ชิม-ช้อป-ใช้ ทำเพื่อใคร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392569?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชิม-ช้อป-ใช้ ทำเพื่อใคร

10 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
ชิม-ช้อป-ใช้,หุ่นยนต์,ช้างป่า,น้ำตกเหวนรก,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 333 ครั้ง

ชิม-ช้อป-ใช้ ทำเพื่อใคร คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ มีเรื่องโครงการชิม-ช้อป-ใช้ ของกระทรวงการคลังซึ่งเป็นมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศปรากฏว่าประชาชนคนไทยส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วย คำถามคือโครงการนี้ทำเพื่อใคร? และสมควรจะทำต่อหรือไม่เพราะเงินพันบาทไม่ได้ตกอยู่ในมือของคนจนแต่ทำไปเพื่อสนองนโยบายหรือโครงการประชานิยมของรัฐบาลมากกว่า

อยากจะยกตัวอย่างจาก ‘นิด้าโพล’ ซึ่งสำรวจความคิดเห็นว่าโครงการ ‘ชิม-ช้อป-ใช้ ถูกใจหรือไม่? ผลปรากฏว่ากว่าครึ่งคือ 58.37% ระบุว่าไม่ได้ไปลงทะเบียนเพราะขั้นตอนยุ่งยากมากและบ้างก็ว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีแต่อยากให้ปรับปรุงให้ดีกว่านี้

มีอีกจำนวนหนึ่งอยากให้ยกเลิกโครงการไปเลยแล้วเอาเงินที่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำนี้ไปใช้อย่างอื่นเพราะแจกคนละพันรวมแล้วเป็นหมื่นล้าน

‘ดับเครื่องชน’ ขอสนับสนุนให้เลิกโครงการนี้เสียเลยเพราะวุ่นไม่รู้จบและหาวิธีอื่นที่ดีกว่านี้

ประเทศไทยของเรามักมีอะไรๆ ที่พิสดารเช่นนี้แหละ!
อ๊อด เทอร์โบ


 สงสารช้างเขาใหญ่
 ระวัง! อย่าให้เกิดขึ้นอีก

ดิฉันไม่ทราบรายละเอียดเรื่องช้างพลัดตกหน้าผาที่น้ำตกเหวนรก เขาใหญ่ ซึ่งตกไปถึง 6 ตัว ล้วนแต่เป็นช้างป่าที่ลักษณะดี มีรอดชีวิตไปเป็นช้างป่าแม่ลูก 2 ตัวเท่านั้นเอง ด้วยความที่เป็นคนรักช้าง ดิฉันถึงกับน้ำตาไหลด้วยความสงสารและอยากให้ช่วยกันระมัดระวังป้องกันอย่าให้เกิดขึ้นอีก เพราะอุบัติเหตุสุดวิสัยย่อมเกิดขึ้นได้แต่เราก็ระวังได้เช่นกันและอย่าเห็นว่าเป็นเรื่องน้อยนิดเพราะต่อไปอาจเกิดขึ้นอีกได้
จึงเขียนจดหมายฉบับนี้ส่งมาในฐานะที่พวกเราคนรักช้างโดยเฉพาะช้างป่าที่เขาใหญ่นี่มีมากกว่าที่อื่นอย่าให้เกิดเรื่องเศร้าเช่นนี้อีกเลย
รัตนาพร (สระบุรี)

เรียนคุณ ‘รัตนาพร’ สระบุรี
ผมเองก็เป็นคนรักช้างเช่นกันและเห็นว่าเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองตั้งแต่โบราณกาลแล้ว และพอได้ทราบข่าวเรื่องช้างป่าเขาใหญ่ตายถึง 6 ตัวที่น้ำตกเหวนรกแล้วเศร้าใจมาก

จึงเห็นด้วยที่จะต้องระมัดระวังอย่าให้เกิดขึ้นอีกเพราะช่วงฤดูนี้น้ำแรงมาก ช้างป่าที่คึกคะนองอาจตกเหว-ตกน้ำป่าตายได้ และขอให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยกันดูแลให้ดี ช้างป่านั้นมักจะสร้างปัญหาบ่อยๆ เช่นการออกมาทำลายไร่สวนชาวบ้านแถวหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ หรืออื่นๆ ก็ขอให้ใช้วิธีการแบบเมตตาธรรม

กรณีที่เขาใหญ่เป็นบทเรียนราคาแพงเพราะช้างป่าตายทีเดียว 6 ตัว เสียดายและสงสารจริงๆ
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘หุ่นยนต์’ เข้ามามีบทบาท
 โตเกียวโอลิมปิก 2020
(ผ่านไปยังผู้ชมทุกท่าน)

ผมเพิ่งไปญี่ปุ่นดินแดนยอดฮิตของคนไทยมา เพราะกินอยู่ง่าย ไปมาสะดวกและที่สำคัญไม่ต้องทำวีซ่าให้ปวดหัวเหมือนไปยุโรป-อเมริกา หรืออีกหลายประเทศ ปีหน้า ค.ศ.2020 ญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิก 2020 ซึ่งแน่นอนว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศไฮเทค จะต้องเตรียมตัวจัดให้ยิ่งใหญ่มโหฬารไม่น้อยหน้าประเทศที่ผ่านมาในอดีตและระยะหลังนี้โอลิมปิกตกต่ำลดความดังลงไปมาก

ญี่ปุ่นนอกจากจะใช้กำลังคนแล้วยังใช้หุ่นยนต์เข้ามาช่วยตามแบบฉบับของญี่ปุ่น ซึ่งต่อไปหุ่นยนต์เราจะเห็นได้คุ้นหน้าคุ้นตาครับ หุ่นยนต์ได้รับการออกแบบมาให้สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของต่างๆ ข้ามสนามได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงทำหน้าที่เก็บอุปกรณ์ในการแข่งขันกีฬา เช่น หอกจากกีฬาพุ่งหลาวและแผ่นกลมสำหรับกีฬาขว้างจักร หลังจากที่นักกีฬาขว้างออกไปแล้วและเจ้าหุ่นยนต์อีกตัวจะมีหน้าจอที่มีขนาดเท่าคนบนล้อของมัน หุ่นยนต์ตัวนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ชมทางบ้านสามารถดูกีฬาแบบเสมือนจริงได้

ยังมีหุ่นยนต์มาสคอตที่ถูกออกแบบมาให้ดูเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ยิ้มแย้มเป็นมิตร ซึ่งแม้เดินไม่ได้แต่สามารถขยับแขนขาได้ พูดไม่ได้แต่สามารถส่งสายตาได้หลายแบบ ทั้งแบบสายตาเป็นประกาย และเป็นรูปหัวใจ ถือเป็นสัญลักษณ์หรือเป็นตัวแทนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้

หุ่นยนต์ภาคสนามเป็นหุ่นยนต์ที่มีขนาดเล็ก มีรูปร่างเหมือนรถประจำทาง สามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วถึง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีกล้องสามตัวและเซ็นเซอร์พิเศษที่ช่วยให้มองเห็นสภาพแวดล้อม ด้านบนมีไฟชนิดพิเศษรอบๆ ที่จะสว่างขึ้นในขณะที่ทำงาน หุ่นยนต์สามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวางและยังสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นหญ้าได้อีก

ผมว่าน่าจะมอบ ‘เหรียญทองโอลิมปิก’ ให้หุ่นยนต์เป็นพิเศษเลยดีไหมครับ_ฮีโร่โอลิมปิก 2020
ศักดา (เยาวราช)


เลื่อนและรื้อรถไฟความเร็วสูงเวทีสภาที่3จี้ปิดจุดเสี่ยงซ้ำรอย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392617?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลื่อนและรื้อรถไฟความเร็วสูงเวทีสภาที่3จี้ปิดจุดเสี่ยงซ้ำรอย

9 ตุลาคม 2562 – 13:30 น.
ประภัสร์ จงสงวน,การรถไฟแห่งประเทศไทย,วันมูหะมัดนอร์,ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล,คลัง,โครงการรถไฟความเร็วสูง
เปิดอ่าน 438 ครั้ง

เลื่อน และ รื้อ “รถไฟความเร็วสูง” เวทีสภาที่3 จี้ปิดจุดเสี่ยงซ้ำรอย “ค่าโง่” โดย… ขนิษฐา เทพจร 

คณะกรรมการญาติพฤษภา 35 และสภาที่ 3 จัดเสวนาโต๊ะกลม บัญญัติกลโกง 10 ประการ ลำดับที่ 1 ประเด็นความไม่ชอบมาพากล ของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คือ สนามบินดอนเมือง, สนามบินสุวรรณภูมิ และ สนามบินอู่ตะเภา และโครงการอีอีซี ของกระทรวงคมนาคม

ซึ่งสภาที่ 3 ฐานะสภาของประชาชน ที่คอยถ่วงดุล สภาผู้แทนราษฎร ฐานะสภาที่ 1 และวุฒิสภา ฐานะสภาที่ 2 จับจ้องโครงการนี้มาตั้งแต่การเขียนทีโออาร์ และรายละเอียดจนถึงกำหนดการที่ “กระทรวงคมนาคม” เตรียมลงนามสัญญาจ้างกับ “กลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัทเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้งและพันธมิตร” ภายในเดือนตุลาคมนี้

โดย “อดุลย์ เขียวบริบูรณ์” ประธานญาติพฤษภา เกริ่นหัวเรื่องนี้ก่อนเวทีเสวนาจะเริ่มคือ เป็นกระบวนการที่ขอเรียกว่ากลโกง แทนคำว่า มีเจตนาทุจริต ซึ่งปมเหตุที่จั่วหัวนั้น ไม่หวั่นที่รัฐบาลจะฟ้องร้อง เพราะเป้าหมายต้องการให้เกิดการฟ้องร้อง เพื่อสร้างพื้นที่แสดงข้อเท็จจริงและหลักฐานให้สาธารณะได้เห็น นอกจากนั้นยังฝากให้สังคมจับตาการพัฒนาพื้นที่ย่านมักกะสัน จำนวน 140 ไร่ ที่หากเกิดการพัฒนาแล้ว จะสร้างรายได้สูงถึงหลายแสนล้านบาท

เริ่มต้นเวที ด้วยมุมมองของ “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง” ที่ตั้งต้นด้วยการจับโกหกของรัฐบาล ว่าด้วยการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางขนส่งทางรางของภูมิภาค ที่เมื่อพิจารณาปัจจัยสำคัญ อาทิ ขนาดของรางรถไฟ จากประเทศกัมพูชา, เมียนมาร์ ที่มีขนาดไม่เท่ากับของประเทศไทย จะไม่สามารถเชื่อมต่อกับไทยได้ อีกทั้งเส้นทางขนส่งทางรางที่จะเชื่อมต่อไม่อยู่ในเส้นทางของ “โครงการรถไฟความเร็วสูง” ที่รัฐบาลเตรียมดำเนินการ

นอกจากนั้น “ธีระชัย” ยังตั้งข้อสังเกตในอีกหลายประเด็นด้วยว่า รฟท.จะไม่ได้ผลตอบแทนที่เป็นธรรม เพราะมีรายได้จากส่วนแบ่งของการเดินรถไฟความเร็วสูง ส่วนเอกชนนอกจากจะได้รับรายได้จากโครงการแล้ว ยังมีของแถมคือ การพัฒนาพื้นที่มักกะสัน จำนวน 140 ไร่ ที่เอกชนสามารถทำธุรกิจได้ทันทีระหว่างรอการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง ที่เป็นเงื่อนไขที่รัฐจะได้รับค่าตอบแทนจากส่วนแบ่งรายได้ ซึ่งเชื่อว่าการก่อสร้างจะล่าช้า เพราะมีปัจจัยชะลอ คือ การส่งมอบที่ดินเพื่อใช้ก่อสร้าง ที่ต้องทำเรื่องเวนคืนที่ดิน ต้องออกกฎหมาย, การรื้อระบบสาธารณูปโภค รวมถึงท่อส่งน้ำมัน ที่ใช้เวลาประมาณ 12 เดือน, รื้อท่อระบายน้ำ, สายไฟฟ้า เป็นต้น รวมถึงการขุดคลองในพื้นที่แนวก่อสร้างกว่า 17 เมตร พื้นที่รอยต่อพญาไท ไปบางซื่อในจุดหักเลี้ยว

“ที่ดินมักกะสันเขาประเคนให้ผู้ชนะประมูล ด้วยการจ่ายเงิน 1,000 ล้านบาทต่อปี สัญญา 50 ปี รวมมูลค่า 50,000 ล้านบาท โดยมีราคาประเมินที่ดินประมาณตารางวาละ 2-3 แสนบาท อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่ประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ คือ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศรินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นองค์กรที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ไม่ขึ้นทะเบียนวิชาชีพ ดังนั้นผมมองว่า หากมีการออกกฎหมายเวนคืนที่ดิน เพื่อให้เอกชนใช้ที่ดินเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะเป็นการกระทำผิดรัฐธรรมนูญ”

หลังจากตั้งข้อสังเกตและยกตัวอย่าง “ธีระชัย” ตั้งคำถามกับสังคมด้วยว่า เชื่อหรือว่าการส่งมอบพื้นที่จะทำได้ทันตามเวลาที่กำหนด ?

พร้อมให้ความเห็นส่วนตัวด้วยว่า หากวันที่ 15 ตุลาคม รฟท.เดินหน้าลงนามกับกลุ่มซีพีจะมีความเสี่ยงที่ผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ฐานะประธานบอร์ดอีอีซี อาจถูกพิพากษาคดี เช่นเดียวกับ อดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย

“เหตุที่ต้องเร่งรัดลงนาม มีคนอ้างว่า นายกฯ ในฐานะประธานบอร์ดอีอีซีอนุมัติ และเชื่อว่าหากลงนามกับเอกชนแล้วจะปลอดภัย แต่ผมเห็นต่าง เพราะขณะนี้ปัญหาเกิดขึ้นมาก เนื่องจากในแผนการทำโครงการ ยังไม่พบการเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กทม., การไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อกำหนดแผนการรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภค ที่ควรกำหนดปฏิทินและขอบเขต รวมถึงงบประมาณที่จะใช้ ดังนั้นหากไม่มีปฏิทินที่ชัดเจนก่อนลงนามสัญญากับเอกชนได้ และเร่งรัดจนผิดวิสัย อาจมีความเสี่ยงกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ทางออกที่ดีที่สุดของเรื่องนี้ คือ เลื่อนการลงนามสัญญากับเอกชน ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่า กลุ่มซีพี จะล้มการลงนาม และให้กลุ่มบริษัทที่สองเข้ารับงานแทน มองว่าเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง”

ขณะที่ความเห็นจากตัวแทนของสภาผู้แทนราษฎร ที่มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ” ในฐานะผู้มีส่วนร่วมผลักดันการเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษากรณีโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน และโครงการอีอีซี ในสภาผู้แทนราษฎร ผ่านการเสนอญัตติ แต่ผลการผลักดันรอบนั้นล้มเหลว เนื่องจากเสียงข้างมากของสภาโหวตล้มญัตติ

“โครงการนี้ไม่โปร่งใส ตั้งแต่เริ่มต้นคิด รวมถึงทีโออาร์ ซึ่งสภาเคยเสนอให้พิจารณาใหม่ เพราะเป็นโครงการที่ทำมาก่อนจะมีสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ขาดการวิเคราะห์ หรือประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งแนวคิดที่สภาต้องศึกษานั้น ไม่ใช่การบอกว่ารัฐบาลห้ามทำ แต่เพื่อให้ทำโครงการอย่างรอบคอบ และประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด ไม่ใช่เอื้อประโยชน์ให้นายทุนเท่านั้น รวมถึงเสนอให้ชะลอการประมูลออกไป 6 เดือนได้หรือไม่ แต่ผลสุดท้ายไม่มีการตั้ง ทั้งที่การอภิปรายในสภามี ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล สนับสนุนให้ตั้ง แต่นาทีสุดท้าย แกนนำวิปรัฐบาลระดับสูงสุดบอกกับผมเองว่า ผู้ใหญ่ของผม ระดับรองนายกฯ ของพรรคในซีกรัฐบาลขอให้ไม่ตั้ง เพราะกลัวเซ็นสัญญาไม่ทัน ดังนั้นที่กำหนดจะลงนามสัญญาในเดือนตุลาคมนี้ เชื่อว่าเขาเซ็นสัญญาแน่นอน จากนั้น ส.ส.ฝั่งรัฐบาลที่อภิปรายสนับสนุน กลับพบการลงมติคัดค้าน ซึ่งผมเชื่อว่าสภาผู้แทนราษฎรไม่มีความเป็นอิสระ เพราะผู้ใหญ่นอกสภา ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกขอให้ไม่ตั้ง”

กับประเด็นตรวจสอบเรื่องนี้ “วันมูหะมัดนอร์” ย้ำชัดว่า หากรัฐบาลลงนามกับกลุ่มซีพีในโครงการนี้ จะเป็นตัวเร่งให้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเกิดขึ้นโดยเร็วแน่นอน

“ผมขอเตือน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่าคุณไม่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้น หากคุณลงนามจะเป็นเบอร์หนึ่งที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน แม้เสียงรัฐบาลจะมีมากกว่า แต่ประเด็นที่เกิดขึ้น และมีผลกระทบ คุณต้องรับผิดชอบไปชั่วชีวิต คุณเป็นคนธรรมดาอย่าเอาชีวิตไปเสี่ยง เหมือนกับคนที่ยึดอำนาจรัฐประหาร”

ขณะที่ ประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย มีความเห็นสอดคล้องกับการเสวนาก่อนหน้านี้ โดยจับสังเกตผ่านการนำเสนอของสื่อมวลชนของเครือเนชั่น ในรายการชั่วโมงฐานเศรษฐกิจ ที่นำคำให้สัมภาษณ์ของ “เจ้าสัวธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)” ที่ว่า “พล.อ.ประยุทธ์ มองว่าเป็นโครงการที่ลงทุนสูง หากรัฐทำแล้วจะขาดทุน จึงอยากให้ซีพีดูแล ลงทุนส่วนของสายตะวันออก ส่วนกลุ่มไทยเบฟจะลงทุนสายตะวันตก กรุงเทพ-หัวหิน” คือ คำให้สัมภาษณ์ที่พิสูจน์ว่าการประกวดราคาแบบนานาชาติ ไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น แม้มีหลายบริษัทซื้อซองประมูล แต่เมื่อยื่นซองประมูลพบเพียง 2 กลุ่มบริษัทเท่านั้น ซึ่งขอตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีกระบวนการล็อก หรือฮั้ว เหมือนอย่างที่บางฝ่ายกล่าวหา

อย่างไรก็ดี “ประภัสร์” ยังตั้งข้อสังเกตพร้อมเรียกร้องให้ รัฐบาล-กระทรวงคมนาคม เปิดเผยสัญญาที่จะลงนามกับเอกชน ต่อสื่อมวลชน และสาธารณะ รวมถึงสภาผู้แทนราษฎรที่ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว เพื่อความโปร่งใส รวมถึงอย่าปัดความรับผิดชอบที่อาจจะเกิดความเสียหายขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตามโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบินที่นำมาผูกเข้ากับโครงการอีอีซีนั้น เพราะต้องการใช้ประโยชน์จากกฎหมายพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ให้เช่าพื้นที่ระยะยาว 99 ปี ซึ่งกรณีดังกล่าวคือ เค้กชิ้นใหญ่ ที่เขาต้องการเร่งลงนามสัญญา ส่วนหนึ่งเพื่อต้องการเลี่ยงการถูกวิพากษ์วิจารณ์

“เดือนตุลาคมที่เขานัดหมายลงนามสัญญาจ้างกับเอกชน เชื่อว่าเขาจะลงนามแน่นอน เพราะจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมให้สัมภาษณ์ แต่การเร่งรัดนั้น ผมเชื่อว่าจะทำให้กกระบวนการเสียค่าโง่เกิดขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะปัญหาการส่งมอบพื้นที่ ดังนั้นหากเกิดความเสียหาย ฝ่ายนโยบายอย่าโทษหน่วยงาน เพราะการจะดำเนินการใดๆ ต้องผ่านระดับนโยบายมาก่อนทั้งนั้น” ประภัสร์ ระบุ

ส่วนความเห็นของคนการรถไฟฯ “สุวิช ศุมานนท์ ประธานสมาพันธ์คนงานรถไฟ (สพ.รฟ.)” เรียกร้องให้เปิดสัญญาก่อนลงนาม ให้คนการรถไฟตรวจสอบ เพราะจากที่ทราบรายละเอียดเบื้องต้น พบข้อกำหนดห้าม รฟท.เดินรถที่เข้าข่ายการแข่งขัน และอาจมีเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ ซึ่งอาจเป็นปัญหาต่อการเดินรถไฟปัจจุบัน ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกันกับโครงการรถไฟความเร็วสูง

ส่วนปัญหาที่ “ประธานสพ.รฟ.” กังวลคือ การเวนคืนที่ดิน ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีประชาชนอยู่อาศัยกว่า 8,000 ราย อีกทั้งพื้นที่โครงการยังพบแนวที่ทับซ้อนกับโครงการโฮปเวลล์ด้วย ดังนั้นความเสียหายที่เกิดขึ้น รฟท.อาจต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหาย แม้จะเป็นคำสั่งของฟากรัฐบาล อีกทั้งค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นล้วนเป็นเงินภาษีของประชาชน นอกจากนั้นการพัฒนาพื้นที่มักกะสัน ที่เป็นพื้นที่นอกเขตเศรษฐกิจ โยงเข้ากับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ กลายเป็นคำถามใหญ่จากคนการรถไฟว่า เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจรูปแบบใดกันแน่

ทั้งนี้บทสรุปของเวทีเสวนานี้ ยังเสนอความเห็นให้ล้มการลงนามสัญญาโครงการในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้น และจัดการประมูลหรือดำเนินโครงการนี้ใหม่อีกครั้ง เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และประเทศไม่เสียประโยชน์

สิ้น ม.44 โซนนิ่งร้านเหล้าเอาไงต่อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392554?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สิ้น ม.44 โซนนิ่งร้านเหล้าเอาไงต่อ

9 ตุลาคม 2562 – 12:10 น.
ร้านเหล้า,โซนนิ่ง,ลันลาเบล
เปิดอ่าน 1,345 ครั้ง

สิ้น ม.44 โซนนิ่งร้านเหล้าเอาไงต่อ

  “ลันลาเบล” กับ “ปาร์ตี้มรณะ” ครองกระแส ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ หลายสัปดาห์ ตอนนี้แม้กระแสแผ่วลงแต่มีประเด็นสังคมต้องพูดถึงอยู่

  “ลันลาเบล” เป็นพริตตี้สายเอ็นเตอร์เทน แค่การกินเหล้ากับลูกค้า ในวงการสาย En ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเป็นการทำงาน

 “ลันลาเบล” มีประสบการณ์รับงานนอกสถานที่มานานจึงรู้ว่าควรรับมือกับลูกค้าแต่ละประเภทอย่างไร แต่ปาร์ตี้ที่บ้านย่านบางบัวทอง เธอพลาดท่าถูกท้าชนเหล้าชนิด 10 รุม 1 แบบช็อตต่อช็อตจนร่วงหมดสติและเสียชีวิตในที่สุด  หมอนิติเวชที่โรงพยาบาลระบุสาเหตุว่า “ดื่มสุราเยอะ” แต่ชาวบ้านใช้คำว่าถูก “มอมเหล้า”

เมื่อคดีดังมีเรื่องเสพสิ่งมึนเมาเข้ามาเกี่ยวข้องและเป็นสาเหตุของการตาย สังคมจึงเริ่มพูดคุยถึงพิษภัยจากสุราหนาหูขึ้นเรื่อยๆ การประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2562 ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน จึงได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษเพราะคาดหวังว่าบทเรียนจากการเสียชีวิตของ “ลันลาเบล” จะกระตุ้นให้เห็นความกระตือรือร้นในการทำงานเชิงรุกของหน่วยงานราชการทั้งฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติมากกว่าที่เป็นอยู่

การประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ครั้งนี้เป็นการประชุม ครั้งที่ 2/2562 มีหลายประเด็นที่หารือกัน แต่ประเด็นที่น่าสนใจเห็นมีอยู่ 2 ประเด็น คือ มาตรการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใกล้สถานศึกษา และประเด็นข้อเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขสามารถออกประกาศเพิ่มเติมมาตรา 30(6) เอาผิด การส่งเสริมการขายด้วยวิธีแข่งดื่มที่จัดในบ้าน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของกรณี “ลันลาเบล” ชนเหล้ากับลูกค้าอย่างหนักจนเสียชีวิต

กระนั้นประเด็นการเอาผิดการส่งเสริมการขายด้วยวิธีแข่งดื่มที่จัดในบ้านนั้น ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายมาตราไหนเอาผิดได้ แต่ดูเหมือนว่าที่ประชุมจะรับไปพิจารณาต่อ ซึ่งก็คงหวังผลไม่ได้เร็วอย่างที่คิด

  นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อธิบายว่า ปกติการควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะมีมาตรา 30(6) เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยสามารถดำเนินการร่างอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องขึ้นมาได้ แต่ในส่วนของร้านค้าที่จัดทำโปรโมชั่น จะเข้าข่ายมาตรา 30(5) สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ ซึ่งปัจจุบันการบังคับใช้ระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการยังไม่เอื้อในการบังคับใช้ภายในบ้าน ส่วนนี้จะให้อนุร่างฯ ไปพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องภายใต้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

“การจัดงานภายในบ้านจะเข้าข่ายเรื่องการตลาดหรือไม่นั้นอยู่ที่เจตนารมณ์ โดยกฎหมายระบุห้ามขายห้ามซื้อ หากเชิญชวนมาจัดสังสรรค์ และมีการขายบัตรเพื่อเข้าร่วมงาน ถือว่าเข้าข่ายการส่งเสริมการขาย หากแค่สังสรรค์ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน โดยวิธีการจะต้องดูตามเจตนารมณ์ รวมถึงกรณีสาวเชียร์เบียร์ และเหล้าเดินถือถาดเร่ขายแอลกอฮอล์ ถือว่าเข้าข่ายส่งเสริมการตลาดผิดกฎหมาย”

     *โซนนิ่งร้านเหล้ายาแรงหมดอายุ?
ปัญหาเด็กแว้นและปัญหานักเรียนตีกันเป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมที่ไม่มีรัฐบาลยุคไหน เอาอยู่! แม้กระทั่งรัฐบาล คสช.เองก็ไม่ได้รับความยำเกรงจากบรรดาเยาวชนเหล่านี้

ปี 2558 ยังอยู่ในยุครัฐบาล คสช. การก่อเหตุตีกันของนักเรียนอาชีวะเกิดขึ้นถี่มาก เช่นเดียวกันการรวมกลุ่มแข่งขันรถจักรยานยนต์ของบรรดาวัยรุ่นบนท้องถนนได้สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ชาวบ้านจนสุดจะทนไหว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงตัดสินใจใช้ ม.44 ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 เรื่อง “มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง และการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ”

คำสั่ง คสช.ดังกล่าวดูเหมือนว่ามีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการแข่งรถของเด็กแว้นและนักเรียนนักเลงโดยตรง แต่ในรายละเอียดแล้วได้มีการออกคำสั่งพ่วงเกี่ยวกับการควบคุมการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เชื่อว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการก่อปัญหาของกลุ่มวัยรุ่นเข้าไว้ด้วยในข้อที่ 4 และ 6

คำสั่งข้อ 4 เป็นมาตรการเกี่ยวกับการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการว่าด้วยการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่เด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ และห้ามเปิดบริการเกินเวลา ซึ่งเป็นคำสั่งที่เคยมีอยู่แล้ว เพียงแต่เป็นการกำชับให้ทำตามกฎหมายที่มีอยู่แล้วให้เคร่งครัดมากขึ้น

ส่วนคำสั่งข้อที่ 6 ห้ามมิให้มีสถานที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษาหรือหอพักในบริเวณใกล้เคียงสถานศึกษา ถือว่าเป็นมาตรการขั้นเด็ดขาดของรัฐบาล คสช. ที่นอกจากช่วยลดปัญหาการก่อเหตุของนักเรียน นักศึกษาแล้ว ยังสามารถป้องกันการเกิดนักดื่มหน้าใหม่ได้เป็นอย่างดี

มาตรการห้ามขายเหล้าใกล้สถานศึกษาและหอพักตามคำสั่ง คสช. ถือว่าจัดการได้ผลค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ ในระยะ 2 ปีแรก ไม่เพียงร้านเหล้าและสถานบริการที่ตั้งอยู่ในรัศมี 300 เมตร รอบสถานศึกษาเท่านั้นที่ย้ายและปิดกิจการไปเป็นจำนวนมาก ร้านเหล้าและสถานบริการที่อยู่ห่างออกไปแต่ยังอยู่ในรัศมีใกล้เคียงสถานศึกษาอีกหลายแห่งก็ต้องหลบไป เพราะไม่อยากเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวไม่ได้ระบุชัดเจนว่า “ใกล้สถานศึกษา” นั้น มีระยะทางเท่าใด เพียงแต่ให้เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานเป็นผู้ชี้ขาด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามาตรการโซนนิ่งร้านเหล้ารอบสถานศึกษาจะประสบความสำเร็จด้านการลดลงของสถานประกอบการ ซึ่งจากการสำรวจของ ผศ.ศรีรัช ลอยสมุทร อาจารย์ภาควิชาการสื่อสารการตลาด คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต พบว่าลดลงถึงร้อยละ 20-50 ในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกันร้านเหล้ายังย้ายออกไปไกลสถานศึกษามากขึ้นในทุกพื้นที่ที่เฉลี่ยย้ายออกไปไกล 1 กิโลเมตร แต่ยังคงมีร้านในรัศมี 300 เมตรอยู่ในบางพื้นที่ คิดเป็นร้อยละ 31 และพบว่าการบังคับใช้กฎหมายในด้านการควบคุมแหล่งจําหน่ายในคําสั่งห้ามตั้งร้าน/ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใต้หรือใกล้หอพัก ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง โดยพบว่าในหลายพื้นที่ร้านเหล้าตั้งอยู่บริเวณหอพัก

ขณะที่ พญ.วันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ให้ข้อมูลว่า กทม.มีเขตโซนนิ่งห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใกล้สถานศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงระดับอุดมศึกษา จำนวน 1,026 โซน จากข้อมูลการลงพื้นที่ตรวจสถานบริการตั้งแต่ปี 2558-2562 จำนวน 1,261 แห่ง พบว่ามีสถานบริการที่ทำผิด 6 แห่ง โดยได้สั่งปิดกิจการเป็นเวลา 5 ปี ส่วนการตรวจสถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ พบว่ามีความผิด และได้มีการสั่งปิดกิจการเป็นเวลา 5 ปี จำนวน 56 แห่ง รวมเป็น 62 แห่ง

รองปลัดกทม.ระบุว่า  จากการดำเนินการตามคำสั่ง คสช.ที่ 22/2558 กทม.ได้สำรวจสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบสถานศึกษา 15 แห่ง พบว่ามีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559-2561 จาก 341 ร้าน เป็น 223 ร้าน

จากผลการสำรวจดังกล่าวแม้ว่าการจัดโซนนิ่งร้านเหล้าใกล้สถานศึกษาและหอพักตาม ม.44 ของคสช. จะเห็นผลด้านจำนวนร้านที่ลดลง แต่จะเห็นว่ายังมีร้านเหล้าที่เปิดบริการใกล้สถานศึกษาในโซนนิ่ง และรัศมี 300 เมตรอยู่อีกจำนวนมาก

ที่เป็นเช่นนี้เพราะช่องโหว่ของกฎหมายที่เกิดจาก หนังสือซักซ้อมความเข้าใจในการปฏิบัติตามคําสั่ง คสช. 22/2558 ที่ระบุว่า ร้านเดิมที่ได้รับใบอนุญาตยังสามารถขายต่อได้ แต่ห้ามให้ใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบการรายใหม่ ทําให้ร้านเหล้าเดิมที่ยังอยู่ในรัศมี 300 เมตร ก็ยังสามารถอยู่ต่อได้ และเป็นสาเหตุทำให้มาตรการสกัดนักดื่มหน้าใหม่ (นักเรียน นักศึกษา) ไม่ประสบความสำเร็จ

ขณะที่ปัญหาอาชญากรรมที่มีองค์ประกอบจากการดื่มสุราในเด็กและเยาวชนยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีเหตุการณ์นักศึกษามหาวิทยาลัยย่านพระราม 7 ถูกนักเรียนอาชีวะนับสิบคนรุมทำร้ายใช้มีดแทงจนเสียชีวิตเมื่อกลางดึกวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

มูลเหตุสำคัญของเหตุการณ์ครั้งนั้น ตำรวจสอบสวนพบว่าเด็กอาชีวะที่ก่อเหตุมีทั้งปี 1 ถึงปี 3  กินเหล้าเมากันมาทุกคน ที่สำคัญร้านเหล้าที่นั่งกินก็อยู่ในเขตโซนนิ่งสถานศึกษา ทำให้เครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา พร้อมด้วย เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยและนักศึกษาจากสถาบันในกรุงเทพฯ ต้องเข้าพบ พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น. จี้ให้จัดการกับสถานบริการและร้านเหล้าในพื้นที่โซนนิ่งทั่ว กทม.อย่างเด็ดขาด หลังจากถูกปล่อยปละละเลยมานาน

ประหยัดคำกันบ้าง..ก็ดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392550?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประหยัดคำกันบ้าง..ก็ดี

9 ตุลาคม 2562 – 11:55 น.
พลังประชารัฐ,พรรคการเมือง,สส
เปิดอ่าน 81 ครั้ง

ประหยัดคำกันบ้าง..ก็ดี คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น    โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

หลายวันที่ผ่านมากับหลากเรื่องราวในสังคม จะพบว่าบางความเห็นของผู้แทนราษฎรที่สะท้อนออกมากับกระแสข่าวนั้น “บางคนก็เวิร์ก แต่หลายคนกลับหลุดวาทะสร้างความชังให้บังเกิดใหม่ขึ้นเรื่อยๆ”

และคล้ายว่าใครคนนั้นยังเมามันในอารมณ์จนถึงขีดสุดเมื่อได้แสดงอาการตอกกลับขั้วตรงข้ามแบบใส่เกียร์ห้าหน้าเดิน จนเสพติดความสะใจด้านความรุนแรงที่แสดงออกไปในหลากวาระ

พื้นที่ส่วนตัวบนโลกออนไลน์ที่บางคนสะท้อนแนวคิดชังขั้วตรงข้ามออกมาแบบไม่มีเม้มนั้น คล้ายว่าเจ้าของพื้นที่จะสมอารมณ์หมายเสียด้วยซ้ำกับสิ่งที่แสดงออกไป และยินดียิ่งนักหากมีใครนำมากระจายต่อในสังคมไร้พรมแดนแบบแชร์ไปเรื่อยๆ แม้จะโดนก่นด่าก็ตาม

…แต่คล้ายว่าเจ้าของโพสต์จะยักไหล่…แล้วรำพึงว่า “แล้วไง ใครแคร์?”

ยามนี้กับแทบทุกกรณีที่คนการเมืองสองขั้วออกมาเปิดศึกสงครามน้ำลาย หลายเรื่องไร้สาระที่ควรติดตาม และยังสร้างรอยหมางบนพื้นที่กระดานข่าวสารให้สังคมรับรู้ จนการแบ่งฝ่ายทางการเมืองในสังคมออนไลน์ชัดขึ้นและแรงขึ้นทุกวี่วัน

แน่นอนว่าคำพูดหรือความเห็นใดๆ ผู้ที่แสดงและสื่อออกมาย่อมต้องรับผิดชอบสิ่งนั้นๆ ตามตัวบทกฎหมายในผลที่ตัวเองกระทำลงไป หากไปกระทบสิทธิของคนอื่นๆ

ภาวะแบบนี้ถูกส่งออกมาจาก ส.ส.และทีมกระบอกเสียง รวมทั้งบุคลากรในขั้วรัฐบาลและขั้วฝ่ายค้านที่คำนึงเพียงความสะใจและหวังตอกขั้วตรงข้ามแบบดื้อๆ ทื่อๆ และยังแถมเปิดหน้าท้าทายกันชนิดที่เรียกว่า เย้ยฟ้าท้าดิน

เห็นแล้วก็อ่อนใจกับบรรดาคนการเมืองเหล่านี้ที่แทบไม่ติดตั้งสติในระบบความคิดทางปัญญาเลย

แต่ที่น่าอ่อนใจคือ วาทะชังของอีกขั้วที่ไปกระตุ้นกองเชียร์ให้แสดงออกด้วยความยินดีในสิ่งที่สื่อออกมาจนคล้ายว่าจะนิยมการสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้น

…เอาเข้าจริงแล้วหากมองไปลึกๆ จะพบว่า 7 พรรคต้านลุงตู่ มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและเสนอแนวทางของตัวเองให้สังคมแเละขั้วตรงข้ามนำไปพินิจ หากมองว่ารัฐบาลดำเนินการแบบผิดฝาผิดตัว แต่หลายจังหวะขั้วฝ่ายค้านโหนกระแสเกินควร คอลัมน์นี้หวังเตือนใจคนฝ่ายค้านว่าการแสดงความเห็นและตำหนิติเตียนลุงตู่นั้น อย่าลืมอดีตที่ผ่านมาของบางคนในบางพรรคด้วยว่าเคยทำอะไรไว้ ไม่ใช่ ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

ส่วนผู้แทนราษฎรและทีมกระบอกเสียงบางคนในขั้วหนุนเรือเหล็ก…ขอเน้นไปยังพรรคหลักของขั้วเรือเหล็กคือพปชร. คล้ายจะดำเนินการแบบเฮทสปีช เพราะการตอบโต้ขั้วตรงข้ามแบบปะ-ฉะ-ดะในทุกกรณี จนสังคมระอาใจ แต่แว่วว่าระดับบิ๊กในพรรคนี้ชอบใจที่มีใครบางคนอาสาทำหน้าที่หน่วยกล้าตายออกไปบอมบ์ขั้วตรงข้าม แต่มิได้มองภาพรวมของพรรคเลยว่า บวกหรือลบ สิ่งใดมีมากกว่ากันแน่ ?

บทสรุปที่ออกมาคือแต้มเทน้ำหมดสำหรับหลายกรณีของขั้วหนุนลุงตู่

หากคนการเมืองทั้งสองขั้วเสนอความคิดเชิงสร้างสรรค์และประหยัดคำพูดที่ชวนให้เกิดแรงปะทะกันลงไปได้บ้าง…จะเกิดผลดีมิใช่น้อย แม้มันจะไม่เป็นข่าวฮอตตูมตาม แต่ในภาพรวมก็ย่อมดีกว่าการแสดงออกที่เสมือนราดน้ำมันบนกองไฟทำให้สังคมแตกแยกขึ้น

สติคือเครื่องเจริญปัญญา สติจะสร้างวาทกรรมการเมือง คนการเมืองวันนี้จะสร้างประเทศให้ดีขึ้นได้ หากหยุดและประหยัดวาทกรรมที่สร้างรอยแยกได้ก็จะนับเป็นความดีข้อหนึ่งของคนการเมืองวันนี้…สาธุ

เจ้าภาพบอลโลก 2034 ต้องทำประชาพิจารณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392544?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจ้าภาพบอลโลก 2034 ต้องทำประชาพิจารณ์

9 ตุลาคม 2562 – 08:54 น.
บอลโลก,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,พิพัฒน์ รัชกิจประการ
เปิดอ่าน 117 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอเกาะประเด็นเรื่องไทยจะเป็นเจ้าภาพบอลโลก ค.ศ.2034 ร่วมกับประเทศในกลุ่มอาเซียนอีกทีเพราะอย่าเห็นว่าอีกนาน แต่วันเวลารวดเร็วเหมือนติดปีกบินเผลอไม่นานก็ถึงแล้ว

วันก่อนรัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ ให้สัมภาษณ์ฟันธงว่าการจัดบอลโลกไม่ต้องทำประชาพิจารณ์ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตีเท่านั้น-ซึ่งไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

การเป็นเจ้าภาพบอลโลกนั้นต้องใช้เงินมหาศาลเป็นหมื่นๆ ล้านบาทจะต้องเจรจากับประเทศที่จะร่วมจัดว่าจะเอาไงดีเพราะเงินทองของบาดใจไม่เข้าใครออกใคร

ขอเรียนให้ทราบว่าฟุตบอลโลก 2034 นั้นจะเพิ่มทีมเข้ารอบสุดท้ายเป็น 48 ทีมและต้องเตรียมพร้อมเรื่องสนามซึ่งถ้าเจ้าภาพร่วมประเทศอย่าง ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย จะต้องมีประเทศละ 4 สนาม และสนามซ้อม 8 สนาม

นี่ยังไม่รวมอย่างอื่นๆ อีก อย่างเรื่องโรงแรมที่พัก การขนส่ง ความมั่นคงปลอดภัย ฯลฯ อีกหลายอย่าง

สรุปว่าเรื่องนี้รัฐมนตรีกีฬาถึงไม่อยากให้ทำประชาพิจารณ์เพราะขืนสวนกระแสเป็นได้หน้าแหกแน่ ประเทศไทยของเรายังจนต้องใช้เงินพัฒนาประเทศอีกมากมายขืนเอาไปใช้จัดบอลโลกแบบประเทศร่ำรวยมีเงินทองเหลือเฟือ

อะไรจะเกิดขึ้นคงไม่ต้องบอก
อ๊อด เทอร์โบ


 โรคซึมเศร้ามีอาการอย่างไร
 ต้องพบแพทย์ดูแลรักษาด่วน

ระยะนี้มีข่าวคนใกล้ตัวเป็นโรคซึมเศร้าเยอะเหลือเกินครับ หรือบางคนจิตใจไม่ค่อยดีก็เหมาไปเลยว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าไปเลยก็มี ซึ่งเพราะใครๆ ก็เป็นได้

ผมจึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งอาการที่ท่านทั้งหลายอาจเป็นโรคซึมเศร้าซึ่งค้นคว้ามาจากไลน์ของ รพ.รามาธิบดี น่าสนใจมากจึงขอสรุปมาให้ทราบว่า

อาการที่เป็นโรคซึมเศร้า ได้แก่ มีอารมณ์เศร้าหรือหงุดหงิดเกือบทั้งวัน มีความรู้สึกว่าตนเองไร้คุณค่าและเบื่อหน่ายสิ่งที่เคยมีความสุข มีความจำและสมาธิน้อยลง รู้สึกไม่มีเรี่ยวแรงและทำสิ่งต่างๆ ได้ช้าลง นอนไม่หลับ หรือนอนมากจนผิดปกติ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลง ที่สำคัญคือไม่อยากมีชีวิตอยู่

ขอบอกว่าถ้าตัวเองมีอาการเหล่านี้อย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก็อาจเป็นโรคซึมเศร้าต้องรีบพบหมอจะได้รักษาได้ทัน  ผมอาจจะใช้ภาษาแบบธรรมดาๆ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายและขอให้ท่านสังเกตตัวเองว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่?
วิเชียร (ราชเทวี)

เรียนคุณ ‘วิเชียร’ ราชเทวี
คณากร เพียรชนะ จดหมายของคุณมีประโยชน์มากครับเพราะโรคซึมเศร้านี่เป็นโรคยอดฮิตที่เป็นกันมากโดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจการทำมาหากินฝืดเคืองเช่นนี้ ซึ่งใครที่มีอาการเบื้องต้นตามที่บอกมานี่ควรรีบไปพบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

ผมมีเพื่อนเป็นหมอด้านจิตแพทย์บอกว่าโรคซึมเศร้านี่เป็นกันมากในหมู่คนสูงวัยหรือคนมีอาการเครียดรุมเร้าตัดสินปัญหาชีวิตไม่ได้หรือคนรอบข้างไม่เข้าใจ เรื่องนี้เราต้องช่วยกันนะครับเพราะโลกทุกวันนี้บางคนถูกทอดทิ้งให้เผชิญปัญหาอย่างโดดเดี่ยวตามลำพังจนเป็นสาเหตุของโรคซึมเศร้าไปเลยก็มีไม่ใช่น้อย

ขอให้ช่วยเป็นกำลังใจให้กันและกัน ไม่มีใครอยากซึมเศร้าจนเป็นโรคอันตรายเช่นนี้หรอก
อ๊อด เทอร์โบ


 วันหยุดชดเชย
 มีมากเกินไปหรือไม่?
(ผ่านไปยังรัฐบาล)

ผมเป็นประชาชนคนเดินดินอยากฝากถึงรัฐบาลว่าประเทศไทยของเรามีวันหยุดมากเกินไปหรือเปล่า? ยกเว้นวันสำคัญต่างๆ แล้ว ควรพิจารณาถึงวันหยุดชดเชย อย่างช่วงปีใหม่หยุดติดต่อกัน 5 วัน ซึ่งผมเห็นว่ามากเกินไปและบางคนเล่นฉลาดแกมโกงลาพักหัวท้ายเข้าไปอีกจนหยุดเกือบครึ่งเดือน

มีคนบอกว่าคนไทยตรุษอะไรก็หยุดพักผ่อนไปเที่ยวเฮฮาหมด ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ไทยช่วงสงกรานต์ ตรุษจีน ตรุษฝรั่ง ฯลฯ คนที่เดือดร้อนคือพวกเราที่ต้องไปติดต่องาน ควรพิจารณาเรื่องนี้ได้แล้วหรือรัฐบาลต้องการเอาใจประชาชนให้มีความสุขโดยไม่ต้องทำงานก็ไม่ว่ากัน!
เทพศักดิ์ (ธนบุรี)


หยุดบ่มเพาะนักพนัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392540?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หยุดบ่มเพาะนักพนัน

9 ตุลาคม 2562 – 08:29 น.
หยุดบ่มเพาะนักพนัน
เปิดอ่าน 95 ครั้ง

หยุดบ่มเพาะนักพนัน บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 9 ตุลาคม 2562

ตามการเก็บสถิติของศูนย์ศึกษาปัญหาการพนันร่วมกับศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ ศึกษาสถานการณ์ พฤติกรรม และผลกระทบการพนันในประเทศไทยประจำปี 2562 โดยเก็บข้อมูลประชาชนทั่วไปที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปใน 77 จังหวัด รวม 44,050 ตัวอย่าง พบว่า ปี 2562 คนไทยเล่นการพนันประมาณ 30.42 ล้านคน หรือ 57% เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ประมาณ 5.2% หรือ 1.49 ล้านคน จำนวนนี้เป็นนักพนันหน้าใหม่ 710,000 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีประมาณ 620,000 คน หรือ 14.43% เมื่อแยกตามช่วงอายุ พบข้อน่ากังวลคือเด็กอายุ 15-18 ปี เล่นการพนัน 733,000 คนหรือ 20.9% เยาวชนอายุ 19-25 ปี เล่นพนัน 3.05 ล้านคน หรือ 46.3% และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเล่นพนัน 3.35 ล้านคนหรือ 42.2% และอายุผู้ที่เริ่มเล่นการพนันครั้งแรกต่ำสุดคือ 7 ขวบ และสูงวัยมากที่สุดคือ 62 ปี

จากชุดข้อมูลดังกล่าวยังพบว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นการพนันยอดนิยมอันดับ 1 มีผู้เล่น 22 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 จำนวน 1.3 ล้านคนวงเงิน 150,000 ล้านบาท ตามมาด้วยหวยใต้ดิน 17 ล้านคน เพิ่มขึ้น 410,000 คนวงเงิน 153,000 ล้านบาท ที่เหลืออีก 3 ลำดับเป็นการพนันทั่วๆ ไปคือ ไพ่ ทายผลฟุตบอล ซึ่งมีวงเงินสูงสุดคือ 160,000 ล้านบาท สุดท้ายคือ ไฮโล โปปั่น น้ำเต้าปูปลา นอกจากนี้ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ สลากกินแบ่งรัฐบาลที่รัฐบาลเป็นเจ้ามือนั้นไม่ได้ช่วยให้หวยใต้ดินซึ่งผิดกฎหมายลดลง แต่กลับยิ่งกระตุ้นให้คนเล่นหวยใต้ดินกันมากขึ้นโดยพบว่า13 ล้านคนเล่นทั้งหมดสลากกินแบ่งและหวยใต้ดิน จำนวนเงินและความถี่ในการซื้อก็เพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกับสลากกินแบ่งรัฐบาล

ในความเป็นจริงแล้วอย่าว่าแต่เด็ก เยาวชน และคนแก่ กำลังลุ่มหลงมัวเมาอยู่กับการพนันในนามสลากกินแบ่งรัฐบาลและหวยใต้ดินเลย แม้แต่พระภิกษุเองก็ยังซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลกันอย่างเปิดเผย ทั้งนี้เพราะความเชื่อที่ว่าการเสี่ยงโชคด้วยสลากกินแบ่งฯ เป็นของถูกกฎหมาย และรัฐบาลนำเงินรายได้ไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศหรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ขณะที่ภาครัฐเองที่ผ่านมาหลายรัฐบาลเล็งเห็นรายได้ก้อนโตจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้แสดงออกในลักษณะส่งเสริมให้ประชาชนเข้าร่วมวงการพนันอย่างโจ่งแจ้ง อย่างเช่นนโยบายหวยบนดินเรื่อยมาจนถึงแนวคิดออกสลากปีนักษัตร ที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็เป็นการมอมเมาอย่างยากจะปฏิเสธ

การเพิ่มจำนวนคนซื้อสลากรัฐบาลและเล่นหวยใต้ดินมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากโลกออนไลน์ในปัจจุบันที่สื่อต่างๆ แข่งขันกันนำเสนอนับตั้งแต่การใบ้หวย ออกข่าว งมงายใบ้เลขเด็ด แข่งขันกันด้านความเร็วในการประกาศรางวัล ถ่ายทอดสดให้ลุ้นกันทุกวินาที ขณะที่รัฐบาลก็เพิ่มจำนวนสลากกินแบ่งเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด เมื่อวงจรการพนันหวยเป็นเช่นนี้ย่อมหนีไม่พ้นแนวโน้มที่คนเล่นพนันหวยจะเพิ่มมากขึ้นทุกปี และปีละจำนวนมากจนน่าตกใจ บางฝ่ายอาจมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา สังคมไหนๆ ก็เล่นเกม หรือสินค้าเสี่ยงโชค ประเทศยังมีบ่อนพนันถูกกฎหมายด้วยซ้ำ แต่นั่นก็ควรจะอยู่ในวงกำจัด และจำนวนคนเล่นก็ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นเหมือนการบริโภคสินค้าอื่นทั่วไปซึ่งถือว่าผิดปกติสำหรับสังคมที่ไม่ยอมให้ผีพนันเข้าสิงสู่

โบว์ ชิ่ง กาณฑ์ ชอบรั่ว ห่างขบวนการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392539?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โบว์  ชิ่ง กาณฑ์ ชอบรั่ว ห่างขบวนการ

9 ตุลาคม 2562 – 08:11 น.
กลุ่มพลังมด,โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา,แดงฮาร์ดคอร์,กาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์,รังสิมันต์ โรม,จ่านิว,นัชชชา กองอุดม
เปิดอ่าน 255 ครั้ง

คอลัมน์… ท่องยุทธ โดย… ขุนน้ำหมึก หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 9 ตุลาคม 2562

ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวไปทั้งในและนอกประเทศ เมื่อ “กาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์” ถูกจับกุมตัวข้อหาความผิดตาม มาตรา 14 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 จากกรณีโพสต์เฟชบุ๊กเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในต่างประเทศ

บังเอิญช่วงสุดสัปดาห์ มีงานรำลึก 6 ตุลา ครบรอบ 43 ปี ตามหน้าเฟซบุ๊คของ “ซ้ายไทยพเนจร” ผสม “แดงฮาร์ดคอร์” ในต่างแดน เขย่าประเด็นคนสั่งฆ่านักศึกษากันโจ๋งครึ่ม

ก๊วนคนหน้าเดิม
ก่อนหน้าจะถูกจับกุม “กาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์” ได้ปิดบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว อันเนื่องจากโพสต์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์รัสเซีย และกาณฑ์ได้ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า เขาโพสต์ข้อความไป “ด้วยความคะนอง ไร้สติ” และ “ใช้ถ้อยคำรุนแรง”
จริงๆแล้ว “กาณฑ์” เป็นหนึ่งในแกนนำ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ตั้งแต่ปี 2558 แต่ไม่ได้มีบทบาทโดดเด่นเท่ากับ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ,รังสิมันต์ โรม, “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา และอานนท์ นำภา
เมื่อมีการก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ “โรม” และสมาชิกกลุ่มคนอยากเลือกตั้งบางคน ได้เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรค และลงสมัคร ส.ส. แต่กาณฑ์ไม่ได้สนใจจะเล่นการเมือง

กาณฑ์ ในบทบาทแกนนำคนอยากเลือกตั้ง

กาณฑ์หันไปทำกิจกรรมรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ และผู้ลี้ภัย ควบคู่ไปกับการทำงานในธุรกิจของครอบครัว
พลันที่มีข่าวการจับกุมกาณฑ์ บวกจังหวะรำลึก 6 ตุลา เอ็นจีโอสายสิทธิมนุษยชน ก็สวมรอยเขย่าเรื่องกลุ่มขวาจัดไทย

มีความ “รั่ว”

เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2562 “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา ได้แจกแจงเรื่องความสัมพันธ์ “กาณฑ์” กับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ผ่านแฟนเพจ Bow Nuttaa Mahattana ว่า “กาณฑ์เป็นคนที่โบว์พยายามห่างๆตลอดเวลา (ไม่ว่าเจ้าตัวจะรู้ตัวหรือไม่) ถ่ายรูปถ้าเลี่ยงได้ยังไม่ยืนติดเลย คอยเอานิวมาคั่น เพราะโบว์เซ็งในความรั่วของกาณฑ์ อยู่ในศาลก็ต้องคอยดุ แต่น้องก็เด็กมากจนถือสาไม่ลง”
โบว์ต้องการสื่อให้เห็นว่า กาณฑ์ถอยห่างจากขบวนไปแล้ว แต่เธอก็ยืนยันว่า “กาณฑ์ไม่ควรถูกใส่ร้ายในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำ..”

โบว์ พลังมด

วันนี้ โบว์ยังเคลื่อนไหวทางการเมืองในนาม “กลุ่มพลังมด” ซึ่งกลุ่มนี้ โบว์ก่อตั้งขึ้นมา เพื่อสนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง
มวลชนกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ได้แปลงร่างเป็น “กลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย” จัดการชุมนุม “ไล่ประยุทธ์” ทุกวันอาทิตย์ที่บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทย์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน
 โบว์ก็ทำหน้าใสๆ บอกว่าเป็นการเคลื่อนไหวของมวลชน ไม่ได้มีใครอยู่เบื้องหลัง

ผู้ลี้ภัยชื่อ “นัชชชา”

ถ้ายังจำกันได้ ปฏิบัติการเขย่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของ “นัชชชา กองอุดม” ได้ชูป้ายประท้วงพร้อมกับชูหน้ากาก “ยุทธนอคคิโอ” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ฝ่ายต่อต้านเผด็จการทหาร ขณะที่นายกฯประยุทธ์ กำลังกล่าวปาฐกถาในการประชุม Asia Society ที่นิวยอร์ค เมื่อปลายเดือนที่แล้ว
“โบว์” เป็นคนแรกๆ ที่ได้แชร์ต่อผ่านแฟนเพจ Bow Nuttaa Mahattana ก่อนจะกระจายไปตามเฟซบุ๊คคนเสื้อแดงและกองเชียร์พรรคส้มหวาน
“นัชชชา” นักกิจกรรมทางการเมือง มีชื่อเสียงจากการชู 3 นิ้ว ก่อนการฉายหนัง เดอะฮังเกอร์ กลางห้างสยามพารากอน เมื่อปี 2557 ซึ่งหลังวีรกรรมของสาวข้ามเพศที่นิวยอร์ค โบว์ได้โพสต์ว่า นัชชชา เคยตกเป็นจำเลยในคดีกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จ่ายเงินเป็นแสนเพื่อเดินทางมาขึ้นศาล แต่ภายหลัง โบว์ได้ลบโพสต์ดังกล่าวทิ้ง

“นัชชา” เครือข่ายกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

จริงๆแล้ว หน้ากากยุทธนอคคิโอ เป็นสัญลักษณ์การประท้วงที่เคยถูกใช้โดยกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เมื่อปี 2561 แต่โบว์คงไม่อยากให้นัชชชามาโยงกับกลุ่มตัวเอง
นัชชชาเพิ่งได้สถานะผู้ลี้ภัย และกำลังเตรียมตัวศึกษาต่อปริญญาโท ที่สหรัฐอเมริกา โดยนัชชาได้บอกว่า ไม่มีใครอยู่เบื้องหลังการทำกิจกรรมประท้วงในครั้งนี้ เป็นการตัดสินใจด้วยตัวเราเอง
จะอธิบายอย่างไร กรณีของนัชชชา จนถึงกลุ่มคนอยากเลือกตั้งแปลงร่าง คงยากจะปฏิเสธว่า มิใช่ขบวนการไล่รัฐบาลประยุทธ์

กลุ่มคนอยากเลือกตั้งแปลงร่างไล่ประยุทธ์

ควันดำสะอื้น!จับจริงปรับ5พัน..แก้ฝุ่นพิษ (พีเอ็ม 2.5) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392382?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ควันดำสะอื้น!จับจริงปรับ5พัน..แก้ฝุ่นพิษ (พีเอ็ม 2.5)

9 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
สายตรวจระวังภัย,ควันดำ,ฝุ่นพิษ,พีเอ็ม25
เปิดอ่าน 362 ครั้ง

ควันดำสะอื้น!จับจริงปรับ5พัน..แก้ฝุ่นพิษ (พีเอ็ม 2.5) คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ระดับมลพิษเกิดจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (พีเอ็ม 2.5) ที่เพิ่มสูงขึ้นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เมื่อไม่นานมานี้ทำให้ผู้คนตื่นตัวเรื่องอันตรายจากมลพิษในอากาศมากขึ้น ซึ่ง “ฝุ่นพิษ” ที่ว่านี้เกิดขึ้นทั้งจากแหล่งธรรมชาติ เช่น เกลือทะเล และที่มนุษย์สร้างขึ้นจากไอเสียจากรถยนต์และรถบรรทุก ฉะนั้นเมืองใหญ่และเขตอุตสาหกรรมที่มีการจราจรหนาแน่น โรงงานและงานก่อสร้างมากมายจึงมีแนวโน้มที่จะมีอันตรายต่อมลพิษดังกล่าว

ขณะที่รัฐบาลได้สรุปสาเหตุการเกิดสถานการณ์ดังกล่าว พบว่าเกิดจาก 1.ปัญหาการจราจรการนำรถที่มีสภาพเครื่องยนต์ไม่พร้อมมาใช้งาน ก่อให้เกิดควันดำบนท้องถนน 2.การเผาในที่โล่งในภาคเกษตรกรรม 3.การปล่อยมลพิษทางอากาศของภาคอุตสาหกรรม และ 4.การก่อสร้างและผังเมืองที่ไม่มีคุณภาพ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

ด้วยเหตุนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผบ.ตร. พร้อม พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยผบ.ตร. และ พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผบช.น. ประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหานี้ โดยมี กรมควบคุมมลพิษ กรมเจ้าท่า กรมการขนส่งทางบก กรมโรงงานอุตสาหกรรม ขสมก. รวมทั้งข้าราชการตำรวจที่รับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

พล.ต.อ.สุวัฒน์ เผยผลสรุปการประชุมว่า การแก้ไขที่ต้องดำเนินการ คือ 1.เพิ่มมาตรการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่นำรถยนต์ที่มีลักษณะการปล่อยมลพิษควันดำมาใช้บนนท้องถนน 2.เพิ่มมาตรการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการที่ปล่อยมลพิษทางอาการ โดยเฉพาะการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน 3.ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบเผาพืชไร่เผาในที่โล่งในภาคเกษตรกรรมและกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 4.เพิ่มมาตรการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่บิดเบือนสร้างข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อประสงค์ให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก 5.บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งหน่วยงานราชการและภาคเอกชนในการสนับสนุน และ 6.ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบแนวทางการป้องกันตนเองจากสถานการณ์ฝุ่นมลพิษพีเอ็ม  2.5 โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่นำรถยนต์ที่มีลักษณะการปล่อยมลพิษควันดำมาใช้บนท้องถนน โดยมอบหมายให้ บก.จร.เพิ่มความเข้มงวดกวดขันจับกุม โดยเพิ่มชุดตรวจจับควันดำจากเดิมมีจำนวน 14 ชุดปฏิบัติการเป็น 20 ชุด ประจำจุดตามแผนจำนวน 15 ชุด ส่วนอีก 5 ชุด เป็นการเคลื่อนจุดต่างๆ

ด้าน นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก บอกว่า ได้ยกระดับความเข้มข้นในการดำเนินการให้ทุกมาตรการต้องดำเนินการเร่งด่วน เข้มข้น จริงจังโดยเน้นการป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินการตรวจค่าควันดำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ฝ่าฝืน โดยรถที่ตรวจพบควันดำจะเปรียบเทียบปรับทันที 5,000 บาท และพ่นห้ามใช้ สำหรับรายที่ไม่เกินแต่อยู่ในเกณฑ์สูง (30-45%) ซึ่งจะออกใบเตือนเพื่อให้ปรับปรุงสภาพรถไม่ให้เกิดควันดำ

หากประชาชนพบรถบรรทุกควันดำที่ถูกพ่นสีห้ามขับ หรือรถยนต์เล็กที่ถูกปิดสติกเกอร์กรมควบคุมมลพิษ แต่ยังนำมาใช้บนท้องถนนก็สามารถแจ้งสายด่วน บก.จร.1197 ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการได้ทันที ซึ่งผู้ที่แกะหรือทำลายสติกเกอร์จะได้รับโทษทางอาญาด้วย เพราะเจ้าหน้าที่ได้นำข้อมูลไปบันทึกในระบบเรียบร้อยแล้ว และต้องไปแก้ไขภายใน 30 วัน ที่ศูนย์แก้ไขรถยนต์ควันดำ หรือศูนย์ปรับแต่งรถยนต์ต่างๆ ต่อไป

ทั้งนี้มีรายงานสถิติการจับกุมรถควันดำในปี 2560 มีจำนวน 188,718 คัน ปี 2561 มีจำนวน 133,733 คัน และระหว่างเดือนมกราคม-กันยายนที่ผ่านมา มีจำนวน 116,040 คัน งานนี้ถ้าไม่อยากสะอื้นโดนจับเสียค่าปรับ อย่าปล่อยให้รถตัวเองควันดำเป็นต้นตอของฝุ่นพิษ..!!

กาณฑ์ ตัวจี๊ด ปรี๊ดคาบลูกคาบดอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392411?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กาณฑ์ ตัวจี๊ด ปรี๊ดคาบลูกคาบดอก

8 ตุลาคม 2562 – 13:27 น.
กาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์,แกนนำคนอยากเลือกตั้ง,ประวัติศาสตร์ในต่างประเทศ
เปิดอ่าน 200 ครั้ง

กาณฑ์ ตัวจี๊ด ปรี๊ดคาบลูกคาบดอก

หลัง “กาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์” ถูกจับกุมตัวข้อหาความผิดตาม มาตรา 14 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 จากกรณีโพสต์เฟชบุ๊กเกี่ยวกับ “ประวัติศาสตร์ในต่างประเทศ”

หลายคนคงอยากรู้จักเส้นทางของนักกิจกรรมทางการเมืองคนนี้

“กาณฑ์” วัย 25 ปี จบการศึกษาจากวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างปี 2558-2561 กาณฑ์เป็นหนึ่งในแกนนำร่วมกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ร่วมกับสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ (จ่านิว) , รังสิมันต์ โรม , ณัฏฐา มหัทธนา , อานนท์ นำภา และเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล
พักหลังกาณฑ์ไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองอีก เขาหันไปทำกิจกรรมรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศและผู้ลี้ภัย ควบคู่ไปกับการทำงานในธุรกิจของครอบครัว

กาณฑ์เคยใช้เฟซบุ๊ก วิจารณ์แกนนำพรรคอนาคตใหม่ ด้วยถ้อยคำรุนแรง อันเนื่องจากไม่พอใจที่ทางพรรคกีดกันคนรุ่นใหม่ และครั้งหนึ่ง กาณฑ์เคยโพสต์วิจารณ์ “เฌอปรางค์”  ด้วยถ้อยคำหยาบคายที่เข้าไปทำเนียบรัฐบาล
กรณีการโพสต์เฟซบุ๊กครั้งล่าสุด เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ต่างประเทศ เขาได้รับการแจ้งเตือนจาก “ผู้หวังดี” ให้ปิดบัญชีทั้งหมดเพื่อความปลอดภัย เขาก็ดำเนินการปิดทั้งหมดเมื่อเที่ยงวันที่ 4 ต.ค.2562

ต่อมา กาณฑ์ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า เขาโพสต์ข้อความไป “ด้วยความคะนอง ไร้สติ” และ “ใช้ถ้อยคำรุนแรง” และข้อความเหล่านั้น ได้ทำให้เขา “ถูกล่าแม่มด” ซึ่งไม่เพียงแต่เขาเท่านั้นที่โดนคนในโลกโซเชียลด่าทออย่างรุนแรง แต่พ่อ แม่ น้องชายและน้องสาวของเขาก็โดนเปิดเผยตัวตนและถูกด่าด้วยถ้อยคำรุนแรง

“กาณฑ์ “แกนนำคนอยากเลือกตั้ง

กาณฑ์เคยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการเมืองมาแล้วอย่างน้อยสองครั้ง จากการเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่ถนนราชดำเนิน และคดีการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่หน้ากองทัพบก ในปี 2561
ทั้งสองครั้ง กาณฑ์ขึ้นปราศรัยเป็นผู้ดำเนินรายการ เขาจึงถูกดำเนินคดีในฐานะเป็นผู้จัดการชุมนุม โดยถูกตั้งข้อกล่าวหายุยุงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และข้อหาข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 กับความผิดตามพ.ร.บ.จราจรทางบก

วัดใจกัปตันเรือเหล็กเดินหน้ารถไฟ3สนามบินเอื้อคนไทยหรือนายทุน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392377?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วัดใจกัปตันเรือเหล็กเดินหน้ารถไฟ3สนามบินเอื้อคนไทยหรือนายทุน

8 ตุลาคม 2562 – 11:30 น.
สนามบิน,ดอนเมือง,สุวรรณภูมิ,อู่ตะเภา,การรถไฟแห่งประเทศไทย,รฟท
เปิดอ่าน 145 ครั้ง

วัดใจกัปตันเรือเหล็กเดินหน้ารถไฟสามสนามบินเอื้อคนไทยหรือนายทุน โดย…   ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

ลุ้นกันว่าวันที่ 15 ตุลาคม 2562 กลุ่มกิจการร่วมค้าเจริญโภคภัณฑ์ จะลงนามในสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ตามเส้นตายที่อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงคมนาคมวางไว้หรือไม่?

เพราะเสี่ยหนูไล่บี้กลุ่มกิจการร่วมค้าเจริญโภคภันฑ์โฮลดิ้ง และพันธมิตรให้มาลงนามในสัญญานี้หลังชนะประมูลและเด้งเชือกมาระยะหนึ่งเพื่อมิให้เกิดข้อครหา….

ล่าสุดเสี่ยหนูระบุถึงการขันนอตโครงการนี้ว่า “มันมีการสื่อสารว่าผมหักกับกลุ่มซีพี แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเป็นเช่นนั้นเลย ขอให้เข้าใจว่าในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ มันจำเป็นต้องทำงาน หากอยู่เฉยๆ จะจ้างผมทำไม และกลุ่มซีพีเอช ก็ชนะการประมูลมาจะครบปีแล้ว จำเป็นต้องเดินหน้ากันเสียที

ทั้งนี้เมื่อทางเอกชนเสนอราคาต่ำสุดถูกกว่าคู่แข่งประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ก็ต้องยอมรับว่าภาครัฐเองยังตะลึงกับราคานี้และพอใจมาก แน่นอนว่าพร้อมจะช่วยเหลือฝ่ายเอกชนแต่ก็ขอให้เป็นไปตามสัญญาที่ให้ไว้ อีกอย่างคือที่เราทำเพราะว่าเรามองถึงอนาคต เนื่องจากหากเซ็นรับงานไปทำแล้ว รู้ราคาแน่นอน ทางเอกชนจะได้ไปคุยกับซัพพลายเออร์ได้ งานจะได้เดินหน้าเสียที”

และย้อนไปดูสิ่งที่ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เคยยํ้าข้อมูลคณะกรรมการคัดเลือกที่แจ้งว่ากลุ่มซีพีสามารถทำตามข้อกำหนดหนังสือแนบท้ายสัญญา ดังนั้นน่าจะลงนามในสัญญาได้ “ในแง่การก่อสร้างที่มีปัญหาก็มีข้อกำหนดชัดเจน หากพื้นที่ใดมีปัญหาก็สามารถขยายเวลาในการก่อสร้างออกไปได้”

ดังนั้นโครงการนี้ต้องลุยเพราะวันที่ 30 กันยายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 9/2562 เพื่อติดตามความคืบหน้าการเจรจาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินวงเงิน 2.2 แสนล้านบาท

กพอ.รับทราบ การวางกำหนดการส่งมอบที่ดินให้แล้วเสร็จโดยเร็ว คือ ส่งมอบที่ดิน 72% ภายใน 1 ปี หลังลงนามในสัญญาร่วมลงทุนเพื่อให้เอกชนเริ่มก่อสร้างโครงการและเห็นชอบให้กระทรวงพลังงานเร่งรัดการรื้อย้ายท่อก๊าซยาว 12 กม. ยกเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง 16 จุด กระทรวงมหาดไทย เร่งรัด ย้ายท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ 4 จุด ย้ายเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงยาว 14 กม. ยกเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง 39 จุด ย้ายท่อประปาขนาดใหญ่ยาว 2 กม. และกระทรวงคมนาคม โดย รฟท. ใช้สิทธิ์เร่งรัดให้ย้ายท่อน้ำมันของบริษัทเอกชน ระยะทาง 44 กม. รวมทั้งเร่งรัด พรฎ. เวนคืนที่ดิน พ.ศ. … ซึ่งจะทำให้การส่งมอบพื้นที่โครงการเป็นไปตามแผนงาน และโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จได้ตามเป้าหมาย

น่าพินิจว่ารัฐบาลลุงตู่ต้องการให้โครงการนี้บรรลุตามไทม์ไลน์เพื่อเดินหน้าไทยแลนด์ 4.0 ให้บรรลุตามหวัง และเสี่ยหนูซึ่งเป็นรองนายกฯ ที่ดูแลกระทรวงหูกวางก็เร่งดันเรื่องนี้ให้ยุติมิให้เกิดข้อพิพาทในวันข้างหน้า และน่ามองว่าทำไมขั้วฝ่ายค้านและบางองค์กรเอกชนที่ต่อสู้เพื่อดูแลผลประโยชน์ชาติกลับนิ่งในเรื่องนี้แบบฉงนใจ?

แต่สิ่งที่น่าชมเชยคือครม.ชุดนี้มิได้โอนอ่อนตามข้อเรียกร้องของเอกชนไปเสียหมดเพราะหากไล่ช่วงเวลาที่ผ่านมาพบว่าปมปัญหาความล่าช้าคือกลุ่มซีพีต้องการให้รฟท.เคลียร์พื้นที่ก่อนส่งมอบให้เสร็จสมบูรณ์ 100% พร้อมแจงเหตุผลเกรงก่อสร้างเสร็จไม่ทันตามสัญญา 5 ปี มีภาระดอกเบี้ยผูกพันจากการส่งมอบพื้นที่แต่ละช่วงแต่ละตอนต้องเริ่มนับหนึ่งในสัญญา เชื่อว่าต้องเกินเวลาทั้งเวนคืน ไล่รื้อ

ขณะที่ รฟท.ยืนยันในฐานะผู้ร่วมลงทุนมองว่าคงไม่สร้างปัญหาลุกลามบานปลายในลักษณะนั้น ถัดมากลุ่มซีพียังตั้งเงื่อนไขคือโยนภาระทุบเสาตอม่อโฮปเวลล์ให้เป็นหน้าที่ของรฟท. กระทั่งอนุทินออกมาประชดจะขอควักเงินส่วนตัว 200 ล้านบาทให้เป็นค่ารื้อถอนซึ่งมองว่าเรื่องแค่นี้ไม่น่าจะนำมาเป็นข้ออ้างเลื่อนลงนาม

ปมลึกที่คนในแวดวง ครม.ลุงตู่ 2 ประเมินไว้คือกลุ่มซีพีต้องการขอให้กระทรวงการคลังคํ้าประกันเงินลงทุนดอกเบี้ยตํ่าวงเงิน 2 แสนล้านบาทจากธนาคารต่างชาติในฐานะพันธมิตรซึ่งข้อนี้ถูกคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินตัดออกเป็นข้อแรกๆ

และทราบจากมุมคิดของผู้รับเหมาที่มองว่าหากกลุ่มซีพีตั้งใจจริงไม่น่าตื่นกลัวล่วงหน้า ทุกโครงการย่อมมีผลกระทบด้านการเวนคืนไล่รื้อแทบทั้งสิ้น แต่ที่น่าจับตาการดัมพ์ราคาตํ่าๆ ไร้เงื่อนไขพิเศษทำให้กลุ่มซีพีตกที่นั่งขาดทุน อีกประเด็นใหญ่ที่เพลี่ยงพลํ้าสะดุดขาตัวเองคือสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน 2.9 แสนล้านบาท ที่เสมือนเป็นขุมทรัพย์ทำกำไรต่อยอดไฮสปีดซึ่งยังลุ้นต่อว่าในที่สุดแล้วศาลปกครองสูงสุดจะพลิกคำพิพากษาจากศาลปกครองกลางหรือไม่

อย่างไรก็ตามวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 จะหมดเวลาการยื่นราคาไฮสปีดที่กลุ่มซีพีเสนอ หากวันที่ 15 ตุลาคม ถูกถ่างเวลาเซ็นสัญญาออกไปนั้น รอดูว่าลุงตู่, เสี่ยหนู, รมต.โอ๋ จะเคาะระฆังและตีธงไปมุมใด เพราะหากล้มประมูลผู้ชนะประมูลต้องจ่ายค่าปรับและโดนขึ้นบัญชีดำห้ามเกี่ยวข้องกับการประมูลโครงการรัฐ หากจะให้ผู้ชนะอันดับที่สองในการยื่นซองรับงานนี้ไปก็อาจโดนผู้ร่วมประมูลรายอื่นฟ้องร้องได้

ตรงนี้มันคือข้อพิสูจน์ความกล้าของลุงตู่และรมต.จากภท.ว่าจะผลักดันให้เมกะโปรเจกท์ชิ้นนี้โปร่งใสไร้ข้อครหาและสร้างประโยชน์ให้บ้านเมือง

หรือหากไม่เป็นเช่นนั้น..น่ากลัวว่าขั้วตรงข้ามจะจัดหนักประเคนเรือเหล็กว่าเอื้อนายทุนและเป็นปมปัญหาที่ต้องตามแก้ไขเหมือนค่าโง่หลายโครงการที่คนไทยต้องเจ็บใจมามากแล้ว

 หากเอกชนที่ชนะการประมูลงานแล้วไม่มาเซ็นสัญญาผลจะเป็นอย่างไร
รฟท.จะใช้สิทธิตามที่กำหนดไว้ในข้อ 56 ตามเอกสาร RFP คือ ดำเนินการริบหลักประกันซองวงเงิน 2 พันล้านบาท หรือเรียกร้องจากผู้ออกหลักประกันซอง และเรียกร้องค่าเสียหายจากกลุ่มซีพีถ้ามี รวมทั้งจะพิจารณาให้ผู้ทิ้งงานตามระเบียบของทางราชการต่อไป

สำหรับข้อกำหนดที่ถูกระบุไว้ในเอกสาร RFP ในประเด็นหลักประกันซองจะถูกริบได้ แบ่งออกเป็นกรณี 1.ผู้ยื่นข้อเสนอขอถอนเอกสารข้อเสนอของตนในช่วงเวลาที่เอกสารข้อเสนอยังไม่หมดอายุ

2.ผู้ยื่นข้อเสนอไม่ยอมรับการแก้ไขข้อมูลที่เสนอไป
3.ในกรณีที่ผู้ยื่นข้อเสนอเป็นผู้ที่ได้รับคัดเลือกแต่ไม่ดำเนินการตามข้อกำหนด คือ ก. ไม่ลงนามสัญญาร่วมลงทุน หรือ ข. ไม่ยื่นหลักประกันสัญญาซึ่งผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านการประเมินจะต้องวางหลักประกันสัญญาที่ออกโดยธนาคารให้แก่รฟท.ในวันที่เข้าทำสัญญาร่วมทุนเป็นมูลค่า 4.5 พันล้านบาท

ส่วนกรณีการพิจารณาให้ผู้ทิ้งงานตามระเบียบของทางราชการตามกฎหมายของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังระบุไว้ว่าเมื่อส่วนราชการดำเนินการจัดจ้างและมีเหตุแห่งการทิ้งงาน คือผู้ที่ได้รับการคัดเลือกแล้วไม่มาทำสัญญา หรือข้อตกลงภายในเวลาที่ทางราชการกำหนด

ส่วนราชการประกาศจัดจ้างดำเนินการจนกระทั่งได้ตัวผู้จะมาลงนามในสัญญากับทางราชการแล้ว และส่วนราชการผู้ว่าจ้างให้มาทำสัญญาหรือข้อตกลงแต่ปรากฏว่าผู้ประกอบการรายนั้นไม่มาทำสัญญาหรือข้อตกลง ก็เข้าข่ายว่าผู้ประกอบการรายนั้นเป็นผู้ทิ้งงาน

โดยการลงโทษผู้ทิ้งงานตามกฎหมายระบุว่าห้ามส่วนราชการก่อนิติสัมพันธ์กับผู้ทิ้งงานที่กระทรวงการคลังได้ระบุชื่อไว้ในบัญชีรายชื่อผู้ทิ้งงาน และได้แจ้งเวียนชื่อแล้ว ทั้งในส่วนของเป็นผู้ทิ้งงานด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยการพิจารณาลงโทษผู้ทิ้งงาน นอกจากจะเป็นผู้ทิ้งงานของส่วนราชการแล้วยังหมายรวมถึงผู้ทิ้งงานของรัฐวิสาหกิจ และองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย