจจุบันนี้ อาจสรุปได้อย่างไม่เกินเลยว่า มีการขยายขอบเขตอำนาจของ กอ.รมน. ซึ่งมี “กองทัพบก” เป็นหน่วยนำ ลงไปกำกับแผนงานทุกด้านในการบริหารจัดการประเทศ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

แน่นอนว่าการทำภารกิจด้านความมั่นคง เช่น แก้ไขปัญหาชายแดนใต้ แรงงานต่างด้าว รวมไปถึงภารกิจบรรเทาสาธารณภัย อย่างเช่น น้ำท่วมใหญ่ที่อุบลราชธานี คงไม่มีใครปฏิเสธบทบาทนี้่ แต่การส่งตัวแทนเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนักวิชาการและนักการเมือง ด้วยเหตุผลเป็นภัยคุกคามทางความมั่นคงจากการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ย่อมทำให้ กอ.รมน.ถูกตั้งคำถาม และถูกต่อต้านอย่างกว้างขวาง จนอาจทำให้ภารกิจหลักที่ทำอยู่ด้อยค่าลงไปก็เป็นได้

นี่จึงเป็น “ทางสองแพร่ง” อีกครั้งหนึ่งของหน่วยงาน “แมวเก้าชีวิต” หน่วยนี้ ว่าจะยังสามารถฝ่าคลื่นลมทางการเมืองต่อไปได้อีกหรือไม่ !

ปชป.ตามจี้กกต.เร่งสำนวนโกงเลือกตั้ง ก่อนครบ 1 ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/412539?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ปชป.ตามจี้กกต.เร่งสำนวนโกงเลือกตั้ง ก่อนครบ 1 ปี

24 มกราคม 2563 – 13:32 น.
ปชป,กกต,โกงเลือกตั้ง,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 33 ครั้ง

“อันวาร์ สาและ” ตามจี้ กกต.เร่งพิจารณาสำนวนทุจริตเลือกตั้ง ส.ส.พัทลุง ก่อนครบ 1 ปี ขู่เพิกเฉย-ปล่อยให้แซงคิว เจอร้อง 157 ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่แน่

 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) -24 ม.ค. 63 เวลา 10.00 น. นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ และคณะ เดินทางมายื่นหนังสือเพื่อติดตาม เร่งรัดให้ตัดสินการทุจริตเลือกตั้ง ส.ส.เขต 2 พัทลุง ตามที่นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ผู้สมัคร ส.ส.พัทลุง ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนการทุจริต พร้อมเอกสารหลังฐานมาให้ กกต.พิจารณา ซึ่งเวลาป่านไปจนจะครบ 1 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า โดยที่ผ่านมาได้ส่งเอกสารทวงถามมาทาง กกต.หลายครั้ง ทั้งนี้เกรงว่าหากเรื่องนี้พิจารณาเกิน 1ปี จะไม่สามารถดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้งได้

“ถึงเวลาที่ กกต.จะต้องทำอะไรสักอย่างเมื่อจะครบ 1 ปี เพื่อตอบคำถามว่าที่ผ่านมา การเลือกตั้งที่มีการทุจริต มีการร้องเรียน จนถึงวันนี้ กกต.ทำอะไรอยู่ ซึ่ง กกต. และเลขาธิการ กกต.ต้องตอบ ผมมายื่นก่อนที่จะหมดเวลา 1 ปี ท่านต้องดำเนินการไม่เช่นนั้นจะมีความผิดเรื่องการละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เพราะจากเรื่องนี้เราเหมือนถูกแซงคิว” นายอันวาร์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอันวาร์และคณะ ที่มายื่นเรื่องต่อกกต.ในวันนี้ สวมเสื้อสีน้ำเงิน สกรีนข้อความว่า “โกงการเลือกตั้งภาคใต้ทำอะไรอยู่” และ “ทุจริตเลือกตั้งเพิกเฉยไม่ได้” โดยอันวาร์ยังระบุด้วยว่า นำเสื้อ ทแจกเสื้อให้กับ กกต.ทุกคน เพื่อตอกย้ำว่า กกต.เป็นหน่วยงานที่มีทั้งงบฯและบุคลากร ไปทำอะไรอยู่กับการทุจริตที่เกิดขึ้น

ห้องทำงาน วิระชัย ปิดเงียบ หลังถูกเด้งพ้น รอง ผบ.ตร. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/412521?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ห้องทำงาน วิระชัย ปิดเงียบ หลังถูกเด้งพ้น รอง ผบ.ตร.

24 มกราคม 2563 – 13:08 น.
เด้งด่วน,สั่งเด้ง,วิระชัย ทรงเมตตา,เด้งเข้ากรุ,กฤษณะ พัฒนเจริญ,ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย,บิ๊กช้าง,บิ๊กแป๊ะ
เปิดอ่าน 688 ครั้ง

ห้องทำงาน พล.ต.อ.วิระชัย รอง ผบ.ตร. ถูกปิดเงียบ หลังถูกเด้งฟ้าผ่าเข้ากรุสำนักนายกฯ ด้าน รองโฆษก ตร. เผย ผบ.ตร. สั่งย้าย พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่มีคำสั่งย้าย พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ไปปฎิบัติปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี บรรยากาศที่ห้องทำงานของ พล.ต.อ.วิระชัย ก็เงียบเหงาลงทันที โดยมีเจ้าหน้าที่ฯ อยู่เพียง 2-3 นายเท่านั้น (อ่านข่าว ด่วน บิ๊กตู่ สั่งเด้ง วิระชัย เข้ากรุ ชี้ทำราชการเสียหาย)

ทั้งนี้ เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ฯภายในห้องทำงาน ได้มีการชี้แจ้งว่าวันนี้ พล.ต.อ.วิระชัย ติดประชุมงานภายนอก และไม่ได้เข้ามาที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประมาณ 1 สัปดาห์แล้ว (อ่านข่าว เด้งด่วน บิ๊กช้าง-รอง ผบ.ตร. เข้ากรุ ศปก.ตร.)

รองโฆษก ตร. เผย ผบ.ตร. สั่งย้าย “บิ๊กช้าง” เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพ

วันเดียวกัน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีที่สื่อมวลชนและสังคมโซเชียลมีเดียได้ตั้งประเด็นคำถามถึงกรณีที่มีคำสั่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ รอง ผบ.ตร. ท่านหนึ่งไปปฏิบัติราชการประจำที่ ศปก.ตร นั้น

ขอเรียนชี้แจงว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งที่ 28/2563 เรื่อง ข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการ เพื่อให้การปฏิบัติราชการของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ

โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และข้อ 8 (1) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติราชการ ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2552 จึงให้ พลตำรวจเอก ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาคาร 1 ชั้น 20 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ทางตำแหน่งเดิม เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการ

โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้มีคำสั่งตั้งตั้งแต่ วันที่ 23 ม.ค. 2563 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

เปิดประวัติ วิระชัย ทรงเมตตา หลังถูกเด้งเข้ากรุ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/412522?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

เปิดประวัติ วิระชัย ทรงเมตตา หลังถูกเด้งเข้ากรุ

24 มกราคม 2563 – 13:03 น.
เปิดประวัติ,วิระชัยทรงเมตตา,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 2,256 ครั้ง

“วิระชัย ทรงเมตตา” นายตำรวจที่ทลายเครือข่ายคดีดังอย่างเมจิกสกิน แต่รู้หรือไม่ นายตำรวจท่านนี้ ยังมีความสามารถอีกหลายด้าน และมีติดตามแฟนเพจกว่า 1 แสนคน

24 ม.ค.2563- จากกรณีที่รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถูกเด้งเข้ากรุสำนักนายกฯ ฐานมีพฤติการณ์กระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

อ่านข่าว-เปิดประวัติ วิระชัย ทรงเมตตา หลังถูกเด้งเข้ากรุ

พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา หรือ บิ๊กต้อย นายตำรวจผู้มีเฟซบุ๊กแฟนเพจที่มีผู้ติดตามกว่า 1 แสนคน เป็นอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่มีผลงานสำคัญและเป็นคดีดังที่หลายคนรู้จัก คือทลายเครือข่าย “เมจิกสกิน” เริ่มจาก จับเจ้าของธุรกิจ ค้นโรงงานผลิต จนกระทั่งออกหมายเรียกศิลปินดารา ที่รับรีวิวสินค้าเครือดังกล่าว นอกจากนี้ยังจับกุมคดีดังอีกหลายคดีที่เกี่ยวกับยาลดความอ้วน เครื่องสำอาง อาหารเสริมต่างๆอีกด้วย ดีกรีไม่ธรรมดา การศึกษาก็ไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน

บิ๊กต้อย มีดีกรีจบการศึกษาจาก

– รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

– รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

– Doctor of Philosophy (Development Administration) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

และนอกจากนี้เองยังมีประสบการณ์หลายด้านที่สำคัญ ได้แก่

– ผู้ก่อตั้ง และอดีตนายกสมาคมตำรวจโรงงาน (มีสมาชิกจำนวน 503 บริษัท)

– ผู้ก่อตั้ง และอดีตนายกสมาคมโรงไฟฟ้าชีวมวล

– เป็นประธานการประชุม ASEANAPOL POLICE COOPERATION 11 ประเทศ

– เป็นผู้บรรยายในการประชุมสัมมนา “Renewable Energy World Conference” ณ ประเทศมาเลเซีย

– เป็นผู้บรรยายในการประชุมสัมมนา Energy from solid biomass in Thailand ณ กรุงเบอร์ลิน (Berlin) สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน

– เป็นผู้บรรยายในการประชุมสัมมนา “German biomass Project Development Workshop” จัดโดย GIZ (German International Cooperation)

– เป็นผู้บรรยายในการประชุมสัมมนา “Thai-German Workshop Energy Biomass Utilization” จัดโดย GIZ (German International Cooperation)

– เป็นผู้บรรยายในการประชุมสัมมนา “Vietnamese-German Forum on Bioenergy in Vietnamese Industries” ณ นครโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

– เป็นอาจารย์พิเศษ บรรยายในมหาวิทยาลัย อาทิ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ , มหาวิทยาลัยมหิดล, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

เขย่า สตช.รื้องาน รองผบ.ตร. ดัน สุวัฒน์-ชนสิษฎ์ ผงาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/412499?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

เขย่า สตช.รื้องาน รองผบ.ตร. ดัน สุวัฒน์-ชนสิษฎ์ ผงาด

24 มกราคม 2563 – 11:58 น.
เขย่าสตช,รื้องานรองผบตร,โยกย้ายตำรวจ,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 805 ครั้ง

“บิ๊กแป๊ะ”  สังคายนา งานรับผิดชอบ รอง ผบ.ตร. เซ็นคำสั่งโยก “วิระชัย” นั่งสำนักนายกฯ ส่วน “บิ๊กช้าง” เพื่อนร่วมรุ่นไม่รอด ถูกเตะเข้ากรุ ศปก.ตร.

24 ม.ค.2563-“บิ๊กแป๊ะ”  สังคายนา งานรับผิดชอบ รอง ผบ.ตร. เซ็นคำสั่งโยก “วิระชัย” นั่งสำนักนายกฯ ส่วน “บิ๊กช้าง” เพื่อนร่วมรุ่นไม่รอด ถูกเตะเข้ากรุ ศปก.ตร.  พร้อมดัน “สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข” คุมงานสืบสวนฯ และดึง “ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร จเรตำรวจแห่งชาติ” คุมงานด้านกฎหมายและคดี

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้มีคำสั่งที่ 29/2563 ลงวันที่ 23 มกราคม เรื่องกำหนดลักษณะงานและมอบอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบให้จเรตำรวจแห่งชาติ รอง ผบ.ตร. ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รองจเรตำรวจ และผู้บัญชาการประจำ

ตามที่มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 22/2563 ลงวันที่ 23 มกราคม 2563 ให้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. ปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 28/2563 ลงวันที่ 23 มกราคม ให้ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร. ปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) โดยขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิม ทั้งนี้ ได้มีคำสั่งยกเลิกการมอบหมายอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบกำกับดูแล รวมทั้งสั่งและปฏิบัติราชการ ในส่วนงานที่อยู่ในงานด้านกฎหมายและคดี งานด้านปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ในส่วนรับผิดชอบของ ของ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. และยกเลิกงานด้านสืบสวนสอบสวน ในส่วนของ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร.

ทั้งนี้ มีคำสั่งมอบหมายให้ พล.ต.อ.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร จเรตำรวจแห่งชาติ รับผิดชอบงานด้านกฎหมายและคดี และงานปราบปรามด้านละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. รับผิดชอบส่วนงานด้านสืบสวนสอบสวน  ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนเแปลง