เสวนา Disease X: ปฐมบทไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467987

เสวนา Disease X: ปฐมบทไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดงานเสวนาวิชาการ“Disease X : ปฐมบทไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

งานเสวนาวิชาการ “Disease X :ปฐมบทไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019ครั้งนี้มีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วยศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย พร้อมด้วย นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และน.สพ.ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 และรู้เกี่ยวกับสถานการณ์โรคในปัจจุบัน รวมถึงแนวทางการป้องกันดูแลตนเองและครอบครัวได้อย่างถูกต้อง เพื่อนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมป้องกันและควบคุมโรคอุบัติใหม่ต่อไปในอนาคต โดยมี ศ.นพ.รื่นเริง ลีลานุกรม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ฝ่ายบริการเป็นผู้กล่าวรายงาน

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ เป็นที่ยอมรับแล้วว่าหายนะที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์ มีส่วนหรือความเป็นไปได้ที่จะเกิดจากเชื้อโรคโดยเฉพาะไวรัสที่ส่งผ่านมาจากสัตว์โดยตรงสู่คนหรือมีตัวกลาง จากแมลง ยุง เห็บ ไร ริ้น

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

ทั้งนี้ เมื่อกว่า 20 ปี ที่แล้ว เริ่มเป็นที่รับทราบว่า ไม่ต่ำกว่า 60-70% ของเชื้อก่อโรคในคนมีต้นตอจากสัตว์ทั้งสิ้น และมีศักยภาพ ในการทำให้เกิดโรคอุบัติใหม่ ที่จะสร้างผลกระทบใวงกว้าง ทั้งจากการเกิดโรคระบาดและในการกระทบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากไวรัสRNA ที่สามารถผันแปรรหัสพันธุกรรม ซึ่งเอื้อต่อการตั้งตัวในสัตว์ต่างชนิด จากตระกูลแรกและเป็นหนทางสู่คนในที่สุด

และสำหรับ โรคทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ปี 2019เกิดจากไวรัสในกลุ่มโคโรนา ไวรัสกลุ่มนี้สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจในคนและสัตว์บางชนิดโดยในคนจะมีการระบาดเป็นช่วงๆ ของปีมักจะระบาดในหน้าหนาว อาจจะพบว่า1 ใน 3 ของการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจมาจากเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ในคน (human coronavirus) ในช่วงที่ไม่มีการระบาดพบการติดเชื้อนี้ได้ประมาณ 10% ของผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจ ผู้ที่มีอาการรุนแรงมักเป็นผู้สูงอายุ และหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวอาการคล้ายกับโรคหวัด ไม่รุนแรงหายได้เอง ติดต่อผ่านทางสารคัดหลั่งทางเดินหายใจ การไอ จาม การสัมผัสสารคัดหลั่งของทางเดินหายใจ สามารถติดเชื้อซ้ำได้ เพราะภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเกิดขึ้นชั่วคราว สำหรับไวรัสโคโรนา ที่เป็นสายพันธุ์ที่อยู่ในสัตว์นั้น อาจมีการติดต่อจากสัตว์ไปยังคนได้บ้าง เช่น การระบาดไวรัสโคโรนา ที่เรียกว่าโรคซาร์ส หรือเมอร์ส มีการสันนิษฐานว่าคนน่าจะติดเชื้อไวรัสดังกล่าว จากสัตว์ที่เป็นรังโรคของเชื้อนี้

การติดต่อของโรคเกิดขึ้นในวงจำกัดยังไม่ระบาดรุนแรงเหมือนโรคซาร์ส การป้องกันการติดเชื้อทำได้ โดยหลีกเลี่ยงไปสัมผัสบุคคลที่มีความเสี่ยง ล้างมือทำความสะอาด และใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันในกรณีที่อยู่ใกล้ผู้ป่วย และผู้ที่มีความเสี่ยง นอกจากนี้ควรป้องกันตนเองหากไปในสถานที่ที่มีความเสี่ยง เช่น เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน หรือประเทศที่กำลังมีการระบาด ตลาดที่ค้าสัตว์ป่า สัตว์มีชีวิต สัตว์ป่วย และซากสัตว์ หรือโรงพยาบาล โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ ควรมีความระมัดระวัง และป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งให้ติดตามข้อมูลทางระบาดวิทยา และข้อมูลทางคลินิกของผู้ป่วยของโรคนี้จากประเทศจีนหรือประเทศที่มีการรายงานต่อไป

รมช.วีรศักดิ์ ดึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พลิกโฉมงานหัตถศิลป์ไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467994

รมช.วีรศักดิ์ ดึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พลิกโฉมงานหัตถศิลป์ไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ลงพื้นที่การประชุมเครือข่ายผู้ผลิตงานหัตถศิลป์ในกลุ่มภาคกลาง ส่งเสริมการใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ พลิกโฉมศิลป หัตถกรรมยุคใหม่ให้แข่งขันในตลาดโลกมุ่งผลักดันให้เกิด Creative Craft Economy สร้างรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยภายหลังการประชุมเครือข่ายผู้ผลิตงานหัตถศิลป์ SACICT Craft Network ครั้งที่ 4 (ภาคกลาง) ที่ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ว่าได้มอบนโยบายให้ SACICT ดำเนินงานและให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมและพัฒนาผู้ผลิตและผู้ประกอบการงานศิลปหัตถกรรมไทยที่มีอยู่กว่า 1,759 ราย ให้เกิดความเข้าใจในแนวคิดของ Creative Craft Economy และนำไปปรับประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมของตนเอง เพื่อให้เกิดการพัฒนาผสมผสานด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิมและแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ นำไปสู่การผลิตผลงานที่มีความร่วมสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคนี้ เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดในเชิงพาณิชย์และเป็นการสร้างรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

“ผมคิดว่าไทยมีความพร้อมในทุกด้านที่จะนำเอาแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาพัฒนา โดยเฉพาะในวงการศิลปหัตถกรรมไทยให้กลายเป็น CreativeCraft Economy ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมากในปัจจุบันและในอนาคต เพราะประเทศไทยมีต้นทุนในแง่ของคุณค่าจากภูมิปัญญา วัตถุดิบ และแรงงานในชุมชน ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาต่อยอดผลงานหัตถศิลป์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชิ้นงานได้สูงขึ้น ตลอดจนเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้ซื้อมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

และในโอกาสที่ผมมาเปิดการประชุมสมาชิก SACICT Craft Networkครั้งที่ 4 (ภาคกลาง) ณ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน)หรือ SACICT อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้มอบหมายให้ SACICT ดำเนินงานและให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมและพัฒนาผู้ผลิตและผู้ประกอบการงานศิลปหัตถกรรมไทยกว่า 1,759 ราย ให้เกิดความเข้าใจในแนวคิดของ Creative Craft Economyและนำไปปรับประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมของตนเอง เพื่อให้เกิดการพัฒนาผสมผสานด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิมและแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ นำไปสู่การผลิตผลงานที่มีความร่วมสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคนี้ สามารถสร้างโอกาสทางการตลาดในเชิงพาณิชย์และเป็นการสร้างรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน รวมถึงการให้ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการงานหัตถศิลป์ไทยทั่วประเทศ ซึ่งในอนาคตผมหวังว่าในวงการงานศิลปหัตถกรรมไทย จะนำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้และต่อยอดผลงานภายใต้ Creative Craft Economy ต่อไป”

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังกล่าวอีกกว่า ปัจจุบันตลาดสินค้าเชิงสร้างสรรค์ของโลกขยายตัวอย่างต่อเนื่องทุกปี ประเทศไทยเองได้นำแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CreativeEconomy) มาใช้ในกระบวนการพัฒนาประเทศ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้ (Knowledge) การศึกษา (Education) การสร้างสรรค์งาน (Creativity) การใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) ที่เชื่อมโยงกับพื้นฐานทางวัฒนธรรม ตลอดจนการสั่งสมความรู้ของสังคมและเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ ซึ่งที่ผ่านมา ไทยมีการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนพื้นฐานของการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม ประเพณีและภูมิปัญญา เข้ากับนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเชื่อมโยงภาคการผลิตและการบริการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอาทิ อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรม ดิจิทัลคอนเทนต์ อุตสาหกรรมออกแบบ และเครือข่ายวิสาหกิจ สินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านเพื่อการส่งออก เป็นต้น ซึ่งประเทศไทยถือว่ามีความโดดเด่นในเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม และองค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านงานศิลปหัตถกรรมที่สามารถนำมาต่อยอดในเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างกว้างขวาง จึงถือเป็นโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการงานหัตถศิลป์ของไทยที่จะปรับปรุงพัฒนาและนำเอาแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาเสริมสร้างเอกลักษณ์และความแปลกใหม่ให้กับสินค้าและบริการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับด้านแรงงานทั้งในด้านทักษะฝีมือ และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้ผลิตซึ่งเป็นชาวบ้านและคนในชุมชน เป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ผลิต ชุมชน และผู้ประกอบการงานหัตถศิลป์อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ภายในงาน SACICTยังได้จัดแสดงตัวอย่างผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ที่มีการผสมผสานเทคนิคเชิงช่างต่างถิ่น พัฒนาออกมาเป็นชิ้นงานใหม่ สอดรับกับความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น ได้แก่ ผลงานการพัฒนาทักษะเชิงช่างและเทคนิคการประดับมุกบนเครื่องดิน และการมัดและย้อมสีธรรมชาติด้วยวัตถุดิบในท้องถิ่นภาคใต้ โดยการนำเส้นไหมและผ้าไหมกับน้ำย้อมจากวัตถุดิบที่ได้จากพืชพรรณธรรมชาติ

คณะประสานเสียงวัฒนาวิทยาลัย ชวนชมคอนเสิร์ต ‘เล่าขานประสานเสียงวัฒนา’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467965

คณะประสานเสียงวัฒนาวิทยาลัย ชวนชมคอนเสิร์ต ‘เล่าขานประสานเสียงวัฒนา’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อ.สถิต สุกจงชัยพฤกษ์ ผู้ฝึกสอนและผู้อำนวยเพลง

น้อยโรงเรียนในประเทศไทยที่มีคณะนักร้องประสานเสียงผู้หญิงล้วน และที่ความสามารถโดดเด่นก็ยิ่งหายากขึ้นไปอีก คณะประสานเสียงของโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยสืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น นับตั้งแต่เริ่มตั้งโรงเรียนจวบจนปัจจุบันนี้ เท่าที่ได้มีการบันทึกข้อมูลไว้ การขับร้องเพลงประสานเสียงในโรงเรียนมีมากว่า 100 ปีแล้ว นักเรียนวังหลัง-วัฒนาเติบโตมากับเสียงเพลง ก่อนรับประทานอาหารก็ร้องเพลงโมทนาขอบคุณพระเจ้า ทุกคนได้เริ่มฝึกร้องประสานเสียงจากเพลงคริสต์มาสง่ายๆ อาทิ Joy to the World, Silent Night, O Holy Night

Wattana Girl’s Chorus เดินทางไปแข่งขันใน Venezia in Musica ครั้งที่ 16 ที่อิตาลี ผลการแข่งขันได้รับรางวัลเหรียญทองประเภท Youth Choir of EqualVoice และ Folklore รวมทั้งได้รางวัล Category Winner และ Outstandingperformance ในเพลง Turot Eszik a Cigany ของ Zoltan Kodaly

คณะประสานเสียงของวัฒนาได้มีการพัฒนามาโดยตลอด และปรับเปลี่ยนไปตามสมัยนิยม ศิษย์วัฒนาส่วนใหญ่จะรู้จักผู้อำนวยเพลงที่มีชื่อเสียง อาทิ คุณหญิงมาลัยวัลย์ บุณยะรัตเวช, อาจารย์จันทร์แรม พันธุพงศ์ สตรอสบอก ปัจจุบันคณะประสานเสียงของโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย มีทั้งระดับประถมและมัธยม โดย อาจารย์สถิต สุกจงชัยพฤกษ์ เป็นผู้ฝึกสอนและผู้อำนวยเพลง นักร้องทุกคนต้องผ่านการคัดเลือก โดยอาจารย์สถิตกล่าวว่า “เป้าหมายของเราคือให้นักเรียนมีความสุขในการร้องเพลง ให้ค้นพบความสามารถของตนเอง การแข่งขันและรางวัลเป็นส่วนประกอบ แต่ถ้านักเรียนได้รับโอกาสที่จะทำให้สิ่งที่ตนเองรัก มันก็จะดีสำหรับอนาคตของพวกเขาเมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่”

คณะนักร้อง Wattana Girls’ Chorus เข้าเยี่ยมคำนับท่านเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่ง และแสดงการขับร้องเพลงประสานเสียง

แม้อาจารย์จะพูดเช่นนี้ แต่นักเรียนเองก็ยอมรับว่าพวกเขาพยายามฝึกซ้อมกันอย่างหนัก เขาได้เรียนรู้ความสำคัญของการมีวินัย และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นผลการทำงานหนักของทั้งอาจารย์และลูกศิษย์ ทำให้คณะนักร้องประสานเสียงระดับมัธยม Wattana Girls’ Chorus ได้รับรางวัลจากการแข่งขันที่ประเทศอิตาลีเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 ถึงสี่รางวัล คือเหรียญทองสองประเภท รางวัลชนะเลิศในประเภท (Category winner) และรางวัลยอดเยี่ยมในการแสดงเพลงของนักประพันธ์ชาวฮังกาเรียน และคณะนักร้องประสานเสียงระดับประถม Wattana Children’s Chorus ได้รับรางวัลสองเหรียญทองจากการแข่งขันที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อเดือนพฤศจิกายน2561

คณะนักร้องประสานเสียงระดับประถมปลาย ไปแข่งขันในรายการ Singn’Pray Kobe 2018 ผลการแข่งขันได้คะแนน เหรียญเงินระดับ 9 และรับรางวัลพิเศษในฐานะ คณะนักร้องประสานเสียงเด็กที่มีศักยภาพที่สุด (The most promising children’s choir) โดยอาจารย์นำคณะนักร้องคำนับผู้ชมด้วยวิธีไหว้ทั้งในและต่างประเทศ

ในปี 2563 สมาคมศิษย์วังหลังวัฒนาและโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม ให้จัดการแสดงคอนเสิร์ต “เล่าขานประสานเสียงวัฒนา” เพื่อเผยแพร่ผลงานคณะนักร้องประสานเสียงของโรงเรียนให้เป็นที่ประจักษ์แก่บุคคลทั่วไป จึงขอเชิญชวนผู้สนใจรักในเสียงเพลง ศิษย์วังหลังวัฒนาทุกท่าน ผู้ปกครอง เข้าร่วมชมการแสดงครั้งนี้ในวันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ เวลา 19.30 น. ที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย จำหน่ายบัตรผ่าน www.ticketmelon.com หรือโทร.089-4997418

ทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศ คณะนักร้องประสานเสียงของ วัฒนาวิทยาลัยจะเตรียมการแสดงในฐานะทูตวัฒนธรรมของไทยเสมอในภาพเป็นการขับร้องประสานเสียง เพลง “รำวงเมดเล่ย์” ในการแสดงที่กรุงปักกิ่ง

คณะนักร้องประสานเสียงระดับประถมปลายไปกัวลาลัมเปอร์ เข้าร่วมแข่งขันในงานขับร้องประสานเสียงนานาชาติ The 16th Malaysian Choral EISTEDDFOD International Choir Festival 2018 ผลการแข่งขันได้รับรางวัล 2 เหรียญทอง จากการแข่งขันประเภท Show Choir และ ประเภท Children Choir

Wattana Girls’ Chorus ได้รับเชิญจากคณะกรรมการจัดงานให้ไปร่วมงาน The 14th China International Chorus Festival (CICF) and
International Federation for Choral Music (IFCM) World Choral Education Conference ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นการประชุมสัมมนาด้านการศึกษาเพลงประสานเสียงระดับนานาชาติ และได้รับเชิญให้เป็นวงสาธิตด้วย

ซีพี-เมจิ เทนไซ เปิดกล่องความรู้ ติวสดกับติวเตอร์แถวหน้าของไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467964

ซีพี-เมจิ เทนไซ เปิดกล่องความรู้ ติวสดกับติวเตอร์แถวหน้าของไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ชาลินี พูนลาภมงคล ผช.กก.ผจก.ฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บจ.ซีพี-เมจิ หรือ ซีพี-เมจิ เป็นประธาน เปิดโครงการ “ซีพี-เมจิ เทนไซ” ปีที่ 6 ติวสดกับติวเตอร์ 5 คน ได้แก่ ครูลิลลี่ ภาษาไทย, ครูซุปเคคณิตศาสตร์, ครูพี่กิ๊ฟ ภาษาอังกฤษ, อ.ชัย สังคมศึกษา และครูพี่บิ๊ก

ซีพี-เมจิ สานต่อโครงการ “ซีพี-เมจิ เทนไซ” ปีที่ 6 ติวสดกับติวเตอร์ขั้นเทพ เติมความรู้ เสริมความมั่นใจให้กับน้องๆ ชั้น ป.6 ที่จะก้าวเข้าสู่การเรียนในระดับชั้นม.1 อย่างมั่นใจ

โดย ชาลินี พูนลาภมงคล ผู้ช่วยกรรมการผู้การฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด หรือ ซีพี-เมจิ กล่าวว่า “ซีพี-เมจิ เทนไซ” เป็นโครงการด้านการศึกษาโครงการเดียวสำหรับน้องๆ ชั้นประถมศึกษาตอนปลายซึ่งจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 6 แล้ว ในปี 2563 นี้ใช้แนวคิด “เปิดกล่องความรู้ มุ่งสู่ ม.1” กับการติวสด 5 วิชาหลักที่ใช้ในการสอบเข้าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ติวเตอร์ชื่อดัง 5 คน ได้แก่ครูลิลลี่ ภาษาไทย, ครูซุปเค คณิตศาสตร์, ครูพี่กิ๊ฟ ภาษาอังกฤษ,อ.ชัย สังคมศึกษา และครูพี่บิ๊ก วิทยาศาสตร์ ที่จะมาวิเคราะห์แนวข้อสอบ พร้อมเผยเทคนิคและเคล็ดลับต่างๆ ในการเตรียมความพร้อมมากมาย

“ซีพี-เมจิ ให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ และเล็งเห็นว่า การศึกษาเป็นหนึ่งในหัวใจและรากฐานสำคัญของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างมีคุณภาพ จึงจัด “ซีพี-เมจิ เทนไซ” อย่างต่อเนื่อง เพื่อเติมความรู้ เสริมความมั่นใจ ให้กับน้องๆ ป.6 ที่จะก้าวเข้าสู่สังคมใหม่ในระดับชั้น ม.1 โดยเรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย จำนวนจำกัด 1,000 ที่นั่ง สำหรับนักเรียน และ 200 ที่นั่ง สำหรับผู้ปกครองที่ร่วมติวกับลูกผ่านจอ VTR” ชาลินี กล่าว

นอกจากการเปิดกล่องความรู้ด้านวิชาการแล้ว ยังมีความพิเศษอีก 2 กิจกรรม คือ “เปิดโลกน้องๆ” กับสองไอดอลรุ่นพี่ “มิวนิค” ศิลปินวง BNK48 และ “โค้ชป้อม-จักรพล ป้อมปราณี” โค้ชทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ROV eSports ที่มาร่วมพูดคุย พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการค้นหาความชอบ การเดินตามความฝัน โดยสามารถทำควบคู่ไปกับการเรียนได้อย่างสมดุล และ “เปิดโลกผู้ปกครอง” แนะเทคนิคเลี้ยงลูกแบบพ่อแม่ยุคดิจิทัล เพื่อความเข้าใจและเตรียมรับมือกับลูกในช่วงอายุที่เข้าสู่การเป็นวัยรุ่น กับ 4 หัวข้อเด็ด “เข้าใจความแตกต่าง สร้างครอบครัวมีสุข”, “สมองวัยรุ่น วุ่นรัก”, “โค้ชลูก! พ่อแม่ทำได้” และ “อาชีพแห่งอนาคต” โดยผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์วิเคราะห์ศักยภาพปัญญธารา(P-Pac) ณ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กรุงเทพฯ

เราต้องเคารพตนเองก่อนที่ผู้อื่นจะเคารพเรา (ตอนที่ 3/1) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467989

news_default

เราต้องเคารพตนเองก่อนที่ผู้อื่นจะเคารพเรา (ตอนที่ 3/1)

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บัดนี้ ดูเหมือนจำเป็นที่ผู้เขียนจะต้องขอตั้งซีรี่ส์ชุดบทความเรื่อง “เราต้องเคารพตนเองก่อนที่ผู้อื่นจะเคารพเรา” เป็นกิจจะลักษณะในหนังสือพิมพ์แนวหน้า เพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับการทูตการกงสุลของไทยเป็นระยะๆ เพราะมีความเข้าใจผิดหลงผิดเกี่ยวกับการต่างประเทศอีกแล้ว ล่าสุดคือการที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอให้ยกเว้นวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวจีนและนักท่องเที่ยวอินเดียเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย นัยว่า เพื่อแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัวแนวคิดของเขาคือ ต้องดึงนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาในไทย

ที่จริง รัฐมนตรีผู้นี้เพิ่งผลักดันเรื่องการขอยกเว้นวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวสองชาตินี้เมื่อเดือนสิงหาคม ปีกลาย แต่คณะรัฐมนตรีไม่เห็นด้วย แต่ก็ยังเมตตาอนุโลมให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าที่ช่องทางอนุญาตระหว่างประเทศเมื่อเดินทางถึง (Visa on Arrival: VoA) เป็นเวลาหกเดือนจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบกรณีวีซ่าประเภทนี้คือด่านตรวจคนเข้าเมือง ผู้เขียนเคยให้ความเห็นว่า ไม่ควรอนุญาตให้มีการยกเว้นวีซ่าในบทความชื่อเดียวกัน คือ “เราต้องเคารพตนเอง ก่อนที่ผู้อื่นจะเคารพเรา”ตอนที่ 1 และ 2 เมื่อวันที่ 8 และ15 กันยายน 2562 ตามลำดับ ซึ่งผู้สนใจอาจสืบค้นได้จากเว็บไซต์ www.naewna.com ได้

ครั้งนี้ ออกตัวเร็วตั้งแต่ต้นปี 2563 เพราะมีตัวเร่ง 2-3 ประการมาตั้งแต่ต้นปี หนึ่งคือ ค่าเงินบาทแข็งมากเป็นเช่นนี้มากว่าห้าปี อ้างเงื่อนไขนี้จะมีกองเชียร์ เห็นด้วยว่าต้องทำอะไรด่วน สองคือ มาเลเซียออกโปรโมชั่นยกเว้นวีซ่าแก่คนจีนและคนอินเดีย เข้าประเทศได้เป็นเวลา 14 วันในระยะเวลา 1 ปีตั้งแต่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2563 โดยเสนอมาตรการเซฟการ์ดคัดกรองโดยก่อนออกเดินทาง ให้นักท่องเที่ยวจดแจ้งลงทะเบียนทางอิเล็กทรอนิกส์ล่วงหน้า (electronicpre-registration system) พร้อมยื่นหลักฐานเกี่ยวกับการเดินทางการพำนักอาศัย เมื่อไปตรวจดูรายละเอียด มาเลเซียยกเว้นวีซ่าก็จริง แต่ไปคิดค่าธรรมเนียมการจดแจ้งลงทะเบียนทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นเงิน 100 ริงกิต (อัตรา1 ริงกิต : 7.30 บาท) ซึ่งแพงกว่าค่าวีซ่า คือ 30 ริงกิต เสียอีก เป็นที่ทราบกันว่า ณ ขณะนี้มาเลเซียมีค่าของเงินอ่อนมาก เขาจึงอยากส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งคนที่มีการศึกษามีความคิดย่อมคิดได้ไม่ยากว่า ค่าเงินถูก คนก็ย่อมอยากไปท่องเที่ยว ประเทศใดค่าเงินแข็งคือแพง ใครจะโง่ไป ต้องให้ประเทศที่มีค่าเงินแข็งนั้น แก้ไขปัญหาค่าของเงินให้อ่อนตัวยืดหยุ่นสอดคล้องความเป็นจริงก่อน

นอกจากนี้ เมื่อกลางเดือนธันวาคมปีกลาย เวียดนามก็มีโปรโมชั่น คือ ประกาศยกเว้นวีซ่าแก่บุคคลสัญชาติรัสเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ประเทศสแกนดิเนเวีย สี่ประเทศและเบลารุส เพื่อให้เดินทางเข้าเวียดนามเพื่อการท่องเที่ยวได้เป็นเวลา 15 วัน ในช่วงเวลา 3 ปี (แท้จริงแล้ว ต่ออายุโปรโมชั่นเดิมซึ่งใช้มาห้าปีและจบลงเมื่อสิ้นปี 2562) ซึ่งไทยทำเองก็ทำมานานแล้ว คือ เรามีความตกลงยกเว้นวีซ่าหนังสือเดินทางธรรมดากับรัสเซีย ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2548 สมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐนตรีในขณะนั้น และไทยมีนโยบายให้การผ่อนผันเข้าประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยว คือ ผ่อนผัน หรือ ผ. 30 กับประเทศตะวันตกคือ ที่เหลือเหล่านั้นยกเว้นเบลารุสซึ่งเกิดใหม่ การนี้แม้นมิใช่นักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย เวียดนามซึ่งมีศักยภาพเป็นคู่แข่งรายสำคัญด้านการท่องเที่ยวก็อาจถูกมองว่าจะดึงนักท่องเที่ยวจากรัสเซียและประเทศเหล่านี้และอื่นๆ ไปจากไทย เพราะเวียดนามมีศักยภาพในการแข่งขันสูง สรุปคือเป็นเหตุให้ระแวงกังวลว่าแย่งนักท่องเที่ยวไปได้ อย่างไรก็ดี เวียดนามมีนโยบายชัดเจนไม่ยกเว้นวีซ่ากับจีนเนื่องจากเหตุผลความสัมพันธ์ทางการทูตและความมั่นคงแห่งชาติ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอให้ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับการจะให้การยกเว้นวีซ่าแก่ประเทศที่มีจำนวนประชากรมหาศาล เช่น จีนและอินเดีย ดังนี้

คนส่วนใหญ่นึกถึงจีนและอินเดีย เพราะมีประชากรมากถึง 1,400 และ 1,200 ล้านคน ตามลำดับ ตามสถิติที่ทราบมาคนจีนไปต่างประเทศจำนวนประมาณ 200 ล้านคน ในแต่ละปี คนอินเดียจำนวนประมาณ 27.9 ล้านคน/ปี (บางแหล่งข่าวของตะวันตกประมาณว่า ตัวเลขสูงกว่านั้นและจะสูงขึ้นเป็น 50 ล้านคนในปี 2563) ปีกลายคนจีนมาไทยจำนวน 11 ล้านคน(เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากปี 2561) ปีกลายคนอินเดียมาไทยจำนวน 1.9 ล้านคน(เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 จากปี 2561)

หลายๆ ประเทศพยายามจัดกิจกรรมต้อนรับคนจีนให้ตรงกับเทศกาลตามประเพณีที่เขาจะไปพักผ่อนในต่างประเทศแต่เมื่อปีกลาย พบว่า มีการเดินทางไปต่างประเทศน้อยลง เนื่องจาก 1) เศรษฐกิจโลกอยู่ในสภาวะชะงักงันชะลอตัว กระทบทุกประเทศ 2) ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน กระทบต่อการผลิตการส่งออก ความมั่นคงในอาชีพ แม้นไม่มีการตอบโต้รุนแรง แต่ไม่เป็นผลดีต่อบรรยากาศ

3) เงินสกุลหยวนอ่อนค่าลง การเดินทางไปต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ยิ่งเดินทางไปประเทศเป้าหมายที่มีค่าของเงินแข็งมาก ก็ยิ่งทำให้มีความสิ้นเปลือง
เพิ่มขึ้น แนวโน้มจึงจะหลีกเลี่ยง เพราะท่องเที่ยวไม่สนุกแน่นอน 4) กรณีนักท่องเที่ยวจีนมาไทยเมื่อปีกลาย มีการเพิ่มจำนวนเพียงร้อยละ 4 ซึ่งไม่มากนัก ก็สืบเนื่องจากสามเหตุผลแรกนั้นบวกกับข่าวคราวขวัญกำลังใจนักท่องเที่ยวถดถอยลงเนื่องจากปัญหาอุบัติเหตุทางน้ำชาวจีนเสียชีวิตจากเรือฟีนิกส์ล่มที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 นักท่องเที่ยวจีนเสียชีวิตมากถึง 47 คน ซึ่งเหตุการณ์ทัวร์สยองนี้ทำให้คนจีนขาดความมั่นใจในการท่องเที่ยวในไทย ร้อนถึงผู้บริหารการท่องเที่ยวต้องพยายามหามาตรการส่งเสริม ซึ่งนำไปสู่การยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าเป็นเวลาห้วงสั้นๆ กระทั่งถึงปัจจุบัน

3.ผู้คุ้นเคยกับการท่องเที่ยวจากจีนจะพอใจกับสถิติยอดจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยมากถึง 11 ล้านคน เพราะเป็นเสมือนตัวชี้วัดความสำเร็จ โดยกล่าวว่าสร้างรายได้แก่ไทยมากถึง 5.5 แสนล้านบาท โดยพยายามจะคงมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า VoA ที่ช่องทางอนุญาตไว้ หรือหากทำได้ก็ยกเว้นวีซ่าไปเลย สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก็อาจบอกว่า ดีเลย เพราะที่ผ่านมาออกวีซ่าตนทำแทนกระทรวงการต่างประเทศทำบันทึกการเข้าออก เหนื่อยฟรี เพราะมิได้รับค่าธรรมเนียม อีกทั้งหน่วยงานถูกเพ่งเล็งหากมีเจ้าหน้าที่บางคนหาเศษหาเลยที่ด่านเรียกเก็บส่วยเป็นที่ขบขันแก่สื่อมวลชนเวลารายงานข่าวว่า ไม่มีค่าวีซ่าแต่ยังต้องเสียเงินอยู่ดี

การนี้ น่าสงสัยว่าประเทศไทยจะได้รับรายได้มากเพียงไรจากการท่องเที่ยวของคนจีน เพราะเป็นธรรมเนียมการปฏิบัติที่นักท่องเที่ยวชาวจีนชำระค่าใช้จ่ายในการบินเหมาลำมาท่องเที่ยวในไทยและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ล่วงหน้ากับบริษัททัวร์ในจีนก่อนออกเดินทาง กล่าวคือ บิน-กิน-อยู่-เที่ยว-ทัวร์ไกด์–ช้อปในโรงแรม-ภัตตาคาร-ร้านค้าและบริการแพ็กเกจทัวร์กับบริษัทจีนในเครือข่าย และมิได้จ่ายอะไรเพิ่มเติมนักระหว่างการพำนักในไทยหรือในต่างประเทศ หรือที่เรียกกันว่า เป็น “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” คือมิได้เงิน จึงชวนให้น่าคิดว่า น่าจะต้องทำการศึกษา ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ การเก็บภาษี มิใช่โมเมเป็นเศรษฐกิจเหมาเข่ง แต่ไม่มีเม็ดเงินอยู่ในมือ หากทำการศึกษาได้ ก็จะทราบชัดเจนขึ้นว่า นักท่องเที่ยวจีน รวมทั้งนักท่องเที่ยวอินเดียด้วย สร้างรายได้แก่เศรษฐกิจไทย ประชาชนไทยจริงหรือและเท่าไร และรายได้อยู่ที่ใคร ภาคธุรกิจเอกชนด้านการท่องเที่ยวของไทยที่พัทยาย่อมรู้ดี

4. การพิจารณาให้วีซ่าและเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าเป็นเรื่องปกติวิสัยในการติดต่อทางการทูตการกงสุล เพราะหมายถึงการอนุญาต การยกเว้นจะต้องปฏิบัติต่างตอบแทน หรือจำเป็นอย่างยิ่งหากให้ฝ่ายเดียว ค่าธรรมเนียมที่ไทยเรียกเก็บก็อยู่ในอัตราต่ำมาก คือ 1,000 บาท/คน/ครั้ง ส่วนที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองขอขึ้นค่าธรรมเนียมออกวีซ่าเป็น 2,000 บาท/คน/ครั้ง นั้น เป็นไปตามคำร้องขอของหน่วยงานนั้นเอง คนไทยไปจีนก็ยังต้องเสียค่าธรรมเนียม ไปยุโรปด้วยวีซ่าเชงเก้นอัตราใหม่แพงกว่าเดิม ก็ยังพร้อมจะเสีย แต่ในกรณีไทย-จีน ที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาขอให้ยกเว้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ก็น่าสงสัยว่า หากไม่ต้องยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าประเภทท่องเที่ยว คือ หนึ่งพันบาท หรือ วีซ่า VoAคือ สองพันบาท/คน/ครั้ง รายได้ที่สถานทูตสถานกงสุล และด่านตรวจคนเข้าเมืองจะรวบรวมส่งให้แก่แผ่นดินจะมีจำนวนมากสักเพียงไร รัฐบาลก็สามารถนำเอารายได้นี้ไปพัฒนาปรับปรุงสถานที่ท่องเที่ยว สถานบริการ สิ่งอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย และระบบการตรวจคนเข้าเมืองการบันทึกการเข้าเมืองและการติดตามผู้อยู่เกินกำหนดให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหลายได้อย่างมาก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อราชการและความมั่นคงแห่งชาติ ในด้านลักลอบทำงาน ยาเสพติด ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน ตั้งแก๊งค์อิทธิพลรีดไถคนชาติตนเองในไทย เป็นต้น

5. อนึ่ง หากเริ่มต้นดีและทำไปได้ดีจริง มาเลเซียจะเป็นประเทศแรกๆในอาเซียนที่ดำเนินการยกเว้นวีซ่าแก่คนสัญชาติจีน เพราะมีประเทศจำนวนไม่มากนักที่ยกเว้นวีซ่าให้แก่คนจีน แม้นอดีตสหายสังคมนิยมเช่นรัสเซียและเวียดนามก็ยังมิได้มีความตกลงยกเว้นวีซ่าให้ส่วนอินเดีย นั้น จากแหล่งข่าวทางการทูตพบว่า อินโดนีเซียเป็นประเทศแรกๆ ในอาเซียนที่มีความตกลงยกเว้นวีซ่าหนังสือเดินทางธรรมดากับอินเดีย เพื่อการท่องเที่ยว เป็นระยะเวลา 30 วัน แต่มีอีกหลักฐานรอยืนยันว่า อีกประเทศคือมาเลเซีย

กรณีจีน จีนทำความตกลงยกเว้นวีซ่าหรือมีการประกาศยกเว้นวีซ่าในจำนวน 71 ประเทศ อยู่ในอันดับ 72 ของรายชื่อประเทศที่มีอันดับหนังสือเดินทางที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกประจำปี 2563 (ส่วนอินเดียไม่ถูกระบุในข่าว ในขณะที่ไทยอยู่ในอันดับที่ 65 เข้าได้ 78 ประเทศ โดยไม่ต้องขอวีซ่า) ซึ่งการจัดอันดับสะท้อนถึงการได้รับการยอมรับในหมู่ประเทศต่างๆ ซึ่งญี่ปุ่นยังครองแชมป์ประเทศที่หนังสือเดินทางได้รับการยอมรับเป็นอันดับ 1 เข้าประเทศต่างๆ ได้ 191 ประเทศ จากเกือบ200 ประเทศ ไม่ต้องมีวีซ่า ตามด้วยสิงคโปร์อันดับ 2 เข้าได้ 190 ประเทศ ส่วนคนชาวฮ่องกงและไต้หวัน เข้าได้ 169 และ 146 ประเทศ อยู่ในอันดับ 20 และ 32 ตามลำดับ ซึ่งนับว่าได้รับการยอมรับเหนือจีนแผ่นดินใหญ่อย่างชัดเจน

ในตอนต่อไป ผู้เขียนจะกล่าวถึงสาเหตุที่จีนได้รับการยอมรับจากนานาประเทศน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ข้อเท็จจริงที่ควรทราบเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-จีน, ข้อพึงพิจารณาในการส่งเสริมการท่องเที่ยวท่ามกลางปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ตลอดจนการเสนอให้มีการยกเว้นวีซ่า เหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง ขณะที่มีปัญหาค่าเงินบาทแข็งว่า เป็นการเกาถูกที่คันหรือไม่

(คมกริช วรคามิน เคยดำรง ตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ โรมาเนีย และมีเขตอาณาครอบคลุมสาธารณรัฐบัลแกเรีย)

คมกริช วรคามิน

(อ่านต่อฉบับวันพรุ่งนี้)

ถั่วมงคลทั้ง 5 ชนิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467977

news_default

ถั่วมงคลทั้ง 5 ชนิด

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เทศกาลตรุษจีนปีนี้นั้น ทาง เครือเฮอริเทจ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแนะนำถั่วมงคล 5 ชนิด เพื่อให้คนไทยเชื้อสายจีนทุกคนได้ทานอาหารมงคลและเต็มไปด้วยคุณประโยชน์ครบครันหลายคนคงเคยได้ยินว่าเพียงกินถั่ววันละหนึ่งกำมือก็สามารถป้องกันโรคต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือโรคที่เกี่ยวกับสมอง ซึ่งถั่วแต่ละชนิดได้แก่ ถั่วอัลมอนด์– ช่วยในเรื่องการรักษาระดับของโคเลสเตอรอล มีไขมันชนิดดี (HDL) ดีต่อสุขภาพหัวใจ, เม็ดมะม่วงหิมพานต์- นับเป็นแหล่งของโปรตีนและไขมันไม่อิ่มตัว ช่วยเสริมสร้างให้กระดูกแข็งแรงแถมยังช่วยบำรุงสุขภาพผมและผิวหนัง, ถั่วพิสทาชิโอ-ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองลดความเสี่ยงจากอาการประสาทตาเสื่อม, ถั่ววอลนัท-เป็นถั่วที่มีไขมันโอเมก้า 3 สูง ช่วยดูแลสุขภาพหัวใจโดยไปลดไตรกลีเซอไรด์ และลดการก่อคราบ อุดมไปด้วยอัลฟ่า-ไลโนเลนิค แอซิด (ALA) พร้อมทั้งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และถั่วแมคคาเดเมียลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อีกทั้งเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี

ร่วมแสดงความยินดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467978

news_default

ร่วมแสดงความยินดี

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“ภญ.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์” ผอ.ด้านบริหาร รพ.บำรุงราษฎร์ พร้อมด้วยผู้บริหารบำรุงราษฎร์ เฮลท์ เน็ตเวิร์ก แสดงความยินดีกับ “นพ.วรัญญ์ เทียนส่ง” ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งผอ.รพ.พริ้นซ์สุวรรณภูมิ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นในการเป็นพันธมิตรที่เข้มแข็ง เพื่อมอบบริการความเป็นเลิศทางการแพทย์ต่อไป

เปิดให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นสุขภาพใหม่ ในงาน ‘สุขภาพดีกับกทม.’ พร้อมตรวจสุขภาพฟรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467985

เปิดให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นสุขภาพใหม่ ในงาน ‘สุขภาพดีกับกทม.’ พร้อมตรวจสุขภาพฟรี

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ร่วมกับเครือข่ายสุขภาพ จัดงานสุขภาพดี กับ กทม. เปิดตัว แอพพลิเคชั่นสุขภาพใหม่(Bangkok health application) พร้อมให้บริการตรวจคัดกรองสุขภาพและฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับ 7 กลุ่มเสี่ยง เมื่อวันที่วันที่ 17-18 มกราคม  2563 ที่ผ่านมา ณ ห้องอเนกประสงค์ บริเวณโถงชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

นายแพทย์ชวินทร์ ศิรินาคผู้อำนวยการสำนักอนามัย ประธานพิธีเปิดงานสุขภาพดีกับ กทม. กล่าวว่าเพื่อเปิดให้บริการแอพพลิเคชั่นสุขภาพ (Bangkok health application) เปิดเผยว่า การพัฒนากรุงเทพมหานครตามนโยบายปฏิรูปประเทศ ด้านสุขภาพ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี มีโอกาสได้รับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันและสามารถเข้าถึงสารสนเทศด้านสุขภาพที่มีประโยชน์ ตลอดจนข้อมูลด้านสุขภาพ ส่วนบุคคลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และเท่าทันความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสารดิจิทัลที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องกรุงเทพมหานคร จึงได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นสุขภาพ (Bangkok health application)ประกอบด้วย 3 module ได้แก่ 1) Health information 2) Health assessment3) Bangkok aging เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกรับบริการในการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม อันจะนำไปสู่การมีสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

นายแพทย์ชวินทร์  ศิรินาค เป็นประธานเปิดงานสุขภาพดีกับ กทม. โดยสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ร่วมกับเครือข่ายสุขภาพ จัดขึ้น

ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วย การจัดแสดงบูธเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ Bangkok Health Application ของสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และจากภาคีเครือข่ายสุขภาพ จำนวน 13 หน่วยงาน อาทิแอพพลิเคชั่น Kid diary ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) แอพพลิเคชั่นกำไลวิเศษ ของแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมถ์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ภายในงานมีการเสวนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และกิจกรรม “สนุกกับเมนูสุขภาพ ง่ายดีมีประโยชน์” โดยเชฟชุมพล ทอล์กโชว์ “มองทะลุมิติสุขภาพในยุค 4.0” โดย เมทนี บูรณะศิริ และมินิคอนเสิร์ต “ตรี ชัยณรงค์” แกรมมี่โกลด์ เป็นต้น นอกจากนี้ สำนักอนามัยได้จัดบริการตรวจคัดกรองสุขภาพและส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก ได้แก่ บริการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สำหรับกลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่ม คือ หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์4 เดือนขึ้นไป เด็กอายุ 6 เดือน-2 ปีผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคหอบหืดโรคไตวาย โรคหลอดเลือดสมองโรคเบาหวาน ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องจากการติดเชื้อเอชไอวี และผู้ที่มีภาวะอ้วนน้ำหนัก ตั้งแต่ 100 kg ขึ้นไป หรือ BMI ตั้งแต่ 35 Kg/m2 บริการตรวจเอกซเรย์ปอดเคลื่อนที่ด้วยระบบดิจิทัล ตรวจจอประสาทตา บริการรถคลายเครียดเคลื่อนที่ และรถทันตกรรมเคลื่อนที่

ดังนั้น จึงขอเชิญประชาชนดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ฉลองปีหนูทอง เที่ยวชม ‘ตรุษจีนเยาวราช ประจำปี 2563’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467966

ฉลองปีหนูทอง เที่ยวชม ‘ตรุษจีนเยาวราช ประจำปี 2563’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธาน กก.จัดงานเยาวราชประจำปี 2563

กรุงเทพมหานคร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ ร่วมกับ คณะกรรมการการจัดงานตรุษจีนเยาวราช ประชาคมเขตสัมพันธวงศ์ สภาวัฒนธรรมเขตสัมพันธวงศ์ ร่วมกันจัดงานตรุษจีนเยาวราช 25-26 มกราคม 2563 ณ บริเวณซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา ถนนเยาวราช และถนนต่อเนื่องในบริเวณใกล้เคียงโดยมีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับวัฒนธรรมและการแสดงเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมไทย-จีน ซึ่งแสดงออกถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้าร่วมงาน เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีอันดีงามของพี่น้องคนไทยเชื้อสายจีนในเยาวราช ทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของกรุงเทพมหานคร ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยให้ประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายยิ่งขึ้น

ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธาน กก.จัดงานตรุษจีนเยาวราช ประจำปี 2563 พร้อมด้วย วิศิษฏ์ ลิ้มประนะ ประธานฝ่ายเฝ้าฯรับเสด็จ,ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการททท., พินิจ กาญจนชูศักดิ์ ประธานประชาคมเขตสัมพันธวงศ์, ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ จาก ททท, ประวิช สุขุม ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ และแขกผู้มีเกียรติ

ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการจัดงานเยาวราชประจำปี 2563 กล่าวถึง การจัดงานตรุษจีนเยาวราชประจำปี 2563 ว่า “ในนามคณะกรรมการการจัดงานตรุษจีนเยาวราช ประจำปี 2563 มีความยินดี และภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราได้มาร่วมกันจัดงานอันสำคัญยิ่งนี้ด้วยกันอีกครั้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นให้ธำรงอยู่ และสืบทอดสู่อนุชนรุ่นหลัง และยังเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางมาท่องเที่ยว และยังได้ร่วมกันเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ของชาวจีนกันที่เทศกาล “ตรุษจีนเยาวราช” ที่ประเทศไทย ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์2563 ณ บริเวณซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา ถนนเยาวราช และถนนต่อเนื่องบริเวณใกล้เคียง เป็นการผสานความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ สภาวัฒนธรรมเขตสัมพันธวงศ์ กลุ่มประชาคมเขตสัมพันธวงศ์นักธุรกิจ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่โดยเทศกาลตรุษจีนถือเป็นงานปีใหม่ของชาวจีนทั่วโลก รวมถึงชาวไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทยที่ได้มีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ปี 2542 จนถึงปัจจุบัน เป็นการจัดงานตรุษจีนเยาวราช พร้อมเฝ้าฯรับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นครั้งที่ 20 โดยเทศกาลนี้ ถือเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งเสริอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ที่สอดคล้องกับแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2556-2575) ให้เป็นมหานครแห่งศูนย์กลาง ด้านเศรษฐกิจ การเรียนรู้ และการท่องเที่ยว ในระดับโลก และในปีนี้ นับเป็นปีมหามงคลยิ่งของปวงชนชาวไทยที่จะได้ร่วมกันเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์ “รัฐมิตราภรณ์” จากรัฐบาลจีน ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนอันเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศจีนที่มีความแน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน

เทศกาล “ตรุษจีนเยาวราช” ยังได้มีการขยายพื้นที่การจัดงานเป็นพิเศษไปถึงสี่แยกราชวงศ์ พร้อมจัดเต็มกิจกรรม สีสันความสนุก ความสุข และความบันเทิงมากมาย มีการออกบูธจากทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน รวมทั้งการแสดงวัฒนธรรมจีนที่ทางรัฐบาลจีนส่งมาร่วมกันเฉลิมฉลองเทศกาล “ตรุษจีนเยาวราช” อาทิ การแสดงสิงโตบนดอกเหมย การแสดงสิงโต 22 หัวและการแสดงพิเศษจากศิลปินนักร้องที่มีชื่อเสียงอีกมากมาย ตลอดทั้ง 2 วัน ได้สัมผัสของดีของเด่นมากมายของเยาวราช ได้มากราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองในช่วงเทศกาลปีใหม่ของชาวจีน ขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนได้มาร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่จะเสด็จฯมาทรงเป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาล “ตรุษจีนเยาวราช” ในวันที่ 25 มกราคม 2563 นี้

ทั้งหมดนี้ ล้วนเกิดจากพลังแห่งความร่วมมือของทุกภาคส่วน ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคี และยังช่วยผลักดัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เกิดเป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างมูลค่า และการหมุนเวียนให้กับเศรษฐกิจในระดับชุมชนและประเทศไทย โดยรวมพลังนี้หากเราสามารถสร้างให้เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ก็จะกลายเป็นพลังบวก ขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

เปิดใจที่แรก! 2หนุ่ม’มะล่องก่องแก่ง’ กับท่าเต้นสุดจ๊าบยอดวิวพุ่ง10ล้านดังเปรี้ยงข้ามคืน! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/468269

เปิดใจที่แรก! 2หนุ่ม’มะล่องก่องแก่ง’ กับท่าเต้นสุดจ๊าบยอดวิวพุ่ง10ล้านดังเปรี้ยงข้ามคืน!

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 18.42 น.

แรงสุดฉุดไม่อยู่แล้วจ้า สำหรับเพลง “มะล่องก่องแก่ง” กับเวอร์ชั่น Cover โดย “มอส จารุภัทร” และ “แฮปปี้ ปริญญา” จากค่าย โคกสูงอินดี้เรคคอร์ด เพลงฮิตติดหูพร้อมท่าเต้นสุดจ๊าบ โดยตอนนี้แฮชแท็กเพลงอย่าง #สะมารองก๊องแก๊ง ก็กำลังเป็นกระแสสุดๆ จนยอดวิวพุ่ง 10 ล้านวิวเพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้น วันนี้ DARASTORY บันเทิงเรื่องใหญ่ จะพาไปพูดคุยกับ 2 หนุ่ม ที่มาเปิดใจในรายการเป็นที่แรก

“มะล่องก่องแก่ง” แปลว่าอะไร

เป็นคำเปรียบเปรยครับ แบบว่าเข้าไปเป็นส่วนวุ่นวายในชีวิตเขา ไปรักเขาแบบครึ่งๆ กลางๆ เหมือนไปเป็นมือที่ 3 ประมาณนี้ครับ

5 วัน 10 ล้านวิวแล้ว รู้รึเปล่าว่าตอนนี้เราดังมาก

ไม่รู้เลยครับ ไม่คิดว่าจะเป็นกระแสดัง เหมือนฝันเลยครับ

เวลาคนที่เจอเราเขาทักเราว่าอะไร

ก็ทักว่า “มะล่องก่องแก่ง” แล้วก็มาขอถ่ายรูปด้วยครับ

ท่าเต้นใครเป็นคนคิดให้

พี่ผู้จัดการครับ เป็นคนคิดท่าให้ครับ

ผู้จัดการ : ใช่ครับ พอดีว่าท่าเต้นของเพลงต้นฉบับนั้นจะเป็นอีกท่าหนึ่ง ทีนี้ผมก็เลยคิดว่าจะไปท่าไหนได้อีกบ้าง พอเห็นมือตัวเองที่ขยับๆ มันก็เข้ากับเพลงดีแล้วประกอบกับตัวน้องๆ ที่มีความสามารถอยู่แล้วเราก็เลยดึงศักยภาพของน้องออกมาได้ และก็ได้อินเนอร์ของน้องด้วย

เพลงนี้มีต้นฉบับอยู่แล้วช่ายไหม

ผู้จัดการ : ใช่ครับ คือ ‘คุณพจน์ สายอินดี้’ ที่อยากจะเอาเพลงมา Cover แล้วทางค่ายเราก็รู้จักกับคนเรียบเรียงดนตรี ‘กล้าชัย ไทหนองคาย’ โดยเราอยากให้แตกต่างจากต้นฉบับทั้งการร้องและท่าเต้น จะได้ไม่เหมือนกัน

ชุดที่มีสีสันอันนี้ใครออกแบบให้

ผู้จัดการ : ครับก็จะมีนายห้างอีก 2 คน เป็นคนช่วยดูแลให้ก็จบที่ชุดที่เห็นครับ ซึ่งเราอยากให้มีความแตกต่างจากต้นฉบับที่มี 2 เฉดสี ครั้งนี้เราก็เลยให้มีหลายๆ สีและก็ยังไม่เห็นใครทำด้วย

ไปรู้จักน้อง 2 คนได้ยังไง

ผู้จัดการ : น้องๆ ทั้ง 2 คนอยู่ที่อุดรอยู่แล้วครับ คือเริ่มจากตัวผมที่เข้าไปทำงานที่ โคกสูงอินดี้เรคคอร์ด เป็นครีเอทีฟและตากล้อง แล้วน้องทั้ง 2 คนก็เข้ามาสมัครเป็นศิลปินและนักแสดงด้วยซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่า น้องเขาจะดังไหมแต่ก็รับไว้ ส่วนเรื่องท่าเต้นอันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สอนได้

คิดว่าคนที่เข้ามาดูเขาชอบตรงไหน

ผู้จัดการ : คิดว่าช่วงนี้คนไทยอาจจะเครียดๆ รึเปล่าพอมาเจอคลิปนี้มันตลกดี สนุกดีก็เลยเข้ามาดู คาแรคเตอร์ของน้องด้วย

คิวงานของน้องยาวไปถึงปีหน้าแล้ว

ผู้จัดการ : ใช่ครับ ก็จะมีทั้งรายการและก็โชว์ที่ติดต่อเข้ามา

น้องทั้ง 2 คนรู้สึกยังไงบ้างที่ตอนนี้ดังแล้ว

มอส : ก็รู้สึกดีใจมากๆ ครับที่มีคนมาชื่นชอบในผลงานและก็ขอบคุณที่ชอบท่าเต้นนะครับ

แฮปปี้ : ก็จะตั้งใจทำผลงานออกมาให้ดีไปเรื่อยๆ ครับ ขอบคุณที่ชื่นชอบครับ

เตรียมตัวเตรียมความพร้อมน้องๆ ยังไงบ้าง

ผู้จัดการ : ก็จะให้น้องๆ ซ้อมในเรื่องการร้องเพลงครับเพราะมีงานร้องเพลงกลางคืนด้วยครับ

น้องๆ ยังเรียนกันอยู่ใช่ไหมครับ

มอส : ครับ ผมเรียนที่วิทยาลัยเทคโนโลยีเอเชียหนองคาย

แฮปปี้ : เรียนวิทยาลัยเทคโนโลยีสันตพลอุดร ครับ

แบ่งเวลาเรียนและเวลางานยังไง

ทางวิทยาลัยให้โอกาสครับ บอกว่าโอกาสมาถึงแล้วให้รีบคว้าเอาไว้มีน้อยคนที่ได้รับโอกาสแบบนี้ครับ

เรียกว่า โด่งดังเป็นที่รู้จักภายในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้น แถมน้องๆ ทั้ง 2 คนก็มีความมานะอดทน ในการทำงานสุดๆ ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้น้องๆ นั้นมีผลงานเพลงและท่าเต้นสุดจ๊าบ มาฝากแฟนๆ อีกเรื่อยๆ ห้ามพลาดติดตามต่อในรายการ