สัญญาซื้อขายวัสดุฯก่อสร้างของอบต.เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/391708?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สัญญาซื้อขายวัสดุฯก่อสร้างของอบต.เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่

4 ตุลาคม 2562 – 07:41 น.
สัญญาทางปกครอง,สัญญาทางปกครองโดยสภาพ,วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง,วัสดุก่อสร้าง
เปิดอ่าน 317 ครั้ง

สัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างของอบต.เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ คอลัมน์….  เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

ในเบื้องต้นแล้ว…เราจะเข้าใจความหมายของ “สัญญาทางปกครอง” ว่าหมายความรวมถึงสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐและมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันเป็นคำนิยามที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542

หากสังเกตคำนิยามข้างต้นจะพบว่า กฎหมายใช้คำว่า “หมายความรวมถึง” ซึ่งโดยทั่วไปแล้วในบทนิยามศัพท์อื่นๆ ของพระราชบัญญัติดังกล่าว หรือพระราชบัญญัติอื่นก็ตาม มักจะใช้คำว่า “หมายความว่า” ในการอธิบายความ เช่น “กฎ” หมายความว่า…”

คำนิยามของสัญญาทางปกครองดังกล่าวจึงเป็นเพียงการให้ความหมายอย่างกว้างของสัญญาทางปกครองเท่านั้น มิใช่การนิยามความหมายโดยเฉพาะเจาะจงเช่นเดียวกับคำนิยามอื่นๆ ดังนั้นเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวจึงมิได้จำกัดให้สัญญาทางปกครองมีเพียง 4 ประเภท ที่เรียกได้ว่าเป็น “สัญญาทางปกครองโดยผลของกฎหมาย” เท่านั้น หากแต่ยังมีสัญญาทางปกครองประเภทอื่นอีก ที่อาจกำหนดโดยกฎหมายเฉพาะเรื่อง หรือในกรณีที่องค์กรฝ่ายตุลาการ ไม่ว่าจะเป็นศาลหรือคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลก็ตาม เป็นผู้วินิจฉัยเนื้อหาสาระและองค์ประกอบของสัญญาแต่ละกรณีไปว่า ถือเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ ซึ่งกรณีนี้เรียกได้ว่าเป็น “สัญญาทางปกครองโดยสภาพ”

โดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ครั้งที่ 6/2544 วันที่ 10 ตุลาคม 2544 ได้อธิบายขยายความสัญญาทางปกครองดังกล่าวให้ชัดเจนขึ้น กล่าวคือ นอกจากนิยามตามกฎหมายข้างต้นแล้ว สัญญาทางปกครองยังหมายถึง “…สัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้เพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครอง หรือการดำเนินกิจการทางปกครองซึ่งก็คือการบริการสาธารณะบรรลุผล…”

นอกจากนั้น…คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ยังได้วินิจฉัยและอธิบายความเพิ่มเติมจากมติของที่ประชุมใหญ่ดังกล่าว ว่าสัญญาทางปกครองมีลักษณะเป็น “…สัญญาจัดหาหรือจัดให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญหรือจำเป็นเพื่อใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะให้บรรลุผล…” เช่น สัญญาว่าจ้างเพื่อจัดหาและติดตั้งเครื่องช่วยเดินอากาศ ILS ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับใช้ในการควบคุมการบินเวลาสภาพอากาศไม่ปกติ อันเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผู้รับจ้างจะต้องจัดหามาโดยเฉพาะสำหรับช่วยการเดินอากาศ ไม่สามารถจัดหาได้ทั่วไปในท้องตลาด ทั้งนี้เพื่อให้การจัดระบบการจราจรและการขนส่งทางอากาศดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย จึงเป็นการจัดทำบริการสาธารณะอย่างหนึ่ง ดังนั้นสัญญาว่าจ้างดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง (คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 9/2551)

วันนี้…นายปกครองมีตัวอย่างอุทาหรณ์จากคดีปกครองที่น่าสนใจในเรื่องดังกล่าวมานำเสนอ โดยเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง เช่น ทรายมูล หิน เหล็ก วัสดุต่างๆ ขององค์การบริหารส่วนตำบลกับร้านค้า โดยคดีนี้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ได้ทำสัญญาซื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างจากร้านค้าของนาย ก. หลายครั้ง เพื่อนำไปบำรุงรักษาและก่อสร้างสิ่งสาธารณูปโภค แต่ อบต.ดังกล่าวชำระเงินค่าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างไม่ครบถ้วน นาย ก. จึงยื่นฟ้อง อบต. ต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ชำระเงินค่าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่ค้างชำระให้แก่ตน

ประเด็นปัญหาที่ศาลปกครองพิจารณา ก็คือสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างระหว่าง อบต. กับ นาย ก. มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หรือไม่?

ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง เช่น ทราย หิน เหล็ก ที่ทำขึ้นระหว่าง นาย ก. กับ อบต. ถือเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นเพียงการซื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างทั่วไป ซึ่งไม่อาจถือได้ว่าวัสดุก่อสร้างดังกล่าวเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญและจำเป็นแก่การจัดทำบริการสาธารณะในด้านสาธารณูปโภค และไม่อาจถือได้ว่าเป็นสัญญาที่ให้ นาย ก. จัดทำบริการสาธารณะหรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค อีกทั้งไม่ปรากฏข้อกำหนดที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของ อบต. ที่มีอยู่เหนือ นาย ก. คู่สัญญา สัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 283/2561)

จึงอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า… สัญญาที่หน่วยงานของรัฐทำกับเอกชนไม่จำเป็นต้องเป็นสัญญาทางปกครองเสมอไป กรณีสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างทั่วๆ ไปของหน่วยงานของรัฐ ไม่ถือเป็นสัญญาจัดหาหรือจัดให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญในการจัดทำบริการสาธารณะ จึงมิใช่สัญญาทางปกครอง หากแต่เป็นสัญญาที่หน่วยงานของรัฐทำขึ้นกับเอกชนซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่ง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งนั่นเองครับ…

       (ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

แล้งหนัก…กรมชลฯหวังพายุร้อนช่วย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412177?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แล้งหนัก…กรมชลฯหวังพายุร้อนช่วย

23 มกราคม 2563 – 00:00 น.
นาปี,ปลูกข้าว,ลุ่มเจ้าพระยา,ข้าว,กรมชลประทาน,น้ำ,ภัยแล้ง,ข่าววันนี้,เฉลิมชัย ศรีอ่อน
เปิดอ่าน 200 ครั้ง

ทุ่งลุ่มต่ำเจ้าพระยา -ทุ่งบางระกำ สำรองน้ำไว้กินใช้อีก 3เดือน หวังพายุฤดูร้อนช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย.ช่วยภัยแล้ง กรมชลฯยังเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง 24-26 ม.ค.นี้

23 มกราคม 2563 ทุ่งลุ่มต่ำเจ้าพระยา -ทุ่งบางระกำ  สำรองน้ำไว้กินใช้อีก 3เดือน หวังพายุฤดูร้อนช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย.ช่วยภัยแล้ง กรมชลฯยังเฝ้าระวังน้ำทะเลหนุนสูง 24-26 ม.ค.นี้ 

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่านายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯให้นโยบายระดมความช่วยเหลือเต็มความสามารถทุกหน่วยงานในการเข้าถึงแก้ไขบรรเทาปัญหาประชาชนประสบสถานการณ์ภัยแล้ง ซึ่งสถานการณ์น้ำปีนี้มีน้อยกว่าปีที่แล้วกว่า 7 พันล้าน ลบ.ม.

โดยเราสามารถบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งนี้เข้าสู่เดือนที่ 3 มีการใช้น้ำทั่วประเทศไปแล้ว 43% ได้ใช้น้ำไปแล้ว 7 พันล้านลบ.ม.จากน้ำต้นทุนที่จัดสรรไว้ช่วงหน้าแล้งตั้งแต่ 1พ.ย.62-30 เม.ย.63 ในส่วน22จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการใช้น้ำแล้ว51% จาก 4 เขื่อนหลัก(ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อย ป่าสัก) ซึ่งยืนยันว่าสำหรับน้ำดิบป้อนการประปานครหลวง มีเพียงพอแน่นอนให้กับประชาชน กรุงเทพฯและปริมณฑล กว่า10ล้านคน ที่เป็นความทุ่มเทและตั้งใจของกระทรวงเกษตรฯ

นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ทรงวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน กรมชลประทาน กล่าวว่าการจัดสรรน้ำทั่วประเทศ เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ซึ่งจะสิ้นสุดฤดูแล้ง 30 เม.ย. 63 และได้วางแผนสำรองน้ำไว้ อุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศ จนถึงเดือนก.ค.63 เผื่อกรณีเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าปริมาณฝนปีนี้ มาช้าและตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ล่าสุด ปริมาณน้ำใช้การได้ทั่วประเทศ มีประมาณ 2.3หมื่นล้านลบ.ม. หรือ45% ได้ใช้มาจากเดือน พ.ย.62  ซึ่งยังไม่เกินแผน โดยดูภาพรวมทั้งประเทศ จะมีน้ำสำรอง ไว้ใช้จนถึงเดือนก.ค.อีก1.1หมื่นล้านลบ.ม. ขณะนี้ระบายไปแล้ว 7 พันล้านลบ.ม.

ส่วนสถานการณ์พายุ ที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อน นายสัญญา กล่าวว่าอาจมีพายุฤดูร้อน เข้ามาช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.ได้ฝนมาช่วยคลี่คลาย สถานการณ์ภัยแล้ง ส่วนพายุจร ยังค่อนข้างไกล ทั้งนี้ตามปกติ จะมีพายุเข้ามาทุกปี ส่วนฝนตกล่าช้า ต่ำกว่าเกณฑ์ อาจกระทบพื้นที่นาปรังกว่า 1.71ล้านไร่ ที่เกษตรกร ทราบดีถึงสถานการณ์น้ำ ว่าจะต้องช่วยเหลือตัวเอง และปัญหาระหว่างรายทางมีการสูบ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด กองทัพภาค ลงพื้นที่ทุกจุด ขอความร่วมมืองดสูบน้ำ และพื้นที่เก็บเกี่ยวไปแล้ว อย่าปลูกต่อเนื่อง ซึ่งวิกฤติภัยแล้งปีนี้ยังเป็นอันดับ2 เทียบจากปริมาณฝนตกต่ำจากเกิดวิกฤติแล้งที่สุดของประเทศไทยปี22 ในรอบ60ปี

“เฝ้าระวังวันที่24-26 ม.ค.น้ำทะเลหนุนสูงอีกรอบ ที่ผ่านมาดึงน้ำแม่กลอง ไปแล้ว มาเสริมผลักดันน้ำเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา 300ล้านลบ.ม. เหลืออีก 500ล้านลบ.ม. ซึ่ง รมว.เกษตรฯได้ให้นโยบายไปแล้วว่าสามารถดึงน้ำแม่กลอง มาเพิ่มได้อีกเพราะมีการ วิเคราะห์แล้วว่าถ้าดึงมาได้ไม่มีผลกระทบกับประชาชน เกษตรกร ลุ่มน้ำแม่กลอง”นายสัญญา กล่าว

นายสัญญา กล่าวว่าจะประชุมกับทุกหน่วยงานภายในเดือนก.พ.นี้ หารือในเรื่องแผนการปลูกข้าวนาปี เนื่องจากปริมาณฝนตกต่ำกว่า ค่าเฉลี่ย ในเดือนพ.ค.- มิ.ย. ประมาณ 5% ส่วนการเพาะปลูกข้าวนาปี ลุ่มเจ้าพระยา อาจเริ่มตามฤดูกาลเดือนระหว่างเดือน พ.ค. -มิ.ย.เช่นกัน ทั้งนี้พื้นที่22จังหวัดเจ้าพระยา ต้องสำรองน้ำไว้ใช้อีก3เดือน ให้ถึงเดือน กรกฎาคม 2563

แม่น้ำชีอาการหนักลดลงต่อเนื่อง 3 เขื่อนน่าห่วง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411968?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แม่น้ำชีอาการหนักลดลงต่อเนื่อง 3 เขื่อนน่าห่วง

22 มกราคม 2563 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,น้ำลด,เขื่อน,น้ำแล้ง,ภัยแล้ง,ขาดแคลนน้ำ,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 112 ครั้ง

แม่น้ำชีอาการหนักลดลงต่อเนื่อง 3 เขื่อนน่าห่วง ตั้งวอร์รูมแก้ภัยแล้ง 5 จังหวัดอีสาน ระดมเครื่องจักรเตรียมช่วยเหลือ

22 มกราคม 2563 กรมชลฯ ตั้งศูนย์แก้ไขและบรรเทาผลกระทบปัญหาภัยแล้ง 5 จังหวัดในภาคอีสานตอนกลางเนื่องจากปีที่ผ่านมาฝนตกน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ย น้ำต้นทุนน้อย ด้านผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 จัดส่งเครื่องจักร-เครื่องมือ เตรียมพร้อมกำลังเจ้าหน้าที่บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน 

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งการให้จัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาผลกระทบปัญหาภัยแล้ง ปี 2562/63” ขึ้นเพื่อหาแนวทางการดำเนินงานแก้ไขวิกฤตภัยแล้งและบูรณาการให้ความช่วยเหลือประชาชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมอบหมายให้สำนักงานชลประทานในพื้นที่ที่มีน้ำต้นทุนน้อยตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาผลกระทบปัญหาภัยแล้งในพื้นที่รับผิดชอบเพื่อเป็นศูนย์ประสานการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวัง ติดตาม ประเมินวิเคราะห์แนวโน้มของสถานการณ์น้ำ

รวมทั้งแจ้งเตือนภัยให้แก่ประชาชน รวมไปถึงการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ และแนวทางลดผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งได้อย่างรวดเร็ว โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นจัดตั้งที่สำนักงานชลประทานที่ 6 เป็นแห่งแรกเนื่องจากเป็นพื้นที่ตอนกลางของภาค ปริมาณฝนตกในปี 2562 ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ทำให้น้ำต้นทุนน้อยจึงจำเป็นต้องมีศูนย์ฯ ขึ้นมาดูแลพื้นที่เสี่ยงใน 5 จังหวัดได้แก่ ขอนแก่น ชัยภูมิ มหาสารคาม กาฬสินธุ์  และร้อยเอ็ด ซึ่งได้ย้ำให้บริหารจัดการน้ำตามแผนอย่างเคร่งครัดเพื่อให้มีน้ำเพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้ง

ที่สำคัญที่สุดคือ น้ำอุปโภค-บริโภคต้องไม่ขาดแคลน ซึ่งล่าสุดได้ผันน้ำจากเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์มาสนับสนุนการผลิตน้ำประปาเลี้ยงอำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคามที่ใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่นอยู่ แต่เขื่อนอุบลรัตน์มีน้ำน้อยมาก ต้องนำน้ำก้นเขื่อนมาใช้ การผันน้ำจากเขื่อนลำปาวซึ่งมีน้ำมากมาเก็บกักไว้หน้าเขื่อนวังยาง จังหวัดมหาสารคามเพื่อใช้ผลิตน้ำประปาจึงช่วยลดการระบายน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ได้

นายศักดิ์สิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 กล่าวว่า ได้เปิดศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาผลกระทบปัญาภัยแล้ง ปี 2562/63 ขึ้นเพื่อดูแลและแก้ปัญหาภัยแล้งใน 5 จังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ทั้งนี้แผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้เน้นเพื่ออุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศ โดยสามารถสนับสนุนพืชที่ใช้น้ำน้อยบางพื้นที่เท่านั้น

การจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวขึ้นในพื้นที่จะสามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำในเขตความรับผิดชอบ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  รวดเร็ว และทันต่อเหตุการณ์  โดยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ให้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เตรียมแผนปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนอย่างทั่วถึง อีกทั้งยังได้จัดส่งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เครื่องจักร และเครื่องมือต่างๆ ไปเตรียมความพร้อมไว้ที่โครงการชลประทานทั้ง 5 จังหวัดเพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้ง ได้ทันท่วงที

สำหรับระดับน้ำท่าของแม่น้ำชีซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางมีแนวโน้มลดลงขณะที่สถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ 3 แห่งได้แก่ เขื่อนอุบลรัตน์ ความจุเก็บกัก 2,431.30 ล้าน ลบ.ม. นำน้ำก้นอ่างมาใช้แล้ว 117.81 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น -6.37% ของความจุอ่าง ระบายวันละ 500,000 ลบ.ม. เขื่อนจุฬาภรณ์ ความจุเก็บกัก 163.75 ล้าน ลบ.ม. ,uน้ำใช้การ 6.42 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 5.07% ของความจุอ่าง งดการระบาย

เขื่อนลำปาว ความจุเก็บกัก 1,980 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำใช้การ 1,187.32 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 59.97% ของความจุอ่าง ระบายวันละ 5.01 ล้านลบ.ม.  ส่วนแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง 62/63 (1 พ.ย. 62 – 30 เม.ย. 63)  1,157.001 ล้าน ลบ.ม. จัดสรรแล้ว 340.603 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 29.44% คงเหลือ 816.398 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 70.56% ทั้งนี้การเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง 62/63 มีการเพาะปลูกเกินแผน จากที่วางไว้รวม 438,613 ไร่  ปัจจุบันเพาะปลูกแล้ว 567,446 ไร่ คิดเป็น 129.37%

“สำนักงานชลประทานที่ 6 ได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำช่วยในการอุปโภคบริโภคและการเกษตรในพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัด 87 เครื่อง ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ยังคงสนับสนุนเครื่องสูบน้ำช่วยการอุปโภคบริโภคอยู่ 34 เครื่อง นอกจากนี้โครงการชลประทานทุกแห่งในความรับผิดชอบทั้ง 5 จังหวัด ได้ส่งรถติดเครื่องขายเสียงเคลื่อนที่ออกประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำ พร้อมจัดเวทีประชุม/ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรเพื่อขอความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างประหยัดโดยตลอด” นายศักดิ์สิริกล่าว

ก.เกษตรฯ ผนึก พาณิชย์ ร่วมแก้ปัญหาเกลือทั้งระบบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411687?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ก.เกษตรฯ ผนึก พาณิชย์ ร่วมแก้ปัญหาเกลือทั้งระบบ

21 มกราคม 2563 – 00:20 น.
อลงกรณ์,แก้ปัญหาเกลือ,ต่างชาติทุ่มตลาด,กเกษตรฯ,สภาอุตสาหกรรม
เปิดอ่าน 51 ครั้ง

“อลงกรณ์” แจง ก.เกษตรฯ ผนึก พาณิชย์และสหกรณ์นาเกลือ ร่วมแก้ปัญหาเกลือต่างชาติทุ่มตลาด พร้อมดึงหอการค้าสภาอุตสาหกรรม ซื้อเกลือไทยเพิ่มรับมือฤดูการผลิตนี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย กล่าวชี้แจงถึงกรณีที่มีเกลือนำเข้าจากต่างประเทศในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2562 มีปริมาณสูงถึง 18,498 ตันว่า กระทรวงเกษตรฯ โดย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับทราบข้อมูลและเล็งเห็นถึงปัญหานี้มาตลอด จึงตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย โดยแต่งตั้งให้ตนเป็นประธานคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2562 และมีการประชุมอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ โดยให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกันการนำเข้าเกลือจากต่างประเทศ มาตรการสินเชื่อชาวนาเกลือและหาตลาดเพื่อระบายเกลือค้างสต๊อกและเกลือใหม่ที่กำลังมีผลผลิตออกมาเป็นพิเศษตามตามนโยบายของ รมว.เกษตรฯ

นายอลงกรณ์ กล่าวอีก่วา ปัญหาการนำเข้าเกลือทะเลจากต่างประเทศเกือบ 20,000 ตันที่นำเข้ามาก่อนมีคณะกรรมการฯชุดนี้นั้น จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนของ คกก.นำมาหารืออย่างต่อเนื่องและในการประชุมเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2562 มีผลสรุปมาตรการป้องกันการนำเข้าเป็น 3 แนวทางคือ 1.มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Antidumping) 2.มาตรการปกป้องการนําเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) 3.มาตรการควบคุมการนำเข้าตามฤดูกาล (Seasons) จากนั้นจึงมอบให้ผู้แทนจาก ก.พาณิชย์ ซึ่งร่วมเป็นคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย นำไปพิจารณาหามาตรการที่เหมาะสมและเป็นที่มาของการประชุมคณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้อง (คปป.) กระทรวงพาณิชย์ครั้งที่ 1/2563 ซึ่งมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมฯเมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา

“เมื่อ ก.พาณิชย์ ซึ่งเป็นกระทรวงที่ดูแลเรื่องกฎหมายและมาตรการทางการค้าพิจารณาว่าควรศึกษาการใช้มาตรการ Safeguard เพราะสามารถดำเนินการได้เร็วที่สุดและเห็นควรให้กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานดำเนินการฯ ตนจึงเร่งบรรจุเรื่องนี้เข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยในวันพุธที่ 22 ม.ค.นี้ โดยทันที จะเห็นได้ว่าจากไทม์ไลน์คณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยโดย ก.เกษตรฯและ ก.พาณิชย์ใช้เวลาไม่ถึง 45 วันก็สามารถสรุปผลได้ชัดเจนและนำมาสู่แนวทางการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมได้” นายอลงกรณ์ กล่าว

นายอลงกรณ์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของสินเชื่อเพื่อชาวนาเกลือปีละ 1,500 ล้านบาท โดยใช้เกลือทะเลเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันนั้น คกก.มีมติเห็นชอบในหลักการและมอบให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) เป็นหน่วยงานดำเนินการและจะสรุปรายละเอียดโครงการส่งให้ รมว.เกษตรฯ พิจารณาได้ภายในเดือนนี้ รวมถึงเรื่องการจัดตั้งกองเกลือทะเลไทยให้เป็นหน่วยงานภายในมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องผลิตภัณฑ์เกลือโดยตรงนั้น ก็ได้รับความเห็นชอบจากปลัดกระทรวงเกษตรแล้วเช่นกัน

นอกจากนี้ ตนในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ยังนัดพบประธานสภาหอการค้าไทยและสมาชิก เพื่อหารือเรื่องการช่วยซื้อเกลือทะเลไทยในวันพุธที่ 28 ม.ค.นี้อีกด้วย หลังจากนั้นจะไปพบประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นการต่อไป.

เกษตรฯชงครม. 8,900 ล้านกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411712?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

21 มกราคม 2563 – 00:02 น.
เกษตร,ฐานราก,บูรณาการ,เศรษฐกิจ,งบประมาณ,เฉลิมชัย,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 147 ครั้ง

เกษตรฯชงครม. จัดสรรงบ 8,900 ล้าน บูรณาการ 7 กระทรวงดำเนิน 114 โครงการพัฒนาส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ตามยุทธศาสตร์ชาติ

21 มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯกล่าวว่า จะนำเสนอกรอบแนวทางการจัดทำแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากจากการประชุมคณะกรรมการการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เสนอที่ประชุมครม. วันนี้เพื่อพิจารณาเห็นชอบ

ทั้งนี้วงเงินงบประมาณรวม 8,900 ล้านบาท ขับเคลื่อนภารกิจ 114 โครงการ สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบมี 8 หน่วยงานคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบหลัก กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงการอุดมศึกษา กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานอื่นของรัฐ คือ สภาเกษตรกรแห่งชาติ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย โดยงบบูรณาการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 มีวงเงินเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ.2563 ถึง 5,900 ล้านบาท

สำหรับแผนงานบูรณาการการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากมีเป้าหมายคือ ชุมชนและเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ต่อปี ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของรายได้ กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกรรายย่อย สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน  ผู้ผลิตผู้ประกอบการชุมชน พื้นที่ดำเนินการครอบคลุม 7,255 ตำบลทั่วประเทศ

โดยแนวทางการทำงาน ให้ความสําคัญแก่การบริหารจัดการที่ดินแก่เกษตรกรรายย่อยและผู้ด้อยโอกาส ให้มีที่ดินทำกินอย่างถูกกฎหมาย ไม่มีการบุกรุกป่าเพิ่ม ผ่านกระบวนการของกลไกต่างๆ เช่น ส.ป.ก. โฉนดชุมชน ธนาคารที่ดิน นิคมสหกรณ์ นิคมสร้างตนเอง อีกทั้งให้ความสําคัญกับการคัดเลือกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพการผลิตสินค้า ควบคู่กับการทำการตลาด สินค้าที่ผลิตต้องขายได้

สำหรับแผนบูรณาการปีงบประมาณพ.ศ. 2564 แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ต้นทางจะมุ่งเป้าการพัฒนาศักยภาพประชาชนตามกลุ่มเป้าหมาย สนับสนุนการเข้าถึงทรัพยากรและปัจจัยการผลิต (ตั้งเป้าไม่น้อยกว่า 2.4 แสนราย) และส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ (ไม่น้อยกว่า 3 แสนราย) กลางทางจะมุ่งเป้าพัฒนาศักยภาพผลิตภัณฑ์และการให้บริการชุมชน พัฒนาผู้ประกอบการชุมชน/วิสาหกิจชุมชน/เกษตรกรรุ่นใหม่ (ตั้งเป้าไม่ต่ำจะกว่า 4,300 กลุ่ม)

ส่วนปลายทางพัฒนาระบบบริหารจัดการและกลไกตลาด สนับสนุนให้เข้าถึงตลาด รวมถึงขยายสู่ตลาดออนไลน์ด้วย (เป้ารายได้จากการจำหน่ายสินค้าชุมชนเพิ่มขึ้นร้อยละ10) โครงการตัวอย่างได้แก่ โครงการบริหารจัดการที่ดินทำกินแก่เกษตรกรรายย่อยและผู้ด้อยโอกาส วงเงิน 1,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 1,100 ล้านบาท โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าการเกษตร วงเงิน 1,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 873 ล้านบาท โครงการ Smart Farmer วงเงิน 635 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 434 ล้านบาท

โครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการเกษตร วงเงิน 352 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 266 ล้านบาท โครงการพัฒนาสินค้าชุมชน วงเงิน 1,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 711 ล้านบาทเช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนซึ่งเกษตรกรฐานะยากจนในพื้นที่ 20 จังหวัด ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม วงเงิน 80 ล้านบาท เริ่มดำเนินการในปีงบประมาณพ.ศ. 2564 เป็นครั้งแรก

โครงการพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และธุรกิจชุมชน วงเงิน 503 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 423 ล้านบาท และโครงการส่งเสริมการพัฒนาระบบตลาดภายในสำหรับสินค้าเกษตร วงเงิน 538 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 459 ล้านบาท เช่น การพัฒนาระบบเก็บข้อมูลการบริหารจัดการการผลิตและการตลาดของสหกรณ์ ด้วยเทคโนโลยี Blockchain วงเงิน 73 ล้านบาท ซึ่งเริ่มดำเนินการในปีงบประมาณพ.ศ.2564 เป็นครั้งแรกๆ กลุ่มเป้าหมาย คือ สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 30 แห่ง ในสินค้าเกษตร 4 ชนิด คือ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน

“กรอบแนวทางการทำงานบูรณาการดังกล่าว เป็นอีกกลไกสำคัญหนึ่งที่จะเข้าไปสร้างความเข้มแข็งแก่กลุ่มเกษตรกรและชาวบ้านในชุมชน อีกทั้งแก้ไขปัญหาการบริหารราชการจากแบบต่างคนต่างทำระหว่างกรมและกระทรวง นำไปสู่การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและสามารถปฏิบัติภารกิจให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ได้” นายเฉลิมชัย กล่าว

เขื่อนอุบลรัตน์ร่อแร่ขอดก้นอ่าง ผันน้ำเขื่อนลำปาวผลิตประปา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411711?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เขื่อนอุบลรัตน์ร่อแร่ขอดก้นอ่าง ผันน้ำเขื่อนลำปาวผลิตประปา

21 มกราคม 2563 – 00:00 น.
น้ำก้นอ่าง,เขื่อนอุบลรัตน์,ขอนแก่น,น้ำประปา,มหาสารคาม,ภัยแล้ง,ข่าววันนี้,เขื่อนลำปาว
เปิดอ่าน 380 ครั้ง

เขื่อนอุบลรัตน์ ร่อแร่เสี่ยงถึงขั้นมีน้ำน้อยเข้าวิกฤติ ลดระบายน้ำ เร่งผันน้ำเขื่อนลำปาว ช่วยผลิตประปา

21 มกราคม 2563 นายศักดิ์สิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 กล่าวว่า จากสถานการณ์อ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำตามธรรมชาติต่าง ๆ มีน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อยและมีแนวโน้มรุนแรงใกล้เคียงกับปี 2558/2559  โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ที่ต้องนำน้ำก้นอ่างขึ้นมาใช้

สำนักงานชลประทานที่ 6ได้ดำเนิน “โครงการผันน้ำลำปาว ช่วยอุบลรัตน์สู้ภัยแล้ง” เพื่อลดการระบายน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ แล้วเก็บน้ำไว้ให้มากที่สุดซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนชาวจังหวัดขอนแก่นและมหาสารคามบางส่วน มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคตลอดฤดูแล้ง โดยโครงการนี้จะผันน้ำจากเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์มาเก็บไว้ที่หน้าเขื่อนวังยาง สำหรับสนับสนุนการผลิตประปาเมืองมหาสารคาม เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนหน้าเขื่อนวังยางได้กว่า 6 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะเดียวกันสามารถลดปริมาณการใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ได้อีกกว่า 6 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปัจจุบันเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่นมีน้ำ 465 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือคิดเป็นร้อยละ 19 ของความจุอ่างฯ เท่านั้น ขณะนี้ได้นำน้ำก้นอ่างมาใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศแล้ว 116 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์มีน้ำ 1,290 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำใช้การ 1,190 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือคิดเป็นร้อยละ 60 ของความจุอ่างซึ่งเพียงพอสำหรับทุกกิจกรรมตลอดฤดูแล้ง จึงลดการระบายน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ให้น้อยกว่าแผนเดิม

โดยใช้น้ำต้นทุนจากเขื่อนลำปาวประมาณ 12 ล้านลูกบาศก์เมตรระบายลงลำปาว แล้วไปลงแม่น้ำชีเหนือเขื่อนร้อยเอ็ดและยกระดับน้ำให้อยู่ที่ +131 เมตร ระดับน้ำเก็บกัก (ม. รนก.) จากระดับปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 1+130 ม.รนก. โดยระดับน้ำท้ายเขื่อนวังยาง มีระดับสูงกว่าหรือใกล้เคียงระดับน้ำเหนือเขื่อนร้อยเอ็ดจึงสามารถสูบน้ำย้อนกลับได้

โดยระดับน้ำท้ายเขื่อนวังยาง มีระดับสูงกว่าหรือใกล้เคียงระดับน้ำเหนือเขื่อนร้อยเอ็ดจึงสามารถสูบน้ำย้อนกลับได้ โดยสำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทานติดตั้งเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่เขื่อนวังยาง ขนาด 0.2 ลูกบาศก์เมตร/วินาที 1 เครื่อง ขนาด 0.3 ลูกบาศก์เมตร 3 เครื่อง ขนาด 0.5 ลูกบาศก์เมตร 2 เครื่อง สูบน้ำได้วันละ 180,000 ลูกบาศก์เมตร สูบน้ำประมาณ 35 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 มกราคมไปจนถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563

“การนำน้ำจากเขื่อนลำปาวซึ่งมีน้ำมากผันไปช่วยพื้นที่ที่ต้องการใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ซึ่งมีน้ำน้อยมากและเข้าขั้นวิกฤติ เป็นการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้มีน้ำเพียงพอใช้ตามแผนที่วางไว้ตลอดฤดูแล้งนี้แน่นอน” นายศักดิ์สิริ กล่าว

ผุดอีกแหล่งน้ำรับพื้นที่เกษตรขยายตัว ภัยแล้ง ฝุ่นPM 2.5 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411702?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ผุดอีกแหล่งน้ำรับพื้นที่เกษตรขยายตัว ภัยแล้ง ฝุ่นPM 2.5

21 มกราคม 2563 – 00:00 น.
แหล่งน้ำ,กรมชลประทาน,ฝุ่นพีเอ็ม 25,ภัยแล้ง,อ่างน้ำ,เชียงใหม่,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 225 ครั้ง

กรมชลฯเล็งสร้าง 2 อ่างเก็บน้ำ จ.เชียงใหม่  รองรับพื้นที่เกษตรขยายตัวเพิ่มขึ้น ภัยแล้ง ทั้งฝุ่นPM 2.5

21 มกราคม 2563 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า สั่งการให้โครงการชลประทานเชียงใหม่จัดหาแหล่งน้ำไว้สนับสนุนการแก้ปัญหาหมอกควันและไฟป่าซึ่งเริ่มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  

โดยหน่วยงานในพื้นที่ต้องการใช้น้ำเพื่อเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศและเปิดละอองน้ำตามตึกสูงในเขตเมืองเชียงใหม่เพื่อช่วยสลายฝุ่นละออง PM 2.5 ให้ลดลง รวมทั้งประชาชนได้ใช้น้ำประปาฉีดพ่นทำละอองน้ำบริเวณที่อยู่อาศัย ซึ่งปัจจุบันมีแหล่งน้ำประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางรวม 12 แห่ง ส่วนขนาดเล็ก 117 แห่ง มีน้ำรวมกันร้อยละ 43 ของความจุอ่างทั้งหมด

นอกจากนี้ยังสำรองน้ำดิบไว้ที่แก้มลิงในค่ายทหารตลอดแนวคลองชลประทานไว้เพื่อสนับสนุนการผลิตน้ำประปาเลี้ยงเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งมีอ่างเก็บน้ำแม่จอกหลวงซึ่งอยู่หลังสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปีเพื่อสนับสนุนภารกิจใช้เฮลิคอปเตอร์บรรทุกน้ำไปดับไฟป่า เนื่องจากการกรณีที่เกิดไฟไหม้ในป่าลึก เจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติการได้ยากลำบาก

ส่วนการผลิตน้ำประปาในเขตเมืองซึ่งมีสถานีสูบน้ำ 8 แห่ง โดยลำเลียงน้ำจากเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลและคลองชลประทานแม่แตง อำเภอแม่แตงมา 4 ล้าน ลบ.ม. ต่อเดือน ซึ่งสามารถเลี้ยงบางพื้นที่ของจังหวัดลำพูนด้วย ยืนยันว่า น้ำดิบที่สำรองมีน้ำเพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้

ขณะที่ภาคการเกษตรนั้น กรมชลประทานเร่งช่วยเหลือชาวสวนลำไยกว่า 300 คนที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเนื่องจากอ่างเก็บน้ำโป่งจ้ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมีพื้นที่รับน้ำเพียง 8 ตารางกิโลเมตร ด้วยปัจจัยด้านภูมิประเทศที่ทำให้มีฝนตกน้อย ดังนั้นปริมาณน้ำเก็บกักจึงไม่เต็มความจุอ่างฯ

ส่วนฝายแม่ตื่นที่ช่วยผันน้ำจากลำน้ำแม่ตื่นลงสู่อ่างโป่งจ้อ ปัจจุบันเริ่มเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานกว่า 20 ปีทำให้การผันน้ำลงสู่อ่างเก็บน้ำโป่งจ้อไม่เต็มประสิทธิภาพ จนชาวสวนต้องตักน้ำจากแม่น้ำปิงใส่รถบรรทุกเติมใส่อ่างเก็บน้ำเอง กรมชลประทานวางแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วนด้วยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 2 เครื่อง พร้อมเตรียมเครื่องจักรกลอื่น ๆ ไว้ที่บริเวณประตูระบายน้ำดอยน้อย อำเภอดอยหล่อเพื่อสนับสนุนการแก้ภัยแล้งในพื้นที่

อีกทั้งจะเร่งซ่อมแซมระบบท่อผันน้ำที่ชำรุดให้เสร็จก่อนเข้าสู่ฤดูฝนหน้าเพื่อให้สามารถผันน้ำจากฝายแม่ตื่นลงสู่อ่างเก็บน้ำโป่งจ้อได้ดีขึ้น โดยจะเร่งรัดการสำรวจออกแบบและก่อสร้างให้เร็วขึ้นภายในปี 2564 – 2565 จากแผนเดิมที่ตั้งไว้ในปี 2566

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาว และรองรับการขยายตัวของพื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มขึ้น กรมชลประทานมีแผนที่จะจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม ด้วยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 2 แห่ง ที่สามารถ. ผันน้ำไปช่วยอ่างเก็บน้ำโป่งจ้อได้ คือ อ่างเก็บน้ำแม่หอย อ.จอมทอง ความจุ 9.5 ล้าน ลบ.ม. และ อ่างเก็บน้ำแม่วาง อ.แม่วาง ความจุ 20.5 ล้าน ลบ.ม.

รวมทั้งจะพิจารณาก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ตอนล่างของโครงการฯ ได้แก่ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านท่าล้อ และสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านป่าลาน

ทั้งนี้ โครงการชลประทานเชียงใหม่ สำนักงานชลประทานที่ 1 ได้ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาเรื่องน้ำในพื้นที่ที่ประตูระบายน้ำฝายดอยน้อย อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ หากพื้นที่ใดได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง สามารถแจ้งรับการช่วยเหลือได้ตลอดเวลา

นักศึกษาขานรับเลี้ยงโคเนื้อ แพะ หนุนทำธุรกิจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/411714?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

นักศึกษาขานรับเลี้ยงโคเนื้อ แพะ หนุนทำธุรกิจ

21 มกราคม 2563 – 00:00 น.
โค,แพะ,ประภัตร,ปศุสัตว์
เปิดอ่าน 209 ครั้ง

ประภัตรเดินสายแจงโครงการเกษตรสร้างชาติ ปลื้มสถาบันการศึกษาขานรับ ขับเคลื่อนโครงการสนับสนุนอาชีพเลี้ยงโคเนื้อ-แพะ ลดพื้นที่ปลูกยางภาคใต้

21 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน  รมช.เกษตรฯกล่าวว่า ปัจจุบันราคายางในประเทศและในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงเป็นระยะ ตลอดจนราคาปาล์ม และการเกิดโรคในพืชทำให้เกษตรกรเกิดความเดือดร้อน มีรายได้ไม่เพียงพอ  

ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง (เกษตรสร้างชาติ) ภายใต้ความร่วมมือ ระหว่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ขึ้น ซึ่งในพื้นที่ จ.สงขลา มีความเหมาะสมในการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อและแพะ เพื่อเป็นอาชีพทางเลือกให้กับเกษตรกร ลดพื้นที่ปลูกยาง

อีกทั้งราคาสินค้าปศุสัตว์ขณะนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น มีตลาดรองรับชัดเจน โดยโคเนื้อและแพะส่งออกไปยังประเทศมาเลเซียมากที่สุด ปีละประมาณ 1 แสนกว่าตัว ดังนั้น เรื่องตลาดจึงไม่น่าเป็นห่วง แต่สิ่งที่เกษตรกรขาดคือแหล่งเงินทุน ซึ่งโครงการฯ ดังกล่าว จะสามารถสร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรเพิ่มโอกาสทางอาชีพได้

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯโดย กรมปศุสัตว์ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมทั้งเครือข่ายสถาบัน เครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อและแพะเนื้อ จึงร่วมมือกันขับเคลื่อนโครงการฯ โดยผลิตโคและแพะต้นน้ำเพื่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงขุนจำหน่าย รวมทั้งผลิตแม่โคและฐาน โดยมี ธกส. เป็นหน่วยงานสนับสนุนด้านการเงิน และมีเจ้าหน้ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

กรมปศุสัตว์ เป็นพี่เลี้ยงให้ความรู้ด้านวิชาการและติดตามการดำเนินงาน ถือเป็นการช่วยลดความเสี่ยงที่มีสถาบันการศึกษาเข้ามาร่วมโครงการฯ ด้วย จะทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง และมีการเติบโตอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นประโยชน์กับนักศึกษาเป็นการสอนวิธีทำธุรกิจ

พร้อมทั้งได้เรียนรู้อาชีพปศุสัตว์ โดยรัฐบาลสนับสนุนแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร และพัฒนาพื้นที่ของสถานีปฏิบัติการสัตวศาสตร์ให้เป็นศูนย์กลางบริการอาหารสัตว์ (Feed Center) ผลิตอาหารสัตว์ได้วันละประมาณ 20 ตัน ตลอดจนเป็นคอกกักศูนย์กลางรับซื้อวัวจากเกษตรกรส่งออกไปยังต่างประเทศ

อย่างไรก็ตามในส่วนสถานีปฏิบัติการสัตวศาสตร์ นาทวี เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2533 มีพื้นที่ 344 ไร่ มีภารกิจหลักในด้านการผลิตโคนมเพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนการเรียนการสอนการฝึกปฏิบัติการของนักศึกษาภาควิชาสัตวศาสตร์และสถาบันอื่น ๆ รวมทั้งเป็นแหล่งสนับสนุนงานวิจัยของคณาจารย์ และให้บริการวิชาการสู่ชุมชน

ตลอดจนมีส่วนในการให้ความรู้ด้านการเลี้ยงโคนมแก่เกษตรกรและผู้สนใจ อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้การเลี้ยงโคพื้นเมือง ปัจจุบัน มีโครวมทั้งสิ้น 80 ตัว ปัญหาที่พบคือ หญ้าอาหารสัตว์มีไม่เพียงพอในช่วงหน้าแล้ง เกิดปัญหาสุขภาพสัตว์ตามมา อ่อนแอโตช้าอัตราการตายสูงกว่าปกติ

จิบชา “ฮิดเดน ผู่เอ๋อ” สดชื่นด้วยเบอร์รี่และดอกไม้ป่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/411778?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

จิบชา “ฮิดเดน ผู่เอ๋อ” สดชื่นด้วยเบอร์รี่และดอกไม้ป่า

21 มกราคม 2563 – 12:15 น.
ชา ฮิดเดน ผู่เอ๋อ,มณฑลยูนนาน ประเทศจีน,ชา,ทีดับเบิลยูจี ที TWG Tea,ตรุษจีน
เปิดอ่าน 102 ครั้ง

ชาดำที่บ่มมาอย่างสุกงอม หอมกลิ่นสไตล์วินเทจ เพิ่มเติมความสดชื่นด้วยเบอร์รี่และดอกไม้ป่า

ค้นพบความแปลกใหม่แตกต่างจากที่คุ้นเคย กับ ชา ฮิดเดน ผู่เอ๋อ (Hidden Pu-Erh Tea) ชาลิมิเต็ด เอดิชั่น ที่ ทีดับเบิลยูจี ที (TWG Tea) รังสรรค์มาเป็นพิเศษสำหรับเทศกาลตรุษจีน โดยนำชาดำที่บ่มมาอย่าง สุกงอมหอมกลิ่นสไตล์วินเทจ มาเพิ่มเติมความสดชื่นด้วยเบอร์รี่และดอกไม้ป่า ให้กลิ่นหอมรัญจวน อย่างน่าประหลาดใจ

ชา ฮิดเดน ผู่เอ๋อ บรรจุในกล่องของขวัญสำหรับเทศกาลตรุษจีนสีแดงและสีทอง พร้อมถุงกำมะหยี่หรูหรา ด้านในเป็น ขวดแก้วแฮนด์เมดสีดำ มีคุณสมบัติในการปกป้องจากความชื้นและแสงแดด ช่วยรักษาคุณภาพของใบชาให้คงอยู่ได้นาน ส่วนฝาขวดถูกออกแบบมาให้สามารถใช้ตวงใบชาได้อย่างพอดีต่อการชงหนึ่งครั้ง

ชาผู่เอ๋อส่วนใหญ่ปลูกที่มณฑลยูนนาน ประเทศจีน นำไปผ่านกระบวนการหมักชาทำให้ได้ชาที่มีรสชาติเข้มข้นแต่นุ่มนวล แตกต่างจากชาชนิดอื่น ชาผู่เอ๋อที่ดีจะค่อย ๆ สุกงอมไปตามขั้นตอนและใช้เวลานานเช่นเดียวกับการผลิตไวน์ชั้นดี บางครั้ง บ่มไว้ถึง 15 ปี เลยทีเดียว เป็นที่รู้กันดีว่าชาชนิดนี้มีคุณสมบัติช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล อีกทั้งยังกระตุ้นการย่อยอาหาร และมีฤทธิ์กระตุ้นความตื่นตัวเหมาะสมกับเทศกาลรื่นเริง

ด้วยกลิ่นอันโดดเด่น คือ กลิ่นหอมเฉพาะของชาและดอกไม้ ซ้อนรับด้วยกลิ่นผลไม้ ชา ฮิดเดน ผู่เอ๋อ จึงลงตัวที่สุดในการดื่ม เคียงคู่กับอาหารรสเลิศในเทศกาลตรุษจีน เพราะรสชาติที่หลากหลาย ทำให้ชาเข้ากันได้ดีทั้งกับอาหารคาวและหวาน นับเป็นชาสุดพิเศษสำหรับการร่วมเฉลิมฉลองของครอบครัว

   ชา ฮิดเดน ผู่เอ๋อ (Hidden Pu-Erh Tea) บรรจุกล่องละ 90 กรัม ราคา 2,200 บาท มีจำหน่ายที่ ทีดับเบิลยูจี ที ซาลอน แอนด์ บูติค ทุกสาขา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-2259-9510

ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/412085?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก

22 มกราคม 2563 – 13:29 น.
ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์,ยานยนต์
เปิดอ่าน 109 ครั้ง

ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก คอลัมน์…  ยานยนต์

ต้องบอกเล่ากันก่อนจากการเปิดตัวแบบพลิกโลกอย่างเป็นทางการช่วงปลายปี 62ไปนั้น เราก็ยังไม่เคยถูกเชื้อเชิญไปทดลองขับสักทีว่า ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ คันนี้กับเครื่องยนต์ที่ขนานนามว่าใหม่เด็ดจริงอย่างที่ว่าไหม? หลังจากที่ส่งกระแสจิตไปเป็นเดือน ตรีเพชรก็เชิญให้เราไปลองขับ อีซูซุดีแมคซ์ ในสไตล์ท่องเที่ยวอีกไม่กี่วันข้างหน้านั้น จะลองแบบจริงจังซะที!

ก็ต้องขอเข้าเรื่องซะทีก่อนจะไปลองขับจริงนั้นย้อนมาดูกันว่า ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ คันนี้มีอะไรเด็ด ขอไล่รุ่นกันก่อนว่า อีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก มีรุ่นไรบ้าง เริ่มตั้งแต่ อีซูซุดีแมคซ์สปาร์คขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อรุ่นยอดนิยมสเปซแค็บและรุ่นแค็บโฟร์จนถึงรุ่นที่ขายดีไฮแลนเดอร์รุ่น 2 ประตู และ 4 ประตูสองล้อยกสูงและตัวท็อปสุดอย่าง วี-ครอส 4×4 รุ่น 2 ประตู และ 4 ประตู ได้ตั้งราคาจำหน่าย 510,000–1,164,000 บาท

เครื่องยนต์ยังคงไว้เครื่องยนต์ดีเซลจากอีซูซุเริ่มต้นที่ 3.0 ดีดีไอบลูเพาเวอร์ รหัสเครื่องยนต์ 4JJ3-TCX ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600–2,600 รอบ/นาที พร้อมระบบ E-VGS TURBO เทอร์โบแปรผันปรับไฟฟ้าแรงจัดตั้งแต่รอบต่ำตอบสนองรวดเร็ว และเครื่องที่ยอดนิยมคนใช้เครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 ดีดีไอบลูเพาเวอร์ เจน 2 ได้รับการแก้ไขจากเครื่องยนต์ 1.9 ตัวก่อนมากับรหัส RZ4E-TC ให้แรงสูงสุดถึง 150 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตรที่ 1,800–2,600 รอบ/นาที ทางอีซูซุยังพัฒนาระบบส่งกำลังใหม่ร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดใหม่พร้อมโหมดขับขี่แบบสปอร์ต Rev Tronic และเกียร์ธรรมดา 6 สปีด

ที่สำคัญอีซูซุดีแมคซ์ ออกแบบโครงสร้างตัวถังและแพลตฟอร์มใหม่ “ISUZU DYNAMIC DRIVE PLATFORM” มีโครงสร้างตัวถังเสริมเหล็ก ULTRA- HIGH TENSILE แกร่งและทนทานกว่าเหล็กธรรมดา แชสซีส์ขนาดใหญ่รับแรงบิดสูงขึ้น 23% ช่วงล่างหน้าใหม่แบบอิสระปีกนก 2 ชั้น DOUBLE WISHBONE with COIL SPRING

ช่วงล่างหลังแหนบยาวแบบ LONG SPAN เทคโนโลยีใหม่ WSSP

ภายนอกตัวรถมีมิติใหญ่และบึกบึนขึ้นไฟหน้าใหม่ Isuzu Vision Bi-LED พร้อมระบบเปิด–ปิดอัตโนมัติ ไฟ Multifunctional Daylight แบบ Built-in และไฟตัดหมอก LED ดูสปอร์ตล้ำสมัยไฟท้าย Dual-Sonic LED กันชนท้ายขนาดใหญ่เข้ารูป Integrated Bumper เป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถและดีไซน์ล้อหลากหลายสไตล์

ภายในห้องโดยสารออกแบบภายใต้แนวคิด “Bold but Smart” เน้นเส้นสายที่เฉียบคมคอนโซลหน้าเล่นระดับใช้วัสดุพรีเมียมพร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครันมีจอ Smart MID ขนาดใหญ่ 4.2 นิ้วแผงควบคุมระบบปรับอากาศ Piano Touch พวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทางแบบ Tilt & Telescopic เบาะนั่งคู่หน้าเทคโนโลยี AVEC (Anti Vibration Elastic Comfort) ซับแรงสั่นสะเทือนลดความเมื่อยล้าพร้อมระบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางในตำแหน่งที่นั่งคนขับ

ระบบความบันเทิง ISUZU Ultimate Entertainment หน้าจอระบบสัมผัส Infotainment Display ขนาด 9 นิ้วคมชัดระดับเอชดีรองรับระบบ Apple CarPlay และ Android Auto ระบบเสียงรอบทิศทาง Dynamic Surround Sound 8 ลำโพงและที่บังแดดพร้อมกระจกและไฟส่องสว่าง Vanity Mirror & Light

ที่สำคัญอีซูซุดีแมคซ์ยกระบบความปลอดภัยป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุให้แก่เจ้าของรถมาเต็มที่ ACTIVE SAFETY อาทิ ระบบความปลอดภัย ABS (Anti Lock Brake System) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ EBD (Electric Brake-force Distribution) ระบบช่วยกระจายแรงเบรกให้สัมพันธ์กับน้ำหนักบรรทุกของรถ BA (Brake Assist) ระบบช่วยเพิ่มแรงเบรกอัตโนมัติเมื่อเบรกกะทันหัน Disc Brake หน้าขนาดใหญ่ถึง 320 มม. ล่าสุดสำหรับรุ่นนี้คือ ESS (Emergency Stop Signal) ระบบเปิดไฟฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อเบรกกะทันหันและครบครันด้วยระบบที่ช่วยในการควบคุมรถได้ง่ายทุกสถานการณ์ TCS (Traction Control System) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีขณะออกตัว ESC (Electronic Stability Control) ระบบควบคุมการทรงตัว HSA (Hill Start Assist) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HDC (Hill Descent Control) ระบบควบคุมความเร็วลงทางลาดชัน

 “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์” ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 510,000–1,164,000 บาท
ออลนิวอีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส 4×4 รุ่น 2 ประตู และ 4 ประตู
ออลนิวอีซูซุดีแมคซ์ไฮแลนเดอร์รุ่น 2 ประตู และ 4 ประตู
ออลนิวอีซูซุดีแมคซ์แค็บโฟร์
ออลนิวอีซูซุดีแมคซ์สเปซแค็บ
ออลนิวอีซูซุดีแมคซ์สปาร์คขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ

จากข้อมูลเบื้องต้นก็รู้ถึงการพยายามพัฒนามาก ขึ้นดี ขึ้นปลอดภัย ขึ้นส่วนในเรื่องไปขับจริงนั้นไม่รู้? ขอยกยอดมาเล่าหลังจากไปขับจริงจังอีกทีครับ ติดตามเราได้ทุกช่องทางข่าวของคมชัดลึก แต่ถ้าอดใจรอไม่ไหวก็ไปชมตัวจริงที่โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศได้ครับ