เดอะตู่ จองกฐิน ไม่ไว้วางใจ บิ๊กตู่-วิษณุ-ผู้กองธรรมนัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390039?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เดอะตู่ จองกฐิน ไม่ไว้วางใจ บิ๊กตู่-วิษณุ-ผู้กองธรรมนัส

24 กันยายน 2562 – 09:09 น.
พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,ไม่ไว้วางใจ,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,วิษณุ เครืองาม,ผู้กองธรรมนัส
เปิดอ่าน 114 ครั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

หลังเสร็จสิ้นการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติกรณีนายกรัฐมนตรีกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน และการไม่ชี้แจงงบประมาณในการแถลงนโยบายรัฐบาลยุติลง ความแคลงใจของฝ่ายค้านนั้นคล้ายว่ายังไม่ยุติและมีแนวโน้มสูงยิ่งว่าหากมีการเปิดสมัยประชุมรัฐสภาในเดือนพฤศจิกายนนั้น การจองกฐินอภิปรายไม่ไว้วางใจจะบังเกิดขึ้นแน่นอน

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยและส.ส.บัญชีรายชื่อระบุกับทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่นว่า “ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม นายวิษณุ เครีองาม รองนายกรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์แน่นอน” ด้วยข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายและขัดจริยธรรม

“สิ่งที่นายกฯ ทำครั้งล่าสุดในสภาผู้แทนฯ ไปดูความเห็นในโลกออนไลน์สิ (“ทวิตเตอร์” จัดอันดับเทรนด์ฮิตในไทยพบ “#ประยุทธ์ออกไป” ขึ้นอันดับ 1 เมื่อหลายวันก่อน) มันแปลว่าอะไร สังคมมองอย่างไร นายกฯ ควรรับฟังด้วย”

“ย้ำว่าอภิปรายไม่ไว้วางใจสามคนนี้โดนอภิปรายแน่นอน ส่วนครม.คนอื่นๆ นั้น พรรคร่วมฝ่ายค้านยังไม่ได้คุยกัน เพราะต้องปล่อยให้พวกเขาทำงานและติดตามพฤติกรรมก่อน เพราะที่ผ่านมาครม.ยังไม่ค่อยกล้าทำงาน ตอนนี้จึงให้เวลาทำงานไปก่อน แต่สามคนที่ผมระบุไว้จะโดนอภิปรายแน่นอนเพราะทำผิดกฎหมายและขัดหลักจริยธรรม” เจ้าของฉายาวีรบุรุษนาแกระบุ

“เดอะตู่” กล่าวว่า “นายกฯ มาสภาฯ แต่ไม่ชี้แจงการถวายสัตย์ปฏิญาณตน รองนายกฯ มาชี้แจงแทนก็ตอบไม่ชัด อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่นายกฯ ไม่ตอบ ตัวแทนก็ตอบอะไรไม่ชัดเจน ดังนั้นเปิดสมัยประชุมครั้งหน้ารับรองว่านายกฯ พูดไม่ออกแน่ ตั้งแต่เรื่องถวายสัตย์ปฏิญญาณตน การแต่งตั้งคนที่ไม่เหมาะสมมาเป็นรัฐมนตรี เพราะคนคนนี้ใครก็รู้ประวัติว่าติดคดีค้ายาเสพติดที่ต่างประเทศ ส่วนรองนายกฯ ก็มาช่วยตอบแทนนายกฯ เมื่อหลายวันก่อนในกรณีถวายสัตย์ปฏิญญาณตนแบบขี่ม้าเลียบค่ายแถมยังดึงสถาบันมาเกี่ยวข้องด้วย พูดแบบนี้ต้องรับผิดชอบ เพราะพูดจาตะแบงแบบนี้สังคมรับรู้

นายกฯ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบที่ไม่ทำตามรัฐธรรมนูญ ต้องมีความผิด ผมจะต้องดำเนินคดีในเรื่องนี้ และนายกฯ ยังละเมิดจริยธรรมในการแต่งตั้งคนไม่เหมาะสมมาทำหน้าที่รัฐมนตรีด้วย”

“เดอะตู่” ระบุว่า “วันนี้พรรคผมมีสิบส.ส.และอยู่ฝ่ายค้าน จะคิดอ่านทำอะไรใหญ่เกินตัวไม่ได้ เพราะต้องดูว่าแกนนำพรรคฝ่ายค้านคือเพื่อไทยที่มีส.ส.อันดับหนึ่ง และอนาคตใหม่ที่มีส.ส.อันดับสามจะเอาอย่างไร ย้ำว่าพรรคฝ่ายค้านยึดมั่นอุดมการณ์ประชาธิปไตย ส่วนการทำหน้าที่ประธานกมธ.การป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบสภาผู้แทนราษฎร ผมจะหยิบเรื่องใหญ่ๆ ที่น่าสนใจมาพิจารณา ตอนนี้ก็หยิบเรื่องวุฒิการศึกษาของรมช.เกษตรฯ มาดู และกมธ.นี้คงไม่หยิบทุกเรื่องมาพิจารณา ยอมรับบ้านเมืองเรามีเรื่องทุจริตเยอะ แต่กำลังเรามีจำกัดก็จะทำในสิ่งที่น่าสนใจและเป็นกรณีใหญ่ๆ”

“เดอะตู่” ย้อนเวลากลับไปในช่วง 5 ปีก่อนหน้านี้ที่เกิดการชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดย กปปส. และเมื่อสถานการณ์บานปลาย ผบ.ทบ.ในช่วงนั้นคือ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศใช้กฎอัยการศึกและเรียกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาเจรจาแต่หาข้อยุติไม่ได้ ผบ.ทบ.ในตอนนั้นจึงยึดอำนาจ เป็นการวางแผนมาล่วงหน้าแล้ว

“อย่าลืมว่าเลือกตั้งช่วงหลังมานี้พรรคประชาธิปัตย์แพ้เพื่อไทยตลอด สังคมก็รับรู้แล้วจึงมีการยึดอำนาจ ตอนนั้นมีคนมาชักชวนผมไปชุมนุมเหมือนข้าราชการและอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายคนที่ไปขึ้นเวที ผมมองว่ามันไม่ใช่ วันนั้นก่อให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ จนวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยึดอำนาจแล้วอยู่ในอำนาจและยังสืบทอดอำนาจ ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง และวันนี้ก็ไม่เคารพกฎหมาย แบบนี้ไม่ผิดกฎหมายและไม่ขัดจริยธรรมหรือ ทำงานในช่วงรัฐบาลคสช.ก็ไม่มีการตรวจสอบ วันนี้มีประชาธิปไตยแล้วต้องตรวจสอบผลงานที่ผ่านมา”

“นายกฯ ชอบย้ำเรื่องการรักชาติ แต่อย่าแสดงทำนองว่าตัวเองรักชาติคนเดียว ทหาร ตำรวจและประชาชนก็รักชาติเหมือนกัน ประเทศนี้ไม่ใช่ของนายกฯ คนเดียว อย่าหลงตัวเอง อย่าลืมตัว ระวังไม่มีแผ่นดินจะอยู่ หากวันข้างหน้าคนไทยไม่อดทนนายกฯ และพร้อมใจกันออกมา”

     เรื่องสอบผมมันจบไปแล้ว
ประเด็นที่ นสพ.ธีทัชฐ์ เกียรติลดารมย์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ถูกตำรวจรัฐสภาคุมตัวออกจากอาคารรัฐสภาขณะกำลังแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเพื่อแฉถึงประวัติความเป็นวีรบุรุษนาแกของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ และอ้างว่าเหตุที่โดนคุมตัวเพราะพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ สั่งการนั้น

“ผมไม่รู้จัก ไม่สนใจนะ ดูแล้วคนคนนี้บ๊องๆ นะ วันนั้นมีคนเห็นในรัฐสภาว่าคนคนนี้เดินเข้าออกห้องของรัฐมนตรีคนหนึ่งแล้วก็ลงมาแถลงข่าวในวันนั้น และก็มีกระแสข่าวจะฟ้องร้องผมเรื่องเช่ารถยนต์และซื้อจักรยานยนต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าผมเกี่ยวข้องกับการทุจริต เรื่องนี้มันจบไปแล้ว

คดีที่จะมาฟ้องผมช่วงเป็นผบ.ตร.นั้น ความจริงตอนนั้นผมโดนปล้นตำแหน่งไปด้วยซ้ำ ด้วย “เซนต์คาเบรียล คอนเน็กชั่น” ไปดูเอาว่าตอนนั้นใครเป็นรองผบ.ตร.ต่อจากผมและได้ขึ้นตำแหน่งแทนผม คดีที่ฟ้องร้องผม สุดท้ายก็ยุติเพราะผมไม่เกี่ยวข้องเลย รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ถอนเรื่องนี้ ปปช.รับไปสอบก็ยุติเรื่องเพราะไม่มีมูล

(ต้นปี 2551 พ.ต.อ.ทินกร มั่งคั่ง อดีตนายเวรของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ที่ถูกปลดออกจากราชการ ร้องเรียนถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และนายสมัครออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และในวันเดียวกันนั้นก็ออกคำสั่งย้าย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รักษาราชการแทน จากนั้นนายสมัครออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 73/2551 ให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ออกจากราชการไว้ก่อน จน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ แถลงข่าวว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ต่อมาเมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้ยุติการสอบสวน และยกเลิกคำสั่งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ออกจากราชการไว้ก่อน)

“รัฐบาลตอนนี้พยายามสร้างภาพและดิสเครดิตผม เพราะรู้ว่าผมเอาจริงและไม่ยอมไปร่วมมือกับพวกเขา ช่วงหลังเลือกตั้งจบลง แกนนำรัฐบาลที่แล้วและยังเป็นแกนนำในรัฐบาลชุดนี้ส่งคนมาคุยกับผมหลายครั้งให้ไปร่วมรัฐบาล โดยเสนอเก้าอี้รองนายกฯและให้ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถมด้วยปัจจัยอื่นๆ อีก ผมปฏิเสธไป เพราะรู้อยู่แล้วว่ารัฐบาลใหม่ไม่ชอบธรรม ผมหาเสียงว่าพรรคผมต้านเผด็จการแล้วจะไปอยู่กับพวกเขาทำไม พวกเขามีอำนาจก็ต่อต้านพวกผม วันนี้ผมไม่มีปัญญาไปต่อต้านพวกเขาข้างนอก ผมร้องเรียนเรื่องไม่ชอบมาพากลกี่เรื่อง เงียบหมด ผมมีพื้นที่ในรัฐสภาที่จะสู้ได้ และจะทำหน้าที่แทนประชาชนที่เดือดร้อนเพราะรัฐบาลนี้” เดอะตู่ระบุ

“มันตัดกันไม่ได้หรอก ประวัติศาสตร์ของโรงเรียนบันทึกความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องเอาไว้”
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยและส.ส.บัญชีรายชื่อกล่าวไว้กับทีมข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์หลังการประชุมสภาผู้แทนราษฎรปิดฉากลง

วิวาทะของ “เดอะตู่” นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 8 ที่ยิงไปยังนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 6 ที่ชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 12 ที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงที่ผ่านมาจวบจนวันนี้นั้น ทำทีทำท่าว่าไม่น่าจบง่ายๆ เพราะขั้วหนึ่งคือขั้วต้านการสืบทอดอำนาจ อีกขั้วหนึ่งคือคสช.ที่กลายสภาพมาเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในวันนี้

ทั้งสามชีวิตผ่านรั้วโรงเรียนเตรียมทหารมาด้วยกัน จึงมีการเรียงลำดับนับรุ่น ดังนั้นสายสัมพันธ์ความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องจึงถูกนับไว้ในประวัติศาสตร์ของโรงเรียนแห่งนี้

แม้ว่าบิ๊กตู่จะระบุลั่นกลางสภาว่าไม่นับว่าเป็นรุ่นพี่ช่วงค่ำวันที่ 25 กรกฎาคม คือเวลาที่เกิดเหตุข้างต้นในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา

“ผมรู้จักกับท่านมานานแล้วนะครับ แต่งงานก็วันเดียวกัน สมรสพระราชทานมาด้วยกัน เป็นรุ่นพี่ผม แต่วันนี้ถือว่าไม่เป็นรุ่นพี่ผม” บิ๊กตู่ระเบิดอารมณ์

“โอเค” คือคำตอบของเดอะตู่
“เพราะท่านไม่เคยให้เกียรติผมเลย ท่านบอกว่าชักปืนยิงผมตั้งแต่วันโน้น ถ้าท่านชักปืนยิงวันนั้น ผมก็ติดคุก” บิ๊กตู่ยังกรุ่นด้วยอารมณ์

“อ้า” คำตอบของเดอะตู่
“เหรียญรามาฯ ท่านได้ ผมก็ได้…นะครับ แต่ผมไม่เคยคุย แต่ผมไม่เคยแอบอ้าง ผลงานต่างๆ ผมมีมากมาย พูดจาหยาบคาย อวดอ้างอำนาจ ท่านไปทบทวนของท่านเอง ขอบคุณครับ สวัสดีครับ” เมื่อสิ้นเสียง พล.อ.ประยุทธ์ ก็พับไมโครโฟน และเดินออกไป

เดอะตู่บอกว่า
“นายกฯ ไม่นับรุ่นว่าผมเป็นรุ่นพี่ (เตรียมทหาร) ไม่เป็นไร การอภิปรายทั่วไปครั้งล่าสุดผมยังบอกนายกฯ ว่า ผมแนะนำในฐานะรุ่นพี่และในวันนั้นผมยังเรียก พล.อ.ประวิตร ว่าพี่ป้อมเลย”

“…ในเมื่อท่านกล่าวคำถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนย่อมไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หากปล่อยให้บริหารราชการแผ่นดินย่อมจะเกิดความเสียหาย ต่างชาติไม่เอาด้วย แล้วนายกฯ จะรับผิดชอบไหวหรือไม่ ฝ่ายค้านไม่ได้เล่นการเมืองแต่เป็นเรื่องที่ต้องแนะนำนายกฯ ดังนั้นในฐานะรุ่นพี่ขอแนะนำให้ท่านแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกเถอะครับ” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวไว้ในวันที่ 18 กันยายน ถึงอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติในประเด็นการกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน

โดยช่วงระหว่างที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อภิปรายอยู่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินออกจากห้องประชุม 20 นาทีและเดินกลับมาในช่วงที่ พล.อ.เสรีพิศุทธ์ อภิปรายใกล้จะจบลง

ตรงนี้แสดงว่าบิ๊กตู่ตัดสัมพันธ์กับเดอะตู่แบบถาวร..

แต่เดอะตู่กลับมองว่าสายสัมพันธ์มันยังอยู่แม้จะอยู่ที่ฝ่ายตัวเองก็ตามแต่ก็จะทอดเชื่อมออกไป

“มันเห็นๆ กันอยู่และเป็นไปแบบนี้ นายกฯ ตัดความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องก็เรื่องของนายกฯ ผมไม่ได้ตัดด้วยนี่ แต่แค่อยากเตือน วันนี้ผมทำหน้าที่ในรัฐสภาเป็นฝ่ายค้านก็ต้องตรวจสอบรัฐบาลและตรวจพฤติกรรม ก็จะคอยเตือนต่อไป ปัญหาที่เกิดขึ้นหากนายกฯ ลาออกหรือยุบสภามันก็ยุติ ผมก็ยุติ”

ระบบการศึกษาไทยแป๊ะเจี๊ยะเป็นล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390030?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระบบการศึกษาไทยแป๊ะเจี๊ยะเป็นล้าน

24 กันยายน 2562 – 08:19 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ระบบการศึกษาไทย,แป๊ะเจี๊ยะ
เปิดอ่าน 220 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้อาจจะกระทบกระเทือนความรู้สึกของพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียน แต่เป็นเรื่องที่เราต้องพูดกันแบบตรงไป-ตรงมา ว่าทำไมการศึกษาของไทยจึงไม่เจริญพัฒนา

นั่นคือ ป.ป.ช. หรือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ชี้ข้อมูลความผิด ผู้อำนวยการ ร.ร.สามเสนวิทยาลัย กับพวก มีพฤติกรรมทุจริต

โดยการเรียกรับเงินจากผู้ปกครองเพื่อแลกกับการเข้าเรียนในโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เมื่อปลายปีก่อน และขออนุญาตไม่เอ่ยนามว่าเป็นใครบ้าง

กรณีนี้เป็นเรื่องใหญ่ในแวดวงการศึกษา เพราะทุกปีจะมีการใช้ระบบแป๊ะเจี๊ยะหรือเส้นสายเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนระดับ 5 ดาว และพ่อแม่ก็อยากให้ลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนเหล่านี้เพื่อเป็นพื้นฐานที่ดีต่อไปในอนาคต

นี่แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของไทยที่มีมานานและจะเป็นวัฒนธรรมประเพณีเช่นนี้ต่อไปในอนาคต ถ้าเราไม่ปฏิรูปการศึกษาใหม่

เราจะรู้สึกถึงความไม่เหมาะสมเมื่อเห็นเด็กนักเรียนมีการจับสลากเสี่ยงดวงเข้าเรียนหรือการกวดวิชาเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย

ถึงเวลาที่จะปฏิรูปการศึกษาหรือยัง ?

อ๊อด เทอร์โบ

บุหรี่ไฟฟ้าอันตราย
หลายประเทศเริ่มต่อต้าน

ผมเคยสูบบุหรี่จัดมากและเลิกไปนานหลายปีแล้ว และตอนนี้สุขภาพระบบหายใจดีขึ้นมากและอยากเชิญชวนมายังทุกท่านให้ลดละเลิกสูบบุหรี่ไปเสียจะเป็นการดีและขอให้ช่วยเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบด้วย

นอกจากบุหรี่ธรรมดาแล้วเดี๋ยวนี้บุหรี่ไฟฟ้าก็ฮิตมากครับ พวกที่สูบบอกว่าไม่มีอันตรายสูบไปคลายอารมณ์คลายเครียด

แต่เป็นความเข้าใจที่ผิดมากๆ ครับ เพราะบุหรี่ไฟฟ้าเริ่มถูกแอนตี้หรือห้ามในหลายประเทศแล้ว อย่างในอินเดียรัฐบาลของเขาก็ห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า

หรือในหลายๆ รัฐของอเมริกาอย่างนิวยอร์กก็ห้ามแล้วและอีกหลายรัฐก็เริ่มทำและพิจารณาเรื่องนี้

จึงขอให้เลิกสูบบุหรี่ไฟฟ้าไปเสียเลยจะดีกว่า
วิทยา (กาญจนบุรี)

เรียน คุณ ‘วิทยา’ กาญจนบุรี
ขอสนับสนุนการเลิกสูบบุหรี่ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นบุหรี่แบบเก่าหรือบุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังฮิตในหมู่ผู้คนรุ่นใหม่และมีราคาแพงมากกว่าปกติและมีการแอบนำเข้ามาจำหน่ายหรือขายโดยผิดกฎหมาย

ผมเองเคยลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าบ้างแล้ว ไม่เห็นมีดีตรงไหนและพวกที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าจะปลอบใจตัวเองซะมากกว่าว่าคลายเครียดไม่มีอันตรายหรือเพลินอารมณ์

จึงขอให้ลดละเลิกไปเลยจะดีกว่า โดยดีต่อสุขภาพของตัวเองและคนรอบข้างและช่วยประหยัดเงินได้อย่างมากด้วย
อ๊อด เทอร์โบ

ควันไฟป่าจากอินโดนีเซีย
อันตรายต่อสุขภาพ-การเดินเรือ
(ผ่านไปยังชาวใต้)

ผมเป็นชาวสตูลมีเรื่องด่วนที่จะแจ้งให้ทราบว่าเวลานี้เริ่มมีหมอกควันสีขาวที่เกิดจากไฟป่าเกาะสุมาตราและบอร์เนียวของอินโดนีเซียเข้ามาปกคลุมอีกแล้วครับ

ไม่เฉพาะสตูลบ้านผม แต่รวมไปถึงหลายจังหวัดภาคใต้อย่างสงขลาก็โดน ซึ่งเรียนให้ทราบว่าเป็นอันตรายมากๆ ครับ และหาทางป้องกันยากเพราะเกิดจากไฟป่าและพัดมากับลม

ทางที่ดีควรใส่หน้ากากป้องกันไว้เพราะลดมลพิษได้ในระดับหนึ่งและหากหมอกควันคลุมเส้นทางเดินเรือก็เป็นอันตรายด้วยครับ

ผมขอนำข้อมูลจากเว็บไซต์จากกรมควบคุมมลพิษ ตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยระบุว่าในช่วงนี้พบจุดความร้อนและกลุ่มควันบริเวณเกาะสุมาตราและบอร์เนียวเพิ่มสูงขึ้นประกอบกับพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างได้รับอิทธิพลจากลมทางทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งพัดผ่านเกาะสุมาตรา ส่งผลให้ปริมาณฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เพิ่มจนบางพื้นที่คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

จ.สตูล คุณภาพอากาศอยู่ในพื้นที่สีเหลืองคือระดับปานกลาง จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย ลดระยะเวลาในการทำกิจกรรมกลางแจ้ง สวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นละออง และหากมีอาการผิดปกติ เช่น หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ให้รีบไปพบแพทย์

ป้องกันไว้ดีกว่าและอย่าประมาทเป็นอันขาด ท่านที่ใช้รถใช้ถนนโปรดระวังเป็นพิเศษด้วย
สามารถ (สตูล)

เมื่อเขื่อนเป็นจำเลย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/390026?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมื่อเขื่อนเป็นจำเลย

24 กันยายน 2562 – 07:54 น.
เขื่อน,จอุบลราชธานี,บริหารจัดการน้ำ
เปิดอ่าน 36 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 24 กันยายน 2563

ลักษณะทางกายภาพของจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งเป็นแอ่งกระทะ และเป็นพื้นที่ปลายน้ำมูลที่จะระบายลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอโขงเจียม ยังผลให้พื้นที่เหนือเขื่อนปากมูลซึ่งเป็นเขื่อนทดน้ำ และพื้นที่เหนือเขื่อนกั้นลำน้ำชี ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมค่อนข้างมาก และจะวิกฤติยิ่งขึ้น หากการบริหารจัดการน้ำไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะปริมาณน้ำที่เกิดจากพายุโซนร้อนโพดุล ซึ่งมีน้ำจากลำน้ำชีจากเทือกเขาที่เพชรบูรณ์ไหลมาสมทบกับลำน้ำมูล ประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมจำนวนไม่น้อยเห็นว่า โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่อย่างโครงการโขงชีมูลซึ่งบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำมูลและลุ่มน้ำชีเพื่อประโยชน์ทางการเกษตรและแก้ปัญหาภัยแล้งนั้น ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ และทำให้อุทกภัยรุนแรงขึ้น

การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมอธิบดีกรมชลประทาน เมื่อวันที่ 22 กันยายน ที่ผ่านมา สำนักงานชลประทานที่ 7 ได้บรรยายสรุปพื้นที่ประสบภัยพบว่า อุบลราชธานี มีปริมาณน้ำฝนสะสม 1,547.60 มิลลิเมตร น้อยกว่าปีที่แล้ว 0.26% โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนสิรินธร ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 1,938 ล้านลบ.ม. จากความจุอ่าง 1,966 ล้านลบ.ม. ที่น่าสนใจก็คืออ่างเก็บน้ำขนาด 13 อ่าง ความจุรวม 130.02 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำ 132.80 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าปีที่แล้วถึง 38.35% เกษตรกรได้รับผลกระทบทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง กระนั้นก็ตาม มีรายงานข่าวว่า ชาวบ้านเทศบาลนครอุบลราชธานี ยังคงได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากบ้านเรือนเสียหายอย่างหนัก เพราะน้ำท่วมสูงมาก

ขณะเดียวกัน เกษตรกรที่ อ.ทุ่งหลวง จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งมีแม่น้ำชีพาดผ่าน ครอบคลุมพื้นที่ 7,816 ตารางกิโลเมตรของจังหวัด บอกว่า หลายหมู่บ้านประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก น้ำขึ้นเร็วแต่กลับลงช้า เพราะลักษณะที่ตั้งหมู่บ้านและพื้นที่การเกษตรอยู่ในที่ลุ่ม น้ำท่วมถึง และมีเขื่อนกั้นลำน้ำชี โดยเฉพาะเขื่อนร้อยเอ็ด, เขื่อนยโสธร-พนมไพร เป็นต้น ทำให้ปริมาณน้ำไหลไม่ปกติเหมือนในอดีต ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ปลูกข้าว ที่อยู่อาศัย และทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านประสบความทุกข์ยาก เพราะน้ำท่วมขังครั้งละนานถึง 3-4เดือน อีกทั้งพื้นที่นี้ ทำนานอกเขตชลประทาน หรือนาน้ำฝน หรือทำนาปีละครั้ง จะกระทบถึงปริมาณข้าวเหนียวที่เพาะปลูกเพื่อการบริโภค โดยสรุปก็คือ ปีหน้าจะต้องซื้อข้าวกินอย่างแน่นอน

สาเหตุหนึ่งที่ประชาชนในพื้นที่หยิบยกเรื่องเขื่อนกั้นน้ำ หรือเขื่อนทดน้ำ ที่สร้างขึ้นมาตามยุทธศาสตร์จัดการน้ำ อาจเป็นเพราะการบริหารจัดการประสบปัญหา โดยเฉพาะแม่น้ำมูลซึ่งปากแม่น้ำมีสภาพเป็นคอขวด ต้องรองรับน้ำจากนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ซึ่งไหลมารวมกับแม่น้ำชีจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ที่ อ.วารินชำราบ อุบลราชธานี ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำโขงก็ขึ้นสูงเช่นกัน อันนับเป็นปัญหาประเดประดังจนทำให้เกิดน้ำท่วมสูงผิดปกติ และท่วมนาน ทำให้พื้นที่เหนือเขื่อนเป็นพื้นที่ประสบภัยอย่างยากจะหลีกเลี่ยง ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนทุกพื้นที่ในลุ่มน้ำ ต้องทบทวนบทเรียนน้่ำท่วมเพชรบุรีเมื่อปีก่อนเพราะการระบายน้ำเขื่อนแก่งกระจานและเขื่อนเพชรบุรี

เปิดม่านหมอลำ ชูพระเอก ‘เกรียง’ ‘หน่อย’ ตัวประกอบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389962?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดม่านหมอลำ ชูพระเอก ‘เกรียง’ ‘หน่อย’ ตัวประกอบ

23 กันยายน 2562 – 16:35 น.
พรรคเพื่อไทย,คุณหญิงสุดารัตน์,คุณหญิงหน่อย,เกรียง กัลป์ตินันท์,น้ำท่วมอุบล,อุทกภัย,ช่วยน้ำท่วม,ศูนย์ช่วยน้ำท่วม,รายงานพิเศษ,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน,เสี่ยเกรียง
เปิดอ่าน 146 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 23 ก.ย. 62

****************************

ภาพขบวนพรรคเพื่อไทยไปช่วยแจกถุงยังชีพให้ชาวอุบลราชธานี เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กันยายน หลายคนสะดุดตา ส..อุบลฯ และทีมงานเพื่อไทย สวมเสื้อสีแดง หน้าอกเสื้อมีภาพ “เกรียง กัลป์ตินันท์” ขี่เจ็ตสกี ด้านหลังเป็นภาพวาดการ์ตูน “ทักษิณ ชินวัตร” มีเพียง “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” คนเดียวที่สวมเสื้อสีเหลือง

จะว่าไปแล้ว งานช่วยน้ำท่วมวันนั้น ไม่ต่างอะไรกับการเปิดตัว “เสี่ยเกรียง” ที่เตรียมตัวจะลงสนามการเมืองท้องถิ่น เนื่องจากเสี่ยเกรียงไม่ได้เป็น ส.

นายกเล็กหรือนายก อบจ.

ถึงวันนี้ เกรียง กัลป์ตินันท์ ยังเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่า จะลงสนามไหน นายกเทศมนตรีนครอุบลฯ หรือ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลฯ


คุณหญิงหน่อย เกรียง และลูกชาย-วรสิทธิ์

ก่อนเลือกตั้ง 2562 เสี่ยเกรียงยื่นใบลาจากพรรคเพื่อไทย ไปสังกัดพรรคไทยรักษาชาติ เพราะไม่พอใจที่มีการแต่งตั้ง “คุณหญิงสุดารัตน์” เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เพราะทราบกันดีว่า เสี่ยเกรียงนั้นเป็นคนสนิท “เจ๊แดง”

เสี่ยเกรียง แม่ทัพอีสานใต้

หลัง “คนต่างแดน” เคลียร์ใจ เสี่ยเกรียงก็ย้ายกลับมาพรรคเพื่อไทย และได้เป็น “แม่ทัพอีสานใต้” จัดทีมผู้สมัคร ส..อุบลฯ และยโสธร โดยตัวเขาเองอยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 10

ข้าวสารเกรียง ช่วยชาวบ้าน

ผลเลือกตั้ง เพื่อไทยอุบลฯ ได้มา ที่นั่งจาก 10 ที่นั่ง แต่เสี่ยเกรียงโชคร้าย ไม่ได้เป็น ส.เพราะเพื่อไทยไม่ได้ ส..บัญชีรายชื่อแม้แต่ที่นั่งเดียว
การที่เพื่อไทยมี ส.. 7 คน ก็ไม่การันตีเรื่องตำแหน่งนายก อบจ.มากนัก ดูตัวอย่างปี 2555 เพื่อไทยเป็นรัฐบาล แถมมี ส..อุบลฯ คน ยังพ่ายแพ้แก่ตระกูลโควสุรัตน์

ขอลบรอยแค้น

การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครอุบลฯ ปี 2556 สมปรารถนา วิกรัยเจิดเจริญ” ผู้สมัครหน้าใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจาก พล...ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีสิทธิชัย โควสุรัตน์ อดีต รมช.มหาดไทย และอดุลย์ นิลเปรม อดีต ส..อุบลฯ คว่ำแชมป์เก่า สมัย “รจนา กัลป์ตินันท์” ภรรยาของเกรียง

รจนา กัลป์ตินันท์

นัยว่า ศึกเลือกนายกเล็กหนนั้น กลุ่มทุนท้องถิ่น ไม่มีสี ไม่มีพรรค ลงขันโค่นตระกูล “กัลป์ตินันท์” ซึ่งผูกขาดอำนาจในการบริหารเทศบาลนครอุบลฯ มายาวนาน

นักการเมืองหญิงโนเนม จึงกลายเป็น “นายกแอน” และบริหารเทศบาลนครอุบลฯ จนมาถึงยุค คสชสมาชิกสภาเทศบาลฝ่ายค้านป่วนฝ่ายบริหาร พล..อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทย จึงยุบสภาเทศบาลนครอุบลฯ เมื่อปลายปี 2561

นายกแอน-สมปรารถนา

ฤา “รจนา” จะกลับมาทำศึกล้างตา แต่น้ำท่วมเทศบาลอุบลฯ ก็ไม่เห็นเธอลงช่วยชาวบ้าน มีแต่เสี่ยเกรียงและลูกชายวรสิทธิ์ ส..เพื่อไทย ที่ลุยน้ำแจกถุงยังชีพ

พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ และ นายกแอน

พลังประชารัฐสู้มั้ย? 
ปี 2555 มีการเลือกตั้งนายก อบจ.อุบลฯ “พรชัย โควสุรัตน์” แชมป์เก่าเอาชนะคู่แข่งที่เป็น “คนเสื้อแดง” ชนิดไม่มีทางสู้ ซึ่งมีข้อสังเกตว่า ตระกูลกัลป์ตินันท์ ไม่ส่งตัวแทนลงสนาม หลังจากน้องชายเสี่ยเกรียงคือ กานต์ กัลป์ตินันท์ พ่ายตระกูลโควสุรัตน์ เมื่อปี 2551 
ยุคไทยรักไทยเฟื่องฟู กานต์ กัลป์ตินันท์ เป็นนายก อบจ.อุบลฯ สมัยติดต่อกัน แต่หลังรัฐประหาร 2549 อดีต ส..ไทยรักไทย ที่ย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ส่งพรชัยลงสนาม และคว่ำกานต์สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม พรชัย โควสุรัตน์ นายก อบจ.อุบลฯ ถูกคำสั่ง ม.44 คสชระงับการปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่ปี 2558 ได้ยื่นหนังสือลาออกเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2562 ส่งผลให้รองนายก อบจ.ที่รักษาการอยู่พ้นจากตำแหน่งไปด้วย

สิทธิชัย โควสุรัตน์

เมื่อการเลือกตั้ง ส..ที่ผ่านมา “สิทธิชัย โควสุรัตน์” ส่งพี่ชาย “ส..อู๊ด” ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ลงสนามเขต ได้เป็น ส..อุบลฯ คนเดียวของพรรคพลังประชารัฐ

ตามข้อตกลงเดิม ทีมพลังประชารัฐอุบลฯ จะส่ง “อรนุช จินตะเวช” อดีตรองนายก อบจ.อุบลฯ ลงป้องกันแชมป์ แต่ผลเลือกตั้ง ส..ที่พลังประชารัฐพ่ายยับ ก็ไม่รู้ว่า สิทธิชัย โควสุรัตน์ กับสุพล ฟองงาม จะตัดสินใจอย่างไร?
ฟากเพื่อไทย ก็มีข่าวก่อนเลือกตั้ง วางตัว “ชูวิทย์ กุ่ย พิทักษ์พรพัลลภ” ไว้เป็นนายก อบจ.อุบลฯ แต่เมื่อ “กุ่ย” ได้เป็น ส..เขต คงต้องเปลี่ยนเป็นคนอื่น
หากจะให้เสี่ยเกรียง เป็นตัวแทนเพื่อไทยอุบลฯ ในสนามนายก อบจก็น่าจะได้ลุ้นกว่าเมื่อ ปีที่แล้ว

โบท็อกซ์-ฟิลเลอร์เถื่อน..เสี่ยงหน้าพังอันตรายถึงชีวิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389932?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โบท็อกซ์-ฟิลเลอร์เถื่อน..เสี่ยงหน้าพังอันตรายถึงชีวิต

23 กันยายน 2562 – 09:42 น.
สายตรวจระวังภัย,โบท็อกซ์,-ฟิลเลอร์เถื่อน,บกปคบ,อย,กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค
เปิดอ่าน 165 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย    โดย…  กรกมล อักษรเดช

ยุคสมัยนี้ใครๆ ก็อยากดูดี โดยเฉพาะหน้าตา ผู้หญิงก็อยากสวย ผู้ชายก็อยากหล่อ หรือแม้แต่บรรดาเพศทางเลือกต่างๆ จึงมักจะเข้ารับบริการเสริมความงามตามคลินิกที่มีอยู่มากมาย ส่งผลทำให้มีโฆษณาขายยาฉีดฟีลเลอร์ ฉีดโบท็อกซ์ ฉีดคอลลาเจน ฉีดกลูตาไธโอน และเครื่องสำอางอย่างแพร่หลายผ่านทางเว็บไซต์ ติดหน้าร้านเสริมความงาม

ทว่าเรื่องนี้ต้องเตือนให้ระวัง หากใครประสงค์ฉีดสารใดๆ เพื่อความสวยงาม หน้าตาดูดีมีโหงวเฮ้งขึ้น ควรเข้ารับบริการฉีดกับสถานพยาบาลที่มีใบอนุญาตประกอบสถานพยาบาลตามกฎหมายและเลือกคลินิกที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและต้องอยู่ประจำ ก่อนการฉีดควรสอบถามและขอดูตัวยาที่ใช้ว่ามีการอนุญาตขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายจาก อย. หรือไม่ และที่ยิ่งน่าห่วงคือการซื้อมาใช้เอง หรือฉีดกับหมอเถื่อน เพราะอาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการจับกุมมากมาย รวมถึงมีผู้ได้รับผลกระทบหลายคน

ล่าสุดตำรวจ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กับเจ้าหน้าที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้สนธิกำลังทลายเครือข่ายนำเข้า “โบท็อกซ์-ฟิลเลอร์” หลายยี่ห้อ ลักลอบจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ ชื่อ TID-KHEM และสามารถจับกุมและยึดของกลางผิดกฎหมายไม่ผ่าน อย.เป็นจำนวนมาก

พล.ต.ต.ศิร์ธัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ ผบก.ปคบ. บอกว่า การปราบปรามผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา นับเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ซึ่งได้เล็งเห็นถึงความสำคัญมาโดยตลอด โดยเฉพาะในการบูรณาการ และสนธิกำลังร่วมกันเข้าตรวจค้นในครั้งนี้ได้ตรวจยึดสินค้าที่เป็นยาและผลิตภัณฑ์เสริมความงามจำนวนมาก ซึ่งสินค้าดังกล่าวมีผลกระทบต่อสุขภาพและอนามัยของผู้บริโภคโดยตรง ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เพราะอาจกระทบต่อการตัดสิทธิพิเศษทางการค้าทำให้สินค้าของไทยบางรายการไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ เนื่องจากประเทศไทยได้รับการจัดอันดับตามมาตรา 301 พิเศษ ของประเทศสหรัฐอเมริกาให้อยู่ในระดับ Watch List (WL) ซึ่งมุ่งหวังจะให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากทุกบัญชีที่ถูกจับตามองของต่างประเทศ และพร้อมที่จะประสานให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการ หรือภาคเอกชน โดยจะร่วมมือกันปราบปรามผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายและการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย

ด้าน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการ อย. กล่าวว่า อย.พร้อมร่วมมือกับบก.ปคบ. กวาดล้างยาไม่มีทะเบียนตำรับยา และสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ทราบว่าผลิตที่ใด สถานที่ผลิตได้มาตรฐานหรือไม่ ตัวยาเป็นตัวยาจริงหรือไม่ อาจมีการปนเปื้อนสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตราย การเก็บรักษาไม่อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมอาจส่งผลต่อคุณภาพของตัวยาที่ก่อให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยขอย้ำเตือนไปยังผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และสถานพยาบาลทุกแห่ง ทั้งแพทย์ผิวหนัง แพทย์ศัลยกรรม แพทย์ด้านความงาม จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ต้องมีจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ต้องใช้ยาที่มีทะเบียนตำรับยา และให้การบริการเป็นไปตามมาตรฐานด้วย

หากอยากสวย อยากหล่อหน้าเป๊ะ ก็ต้องมีสติ ศึกษาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ อย่าสุ่มเสี่ยงเห็นแก่โฆษณาชวนเชื่อของดีราคาถูก เพราะไม่เช่นนั้นอาจเสียใจไปตลอดชีวิต..!!/

สำรวจ ระเบิดเวลา ปัญหาอุดมศึกษาไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389931?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สำรวจ  ระเบิดเวลา  ปัญหาอุดมศึกษาไทย

23 กันยายน 2562 – 09:35 น.
อุดมศึกษา,การศึกษา,รายได้
เปิดอ่าน 561 ครั้ง

โดย…  อนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ์  /  ปกรณ์ พึ่งเนตร

วิกฤติการณ์ในวงการอุดมศึกษาไทยเป็นข่าวใหญ่มาตลอดหลายปี

ช่วงที่ คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง และพยายามยกเครื่องระบบราชการในหลายๆ ภาคส่วนนั้น ปรากฏว่าแวดวงอุดมศึกษาก็เป็นเป้าหมายหนึ่ง

มีการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.หลากหลายฉบับ โดยเฉพาะฉบับหลักคือฉบับที่ 39/59 ที่เปิดช่องให้กระทรวงศึกษาธิการเข้ายึดอำนาจการบริหารของมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาธรรมาภิบาลได้

แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับมองไม่เห็นรูปธรรมของการแก้ไขปัญหามากนัก โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า “สภาเกาหลัง” เมื่อสภามหาวิทยาลัยสมประโยชน์กันกับฝ่ายบริหาร แล้วธรรมาภิบาลจะเกิดได้อย่างไร

อาจารย์ ข้าราชการ และพนักงานมหาวิทยาลัยที่เคลื่อนไหวเรียกร้องความโปร่งใสและความเป็นธรรม ต้องเผชิญชะตากรรมถูกสอบสวน ถูกปลด ถูกลอยแพ ถูกเลิกจ้าง มีคดีฟ้องร้องคั่งค้างอยู่ในศาลปกครองหลายร้อยคดี

ขณะเดียวกันยังมีปัญหาคั่งค้าง ยืดเยื้อ ซุกอยู่ใต้พรมอีกหลายปัญหา ซึ่งตลอด 5 ปีของรัฐบาล คสช.ก็ไม่ได้แก้ไข แถมยังเพิ่มปัญหาจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ให้หนักขึ้นไปอีก

ปลายรัฐบาล คสช. มีการผลักดันกฎหมายจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ปัจจุบันเป็นกระทรวงใหม่ถอดด้ามของประเทศไทย มีรัฐมนตรีใหม่ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีคนแรกเข้าไปรับหน้าที่ แต่ทำงานผ่านมาเข้าเดือนที่ 3 ดูเหมือนรัฐมนตรีจะยังไม่แตะสารพัดปัญหาในวงการอุดมศึกษาเลย

“คม ชัด ลึก” ได้จับเข่าคุยแบบยาวๆ กับ ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น ว่าที่ประธานที่ประชุมสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) ถึงปัญหาในวงการอุดมศึกษา พร้อมทางออกที่เป็นไปได้

ความเห็นและท่าทีของ ทปสท. เป็นเรื่องที่ผู้บริหารกระทรวงอุดมศึกษาฯ ต้องเงี่ยหูฟัง เพราะ ทปสท.คือองค์กรตัวแทนของ “คนอุดมศึกษา” ส่วนใหญ่อย่างแท้จริง เนื่องจาก ทปสท.มีผู้แทนจากมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งซึ่งมาจากการเลือกตั้งของข้าราชการและพนักงานมหาวิทยาลัยของรัฐทั่วทุกภูมิภาค

    รายได้-เงินเดือน…ยังเหลื่อมล้ำ
ดร.เชษฐา ให้ข้อมูลว่า บุคลากรของมหาวิทยาลัยขณะนี้ แยกเป็นกลุ่มที่มีสถานะเป็นข้าราชการจำนวนราวๆ 3-4 หมื่นคน นอกจากนั้นเป็นกลุ่ม “พนักงานมหาวิทยาลัย” หรือ “พม.” ที่มีจำนวนเกิน 1 แสนคน ถ้ารวมกับลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราว จะมีบุคลากรทั้งระบบอุดมศึกษาประมาณ 2 แสนคน แต่ปรากฏว่ามีปัญหาความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรม 2 เรื่องหลักๆ คือ

1.กลุ่มข้าราชการ เรียกเต็มๆ ว่า “ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา” มีความเหลื่อมล้ำเรื่องเงินเดือนกับข้าราชการครูในสังกัดอื่นๆ เพราะมติ ครม.เมื่อปี 54 อนุมัติขึ้นเงินเดือนให้เฉพาะข้าราชการครูในสังกัด สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ซึ่งก็คือครูตามโรงเรียนต่างๆ ด้วยเหตุผลทางการเมือง เพราะเป็นครูกลุ่มใหญ่ แต่ไม่ได้อนุมัติขึ้นเงินเดือนให้อาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีสถานะเป็น “ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา” ด้วย กลายเป็นความเหลื่อมล้ำของเงินเดือนประมาณ 8% ซึ่ง ทปสท.เป็นหัวหอกเรียกร้องให้ปรับขึ้นเงินเดือนมาแล้วหลายรัฐบาล

“เรื่องนี้เรื้อรังมา 9 ปี จะเข้าสู่ปีที่ 10 อยู่แล้ว โดยที่ผ่านมา ทปสท.ได้ขับเคลื่อนจนกระทั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ได้ออกกฎหมายแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เปิดช่องให้ ก.พ.อ. (คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา) สามารถพิจารณาเยียวยาเรื่องเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งให้เหมาะสมและเป็นธรรมได้ แต่กลับเกิดความโชคร้ายขึ้น เพราะมีการออกพระราชบัญญัติจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษาฯ ขึ้นมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้การดำเนินการต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากต้องสรรหา ก.พ.อ.ชุดใหม่ ทำให้ข้าราชการมหาวิทยาลัยต้องตั้งตารออย่างมีความหวังต่อไป” ว่าที่ประธาน ทปสท.ระบุ

2.กลุ่มพนักงานมหาวิทยาลัย หรือ พม. ตำแหน่งนี้เป็นผลมาจากนโยบายคุมกำเนิดข้าราชการ จึงลดการบรรจุข้าราชการมหาวิทยาลัย แต่ให้จ้างเป็น “พนักงานมหาวิทยาลัย” หรือ พม.แทน ซึ่งคนกลุ่มนี้จะไม่ได้รับสวัสดิการ โดยเฉพาะบำเหน็จบำนาญเหมือนข้าราชการ จึงมีมติ ครม.เมื่อปี 42 ให้ พม.สายผู้สอน (อาจารย์) ได้รับเงินเดือนมากกว่าข้าราชการ 1.7 เท่า และ พม.สายสนับสนุน ได้เงินเดือนมากกว่าข้าราชการ 1.5 เท่า แต่ปรากฏว่าตลอดเกือบๆ 20 ที่ผ่านมา พนักงานมหาวิทยาลัยไม่เคยได้รับเงินเดือนเต็มตามอัตราที่ ครม.กำหนดเลย แต่ถูกมหาวิทยาลัยหักเอาไว้ อ้างว่าเพื่อตั้งเป็นกองทุนสวัสดิการ แต่จริงๆ แล้วมีบางแห่งนำเงินไปใช้อย่างอื่น ทำให้กลุ่มพนักงานมหาวิทยาลัยเสียประโยชน์ และไม่ได้รับความเป็นธรรม

“ข้าราชการเมื่อเกษียณก็จะมีบำเหน็จบำนาญ แต่พนักงานมหาวิทยาลัย เมื่ออายุครบ 60 ปีกลับไม่ได้อะไรเลย ถ้าอายุยืนเกิน 60 ปีก็ต้องไปหาอาชีพเอง อย่างในมหาวิทยาลัยที่ผมทำงานอยู่ (มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี) มีพนักงานมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง อายุครบ 60 ปีแล้ว กลับไม่ได้ค่าอะไรเท่าไรเลย การที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งไม่ยอมจ่ายเงินเต็มตามอัตราค่าจ้าง 1.7 เท่า หรือ 1.5 เท่าของข้าราชการตามมติ ครม.ปี 42 ทำให้พนักงานมหาวิทยาลัยมีเงินสะสมน้อยมาก เมื่อครบอายุ 60 ปีก็ต้องไปหาอาชีพทำตอนแก่ ไม่สมศักดิ์ศรีที่เรียนจบปริญญาเอกมา ถือเป็นชีวิตที่รันทดอีกมุมหนึ่ง” ว่าที่ประธาน ทปสท.กล่าว

ดร.เชษฐา เตือนว่า ปัญหานี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรใส่ใจ โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ เพราะเป็นเรื่องความเป็นธรรมของบุคลากรนับแสนคน ที่สำคัญพนักงานมหาวิทยาลัยที่กำลังเข้าสู่วัยเกษียณจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หากยังละเลยจะกลายเป็นระเบิดเวลาในวงการอุดมศึกษาไทย และสะเทือนไปถึงปัญหาสังคมผู้สูงอายุที่เมืองไทยกำลังเผชิญอยู่ด้วย

“แม้ขณะนี้จำนวนพนักงานมหาวิทยาลัยที่เริ่มเกษียณจะยังมีไม่มาก แต่มันคือระเบิดเวลา เพราะจะมีคนเกษียณมากขึ้นในระยะต่อไป จากการสำรวจมหาวิทยาลัยในเครือข่ายของ ทปสท.ทั้งหมด 48 แห่ง ในรอบ 1 ปี พบว่ามีคนที่กำลังจะเกษียณอายุ คีอมีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป มากขึ้นกว่าเดิม 20-30% คนเหล่านี้ถ้ามีเงินสะสมไม่พอ สุดท้ายก็ต้องไปหาเงินเลี้ยงชีพเอง กลายเป็นบุคคลที่อาจจะสร้างปัญหาให้แก่สังคมต่อไป”

  อธิการบดีเกษียณ…ยังคาราคาซัง
ปัญหาต่อมาที่ยังถูกซุกไว้ใต้พรม ก็คือ การแต่งตั้งหรือปล่อยให้คนที่อายุเกิน 60 ปี ดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้ต่อไป ซึ่งว่าที่ประธาน ทปสท. มองว่า เป็นหนึ่งในปัญหาธรรมาภิบาล และเข้าข่ายละเมิดกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติการจัดตั้งมหาวิทยาลัยของรัฐแต่ละแห่ง, พระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ยึดโยงกันและมีผลชัดเจนว่า คนที่จะเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย ต้องไม่ใช่ข้าราชการที่เกษียณอายุแล้ว แต่ปรากฏว่าปัจจุบันยังมีการละเมิดเงื่อนไขข้อนี้เป็นจำนวนมาก

“มีการสำรวจพบว่ามีอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐที่เป็นข้าราชการเกษียณแล้วถึงราวๆ 20 คนจาก 20 สถาบัน อย่าลืมว่าขนาด ผบ.ทบ.อายุ 60 ปียังต้องเกษียณ แล้วทำไมคนที่เกษียณแล้วยังนั่งเป็นอธิการบดีได้ มหาวิทยาลัยบางแห่งมีอธิการบดีอายุ 78 ปี บางแห่ง 74 ปี เราคิดว่ามันไม่เกิดผลดีต่อการพัฒนาระบบราชการ เนื่องจากเป็นการละเมิดกฎหมาย เมื่อปีที่แล้วมีคดีที่ศาลปกครองสูงสุดตัดสินแล้ว เป็นกรณีของมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี สรุปชัดเจนว่าคนที่เกษียณอายุราชการแล้วเป็นอธิการบดีไม่ได้ แต่กลับยังมีหลายมหาวิทยาลัยทำกันอยู่” ดร.เชษฐา ระบุ

ว่าที่ประธาน ทปสท. กล่าวอีกว่า เมื่อไม่นานมานี้ ศาลปกครองสูงสุดได้ออกแนวปฏิบัติราชการให้ทุกหน่วยปฏิบัติ ซึ่งมีข้อหนึ่งระบุว่า การเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยของรัฐ ให้ยึดตามแนวคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด หากอายุเกิน 60 ปี หรือเกษียณอายุราชการแล้ว จะเป็นอธิการบดีไม่ได้ เป็นได้แค่อาจารย์ผู้สอนเท่านั้น

“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯ ท่านแรกของประเทศไทย ควรนำเรื่องนี้ไปจัดทำเป็นมาตรฐานกลาง เพราะก่อนหน้านี้เราเคยไปเรียกร้อง สกอ. (สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา สมัยยังไม่มีกระทรวงอุดมศึกษาฯ) ให้ออกมาตรฐานกลางแล้ว แต่กลับถูก สกอ.แจ้งว่าไม่มีอำนาจออกมาตรฐานกลาง แต่ต้องไม่ลืมว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดออกมาแล้ว และยังมีแนวปฏิบัติจากศาลปกครองออกมาชัดเจน จึงไม่ควรปล่อยให้แต่ละมหาวิทยาลัยฟ้องศาลกันไปเรื่อยๆ แต่รัฐมนตรีสามารถหันมาสนใจและแก้ไขปัญหานี้ได้” ดร.เชษฐา กล่าว

      รักษาการไม่จำกัด…มรดก(บาป)คสช.
ประเด็นอธิการบดียังมีต่อเนื่องไปถึงผลพวงจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 37/60 ที่เปิดช่องให้ผู้ที่รักษาราชการแทนในตำแหน่งอธิการบดี สามารถรักษาการได้นานกว่า 180 วันตามที่กำหนดในกฎหมาย ในระหว่างการดําเนินการสรรหาหรือดําเนินการเพื่อแต่งตั้งอธิการบดีคนใหม่

ดร.เชษฐา เห็นว่า การออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับนี้ พอเข้าใจได้ว่ามีเจตนาไม่ให้การบริหารมหาวิทยาลัยสะดุด หากมีปัญหาเรื่องการสรรหาอธิการบดีนานเกิน 180 วัน แต่ผลอีกด้านที่ คสช.อาจคาดไม่ถึงก็คือ ทำให้เกิดกระบวนการรักษาการแบบไม่จำกัดเวลา หรือ unlimit

“คำสั่ง คสช.ที่ 37/60 ยังไม่ถูกยกเลิก ตอนแรกหลายคนคิดว่าจะมีการยกเลิกคำสั่งนี้หลัง คสช.หมดอำนาจ เนื่องจากเป็นคำสั่งชั่วคราว แต่กลับไม่มีการยกเลิกใดๆ ทำให้เกิดช่องว่างของกฎหมาย อธิการบดีที่มีข้อครหา หรือหมดวาระไปแล้ว และยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ (บางคน สกอ.ไม่เสนอทูลเกล้าฯ เพราะมีปัญหาถูกร้องเรียน หรือถูกสอบทุจริต) แต่ยังนั่งรักษาการต่อไป สามารถครองเก้าอี้ต่อไปได้แบบไม่จำกัดเวลา ซึ่งอธิการบดีกลุ่มนี้ชื่นชอบด้วยซ้ำ เพราะถ้ามีการแต่งตั้ง มีการโปรดเกล้าฯ ไม่รักษาการ จะนั่งตำแหน่งอธิการบดีได้แค่ 4 ปี แต่ถ้าเป็นรักษาการ สามารถอยู่ไปเรื่อยๆ กี่ปีก็ได้”

“เรื่องนี้ รมว.อุดมศึกษาฯ สามารถเข้าไปแก้ไขได้ทันที สามารถนำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม.ให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับนี้ได้ หรือเสนอเป็นพระราชบัญญัติเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพราะคำสั่งที่ออกมาก็เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอยู่แล้ว เมื่อมันสร้างปัญหาใหม่ ก็ควรยกเลิก” ดร.เชษฐา กล่าว

        ไร้ธรรมาภิบาล…ยังเบิกบานไม่เปลี่ยน
ส่วนปัญหาธรรมาภิบาล ว่าที่ประธาน ทปสท. แจกแจงว่า ทั้งการทุจริตคอร์รัปชั่นโครงการก่อสร้าง ตึกร้าง ถนนไม่ได้มาตรฐาน ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดหลักสูตรด้อยคุณภาพ การกินหัวคิวหรือแบ่งผลประโยชน์กันเป็นทอดๆ บางเรื่องตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตจริง แต่ไม่มีกระบวนการเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง หรือระงับยับยั้งโครงการได้

“ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่กระทรวงอุดมศึกษาฯ ต้องใส่ใจอย่างมาก เพราะรัฐบาลประกาศแล้วว่าไม่เอาการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่การทุจริตกลับมีมากมายในมหาวิทยาลัยเต็มไปหมดเลย แล้วแวดวงอุดมศึกษาจะไปสร้างเด็กที่มีคุณภาพได้อย่างไร ขณะที่การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารกลั่นแกล้งบุคลากรในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะกลุ่ม พม.ที่ขัดขวางการใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือทุจริตคอร์รัปชั่น ยังคงมีอยู่ตลอด เพราะกลุ่ม พม.ใช้ระบบสัญญาจ้าง 3-5 ปี หากคนกลุ่มนี้ออกมาเรียกร้องอะไรที่ขัดกับผู้บริหาร หรือแสดงตัวอยู่ฝ่ายตรงข้าม ก็จะถูกเลิกจ้างเมื่อครบสัญญาทันที ต้องจบอาชีพอาจารย์ บางคนต้องออกไปขายหมูทอด หมูปิ้งก็ยังมี”

ดร.เชษฐา อธิบายว่า ต้นตอของปัญหามาจากโครงสร้าง “สภาเกาหลัง” คือสภามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นฝ่ายตรวจสอบ กับอธิการบดีซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร กลายเป็นพวกเดียวกัน แต่งตั้งตำแหน่งแบบต่างตอบแทน ไม่ได้ตรวจสอบถ่วงดุลกันจริง จึงขอเรียกร้องให้กระทรวงอุดมศึกษาฯ ปฏิรูปโครงสร้างการสรรหาสภามหาวิทยาลัยเสียใหม่ ให้เกิดความเป็นธรรม และไม่ขึ้นกับอำนาจฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัย ถ้าไม่ทำแบบนี้ไม่มีทางแก้ไขได้ แม้ว่ากระทรวงอุดมศึกษาฯ จะมีนโยบายสวยหรูขนาดไหนก็ตาม

“มหาวิทยาลัยควรมีระบบคัดสรรบุคลากรที่จะขึ้นไปเป็นผู้บริหาร ต้องไม่ตกอยู่ในอำนาจการเลือกกันเองของสภามหาวิทยาลัย และควรมีองค์กรจากนอกมหาวิทยาลัยร่วมด้วย เพื่อสร้างสมดุล ซึ่งจะทำให้ได้ผู้บริหารตามต้องการ และอิสระในการบริหารของมหาวิทยาลัยก็จะยังคงอยู่”

“ยกตัวอย่างง่ายๆ สภามหาวิทยาลัยที่เป็นผู้เลือกอธิการบดี ทำไมต้องให้อธิการบดีเลือกผู้ทรงคุณวุฒิมาเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย (กลายเป็นเลือกไขว้ เอื้อประโยชน์กันเอง) ทำไมไม่มีบัญชีกลางของทั้งประเทศ ขึ้นทะเบียนผู้ทรงคุณวุฒิที่ผ่านการคัดสรรอย่างดีเอาไว้ แยกตามสาขาที่จำเป็น เมื่อมหาวิทยาลัยไหนต้องการผู้ทรงคุณวุฒิมาเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย ก็ออกระเบียบห้ามเอาพรรคพวกตัวเองเข้ามา แต่ให้ดึงมาจากรายชื่อในบัญชีกลางที่ว่านี้ ก็จะช่วยแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง”

       พม.กว่าแสนคน…ยังไร้กฎหมายดูแล
“ส่วนการปลดแอกพนักงานมหาวิทยาลัย ไม่ให้ฝ่ายบริหารมีอิทธิพลเหนือกว่า ก็ควรให้มีสัญญาจ้างระบบเดียวกับข้าราชการ คือทดลองงาน 1 ปี ถ้าผ่านประเมินก็จะทำสัญญาจ้างต่อไปจนถึง 60 ปี หากระหว่างนั้นประพฤติผิดทางวินัย ก็สามารถไล่ออก ปลดออกได้ ประเมินผลงานได้ พนักงานมหาวิทยาลัยควรมีสัญญาจ้างแบบนี้ เพราะคุณสมบัติและคุณภาพเท่าเทียมกันกับข้าราชการ สามารถประเมินผลงานเป็นระยะได้ แต่ปัจจุบันมหาวิทยาลัยใช้วิธีไม่เป็นธรรม ทำสัญญาจ้างแค่ 3 ปี กลายเป็นช่องทางให้ฝ่ายบริหารบีบหรือกดดันได้”

“ปัจจุบันทิศทางการบริหารบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษากำลังเปลี่ยนไป พนักงานมหาวิทยาลัยกลายเป็นคนกลุ่มใหญ่ มีจำนวนมากกว่า 1 แสนคน แต่กลับไม่มีกฎหมายใดรองรับหรือดูแลพวกเขาเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงอุดมศึกษาฯ ต้องเร่งจัดการ วันนี้โอกาสเปิดแล้ว มาจับมือกับ ทปสท.ก็ได้ เพื่อผลักดันพระราชบัญญัติระเบียบบริหารพนักงานมหาวิทยาลัย จะได้ช่วยแก้ไขปัญหาที่ซุกอยู่ใต้พรม” ว่าที่ประธาน ทปสท.กล่าว

และว่า ความเสมอภาคของบุคลากรในวงการอุดมศึกษาถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทุกวันนี้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือ ก.พ.อ. ซึ่งมีอำนาจทุกอย่างในการบริหารงานบุคคล กลับมีเฉพาะข้าราชการเท่านั้น ถือเป็นกฎหมายที่ล้าหลังมาก เพราะข้าราชการในระบบอุดมศึกษาทุกวันนี้เหลือน้อยมาก พนักงานมหาวิทยาลัยมีจำนวนมากกว่า แต่กลับไม่มีตัวแทนใน ก.พ.อ.เลย ถือเป็นเรื่องที่ผิดหลักมากๆ

  รมว.อุดมศึกษาฯ…ถูกกังขาตาชั่งเอียง
ดร.เชษฐา ยังฝากไปถึง ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อุดมศึกษาฯ ว่า ตั้งแต่เริ่มงานพร้อมกับรัฐบาลชุดใหม่ เหตุใดรัฐมนตรีจึงให้ความสำคัญเฉพาะกับกลุ่มอธิการบดี และผู้บริหารมหาวิทยาลัย ซึ่งรวมตัวกันเป็น “ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย” หรือ ทปอ.เท่านั้น แต่ไม่เคยพบปะหรือรับฟังความเห็นจาก ทปสท. ซึ่งเป็นตัวแทนของคณาจารย์และพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งประเทศเลย

“มันไม่มีความสมมาตรของข้อมูล เพราะท่านรัฐมนตรีฟังแต่ข้อมูลข้างเดียว เน้นแต่กลุ่มอธิการบดี หรือ ทปอ. ทั้งๆ ที่กลุ่มผู้บริหารกลุ่มนี้มีปริมาณไม่ถึง 1% ของบุคลากรมหาวิทยาลัยทั้งหมดเกือบ 2 แสนคน ที่ผ่านมาตลอด 2-3 เดือน พวกเราไม่เคยถูกเชิญหรือรับฟังความคิดเห็นของพวกเราเลย แต่กลับไปฟังข้อมูลเพียงแค่ปีกเดียว คล้ายกับตาชั่งเอียง”

“ทางสภาคณาจารย์และข้าราชการเริ่มพูดกันหนาหูว่า กระทรวงอุดมศึกษาฯ เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองกลุ่มอธิการบดีเพียงแค่ไม่ถึง 1% โดยไม่สนใจบุคลากรอีกกว่า 2 แสนคนเลย และกำลังมีข้อครหาว่า กระทรวงอุดมศึกษาฯ กำลังถูกครอบงำหรือไม่ ซึ่งผมมองว่า หากยังเป็นแบบนี้จะทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายผิดพลาด 100% เพราะข้อมูลไม่รอบด้าน”

ดร.เชษฐา เสนอทิ้งท้ายว่า ทิศทางของมหาวิทยาลัยไทยในอนาคตอันใกล้ ถือว่าท้าทายอย่างมาก เพราะต้องเผชิญปัญหาเด็กเกิดน้อย ทำให้ที่นั่งในมหาวิทยาลัยยังว่างเป็นจำนวนมาก นักศึกษาปี 1 ทุกคณะของบางสถาบัน เหลือไม่ถึง 1,000 คน นี่คืออีกหนึ่งปัญหาที่รอการแก้ไข ซึ่งอาจต้องควบรวมบางมหาวิทยาลัยเข้าด้วยกัน

ขณะที่มหาวิทยาลัยในกลุ่มราชภัฏและเทคโนโลยีราชมงคล ต้องกลับไปให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กในชุมชน แต่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ออกนอกระบบราชการ ทำให้มหาวิทยาลัยต้องหาเงินเอง เมื่อหาไม่ได้ก็ต้องไปเพิ่มค่าเทอมเด็ก ทำให้เด็กที่ยากจนไม่มีเงินเรียน ยิ่งหาที่เรียนยากขึ้นไปอีก

ถึงเวลาแล้วที่ต้องกำหนดนโยบายให้มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้ยังดำรงสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยในระบบราชการเหมือนเดิม เพื่อให้คงวัตถุประสงค์เดิม คือการให้เด็กยากไร้ได้เรียนหนังสือ ตรงตามนโยบายของรัฐบาลที่ว่า…ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง

วิกฤติน้ำมันกับอนาคตพลังงานไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389929?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิกฤติน้ำมันกับอนาคตพลังงานไทย

23 กันยายน 2562 – 09:17 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,น้ำมัน,พลังงาน
เปิดอ่าน 843 ครั้ง

วิกฤติน้ำมันกับอนาคตพลังงานไทย คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ฝูงโดรนโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันในประเทศซาอุดีอาระเบีย 2 แห่ง คือโรงกลั่นน้ำมันอับไคก์ โรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทซาอุดีอาระเบีย และอีกแห่งคือการโจมตีบ่อน้ำมันในเมืองคูไรส์ ซึ่งเป็นบ่อขุดเจาะที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ

เหตุโจมตีดังกล่าวทำให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง ต้องหยุดการผลิตน้ำมันลงชั่วคราว และมีการคาดคะเนว่าแรงจูงใจเริ่มต้นน่าจะมาจากความขัดแย้งระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่าน ผลที่สืบเนื่องตามมาก็คือ กำลังการผลิตน้ำมันของโลกลดลง และราคาก็ปรับตัวสูงขึ้น ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน ซาอุดีอาระเบียก็ออกมาชี้แจงและรับประกันว่ายังมีน้ำมันสำรองในคลังอยู่ สามารถกลับมาเร่งผลิตได้เท่าเดิมในไม่กี่สัปดาห์ การแถลงข่าวดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง

ต่อกรณีดังกล่าว รศ. ดร. ศิริพร จงผาติวุฒิ จากวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์บ่อน้ำมันซาอุฯ ถูกโจมตี ราคาน้ำมันอยู่ที่ราวๆ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่หลังจากเกิดเหตุโจมตีผ่านไปได้ 2 วัน ราคาก็พุ่งไปอยู่ที่ 69 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

“ราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับอะไร อันดับแรกก็เรื่องเศรษฐศาสตร์ง่ายๆ คืออุปสงค์กับอุปทาน ยิ่งถ้าเศรษฐกิจขยายตัวมาก แต่ละประเทศต้องลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีทำให้ใช้พลังงานเยอะ ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูง ในทางตรงข้าม ฝั่งอุปทานก็มีกลุ่มประเทศผลิตน้ำมันรายใหญ่ หรือ OPEC ขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิตและจำนวนน้ำมันคงคลังเป็นผู้ควบคุม”

อาจารย์ศิริพร ระบุอีกว่า ปัจจัยอื่นๆ ที่ยังส่งผลต่อราคาน้ำมันคือปัญหาจากภัยพิบัติ สงคราม หรือแม้แต่ปัญหาทางการเมืองที่ส่งผลต่อการผลิต นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนก็มีผลต่อราคาน้ำมันเช่นกัน

สถานการณ์วิกฤติน้ำมันที่เกิดขึ้น สะท้อนความไม่แน่นอนอย่างสูง โดยเฉพาะประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระหว่างซาอุดิอาระเบียกับอิหร่าน เนื่องจากการขนส่งน้ำมันโลกกว่าร้อยละ 20 จากดินแดนตะวันออกกลาง ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน หากถูกปิด ก็จะไม่สามารถส่งน้ำมันได้ และยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าความขัดแย้งทางการเมืองนี้จะจบลงเมื่อใด

“ตอนนี้ซาอุฯ เกิดปัญหา ประเทศที่เดือดร้อนหนักๆ คือจีนกับเกาหลีใต้ เพราะเป็นลูกค้ารายใหญ่ แต่จีนประกาศแล้วว่าตอนนี้ตัวเองมีสำรองอยู่ 325 ล้านบาร์เรล สามารถใช้ได้นานราว 33 วัน ส่วนเกาหลีมีสำรองใช้ได้ประมาณ 90 วัน การถูกโจมตีในซาอุฯ 2 แห่ง คิดเป็นน้ำมันโลกหายไป 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 5 เปอร์เซ็นต์จากทั้งโลก ซึ่งใช้ราวๆ 120 ล้านบาร์เรลต่อวัน”

สำหรับกรณีของประเทศไทย ภาครัฐกำหนดว่าต้องมีการสำรองพลังงานไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 6 ของการผลิตทั้งปี หรือราว 20 วัน และหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว กระทรวงพลังงานได้ออกมาแถลงยืนยันว่าไทยมีแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และมีสำรองน้ำมันทางกฎหมายและการค้ารวมได้ถึง 54 วัน ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาในระยะสั้น

ทั้งนี้ อาจารย์ศิริพรอธิบายเพิ่มเติมว่า ไทยใช้ปริมาณน้ำมันวันละ 1 ล้านบาร์เรล มีการนำเข้าน้ำมันกว่าร้อยละ 88 โดยแบ่งเป็นประเทศจากในกลุ่มตะวันออกกลางกว่าร้อยละ 61 ตะวันออกไกลหรือมาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซียอีกร้อยละ 14 ที่เหลือจากประเทศอื่นๆ และมีการผลิตเองจากแก๊สธรรมชาติในอ่าวไทยกว่าร้อยละ 12

“ไทยเน้นการสั่งซื้อน้ำมันจากหลายๆ แห่ง ไม่พึ่งพาที่ใดที่หนึ่งอย่างเดียว เพราะหากเกิดปัญหาแล้วจะส่งผลกระทบสูง ถ้าที่หนึ่งมีปัญหาก็ไปซื้อที่อื่นได้ สิ่งที่แตกต่างกันคือน้ำมันของแต่ละประเทศซึ่งเป็นน้ำมันดิบมีความแตกต่างกัน บางที่ดีเซลเยอะ บางที่เบนซินเยอะ โรงกลั่นก็จะต้องทำงานเยอะหน่อยในช่วงนี้”

อาจารย์ศิริพรยังระบุอีกว่า วิกฤติน้ำมันที่เกิดขึ้นในอดีตจนถึงปัจจุบันคือการปรับตัวและแก้ไขสถานการณ์ ทำให้มีการพูดคุยถึงพลังงานทางเลือกซึ่งประเทศไทยสามารถผลิตได้เองโดยไม่ต้องนำเข้า โดยรัฐบาลเองก็มีนโยบาย (Bio Circular Green Economy) หรือ BCG เป็นการบูรณาการเศรษฐกิจการใช้ทรัพยากรชีวภาพ ทรัพยากรหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวเข้าด้วยกัน

“BCG เป็นทางเลือกหนึ่งที่เราสามารถทำได้ เราปลูกพืชพลังงานเองได้ และนำมาทำเป็นน้ำมันได้ แต่ตอนนี้ราคายังสูงกว่าน้ำมันดิบ 2-3 เท่า ต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีต่อ ถ้าหากราคาถูกลงกว่านี้ เชื่อว่าเราไปต่อได้แน่นอน” อาจารย์ศิริพรกล่าวทิ้งท้าย

ลุงตู่ หลุดบ่วงศาลรัฐธรรมนูญธนาธร-อนาคตใหม่ยังลุ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389901?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุงตู่ หลุดบ่วงศาลรัฐธรรมนูญธนาธร-อนาคตใหม่ยังลุ้น

23 กันยายน 2562 – 00:00 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,เพื่อไทย,ศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 115 ครั้ง

ลุงตู่ หลุดบ่วงศาลรัฐธรรมนูญธนาธร-อนาคตใหม่ยังลุ้น

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็น ทางเนชั่นทีวีช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น “วีระศักดิ์ พงษ์อักษร” บรรณาธิการบริหารนสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ “บากบั่น บุญเลิศ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น “ลุงตู่หลุดบ่วงศาลรัฐธรรมนูญ ธนาธร-อนาคตใหม่ยังลุ้น!”

 “สมชาย” กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลุดคดีจากศาลรัฐธรรมนูญแล้ว (ถวายสัตย์ปฏิญาณตนและการเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ[หัวหน้าคสช.]) ทำให้การอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร(ถวายสัตย์ปฏิญาณตน)จืดไป ถือว่าเรื่องนี้จบแล้ว

แต่เรื่องที่ไม่กร่อยคือสิ่งที่ไม่มีการพูดคือ ตอนที่ พล.อ.ประยุทธ์เตรียมที่จะตอบ โดยมีเอกสารโครงข่ายขบวนการทำลายประเทศ เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จงใจนำเอกสารนี้มาวางให้สื่อมวลชนเห็นช่วงที่เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่อภิปราย เพราะสถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะที่จะนำมาด้วยในวันนั้น เพราะมันควรอยู่ในห้องประชุมด้านความมั่นคง มองว่าเอกสารนี้น่าจะเป็นการขู่บางคนในวันนั้น เชื่อว่าผู้สื่อข่าวกำลังค้นหาเอกสารนี้

“วีระศักดิ์” ประเมินว่า ความจริงแล้วการอภิปรายครั้งนี้ให้รองนายกรัฐมนตรี(วิษณุ เครืองาม) กับเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่(ปิยบุตร แสงกนกกุล) อภิปรายและชี้แจงเพียงสองคนก็น่าจะพอแล้ว เพราะได้ทราบคำถามและคำตอบที่ชัดเจน

 “สมชาย” กล่าวว่า ตอนนี้เสียงของฝ่ายค้านและรัฐบาลยังปริ่มน้ำและมีท่าทีลดลง ตอนนี้ปิดประชุมสภาผู้แทนฯ และกลางเดือนตุลาคมจะพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วาระแรก หากไม่ผ่านความเห็นชอบ รัฐบาลต้องลาออกหรือยุบสภา

เสียงปริ่มน้ำในการลงมติในห้องประชุมสภาผู้แทนฯ บางครั้งฝ่ายรัฐบาลแพ้ บางครั้งชนะ แต่ความจริงพบว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลขาดประชุมเยอะ แกนนำรัฐบาลจะคุยกันใหม่เพื่อแก้ปัญหานี้ เพราะสมัยประชุมหน้าสภาผู้แทนฯ จะพิจารณาร่างกฎหมาย หากฝ่ายรัฐบาลลงมติแพ้จะมีปัญหา โดยเฉพาะการลงมติการตั้งกมธ.วิสามัญอีอีซีนั้น ฝ่ายค้านบอกควรศึกษาเพราะมีผลกระทบ แต่ฝ่ายรัฐบาลบอกว่าหากศึกษาแล้วโครงการจะล่าช้า เมื่อดูการลงมตินี้จะพบว่าฝ่ายรัฐบาลชนะฝ่ายค้าน 7 เสียง (ฝ่ายรัฐบาลคะแนนหายไป 19 เสียง ฝ่ายค้านหายไป 24 เสียง โดยเป็นของพรรคเพื่อไทย 16 เสียง)

   “บากบั่น” ให้มุมมองว่า การตั้งกมธ.วิสามัญอีอีซีนั้นมีความสำคัญ เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ของประเทศ แต่การที่สภาผู้แทนฯ ไม่เห็นชอบให้ตั้งกมธ.ชุดนี้ แสดงว่ามีความขัดแย้งกันทั้งสองฝ่าย

    “วีระศักดิ์” ประเมินว่า การตั้งกมธ.วิสามัญอีอีซีที่ไม่ผ่านมติของที่ประชุมสภาผู้แทนฯ นั้น ต้องไปดูว่าเหตุผลมาจากอะไร และเรื่องนี้พบว่าพรรคฝ่ายค้านระหองระแหง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่มีความขัดแย้งกันในพรรค อย่าลืมว่าที่ผ่านมาแกนนำรัฐบาลต้องการ 270 เสียง เพื่อให้รัฐบาลพ้นการปริ่มน้ำ

“บากบั่น” ตั้งข้อสังเกตว่า น่าสังเกตคะแนนของฝ่ายค้านในกรณีอีอีซี เสียงของพรรคเพื่อไทยที่หายไป 16 คะแนน ทราบว่า 5 คนอ้างว่ากดลงคะแนนแล้วคะแนนไม่ขึ้น 4 คนลาป่วย ส่วนที่เหลือนั้นแกนนำพรรคเพื่อไทยกำลังสอบสวน อย่าลืมว่าผู้จัดการรัฐบาล (ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์) เคยบอกว่าการเมืองนั้น จอมยุทธ์ควรมีกระบี่เล่มที่สามไว้ข้างหลัง ดังนั้นคะแนนปริ่มน้ำของรัฐบาลหากได้ 11 ส.ส.พรรคเพื่อไทยมานั้นจะพ้นน้ำทันที

     “สมชาย” กล่าวสรุปว่า ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่เพราะวันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ลงพื้นที่ภาคใต้ และยังกำชับ ส.ส.รัฐบาลห้ามติดตามไปด้วย แต่พบว่ามี ส.ส.รัฐบาล 3 คนที่เป็นรัฐมนตรีติดตาม พล.อ.ประยุทธ์ไปด้วย ตรงนี้จึงมีปัญหา เพราะ 5 รัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐยังไม่ลาออกจาก ส.ส. โดย 5 คนนี้อ้างว่าเหตุที่ไม่ลาออกเพราะต้องไปกำกับการทำงานของ ส.ส.ในสภาผู้แทนฯ ขอย้ำว่าอ้างเหตุผลแบบนี้เพื่อตัวเอง เพราะคนพวกนี้กลัวขาลอยหากไม่ได้เป็น ส.ส. อย่าลืมว่า 1 เสียงของรัฐบาลวันนี้มีความหมาย และไปดูว่าพรรคร่วมรัฐบาลนั้น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลาออกแล้วเมื่อไปเป็นรัฐมนตรี

กระแสข่าวว่า 11 ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่เป็นฝ่ายค้านโดนแกนนำพรรคพลังประชารัฐเชิญไปรับประทานอาหารเช้าเพื่อถ่วงเวลาการอภิปรายทั่วไปและเจรจาเรื่องอื่นๆ ด้วย

และคาดว่าพรรคพลังประชารัฐกำลังทาบทามงูเห่า จากนั้นสื่อบางสำนักมีการเสนอข่าวการสอบสวน 11 ส.ส.เหล่านี้ โดยมีซองสีน้ำตาลมาแสดง มองว่าหากมีหลักฐานการจ่ายเงิน ส.ส.เหล่านี้จริงพรรคเพื่อไทยต้องแสดงแล้ว และการเสนอข่าวนี้อาจเป็นการตอบโต้เอกสารของ พล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้งเป็นการย้ำว่า 11 ส.ส.ยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย และยังนำมาแบล็กเมลตอบโต้

แต่สื่อบางแขนงเสนอข่าวว่า พรรคเพื่อไทยระส่ำ ส.ส.อีสานเทใจให้พรรคพลังประชารัฐ เพราะมีความขัดแย้งในพรรค และเป็นจุดให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะเป็นงูเห่าสนับสนุนรัฐบาลในคราวหน้า และเตรียมไปหา ส.ส.เพิ่มจากพรรคอนาคตใหม่ที่อาจจะโดนยุบพรรคมาหนุนรัฐบาล

ส่วนกรณี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ยังมีคดีในศาลรัฐธรรมนูญนั้น

 “บากบั่น” ตั้งคำถามว่า กลางเดือนตุลาคมจะเริ่มพิจารณาคดีของพรรคอนาคตใหม่และแกนนำพรรคนี้ เรื่องนี้มีผลกับการเมืองไทยในวันข้างหน้าเช่นใด

   “สมชาย” วิเคราะห์ว่า ธนาธรมี 5 คดี โดย 2 คดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 3 คดีเกี่ยวกับอาญา และธนาธรยังมีคดีเกี่ยวกับการถือหุ้นสื่อ รวมทั้งคดีปล่อยเงินกู้ให้พรรค โดยล่าสุด “ศรีสุวรรณ จรรยา” เลขาธิการองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ได้ติดตามเรื่องนี้เพราะมันเงียบหายไปนาน รวมทั้งยังมีคดีที่เกี่ยวกับการยุบพรรคอนาคตใหม่ 5 คำร้อง

เรื่องหัวหน้าพรรคปล่อยเงินกู้ให้พรรคนั้นมีการยอมรับของพยานบุคคลและเอกสารที่ธนาธรแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. พบว่า ธนาธรให้เงินกู้พรรคอนาคตใหม่ 191 ล้านบาท ในสองสัญญาการปล่อยกู้ อย่าลืมว่า การปล่อยกู้ต้องมีการคิดดอกเบี้ยตามกฎหมาย และกฎหมายพรรคการเมืองบอกไว้ว่าพรรคการเมืองห้ามกู้เงิน

กฎหมายพรรคการเมืองสองฉบับ(พ.ศ.2550, 2560) ให้เหตุผลต่างกัน พรรคอนาคตใหม่ยึดกฎหมายพรรคการเมืองฉบับเก่าในการกู้เงิน แต่การเลือกตั้งล่าสุดนั้นใช้กฎหมายพรรคการเมืองฉบับล่าสุดเป็นหลัก และไม่มีข้อความใดที่ปรากฏในกฎหมายพรรคการเมืองฉบับล่าสุดบัญญัติให้พรรคกู้เงินได้ หากพรรคใดทำผิดกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าควรยุบพรรคหรือไม่ และกรรมการบริหารพรรคจะโดนตัดสิทธิทางการเมืองหรือไม่ หากพรรคโดนยุบ ส.ส.ของพรรคนั้นสามารถหาพรรคใหม่ได้

แม้มีกระแสข่าวว่าอาจมีพรรคสำรองของพรรคอนาคตใหม่ไว้แล้ว หากกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ที่โดนตัดสิทธิเข้าไปข้องเกี่ยว พรรคใหม่นั้นก็จะโดนยุบได้

     “วีระศักดิ์” กล่าวสรุปว่า แปลว่าหากพรรคอนาคตใหม่โดนกฎหมายลงโทษตามที่ระบุไว้ข้างต้น ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ก็ย้ายไปพรรคใดก็ได้

บิ๊กตู่ นั่งรถกันกระสุน สักการะเจ้าแม่โต๊ะโมะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/411520?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

บิ๊กตู่ นั่งรถกันกระสุน สักการะเจ้าแม่โต๊ะโมะ

20 มกราคม 2563 – 10:32 น.
บิ๊กตู่,นายกฯ,ครมสัญจร,นราธิวาส,ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ,นั่งรถกันกระสุน
เปิดอ่าน 0 ครั้ง

“บิ๊กตู่” นั่งรถกันกระสุน ลงพื้นที่ “นราธิวาส” ไหว้ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ ขอ ปชช. อยู่เย็นเป็นสุข “วิรัช-สุชาติ” ขน 20 ส.ส.พปชร. ต้อนรับ ตาม “นายกฯ” ไปทุกที่

คลิปที่ 1

เมื่อวันที่ 20 ม.ค.63 เวลา 07.00 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พร้อมด้วยพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม ร่วมเดินทางลงพื้นที่ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่ จ.นราธิวาส

โดยเมื่อเวลา 09.05 น. นายกฯ พร้อมคณะ เดินทางด้วยรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีดำ กันกระสุน ทะเบียน กฉ 4212 ยะลา เพื่อกราบสักการะศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลกจ.นราธิวาส โดยส.ส.พลังประชารัฐ 22 คน มาให้การต้อนรับ อาทิ นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ นายวัชระ ยาวอหะซัน ส.ส.นราธิวาส พลังประชารัฐ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานวิปรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี และประธานส.ส.พรรค พร้อมส.ส.ภาคกลางพรรคพปชร. อาทิ นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ส.ส.ชัยนาท นายรณเทพ อนุวัฒน์ ส.ส.ชลบุรี นายสมเกียรติ วอนเพียร ส.ส.กาญจนบุรี นายอัฏฐพล โพธิพิพิธ ส.ส.กาญจนบุรี พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.จันทบุรี นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ รวมถึงส.ส.สงขลา เพชรบุรี สระแก้ว ระยอง ฉะเชิงเทรา ร่วมให้การต้อนรับ คาดว่า การปรากฎตัวของนายวิรัช และกลุ่มส.ส. โดยภาคกลาง น่าจะเป็นการมาเพื่อรายงานถึงการเตรียมพร้อมในการรับมือการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน รวมถึงปัญหาความระหองระแหงภายในพรรค

ทั้งนี้ นายกฯ กล่าวภายหลังสักการะฯ ว่า ได้อธิษฐานขอพรให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข มีความปลอดภัย คิดหวังสิ่งใดขอสำเร็จทุกอย่าง และได้พบปะกับ ประธานมูลนิธิเจ้าแม่โต๊ะโมะ และตัวแทนสมาคมชาวไทยเชื้อสายจีน 4 สมาคม (สมาคมฮกเฮี้ยน สมาคมแต้จิ๋ว สมาคมแคระ และสมาคมไหหลำ) และสมาคมอิสลามสุไหงโก-ลก โดยนายกรัฐมนตรีได้สอบถามประวัติความเป็นมาของศาลเจ้า พร้อมกล่าวแสดงความเป็นห่วงทุกคน และชื่นชมว่าบ้านเมืองสะอาดเรียบร้อยดี ขอให้ร่วมมือกันเดินหน้าพัฒนาประเทศ เพราะรัฐบาลไม่สามารถทำได้ฝ่ายเดียว โดยทางสมาคมศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะได้มอบเหรียญเจ้าแม่โต๊ะโมะ รุ่น1 ปี 2515 เป็นที่ระลึกให้นายกฯ ด้วย ซึ่งนายกฯ ได้นำมาห้อยคอทันที

ขณะที่นายสุชาติ กล่าวว่า ในการลงพื้นที่ของนายกฯ แต่ละครั้งตนและส.ส.ของพรรคจะร่วมให้การต้อนรับ และเป็นกำลังใจให้ส.ส.ของพรรคในแต่ละพื้นที่ รวมถึงจะได้ช่วยรับรับฟังความเห็นประชาชนเพื่อสะท้อนถึงรัฐบาล เพื่อพัฒนาพื้นที่และความเป็นอยู่ของประชาชน ถือเป็นการลงพื้นที่คู่ขนานกับนายกฯ และครม.

บิ๊กป้อมหัวเราะ ปารีณา-ธรรมนัส ซัดกันนัวบอกไม่มีอะไร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/411509?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

บิ๊กป้อมหัวเราะ ปารีณา-ธรรมนัส ซัดกันนัวบอกไม่มีอะไร

20 มกราคม 2563 – 08:56 น.
ประวิตร,ปารีณา,ธรรมนัส,พลังประชารัฐ,ที่ดิน,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 71 ครั้ง

บิ๊กป้อม อารมณ์ดี หัวเราะ ปมร้อน ปารีณา อัด ธรรมนัส ปัญหาที่ดิน อุบเคลียร์ใจแล้วหรือไม่ แจงไม่มีอะไร

คลิปที่ 1

20 มกราคม 2563  ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง กรุงเทพฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ปฏิเสธตอบคำถามถึงประเด็นความขัดแย้งระหว่างน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพปชร. กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ จากปัญหาที่ดินของนางสาวปารีณา หลังข้อความสนทนาทางไลน์ภายในกลุ่ม ส.ส.พรรคหลุด มีการเคลียร์ใจแล้วหรือไม่ โดยพล.อ.ประวิตร หัวเราะก่อนตอบเพียงสั้นๆว่า “ไม่มีอะไร” จากนั้นจึงเดินเข้าห้องรับรองทันทีด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม