สะพานข้ามแยกมรณะ..จุดจบนักซิ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392147?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สะพานข้ามแยกมรณะ..จุดจบนักซิ่ง

7 ตุลาคม 2562 – 08:59 น.
สายตรวจระวังภัย,สะพานข้ามแยกมรณะจุดจบนักซิ่ง,นักซิ่ง,สะพานข้ามแยกมรณะ,ระย้า,รถไฟดนตรี,องค์การอนามัยโลก,รถจักรยานยนต์,หมวกกันน็อก
เปิดอ่าน 220 ครั้ง

สะพานข้ามแยกมรณะ..จุดจบนักซิ่ง คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ปลายปี 2561 องค์การอนามัยโลก หรือ ฮู ได้รายงานผลความปลอดภัยทางถนนของโลก พบว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยลดลงเป็นอันดับ 9 มีผู้เสียชีวิตปีละ 22,491 คน ลดลงจากเดิม 2,000 คน ถือเป็นสัญญาณดีไม่น้อย เพราะก่อนหน้านั้น 3 ปี ไทยมีผู้เสียชีวิตปีละ 24,326 คน สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก แม้ว่าสถานการณ์จำนวนผู้เสียชีวิตจะลดลง แต่จำนวนผู้เสียชีวิตยังอยู่ที่ 60 คนต่อวัน

ทว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์ของไทยยังคง “ครองแชมป์โลก” มียอดสูงเป็นอันดับ 1 ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ให้แก่รัฐบาลเร่งหามาตรการลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับรถจักรยานยนต์ ทั้งเกิดจากพฤติกรรมของผู้ขับขี่ สภาพรถ และสภาพแวดล้อม หรือพื้นผิวการจราจร ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของจำนวนรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยจาก 19 ล้านคันเป็นกว่า 20 ล้านคัน

ทุกวันนี้ สะพานข้ามแยกคลองตัน ถูกขนานนามว่าเป็น “สะพานข้ามแยกมรณะ” เพราะในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา บนสะพานข้ามแยกแห่งนี้มีผู้ประสบอุบัติเหตุจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ขั้นเสียชีวิตแล้ว 2 ราย ไล่ตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา “โน้ต” ภัทร์นฤณ พงษ์ธนานิกร อายุ 37 ปี ทายาทเจ้าของค่ายเพลงรถไฟดนตรี “ระย้า” ประเสริฐ พงษ์ธนานิกร ขับรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู รุ่น S1000RR สีเหลือง-ดำ เลขทะเบียน ฬบท 9 กรุงเทพ เสียหลักชนราวสะพานทำให้คอขาดกระเด็น จบชีวิตอย่างหวาดเสียว และหลังจากนั้นเพียง 7 วัน ก็เกิดอุบัติเหตุจุดเดียวกันทำให้มีผู้สังเวยชีวิตตามไปอีก 1 ราย

ล่าสุดกลางดึกวันที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา ก็เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย เมื่อ นายวิวัฒน์ ภักดีล้น อายุ 26 ปี ขับรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นแอร์ล็อก 155 CC สีดำ-น้ำเงิน ทะเบียน 1 ขฉ 5948 กรุงเทพมหานคร เสียหลักพุ่งชนราวสะพานข้ามแยกคลองตันเสียชีวิตในสภาพมีแผลฉกรรจ์บริเวณใบหน้า กะโหลกแตก แขนขาหักผิดรูป ส่วนหมวกกันน็อกเต็มใบสีดำที่ผู้ตายสวมก็หลุดกระเด็นไปตกอยู่ที่ขอบราวสะพาน ซึ่งจุดเกิดห่างจากจุดที่ทายาทค่ายเพลงประสบอุบติเหตุเพียง 3 เมตรเท่านั้น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคั้งล่าสุดนี้ไม่มีพยานหรือผู้เห็นเหตุการณ์ แต่พบข้อมูลว่าผู้ตายไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทจากบริเวณถนนราชปรารภ ซอย 8 ย่านพญาไท กระทั่งถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บที่ขาขวา ก่อนมีอาสามูลนิธิร่วมกตัญญูมาช่วยพันแผลให้ ต่อมาขณะขับรถกลับบ้านก็พบด่านตรวจกวดขันวินัยจราจรของ กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) หน้าปากซอยศูนย์วิจัย จึงสันนิษฐานว่าเจ้าตัวซิ่งหนีด่านมาจนประสบอุบัติเหตุขึ้น อย่างไรก็ตามตำรวจจะดำเนินการตรวจสอบกล้องวงจรปิดอีกครั้งว่าอุบัติเหตุในครั้งนี้เป็นการเสียหลักล้มเอง หรือมีใครทำให้ผู้ตายเสียหลักหรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.ท.ธนะเมศฐ์ วิจิตรจริยา รองผกก.สน.คลองตัน ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสะพานมรณะแห่งนี้ว่า ในช่วงเวลาไม่กี่เดือนมีผู้เสียชีวิตจากจุดนี้ไปแล้ว 3 ราย รวมถึงกรณีล่าสุดด้วย ส่วนสาเหตุที่สะพานข้ามแยกคลองตันมักจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยมีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นโค้งรูปตัวเอสบนสะพาน ความเร็วของผู้ขับขี่ รวมไปถึงการไม่ชินเส้นทาง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือขอให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ใช้ความระมัดระวังในการขับขี่และเคารพกฎจราจร โดยช่วงทางขึ้นสะพานมีการติดป้ายห้ามไม่ให้รถจักรยานยนต์ขึ้นไปใช้เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุจึงอยากประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนให้ระวังถึงความปลอดภัย ขณะเดียวกันทางกรุงเทพมหานครมีการสำรวจสะพานสำหรับปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อหวังจะลดอุบัติเหตุบนสะพานดังกล่าว

          แน่นอนว่าอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ แต่ความไม่ประมาทและเคารพกฎจราจรจะช่วยบรรเทาและยับยั้งการเกิดอุบัติเหตุจนบาดเจ็บสูญเสียได้ไม่มากก็น้อย..!!

การเมือง เดือนตุลา ส่อเดือด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392144?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การเมือง เดือนตุลา ส่อเดือด

7 ตุลาคม 2562 – 08:45 น.
การเมืองเดือนตุลา,การอภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 482 ครั้ง

การเมือง เดือนตุลา ส่อเดือด

ออกอากาศทางเนชั่นทีวี ทุกวันเสาร์เวลา 17.00 น. วิเคราะห์ข่าวสารบ้านเมืองที่น่าสนใจโดย สมชาย มีเสน ซีอีโอเครือเนชั่น วีระศักดิ์ พงษ์อักษร บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งครั้งนี้ได้ร่วมวิเคราะห์ประเด็น “การเมืองเดือนตุลา ส่อเดือด!”

 “วีระศักดิ์” ตั้งประเด็นว่าเดือนตุลาคมปีนี้มีเหตุการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจ คือการอภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณปี 2563 วาระแรก วันที่ 17-18-19 ตุลาคม การชี้แจงการถือหุ้นวี-ลัค มีเดีย ของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ วันที่ 18 ตุลาคม การเลือกตั้งซ่อมส.ส.นครปฐมเขต 5 วันที่ 23ต ุลาคม ดังนั้นสามเหตุการณ์นี้มีความสำคัญทางการเมืองเช่นใด

   “สมชาย” กล่าวว่าเดือนตุลาคมของทุกปีมีสถานการณ์ทางการเมืองและการเงินรวมทั้งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่มีผลกับเหตุการณ์ประเทศเสมอๆ การอภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาทนั้น อาจจะใช้เวลาสองวันหรือสามวันและเสมือนการอภิปรายไม่วางใจครม.แบบย่อมๆ การลงมติร่างกฎหมายฉบับนี้ในครั้งนี้คงตื่นเต้นกว่าที่ผ่านๆมาเนื่องจากเสียงลงมติที่ปริ่มน้ำของรัฐบาล หากร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่าน นายกรัฐมนตรีต้องลาออกหรือยุบสภา

ที่ผ่านมาบางฝ่ายไปร้องศาลรัฐธรรมนูญว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ขัดรัฐธรรมนูญเพราะอ้างว่ารัฐบาลนี้อนุมัติงบซ้ำกับรัฐบาลที่แล้วและส่อทุจริตเชิงนโยบาย ทั้งๆ ที่รัฐบาลนี้ดำเนินการเรื่องนี้แล้ว ทำแบบนี้ไม่ทราบเจตนา เพราะรัฐสภายังไม่อนุมัติร่างกฎหมายฉบับนี้ เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับวินิจฉัย

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ระบุว่าหากร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่านจะเดือดร้อนทั้งประเทศนั้น ร่างกฎหมายฉบับนี้คือทางรอดของรัฐบาลและประเทศ เพราะหากกฎหมายการเงินนั้นหากไม่ผ่านความเห็นของรัฐบาล หัวหน้ารัฐบาลต้องลาออกหรือยุบสภา เสียงรัฐบาลที่ปริ่มน้ำนั้นจนมีกระแสข่าวดึงงูเห่าจากฝ่ายค้านของรัฐบาล โดยที่ฝ่ายค้านออกมาชี้ว่าส.ส.ฝ่ายค้านโดนแกนนำรัฐบาลดึงไปร่วมลงมติให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ เชื่อว่าจากนี้ไปเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ รวมทั้งแกนนำรัฐบาลต้องดำเนินการทุกอย่าง โดยต้องคุมเสียงส.ส.รัฐบาลและประสานส.ส.ฝ่ายค้านในช่วงลงมติ เพราะตอนนี้รัฐบาลมีสองเสียงของพรรคเพื่อไทยไว้แล้ว (ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม และตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากุล) เพราะสองคนนี้อ้างว่าการลงมติให้ร่างกฎหมายงบประมาณนั้นเพื่อพัฒนาประเทศและควรดูว่าคะแนนเสียงในร่างกฎหมายฉบับนี้จะมีงูเห่าหรือไม่ แต่เชื่อว่าน่าจะมี

  “วีระศักดิ์” กล่าวสรุปว่า ร่างกฎหมายงบประมาณครั้งนี้มีรายจ่ายที่มากกว่าทุกปีแม้จะดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติในเจ็ดด้าน และห้ากระทรวงที่มีงบประมาณมากสุดนั้น ตัวเลขแม้จะมากแต่หากเทียบปีที่แล้วก็พบว่างบประมาณบางกระทรวงลดลง บางกระทรวงเพิ่มขึ้น ดังนั้นการลงมติร่างกฎหมายฉบับนี้ฝ่ายรัฐบาลคงดำเนินการหาเสียงจากฝ่ายค้านไว้ยี่สิบส.ส.ตามที่มีกระแสข่าว

   “สมชาย” กล่าวว่า อีกด้านหนึ่งที่น่าติดตามในวันที่ 18 ตุลาคม คือการขึ้นศาลรัฐธรรมนูญของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เรื่องการถือหุ้นสื่อนั้น มีการตั้งข้อสังเกตการโอนหุ้นสื่อของธนาธร ว่าดำเนินการก่อนการลงสมัครเลือกตั้งส.ส. แต่สิ่งที่ธนาธรอ้างไว้มันขัดหลักฐานทางราชการตามที่สำนักข่าวอิสราและสื่อต่างๆ ตั้งข้อสังเกตไว้

การขึ้นศาลครั้งนี้ ธนาธรเบิกพยานสิบคนให้มีการไต่สวนและพยานที่ไม่เคยมีใครรู้และมีความสำคัญในคดีนี้คือคนขับรถของธนาธร เพราะวันที่ธนาธรอ้างว่ามาโอนหุ้นในวันที่ 8 มกราคม แม้ตอนนั้นธนาธรจะหาเสียงที่ต่างจังหวัดแต่กลับมาโอนหุ้นที่กทม. รวมทั้งเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ระบุว่ามีการแจ้งโอนหุ้นวี-ลัค มีเดีย มายังกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในวันที่ 21 มีนาคม

ดังนั้นพยานต้องสาบานตัวก่อนเบิกความ หากใครเบิกความเท็จจะติดคุก เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะซักถามพยานทุกคนด้วยตัวเอง โดยที่ทนายความไม่ได้ซักถามในการเบิกความและตอนนี้มีข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีที่บังคับใช้วันที่ 17 ตุลาคมนั้น จะบังคับใช้ก่อนที่คดีนี้จะไต่สวน ดังนั้นการแถลงข่าวในพื้นที่ศาลรัฐธรรมนูญและการบิดเบือนและวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่สุจริตจะกระทำไม่ได้ เพราะปี 2544 มีการตัดสินคดีซุกหุ้นของทักษิณ ชินวัตร และตอนนั้นมีการชุมนุมกดดันศาลรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นศาลรัฐธรรมนูญจึงป้องกันไม่ให้เกิดเหตุแบบนั้นขึ้นอีก

 “วีระศักดิ์” กล่าวสรุปว่า การไต่สวนคดีนี้สื่อมวลชนและสังคมน่าจะติดตามคดีนี้มากกว่าการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณในวันเดียวกัน เพราะร่างกฎหมายงบประมาณน่าจะลงมติในช่วงหลังการไต่สวนคดีนี้เสร็จสิ้น

 “สมชาย” ระบุว่า การเลือกตั้งซ่อมส.ส.นครปฐม เขต 5 ในวันที่ 23 ตุลาคม พรรคอนาคตใหม่บอกว่ามันคือการวัดคะแนนนิยมของรัฐบาล ความจริงไม่ใช่แบบนั้น เลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เชื่อว่าสองฝ่ายจะโต้ตอบกันหนัก และนำทัพใหญ่ไปหาเสียง สิ่งที่พรรคอนาคตใหม่บอกว่าให้เลือกผู้สมัครส.ส.ฝ่ายค้านเพื่อสะท้อนว่าประชาชนไม่เอารัฐบาล แต่ความจริงนั้นพรรคอนาคตใหม่คือเจ้าของพื้นที่นี้ หากเลือกตั้งครั้งนี้คะแนนลดลงหรือไม่ชนะ พรรคอนาคตใหม่ต้องพิจารณาตัวเองด้วย และอย่าลืมว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านคือพรรคไทยศรีวิไลยก์กับพรรคเสรีรวมไทยก็ส่งผู้สมัครเช่นกัน

ผู้สมัครส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล (ประชาธิปัตย์, ชาติไทยพัฒนา) ก็แข่งขันกัน พรรคประชาธิปัตย์ก็หวังชนะ หากรวมคะแนนของผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐไว้ได้และยังปะทะคารมกับพรรคชาติไทยพัฒนาที่ได้อันดับที่สี่จากครั้งที่แล้วเพราะมาแข่งขันกันเอง ตอนนี้สองฝั่งมีรอยร้าว เพราะวัน อยู่บำรุง ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ประกาศเชียร์พรรคชาติไทยพัฒนา (เผดิมชัย สะสมทรัพย์) เพราะรู้จัก ทั้งๆ ที่ตัวเองอยู่พรรคร่วมฝ่ายค้านเหมือนกับพรรคอนาคตใหม่

ดังนั้นสิ่งที่จะเป็นตัวชี้วัดคะแนนนิยมพรรคอนาคตใหม่ที่แท้จริงคือคาดว่าเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ที่ จ.สมุทรปราการ ขอนแก่น และกำแพงเพชร หากพรรคอนาคตใหม่ชนะในสามเขตนี้ก็จะอ้างได้จริงว่าคะแนนนิยมรัฐบาลลดลง ดังนั้นอย่านับการเลือกตั้งซ่อม จ.นครปฐม เพราะพื้นที่นี้พรรคอนาคตใหม่คือแชมป์เก่าและป้องกันตำแหน่ง

ส่วนการฮั้วนั้นน่าจะทำได้ยากเพราะกระทบการคำนวณคะแนนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ด้วย ดังนั้นเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์คงไม่ส่งที่จ.สมุทรปราการ และกำแพงเพชร รวมทั้งขอนแก่น เพราะจะให้พรรคพลังประชารัฐลงแข่ง เพราะเชื่อว่าสองพรรคนี้คุยกันและคำนวณคะแนนที่จะกระทบส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์กันแล้ว

       “วีระศักดิ์” กล่าวว่า เลือกตั้งซ่อม จ.นครปฐม พรรคอนาคตใหม่ก็แข่งขันกับพรรคเสรีรวมไทย เหมือนกับพรรคชาติไทยพัฒนาที่แข่งขันกับพรรคประชาธิปัตย์ และน่าจะมีรอยร้าวในทั้งสองขั้วการเมือง

เลิก-ไม่เลิกสารพิษต้องชัดเจน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392140?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลิก-ไม่เลิกสารพิษต้องชัดเจน

7 ตุลาคม 2562 – 08:20 น.
สารพิษ,พาราควอต,คลอร์ไพริฟอส,ไกลโฟเสต,อนุทิน ชาญวีรกุล
เปิดอ่าน 113 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทน์ที่ 7 ตุลาคม 2562

กลายเป็นกระแสร้อนในสังคมอีกครั้งหลังมีการเปิดประเด็น 2 นักวิชาการในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้แก่ นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ น.ส.พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล นักวิชาการ นักวิจัย และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ ถูกผู้ไม่หวังดีขู่ฆ่า บีบบังคับให้ลาออก หลังผลักดันให้มีการยกเลิกการใช้สารเคมีอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด (พาราควอต ไกลโฟเสต และคลอร์ไพริฟอส) ทำเอานายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ถึงกับฟิวส์ขาดบริภาษอย่างรุนแรงว่า พวกคนกระจอก หน้าตัวเมีย พร้อมท้าถ้าแน่จริงให้มาทำกับตนเองแทน

ต้องยอมรับว่าสังคมและประชาชนส่วนใหญ่ตระหนักถึงผลเสียของการใช้สารเคมีในการเกษตรอย่างชัดเจน ผลเสียไม่ได้เกิดแค่กับเกษตรกรเท่านั้น ประชาชนผู้บริโภคเป็นผู้รับเคราะห์กรรมในปลายน้ำ การสะสมของสารพิษในร่างกายจะทำให้เสียสุขภาพ เสียเงินทอง และอาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตด้วย เช่นเดียวกับรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติต่างก็เห็นพ้องถึงพิษภัยของสารพาราควอต ไกลโฟเสต และคลอร์ไพริฟอส เหล่านี้ด้วยกันทั้งนั้น แต่ก็มีคำถามว่าแล้วทำไมการยกเลิกการใช้ถึงยังคาราคาซัง ขนาดสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก มีอำนาจมาตรา 44 อยู่ในมือ มีคณะทำงานที่มากด้วยฝีมือ ก็ยังไม่สามารถออกมาตรการหรือสังการให้เลิกใช้ 3 สารพิษดังกล่าวได้ นั่นแสดงให้เห็นว่าหน้าฉากหลังฉากของเรื่องนี้คงไม่ธรรมดา

ล่าสุด องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง ยกเลิกการใช้ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสต โดยสนับสนุนให้รัฐบาลแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เห็นควรให้ยกเลิก เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนว่ารัฐบาลมิได้เพิกเฉยต่อชีวิตและสุขภาพของคนไทยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พร้อมเสนอแนวทางให้ดำเนินการเพิ่มเติม เพื่อความโปร่งใสและมิให้เกิดข้อกังวลใจของทุกฝ่าย คือ ให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่อาจได้รับความเดือดร้อน หากยกเลิกการใช้สารเคมีดังกล่าว, ขอให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องประกาศนโยบายในประเด็นนี้อย่างชัดเจนให้ประชาชนและผู้แทนของกระทรวงที่ปฏิบัติหน้าที่ในคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้รับทราบตรงกัน และที่สำคัญ การลงมติครั้งนี้ของ “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” ควรกระทำโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ

หลายประเทศเล็งเห็นพิษภัยมีการสั่งห้ามนำเข้าสารพิษเหล่านี้ แต่ในบ้านเรามีเสียงซุบซิบให้ได้ยินกันไปทั่วถึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของคนบางกลุ่ม บางคน กับการนำเข้าสารเคมีเหล่านี้ที่มีมูลค่า 3.6 หมื่นล้านบาทต่อปี หลังจากทำการตลาดมูลค่าสูงขึ้นไปกว่าเท่าตัว นั่นเท่ากับว่าหากมีการเลิกใช้สารทั้ง 3 ตัวนี้จะกระทบวงจรธุรกิจและบางกลุ่มบางคน ขณะที่สังคมต้องการความชัดเจนว่าปัญหาคืออะไรและติดขัดตรงไหน ข้อเสนอที่จะให้มีการลงมติโดยเปิดเผยจึงเป็นเรื่องน่าสนใจที่กรรมการวัตถุอันตรายทั้ง 29 คน จาก 16 หน่วยงาน ที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมนั่งเป็นประธาน ควรจะเปิดกว้างรับฟังเพื่อสร้างความเป็นธรรมด้วยความบริสุทธิ์ใจ หากท่านใดเห็นควรให้ใช้สารพิษต่อก็ให้แสดงเหตุผลให้สังคมทราบ เพราะเรื่องนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและสุขภาพของผู้คนอย่างรุนแรง จึงเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่ประชาชนทุกคนจะได้รับรู้ความจริงที่เกิดขึ้น

“ปวิตร มหาสารินันทน์” ‘สงคราม’ ไม่เคยจบ ที่หอศิลป์กทม. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ปวิตร มหาสารินันทน์” ‘สงคราม’ ไม่เคยจบ ที่หอศิลป์กทม.

5 ตุลาคม 2562 – 09:08 น.
หอศิลป์กทม,ปวิตร มหาสารินันทน์,รายงายพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,อัศวิน ขวัญเมือง
เปิดอ่าน 198 ครั้ง

รายงานพิเศษจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 5-6 ต.ค.62

****************************

ไม่ใช่การลาออก ไม่ใช่การเกษียณ ไม่ใช่ด้วยความเต็มใจ หรือติดภารกิจ แต่วันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา คือวันทำงานวันสุดท้ายที่ “หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” ของ ผศ.ปวิตร มหาสารินันทน์ ในฐาะผู้อำนวยการหอศิลป์ ซึ่งคนไทยรับรู้กันแล้วจากจดหมายเปิดผนึกที่ปรากฏหน้าข่าวสารว่าเขาโดน ไล่ออก”

ถามทำไม ที่จริงเนื้อหาโดยสรุปของจดหมาย ที่นอกเหนือจากการเรียกร้องความเป็นธรรมและโปร่งใสในการถูกไล่ออกแล้ว คนไทยก็พอรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการที่ ผศ.ปวิตร เคยแสดงความเห็นเรื่องการสนับสนุนงบประมาณของกรุงเทพมหานครในการแถลงข่าวและให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมาหลายครั้ง

แต่ปัญหาของปัญหา คงมิได้มีแต่เพียงเท่านี้

เส้นทางคนถูกเด้ง

ก่อนจะเท้าความไปยังเบื้องหลังคนเดินเรื่องคือบุคคลที่สำคัญที่สุด ผศ.ปวิตร มหาสารินันทน์ มักพูดเสมอเวลาให้สัมภาษณ์สื่อว่าไม่เคยเสียดายที่ลาออกจากอาจารย์ประจำของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะนี่คือ งานในฝัน”

ผศ.ปวิตร หรือ ครูป้อม ของนิสิต เขาเป็น “อักษรจรัส 56” หรือศิษย์เก่าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ก่อนจะเป็นหัวหน้าภาควิชาศิลปการละคร และผอ.ศูนย์ศิลปการละครสดใส พันธุมโกมล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ

แน่นอนเส้นทางของคนรักศิลปะคงไม่จำกัดแค่ภาพเขียน ปูนปั้น ครูป้อมเติบโตมากับการเรียนภาษาอังกฤษจากการดูหนัง อ่านวรรณกรรม และบทละครเวทีทั้งของไทยและเทศ เคยเขียนวิจารณ์หนังลงนิตยสารตั้งแต่อยู่ ม.5

ต่อมาเข้ามาเป็นนิสิตอักษรศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ วิชาโทศิลปการละคร กระทั่งเมื่อสำเร็จการศึกษาก็ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ในภาควิชาศิลปการละครทันที

ตลอดมาได้รับเชิญให้เป็นนักวิจารณ์ละครเวทีและนาฏศิลป์ของหนังสือพิมพ์ “The Nation” มาตั้งแต่ 2544 และเป็นประธานคนแรกของชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดง มีงานตามเทศกาลหนังมากมายในต่างประเทศ

ที่ผ่านมามีผลงานการแต่งและแปลบทละครเวทีนับสิบเรื่อง นอกจากนี้ยังได้รับเชิญไปบรรยายร่วมจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านละครเวทีในต่างประเทศ

จนกระทั่งได้เบนเส้นทางมาสู่โลกแห่งพื้นที่ แต่มิใช่เวทีการแสดง หากเป็นพื้นที่ที่กว้างกว่านั้นนัก เพราะที่นั่นคือ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” และโดยขนาดของพื้นที่ที่ไม่ใช่แค่เชิงกายภาพแต่ยังหมายถึงการเปิดกว้างของการแสดงออกทางศิลปะ

ถามคนหัวใจศิลป์ อะไรจะท้าทายกว่านี้ ฝันไหนจะยิ่งใหญ่กว่านี้ ก็คงไม่มีอีกแล้ว

ครูศิลป์ในเงาศึก

ก่อนที่ครูป้อมจะย่างก้าวเข้ามารับตำแหน่งที่หอศิลป์ กทม. เจ้าตัวคงรู้ดีว่าประวัติศาสตร์การเกิดของหอศิลป์ที่ยืนตระหง่านตรงข้ามห้างยักษ์ย่านปทุมวันแห่งนี้ แทบจะเป็น สงครามกลางกรุง” ที่ผ่านมือผู้ว่าฯ กทม.ถึง 3 สมัย!

จากจุดตั้งต้นในปี 2537 ในการประชุมเตรียมการนิทรรศการครบรอบ 20 ปี ของ “แนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย” วงนั้นมีการพูดคุยถึงการจัดนิทรรศการครั้งใหญ่เพื่อแสดงภาพรวมของศิลปะในรัชกาลที่ 9

ที่สุดราวกับมีใครกดปุ่ม จู่ๆ ผู้ว่าฯ กทม. “ดร.โจ” พิจิตต รัตตกุล ได้ตกลงกับคณะกรรมการโครงการศิลปะแห่งรัชกาลที่ 9 ที่จะจัดสร้างหอศิลปะร่วมสมัยขึ้นจนมีการเซ็นอนุมัติโครงการในวันที่ 21 กรกฎาคม 2543 จัดงบปี 2544 ไว้ 185 ล้านบาท

แต่แล้วพอถึงยุคสมัยของผู้ว่าฯ สมัคร สุนทรเวช (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) ราวปี 2544 มีการยกเลิกและทบทวนโครงการโดยให้เหตุผลว่า กทม.ไม่มีตังค์มากพอ ข่าวช่วงนั้นระบุว่า งบปาเข้าไปถึง 300 ล้านบาท!

แต่ก็ปิ๊งไอเดียว่าเพื่อความอยู่รอดก็จะทำศูนย์การค้าครึ่งหนึ่งและเป็นอาคารจัดแสดงงานศิลปะอีกครึ่งหนึ่ง ปรากฏผู้คนออกมาประท้วงกันครึกโครม เกิดเป็น ‘เครือข่ายศิลปินรณรงค์เพื่อหอศิลป์ร่วมสมัยเฉลิมพระเกียรติแห่งกรุงเทพมหานคร’ ขึ้น จนเรื่องเงียบไปเพราะมีการฟ้องร้อง และศาลปกครองกลางได้ประทับรับคำร้อง

ก่อนที่ปี 2547 คนกทม. มีผู้ว่าชื่อ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ก็เกิดมี ‘ปฏิญญาศิลปวัฒนธรรม’ และมี “มูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” ที่จะเข้ามาดูแลหอศิลป์ของคนเมืองแห่งนี้

สภากทม.อนุมัติงบ 504 ล้านบาท เปิดโครงการวันที่ 19 สิงหาคม 2548 กระทั่งแล้วเสร็จเปิดใช้งานเมื่อปี 2551 คนไทยสมใจได้หอศิลป์กรุงเทพฯ ที่ตั้งอยู่สี่แยกปทุมวันมาจนถึงวันนี้

สงครามยืดเยื้อ

“ครูป้อม” ปวิตร ไม่ใช่ ผอ.หอศิลป์คนแรก ที่ผ่านมาก็มี ฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที” ผู้ที่เคยกอดคอร่วมต่อสู้กับแนวร่วมเพื่อให้ได้มาซึ่งหอศิลป์แห่งนี้จนได้นั่งในตำแหน่ง “รักษาการ ผอ.หอศิลป์กทม.” ตั้งแต่เปิดใช้งานในปี 2551 จนถึงปี 2554 และกลับมานั่งช่วงปี 2561 ก่อนที่ครูป้อมจะเข้ามารับไม้ต่อในปีเดียวกัน แล้วฉัตรวิชัยก็เขยิบไปนั่งเป็นกรรมการและเลขานุการมูลนิธิฯ

อย่างไรก็ดีที่จริงการบริหารในตำแหน่ง ผอ.หอศิลป์ของฉัตรวิชัยเอง เขาก็เคยแสดงบทบาทในการตอกย้ำ “ปัญหาการจัดสรรงบประมาณจาก กทม.” มาก่อนแล้ว โดยราวปี 2552 เขาเคยเสนอให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ขณะนั้น แยกหอศิลป์กรุงเทพฯ ออกจากระบบ

อ.ปวิตร แจงเรื่องงบดูแลหอศิลป์ ช่วงปี 2561

ซึ่งที่สุดทางแก้ไขก็คือการจัดตั้งมูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครขึ้นในปี 2554 มีสัญญาดูแลหอศิลป์ถึง 10 ปี ปัจจุบันมีกรรมการ 12 คน เป็นชุดใหม่ตามที่ครูป้อมแจงไว้ในจดหมายว่า เข้ารับตําแหน่งเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 และไล่เขาออกใน 3 เดือนถัดมาแบบที่เจ้าตัวบอกว่า “ไม่มีเค้าลาง”!

กรรมการชุดนี้มี  รศ.ดร.บรรณโศภิษฐ์ เมฆวิชัย เป็นประธาน นอกจากนี้ยังมี คณะกรรมการที่ปรึกษาหอศิลป์ กทม.” อีก 8 รายชื่อ โดยมี อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบันเป็นประธาน

ในจำนวนนี้ยังมีรองผู้ว่าฯ กทม., ปลัด และรองปลัดกทม. นั่งเป็นรองประธานกรรมการที่ปรึกษา ส่วน ผอ.สำนักงบประมาณ กทม. นั่งเป็นกรรมการที่ปรึกษาด้วย

สำหรับ รศ.ดร.บรรณโศภิษฐ์ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เธอเป็นอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการออกแบบชุมชนเมือง จุฬาฯ และยังเป็นอดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ในสมัย ดร.พิจิตต รัตตกุล และอภิรักษ์ โกษะโยธิน อีกด้วย

ถึงตรงนี้ถามว่าสงครามของแดนศิลป์ตอนนี้คืออะไร ก็อาจเป็นการที่ครูป้อมใช้พื้นที่ทางความคิดและทัศนติอย่างผิดที่ผิดเวลา หรือแค่ผิดในสายตาของกรรมการที่่เป็นเสมือนผู้ปกครองอีกชั้น

ศึกนี้รบกับใคร?

กลับไปที่ฉากเงาของหอศิลป์กทม. ช่วงปี 2561 ในยุคของผู้ว่าฯ อัศวิน ขวัญเมือง ช่วงที่ครูป้อมเพิ่งเข้ามาเป็นผอ.ได้ไม่กี่เดือน ตอนนั้น อภิรักษ์ โกษะโยธิน ยังนั่งเป็นประธานมูลนิธิมาตั้งแต่ต้นจนถึงขณะนั้น

ปรากฏว่าจากงานในฝันก็แปรผันเปลี่ยนไป เพราะอยู่ๆ มุมมองของหอศิลป์ถูกตีความใหม่ กทม.มีแนวคิดที่จะนำหอศิลป์กลับมาดูแลเอง

ตอนนั้น “สภา กทม.” ชุดของ ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ มองว่า มูลนิธิเป็นนิติบุคคลเข้าข่ายเป็นเอกชนตามมาตรา 96 และการเข้ามาบริหารของมูลนิธิไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภา กทม. และรมว.มหาดไทย จึงอาจเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

จึงเสนอ 2 แนวทาง คือ 1.ให้มูลนิธิดำเนินการให้ถูกต้อง คือให้สภา กทม.เห็นชอบ รมว.มหาดไทยลงนาม แล้วบริหารต่อไป หรือ 2.กทม.นำมาบริหารเอง

เวลานั้นขณะที่ยังไม่ได้ข้อสรุปปรากฏว่าคนไทยหลายคนออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านอย่างร้อนแรง ด้วยเชื่อว่านี่คือการเข้ามายึดหอศิลป์ และที่สุดพื้นที่ทางศิลปะจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และเรียกร้องให้แก้ไขอายุสัญญาต่อไปอีก

ช่วงนั้นครูป้อมของเราเลยออกมาแสดงบทบาทเต็มที่ มีคำพูดต่างๆ นานาเกี่ยวกับปัญหาการจัดสรรงบของกทม. (จะว่าไปเค้าลางที่จะโดนไล่ออกของครูป้อมที่บอกว่าไม่เคยรู้สึกมาก่อน ก็คงเริ่มตั้งแต่วันนั้นแหละ)

แต่ยกแรกปี 2561 ประชาชนคือผู้ชนะ เมื่อพ่อเมืองกทม. โพสต์เฟซบุ๊ก “ผู้ว่าฯ อัศวิน” ว่า “Ars longa, vita brevis” “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” ตัดสินใจให้เวลาหอศิลป์เป็นแบบที่เป็นอยู่ต่อไปจนถึงวันหมดสัญญาปี 2564

ระหว่างที่คนไทยนึกว่ายกสองจะได้สู้กันต่อในอีก 2-3 ปีข้างหน้า แต่ก็กลับมีเซอร์ไพรส์ล่วงหน้ากับ “ครูป้อม” เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

วันนี้ถามเจ้าตัวแว่วมาว่านอกจากตีฆ้องร้องป่าวขอทราบเหตุผลชัดๆ ที่โดนไล่ออกแล้วก็คงทำได้เพียงการเล็งฟ้องร้องเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

ส่วนประเด็นอื่นๆ คงต้องรอให้สังคมช่วยกันไฮไลท์เยอะๆ อย่าลืมว่านี่ก็ใกล้จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. รอบใหม่แล้ว คนไทยหัวใจศิลปะ ที่เจตนาของการเกิดหอศิลป์ต้องมาก่อนกำไร-ขาดทุน คงต้องทำอะไรสักอย่างในยกถัดไป

‘บูลลี่ไทยๆ’? เพราะเป็น ‘โอ๊ค’ จึงเจ็บปวด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391889?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘บูลลี่ไทยๆ’? เพราะเป็น ‘โอ๊ค’ จึงเจ็บปวด

5 ตุลาคม 2562 – 08:23 น.
โอ๊ค พานทองแท้,พานทองแท้ ชินวัตร,คดีกรุงไทย,รายงานพิเศษ,ทักษิณ ชินวัตร,อดีตนายกฯ,พจมาน ชินวัตร
เปิดอ่าน 376 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 5-6 ต.ค.62

*************************

“ทอม แฮงค์” เจ้าตำนานออสการ์ เคยฉลองชัยที่ลูกชายกลับมาเป็นลูกคนเดิม หลังจากเดินเส้นทางผิดจนต้องเข้ารับการบำบัดอยู่นานนับเดือน

ปี 2558 ลูกชาย “เฉินหลง” ต้องติดคุกคดีใหญ่เป็นข่าวทั่วโลก และ “ไมเคิล ดักลาส” รุ่นเก๋าฮอลลีวู้ดเคยกล่าวถึงลูกชายที่เกือบจะเสียคนว่า “ผมก็พอจะเข้าใจถึงความกดดันในการตามหาตัวตนของตัวเองอยู่เหมือนกัน”

นี่คือตัวอย่างที่ว่าบางครั้งการมีไอดอลเป็นคนที่ประสบความสำเร็จทั้งชื่อเสียงเงินทองและเป็นคนใกล้ชิด ก็กลายมาเป็นความกดดัน เป็นกระจกบานใหญ่ที่หันมาสะท้อนเราเอง

โดยเฉพาะ “ลูกชาย” สิ่งที่ต้องแบกรับคือความคาดหวังระดับสูงซึ่งคนที่เกิดเป็น “ลูกสาว” อาจไม่ค่อยเข้าใจนัก

หันมาบ้านเราหนึ่งในลูกชายที่มีความสำเร็จของคนรุ่นพ่อเป็นแบบอย่าง ในบรรดาคนดังที่ยืนอยู่แถวหน้า ต้องมีชื่อ “หนุ่มโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร

ข่าวล่าสุดของเขาทำให้คนไทยต้องถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งห่วงจริง หรือห่วงเยาะ เรื่องนี้เจ้าตัวคงไม่ขำด้วยเพราะรุ่งขึ้นโอ๊คถึงกับโพสต์เฟซบุ๊ก Oak Panthongtae Shinawatra ว่า

เชื่อครับ…ว่ายุคนี้ “ลูกทักษิณ” หาโอกาสที่จะอยู่แบบสบายๆ ยากมาก ผมยอมรับว่าครั้งนี้ #หนักที่สุดในชีวิต และเครียดแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน #ใครไม่โดนกับตัวเองไม่รู้หรอก

ถ้าจะถามว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับเขา ต้องเปลี่ยนไปถามว่า เขาเจออะไรมาบ้างจะดีกว่า

ลูกนายกฯ ต้องอดทน

ช่วงปี 2544 นับแต่คนไทยมีนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ต่อให้มาจากการเลือกตั้ง ต่อให้มาจากประชาชน จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม บุตรชายคนโตของเสี่ยแม้วก็ถูกจับตาจากสังคม “เป็นพิเศษ” ตั้งแต่หนนั้น

ปี 2546 แม้ขณะที่ทักษิณกำลังขึ้นหม้อ แต่ไม่ได้แปลว่าจะมีแต่คนรัก ความพิเศษที่โอ๊คถูกจับตาทวีหนักขึ้นในปีนั้นเกิดขึ้นหลังจากเช้าวันที่ 29 สิงหาคม 2546 หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวว่า “พานทองแท้ พกโพยเข้าห้องสอบ”

ข่าวเจาะลึกจนได้เรื่องว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องสอบวิชาการวิเคราะห์ ระบบการเมืองไทย หรือ PS 421 ของนักศึกษาปี คณะรัฐศาสตร์ สาขาการปกครอง มหาวิทยาลัยรามคำแหง

กระทั่งมีการแจงจากยงยุทธ ติยะไพรัช ขณะเป็นโฆษกรัฐบาลว่าจริงๆ แล้วเป็นเพียงกระดาษจดโน้ตย่อทั่วไปที่ทำไว้อ่าน และอาจารย์คุมสอบก็พบก่อนเข้าห้องสอบ จากนั้นก็ไพล่ไปเรื่องการเมืองในรั้ว ม.ราม

จริงเท็จยังไงคงมีไม่กี่คนที่รู้ แต่คนไทยก็จำเฉพาะพาดหัวข่าวไปแล้วอย่างช่วยไม่ได้ เหนืออื่นใดหลังจากนั้นโอ๊คก็ถูกขุดไม่จบ

สมัยนั้นศัพท์ “บูลลี่” ยังไม่เกิดในบ้านเรา แต่การถูกคุ้ยยาวแล้วมาโพสต์ตามเว็บไซต์ดังๆ แบบไร้แหล่งที่มาก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ

ช่วงนั้นโอ๊คเจอขุดไปถึงสมัยเรียน ม.ปลายที่ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา ทั้งในเรื่องของนักเรียนที่มีสิทธิพิเศษ ไล่มาถึงการเข้าเรียนต่อในรั้วธรรมศาสตร์ ด้วยโควตานักกีฬาบาสเกตบอล แต่เรียนไม่จบแล้วไปต่อที่รามฯ แทน

ถามคนไทยหลายคนอาจบอกว่าที่โอ๊คเจอนั้น “เด็กๆ” แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า “มันไม่เคยมีวันหยุด”

เพราะในขณะที่สปอตไลท์จับไปที่พ่อ ผู้ซึ่งใช้ทุกอย่างที่มี ทำทุกอย่างที่จะทำในเก้าอี้นายกฯ สมัยแรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนส่งผลมาถึงเก้าอี้สมัยที่ 2 ในปี 2548 มีโอกาสได้เดินหน้าตามคำขวัญ “4 ปีซ่อม 4 ปีสร้าง”

แต่คนไทยก็ยังมีไฟฉายอีกกระบอกเอาไว้จับตาดูโอ๊คโดยเฉพาะ

ลูกไม้ที่หล่นแรง

คาบเกี่ยวกันในรอยต่อปี 2546 เราได้เห็นโอ๊คในวัย 24 มาไกลเป็นถึงซีอีโอบริษัทใหญ่ แม้ไม่มีวี่แววจะไปทางเดียวกับบิดา แต่ที่โอ๊คทำ พ่อก็พอเอาไปคุยกับเพื่อนได้

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 โอ๊คปรากฏตัวในฐานะประธานบริษัท ฮาว คัม เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ดำเนินธุรกิจความบันเทิงครบวงจร ทั้งโทรทัศน์ ภาพยนตร์ โฆษณา คอนเสิร์ต ตลอดจนอีเวนท์ และออแกไนเซอร์

มีผู้ถือหุ้นเป็นเพื่อนสนิทที่เรียกว่า “ก๊วนฮาวคัม” คือ “ป่าน” นันทสิทธิ์ แจ่มสมบูรณ์, “น้ำนิ่ง” ไอยคุปต์ กฤตบุญญาลัย, “มดดำ” สุศิษฎา (หรือคชาภา) ตันเจริญ, “ฮาน่า” ทัศนาวลัย องอาจอิทธิชัย และยังมีน้องสาวคนรอง พิณทองทา ชินวัตร ร่วมถือหุ้นด้วย

จากนั้นก็เพิ่มทุนแตกบริษัทลูกออกมาอีก 4 บริษัท คือ ฮาวคัมเอวี, ฮาวคัมมีเดีย, ฮาวคัมสตูดิโอ ฮาวคัมไอพี

แน่นอนช่วงนั้นโอ๊คก็เจอบูลลี่ว่าใช้เส้นสายของพ่อหางาน แม้แต่การที่โอ๊คเปิดร้านถ่ายภาพสตูดิโอ SHE@MOOD, บริษัทโอกานิทได้สัมปทานพื้นที่โฆษณาในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินตั้งบริษัท มาสเตอร์  โฟน ขายมือถือ VERTU โคตรแพง ทั้งหมดนี้โอ๊คก็ยังเจอข้อหาเปิดกี่ที่ก็มีโฮ คือ “ไม่รอด”

ไม่นับที่บางคนสร้างหนังเรื่อง “ยอดชายนายโอ๊กอ๊าก” (ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “โว้กว้าก”) ช่วงปี 2547 ที่มีเนื้อหาล้อเลียนตนเอง คนไทยขำเยาะแต่คนถูกล้อคงไม่ขำด้วย

จนกระทั่งการขายหุ้นชินฯ ของพ่อ ที่โอ๊คมีเอี่ยวในฐานะลูก ผู้เหมือนต้องกรีดเลือดร่วมขัน เรื่องนี้แน่นอนทำให้เส้นทางการเมืองของผู้พ่อต้องล่มสลายอย่างรวดเร็วในวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่เส้นทางชีวิตของโอ๊คเองก็ล่มไปด้วยเป็นโดมิโน

คนหนุ่มในวัยสร้างชื่ออย่างโอ๊ค ต้องระเห็จหลบอยู่บ้านเพื่อน หนีไปอยู่ตามเซฟเฮาส์ มีวันที่ต้องคิดว่าถ้าต้องตาย “ก็จะตาย”

ไม่ต้องถามถึงธุรกิจที่ “ฮาวโก” ไปตามระเบียบ และคำว่า “ก๊วนฮาวคัม” ก็ค่อยๆ เงียบหายไป ต่อให้ภายหลังโอ๊คกลับมาบริหาร “วอยซ์ทีวี” แต่คำครหาและข้อขุดคุ้ยก็ไม่เคยจบ

ลูกโอ๊คผู้(ต้อง)แข็งแกร่ง

ถ้าจะย้อนไปไกลกว่าความเป็น ลูกนายกฯ” เอาจริงๆ โอ๊คก็คงมองเห็นพ่อผู้ซึ่งลุยงานมาสารพัดตั้งแต่จำความได้

เราไม่มีทางรู้ว่าบรรยากาศในบ้านโอ๊คจะเหมือนหนัง เหมือนละคร ที่พ่อแม่พุ่งใส่งานอย่างกระทิงคลั่ง จนไม่มีเวลาเอาใจใส่ลูกหรือเปล่า

แต่ที่แน่ๆ เราเคยได้ยินว่าช่วงปี 2543 คุณหญิงอ้อ พจมาน ณ ป้อมเพชร์ พาลูกแก้วชื่อ “โอ๊ค” ในวัย 21 ปี ไปบวชเรียนที่วัดธรรมวิหารี (วัดร่วมใจพัฒนา-วัดป่าละอู) แก่งกระจาน เพชรบุรี กับอดีตพระดัง “พระอิสระมุนี”

ช่วงที่โอ๊คโดนขุดก็มีการเอาเรื่องนี้มาเผยแพร่ในทำนองว่า “ลูกชายเสี่ยแม้วไม่ได้ไปบวชธรรมดา แต่ไปรักษาอาการบางอย่าง!”

แต่ที่สุดช่วงรัฐบาลอาปู โอ๊คก็กลับมาในกระแสโซเชียลที่ตัวเองได้เขียนเอง สร้างวาระเอง เปิดประเด็นเอง และได้ตอบโต้กลับไปยังสังคมที่คาใจในตัวเขาบ้าง ใครตามเฟซบุ๊กโอ๊คจะเห็นเลยว่าโอ๊คเองก็คมและบ้าพอตัวเหมือนกัน

จะมีก็แต่คดีกรุงไทยที่โอ๊คยังคงต้องมีเอี่ยวในอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับรุ่นพ่อ ขณะที่พอหันไปมองน้องสาวอีกสองคน คงไม่ต้องบรรยายว่าพวกเธอมาได้ไกลขนาดไหนทั้งเรื่องงานและชีวิต

แต่วันนี้่เรื่องของโอ๊คในวัย 40 ยังคงวนเวียนเป็นหัวข้อให้คนไทยแซะรายวัน เช่น โอ๊คฟอกเงิน โอ๊คจะหนี โอ๊คไม่รอด พอออกโชว์ตัวช่วยลูกพรรคค่ายแดงหาเสียง หรือมีกระแสว่าจะลงการเมือง โอ๊คก็ถูกสบประมาทว่าเป็นได้แค่เชียร์ลีดเดอร์!!

จนกระทั่งวันที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมา ขนาดโอ๊คตัวจริงมายืนให้สัมภาษณ์สื่อที่หน้าศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง วันนั้นโอ๊คตอบคำถามสื่อชัดเจนดีว่าตื่นเต้นเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นการเข้าไต่สวนเป็นครั้งแรก

แต่คนไทยก็ยังอุตส่าห์ไปจับผิดโอ๊คที่ท่าทาง ภาษากาย แล้วก็เม้าท์มอยให้เจ้าตัวต้องออกมาบ่นผ่านเฟซบุ๊กอีกครั้งว่า…เป็นลูกแม้ว “อยู่ยาก” จริงๆ

คำว่า “เจอมาเยอะ” ของโอ๊คมาจนถึงวันนี้ จริง-แต่งแค่ไหนก็ไม่เคยมีเนื้อที่พอให้เล่าถึงได้หมด!

‘ทอน’ สะเทือน เสียง ‘คนงาน’ หาย พ่ายศึกสามพราน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391721?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ทอน’ สะเทือน เสียง ‘คนงาน’ หาย พ่ายศึกสามพราน

4 ตุลาคม 2562 – 10:50 น.
เลือกตั้งซ่อม,จนครปฐม,เลือกตั้งซ่อมนครปฐม,พรรคอนาคตใหม่,วัน อยู่บำรุง,เลือกตั้งซ่อม เขต 5 นครปฐม,รายงานพิเศษ,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน,ไชยา สะสมทรัพย์,บ้านใหญ่นครปฐม,บ้านใหญ่สะสมทรัพย์
เปิดอ่าน 438 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 4 ต.ค 62

****************************

ในที่สุด พรรคอนาคตใหม่ ก็ฉวยจังหวะการเลือกตั้งซ่อม เขต 5 นครปฐม เป็นเวทีปลุกพลังมวลชน โดยชูประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภา โดยมีเป้าหมายที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ขณะที่คู่แข่งคนสำคัญอีก 2 พรรค อย่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทยพัฒนา กลับเน้นเรื่อง “ท้องถิ่น” และขายความเป็น “คนพื้นที่” ไม่ได้เอาการเมืองระดับชาติมาหาเสียง

หวั่นแพ้เลือกตั้ง

“1 เสียงของชาวสามพราน มีความหมาย การเลือกตั้งใหม่ครั้งนี้ เลือกอนาคตใหม่” หรือ “1 เสียง ส.ส.สามพราน เปลี่ยนสมการทางการเมือง” เป็นแคมเปญการเมืองสำหรับสมรภูมิเลือกตั้งซ่อมที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม

ยกแรก พรรคอนาคตใหม่ เลือกการปราศรัยใหญ่ที่ตลาดพันล้าน เทศบาลอ้อมใหญ่ อ.สามพราน จ.นครปฐม เพราะอ้อมใหญ่คือฐานเสียงสำคัญ

ธนาธร นำทัพใหญ่หาเสียงที่อ้อมน้อย

ผู้ประกอบการค้าขายรายย่อย และผู้ใช้แรงงาน ในเทศบาลอ้อมใหญ่ และเทศบาลกระทุ่มล้ม ไม่ใช่คนสามพรานโดยกำเนิด ส่วนใหญ่เป็นชาวอีสาน และเคยเป็นสมาชิกกลุ่ม นปช.

ตลอดถนนสายพุทธมณฑลสาย และฝั่งขวาพุทธมณฑลสาย เต็มไปด้วยโรงงานเล็กใหญ่ คนงานเหล่านี้ คือพลังเปลี่ยนโฉมการเลือกตั้งเขต นครปฐม เมื่อ 24 มีนาคม 2562 

ชาวอ้อมใหญ่มารวมพลเชียร์อนาคตใหม่

ดังนั้น เจี๊ยบ นครปฐม” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคส้มหวาน จึงร้อง กกต. กรณีกำหนดให้จัดเลือกตั้งซ่อม ตรงกับวันพุธที่ 23 ตุลาคม 2562 แม้จะเป็นวันหยุดราชการ แต่ก็ไม่สะดวกสำหรับผู้ใช้แรงงานจำนวนไม่น้อย จึงขอให้ กกต.ช่วยประสานกับสถานประกอบการต่างๆ ให้ลูกจ้างสามารถมาใช้สิทธิ์ได้

ถ้าเสียงคนงานหายไป บวกกับทีมบ้านใหญ่เจาะฐานเสียงกรรมกรได้ โอกาสที่จะเติมเต็มเสียง ส.ส.ที่ขาดหายไป ก็ยากขึ้นพอสมควร

ป๋วย” คนรุ่น ตุลา

ปีนี้ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จะมีการจัดงาน “ครบรอบ 43 ปี 6 ตุลา 2519” เพื่อร่วมรำลึกและไว้อาลัยแก่ผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา ในวันที่ 5-6 ตุลาคม 2562

สองทายาท พล.ต.ท.จำรัส จันทรขจร อดีตผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ คือ โป๊ะ” วัชรพันธุ์ จันทรขจร และ ป๋วย” ไพรัฎฐโชติก์ จันทรขจร ต่างก็เป็นคนรุ่น 6 ตุลา

ป๋วย น้องโป๊ะ

เมื่อ 3 ตุลาคมนี้ ไพรัฏฐโชติก์ จันทรขจร ผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 พรรคส้มหวาน จึงอัพสเตตัส “อ่อนน้อมต่อประชาชน ทระนงต่อผู้มีอำนาจ” สะท้อนจุดยืนความคิดของอดีตซ้ายไทยได้เป็นอย่างดี

ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา “ป๋วย” เรียนอยู่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และเป็นฝ่าย รปภ.ของศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย และได้ไปช่วยพี่ชาย “โป๊ะ” ซึ่งทำหน้าที่หัวหน้าการ์ดศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย

หลังวันล้อมปราบกลางเมือง ป๋วยตามพี่ชาย “โป๊ะ” เข้าป่าที่ภูหินร่องกล้า ก่อนจะย้ายไปอยู่สำนัก 51 น่านเหนือ(สำนักผู้นำนักศึกษา) เมื่อออกจากป่า ป๋วยร่วมกับพี่ชายทำธุรกิจรักษาความปลอดภัย กระทั่งโป๊ะเข้าไปช่วยงานพรรคไทยรักไทย ก็ดึงน้องชายไปช่วยงานด้วย

ป๋วยจึงรู้จักตระกูลสะสมทรัพย์ เพราะนักการเมืองบ้านใหญ่ทิ้งพรรคเอกภาพ โดยย้ายมาสังกัดไทยรักไทย ตั้่งแต่ปี 2544

ดราม่าเอฟซี “ใจถึง พึ่งได้”

หลัง วัน อยู่บำรุง” ทายาทประมุขบ้านริมคลอง ประกาศเชียร์ เผดิมชัย สะสมทรัพย์” ทางเฟซบุ๊กส่วนตัว เพราะครอบครัว “อยู่บำรุง” มีสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมายาวนาน พลันเกิดรายการดราม่ามากมาย จากกลุ่มเอฟซีใจถึง พึ่งได้

โดยกลุ่มเอฟซี มองว่า “ป๋าวัน” เปลี่ยนจุดยืน ไม่ยืนอยู่ฝั่งประชาธิปไตย มีการเม้นต์ใต้โพสต์ดังกล่าว ต่อว่าต่อขานมากมาย ทำเอาทายาท ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ต้องไลฟ์ระบายอารมณ์

วันอวยพรวันเกิดไชยา

“วัน” พยายามอธิบายว่า เอฟซีต้องแยกแยะประเด็นจุดยืนทางการเมืองกับเรื่องความรักชอบส่วนตัว แถมแสดงความมั่นใจในตัวเอง ไล่เอฟซีที่ไม่ยอมเข้าใจเรื่องนี้ออกจากกลุ่มไปเลย

ถัดมา วันอัพสเตตัสขอโทษแฟนๆ ว่า “ถ้าการที่ผมแสดงความคิดเห็น(ส่วนตัว)ออกไปแล้ว ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่พอใจ ผมต้องกราบขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ ปล.ผมแค่เป็นคนรักพวกพ้องเท่านั้นเอง”

ห่างกันไม่กี่นาที วันยังย้ำว่า “ผมยังฝักใฝ่ประชาธิปไตยเหมือนเดิม และตลอดไปครับ” แสดงว่า คนโตบ้านริมคลอง แคร์ความรู้สึกของเอฟซีอยู่ไม่น้อยเลย

อย่างไรก็ตาม เอฟซีที่เข้าใจป๋าวัน ก็มีมากเช่นกัน และคนกลุ่มนี้จะโพสต์เลข แทนการเขียนข้อความ

ซึมเศร้า​หลังคลอด ​ต้นเหตุแม่ฆ่าลูก​ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391722?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ซึมเศร้า​หลังคลอด ​ต้นเหตุแม่ฆ่าลูก​

4 ตุลาคม 2562 – 09:45 น.
แม่น้องไอแอล,ซึมเศร้าหลังคลอด
เปิดอ่าน 114 ครั้ง

ซึมเศร้า​หลังคลอด ​ต้นเหตุแม่ฆ่าลูก​ คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

กระแสสังคมยังคงติดตามกรณี “แม่น้องไอแอล” ที่นำศพลูกไปซ่อนในตู้แล้วแจ้งความตำรวจให้ตามหา แม้ภายหลังจะรับสารภาพว่าลูกสำลักนมและเสียชีวิต แต่โลกโซเชียลมีเดียยังคงวิวิพากษ์วิจารณ์ถึงปมสาเหตุจากภาวะ “ซึมเศร้าหลังคลอด” ซึ่งเป็นอาการที่หญิงหลังคลอดต้องเฝ้าระวัง เพราะเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้แม่แท้ๆ ตัดสินใจชั่ววูบได้

เกี่ยวกับประเด็นนี้ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต อธิบายถึงกรณี “แม่ฆ่าลูก” ในภาพรวมว่า หญิงตั้งครรภ์เสี่ยงจะมีอาการซึมเศร้าหลังคลอด ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วทั้งโลกจะเกิดขึ้น 15% ของหญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด ส่วนประเทศไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย ข้อมูลล่าสุดเมื่อปีที่แล้วมีหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอดประมาณ 19% สาเหตุมาจากภาวะร่างกายตึงเครียด ซึ่งการตั้งครรภ์นับว่าสร้างความเครียดและความเจ็บปวดให้แก่ร่างกายรองจากการถูกไฟคลอก อีกทั้งระดับฮอร์โมนในร่างกายที่ถูกดึงลงไปอยู่กับทารก ทำให้เกิดสภาวะปั่นป่วน จนเกิดเป็นอาการซึมเศร้าได้ โดยหญิงหลังคลอดอาจมีอาการภาวะซึมเศร้าอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน

ตัวอย่างเช่นหญิงหลังคลอดบางราย เมื่อคลอดลูกออกมาก็จะไม่อยากเลี้ยงลูก รู้สึกเบื่อหน่าย และเหนื่อย ซึ่งจากอาการนี้เองทำให้มีหญิงบางคนตัดสินใจฆ่าลูกตัวเอง แล้วมานั่งเสียใจภายหลัง เพราะตอนนั้นตัดสินใจไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบจากภาวะซึมเศร้าหลังคลอด อย่างไรก็ตามสำหรับหญิงหลังคลอด หรือแม่ลูกอ่อน ครอบครัวควรช่วยเลี้ยงดูทารกอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้เป็นภาระของแม่คนเดียว เพราะจะเกิดความเครียดซ้ำซ้อน จากที่เครียดอยู่แล้วหลังคลอด และก่อนการตั้งครรภ์ควรมีการวางแผนครอบครัวอย่างเข้มงวด เพราะจะช่วยลดความเสี่ยง และระดับความรุนแรงของภาวะซึมเศร้าหลังคลอดได้

นพ.เกียรติภูมิ บอกว่า โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จะมีแบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ซึ่งจะติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญที่สุด หากตรวจพบอาการซึมเศร้าหลังคลอดได้เร็วก็จะช่วยกันดูแลและรักษาป้องกันความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที

ขณะที่ นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้กล่าวถึงกรณีแม่น้องไอแอลที่กำลังถูกสังคมประณามว่าเป็น “แม่ใจยักษ์” ว่า สังคมต้องเข้าใจและไม่ผูกความคาดหวังให้ผู้หญิงที่เป็นแม่ต้องแบกรับภาระที่หนักเกินไป ปัจจุบันสังคมไทย ชายเป็นใหญ่ ทำให้ผู้หญิงไม่มีทางเลือก จากแนวคิดดังกล่าวทำให้แม่น้องไอแอลได้รับผลกระทบคือ 1.ต้องแบกรับความเครียดเพียงคนเดียว 2.ต้องติดคุก และ 3.ถูกสังคมประณาม ถือว่าไม่เป็นธรรมกับผู้หญิงคนหนึ่ง

“กรณีนี้เป็นกรณีพิเศษ ต่างจากเคสที่มูลนิธิเคยเจอมา เนื่องจากพ่อแม่ไม่ได้หย่าร้างกัน เพียงแต่สามีไปทำงานที่กรุงเทพฯ ปล่อยให้ผู้หญิงคลอดลูกที่บ้านเกิด และเลี้ยงดูลูกกับผู้สูงอายุที่บ้าน ซึ่งสังคมมักคาดหวังว่าคนเป็นแม่ต้องดูแลรับผิดชอบลูก เพราะผู้หญิงต้องทำงานบ้าน เลี้ยงลูก ส่วนเพศชายไปทำงานนอกบ้าน หาเงิน มีความเป็นผู้นำ และคนเป็นแม่จะต้องเลี้ยงดูลูกให้ดี แต่ในความเป็นจริงครอบครัวไทยไม่ใช่ครอบครัวที่สมบูรณ์ มีผู้หญิงตั้งท้องจำนวนมากต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว” นายจะเด็จ อธิบาย

จากแนวคิดหลักของสังคมเช่นนี้ ทำให้มีแนวโน้มว่า แม่ลูกอ่อนหรือหญิงหลังคลอดจะทำร้ายลูกตัวเองเพิ่มมากขึ้น ดังที่ปรากฏให้เห็นเป็นข่าวในสื่อต่างๆ ฉะนั้นสังคมควรจะเข้าใจบทบาทของความเป็นแม่ และไม่ควรยัดยัดเยียดภาระให้ โดยผู้ชายและคนในครอบครัว ควรมีส่วนร่วมในการดูแลชีวิตใหม่ที่เกิดมา..!!

หลังน้ำลดปีนี้ขอให้มีข้าวกินเสียงสะท้อนชาวนาลุ่มน้ำชี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391719?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หลังน้ำลดปีนี้ขอให้มีข้าวกินเสียงสะท้อนชาวนาลุ่มน้ำชี

4 ตุลาคม 2562 – 09:40 น.
ต้นข้าว,น้ำท่วม,ชาวนา,นาปรัง,ลุ่มน้ำชี
เปิดอ่าน 203 ครั้ง

เสียงสะท้อนชาวนาลุ่มน้ำชีหลังน้ำลดปีนี้ขอให้มีข้าวกิน

เมื่อนาข้าวซึ่งเป็นความหวังของชาวบ้านลุ่มน้ำชีถูกน้ำท่วม ต้นข้าวเน่าตายเสียหายเกือบทั้งหมด เท่ากับว่า นาปี รอบนี้สูญเปล่า

สถานการณ์น้ำท่วม 2 ฝั่งแม่น้ำชีตอนกลางถึงตอนล่างของจังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดยโสธร เป็นปัญหาต่อเนื่องมามากกว่า 10 ปี ตั้งแต่มีการสร้าง เขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร-พนมไพร และ เขื่อนธาตุน้อย

ด้วยเหตุจากสภาพพื้นที่เป็นแอ่งกระทะหรือที่ลุ่มน้ำท่วมถึงช่วงฤดูน้ำหลาก จากอดีตที่เคยท่วมเพียง 10–15 วัน ต้นข้าวจึงไม่เสียหาย ชาวบ้านเรียกว่า “น้ำสระหัวข้าว” แต่ภายหลังการสร้างเขื่อนก็เกิดปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ทำการเกษตรนาน 1-3 เดือน ข้าวต้องจมอยู่ใต้น้ำเน่าเสียหายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ปัญหาน้ำท่วมขังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชนสองฝั่งลุ่มน้ำชี โดยเฉพาะ 1.ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ทำกินและชุมชน เนื่องจากการสร้างเขื่อนเป็นอุปสรรคต่อการไหลเวียนของน้ำ เกิดน้ำท่วมขัง เดิมน้ำท่วมในฤดูน้ำหลากขึ้นช้าลงเร็ว ท่วมนานที่สุดไม่เกิน 10-15 วัน ไม่ทำให้ข้าวเสียหาย แต่จะเป็นตัวเร่งให้ข้าวเจริญเติบโตเพราะมีสารอาหารพัดพามากับน้ำและตกตะกอนในที่นาหลังน้ำลด

แต่ปัจจุบันน้ำท่วมขังนานกว่า 1–3 เดือน ทำให้ต้นข้าวเน่าเสียหาย รวมถึงชาวบ้านต้องสูญเสียพื้นที่ทำกินจากการที่ถูกน้ำท่วม นั่นย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการดำรงวิถีชีวิต

2.วิถีการเกษตรเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่ชาวบ้านในพื้นที่สองฝั่งลุ่มน้ำชีมีวิถีการทำนาปีหรือนาทามเป็นหลัก หลังจากพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมนาข้าวเสียหาย ชาวบ้านลุ่มน้ำชีจึงต้องเริ่มดิ้นรนในการทำนาปรัง หาซื้อพันธุ์ข้าวปลูก เพื่อมาปลูกทดแทนนาปีที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม และเป็นการทำนาปรังที่มีการลงทุนสูงกว่านาปี

3.ปัญหาหนี้สิน เมื่อพืชผลทางการเกษตรอย่างเช่นข้าวเสียหายจากน้ำท่วมชาวบ้านจึงไม่มีรายได้ในการดำรงชีวิต และภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นทำให้ชาวนาต้องขาดทุนและก่อปัญหาหนี้สินในที่สุด เมื่อไม่มีเงินใช้หนี้ก็ต้องหาหยิบยืม หรือกู้เงินจากแหล่งเงินทั้งในระบบและนอกระบบเพื่อเป็นทุนมาเตรียมทำนาปรัง
สังวาลย์ วงษ์จันแดง อายุ 60 ปี ชาวบ้านอีโก่ม ต.เทอดไทย อ.ทุ่งเขาหลวง จ.ร้อยเอ็ด มีที่นา 5 แปลง เนื้อที่รวมกัน 40 ไร่ มีทั้งอยู่ในพนังกั้นน้ำชีและนอกพนังกั้นน้ำชีถูกน้ำท่วมเสียหายหมด เงินลงทุนกับนาปีประมาณ 50,000 กว่าบาท ทั้งค่าพันธุ์ข้าว ค่าไถนา ค่าพรวนดิน ค่าปุ๋ยบำรุงดิน ค่าหว่านข้าว และค่าแรงสูญเปล่าไปกับน้ำท่วม

แต่ถึงกระนั้น สังวาลย์ เป็นชาวนาแม้นาปีถูกน้ำท่วมเสียหายก็จำต้องดิ้นรนทำ นาปรัง ทดแทน แต่ปัญหาคือเงินลงทุนต้องหายืมบางส่วน ขณะที่พันธุ์ข้าวนาปรัง หรือปุ๋ยบำรุงต้นข้าวก็ต้องซื้อเชื่อไว้ก่อน หลังจากเก็บข้าวนาปรังเสร็จถึงจะนำเงินมาหักลบกลบหนี้ได้

สังวาลย์บอกว่า  ถึงแม้ปีนี้คาดว่าจะมีโอกาสได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลไร่ละ 1,113 บาท ไม่เกิน 30 ไร่ รวมกับเงินช่วยเหลือสำหรับผู้ลงทะเบียนปลูกข้าวนาปีไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ และเงินจากการซื้อประกันภัยข้าวนาปีจาก ธ.ก.ส. 1,260 บาทต่อไร่ ในกรณีเกิดภัยพิบัติธรรมชาติ แต่ก็ถือว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนและค่าเสียโอกาสที่ควรจะได้เก็บเกี่ยวข้าวนาปี เพราะเงินที่จะมาบางส่วนต้องนำไปใช้หนี้ ค่าปุ๋ยนาปี และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก โดยเฉพาะต้องนำไป ซื้อข้าวกิน 

“สิ่งที่เราต้องทำต่อก็คือการทำนาปรังเพื่อทดแทนนาปี ตอนนี้เราต้องคิดถึงทุนที่จะนำมาทำนาปรังทั้งหมด 40 ไร่ เพราะเราพอมีคลองน้ำผ่านพื้นที่นา โดยจะต้องเตรียมหาซื้อพันธุ์ข้าว 80 กระสอบ ปีนี้คาดว่าจะต้องติดหนี้พ่อค้าไว้ก่อนเพราะพันธุ์ข้าวนาปรังเราไปปลูกในช่วงนาปีประมาณ 2 ไร่ แล้วก็จะเก็บเกี่ยวก่อนนาปีแล้วเรานำมาตากแดดและเก็บไว้อีกประมาณ 2 เดือนก็จะนำมาปลูกเพราะจะทำให้ต้นข้าวแข็งแรงไม่ค่อยมีเมล็ดที่เสีย แต่ปีนี้น้ำท่วมพันธุ์ข้าวเสียหายหมดจะต้องซื้อพันธุ์ข้าวทั้งหมด โดยปกติแล้วนาปรังจะลงทุนสูงกว่านาปีเสี่ยงต่อราคาข้าวที่ไม่แน่นอนในบางปี ถ้าได้ขายข้าวนาปรังก็จะใช้หนี้ไปก่อนส่วนที่เหลือก็จะเก็บไว้เป็นทุนทำนาปีต่อไป” สังวาลย์ บอก

เช่นเดียวกับ นิมิต หาระพันธุ์ ชาวนาวัย 57 ปี แห่งบ้านบ้านบุ่งหวาย ต.สงเปือย อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร เล่าว่า มีที่นาทั้งหมด 15 ไร่ ช่วงพายุเข้ามาทำให้พื้นที่นาทาม 8 ไร่เสียหายหมด ยังดีที่เหลือนาโคก 7 ไร่ คงพอได้เก็บเกี่ยวและขายบางส่วน

นิมิต บอกว่า เสียดายข้าวน่าทามมาก เพราะต้นข้าวสวยมาก ตอนแรกไม่คิดว่าจะถูกน้ำท่วมจึงได้จัดการทำเป็นที่นาเลี้ยงปลาโดยเข้าร่วมกับโครงการประมงจังหวัดเพื่อปรับที่นา 2 ไร่เลี้ยงปลาในนา เป็นการยกคันนาขึ้นสูง และตามคันนาก็ปลูกกล้วย มะละกอ ฟักทอง พริก แต่ถูกน้ำท่วมเสียหายทั้งหมด

“ถ้ามองถึงการได้รับการช่วยเหลือจากรัฐก็คงไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เพราะเราต้องมาเริ่มลงทุนกันใหม่อีกและการลงทุนในทุกๆ ครั้งจะต้องใช้เงิน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญ ดีอย่างหนึ่งที่ผมมีที่นาที่เสียหายน้อย การลงทุนก็เลยน้อย เห็นใจชาวบ้านบางคนที่มีที่นาเยอะ การลงทุนและความเสียหายก็ต้องมากไปด้วย ปีนี้ยังไงก็จะทำนาปรังเพียง 5 ไร่ ส่วนพันธุ์ข้าวนั้นเป็นพันธุ์ข้าวที่เก็บไว้เมื่อปีที่แล้วจึงเป็นต้นทุนสำคัญของชาวนา จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการปลูก ปลูกผัก และเลี้ยงปลาเพื่อทดแทนหลังน้ำท่วม” นิมิต บอก

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้กระทบต่อโครงสร้างของชุมชนโดยตรง เมื่อโครงสร้างของชุมชนถูกทำลาย การล่มสลายจึงเกิดขึ้นต่อชุมชนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิตและวัฒนธรรม ซึ่งตัวชี้วัดความเปลี่ยนแปลงที่เห็นเป็นรูปธรรมและง่ายต่อความเข้าใจ คือ สภาวะน้ำท่วมที่ผิดแผกไปจากอดีต

ภาวะน้ำท่วมอันเนื่องมาจากโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของรัฐแตกต่างจากการท่วมที่เป็นไปตามกลไกธรรมชาติอย่างในอดีตโดยสิ้นเชิง น้ำหลากที่เกิดจากธรรมชาติชาวลุ่มน้ำสามารถปรับตัวให้สอดคล้องอยู่ได้ สามารถคาดคะเนหรือคาดการณ์การมาของน้ำจนถึงขั้น “จับชีพจรน้ำ” ได้ แต่ภาวะน้ำท่วมอันเป็นผลมาจากโครงการพัฒนาของรัฐเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ชาวบ้านมิอาจปรับตัวให้กลมกลืนหรือยังชีพอย่างปกติสุขได้

ปีนี้ถึงแม้ที่นาจะถูกน้ำท่วมต้นข้าวเสียหายแต่ชาวนาลุ่มน้ำชีก็ยังยืนหยัดที่จะเดินหน้าทำนาปรังทดแทน และปลูกพืชที่สอดคล้องกับพื้นที่ต่อไป ในขณะที่การแก้ไขปัญหาของภาครัฐนั้น ชาวบ้านสะท้อนว่าหากมองในแง่การลงทุนย่อมไม่คุ้มค่าแน่นอน ชาวบ้านต้องสูญเสียโอกาสในการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีซ้ำแล้วซ้ำเล่า อันเนื่องมาจากการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด

ชาวบ้านบอกว่าถ้าเกิดน้ำท่วมอีกอยากเสนอให้รัฐกลับไปทบทวน โครงสร้างการพัฒนาแหล่งน้ำ เช่น เขื่อน และการบริหารจัดการน้ำที่ไม่เป็นระบบ เพราะเป็นปัญหาต้นเหตุ รัฐควรพักชำระหนี้ ธ.ก.ส. ทั้งต้นและดอกเบี้ย สนับสนุนพันธุ์ข้าวปลูกนาปีและนาปรังอย่างน้อยครัวเรือนไร่ละ 20 กระสอบ และสุดท้ายรัฐควรจ่ายค่าสูญเสียโอกาสตามความเป็นจริงไม่ควรกำหนดจำนวนไร่

พีเอ็ม 2.5 ฝุ่นพิษอันตราย ต้องดูแลตัวเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391717?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พีเอ็ม 2.5 ฝุ่นพิษอันตราย ต้องดูแลตัวเอง

4 ตุลาคม 2562 – 08:46 น.
พีเอ็ม 25,ฝุ่นพิษ,ฝุ่นพิษพีเอ็ม 25,ธนาคารออมสิน,ประกันสังคม,ผู้ประกันตน,มลพิษอากาศสูง
เปิดอ่าน 288 ครั้ง

พีเอ็ม 2.5 ฝุ่นพิษอันตราย ต้องดูแลตัวเอง คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

  ‘ดับเครื่องชน’ เฝ้าติดตามข่าวเรื่องฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ซึ่งมีอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของร่างกายมากและเวลานี้ผู้คนหันมาสนใจเรื่องรอบๆตัวเรา

วันก่อนขับรถกลับจากเมืองชลโดยใช้ทางด่วนยกระดับมาบางนาตอนบ่ายๆ ก็เห็นว่ากรุงเทพมหานครของเราเป็นเมืองใหญ่มากๆ มีตึก อาคาร บ้านเรือนสูงเสียดฟ้ามากมายเหมือนฉากหนัง

แต่เวลานี้ทัศนียภาพหรือวิวไม่ค่อยแจ่มใสเหมือนที่ผ่านมาทั้งๆ ที่เข้าปลายฝนต้นหนาวแล้ว ท้องฟ้าน่าจะแจ่มใสแต่นี่กลับดูมัวซัว ขมุกขมัวอย่างไรก็ไม่รู้

จะไม่ขอพูดถึงเรื่องวิชาการหรือศัพท์แสลงอะไรให้มากความแต่สรุปได้ว่า ฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ที่เราจะต้องดูแลป้องกันตัวเองจะทำได้อย่างไร

กรณีนี้แพทย์คนหนึ่งจาก รพ.จุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทยได้ส่งข้อความทางไลน์มาให้เกี่ยวกับการดูแลตัวเอง ซึ่งขอเป็นสื่อกลางนำมาเรียนให้ทราบ เพราะฝุ่นพิษนี้กว่าจะเข้าสู่สภาพปกติต้องใช้เวลาพอสมควร

การป้องกันประการแรกต้องใส่หน้ากากประเภทที่สามารถกรองฝุ่นละอองเล็กกว่า 0.3 ไมครอนได้ เช่น N95 ที่ได้มาตรฐานและหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในบริเวณที่ค่ามลพิษอากาศสูง

งดออกกำลังกายนอกอาคาร เช่น สวนสาธารณะชั่วคราว ให้เปลี่ยนมาออกกำลังกายในตัวอาคารแทน และให้ปิดหน้าต่างป้องกันฝุ่นพิษเข้ามา

ช่วยกันงดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ เช่น การจุดเทียนในและนอกอาคาร ใช้รถปล่อยควันดำและขอเตือนให้ระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับผู้เป็นโรคระบบทางเดินหายใจและกลุ่มผู้สูงอายุและเด็กๆ

นี่คือวิธีการดูแลตัวเองและน่าตกใจว่า กทม.ของเรามีอากาศสกปรกที่สุดและเวลานี้มีการก่อสร้างตึก-โรงงาน ซึ่งเป็นเหตุสำคัญเรื่องฝุ่นพิษเพิ่มขึ้นมาด้วย

นายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ได้ประชุม ครม.ให้รับมือเรื่องปัญหาฝุ่นพิษและพยายามลดให้ได้ เป็นนายกรัฐมนตรีประเทศไทยนี่ต้องขยันทุกเรื่อง ทั้งภัยแล้ง-น้ำท่วม ซึ่งดีขึ้นแล้วต้องมาเจอฝุ่นพิษ

เหนื่อยขนาดนี้แล้วยังอยากเป็นนายกรัฐมนตรี!
อ๊อด เทอร์โบ

‘ออมสิน’ ธนาคารของคนจน
เป็นแค่นโยบายหรือของจริง

ผมเป็นคนขี่มอเตอร์ไซค์วิน หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างอยู่กทม.แถวตลาดประชาชื่นครับ รู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้รู้ข่าวว่าธนาคารออมสินให้ผู้มีรายได้น้อยซึ่งไม่ทราบว่าเป็นแค่นโยบายหรือเป็นความจริง โดยสรุปว่าให้กู้ได้ 50,000 บาท

เงินนี้อาจจะดูน้อยนิดสำหรับนายทุนหรือคนมีเงิน แต่สำหรับพวกผมแล้วเยอะมากเพราะนี่คือการต่อชีวิตเอาไปซื้อมอเตอร์ไซค์หรือวางเงินดาวน์ได้

กติกาบางข้ออาจจะดูบีบบังคับไป เช่น ต้องเป็นผู้มีรายได้น้อยที่ประกอบอาชีพค้าขายหรือให้บริการ เช่น พ่อค้า แม่ค้า หาบเร่ แผงลอย ผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง ผู้ให้บริการขนย้ายสินค้าในตลาด โดยกู้ไปเพื่อเป็นค่าเช่าแผงค้า เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพค้าขายหรือให้บริการ โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะช่วยดูแลการค้ำประกันผู้กู้ ซึ่งจะพิจารณาประวัติผู้กู้ไม่มีหนี้ค้างชำระ หรือมีประวัติเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็มพีแอล) แต่ปัจจุบันมีสถานะชำระหนี้ปกติ ก็สามารถยื่นกู้สินเชื่อหาบเร่ แผงลอย

ผมนำข้อความนี้มาเพื่อว่าอยากให้ทางออมสินช่วยทำอะไรให้ง่ายๆหน่อย เพราะกฎบังคับมากเกินไป-ปวดหัวจริงๆ
บุญมาก (ประชาชื่น)

เรียนคุณ ‘บุญมาก’ ประชาชื่น
ผมใช้บริการมอเตอร์ไซค์วินอยู่เป็นประจำและทราบข่าวนี้มาเช่นกัน ซึ่งคุณ ‘ชาติชาย พยุหนาวีชัย’ ผู้อำนายการธนาคารออมสินได้บอกข่าวนี้มา ซึ่งก็ต้องมีข้อระเบียบตามธรรมเนียมแต่ยังดีที่คนหาเช้ากินค่ำไม่หมดโอกาสในชีวิตเสียเลย

รายละเอียดต่างๆ ลองติดต่อธนาคารออมสินดูนะครับ เพราะโครงการสินเชื่อนี้บรรดาพนักงานออมสินคงได้รับนโยบายอยู่แล้ว

อยากจะเรียกว่าออมสินเป็นธนาคารของคนจนก็คงถูกต้องเพราะมองเห็นความเดือดร้อนจริงๆ
อ๊อด เทอร์โบ

ผู้ประกันตนว่างงานจากอุทกภัย
ประกันสังคมแจงรับสิทธิ์ว่างงานเหตุสุดวิสัยทันที

สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน แจ้งว่าจากสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ใน จ.อุบลราชธานี ซึ่งส่งผลให้สถานประกอบการหลายแห่งได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากจนอาจไม่สามารถประกอบกิจการได้ชั่วคราว

ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบไม่สามารถทำงานได้จากเหตุสุดวิสัยดังกล่าวไม่ต้องกังวล สำนักงานประกันสังคมได้กำหนดกฎกระทรวงแรงงานกรณีเหตุสุดวิสัยไว้ช่วยเหลือผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบ สามารถขอรับสิทธิประโยชน์ในกรณีว่างงาน โดยจะได้รับเงินทดแทนในกรณีว่างงานในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่ผู้ประกันตนไม่ได้ทำงานหรือนายจ้างไม่ให้ทำงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ

ทั้งนี้ไม่เกิน 180 วัน ผู้ที่ประสบอุทกภัยหรือผู้ประกันตนสามารถขอแบบคำรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (สปส.2-01/7) พร้อมหนังสือรับรองการขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานสำนักงานประกันสังคมพื้นที่/สาขา/จังหวัดทั่วประเทศ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนประกันสังคม โทร.1506 เจ้าหน้าที่ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง
ประกันสังคม

โปรดทราบ เขมร ไม่ใช่สวรรค์ แดงลี้ภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391713?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โปรดทราบ เขมร ไม่ใช่สวรรค์ แดงลี้ภัย

4 ตุลาคม 2562 – 08:16 น.
อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง,จักรภพ เพ็ญแข,สมเด็จฮุน เซน,เขมร,องค์กรเสรีไทย
เปิดอ่าน 1,198 ครั้ง

โปรดทราบ เขมร ไม่ใช่สวรรค์ แดงลี้ภัย คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

พลันที่ “ระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง” เข้ามอบตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังเบี้ยวนัดฟังคำพิพากษาคดียื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จต่อ ป.ป.ช. เมื่อสัปดาห์ก่อน ก็มีความชัดเจนว่า “อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง” คงจะเดินทางมาฟังคำพิพากษาคดีล้มการประชุมอาเซียน ในวันที่ 31 ตุลาคม 2562 พร้อมเพื่อนแกนนำ นปช.อีก 6-7 คน

ถ้ายังจำกันได้ หลังการสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ เดือนพฤษภาคม 2553 “กี้ร์ อริสมันต์” และเพื่อนพ้องสายแดงฮาร์ดคอร์ ได้หลบหนีเข้ากัมพูชา โดยการประสานงามของ สำเริง ประจำเรือ อดีตประธาน นปช.จันทบุรี

ปลายปี 2553 เว็บไซต์ไทยอีนิวส์ ได้นำเสนอภาพข่าว “เดอะกี้ร์” พร้อมมิตรสหาย เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก ซึ่งในภาพนั้น ด้านหลังอริสมันต์ มีภาพใหญ่ติดฝาบ้าน อันเป็นภาพผู้หญิงสองคน และคนหนึ่งนั้นเป็น “ท่านผู้หญิง” น้องสาวผู้ทรงอำนาจสูงสุดในกัมพูชา ทำให้คนเสื้อแดงลือกันว่า อริสมันต์พำนักอยู่ในคฤหาสน์ของตระกูลที่ใหญ่ที่สุดในเขมร แถววงเวียนเอกราช ใจกลางกรุงพนมเปญ

ปี 2554 อริสมันต์ยังเป็นผู้ประสานงานจัดเกมลูกหนังเชื่อมสัมพันธ์ ระหว่างทีมแกนนำ นปช. กับทีมวีไอพีกัมพูชา นำโดยสมเด็จฮุน เซน และสมเด็จเฮง สัมริน โดยครั้งนั้น ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แถลงว่า เมื่อมีรัฐบาลที่มาอย่างถูกต้องชอบธรรมแล้ว ก็ควรมีส่วนร่วมในการช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย

สำหรับสถานการณ์ในกัมพูชา พ.ศ.นี้ เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา มีความสนิทแนบแน่นกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย จึงไม่ยินยอมให้ “แดงลี้ภัย” ใช้กัมพูชาเป็นฐานโจมตีรัฐบาลประยุทธ์

“จักรภพ เพ็ญแข” จึงเร้นกายหายไปในแวดวงธุรกิจสื่อเขมร อีกด้านหนึ่ง องค์กรเสรีไทยก็ล่มสลาย เพราะ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” ถอดใจ หมดเงินไปเยอะ แต่ไม่มีความคืบหน้า แถมลูกน้องใน สปป.ลาว ถูกอุ้มฆ่า และที่เหลือก็หนีตายไปอยู่ฝรั่งเศส

เดิมที จารุพงศ์ ประชุมขยายวงแดงลี้ภัยที่พนมเปญ ตั้งองค์กรเสรีไทย แบ่งงานกันทำ โดยตัวเขากับลูกชายจะไปปักหลักที่สหรัฐ สุรชัย แซ่ด่าน พาแดงส่วนใหญ่ไปอยู่เมืองลาว จักรภพอยู่เขมร คอยประสานงาน

5 ปีผ่านไป องค์กรเสรีไทยก็หมดแรง หดหู่หัวใจที่ประชาชนไทยไม่ลุกขึ้นมาโค่นเผด็จการตามที่พวกเขาป่าวประกาศผ่านช่องยูทูบ จากลาว เขมร เยอรมนี และสหรัฐ

ระยะหลัง แกนนำองค์กรเสรีไทย ออกอาการผิดหวังกับผู้นำกัมพูชา และลาว ซึ่งไม่อำนวยความสะดวกให้พวกแดงลี้ภัยเหมือนปี 2554 มิหนำซ้ำยังปล่อยให้ถูกอุ้มฆ่า ราวผักปลา

อีกเหตุปัจจัยหนึ่ง ที่สมเด็จฮุน เซน ไม่หนุนแดงลี้ภัยเหมือนในอดีต สืบเนื่องจากคู่อริทางการเมือง “สม รังสี” อดีตผู้นำฝ่ายค้าน เลียบแบบทักษิณ ชินวัตร ประกาศจะกลับมา “กราบแผ่นดินกัมพูชา” ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นวันฉลองเอกราชของชาวกัมพูชา

หน่วยข่าวของเขมรสืบทราบว่า สม รังสี จะปลุกระดมมวลชนครั้งใหญ่ และอาจใช้แผนระดม “แรงงานเขมร” ในไทย เดินเท้าไปยังด่านพรมแดนคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อนำพาอดีต ส.ส. ของพรรคกู้ชาติกัมพูชา ที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐ กลับเข้ากัมพูชา

ชั่วโมงนี้ สมเด็จฮุน เซน ไม่ประมาทสม รังสี เพราะนักการเมืองเขมรคนนี้ มีสหภาพยุโรปหนุนหลัง แถมสหรัฐก็ให้ท้าย ฝ่ายกัมพูชาจึงพึ่งให้ไทยเป็นหูเป็นตา คอยติดตามความเคลื่อนไหวของ “อดีตสมาชิกพรรคกู้ชาติกัมพูชา” ที่หลบหนีอยู่ในไทยจำนวนหนึ่ง

ก่อนหน้านี้ “สม รังสี” ที่เดินสายอยู่ในสหรัฐ โฆษณาว่า ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในสหรัฐ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไทยนับล้านคน ให้คำมั่นสัญญาว่า จะเดินทางกลับมากราบแผ่นดินกัมพูชา พร้อมกับเขา

กลยุทธ์กราบแผ่นดิน ในวันฉลองเอกราช 9 พฤศจิกายนนี้ จะเป็นจริงหรือไม่? แรงงานเขมรในไทย พร้อมจะปกป้องสม รังสี หรือไม่? “สงครามกลางเมืองกัมพูชา” อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

สถานการณ์แหลมคมเช่นนี้ จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่สมเด็จฮุน เซน จะต้องรับเอาแดงลี้ภัยมาไว้ในอ้อมอก การแสวงหาความเป็นมิตรจากรัฐบาลไทยต่างหาก มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด