สวิตเซอร์แลนด์ รั้งแชมป์ “ประเทศดีสุดของโลก” สองปีซ้อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612064

  • วันที่ 18 ม.ค. 2563 เวลา 12:15 น.

สวิตเซอร์แลนด์ รั้งแชมป์ "ประเทศดีสุดของโลก" สองปีซ้อน

สำนักวิจัยสหรัฐ จัดอันดับ “สวิตเซอร์แลนด์” เป็นประเทศดีที่สุดในโลก ประจำปี 2020 ส่วนไทย อันดับ 26 ของโลก

เว็บไซต์ usnews ร่วมกับสถาบัน Think Tank ชื่อดังอย่าง BAV Group และ วิทยาลัยธุรกิจ Wharton แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ได้เปิดเผยผลการจัดอันดับประเทศดีที่สุดในโลก ประจำปี 2020 โดยระบุว่า สวิตเซอร์แลนด์ ยังคงรั้งแชมป์ประเทศดีที่สุดในโลกไว้ได้สองปีซ้อน

โดยในปี 2019 สวิตเซอร์แลนด์ ยังคงอยู่ในอันดับหนึ่งของประเทศดีที่สุดในโลก และยังคงสามารถรักษาอยู่ในอันดับต้นๆ ได้ทุกครั้งนับมีการจัดอันดับตั้งแต่ปี 2016

การจัดอันของ usnews มาจากการตอบแบบสอบถามของผู้คน 20,000 คนทั่วโลก ซึ่งเป็นกลุ่มคนมีความรู้ นักธุรกิจและประชาชนทั่วไป โดยใช้เกณฑ์การประเมินใน 9 ปัจจัย ดังนี้ 1. ความน่าแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ 2.สถานะการเป็นพลเมือง ซึ่งประกอบด้วย สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกันทางเพศ การเคารพกรรมสิทธิ์ที่ดิน และการกระจายอำนาจอย่างทั่วถึง

3.อิทธิพลทางวัฒนธรรม 4. โอกาสการสร้างผู้ประกอบการ 5.มรดกทางวัฒนธรรม 6.การเติบโตในอนาคต 7.การเปิดกว้างทางธุรกิจ 8.บทบาทในเวทีโลก และ 9.คุณภาพชีวิต โดยใช้เกณฑ์การให้คะแนนของแต่ละด้าน มาคำนวนร่วมกับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่ระดับกำลังซื้อต่อหัว หรือ GDP per capita ตามรายงานของ IMF ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความมั่งคั่งโดยรวมประชากรในแต่ละประเทศ

ประเทศดีที่สุดในโลกประจำปี 2020 นอกจากสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งอยู่ในอันดับหนึ่งแล้ว ตามด้วย แคนาดา ญี่ปุ่น เยอรมนี ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สวีเดน เนเธอร์แลนด์ และนอร์เวย์ ตามลำดับ

ขณะที่ประเทศจีน อยู่ในอันดับที่ 15 ซึ่งเป็นอันหนึ่งของกลุ่มประเทศในแถบเอเชีย ตามด้วยสิงคโปร์อันดับที่ 16 เกาหลีใต้อันดับที่ 20 ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 26 ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากการจัดอันดับในปี 2019

ที่มา : https://www.usnews.com/

ประชากรจีน ทะลุ 1,400 ล้านคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612055

  • วันที่ 18 ม.ค. 2563 เวลา 10:22 น.

ประชากรจีน ทะลุ 1,400 ล้านคน

จีนเผยจำนวนประชากร ณ สิ้นปี 2019 เพิ่มสูงเกิน 1,400 ล้านคนแล้ว

สำนักข่าว CGTN ของทางการจีน รายงานตัวเลขจำนวนประชากร จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนที่มีการเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (17 ม.ค.) ที่ผ่านมาว่า ประชากรของจีนได้เพิ่มขึ้นถึงกว่า 4 ล้าน 6 แสนคนจากปีก่อนหน้า ส่งผลให้ขณะนี้ตัวเลขประชากรจีนจนถึงสิ้นปี 2019 จีนมีประชากรทะลุหลัก 1,400 ล้านคนแล้ว

จำนวนประชากรของจีนแผ่นดินใหญ่ซึ่งไม่นับรวมไต้หวัน, ฮ่องกง และมาเก๊า สูงเกิน 1.4 พันล้านคนเป็นนับแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นในปี 1949

อย่างไรก็ดี แม้ตัวเลขประชากรทั้งประเทศจะเพิ่มขึ้น แต่อัตราการเกิดใหม่ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าทางการจีนจะประกาศยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวตั้งแต่ปี 2016 ทางการจีนเผยว่า ตลอดปี 2019 มีทารกแรกเกิด 14 ล้าน 6 แสนคน ตัวเลขนี้ลดลง 580,000 คนจากปีก่อนหน้าและลดลงเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

คาดว่าเหตุที่อัตราการเกิดลดลงอย่างต่อเนื่องนั้น มีสาเหตุจากหลายปัจจัย อาทิ ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กในพื้้นที่เมืองต่างๆที่สูงขึ้น รวมถึงวิถีชีวิตของคนรุ่นหนุ่มสาวเปลี่ยนไป

สำหรับจำนวนประชากร 1.4 พันล้านคนนี้ แบ่งเป็นประชากรชายราว 715 ล้านคน ประชากรหญิงราว 684 ล้านคน ขณะที่ประชากรวัยแรงงานซึ่งมีอายุระหว่าง 16-59 ปี มีราว 896 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 64 จากจำนวนประชากรทั้งหมด อีกราว 253 ล้านคน มีอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 18 ส่วนประชากรสูงวัย 65 ปีขึ้นไป มีราว 176 ล้านคน หรือร้อยละ 12 ของประชากรทั้งหมด

บล็อกเกอร์รีวิวกระเป๋าเบื้องหลังแบรนด์หรู sold out ใน 6 นาที #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612044

  • วันที่ 17 ม.ค. 2563 เวลา 20:38 น.

บล็อกเกอร์รีวิวกระเป๋าเบื้องหลังแบรนด์หรู sold out ใน 6 นาที

ไม่ว่ากระเป๋าหรูแบรนด์ไหนที่อยาก sold out ในจีน ก็ต้องพึ่งฝีมือหนุ่ม 26 นามว่า มิสเตอร์แบ็ก

พฤติกรรมอย่างหนึ่งของนักช็อปรุ่นใหม่ชาวจีนก็คือ จะต้องสรรหารีวิวสินค้าที่น่าเชื่อถือในโลกออนไลน์ก่อน แต่พวกเขาก็เริ่มเบื่อกับการทำการตลาดแบบดั้งเดิมที่ใช้คนดังเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า

นี่เป็นช่องทางให้คนธรรมดาๆ คนหนึ่งได้แจ้งเกิดเป็นอินฟลูเอนเซอร์ หรือคนที่มีอิทธิพลในโลกอินเทอร์เน็ต ที่แบรนด์สินค้าหรูดังๆ จากต่างประเทศรุมจีบให้มาร่วมกันกันหลายเจ้า

เรากำลังพูดถึงชายหนุ่มที่นักช็อปชาวจีนรู้จักในชื่อ มิสเตอร์แบ็ก (Mr.Bag) หรือชื่อจริงว่า เหลียงเทา แฟชั่นบล็อกเกอร์เบอร์ต้นๆ ของจีนที่ทำให้กระเป๋าแบรนด์เนมแบรนด์ดัง sold out ภายในไม่กี่นาที

ก่อนจะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ มิสเตอร์แบ็กเป็นนักศึกษาการเงินของมหาวิทยาลัย University of Southern California ในลอสแองเจลิส ตามรอยเท้าของพ่อแม่ แต่จริงๆ แล้วเขากลับหลงใหลในกระเป๋าผู้หญิง

เวลาว่างของมิสเตอร์แบ็กส่วนใหญ่จึงไปจบอยู่ที่การเดินช็อปปิ้งในย่านสินค้าหรูอย่าง Rodeo Drive ในย่านเบเวอรีฮิลส์ เพื่อศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับกระเป๋าและตามเทรนด์แฟชั่น ก่อนที่จะเขียนบล็อกเกี่ยวกับกระเป๋าในโลกออนไลน์

มิสเตอร์แบ็กเริ่มเขียนรีวิวกระเป๋าและแนะนำเทรนด์ใหม่ๆ ลงในเหรินเหริน (เครือข่ายสังคมออนไลน์ของจีนคล้ายกับเฟซบุ๊ค) โดยมีเพื่อนๆ ช่วยแชร์ ก่อนจะเริ่มมีฟอลโลเวอร์เพิ่มขึ้นๆ เพราะเนื้อหาตรงใจตี๋หมวยรุ่นใหม่ที่เริ่มเบื่อหน่ายกับคอนเทนต์และโฆษณาที่เน้นการขายจนเกินไป

กระทั่งในปี 2012 เจ้าตัวตัดสินใจเปิดบัญชีอย่างเป็นทางการในชื่อ Mr.Bag ทั้งในเว่ยป๋อและวีแชท ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่คนจีนนิยมใช้มากที่สุด เพื่อโพสต์บทความ

ความรอบรู้ในเรื่องแฟชั่นและตลาดกระเป๋าถือแบรนด์หรูของเหลียงเทาทำให้เขากลายเป็นคนที่นักช็อปชาวจีนนึกถึงมากที่สุดเมื่อต้องการข้อมูลในเชิงลึก

ภายใน 4 ปี Mr.Bag มีฟอลโลเวอร์กว่า 4 ล้านคน ขึ้นแท่นเป็นบล็อกเพียงหนึ่งเดียวที่มีอิทธิพลกับอุตสาหกรรมกระเป๋าถือของจีนมากที่สุด ซึ่งขณะนั้นเขายังอาศัยอยู่ในสหรัฐ แต่กลายเป็นคนดังที่บ้านเกิดไปแล้ว

ขณะที่เหลียงเทาเองไม่เคยคาดคิดว่าความหลงใหลในแฟชั่นกระเป๋าถือของผู้หญิงจะทำให้เขาเป็นแฟชั่นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังของจีน

เจ้าตัวเผยว่า กว่าจะรู้ว่าตัวเองดังก็เมื่อตอนที่ Fendi แบรนด์ดังจากอิตาลีเชิญไปร่วมงานแฟชั่นโชว์ที่มิลาน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่อินฟลูเอนเซอร์จีนได้นั่งชมโชว์ของ Fendi จากที่นั่งแถวหน้า

ปัจจุบันนี้มิสเตอร์แบ็กมีฟอลโลเวอร์ในเว่ยป๋อกว่า 6.14 ล้านคน และในวีแชทอีกเกือบ 1 ล้านคน

เหลียงเทาไม่ได้แค่เขียนบล็อกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เขายังผลิตกระเป๋าหรูที่เป็นที่ต้องการของสาวๆ ด้วย

ความที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลนี่ทำให้เจ้าตัวได้มีโอกาสร่วมงานกับแบรนด์ดัง ไม่ว่าจะเป็น Givenchy, Burberry, Fendi, Louis Vuitton, Tod’s

การร่วมงานนนี้ไม่ใช่แค่เอาชื่อของเขาไปแปะเท่านั้น มิสเตอร์แบ็กยังมีส่วนร่วมในการออกแบบและแนะนำสีและรูปทรงที่เหมาะกับชาวจีนด้วย

และทุกครั้งก็สร้างปรากฏการณ์ sold out ตลอด เพราะเขาเข้าใจรสนิยมของคนจีนรุ่นใหม่ดีที่สุด

ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า Givenchy มูลค่ารวม 1.2 ล้านหยวนที่หมดเกลี้ยงภายใน 12 นาที หรือกระเป๋า Tod’s ใบละ 10,800 หยวน มูลค่ารวม 3.24 ล้านหยวน ที่หมดภายใน 6 นาที

หลายคนอาจจะมองว่ากระเป๋าถือผู้หญิงไม่น่าจะเป็นเรื่องถนัดของผู้ชาย

แต่ชายหนุ่มวัย 28 ปีกลับมองว่าความเป็นผู้ชายของเขาเป็นข้อดี เพราะสาวๆ มองว่าผู้ชายให้คำแนะนำตามความเป็นจริง ช่วยให้ผู้หญิงตัดสินใจเลือกซื้อกระเป๋าโดยใช้เหตุผลอยู่เหนืออารมณ์

มิสเตอร์แบ็กยกตัวอย่างว่า เขาจะแยกประเภทกระเป๋าให้ชัดเจนแล้วแนะนำสาวๆ ว่าชิ้นไหนใช้ได้นาน ใช้ได้หลายโอกาส และดูโดดเด่น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์กับนักช็อปที่ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะซื้อกระเป๋าใบไหนอย่างมาก

จุดเด่นอีกหนึ่งอย่างของมิสเตอร์แบ็กคือ ข้อมูลที่เขาเขียนลงบล็อกและการออกแบบกระเป๋านั้นเขาเขียนขึ้นในฐานะที่ตัวเขาเองก็เป็นนักช็อปปิ้งกระเป๋าหรูและเป็นคนรุ่นใหม่เช่นเดียวกับลูกค้าคนอื่นๆ

จึงไม่แปลกที่จะมีแฟนคลับติดตามมากมายและกระเป๋าที่มิสเตอร์แบ็กออกแบบก็ sold out ภายในไม่กี่นาที

เมื่อปี 2017 กลุ่มธนาคาร BNP Paribas จัดอันดับให้มิสเตอร์แบ็กเป็นแฟชั่นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีอิทธิพลเป็นอันดับ 3 ของจีน

ทว่าหากพูดถึงเรื่องกระเป๋า มิสเตอร์แบ็กคือเบอร์ 1 เท่านั้น

แรงงานไทยถูกหวยไต้หวัน รับแจ็คพอต 8 ล้านเหรียญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612034

  • วันที่ 17 ม.ค. 2563 เวลา 18:36 น.

แรงงานไทยถูกหวยไต้หวัน รับแจ็คพอต 8 ล้านเหรียญ

แรงงานไทยสุดเฮง ถูกลอตเตอร์รี่รางวัลแจ็คพอตของไต้หวัน รับเหนาะๆ 8 ล้านเหรียญ

สื่อท้องถิ่นไต้หวันรายงานว่า แรงงานชาวไทยรายหนึ่งถูกรางวัลแจ๊คพอตของ Daily Cash 539 ซึ่งเป็นลอตเตอร์รี่ของไต้หวัน ด้วยมูลค่าถึง 8 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือราวๆ 8 ล้านบาทไทย (1 ดอลลาร์ไต้หวัน ราว 1.01 บาท)

รายงานระบุว่า แรงงานไทยผู้โชคดีรายนี้เป็นชายอายุ 30 ปี ไม่มีการเปิดเผยนาม ได้ซื้อลอตเตอร์รี่ Daily Cash 539 ในราคา 50 ดอลลาร์ไต้หวัน ที่ร้านค้าแห่งหนึ่งในนครเจียอี้ ทางภาคใต้ของไต้หวัน เมื่อวันจันทร์ (13 ม.ค.) ที่ผ่านมา

จากนั้นพบว่า เลขในลอตเตอร์รี่ทั้ง 5 ตัว ตรงกับรางวัลแจ็คพอต ซึ่งมีการประกาศรางวัลในคืนเดียวกันของวันนั้น นอกจากนั้นหนุ่มแรงงานไทยผู้นี้ยังถูกรางวัลในลอตเตอร์รี่อีก 2 ใบ ที่ซื้อมาจากร้านเดียวกัน โดยเขาจะได้เงินรางวัลเพิ่มอีกราว 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน

นาง Yen Shu-ching เจ้าของร้านค้าที่ขายลอตเตอร์รี่ดังกล่าว เผยผ่านสื่อว่า แรงงานไทยผู้โชคดีรายนี้ทำงานอยู่ในโรงงานใกล้ๆกับเมือง และเขาเป็นลูกค้าประจำของร้านเธอมานานกว่า 3 ปี โดยมักจะมาซื้อลอตเตอร์รี่ที่นี่พร้อมกับเพื่อนอีก2คน

นาง Yen เผยว่า เมื่อวันพฤหัสบดี (16 ม.ค.) ที่ผ่านมา หนุ่มไทยผู้โชคดีรายนี้ ได้นำล็อตเตอร์รี่มาขึ้นเงินรางวัลด้วยอาการตื่นเต้นและมีความสุข โดยเขากล่าวว่า วางแผนจะใช้เงินก้อนนี้เพื่อซื้อบ้านหลังจากกลับมาเมืองไทยแล้ว

ภาพ : https://news.ltn.com.tw/

กลาโหมสหรัฐเผยมีทหารอเมริกันบาดเจ็บจากมิสไซล์อิหร่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612025

  • วันที่ 17 ม.ค. 2563 เวลา 16:42 น.

กลาโหมสหรัฐเผยมีทหารอเมริกันบาดเจ็บจากมิสไซล์อิหร่าน

กลาโหมแย้งทรัมป์ ระบุมีทหารอเมริกัน 11 นาย ได้รับบาดเจ็บจากมิสไซล์อิหร่าน

เมื่อวันพฤหัสบดี (16 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ นาวาเอก Bill Urban โฆษกศูนย์บัญชาการกลางทัพสหรัฐ (U.S. Central Command) ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า จากเหตุที่อิหร่านใช้มิสไซล์โจมตีเข้ายังฐานทัพอากาศ Al Asad Air Base ในอิรัก เมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมานั้น พบว่ามีทหารอเมริกันจำนวน 11 นาย ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีดังกล่าว

คำแถลงของศูนย์บัญชาการกลางทัพสหรัฐ นับว่าแย้งกับคำแถลงก่อนหน้านี้ของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ระบุทั้งทางทวิตเตอร์ และคำแถลงอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบขาวที่ระบุว่า ไม่มีทั้งทหารอเมริกันและทหารอิรักนายใด เสียชีวิต หรือได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีครั้งนี้

ความเสียหายภายในฐานทัพ Al Asad Air Base จากการโจมตีของอิหร่าน

“ไม่มีทหารอเมริกันคนใดเสียชีวิตจากการโจมตี แต่พบว่ามีทหารบางส่วนได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีโดยมิสไซล์อิหร่านเมื่อวันที่ 8 ม.ค. บางคนเข้ารับการรักษาตัวด้วยอาการกระทบกระเทือนจากแรงระเบิด และยังคงต้องได้รับการประเมินอาการอย่างใกล้ชิด” คำแถลงจากศูนย์บัญชาการกลางทัพสหรัฐระบุ

โฆษก U.S. Central Command เผยอีกว่า ขณะนี้มีทหาร 8 นาย ถูกส่งไปรักษาตัวยัง ศูนย์การแพทย์ประจำภูมิภาค Landstuhl ซึ่งอยู่ในฐานทัพสหรัฐที่เยอรมนี ขณะที่อีก 3 นาย ถูกส่งไปรักษาตัวยัง Camp Arifjan ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการของทัพสหรัฐในคูเวต

ความเสียหายภายในฐานทัพ Al Asad Air Base จากการโจมตีของอิหร่าน

สำหรับฐานทัพอากาศ Al Asad Air Base มีทหารอเมริกันประจำการราว 1,500 นาย รวมถึงเป็นฐานปฏิบัติการสำคัญของกองทัพสหรัฐในอิรัก ได้ถูกโจมตีโดยมิสไซล์อิหร่านจำนวนหลายสิบลูก เพื่อแก้แค้นให้กับการที่สหรัฐมีปฏิบัติการสังหารนายพล กัสซิม โซเลมานี ผู้นำกองกำลังหน่วยรบพิเศษของอิหร่าน แม้ว่าการโจมตีนั้นจะไม่ส่งผลให้มีทหารนายใดเสียชีวิต แต่ก็ได้สร้างความเสียหายเชิงโครงสร้างบางส่วนให้กับฐานทัพในระดับนึงเช่นกัน

ความเสียหายภายในฐานทัพ Al Asad Air Base จากการโจมตีของอิหร่าน

 

ความเสียหายภายในฐานทัพ Al Asad Air Base จากการโจมตีของอิหร่าน

จีนพบผู้เสียชีวิตจากโรคปอดปริศนารายที่ 2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612008

  • วันที่ 17 ม.ค. 2563 เวลา 14:54 น.

จีนพบผู้เสียชีวิตจากโรคปอดปริศนารายที่ 2

สาธารณสุขจีนยืนยันพบผู้เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นรายที่ 2 ของประเทศ

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขท้องถิ่นเมืองอู่ฮั่นในมณฑลเหอเป่ยของจีนเผยว่า คนไข้วัย 69 ปีที่ติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งชื่อว่า 2019-nCoV จากเมืองอู่ฮั่น เสียชีวิตเมื่อวันพุธที่ 15 ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น หลังจากมีอาการป่วยเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.ปีที่แล้ว และเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลในอีก 5 วันถัดมา

ผู้เสียชีวิตรายล่าสุดมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ไตทำงานผิดปกติ และอวัยวะภายในอื่นๆ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก นอกจากนี้ ผลสแกนร่างกายยังพบว่าปอดเสียหายจากวัณโรคด้วย นับเป็นผู้เสียชีวิตรายที่ 2 ของจีนหลังจากชายวัย 61 ปีจากเมืองเดียวกันเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา

จนถึงขณะนี้มีรายงานการติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในเมืองอู่ฮั่นทั้งหมด 41 ราย ในจำนวนนี้ 5 รายอาการสาหัส ส่วนอีก 12 รายแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านแล้ว โดยหน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่นยังติดตามผู้ใกล้ชิดกับผู้ป่วยอีก 763 ราย ในจำนวนนี้ 644 รายแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านแล้ว ส่วนอีก 119 รายยังอยู่ภายใต้การสังเกตการณ์ทางการแพทย์ แต่ยังไม่พบการติดเชื้อในกลุ่มคนเหล่านี้

ขณะนี้ทีมนักวิทยาจากทั่วโลกกำลังศึกษาวิจัยตัวอย่างยีนของไวรัสที่ทีมวิจัยจีนส่งให้ โดยเบื้องต้นยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่เชื้อจะแพร่จากคนสู่คน

ด้านทางการจีนยกระดับการป้องกันการแพร่ระบาด โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ใช้บริการสนามบินนานาชาติเทียนเหอในเมืองอู่ฮั่นต้องผ่านเครื่องตรวจจับอุณหภูมิร่างกาย หากพบอุณหภูมิเกิน 38 องสาเซลเซียสจะต้องเข้ารับการตรวจจากเจ้าหน้าที่อีกครั้ง และหากเข้าเกณฑ์ต้องสงสัยจะถูกกักตัวเพื่อดูอาการ

นอกจากนี้ ทางการเมืองอู่ฮั่นยังติดตั้งเครื่องตรวจจับอุณหภูมิร่างกายที่สถานีรถไฟหลักอีก 3 แห่ง

ขณะที่ทางการเวียดนามได้สั่งกักตัวและตรวจเลือดนักท่องเที่ยวชาวจีน 2 ราย เป็นชายวัย 22 ปี และเด็กชายวัย 3 ขวบเพื่อดูอาการ หลังแสดงอาการคล้ายเป็นไข้ขณะเดินทางมายังสนามบินดานัง

จับตา สีจิ้นผิงปิดดีล “เมกะโปรเจกต์” พลิกโฉมเมียนมา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/612007

  • วันที่ 17 ม.ค. 2563 เวลา 14:53 น.

จับตา สีจิ้นผิงปิดดีล "เมกะโปรเจกต์" พลิกโฉมเมียนมา

ปธน.สีจิ้นผิงเยือนเมียนมาครั้งแรก พร้อมเตรียมลงนามสัญญาโครงการก่อสร้างพื้นฐานสำคัญหลายพันล้านดอลลาร์

วันที่17 ม.ค. ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน ได้เริ่มต้นการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกของปี 2020 โดยมีกำหนดเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเป็นเวลาสองวัน ระหว่าง 17-18 ม.ค.นี้

การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนเมียนมาครั้งแรกของนายสีจิ้นผิง และถือเป็นการเยือนของผู้นำจีนครั้งแรกในรอบ 19 ปี นับตั้งแต่ที่อดีตประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมิน เดินทางเยือนเมียนมาในเดือนธันวาคม 2001

การเยือนเมียนมาของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ไม่เพียงแค่จะเป็นการเยือนเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเท่านั้น แต่การเยือนครั้งนี้หลายฝ่ายได้จับตาถึงผลประโยชน์และการลงทุนสำคัญที่จีนเตรียมลงนามเซ็นสัญญาร่วมกับเมียนมา เป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

โครงการที่ว่านี้ ประกอบไปด้วย เส้นทางรถไฟความเร็วสูง ท่าเรือน้ำลึก เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเจาะพยู (Kyaukphyu Special Economic Zone – SEZ) รวมถึงการปรับโฉมนครย่างกุ้ง

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง มีกำหนดการเดินทางถึงยังกรุงเนปิดอว์ ท่ามกลางการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ของรัฐบาลเมียนมาภายใต้การนำของนางอองซานซูจี

การลงทุนที่จีนเตรียมลงนามร่วมกับเมียนมานี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา หรือ China Myanmar Economic Corridor (CMEC) ซึ่งจะเป็นหนึ่งในการเชื่อมโครงข่ายการค้าของจีนในแถบตะวันตกไปสู่มหาสมุทรอินเดีย ตามแผนเส้นทางสายไหมของจีน ประกอบด้วยโครงการสำคัญอาทิ ..

 

ท่าเรือน้ำลึกรัฐยะไข่

ท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่นี้จะตั้งอยู่ในเมืองเจาะพยู (Kyaukphyu) ในรัฐยะไข่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตเศรษฐกิจพิเศษ SEZ และถือเป็นหัวใจสำคัญของระเบียงเศรษฐกิจพิเศษจีน-เมียนมา มูลค่าสูงถึง 1.3 พันล้านเหรียญ ซึ่งท่าเรือแห่งนี้จะกลายเป็นทางออกสู่มหาสมุทรอินเดียของจีน

แม้ว่าเมียนมาจะสามารถต่อรองราคา “ท่าเรือเจาะพยู” จากเดิม 7.2 พันล้านดอลลาร์ เหลือ 1.3 พันล้านดอลลาร์ แต่พม่าก็ต้องร่วมลงทุนค่าก่อสร้างถึง 30%

พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเจาะพยู สยายปีกสู่มหาสมุทรอินเดีย

นอกจากท่าเรือแล้ว บริเวณพื้นที่โดยรอบท่าเรือของเมืองเจาะพยู ซึ่งเต็มไปด้วยทุ่งนา และป่าสัก ในรัฐยะไข่ซึ่งตั้งอยู่ติดมหาสมุทรอินเดีย จะถูกเปลี่ยนให้เป็นที่ตั้งของเขตโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งโรงงานเย็บผ้า โรงงานแปรรูปอาหาร โดยทางการเมียนมาให้คำมั่นว่าชาวยะไข่จะเป็นคนงานกลุ่มแรก ที่ได้รับพิจารณาเข้าทำงานจากตำแหน่งงานใหม่ทั้งหมด 4 แสนตำแหน่ง แต่บางฝ่ายหวั่นว่าผลประโยชน์จะตกกับคนนอกรัฐ

เขื่อนคะฉิ่น

“Myitsone Dam” จะเป็นเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าขนาดใหญ่แห่งใหม่ของเมียนมา มีกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าถึง 6,000 เมกะวัตต์ มูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเขื่อนแห่งนี้จะสร้างขึ้นบนแม่น้ำอิระวดี ซึ่งนั่นสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่ายว่าจะส่งผลกระทบต่อแม่น้ำอิรวดีโดยตรง เนื่องจากเขื่อนอาจทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ขนาดใหญ่พอๆกับประเทศสิงคโปร์

โครงการแห่งนี้ถูกเสนอในปี 2009 แต่โดนระงับไปในปี 2011 และหากเมียนมาจรดปากกาลงนามสร้างเขื่อนกับจีน เรื่องนี้อาจกลายเป็นประเด็นให้คนพม่าออกมาประท้วงอีกครั้ง

 

China Daily

รถไฟความเร็วสูงเชื่อมเมียนมา-ยูนาน

โครงการเส้นทางรถไฟความเร็วสูงมูลค่า 8.9 พันล้านดอลลาร์ จะเชื่อมมณฑลยูนาน ซึ่งเป็นมณฑลที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลของจีน ผ่านทางเมืองมูเซะของเมียนมา ไปสู่ชายฝั่งตะวันตกของพม่าเพื่อออกสู่มหาสมุทรอินเดีย

ทว่าโครงการเส้นทางรถไฟความเร็วสูงดังกล่าว ต่อผ่านกลางพื้นที่รัฐฉานของเมียนมาซึ่งเต็มไปด้วยกลุ่มติดอาวุธ และแหล่งผลิตยาเสพติด ซึ่งต้องหาข้อตกลงร่วมกันกับกลุ่มเหล่านี้ นอกจากนั้นอีกประการคือ ในพื้นที่ดังกล่าวเต็มไปด้วยเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน ซึ่งถือเป็นความท้าทายเชิงวิศวกรรมในการก่อสร้าง

 

เมืองใหม่นครย่างกุ้ง

แม้กรุงเนปิดอว์จะเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของเมียนมา มานานหลายปี แต่นครย่างกุ้งยังคงเป็นเมืองสำคัญที่มีประชากรอาศัยเป็นจำนวนมาก และเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจของเมียนมา

ทางการเมียนมาหวังจะพลิกโฉมเมืองแห่งนี้ ด้วยการขยายความเจริญของเมืองไปยังแถบปริมณฑลในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำย่างกุ้ง ด้วยเงินลงทุน 1.7 พันล้านดอลลาร์ โดยหวังว่าเมืองปริมณฑลนี้จะแก้ปัญหาความแออัด รถติด และการขาดแคลนไฟฟ้าและประปาของย่างกุ้งได้ แต่หลายฝ่ายหวั่นว่าจะเกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการทุจริตในท้องถิ่น

เศรษฐกิจจีนโตน้อยสุดรอบเกือบ 30 ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611989

  • วันที่ 17 ม.ค. 2563 เวลา 12:42 น.

เศรษฐกิจจีนโตน้อยสุดรอบเกือบ 30 ปี

จีดีพีจีนปี 2019 ขยายตัวร้อยละ 6.1 หดตัวต่ำสุดในรอบเกือบ 30 ปี

สำนักสถิติแห่งชาติจีนเผยว่า ตัวเลขจีดีพีของจีนในปี 2019 ขยายตัวที่ร้อยละ 6.1 ซึ่งถือว่าหดตัวต่ำสุดตั้งนับตั้งแต่ปี 1990 สืบเนื่องจากอุปสงค์การบริโภคในประเทศหดตัว ประกอบกับผลกระทบจากสง ครามการค้ากับสหรัฐตลอดสองปีที่ผ่านมา

การเปิดเผยตัวเลขนี้มีขึ้นหลังจากที่ทั้งจีนและสหรัฐเพิ่งลงนามในข้อตกลงการค้าเฟสแรกที่ทำเนียบขาว ซึ่งจีนให้คำมั่นซื้อสินค้าหลากหลายชนิด รวมถึงสหรัฐพิจารณาลดกำแพงภาษีสินค้าจีนลงครึ่งหนึ่ง

ตัวเลขการเติบโตของจีดีพีจีนที่ทางการจีนระบุ สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจจีโตราวๆ 6.0-6.5 ซึ่งลดลงหากเทียบกับตัวเลขในปี 2018 ที่ขยายตัวร้อยละ 6.6

ก่อนหน้านี้ เวิร์ลแบงก์ได้ออกรายงานเมื่อต้นเดือนว่า ยอดส่งออกที่ลด ลงได้ซ้ำเติมเศรษฐกิจจีนที่มียอดการบริโภคลดลง รวมถึงปัจจัยด้านความไม่แน่นอนด้านการสงครามการค้า และกำแพงภาษีของสหรัฐก็ส่งผลลบต่อกิจกรรมการผลิตและบรรยากาศการลงทุน โดยปี 2019 ภาคการผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนขยายตัวร้อยละ 5.7 ลดลงจากร้อยละ 6.2 ในปี 2018 เช่นเดียวกับยอดค้าปลีกที่ปีก่อนขยายตัวร้อยละ 8.0 ลดลงจากปี 2018 ที่เคยขยายตัวร้อยละ 9.0

คาดว่ารัฐบาลปักกิ่งเตรียมออกมาตรกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อการตอบสนองต่อการเติบโตที่ลดลงในหลากหลายมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ อาทิ การลดภาษี การผ่อนปรนข้อจำกัดให้รัฐบาลท้องถิ่นขายพันธบัตรเพื่อสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเศรษฐกิจของจีนในปี 2019 จะเติบโตลดลงที่ร้อยละ 6.1 แต่ก็ยังเป็นตัวเลขการเติบโตที่สูงกว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่แห่งอื่นๆทั่วโลก

Google มูลค่าทะยานแตะ”ล้านล้านดอลลาร์” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611982

  • วันที่ 17 ม.ค. 2563 เวลา 11:46 น.

Google มูลค่าทะยานแตะ"ล้านล้านดอลลาร์"

Google กลายเป็นบริษัทที่ 4 ของสหรัฐ ที่มีมูลค่าทะลุหลัก $1 Trillion

เมื่อวานนี้ (15 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นในนครนิวยอร์กของสหรัฐ ซึ่งเป็นที่่ตั้งของตลาดหุ้นวอลสตรีท หุ้นของ Alphabet Inc ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google (GOOGL.O) ได้ทะยานขึ้นถึงระดับสูงสุดจนส่งผลให้ Google กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าแตะหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์ ($1 trillion) เป็นที่เรียบร้อย

มูลค่าที่พุ่งทะลุในระดับล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลให้กูเกิล กลายเป็นบริษัทแห่งที่ 4 ของสหรัฐที่มีมูลค่าในระดับหลัก trillion ร่วมกับ Apple ,Microsoft, Facebook และ Amazon ที่เคยขึ้นแท่นไปก่อนหน้านี้

สำหรับหุ้นของกูเกิลตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ได้ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่องเกือบ 17% ซึ่งแซงหน้าบรรดาหุ้นรายอื่นๆที่อยู่ในดัชนี S&P 500 ซึ่งพบว่าหุ้นรายอื่นๆในดัชนีเดียวกันนี้มียอดโตเฉลี่ยที่ราว 6%

รายงานในไตรมาสล่าสุดของบริษัท ระบุว่า รายได้กว่า 84% ของ Alphabet Inc. ล้วนมาจากกูเกิล โดยตลอดช่วง10ปีที่ผ่านมากูเกิลมีรายได้เพิ่มอย่างต่อเนื่องขึ้นราว20% แม้รายได้โดยส่วนใหญ่ของ Alphabet จะมาจากกูเกิล แต่บริษัทได้มุ่งหันไปลงทุนในธุรกิจใหม่ที่คาดหวังว่าจะเติบโตในอนาคตเช่น ธุรกิจรถยนต์ไร้คนขับ

อย่างไรก็ดี มูลค่าของบริษัทในตลาดหุ้นที่มีมูลค่าสูงสุดไม่ใช่บริษัทด้า เทคโนโลยี แต่คือ Saudi Aramco ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตน้ำมันของซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเปิดซื้อขายไอพีโอไปเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยมีมูลค่าขณะนี้ราว 1.8 ล้านล้านดอลลาร์

ปินส์ออกหมายจับอดีตผบ.ตร.ฐานทุจริตคดียาเสพติด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/611973

  • วันที่ 17 ม.ค. 2563 เวลา 10:53 น.

ปินส์ออกหมายจับอดีตผบ.ตร.ฐานทุจริตคดียาเสพติด

อดีตผบ.ตร.มือปราบยาเสพติดของฟิลิปปินส์ พร้อมกับพวก ถูกจับข้อหาทุจริตคดียาเสพติด

นาย Oscar Albayalde อดีตผู้บัญชาการตำรวจฟิลิปปินส์ ผู้เป็นมือขวาในภารกิจปราบปรามยาเสพติด ตามนโยบายการประกาศสงครามยาเสพติดของประธานาธิบดีดูเตอร์เต ถูกกระทรวงยุติธรรมของฟิลิปปินส์ออกหมายจับ จากการที่พบว่าเขาปกป้องลูกน้องซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในกับคดีค้ายาเสพติด

นาย Albayalde ซึ่งลาออกจากตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจของฟิลิปปินส์เมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา โดยในช่วงเวลาปีกว่าที่เขาดำรงตำแหน่งผบ.ตร.ฟิลิปปินส์ ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับภารกิจปราบปรามยาเสพติด ตามนโยบายของประธานาธิบดีดูเตอร์เตนับตั้งแต่ที่เขาครองอำนาจเป็นผู้นำฟิลิปปินส์เมื่อปี 2016 ซึ่งส่งผลให้มีรายงานพบว่าผู้ต้องสงสัยที่อาจเกี่ยวข้องกับยาเสพติดถูกวิสามัญด้วยระบบศาลเตี้ยเป็นจำนวนหลายพันคน

กระทรวงยุติธรรมฟิลิปปินส์เผยว่า ทางอัยการพบหลักฐานที่เชื่อว่า อดีตผบ.ตร.ผู้นี้พบพร่องในหน้าที่ จากการไม่สั่งลงโทษลูกน้องที่ทำของกลางเป็นยาเสพติดจำนวน 163 กิโลกรัม และเงินสดราว 517,000 ดอลลาร์ สูญหายจากการบุกเข้าจับกุมแก๊งค้ายา

นอกจากอดีตผบ.ตร.แล้ว กระทรวงยุติธรรมยังออกหมายจับเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงที่มีส่วนเกี่ยวข้องอีก 13 นาย ในข้อหาทุจริตคดียาเสพติด และรับสินบนจากแก๊งค้ายาในท้องถิ่น

ด้านนาย Albayalde ได้ออกแถลงการณ์ถึงคำประกาศจับดังกล่าวว่าตนเองพร้อมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาล โดยเขาเชื่อว่าสุดท้าย กระบวนการศาลจะช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ของตน ทั้งนี้ หากพบว่ามีความผิดจริง เขาอาจเจอโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี