กำหนดการสำคัญพระสันตะปาปาเสด็จเยือนไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392342?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กำหนดการสำคัญพระสันตะปาปาเสด็จเยือนไทย

8 ตุลาคม 2562 – 10:20 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,พระสันตะปาปา,สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส,พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เปิดอ่าน 11,498 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้สมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จเข้าเฝ้าฯ เป็นการส่วนพระองค์ ในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้

ในโอกาสอันเป็นมงคลที่สมเด็จพระสันตะปาปาจะเสด็จมาประเทศไทย 20-23 พฤศจิกายน ตามที่มีข่าวไปแล้วนั้น ณ เวลานี้ ได้มีกำหนดการมาแจ้งให้ทราบเพื่อจะได้รับเสด็จทั่วกันดังนี้

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส จะเสด็จออกจากกรุงโรม ด้วยเที่ยวบินพระที่นั่ง เวลา 19.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น 19 พฤศจิกายน มาถึงท่าอากาศยานกองทัพอากาศ ดอนเมือง (บน.6) วันที่ 20 พฤศจิกายน เวลา 12.30 น. ตามเวลาประเทศไทย

วันที่ 21 พฤศจิกายน สมเด็จพระสันตะปาปา มีกำหนดเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐบาล คณะทูตานุทูต ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล แล้วเสด็จไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวิหาร

เสด็จโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ สาทร พบคณะแพทย์ พยาบาล บุคลากรของโรงพยาบาล รวมทั้งเวชบุคคลของโรงพยาบาลในเครือคาทอลิก เสด็จเยี่ยมอวยพรบรรดาผู้ป่าย ผู้สูงวัย และบุคคลพิการ เป็นการส่วนพระองค์

เสร็จแล้วเสด็จไปประทับ ณ สถานสมณทูตวาติกัน โดยมีกำหนดเสด็จไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เป็นการส่วนพระองค์

จากนั้นสมเด็จพระสันตะปาปาจะเสด็จไปประกอบพิธีสหบูชามิสซาเพื่อประชาสันบุรุษ ที่สนามกีฬาแห่งชาติศุภชลาศัย มีคริสต์ศาสนิกชนกว่า 25,000 คน จาก 11 เขตศาสนปกครองเข้าร่วมพิธี

วันที่ 22 พฤศจิกายน สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส มีกำหนดพบปะกับคณะบิชอปบาทหลวงสมาชิกนักบวชคณะเยซูอิต นักบวชชายหญิง นักพรต ผู้เตรียมตัวเป็นบาทหลวง ผู้ฝึกหัด ครูคำสอน ที่วัดคาทอลิกนักบุญเปโตร อ.สามพราน จ.นครปฐม

เสด็จกลับมาประทับที่สถานสมณทูตวาติกันช่วงบ่าย พระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จยังจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เพื่อพบปะผู้นำคริสตชนต่างนิกายผู้นำหรือผู้แทนผู้นับถือศาสนาอื่นๆ ในประเทศไทยพร้อมกับบรรดาผู้นำสถาบันอุดมศึกษา คณาจารย์และนิสิตนักศึกษา

เสด็จยังอาสนวิหารอัสสัมชัญ บางรัก เพื่อประกอบพิธีบูชามิซาเพื่อบรรดาเยาวชนโดยมีเยาวชนไทย 4,000 คน จากทั่วประเทศเข้าร่วมพิธี

เช้าวันที่ 23 พฤศจิกายน สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส จะเสด็จออกจากประเทศไทยโดยเครื่องบินพระที่นั่ง ที่สนามบินกองทัพอากาศดอนเมืองไปยังกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

จึงขอเชิญชวนเฝ้ารับเสด็จพระสันตะปาปาโดยทั่วกัน


 มอเตอร์ไซค์ลักไก่
 อันตราย! ฝ่าไฟแดง

ผมฝากเรื่องอันตรายต่อชีวิตให้ตำรวจช่วยด้วยครับเกี่ยวกับเรื่องมีมอเตอร์ไซค์ลักไก่ฝ่าไฟแดงซึ่งมีให้เห็นประจำ

ผมเป็นทำงานอยู่ถนนสีลม เป็นมนุษย์เงินเดือน ทุกวันในตอนเช้าต้องข้ามถนนใหญ่ ปัญหาที่พบในช่วงตอนเช้าๆ เวลา 07.00-08.30 น. คือมอเตอร์ไซค์หลายคันที่ออกันอยู่ด้านหน้าสุด มักฝ่าสัญญาณไฟแดง

บางทีก็ฝ่าออกมาไม่กี่คัน แต่บางครั้งก็ฝ่าไฟแดงออกมาพร้อมกันจำนวนมาก ไม่สนใจว่ามีคนข้ามถนน

อันตรายมากครับ แทนที่คนข้ามถนนจะเดินได้อย่างปลอดภัย เพราะเป็นไฟแดง กลับต้องคอยระวังหลบมอเตอร์ไซค์ที่คอยฝ่าไฟแดงพวกนี้ บางคันฝ่าไปแล้วเกือบไปชนกับรถคันอื่นจากอีกแยกหนึ่งที่เป็นสัญญาณไฟเขียว

ขอให้ตำรวจช่วยเข้มงวด เคร่งครัดวินัยจราจรกับมอเตอร์ไซด์ที่คอยฝ่าสัญญาณไฟจราจรด้วยเพื่อความปลอดภัยของชาวบ้านจะได้ข้ามถนนอยางปลอดภัยไร้กังวลไฟแดงแต่ละครั้งไม่ได้นาน รถก็ไม่ได้คิดมาก เสียเวลารอแค่ 1-2 นาที กลับรอไม่ได้ อยากให้ตำรวจเจ้าของพื้นที่ช่วยกวดขันให้หน่อย

ผมคิดว่ามอเตอร์ไซค์พวกนี้อดใจรอสักนิดก็ได้ ให้ไฟเขียวก่อนค่อยไปและเห็นมามากแล้วจริงๆ หลายแยกแล้ว ช่วยเข้มงวดด้วย
สมภพ (สีลม)

เรียนคุณ ‘สมภพ’ สีลม
ผมนำจดหมายของคุณมาแจ้งให้ทราบเพื่อตำรวจท้องที่และตำรวจจราจรช่วยเข้มงวดกวดขันเรื่องมอเตอร์ไซด์ลักไก่-ฝ่าไฟแดงดังที่เห็นกันอยู่เป็นประจำและกฏหมายที่มีอยู่ต้องบังคับใช้

กรณีฝ่าไฟแดงนี่เป็นอันตรายต่อชีวิตมากๆ เพราะคนเดินข้ามถนนหรือรถไฟเขียวไม่ระวัง ซึ่งเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยๆ ขอให้ใจเย็นสักนิดทุกคนจะได้สบายใจ

ขอให้ตำรวจช่วยด้วยครับเพราะเดี๋ยวนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้จะรีบร้อนไปถึงไหน จริงอยู่คนขับมอเตอร์ไซค์ ส่วนมากเป็นคนดี-เคารพกฎจราจร

มีมอเตอร์ไซค์ลักไก่ฝ่าไฟแดงไม่กี่คันนี่แหละทำให้เกิดภาพลบไปหมด-ช่วยกันตักเตือนด้วยอีกแรง
อ๊อด เทอร์โบ


แชมป์ไทยลีก เดิมพัน “ยิ้ม” ใต้เงา “ติยะไพรัช” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392336?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แชมป์ไทยลีก เดิมพัน “ยิ้ม” ใต้เงา “ติยะไพรัช”

8 ตุลาคม 2562 – 09:30 น.
รายงานพิเศษ,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน,ยิ้ม วิสาระดี,วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์,เชียงราย,สโมสรสิงห์ เชียงราย,ยงยุทธ ติยะไพรัช,กว่างโซ้งมหาภัย
เปิดอ่าน 512 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 8 ต.ค.62

*********************

การตัดสินแชมป์ศึกฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก 2019 ที่เหลืออีก 2 นัด อาจต้องดูกันจนถึงนัดสุดท้าย เนื่องจากมี 3 ทีมคือ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด และการท่าเรือ เอฟซี มีคะแนนสูสีกันมาก

จบนัดที่ 28 บุรีรัมย์นำเดี่ยว 54 แต้ม ตามมาด้วยสิงห์ เชียงราย และการท่าเรือ มีแต้มเท่ากัน 52 แต้ม นัดหน้า บุรีรัมย์ต้องพบกับการท่าเรือ ส่วนเชียงรายเปิดบ้านเตะกับพีที ประจวบฯ

เมื่อจบฤดูกาล หาก 3 ทีม มีแต้มเท่ากัน ก็จะวัดกันที่ “เฮดทูเฮด” ปรากฏว่า สิงห์ เชียงรายฯ ดีกว่าสองทีม และถ้าผลออกมาเช่นนั้น สิงห์ เชียงรายฯ จะคว้าแชมป์ไทยลีก สมัยแรก และสร้างประวัติศาสตร์วงการลูกหนังภาคเหนือ

สาวยิ้มลุ้นสุดชีวิต

แม้ทีมกว่างโซ้งมหาภัย-สิงห์ เชียงรายฯ จะบุกไปเสมอทีมพีทีที ระยอง ทำแต้มหล่นหายไป 2 แต้ม “วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์” ผู้จัดการทีม ได้โพสต์ปลุกใจพลพรรคกว่างโซ้งฯ ผ่านแฟนเพจ “ยิ้ม วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์” เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2562

ยิ้ม ในบทบาทผู้จัดการทีมสิงห์ เชียงรายฯ

“..เรายังอยู่บนเส้นทางแห่งการลุ้นแชมป์ ในฐานะผู้จัดการทีมและลูกพ่อขุน ยิ้มศรัทธา เชื่อมั่น พร้อมเชียร์ให้สุดไปจนถึงนัดสุดท้าย! ขอเสียงชาวเจียงฮายได้มั้ย …ว่าจะใจสู้ไปโตยกั๋นก่อเจ้า”

เมื่อค่ำวันที่ 23 มิถุนายน 2562 ที่สิงห์ สเตเดี้ยม รังเหย้าของสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด มีการเปิดตัว “ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ในฐานะผู้จัดการทีมคนใหม่ คอการเมืองรู้ได้ทันทีว่า “ยิ้ม วิสาระดี” ได้รับไฟเขียวให้ลงสมัครชิงตำแหน่งนายก อบจ. เชียงราย

เสี่ยฮั่น เป็นทุกอย่างของทีม

ทุกคนทราบดีว่า ทีมสิงห์ เชียงรายฯ เป็นของตระกูล “ติยะไพรัช” ในวันนี้ เสี่ยฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ กลับมารั้งเก้าอี้ประธานที่ปรึกษา และ ฮาย” ปวิศรัฐฐ์ ติยะไพรัช เป็นประธานสโมสรสิงห์ เชียงราย

ส่วน ยงยุทธ ติยะไพรัช” และ สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช” อดีตนายก อบจ.เชียงราย เป็นกองหนุนคนสำคัญ ที่ทำให้สโมสรนี้ก้าวขึ้นมาสู่แถวหน้าไทยลีก

กว่างโซ้งได้แชมป์หรือไม่ย่อมมีผลต่อคะแนนนิยมของ “ยิ้ม” ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.เชียงราย

ยงยุทธ”จับมือ“วิสาร”

“ยิ้ม” ลูกสาวคนเดียวของ วิสาร เตชะธีราวัฒน์” ส.ส.เชียงราย เที่ยวนี้เธอไม่ได้ลงสมัคร ส.ส. เพราะบิดาลงเองที่เขต 3 เนื่องจากปี 2550 ยิ้มลงสมัคร ส.ส.แทนบิดา และได้เป็น ส.ส.พรรคพลังประชาชน

“วิสาร” เป็นนักการเมืองรุ่นเก๋า มีฐานเสียงอยู่ที่ อ.พาน จ.เชียงราย เริ่มต้นจากเปิดสำนักงานทนายความ รับปรึกษางานด้านกฎหมาย จนชาวบ้านเรียกขาน “หมอความชาวบ้าน” เปรียบเสมือนต้นทุนการเมืองที่ส่งให้วิสาร เป็น ส.ส.ปี 2529 ก่อนจะย้ายไปพรรคเอกภาพ, พรรคสามัคคีธรรม, พรรคชาติพัฒนา, พรรคนำไทย, พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยรักไทย

สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช พี่เลี้ยงสาวยิ้ม

เลือกตั้งปี 2539 วิสารกับยงยุทธ ย้ายมาสังกัด ปชป. และหลังจากนั้น ทั้งสองคนก็ตบเท้านำ ส.ส.ภาคเหนือมาหนุน “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี

เพราะคนชื่อทักษิณ ทำให้ยงยุทธแตะมือวิสาร หวังดัน “ยิ้ม” สะใภ้ของสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ให้ประสบชัยชนะ

ที่มั่น “จงสุทธานามณี”

ในสนามเลือกนายก อบจ.เชียงราย คู่ต่อกรของค่ายเพื่อไทย ก็น่าจะมีแค่ตระกูล “จงสุทธานามณี” หากพรรคอนาคตใหม่ ตัดสินใจส่งผู้สมัครชิงเก้าอี้นายก อบจ. รับประกันว่า ศึกท้องถิ่นเจียงฮายสู้กันถึงฎีกาแน่

เมื่อการเลือกตั้ง 2562 เขต 1 อ.เมืองเชียงราย สามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย สู้กับ รัตนา จงสุทธานามณี” ภรรยาของ วันชัย จงสุทธานามณี” นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ที่สวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ

รัตนา จงสุทธานามณี

ผลเลือกตั้งพลิกล็อก ผู้ชนะกลายเป็น เอกภพ เพียรพิเศษ พรรคอนาคตใหม่ ได้ 29,893 คะแนน และ รัตนา จงสุทธานามณี  อันดับ 3 ได้ 27,565 คะแนน

รัตนาเคยเป็น ส.ส.เชียงราย 2 สมัย ยุคที่กระแสทักษิณยึดครองเชียงราย ต่อมา เธอหันมาเล่นการเมืองท้องถิ่น ได้เป็นนายก อบจ.เชียงราย ก่อนจะพ่ายให้ สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ในสมัยต่อมา

วันชัย จงสุทธานามณี

ทุกวันนี้ รัตนา ในฐานะนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเชียงราย ได้ทำงานร่วมกับจังหวัดเชียงราย และเทศบาลนครเชียงราย ผลักดันให้จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดกีฬา (Sport City) นอกจากนี้ รัตนายังเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

เซียนการเมืองเจียงฮายเชื่อว่า รัตนาจะลงสมัครนายก อบจ.อีกครั้ง เพราะคงไม่ยอมให้ “ติยะไพรัช” เถลิงอำนาจผ่านนอมินีได้อย่างง่ายดาย

วิวาทะชายแดนใต้ หนี การเมือง ไม่พ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392339?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิวาทะชายแดนใต้ หนี การเมือง ไม่พ้น

8 ตุลาคม 2562 – 08:30 น.
กระดานความคิด,การเมือง,ไฟใต้,3 จวชายแดนใต้
เปิดอ่าน 265 ครั้ง

วิวาทะชายแดนใต้หนี”การเมือง”ไม่พ้น คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง

เวทีเสวนาแก้ไขรัฐธรรมนูญของ 7 พรรคฝ่ายค้าน มีธงชัดเจนว่า ต้องรื้อรัฐธรรมนูญ 60 ให้ได้ โดยวางยุทธศาสตร์เคลื่อนไหวทั่วประเทศ

เฉพาะเวที 3 จังหวัดชายแดนใต้ ดูจะแหลมคมกว่าทุกเวที เพราะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา “พรรคประชาชาติ” หรือกลุ่มวาดะห์เครือข่ายทักษิณ ชินวัตร เพิ่งได้รับชัยชนะเป็นครั้งแรก นับแต่การเลือกตั้งทั่วไป 2548

ช่วงหาเสียง พรรคประชาชาติ ชูประเด็นเรื่องเขตปกครองพิเศหรือการปกครองตนเอง คู่ขนานกับ “พรรคอนาคตใหม่” ที่เสนอให้ถอนทหารออกจากชายแดนใต้

บังเอิญ ชลิตา บัณฑุวงศ์ รองหัวหน้าภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ทำงานในพื้นที่ชายแดนใต้มานาน เกิดไปหลุดคำว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 ก็ทำได้ เลยไปกันใหญ่

เนื่องจากมาตรา 1 บัญญัติว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านในโลกโซเชียลอย่างกว้างขวาง

สถานการณ์ร้อนแรงขึ้น เมื่อ พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้ชำนาญการสำนักงาน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี ให้ดำเนินคดีบุคคลรวม 12 คน ที่ส่วนใหญ่เป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้านและนักวิชาการ อันเนื่องจากเวทีเสวนาดังกล่าว

คนในพื้นที่บอกว่า ประเด็นมาตรา 1 ค่อนข้างอ่อนไหว ไม่มีวงเสวนาแก้ไขสถานการณ์ภาคใต้วงไหน หยิบเรื่องนี้มาพูดคุยกัน แม้แต่ “คนเจนวาย-เจนแซด” ของชายแดนใต้ส่วนใหญ่ ที่มารู้เรื่องทีหลังยังตกใจ

รวมทั้งเรื่องพูดคุยสันติสุข เพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัด ที่มีนักการเมืองฝ่ายค้านพยายามบอกว่า ฝ่ายขบวนการไม่ยอมเจรจากับ “รัฐบาลทหาร” หรือถ้ามีการรัฐธรรมนูญใหม่ มีประชาธิปไตยสมบูรณ์ ฝ่ายโน้นจึงจะยอมมาพูดคุย

ตรรกะเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่? นับแต่ปี 2547 ประเทศไทยมีรัฐบาลพลเรือนกี่ชุด รัฐบาลทักษิณ 2, รัฐบาลสมัคร, รัฐบาลสมชาย, รัฐบาลอภิสิทธิ์ และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เหตุใดจึงเจรจากับขบวนการแบ่งแยกดินแดนไม่สำเร็จ

อุตสาหกรรมไฟใต้ ไม่ว่าจะเป็นยุค “บีอาร์เอ็นเก่า” หรือ “บีอาร์เอ็นใหม่” ยังเป็นเรื่องการเมือง ทั้งที่เป็นสงครามหลั่งเลือด และสงครามไม่หลั่งเลือด

บีอาร์เอ็นใหม่ ได้ปรับกลยุทธ์การต่อสู้หลังลงจากภูเขาเข้ามาสู่หมู่บ้านเมื่อปี 2527 ขบวนการใหม่ได้คัดเลือกเยาวชนไปศึกษาต่างประเทศเพื่อกลับมาเป็นอุสตาซ(ครูสอนศาสนา) และอีกกลุ่มหนึ่งไปฝึกอาวุธในต่างประเทศเพื่อเป็นครูฝึกอาวุธแก่เยาวชน

“แนวร่วม” เป็นสิ่งที่ขบวนการเก่าและใหม่ให้ความสำคัญในการจัดตั้งหมู่บ้านแนวร่วม และจับมือนักการเมือง ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อใช้หัวคะแนนของนักการเมืองดึงชาวบ้านเข้ามาเป็นแนวร่วม

ขบวนการใหม่อาจโชคดีกว่าขบวนการเก่า เพราะยุคนี้มีการกระจายอำนาจ ทั้ง อบต. อบจ. และเทศบาล บีอาร์เอ็นจึงวางตัว “คนในขบวนการ” ให้แทรกตัวเข้าไปนั่งอยู่ในสภาท้องถิ่นต่างๆ

จุดอ่อนของขบวนการใหม่ ไม่ยอมเปิดเผยหน้าตาของ “องค์กรนำ” จึงทำให้มวลชนส่วนใหญ่ลังเลที่จะมอบอำนาจให้ ต่างจากในอดีตที่มีความชัดเจนว่า ใครคือ ผู้นำบีอาร์เอ็น? ใครคือผู้นำพูโล?

เมื่อถามว่า “คนเจนวาย-เจนแซด” แห่งปาตานีว่า รู้จักขบวนการบีอาร์เอ็นหรือไม่ รู้เรื่องเขตปกครองพิเศษหรือไม่ คำตอบคือ รู้จักบ้างนิดหน่อย

ไม่แปลกเลยที่การเลือกตั้งทั่วไปปี 2554 คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรครักประเทศไทย โดยชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เป็นหัวหน้าพรรค ในเขตเลือกตั้ง 3 จังหวัดชายแดนใต้ จะได้เท่ากับคะแนนของพรรคมาตุภูมิ ที่อดีตสมาชิกกลุ่มวาดะห์บางส่วนเป็นแกนนำ

คนรุ่นใหม่แห่งปาตานีเลือก “ชูวิทย์” เพราะบุคลิกกล้าพูด กล้าชน เหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านมา พวกเขาเลือก “ธนาธร” ตามกระแส “ฟ้ารักพ่อ” และบางบุคลิกของธนาธรคล้ายพระเอกหนังเกาหลี

   นี่คือสภาพความเป็นจริง แต่นักวิชาการบางคนอาจไม่ยอมรับ และบางเวลา ความคิดอ่านก็ล้ำเส้นไปเยอะ

เหรียญสองด้านชิม-ช้อป-ใช้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392337?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เหรียญสองด้านชิม-ช้อป-ใช้

8 ตุลาคม 2562 – 08:00 น.
ชิม ช้อป ใช้,ท่องเที่ยว,ธงฟ้าประชารัฐ,สินค้าโอทอป,ลงทะเบียน
เปิดอ่าน 167 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 8 ตุลาคม 2562

ปิดบัญชี 10 ล้านคนในเฟสแรกไปแล้ว เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา สำหรับโครงการ “ชิม ช้อป ใช้” มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ พร้อมกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ทั้งนี้ โครงการมี 2 ส่วน คือ รัฐให้เงิน 1,000 บาท แก่ผู้มีคุณสมบัติตามที่กำหนด เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายใน 3 ทางคือ ชิม-ใช้ในร้านอาหารและเครื่องดื่ม ช้อป-ใช้ซื้อสินค้าในร้านค้าที่ร่วมโครงการ สินค้าโอท็อป วิสาหกิจชุมชน ร้านธงฟ้าประชารัฐ และใช้-สำหรับบริการเพื่อการท่องเที่ยว ได้แก่โรงแรม แพ็กเกจทัวร์ และค่าไกด์ ที่ร่วมโครงการ โดยเงินส่วนนี้ ให้นำไปใช้จ่ายได้เฉพาะในจังหวัดที่ลงทะเบียนไว้ ซึ่งต้องไม่ตรงกับทะเบียนบ้านภายใน 14 วันหลังการยืนยันสิทธิ์ผ่านเอสเอ็มเอส อีกส่วนคือเงินคืน 15% จากการใช้จ่ายสูงสุดไม่เกินคนละ 4,500 บาท

มาตรการนี้ มีทั้งเสียงตอบรับในเชิงบวก และวิพากษ์วิจารณ์ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่เห็นด้วยมองว่าเป็นมาตรการที่สามารถกระตุ้นการใช้จ่าย ทำให้เงินไหลเวียนในระบบมากขึ้น สามารถดึงกำลังซื้อออกมาได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว เมื่อคนออกไปชิมช้อปใช้ส่วนมากก็ใช้เงินเกินกว่า 1,000 บาทที่รัฐให้ไปเป็นอย่างมาก แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็มองว่า ประโยชน์จะเกิดกับผู้ค้ารายใหญ่ เม็ดเงินลงไม่ถึงระดับชุมชนฐานราก ผู้ค้ารายย่อย หรือแม้แต่โอท็อป ทั้งยังมองว่า เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เมื่อใช้เงินหมดก็จบ ไม่ได้ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจเติบโตได้ในระยะยาว ขาดแรงขับเคลื่อนต่อเนื่อง แต่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังระบุว่า มาตรการนี้จะทำให้จีดีพีโตขึ้นอีก 0.2-0.3%

ขณะเดียวกัน นิด้าโพล สำรวจความเห็นประชาชนพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม ร้อยละ 27.36 มองว่า มาตรการนี้สิ้นเปลืองงบประมาณ ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ประชาชนร้อยละ 27.28 บอกว่าเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดี ขณะที่ความคิดเห็นต่อภาพรวมของมาตรการ ร้อยละ 28.95 ตอบว่าไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 25.62 ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 22.60 เห็นด้วยมาก แต่ในส่วนความคิดเห็นของประชาชนต่อการดำเนินโครงการ ประชาชนร้อยละ 42.19 ให้ความเห็นว่า ควรปรับปรุงโครงการให้ดีขึ้น ส่วนร้อยละ 34.10 แนะนำว่า ขอให้ยกเลิกโครงการไปเลย ขณะที่นักวิชาการส่วนหนึ่งเห็นว่า ผลประโยชน์ไม่ได้ตกถึงกลุ่มที่มีปัญหาและได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจจริงๆ

เสียงสะท้อนผ่านหลายๆ สื่อดังตัวอย่างข้างต้นนี้ ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลซึ่งกำลังเดินหน้ามาตรการในเฟสที่ 2 นี้ น่าจะนำไปประกอบการพิจารณาเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงโครงการได้อย่างทั่วถึง ไม่ติดสารพัดปัญหาในเรื่องระบบออนไลน์ และการลงทะเบียนที่ยุ่งยากซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อที่น่าพิจารณาก็คือ มาตรการนี้จะต้องตอบโจทย์ การหมุนเวียนของเม็ดเงินสู่ชุมชนคนฐานรากจริง ผลประโยชน์ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ ที่ได้เปรียบในเชิงการค้า ประชาชนสะดวกสบายที่สามารถใช้จ่ายได้ครอบคลุมรายการสินค้า ท้ายที่สุด ต้องยอมรับว่า คนไทยจำนวนมากยังไม่คุ้นเคยกับระบบเงินออนไลน์ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงมาตรการได้ แต่หากมองในแง่บวก มาตรการนี้ก็อาจช่วยให้ประชาชนได้เรียนรู้ควบคู่ไปกับสังคมไร้เงินสดก็เป็นได้

ดันเกษตรกรล้านนาเลี้ยงแพะส่งขายมุสลิม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392178?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดันเกษตรกรล้านนาเลี้ยงแพะส่งขายมุสลิม

7 ตุลาคม 2562 – 12:40 น.
เกษตรกร,แพะ,มุสลิม
เปิดอ่าน 2,557 ครั้ง

ดันเกษตรกรล้านนา “เลี้ยงแพะ” ส่งขายมุสลิม..รัฐบาลใหม่กับเงินทอนใต้โต๊ะ โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วงนี้เกษตรกรไทยได้รับการส่งเสริมให้ “เลี้ยงแพะ” เพื่อขายแม่พันธุ์หรือขายเนื้อส่งออกนอกประเทศ ถือเป็น “สัตว์เศรษฐกิจ” ตัวใหม่ที่ตลาดต้องการจำนวนมาก ราคาดี ต้นทุนต่ำ โดยเฉพาะตลาดกลุ่มชาวต่างชาติที่นิยมกินเนื้อแพะเป็นอาหาร รัฐบาลหวังเป็นทางเลือกช่วยปลดภาระหนี้สิน แต่ตอนนี้ “คนเลี้ยงแพะ” ได้กลิ่นพิรุธ…เพราะข้าราชการบางคนอยากได้ “เงินแพะ” ใต้โต๊ะ

คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับ “ฟาร์มเลี้ยงแพะ” เพราะไม่นิยมกินเนื้อหรือกินนมแพะเท่ากับวัว หมู เป็ด ไก่ แต่ในวันนี้ฟาร์มเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่และตลาดซื้อขายเกือบทั้งประเทศตกอยู่ในมือของนายทุนยักษ์ใหญ่ไม่กี่เจ้า หากเกษตรกรไม่อยากอยู่ใต้เครือข่ายเกษตรพันธสัญญานายทุนก็ต้องดิ้นรนหาอาชีพอื่นทำ โดยเฉพาะคนที่เคยผิดหวังขาดทุนกับ “สัญญา” ที่ไม่เป็นธรรม กระทรวงเกษตรฯ ทราบถึงปัญหานี้ดีจึงช่วยหาทางออกและหาตลาดใหม่ทดแทนให้ไปเลี้ยง “แพะ” เพื่อส่งออกไปขายตลาดของผู้นับถือศาสนาอิสลาม ที่นิยมรับประทานเนื้อแพะและนมแพะ

เนื่องจาก “แพะ” เป็นสัตว์เลี้ยงง่าย กินง่าย ค่าใช้จ่ายไม่สูงและใช้ระยะเวลาสั้นกว่าเลี้ยงวัว สามารถหากินใบไม้ใบหญ้าได้เอง ตัวเล็กก็จริงแต่ทนทานต่อทุกสภาพอากาศ แถมให้ผลผลิตทั้งเนื้อ นม ขนและหนัง ที่สำคัญแพะเป็นสัตว์ชอบความสะอาด ถ้าดูแลดีจะแข็งแรงไม่ค่อยป่วยติดโรคง่ายเหมือนหมูหรือไก่ ที่สำคัญคือมี “ตลาดส่งออก” ต้องการเนื้อแพะจำนวนไม่จำกัดต้นทุนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์แค่ตัวละ 5–6 พันบาท อายุยาวนานไม่ต่ำกว่า 5–10 ปี

ทำให้หลายปีที่ผ่านมานี้ กระทรวงเกษตรฯ พยายามชักชวนให้เกษตรกรที่เป็นหนี้สินทั่วประเทศมากู้ยืมเงินปลอดดอกเบี้ยไปทำ “ฟาร์มแพะชุมชน”

ข้อมูลกระทรวงเกษตรฯ รายงานว่าปี 2562 มีจำนวน “แพะ” ทั่วประเทศไทยประมาณ 8.3 แสนตัว แบ่งเป็น “แพะเนื้อ” 8 แสนตัว และ “แพะนม” 3 แสนตัว ส่วน “เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ” มีไม่ต่ำกว่า 6.5 หมื่นครัวเรือน ปัจจุบันกรมปศุสัตว์ส่งเสริมให้มีชมรมเกษตรกรเลี้ยงแพะระดับจังหวัดแล้ว 64 แห่ง ส่วนใหญ่เลี้ยงเป็นอาชีพเสริมจนส่งเนื้อแพะไปขายประเทศเพื่อนบ้านได้ราคาดีและมีต้นทุนต่ำ  ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2562 “ประภัตร โพธสุธน” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิด “โครงการแพะ-แกะ ล้านนา” พร้อมลงนามอนุมัติเงินกู้ยืมกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรให้ตัวแทนกลุ่มเกษตร 3 จังหวัดได้แก่ ลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ หวังส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรด้วยวิธีการเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ในทุกระดับ พร้อมมอบหมายให้ “กรมปศุสัตว์” เป็นเจ้าภาพโดยมีกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรให้เงินทุนสนับสนุน

ขณะนี้ “โครงการแพะล้านนา” 3 จังหวัดข้างต้นมีกลุ่มเกษตรกรรวม 22 กลุ่ม จำนวน 220 คนเข้าร่วม มีการอนุมัติวงเงินไปแล้ว 44 ล้านบาท เป็นเงินกู้จากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเป้าหมายคือเลี้ยงแพะให้ตรงตามที่ตลาดต้องการ ถ้าทำได้จะกลายเป็นอาชีพหลักเลี้ยงครอบครัว เนื่องจากช่วงนี้ภูมิอากาศแปรปรวนประกอบกับภัยแล้งทำให้การทำปลูกพืชไร่ ข้าว ผัก ฯลฯ ไม่ค่อยได้ผลผลิตดีเท่าที่ควร

กรมปศุสัตว์ตั้ง “คณะกรรมการบริหารโครงการแพะ–แกะ ล้านนา” ช่วยสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรให้ปรับปรุงพันธุ์แพะ ช่วยเรื่องพืชอาหารสัตว์และอาหารแพะ รวมถึงการผสมเทียมและมาตรฐานฟาร์มจนถึงการแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ
หลังจาก “ท่านประภัตร” ประกาศให้เงินกู้ได้ไม่นานเงินก็ถูกส่งไปที่กรมปศุสัตว์เรียบร้อยแล้ว แต่ทำไมเกษตรกร 3 จังหวัดยังไม่ได้เลี้ยง “แพะล้านนา” สักที?

“คม ชัด ลึก” ได้รับการร้องเรียนว่าโครงการนี้อาจมีพิรุธบางอย่าง เพราะเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2562 “กลุ่มเครือข่ายแพะแกะล้านนา” รวมตัวกันยื่นจดหมายร้องเรียนไปยัง “ท่านประภัตร” ขอร้องให้ช่วยเร่งรัดโอนเงินงบประมาณโครงการแพะล้านนามาให้สักที เพราะชาวบ้าน 200 กว่าคนที่ไปกู้ยืมเงินนอกระบบมา “สร้างคอกเลี้ยงแพะ” เพื่อรอแม่พันธุ์นั้น เริ่มเดือนร้อนกันถ้วนหน้า.. โดยเนื้อความจดหมายสามารถสรุปได้ดังนี้

“ตามที่ ฯพณฯ ประภัตร ได้เปิดโครงการแพะล้านนา ณ จังหวัดลําปาง วันที่ 15 กันยายน 2562 บัดนี้ระยะเวลาได้ผ่านมาเนิ่นนานพอสมควรแล้ว ทว่าเรื่องการโอนเงินงบประมาณโครงการแพะล้านนาระยะที่ 1 ก็เงียบหายไป เกษตรกรรอคอยเงินงบมาเป็นระยะเวลาร่วม 8 เดือนแล้ว เกษตรกรจํานวน 220 รายทั้ง 3 จังหวัด ได้กู้เงินมาสร้างโรงเรือนเพื่อเตรียมเลี้ยงแพะต่อไป ทําให้เกิดเป็นหนี้สินตามมา เกษตรกรบางรายครอบครัวเกิดปัญหาทะเลาะวิวาทกัน จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์ โปรดเร่งรัดโอนเงินอย่างเร่งด่วน… เกษตรกรในโครงการหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความอนุเคราะห์จาก ฯพณฯ ท่านมาในครั้งนี้….”

เนื้อความในจดหมายสั้นกระชับและได้อารมณ์ความรู้สึกของเกษตรกรไทยที่ต้องกู้เงินมารอเลี้ยง “แพะ” ดอกเบี้ยเริ่มพุ่งขึ้นทุกวัน แต่ข้าราชการและหน่วยงานที่รับผิดชอบกลับไม่รู้สึกทุกข์ร้อนไปด้วย แม้ท่านรัฐมนตรีจะรับปากสัญญาไว้แล้วก็ตาม

“โชคสกุล มหาค้ารุ่ง” หนึ่งในชาวบ้าน 220 คน ที่เข้าร่วมโครงการแพะล้านนา เล่าให้ฟังว่า โครงการนี้ส่วนใหญ่ผู้ถูกคัดเลือกเป็นเกษตรกรที่มีหนี้สินและต้องการปลดหนี้ด้วยการมารวมตัวกันเลี้ยงแพะ เพราะรัฐบาลบอกว่าเนื้อแพะกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดเวียดนามแทนเนื้อสุนัข และ ตลาดจีนที่มีคนจีนมุสลิมชอบกินเนื้อแพะและยังมีตลาดมาเลเซียกับแถวตะวันออกลางด้วย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้นับถือศาสนาอิสลาม

“เป็นการรวมตัวกันกลุ่มละ 10 คน จำนวน 22 กลุ่ม ได้เงินกลุ่มละ 2 ล้านบาท แต่ละคนจะได้แม่พันธุ์แพะ 21 ตัว เป็นตัวเมีย 20 ตัว ตัวผู้ 1 ตัว ต้นทุนตัวละประมาณ 6 พันบาท เลี้ยงสัก 5-7 เดือนจะมีลูกคอกแรกรวมประมาณ 20 ตัว จากนั้นเลี้ยงไป 4 เดือนจะขายเนื้อได้กิโลกรัมละ 100 บาท ตัวหนึ่งก็ประมาณ 2,500 บาท รวมๆ แล้วมีรายได้เดือนละหลายหมื่นบาท เพราะต้นทุนการเลี้ยงต่ำ แพะจะกินพวกกระถิน ต้นหญ้า ฯลฯ ปัญหาคือโครงการนี้เริ่มมานานหลายปีแล้ว และเงินงบประมาณก็อยู่ที่กรมปศุสัตว์แล้วด้วย แต่ทำไมยังไม่เอามาแจกจ่ายเกษตรกรหลายคนไปกู้นอกระบบมาสร้างคอกแพะและแปลงหญ้า ติดค้างค่าวัสดุก่อสร้าง บางครอบครัวทะเลาะกัน ในเมื่อเกษตรกรพร้อม ตลาดก็พร้อม แต่หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบไม่ทำงานทำให้พวกเราเดือดร้อนเสียหายมาก”
โชคสกุล ยอมรับว่าได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรฯ กับกรมปศุสัตว์ว่าต้องการ “เงินทอน” หรือเงินค่าหัวคิวใต้โต๊ะ มีการเจรจานอกรอบ แต่ตัวแทนเกษตรกรไม่ยอม เลยยืดเยื้อกัน และถ้าปล่อยไว้แบบนี้สุดท้ายชาวบ้านก็ต้องยอมจ่ายใต้โต๊ะ ดีกว่าเป็นหนี้สินให้ดอกทบต้นไปเรื่อยๆ

“พวกเราช่วยกันเขียนจดหมายร้องเรียนส่งไปที่กระทรวงเกษตรฯ มีคนบอกว่าท่านประภัตรรับทราบแล้ว เราก็ได้แต่หวังว่าจะสั่งให้รีบเอางบประมาณมาให้ตามที่สัญญาไว้ อย่าลืมว่านี่คือเงินกู้ไม่ใช่เงินให้เปล่า เพียงแต่ไม่มีดอกเบี้ย และ 2 ปีแรกไม่ต้องใช้คืนเงินต้น แต่ปีที่ 3 ใช้คืน 20% ปีที่ 4 อีก 30% และปีที่ 5 อีก 50% ก็ครบ 100 เปอร์เซ็นต์พอดี ชาวบ้านตอนนี้รอว่าเมื่อไรเงินจะมาสักที หรือจะเอาเงินทอนเท่าไร ไม่รู้ไปติดขั้นตอนไหนกันแน่” ตัวแทนเกษตรกรผู้อยากเลี้ยงแพะกล่าวด้วยน้ำเสียงหมดหวัง

แทบไม่น่าเชื่อว่า “รัฐบาลยุคใหม่” ทำงานได้ไม่กี่เดือนก็เริ่มมีเรื่องฉาวโฉ่เสียแล้ว โดยเฉพาะในกระทรวงที่ขึ้นชื่อว่าเกรดเอ…

หากเรื่องร้องเรียนข้างต้นเป็นการเข้าใจผิดผู้เกี่ยวข้องก็รีบจัดการไขข้อข้องใจก่อนที่จะบานปลายกลายเป็น “แพะรับบาป”!

จุดชนวนแก้รัฐธรรมนูญเพื่อ… #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392143?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จุดชนวนแก้รัฐธรรมนูญเพื่อ…

7 ตุลาคม 2562 – 11:20 น.
วงในวงนอก,รัฐธรรมนูญ,สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
เปิดอ่าน 148 ครั้ง

คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย… อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้กำหนดโครงสร้างประเทศประกอบด้วย บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ โดยเฉพาะอำนาจนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิก หรือ ส.ว.

กล่าวสำหรับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาจากพี่น้องประชาชนเลือกตั้ง เพื่อมาทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงแทนปวงชนชาวไทย คอยตรวจสอบท้วงติง เสนอกฎหมาย ผ่านกระบวนการในสภา

บนฐานความคิดแบบบ้านๆ ไม่ได้เป็นนักเรียนนอกจบระดับดอกเตอร์เข้าใจสถานะของ ส.ส.เพียงเท่านี้ล่ะครับ

ครั้นให้อธิบาย ส.ส.ทำอะไรที่นอกเหนือกว่านี้ จะต้องปฏิบัติตนภายใต้กรอบจริยธรรมตามมาตราไหนบ้าง เห็นทีต้องเปิดตำรารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอธิบายกันยาว

แต่สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ในอดีตและปัจจุบันทั้งที่โลกมีพัฒนาการด้านเทคโนโลยีไปเรื่อยๆ นี่จะเข้าสู่ยุค 5.0 แต่พัฒนาการนักการเมืองที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของไทยก็ยังไม่ก้าวไปไหนเลย

ท่านผู้แทนในสภาอย่าเพิ่งน้อยใจ…อสนีบาต… กำลังกล่าวถึงกลุ่ม นักการเมืองหน้าเดิม เจือสมด้วย นักการเมืองรุ่นใหม่ ที่ว่าน่าจะฝากฝังสร้าง อนาคตใหม่ ให้ประเทศ แต่จมปลักอยู่กับสิ่งเรียกว่า “แก้ไขรัฐธรรมนูญ”

แทนที่จะเอาเวลาร่วมคิดค้นสิ่งดีงามจรรโลงจิตใจ หรือลองไปหย่อนก้นสัมผัสธุลีดิน มองดูวิถีชีวิตผู้คนในเมืองหรือต่างจังหวัด จะเห็นมิติชีวิตต้องดิ้นรนต่อสู้ในแต่ละวัน เห็นมนุษย์เดินดินกินข้าวแกง เห็นความเหลื่อมล้ำต่ำสูง

แล้วกลับมาคิดทบทวน เมื่อเราได้รับความไว้วางใจจากประชาชน สวมสูทผูกเนกไทอยู่ในสภาอันทรงเกียรติจะทำอะไรเพื่อประชาชนบ้าง จะเสนอร่างกฎหมายให้ผ่านสภาเพื่อความก้าวหน้าสถาพรกี่ฉบับ

ตัวอย่างเล็กๆ แบบนี้ แทบไม่เคยได้ยินได้ฟังจากกลุ่มคนเหล่านี้เลย

กลุ่มคนที่เรียกได้ว่าเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย เป็นตัวแทนที่ได้ปฏิญาณตนด้วยความจงรักภักดีต่อสามเสาหลักของประเทศ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์

การก่อร่างสร้างประเทศผ่านองค์กร บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ครบตามรัฐธรรมนูญ กำลังเดินไปได้ด้วยดี รัฐบาลบริหารประเทศผ่านมาได้แค่สามเดือนแต่กลับมีกลุ่มนักการเมืองกระเหี้ยนกระหือรือขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ

กลุ่มหนึ่งใช้กลไกในสภาด้วยการยื่นญัตติเพื่อนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ก็ควรเป็นไปตามครรลอง อีกกลุ่มหนึ่ง เดินสายโน้มน้าวความคิดผู้คนอยู่นอกสภา

จะไม่ว่าเลยหากการรณรงค์ให้ข้อมูลความรู้เรื่องของประเด็นปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทว่ากลับเริ่มต้นด้วยการปลุกปั่นจุดชนวนให้เกิดความแตกแยก ลองใช้รอยหยักในสมองเอามากลั่นกรองสิ่งที่พูดออกไปเถิดว่ามันสมควร เหมาะสมต่อกาลเวลาหรือไม่

วีรกรรมความคิดกลุ่มคนเหล่านี้ปรารถนาอย่างยิ่งยวดด้วยความพยายามจะแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับสถาบันเบื้องสูง หรือกล่าวกันติดแฮทแท็ก “มาตรา 112” นั่นปะไร กระทั่งผ่านการเลือกตั้งเข้ามาเป็นผู้แทนหน้าสลอนในสภาออกมากล่าวหา “รัฐธรรมนูญเฮงซวยทุกมาตรา” มาถึงความหาญกล้า ริอาจเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 1

อันว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 1 ระบุไว้ดังนี้ “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้” สื่อความหมายให้เห็นถึงความเป็นชาติที่สมัครสมานสามัคคี มิอาจแบ่งแยกได้

อสนีบาต …เคยกล่าวไว้ การที่หัวโจกคนการเมืองที่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ออกมายืนยันต่อหน้าสื่อสารมวลชน จะไม่แตะมาตรา 1 มาตรา 2 มาตรา 3 แต่องคาพยพ คงแสดงความเห็นโฉบเฉี่ยวจะขอแก้ไขมาตราอันกระทบต่อความสงบสุขของประเทศ

การออกมาเอื้อนเอ่ยไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง ไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญให้พวกพ้อง ดูจะเป็นคำพูดเหม็นขี้ฟัน เพราะสิ่งที่ท่านสร้างวาทกรรมเบื้องหน้าไว้สวยหรูไม่ตรงกับพฤติการณ์ที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน

ไม่แปลกใจเลยการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ละครั้งจึงสร้างประเด็นให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องตัดสินใจดำเนินคดีในข้อหายุยงปลุกปั่น

ไม่แปลกใจเลยที่พวกท่านสุมหัวออกมาแถลง ไม่รู้สึกรู้สากับการถูกแจ้งความดำเนินคดี โดยยืนยันจะเดินหน้ารณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปพร้อมกับจับได้ในคำพูดเสมือนเปิดหน้าไพ่ออกมาว่า “ประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญได้จุดติดแล้ว”

เมื่อขมวดความคิดอหังการ พอจะมองเห็นเป้าหมายลึกๆ ของพวกนี้ “กำลังใช้ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญเป็นชนวนให้เกิด….” เติมช่องว่างกันเอาเอง

          จงเจริญเถอะพ่อคุณ เหล่านักการเมืองผู้ปลุกปั่นสร้างความแตกแยก

“คน 6 ตุลา” 43 ปี ยังต้องลี้ภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392135?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“คน 6 ตุลา”  43 ปี ยังต้องลี้ภัย

7 ตุลาคม 2562 – 09:59 น.
ท่องยุทธภพ,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,แดงต่างแดน,43 ปี 6 ตุลา 19,คนเดือนตุลา,จรัล ดิษฐาอภิชัย,สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล,วัฒน์ วรรลยางกูร,สปปลาว
เปิดอ่าน 549 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ 7 ต.ค.62

**************************

ผ่านไปแล้ว สำหรับงานรำลึก 43 ปี 6 ตุลา 19 “ต่างความคิด ผิดถึงตาย” วันที่ 5-6 ตุลาคม 2562 ที่หอประชุมศรีบูรพา ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์

เมื่อ 43 ปีที่แล้ว มีคนหนุ่มสาวหลายพันคน ต้องจากพ่อแม่ ทิ้งการเรียน เดินทางขึ้นสู่ภูเขา เข้าร่วมการต่อสู้ในเขตป่าเขากับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แต่หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ประมาณ 5 ปี ปัญญาชนปฏิวัติทั้งหลายก็กลับคืนเมือง

วันนี้ ยังมี “คนรุ่น 14 ตุลา” และ “คนรุ่น 6 ตุลา” ต้องหลบหนีออกจากบ้านเกิดเมืองนอนไปใช้ชีวิตในต่างแดน ไม่ต่างอะไรจากเมื่อปี 2519

จรัลร่วมรำลึก 6 ตุลา

คนแรก จรัล ดิษฐาอภิชัย” ที่อยู่ระหว่างการทัวร์สหรัฐฯ ได้โพสต์รำลึกเดือนตุลาผ่านเฟซบุ๊ค Jaran Ditapichai ว่า “ผมรอดตาย​ แต่ติดคุกจากกรณี​นองเลือด 6 ตุลาคม​ 2519”

จรัลเคยเข้าป่าทางเขตงานภูหินร่องกล้า ก่อนจะเดินทางไปอยู่ที่ฐานที่มั่นน่านเหนือ และออกจากป่าเข้ามอบตัวต่อทางการในปี 2525

ก่อนเกิดรัฐประหาร 2557 จรัลเดินทางออกจากเมืองไทย โดยประเมินสถานการณ์จากการชุมนุม กปปส. และเชื่อว่า มันจะตามมาด้วยการยึดอำนาจของฝ่ายทหาร จรัลจึงหลบหนีผ่านกัมพูชา และมีปลายทางอยู่ที่ฝรั่งเศส

ระหว่างอยู่ที่ฝรั่งเศส จรัลได้ทำเรื่องขอสถานะผู้ลี้ภัยได้สำเร็จ ปี 2561 อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เป็นพลเมืองชาวฝรั่งเศสโดยสมบูรณ์

จรัลเคยให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย ชั่วชีวิตของเขาอาจไม่ได้กลับเมืองไทย หากสถานการณ์การเมืองไทยยังดำรงอยู่เช่นนี้

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

คนที่ 2 สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” กำลังฟื้นฟูร่างกาย อันเนื่องจากเส้นเลือดในสมองด้านซ้ายแตกเมื่อปี 2560

“สมศักดิ์” อยู่ในเหตุการณ์ล้อมปราบในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกลายเป็นผู้ต้องหา “คดี 6 ตุลา”

ปี 2521 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี ได้เสนอพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคม 2519 ต่อสภาฯ ทำให้สมศักดิ์และเพื่อนได้รับอิสรภาพ

เมื่อเกิดรัฐประหาร 2557 สมศักดิ์หนีผ่านช่องทางธรรมชาติไปอาศัยอยู่ในพนมเปญระยะหนึ่ง ก่อนเดินทางต่อไปฝรั่งเศส และทำเรื่องขอลี้ภัย

ปัจจุบัน สมศักดิ์ได้สถานะผู้ลี้ภัย และหลังล้มป่วยเส้นเลือดแตก สมศักดิ์ได้รับการรักษาพยาบาล ฝึกทำกายภาพอย่างต่อเนื่อง จนขณะนี้สภาพร่างกายดีขึ้น และกลับมาสื่อสารผ่านเฟซบุ๊คได้อีกครั้ง

คนที่ 3 วัฒน์ วรรลยางกูร” เพิ่งเดินทางถึงกรุงปารีส ฝรั่งเศส เมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 และอยู่ในการดูแลของกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศส

จรัล และวัฒน์ ในฝรั่งเศส

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 วัฒน์หนีการล้อมปราบในเมืองหลวง ไปอยู่ในเขตงานภูเตี้ยของ พคท.อีสานเหนือ โดยช่วงที่รอการเดินทางไปฐานที่มั่นภูพาน วัฒน์เขียนบทกวีรำลึกถึงการล้อมปราบชื่อ “จากภูพานถึงลานโพธิ์” หรือ “ดินสอโดม” ตอนหลังมีการใส่ทำนอง กลายเป็นเพลงปฏิวัติที่ได้รับความนิยมทั้งในป่าและในเมือง

การรัฐประหารครั้งล่าสุด ทำให้วัฒน์เดินทางข้ามชายแดนไปอยู่ในพนมเปญ ก่อนจะเข้าไปอาศัยใน สปป.ลาว จนกระทั่งเกิดเหตุสุรชัย แซ่ด่าน และคนใกล้ถูกอุ้มฆ่า วัฒน์จึงทำเรื่องขอลี้ภัย ผ่านสถานทูตฝรั่งเศสในลาว ด้วยเหตุผลเรื่องความไม่ปลอดภัยในชีวิต

วัฒน์ในวัย 64 ปี กำลังเรียนภาษาฝรั่งเศส และบอกว่า ฝรั่งเศสจะเป็นแห่งสุดท้ายที่เขาจะใช้ชีวิตอยู่

ระเบิด “เฮียหวัง” พังทลาย “นปช.” เละเป็นโจ๊ก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392136?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระเบิด “เฮียหวัง” พังทลาย “นปช.” เละเป็นโจ๊ก

7 ตุลาคม 2562 – 09:53 น.
เฮียหวัง,มิตซูชิต้า,สมหวัง อัสราษี-เฮียหวัง,สมหวัง อัสราษี,สามเกลอ,นปช,บริษัท สแกนเนอร์ อิเลคทริค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 419 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 7 ต.ค.62

***************************

หายเงียบไปนาน แทบจะไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แตกต่างจากแกนนำ นปช.คนอื่นๆ แต่ปลายสัปดาห์ที่แล้ว “สมหวัง อัสราษี” นายทุนแห่ง นปช. ก็ใช้แฟนเพจ “สมหวัง อัสราษี-เฮียหวัง” เผยแพร่เอกสารสรรพากรที่เรียกเก็บภาษีจากเขา 572 ล้านบาท สืบเนื่องจาก “สามเกลอ” ใช้ “เฮียหวัง” ไปเปิดบัญชีเพื่อรับเงินบริจาค และกิจกรรมอื่นๆ

“เฮียหวัง” บอกว่า ตัวเขาไม่มีเงินจ่ายภาษี จึงถูกฟ้องล้มละลาย โดนอายัดทรัพย์ และอายัดบัญชีทั้งหมดเหลือแต่ตัว พลันที่เฮียหวังเปิดเผยเรื่องล้มละลาย เพราะรักเพื่อน รักสามเกลอ ฝ่าย นปช.ก็เงียบกริบ

มีแค่ “ตู่” ขอโทษ

ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ แกนนำ นปช. และแนวร่วมเฟื่องฟู “เฮียหวัง” ก็ได้ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีพาณิชย์ (กิตติรัตน์ ณ ระนอง เมื่อ 30 สิงหาคม 2554) ปีถัดมา เฮียหวังเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยเกษตรและสหกรณ์(ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ) และเป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ (ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ)

จตุพร พรหมพันธุ์

กรณีเฮียหวังล้มละลาย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” หนึ่งในสามเกลอมิได้แสดงความเห็นใดๆ ต่างจาก จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปช.ที่ได้ใช้เวทีงานวันเกิด 5 ตุลาคมที่ผ่านมา กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า รู้สึกเห็นใจ เสียใจ และขอโทษที่ทำให้เดือดร้อน

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

แรกที่ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, วีระกานต์ มุสิกพงศ์, ธิดา ถาวรเศรษฐ และเหวง โตจิราการ ได้เปิดสำนักข่าว “ยูดีดีนิวส์” ที่อาคารเอเวอรี่ มอลล์ถ.รัตนาธิเบศร์ ใกล้สี่แยกแคราย อ.เมือง จ.นนทบุรี หลายคนแอบคิดว่า เฮียหวังอาจอยู่เบื้องหลัง แต่ก็ไม่ใช่ เมื่อเฮียหวังวางระเบิดภาษีย้อนหลัง

วีระกานต์ มุสิกพงศ์

สามเกลอ” หมายถึงวีระกานต์ มุสิกพงศ์ ,จตุพร พรหมพันธุ์ และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ปรากฏว่า จตุพรขอโทษเฮียหวังแล้ว แต่สองเกลอ “นายหัวไข่มุกดำ-เสี่ยเต้น” กลับนิ่ง

เหมือนสองเกลอ ได้ที่พึ่งพิงใหม่ ไม่จำเป็นต้องอาศัยเฮียหวัง

มีคำตอบ..เฮียสู้เพื่อใคร?

“เฮียหวัง” สมหวัง อัสราษี ประธานบริษัท สแกนเนอร์ อิเลคทริค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อมิตซูชิต้า เปิดตัวครั้งแรกในฐานะผู้สนับสนุนรายการ ความจริงวันนี้” เมื่อ 29 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งรายการทีวีของสามเกลอ “วีระกานต์-ตู่-เต้น”

ต้นปี 2552 “สามเกลอ” ในฐานะแกนนำ นปช. แลถงเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม “ดีทีวี” โดยณัฐวุฒิแถลงว่า ไม่เกี่ยวข้องกับทักษิณ และเงินทุนส่วนหนึ่งจากรายได้ของการจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลัง“ความจริงวันนี้” ที่มอบหมายให้บริษัทของ “เฮียหวัง” ดำเนินการ

สมหวัง อัสราษี

เฮียหวังทำเครื่องดื่มชูกำลัง “ความจริงวันนี้” พร้อมกับหม้อหุงข้าวไฟฟ้า และพัดลมสีแดง แต่เขาบอกว่าไม่ได้ทำเครื่องดื่มชูกำลัง “ทักษิณสู้” เป็นเรื่องของนายทุนอีกกลุ่มหนึ่งร่วมกับหมู่บ้านเสื้อแดง

เฮียหวังเอาบริษัท สแกนเนอร์ อิเลคทริค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อมิตซูชิต้า มาเดิมพันกับการเมืองนอกสภา เฮียหวังจะได้อะไร กับการเล่นเกมเสี่ยง

ปี 2551 “มติชนออนไลน์” ได้เปิดเผยข้อมูลว่า บริษัทสแกนเนอร์ฯ ของเฮียหวัง แม้จะมีรายได้จากการประกอบกิจการกว่า 200 ล้านบาทต่อปี แต่มีกำไรเพียงเล็กน้อย 2-3 ล้านบาท นอกจากนั้นผลประกอบกิจการในปี 2550 ยังลดลงเหลือไม่ถึง 200 ล้านบาท และขาดทุนถึง 26 ล้านบาท โดยมีขาดทุนสะสมเกือบ 20 ล้านบาท

ธุรกิจมีกำไรไม่มาก แต่ยอมเสี่ยง..เพื่ออะไรวันนี้ก็มีคำตอบแล้ว

เฮียล้ม..มิตซูชิต้าไม่ล้ม

ย้อนไปอ่านไทม์ไลน์ในหน้าเพจ “สมหวัง อัสราษี-เฮียหวัง” ช่วงที่เขาหายเงียบไป ไม่ข้องแวะกับการเมือง อย่างวันที่ 11 มีนาคม 2562 ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป เฮียหวังโพสต์ สถานที่พักอาศัย เขตปลอดการเมือง มีแต่สี ขาว น้ำเงิน แดง สีธงชาติไทยครับ”

โรงงานของเฮียหวัง

ส่วนใหญ่ในหน้าเพจของเฮียหวัง จะโพสต์ขายสินค้ามากกว่า และวันที่ 19 สิงหาคมนี้ เขาโพสต์ว่า “ถ้าผมมีโอกาสเข้าไปบริหาร เรื่องเศรษฐกิจ ผมจะทำงานถวายชีวิต ทำให้ได้จริง ถ้าทำไม่ได้ ต้องลาออกทันที”

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้ามิตซูชิต้ายังไปได้ดี และมีการทำการตลาดในประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย หากเฮียหวังต้องล้มละลาย บริษัทของเฮียก็ไม่ได้ล้มตาม

น่าแปลกที่เฮียหวัง ได้รับหนังสือจากสรรพากรตั้งแต่เดือนพฤษภาคม แต่เหตุใดจึงมาปล่อยผ่านเพจช่วงนี้ เฮียหวัง..หวังสิ่งใด

จีนถวายเหรียญมิตรภาพ กรมสมเด็จพระเทพฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392146?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จีนถวายเหรียญมิตรภาพ กรมสมเด็จพระเทพฯ

7 ตุลาคม 2562 – 09:40 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,วันชาติจีน,มิตรภาพไทย-จีน
เปิดอ่าน 183 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

วันชาติจีนเมื่อ 1 ตุลาคม 2562 ผ่านไปแล้วอย่างยิ่งใหญ่และเป็นโอกาสพิเศษครบ 70 ปี เฉลิมฉลองการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งชาวไทยคงได้ติดตามข่าวนี้ไปแล้ว

นอกจากการเฉลิมฉลองทั่วแผ่นดินจีนยังมีการสวนสนามแสดงแสนยานุภาพของกองทัพจีน แล้วสิ่งที่ประชาชนคนไทยถือเป็นเกียรติที่สุดได้แก่การทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญมิตรภาพแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วย

ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ‘สี จิ้นผิง’ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญอิสริยาภรณ์ เหรียญมิตรภาพแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยทรงมีคุณูปการต่อการเสริมสร้างมิตรภาพระหว่างจีนกับประเทศไทย เหรียญดังกล่าวเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดสำหรับชาวต่างชาติที่รัฐบาลจีนเห็นว่าได้ประกอบคุณงามความดี อุทิศตนให้การทูตระหว่างจีนกับต่างประเทศ อีกทั้งสร้างความเสริมสุขให้ประชาชนชาวจีน
มิตรภาพไทย-จีน จงเจริญ
อ๊อด เทอร์โบ

ยาเสพติด – โจรปล้นทอง
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

เรื่องยาเสพติดในประเทศเราลุกลามไปทุกหย่อมหญ้าแล้วครับ ทุกข่าวที่ปรากฏทางโทรทัศน์จะต้องเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ไม่ว่าเรื่องลัก วิ่ง ชิง ปล้น เราจะทำอย่างไรดีครับ?

ผมคิดว่าเราจะมัวตั้งรับอย่างนี้ประเทศเราแย่แน่ครับ อยากจะให้รัฐบาลเรียกประชุมประเทศที่ได้รับผลกระทบจากยาเสพติด เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย ซึ่งยาเสพติดส่งไปประเทศพวกนี้ โดยไทยอาจจะส่งกำลังเข้าโจมตีแหล่งผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมาร์ ลาว เราจะคอยตั้งรับคอยจับปลายทางไม่มีทางปราบได้ครับ ตำรวจเองก็มีข่าวว่าได้ค่าจับยาบ้าเม็ดละ 3 บาท

ปล้นธนาคารและปล้นร้านทองมีเกือบทุกวันเพราะมันเป็นงานง่ายๆ ทำงาน 2-3 นาทีได้เงินเป็นกอบเป็นกำ พวกร้านทองและธนาคารก็ไม่สนใจที่จะป้องกัน เพราะมีประกันปล้นไปเท่าไรก็เคลมจากประกันได้คล้ายส่งเสริมให้มีการปล้นเพิ่มมากขึ้นทุกวัน

ผมจึงเขียนจดหมายนี้มาเพื่อเราจะได้หาสาเหตุ และโบราณว่ากันไว้ดีกว่าแก้ แย่แล้วจะแก้ไม่ทัน ทั้งเรื่องยาเสพติดและอาชญากรรมการปล้นต่างๆ

จึงเรียนมายังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจะได้ดำเนินการในวิธีการที่ดีที่สุดครับ
พิทักษ์ (เชียงราย)

เรียนคุณ ‘พิทักษ์’ เชียงราย
ผมขอออกความเห็นว่าทางธนาคารหรือร้านทองคงไม่สนใจต่อสู้หรือเพราะมีประกันอะไรครับ แต่เพราะรักตัวกลัวตายมากกว่า ไม่มีใครอยากส่งเสริมให้ปล้นกันหรอก

ส่วนเรื่องยาเสพติดนี่ทุกวันนี้มีมากมายหลายประเภทจนระบาดในหมู่ชนทุกเพศวัยและเราจะเห็นข่าวปาร์ตี้ยาไอซ์-ยาอี ฯลฯ โดนจับตรวจปัสสาวะกันบ่อยๆ

ตำรวจบางคนพอไปยุ่งกับยาเสพติดมากเข้าก็กลายเป็นผู้ค้าเสียเอง แบบนี้ก็มีแล้วประเทศชาติจะอยู่ได้อย่างไร

วิธีการที่เสนอมาเด็ดขาดดีมากแต่รัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหนคงไม่กล้าทำโดยเฉพาะการส่งกำลังเฉพาะกิจไปจัดการโจมตีแหล่งผลิตมีแต่ในหนังมากกว่า
อ๊อด เทอร์โบ

จดหมายจาก ‘ผู้เดือดร้อนตัวจริง’ ต่อไปนี้ฝากเรียนมายังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าจะช่วยเหลือหาวิธีการอย่างไรได้บ้างเพื่อให้ทุกอย่างดีขึ้น

จริงอยู่ทางราชการย่อมมีกฎระเบียบหลายอย่างเพื่อให้ถูกต้องตามวิธีการแต่ขอให้ชวยบรรเทาความเดือดร้อนด้วยเถิด
อ๊อด เทอร์โบ

ขอร้องถึงรัฐบาลช่วยด้วย
เรื่องลูกจ้างประจำขอสิทธิค่ารักษาพยาบาล

พวกเราได้รัฐบาลชุดใหม่แล้วซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ‘อุตตม สาวนายน’ มีความสามารถหลายอย่าง เป็นที่ชื่นชอบของพวกเรา เป็นความหวังของพวกลูกจ้างประจำของรัฐที่หลังเกษียณแล้วจะได้สิทธิค่ารักษาพยาบาลเหมือนเดิม (เฉพาะคนรับบำนาญรายเดือน)

ที่ผ่านมากรมบัญชีกลางเคยตอบมาว่าไม่ได้อยากจะขอความกรุณาจากรัฐมนตรี อุตตม สาวนายน ช่วยพิจารณาให้พวกผมอีกสักครั้งได้ไหมครับ ไหนๆ พวกกระผมก็ชอบความสามารถของท่าน ช่วยชงเข้า ครม. ให้ผมที เพราะมีไม่กี่คน แล้วลูกจ้างประจำที่เกษียณแล้วรับรายเดือนซึ่งจะมีสามีภรรยาเท่านั้น ลูกๆ คงไม่ได้สิทธิ์แล้ว

ตอนนี้เกษียณแล้วต้องใช้ยาประจำตัวอีกเหมือนเดิม ความดัน เบาหวาน และลูกก็เบิกไม่ได้เพราะไม่ได้รับราชการหรือทางราชการจะกำหนดวิธีอะไรก็ได้ซึ่งจะเป็นเกียรติต่อพวกผมและคนอื่นๆ อีก ซึ่งรับใช้ราชการมานาน
ผู้เดือดร้อนตัวจริง

Golden/Bloody Week บทเรียนจากอินเดีย…สู่ฮ่องกง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392148?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

Golden/Bloody Week บทเรียนจากอินเดีย…สู่ฮ่องกง

7 ตุลาคม 2562 – 09:12 น.
Golden Week,ฮ่องกง,ประท้วง,อินเดีย
เปิดอ่าน 155 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ  โดย…  ผศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทุกๆ ปีที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 1-7 ตุลาคม คือช่วงเวลาที่ประชาชนจีนกว่า 1.38 พันล้านคนได้หยุดยาวเพื่อเฉลิมฉลองการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1949 หรือกว่า 70 ปีมาแล้ว ปีนี้มีรัฐพิธีที่ยิ่งใหญ่โดยเฉพาะการตรวจแถวและสวนสนามแสดงแสนยานุภาพของจีน แน่นอนคนจีนเฝ้าชมรัฐพิธีนี้ด้วยความภาคภูมิใจและจะใช้ชีวิตอย่างสุดเหวี่ยงตลอดวันหยุดราชการต่อเนื่องทั้งสัปดาห์ที่เรียกกันว่า Golden Week ประมาณการว่าชาวจีนมากกว่า 800 ล้านคนจะเดินทางท่องเที่ยวและใช้ชีวิตอย่างเต็มที่สนุกสนาน คาดว่าน่าจะมีเงินสะพัดจากการจับจ่ายใช้สอยมากกว่า 6 แสนล้านหยวน หรือกว่า 3 ล้านล้านบาทในเวลาเพียง 1 สัปดาห์

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปจากปีก่อนๆ ก็คือหนึ่งในจุดหมายการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปเพราะหลายๆ ปีที่ผ่านมา หนึ่งในสถานที่ที่ชาวจีนนิยมไปกิน ดื่ม ใช้ชีวิตในช่วง Golden Week คือเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (Hong Kong Special Administrative Region of the People’s Republic of China: SAR) ซึ่งปีนี้ 31 ประเทศทั่วโลกออกคำเตือนไม่ให้ประชาชนเดินทางไปเยือนฮ่องกง

ตลอดเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 40% เมื่อเทียบกับปี 2018 ความรุนแรงของสถานการณ์เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (Severe Acute Respiratory Syndrome: SARS) ระบาดในปี 2003, มูลค่าการค้าปลีกในฮ่องกงของเดือนกรกฎาคม 2019 เท่ากับ 34.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 11.4% จากปี 2018 สมาคม Hotel, Food and Beverage Employees Association ประกาศผลสำรวจพนักงานกว่า 84% พิจารณาว่าภาคการท่องเที่ยวของฮ่องกงกำลังล่มสลาย พนักงาน 90% ถูกบีบให้ Unpaid Leave, พนักงาน 46% รายได้ลดลง ฮ่องกงกำลังล่มสลาย

ในขณะนี้ Golden Week ก็กลายเป็น Bloody Week เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมฮ่องกงบางส่วนประท้วงด้วยการใช้ความรุนแรง ทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ ทำลายทรัพย์สินทั้งของราชการและของเอกชน หรือแม้แต่ปล้นร้านค้า การชุมนุมที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนมาถึงจุดที่กดดันจนเจ้าหน้าที่ที่ถูกรุมทำร้ายร่างกายต้องใช้อาวุธประจำตัวยิงผู้ก่อจลาจลที่เข้ามาทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส นักข่าวหญิงชาวอินโดนีเซียถูกกระสุนยางเข้าที่ตาจนตาบอด และในที่สุดเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม เวลา 15.00 น. คณะผู้บริหารฮ่องกงได้ประกาศพระราชกำหนดข้อบังคับฉุกเฉิน ซึ่งจะมีผลตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 5 ตุลาคม โดยพ.ร.ก.ดังกล่าว ควบคุมการชุมนุมในที่สาธารณะตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ควบคุมการเดินขบวนในที่สาธารณะตั้งแต่ 30 คนขึ้นไป ห้ามนัดรวมตัวกันโดยปิดบังใบหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาต (ยกเว้นในกรณีเจ็บป่วย) โดยผู้ใดฝ่าฝืนโทษสูงสุดจำคุก 1 ปี ปรับ 25,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (98,000 บาท) เจ้าหน้าที่มีอำนาจให้ผู้ชุมนุมปลดสิ่งที่ปิดบังใบหน้า

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือหลังเที่ยงคืนกลุ่มผู้ชุมนุมก็ยังคงออกมาสวมหน้ากาก (ป้องกันการระบุตัวตนจากระบบ Facial Recognition ของทางการซึ่งพัฒนาไปมากโดยเฉพาะในประเทศจีน) และเดินหน้าก่อการจลาจลต่อไปอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์จนถึงปัจจุบันคือความผิดพลาดในทางยุทธศาสตร์ของกลุ่มผู้ชุมนุมเพราะนอกจากจะทำให้ตนเองอยู่ในสถานการณ์ที่กลับหลังไม่ได้ และหากเดินหน้าต่อไปก็คงไม่สามารถบรรลุถึงจุดมุ่งหมาย จุดมุ่งหมายของกลุ่มผู้ชุมนุมเองในขณะนี้ก็ไม่ได้มีความชัดเจนและมีเอกภาพอีกต่อไปแล้ว คณะผู้บริหารฮ่องกงประกาศตั้งแต่วันที่ 4 กันยายนไปแล้วว่า กฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนซึ่งเป็นชนวนของการเรียกร้องในรอบนี้ได้ถูกยกเลิกกระบวนการออกกฎหมายไปแล้วอย่างถาวร และข้อเรียกร้องอื่นๆ ของผู้ชุมนุมก็ได้รับการตอบรับและจะเริ่มต้นกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อเดินหน้าการปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจของฮ่องกง แต่กลุ่มผู้ชุมนุมที่นิยมความรุนแรง หรือที่เรียกกันว่า ฮาร์ดคอร์ ยังคงเดินหน้าและทำแม้แต่การเรียกร้องให้ต่างชาติเข้าแทรกแซงกิจการภายในของฮ่องกง หรือเรียกร้องในสิ่งซึ่งเป็นไปไม่ได้ นั่นคือการแยกตัวออกจากสาธารณรัฐประชาชนจีน

การเรียกร้องโดยใช้ความรุนแรงรังแต่จะสร้างเงื่อนไขที่ทำให้ทางการฮ่องกงต้องร้องขอความช่วยเหลือจากแผ่นดินใหญ่ การทำลายล้างและก่อการจลาจลเปรียบเสมือนการจุดไฟเผาบ้านตนเอง และทำให้คนฮ่องกงที่อาจจะเคยเห็นด้วยกับผู้ชุมนุมเปลี่ยนใจไม่สนับสนุนอีกต่อไป เพราะสิ่งที่พวกเขาทำหลายๆ อย่าง เริ่มเกินขอบเขตของความพอดีไปแล้ว เดินหน้าเรียกร้องต่อไปด้วยวิธีการรุนแรงแบบที่เกิดขึ้นไม่เป็นผลดีทั้งกับกลุ่มผู้ชุมนุม และกับฮ่องกงเองอย่างแน่นอน

ท่ามกลางความแตกแยก คำถามที่สำคัญคืออะไรคือแนวทางที่ถูกต้องสำหรับการเรียกร้องในทางการเมืองที่จะนำไปสู่ความสำเร็จและได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถทำได้จริง

ในสถานการณ์เช่นนี้หากมองข้ามเทือกเขาหิมาลัยออกไปเราก็จะพบว่าในอีกภูมิภาคหนึ่งอินเดียเองก็กำลังมีงานเฉลิมฉลองด้วยเช่นกัน เพราะวันที่ 2 ตุลาคมของทุกปีคือวันคล้ายวันเกิดของมหาบุรุษ Mohandas Karamchand Gandhi หรือ “มหาตมา คานธี” และปีนี้เป็นปีพิเศษคือเป็นวาระ 150 ปี ชาตกาลมหาตมา คานธี

ผมเชื่อว่าแต่ละคนก็คงมองเห็นความยิ่งใหญ่ของผู้ชายคนนี้ในมุมมอง ในมิติที่แตกต่างกันออกไป แต่สำหรับผม “มหาตมา คานธี” ซึ่งแปลว่า คานธี ผู้มีจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ (ต้องออกเสียงว่า “มหาตมา” ไม่ใช่ “มหาตมะ”) ได้รับการขนานนามเช่นนี้เพราะ 3 เหตุผล

1.ผู้ชายคนนี้คือคนที่รวมชาติและประชาชนของอินเดียให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ทั้งๆ ที่ตลอดประวัติศาสตร์ของอินเดียที่ยาวนานหลายพันปี มหาราชา นักรบ สุลต่าน ที่ยิ่งใหญ่ด้วยกองทัพที่เกรียงไกรเกรี้ยวกราด อหังการ-มมังการ แค่ไหนก็ไม่เคยทำได้สำเร็จ แต่ชายคนนี้ทำได้สำเร็จด้วยมือเปล่า

2.การลุกขึ้นต่อต้านจักรวรรดิอังกฤษเกิดขึ้นตลอดประวัติศาสตร์ก่อนหน้าที่คานธีจะเป็นผู้นำ แต่ไม่เคยมีใครทำสำเร็จ ทั้งนี้เพราะส่วนใหญ่ลุกฮือขึ้นต่อต้านกองทัพอังกฤษด้วยความรุนแรงด้วยการประหัตประหาร ซึ่งแน่นอนว่าจะสู้รบอย่างไรกองทัพของสหราชอาณาจักรก็มีอาวุธที่ทันสมัยมากกว่า เชี่ยวชาญการรบมากกว่า แต่คานธีทำได้สำเร็จ หากแต่ไม่ใช่เพราะความรุนแรงแต่เป็นเพราะวิถีทางแห่งการ “อารยะขัดขืน (Civil Disobedience)” ตามแนวทาง “สัตยาเคราะห์ (Doctrine of Satyagraha)” นั่นคือแนวทางแห่งความจริง

3.ชายผู้นี้ยึดมั่นในอุดมการณ์ ศรัทธาอย่างแท้จริงในความเชื่อที่ถูกต้อง รวมทั้งเป็นผู้นำที่แสดงให้ผู้ตามศรัทธาด้วยการปฏิบัติตนเป็นตัวอย่าง คานธีไม่ต้องการให้อินเดียถูกแยกประเทศในการประกาศเอกราช ดังนั้นในวันที่ 15 สิงหาคม 1947 ที่อินเดียได้รับเอกราช เราจะไม่เห็นคานธีอยู่ในการเฉลิมฉลองใดๆ เพราะการได้รับเอกราชแต่ต้องแบ่งแยกประเทศเป็นอินเดีย-ปากีสถาน สำหรับคานธีนี่คือความสูญเสีย ไม่ใช่การเฉลิมฉลอง แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิตเขาโดนสังหารก็เพราะชาวฮินดูหัวรุนแรงไม่พอใจที่เขาต้องการให้ความเป็นธรรมและต้องการไปเยือนปากีสถาน พี่น้องอินเดียที่เป็นอิสลาม

และนี่คือความแตกต่างระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมที่ใช้แต่ความรุนแรงโดยไม่ดูเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ ไม่ดูเงื่อนไขทางการเมือง ไม่ดูเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ มุ่งแต่จะทำลายล้าง โดยเอาแต่ความสะใจของตนเองเป็นที่ตั้ง ไม่มีความเป็นอารยะ เช่นในกรณีของฮ่องกง ที่ไร้ทิศทาง ไร้แกนนำ ตรงกันข้ามกับแบบอย่างที่ถูกต้องของแนวทางการเคลื่อนไหวแบบสัตยาเคราะห์ ที่เชื่อมั่นในความจริง Truth and Only Truth หยุดเป็นตัวสำเร็จ ยอมถอยหลังเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า สงบนิ่ง และใช้ความจริงในการต่อสู้ แม้จะถูกทำร้ายโดยกองทัพอังกฤษ คานธีก็ยังนั่งอยู่ตรงนั้น ยอมถูกทำร้าย และในที่สุดผู้ที่ทำร้ายผู้อื่น ผู้ที่ใช้ความรุนแรงก็คือผู้ที่เป็นฝ่ายผิด ฝ่ายของคานธีที่สงบและพยายามอธิบายความ พยายามสร้างปัญญาให้ทุกคนเข้าใจสถานการณ์จะกลายเป็นความถูกต้องและได้ชัยชนะในท้ายที่สุด

ถ้าผู้ชุมนุมฮ่องกงหัดที่จะเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้และปฏิบัติตัวตามแนวทางที่ถูกต้อง นั่งลง และนั่งอยู่ที่นั่น นั่งอยู่นิ่งๆ นั่งอยู่ที่ตรงหน้าที่ทำการฝ่ายบริหารของฮ่องกง ค่อยๆ ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ให้ชาวฮ่องกงและชาวโลกได้รับรู้ ไม่สร้างเงื่อนไขให้ถูกล้อมปราบ ไม่สร้างความรุนแรง เมื่อนั้นทั้งชาวฮ่องกงและชาวโลกก็อาจจะเข้าใจและสนับสนุนว่าเพราะเหตุใดพวกเขาจึงต้องออกมาเรียกร้อง (แน่นอนว่าขึ้นกับว่าสิ่งที่เรียกร้องมันมีเหตุผลสมควรด้วยหรือไม่)

สำหรับพวกเราชาวไทยหากอยากจะเรียนรู้แนวทางดังกล่าวของมหาบุรุษ มหาตมา คานธี ศูนย์อินเดียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวาระ 150 ปี ชาตกาลมหาตมา คานธี ขอเรียนเชิญเข้าชมนิทรรศการภาพถ่ายชีวิตของมหาตมา คานธี The Life of Mahatma Gandhi: Photo Exhibition ระหว่างวันที่ 2 ตุลาคม–12 พฤศจิกายน ณ นิทรรศสถาน อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หากต้องการเข้าชมเป็นหมู่คณะพร้อมฟังการบรรยาย สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์อินเดียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร.0-2218-3945