เกษตรเตรียมแผนเผชิญเหตุทุกสถานการณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เกษตรเตรียมแผนเผชิญเหตุทุกสถานการณ์

27 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ประภัตร,อ่างเก็บน้ำ,จันทบุรี,การไฟฟ้า,ข่าววันนี้,ภัยแล้ง,กรมชลประทาน
เปิดอ่าน 122 ครั้ง

ประภัตร ติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง จันทบุรี สั่งกรมชลฯเร่งสร้างอ่างเก็บน้ำแก่งหางแมว ให้แล้วเสร็จทันฤดูฝนนี้

คลิปที่ 1

2ึ7 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่จันทบุรีครั้งนี้พบว่ามีโครงการชลประทาน อยู่ระหว่างการก่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำหลายแห่งทั่วประเทศ 

ทั้งอ่างเก็บน้ำ ฝาย แก้มลิง ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯได้เร่งรัดให้ กรมชลประทาน ดำเนินการแล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อกักเก็บน้ำได้ทันในฤดูฝนนี้ ซึ่งในส่วนจ.จันทบุรี กำลังเร่งก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแก่งหางแมว ซึ่งความจุ 80 ล้านลบ.ม. เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เพื่อตอบสนองความต้องการการใช้น้ำของเกษตรกร

นายประภัตร กล่าวว่า ต้องเดินหน้าโครงการแหล่งเก็บน้ำ ต.บางชัน อ.คลองขลุง จ.จันทบุรี ในส่วนพื้นที่แปลงสุดท้ายที่ยังติดปัญหาเข้าพื้นที่ไม่ได้ เพราะเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ได้มีปัญหามายาวนาน ตนจะนำเรื่องไปหารือกับรมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯและแจ้งว่าเป็นโครงการที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะเป็นแหล่งน้ำให้กับคนนับหมื่นคนได้ใช้

โดยกระทรวงเกษตรฯมีหลายมาตรการแก้ไขภัยแล้งพื้นที่เกษตร ทั้งช่วงเข้าสู่ภาวะภัยแล้ง และแผนเผชิญเหตุ ใช้น้ำบนฟ้า บนดิน ใต้ดิน และฟื้นฟูอาชีพ สภาพพื้นที่หลังประสบภัยให้เกษตรกรไปแจ้งขอความช่วยเหลือ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ ได้ทุกพื้นที่

ขณะนี้ จ.จันทบุรียังไม่มีพื้นที่ประสบภัยแล้ง แต่มีพื้นที่เฝ้าระวังภัยแล้ง รวม 10 อำเภอ 69 ตำบล พื้นที่ 379.861 ไร่ ซึ่งจากการลงพื้นที่ในวันนี้เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน อาทิ อ.มะขาม อ.เมือง อ.แหลมสิงห์ และ อ.ขลุง จ.จันทบุรี ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาแหล่งน้ำอุปโภค-บริโภค และใช้การเกษตร เนื่องจากฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง

จึงได้บูรณาการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ จ.จันทบุรี มีปริมาณฝนตกลงมามากกว่าหลายจังหวัด แต่ลักษณะพื้นที่ลาดเอียงจึงทำให้ฝนที่ตกลงมาไหลลงสู่ทะเล จึงต้องเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งให้เพียงพอ

ได้มอบหมายให้กรมชลประทานเร่งดำเนินโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณให้แล้วเสร็จเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ และบริหารจัดการเก็บกักน้ำในช่วงหน้าแล้ง สำหรับในส่วนของการแก้ปัญหาการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองขลุง ที่ติดขัดเนื่องจากอยู่ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้ จ.จันทบุรี ได้ดำเนินการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างขั้นตอนของกรมอุทยานแห่งชาติจะประกาศเพิกถอนพื้นที่ป่า ซึ่งก็จะสามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งหากการก่อสร้างแล้วเสร็จสามารถเก็บกักน้ำได้ 4.21 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสนับสนุนพัฒนาการเกษตรเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำหรับการเกษตรและอุปโภค-บริโภค พื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 2,500 ไร่

สำหรับ จ.จันทบุรี มีพื้นที่ทั้งหมด 3,961,250 ไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 2,284,609 ไร่ (57.67% ของพื้นที่ทั้งหมด) โดยแบ่งเป็น พื้นที่ไม้ผล 1,038,126 ไร่ พื้นที่ปลูกไม้ยืนต้น 893,062 ไร่ พื้นที่ปลูกพืชไร่ 118,797 ไร่ พื้นที่นา 32,186 ไร่ พื้นที่ปลูกพืชผัก 7,225 ไร่ เป็นต้น ปริมาณน้ำภาพรวมจังหวัด 230 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 62 ถึง วันที่ 31 ธ.ค. 62 จำนวน 17,391.30 มม. พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ทุเรียน 339,292 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,779 กิโลกรัม ลำใย 279,776 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,342 กิโลกรัม มังคุด 125,834 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 967 กิโลกรัม

ทั้งนี้ อ่างเก็บน้ำขนาดกลางมี 5 แห่ง คือ เขื่อนคีรีธาร เขื่อนพลวง อ่างเก็บน้ำคลองประเเกด อ่างเก็บน้ำคลองศาลทราย และอ่างเก็บน้ำคลองพระพุทธ รวมความจุอ่าง 306.44 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำทั้งหมด 230.30 ล้าน ลบ.ม. น้ำใช้การได้ 220 ล้าน ลบ. คิดเป็น 72 (ตัวเลข ณ วันที่ 24 ม.ค. 62)

เปิดโปง A+777 ตรานาคเขียว สารชีวภัณฑ์ปลอม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412820?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดโปง A+777 ตรานาคเขียว สารชีวภัณฑ์ปลอม

26 มกราคม 2563 – 11:06 น.
เครือข่ายคนรักแม่กลอง,สารอินทรี,กำจัดวัชพืช,A777 ตรานาคเขียว,เกษตรกร,แห่ซื้อใช้,กรมวิชาการเกษตร,เสริมสุข,ข่าววันนี้,สารพิษ,สารชีวภัณฑ์ปลอม
เปิดอ่าน 733 ครั้ง

เครือข่ายคนรักแม่กลอง ดอดนำสารอินทรีกำจัดวัชพืชยี่ห้อ “A+777 ตรานาคเขียว” หลังพบเกษตรกรแห่ชื้อเพียบ ส่งให้กรมวิชาการเกษตรตรวจ

เครือข่ายคนรักแม่กลอง ดอดนำสารอินทรีกำจัดวัชพืชยี่ห้อ “A+777 ตรานาคเขียว” หลังพบเกษตรกรแห่ชื้อใช้กันเพียบ ส่งให้กรมวิชาการเกษตรตรวจ “เสริมสุข” ร่อนหนังสือยันด่วนที่สุดมีสารพาราควอตปน 2.49% เข้าข่ายหลอกลวง เตรียมไล่ล่า เปิดหน้ากากเจ้าของแบรนด์จะต้องรับผิดชอบ

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” จากการที่เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง ได้ส่งตัวอย่างสารอินทรีย์กำจัดวัชพืช ชื่อการค้า “A+77” ตรานาคเขียว มีพาราควอตไดคลอไรด์ แต่ไม่พบไกลโฟเซต-ไอโซโพพิลแอมโมเนียม และ 2,4 ดี-ไดเมทิลแอมโมเนียม  อย่างไรก็ดีทางกรมวิชาการเกษตรยังขอข้อมูลสถานที่จำหน่ายที่ชัดเจนเพื่อจักได้ดำเนินการในส่วนที่กรมจะต้องเร่งดำเนินการต่อไป ซึ่งกฎหมายของกรมมีการในการจับของปลอม

“สาเหตุที่นำไปสู่การตรวจสอบก็เพราะมีเกษตรกรไปซื้อมาใช้ในแปลง เนื่องจากเจ้าของผู้ผลิตเป็นปราชญ์ขาวบ้านจากศูนย์การเรียนรู้ฯ แห่งหนึ่งประกาศเลยสารชนิดนี้จะมาแทนพาราควอต จึงทำให้เครือข่ายอยากทราบสารดังกล่าวเป็นชีวภัณฑ์จริงหรือไม่ จึงได้ตัดสินใจส่งไปตรวจสอบสารซึ่งได้คำตอบมาแล้วว่าผสมพาราควอต อย่างไรก็ดีอยากจะถาม “สารชีวภัณฑ์ สารอินทรีย์ฆ่าหญ้ามีจริงหรือ”

ห้ามไม่ได้จริง ๆ ปลูกข้าวเกินแผนแล้วกว่า 3 ล้านไร่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412799?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ห้ามไม่ได้จริง ๆ ปลูกข้าวเกินแผนแล้วกว่า 3 ล้านไร่

26 มกราคม 2563 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,ภัยแล้ง,ปลูกข้าว,นาข้าว,ทำนา,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 1,035 ครั้ง

คุมเข้ม น้ำกินน้ำใช้ รักษานิเวศ ทั่วประเทศเหลือ 40% ยันมีเพียงพอถึงฤดูฝน งดสูบน้ำจากลำน้ำน่านเพื่อการเกษตร ลดเสี่ยงขาดแคลน

26 มกราคม 2563 กรมชลฯคุมเข้ม น้ำกินน้ำใช้ รักษานิเวศ ทั่วประเทศเหลือ 40% ยันมีเพียงพอถึงฤดูฝน วอนประชาชนต้องร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด งดสูบน้ำจากลำน้ำน่านเพื่อการเกษตร ลดเสี่ยงขาดแคลนน้ำ ด้านศูนย์ติดตามแก้ไขภัยพิบัติเกษตรฯระบุพบพื้นที่ปลูกข้าวเกินแผน 41 จว.กว่า 3.16 ล้านไร่ พื้นที่เกษตรเสียหาย 1.1 ล้านไร่ สูญเงินกว่า 1.2 พันล้านบาท 

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึง สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ 447 แห่ง ว่า ปัจจุบัน(25 ม.ค. 63) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 44,970 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 59 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 21,169 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 40 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน ซึ่งมีน้ำน้อยกว่าปี 2562 จำนวน 10,327 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯจำนวน 23.93 ล้านลบ.ม.ปริมาณน้ำระบาย จำนวน 78.92 ล้านลบ.ม.ต่อวัน

ทั้งนี้เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 10,558 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 3,862 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 21 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน มีปริมาณน้ำไหลงอ่าง 4.65 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำระบาย17.71ล้านลบ.ม.

นายทองเปลว กล่าวว่าสำหรับเขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำใช้การได้น้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ ปัจจุบันมีทั้งหมด 15 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล มีน้ำใช้การ 16% เขื่อนสิริกิติ์ 26%เขื่อนแม่กวงอุดมธารา 24%เขื่อนแม่มอก 17%เขื่อนจุฬาภรณ์ 5%เขื่อนอุบลรัตน์ -6%เขื่อนลำพระเพลิง 12%เขื่อนมูลบน 30%เขื่อนลำแซะ25% เขื่อนลำนางรอง 16%เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 21%เขื่อนทับเสลา 13%

เขื่อนกระเสียว 8%เขื่อนคลองสียัด 15%และเขื่อนหนองปลาไหล 19%กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด ตามแผนจัดสรรน้ำที่ได้กำหนดไว้ร่วมกันกับกลุ่มผู้ใช้น้ำและกลุ่มเกษตรกรที่ใช้น้ำจากเขื่อนเหล่านี้ โดยจะเน้นการส่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค น้ำเพื่อผลิตประปา และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น

เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้ เพียงพอใช้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้าภายใต้เงื่อนไขที่ทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด ด้านสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าตลอดตามแนวแม่น้ำสายหลักต่างๆ ขอให้ใช้น้ำตามแผนที่กรมชลประทานวางไว้เท่านั้น เพื่อที่จะควบคุมการใช้น้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งนี้ต่อเนื่องไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้าด้วยเช่นกัน

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการชลประทานอุตรดิตถ์ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำคลองตรอน บริเวณด้านท้ายอ่างเก็บน้ำคลองตรอน ตำบลน้ำไคร้ อำเภอน้ำปาด และในพื้นที่เขตตำบลงิ้วงาม อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยรับฟังปัญหาจากชุมชนและร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหา พร้อมชี้แจงสถานการณ์ในปัจจุบัน

รวมไปถึงแผนการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 การประชาสัมพันธ์ ชี้แจงเกษตรกรในพื้นที่งดสูบน้ำจากแหล่งน้ำลำน้ำน่านไปใช้ในการเพาะปลูก ด้วยมาตรการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชาสัมพันธ์ให้พื้นที่ได้รับรู้ว่าปีนี้มีปริมาณน้ำน้อยหากทำนาต่อเนื่องอาจเกิดความเสียหายได้ และขอความร่วมมืองดการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง หากไม่มีแหล่งน้ำเป็นของตนเอง ตลอดจนเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขภาคการเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ (Chief of Operation) ครั้งที่ 4/2563 เพื่อชี้แจงสถานการณ์ดังกล่าวในที่ประชุมอีกด้วย

ทั้งนี้จากการตรวจสอบสถานการณ์การเพาะปลูกข้าวนาปรังในเขตชลประทาน พื้นที่ส่งน้ำของฝายคลองตรอน ตำบลน้ำไคร้ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ พบว่ามีการเพาะปลูกข้าวนาปรังประมาณ 150 ไร่ คิดเป็น 1% ของพื้นที่ทั้งหมด โดยใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติและสระเก็บน้ำในเขตพื้นที่ของเกษตรกรเอง
กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำได้ตามแผนการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกร เพื่อขอความร่วมมือจากเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ ให้ร่วมใจกันปฏิบัติตามแนวทางที่เจ้าหน้าที่ได้แนะนำ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผน ซึ่งจะทำให้มีน้ำใช้ไปจนถึงช่วงต้นฤดูฝนหน้า

ขณะที่ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปี 2562/63 ของกรมชลประทานแผนการจัดสรรน้ำ โครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 (วันท่ี 1 พ.ย.62 ถึง 30 เม.ย. 63) ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ปริมาตรน้ำต้นทนุ สามารถใช้การได้ จ่านวน 26,666 ล้าน ลบ.ม. โดยการวางแผนจัดสรรน้ำท้ังประเทศ จ่านวน 17,699 ล้าน ลบ.ม.

ผลการจัดสรรน้ำทั้งประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – ปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 7,495 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42 ของแผนจัดสรรน้ำ ส่วนในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา วันนี้ใช้น้ำไป 17.71 ล้าน ลบ.ม. ต้ังแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 2,206 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 55 ของแผนจัดสรรน้ำ

ส่วนแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63ทั้งประเทศ จำนวน 7.21 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 4.54 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 2.67 ล้านไร่ ลุ่มเจ้าพระยา จำนวน 1.64 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าว 1.05 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.59 ล้านไร่
สำหรับผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63 (ข้อมูล ณ 22 มกราคม 2563)ทั้งประเทศ จ่านวน 5.94 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 4.71 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 1.23 ล้านไร่ คิดเป็น ร้อยละ 82.39 ของแผน ลุ่มเจ้าพระยา จำนวน 3.18 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าว 2.80 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.38 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 193.90 ของแผน

ทั้งนี้จังหวัดที่มีการปลูกข้าวมากกว่าแผน รวม 3.16 ล้านไร่ แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 41 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ น่าน พิจิตร พิษณุโลก แพร่ ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา มหาสารคาม ยโสธร ร้อยเอ็ด อ้านาจเจริญ อุดรธานี

กรุงเทพมหานคร ชัยนาท นนทุบรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ฉะเชิงเทรา นครนายก ชลบุรี ปราจีนบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม สุพรรณบุรี ตรัง สตูล และสุราษฎร์ธานี พืนท่ีรวม 2.81 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 3 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ มุกดาหาร และฉะเชิงเทรา พืนที่รวม 0.34 ล้านไร่

ผลกระทบด้านการเกษตรจากภัยแล้ง ช่วงภัยเดือน ก.ย. 62 – ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ม.ค. 63) จังหวัดที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว 20 จังหวัด จำนวน 106 อ่าเภอ 592 ต่าบล 5,065 หมู่บ้าน/ชุมชน ได้แก่ จังหวัดเชียงราย(14) น่าน(2) เพชรบูรณ์(6) อุทัยธานี(8) อุตรดิตถ์

(4) พะเยา(5) สุโขทัย(4) นครพนม(1) มหาสารคาม(7) บึงกาฬ(4) หนองคาย(8) บุรีรัมย์(7) กาฬสินธุ์(1) นครราชสีมา(5) จังหวัดสกลนคร(8) กาญจนบุรี(6) ฉะเชิงเทรา(2) ชัยนาท(4) นครสวรรค์(6) และจังหวัดสุพรรณบุรี(4) และอยู่ระหว่างผู้ว่าราชการจังหวั ดลงนามในประกาศเขตฯ 1 จังหวัด คือ จังหวัดขอนแก่น(18)

ผลกระทบด้านการเกษตรในเบื้องต้น ด้านพืช ประสบภัย 21 จังหวัด เกษตรกร 252,377 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 2,267,702 ไร่ สำรวจพบความเสียหายแล้ว 20 จังหวัด เกษตรกร 111,120 ราย พื้นที่เสียหาย 1,152,596 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 1,012,978 ไร่ พืชไร่ 139,041 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 578 ไร่ คิดเป็นวงเงิน 1,288.04 ล้านบาท จ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว เกษตรกร 1,011 ราย พื้นที่ 5,770 ไร่ เป็นเงิน 6.43 ล้านบาท ส่วนด้านปศุสัตว์และประมง ยังไม่มีรายงานผลกระทบ

ป่าไม้เต้นตรวจสอบค่ายดังตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์ม่อนแจ่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/412792?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ป่าไม้เต้นตรวจสอบค่ายดังตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์ม่อนแจ่ม

26 มกราคม 2563 – 00:00 น.
กรมป่าไม้,บุกรุกป่า,ม่อนแจ่ม,เชียงใหม่,นายทุน,อรรถพล เจริญชันษา,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 314 ครั้ง

ป่าไม้ผนึกหลายส่วนใช้กฎหมายผู้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม (ม่อนแจ่ม) แจ้งความการกระทำผิดตามพ.ร.บ.หลายฉบับ ย้ำใช้​ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตรเป็นหลัก

26 มกราคม 2563 กรมป่าไม้เผยบูรณาการหลายภาคส่วนพิจารณาการบังคับใช้กฎหมายต่อกลุ่มผู้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม (ม่อนแจ่ม) แจ้งความการกระทำผิดตามพ.ร.บ. หลายฉบับ ย้ำการ​ใช้​ประโยชน์​ในที่ดินอนญาตเพื่อ​การ​เกษตร​เป็น​หลัก 

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.) กล่าวว่า ได้ประชุมหารือเพื่อบูรณาการร่วมในการบังคับใช้กฎหมายต่อกลุ่มขบวนการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม (ม่อนแจ่มและพื้นที่ใกล้เคียง) ตำบลโป่งแยง และตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่กับพลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยพลตำรวจโทศักดา ชื่นภักดี ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยแจ้งความต่อตำรวจสอบสวนการกระทำผิดตามพ.ร.บ.หลายฉบับ

ทั้งนี้กรมป่าไม้ตรวจสอบพื้นที่ม่อนแจ่มซึ่งอยู่ในโครงการหลวงหนองหอย ตรวจพบผู้ประกอบการ 116 ราย โดยดำเนินคดี 8 ราย ตามพ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ.  2484 และพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 ไปแล้ว 8 ราย จากนี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกรอบอำนาจหน้าที่ได้แก่ กรมโยธาธิการและผังเมืองดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง

กรมการปกครองดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมว่า การสร้างรีสอร์ทและบ้านพักตากอากาศทั้งหมดถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลตรวจสอบตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารว่า การก่อสร้างขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ การขอไฟฟ้า​-ประปาถูก​ต้อง​หรือ​ไม่​ตลอดจนตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัยของสิ่งปลูกสร้างด้วย

นายอรรถพล บอกอีกว่า สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีการวางโครงข่ายสัญญาณและเสาสัญญาณโทรศัพท์ระบบเซลลูลาร์จากผู้ให้บริการ 3 รายซึ่งต้องดูว่า เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายหรือไม่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตรวจสอบว่า การโฆษณาทางอินเตอร์เน็ตนั้นเข้าข่ายเป็นความผิดอย่างใด

รวมทั้งประสานกับกรมสรรพากรเพื่อตรวจสอบการเสียภาษีของผู้ประกอบการทุกราย โดยเบื้องต้นอปท. แจ้งว่า ไม่มีการเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับธุรกิจโรงแรมและหลายรายไม่เสียภาษีโรงเรือนและภาษีป้าย

“หากพบการกระทำผิดตามกฎหมายใด หน่วยงานที่รับผิดชอบจะดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ส่วนใดผิดกฎหมายต้องรื้อถอนและแก้ไข ผู้ได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยจึงจะไม่เสียสิทธิ์ โดยการใช้ประโยชน์พื้นที่นั้นต้องทำเกษตรกรรมเป็นหลักตามที่ตกลงกัน” นายอรรถพล กล่าว

น้ำมันเครื่องคนใช้รถต้องรู้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/412981?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

น้ำมันเครื่องคนใช้รถต้องรู้

27 มกราคม 2563 – 10:07 น.
น้ำมันเครื่อง,น้ำมันเครื่องชนิดธรรมดา,น้ำมันเครื่องชนิดกึ่งสังเคราะห์,น้ำมันเครื่องสังเคราะห์
เปิดอ่าน 219 ครั้ง

น้ำมันเครื่องคนใช้รถต้องรู้

ใกล้จะรับเงินเดือนกันแล้วก็อยากเล่าถึงเรื่องสำคัญที่คนใช้รถอย่างเราๆ ต้องไม่ลืม ไม่งั้นอาจเดือดร้อนหนัก หลายๆ คนโดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่มักหลงลืมหรือบางท่านที่ขับรถอย่างเดียวและพึ่งแต่ศูนย์บริการ แต่เรื่องนี้อยากให้ท่านผู้อ่านใส่ใจเช่นกัน นั่นก็คือน้ำมันเครื่อง ในทุกๆ ปี เราจะขอนำมาเล่าย้ำเตือนกันสักครั้งครับ

เครื่องยนต์เป็นหัวใจสำคัญอันดับต้นๆ ของรถยนต์ ภายในเครื่องยนต์จะมีส่วนประกอบที่เป็นของเหลวก็คือน้ำมันเครื่องสารหล่อลื่นที่คั่นกลางระหว่างผิวของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์มีหน้าที่เป็นฟิล์มเคลือบชิ้นส่วนโลหะช่วยลดการเสียดสีและการสึกหรอของวัตถุโลหะขณะที่มีการเคลื่อนไหวของเครื่องยนต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาสตาร์ทรถน้ำมันเครื่องยังมีประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย ตั้งแต่ช่วยระบายความร้อนให้ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ป้องกันการเกิดสนิม การกัดกร่อนคราบเขม่าและการสะสมสิ่งสกปรกและผงโลหะที่อาจทำให้เกิดการอุดตันภายในชิ้นส่วนเครื่องยนต์ไปจนถึงการป้องกันการเกิดปฏิกิริยาอ็อกซิเดชั่นซึ่งช่วยรักษาคุณภาพน้ำมันซึ่งหากน้ำมันเครื่องหนืดไปหรือหนืดน้อยไปน้ำมันเครื่องจะไม่สามารถไหลเวียนและให้การหล่อลื่นเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการเลือกใช้น้ำมันเครื่องที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

น้ำมันเครื่องในปัจจุบันแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ น้ำมันเครื่องชนิดธรรมดา ราคาส่วนใหญ่ไม่แพงก็เป็นของที่มีให้เลือกใช้ตามศูนย์บริการรถยนต์แต่ละค่ายหรืออู่นอกแต่ก็ต้องเปลี่ยนถ่ายทุก 5,000 กิโลเมตร

น้ำมันเครื่องชนิดกึ่งสังเคราะห์ ก็จะเพิ่มสารต่างๆ เข้าไปเปลี่ยนทุก 7,000-10,000 กิโลเมตร

น้ำมันเครื่องสังเคราะห์  เปลี่ยนทุก 10,000-15,000 กิโลเมตร แต่ก็มีบางยี่ห้อที่บอกว่าสามารถใช้ได้ถึงสองหมื่นและสี่หมื่นกิโลเมตรถึงค่อยเปลี่ยน

ซึ่งตัวน้ำมันเครื่องประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนแรก คือน้ำมันพื้นฐานหรือBase Oil ยังแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ตั้งแต่กลุม 1-3 เป็นน้ำมันพื้นฐานที่ทำมาจากน้ำมันดิบหรือน้ำมันตามธรรมชาติ (Mineral Oil) ส่วนกลุ่ม 4 เป็นน้ำมันพื้นฐานสังเคราะห์เป็นพวก Polyalphaolefin-PAO หรือ Ester Base คือผลิตขึ้นมาจากสารสังเคราะห์แท้ๆ 100% ให้การหล่อลื่นและปกป้องได้ดียิ่งกว่าเหนือกว่าคงตัวได้นานกว่า ส่วนกลุ่มฃ 5 เป็นน้ำมันพื้นฐานสังเคราะห์ (Full Synthetic) ผลิตมาจากสารสังเคราะห์ล้วนๆ เช่นกัน ส่วนใหญ่จะเป็น Ester มีความหล่อลื่นมากและอายุการใช้งานที่นานขึ้นแต่ต้นทุนก็สูงกว่าน้ำมันพื้นฐานสังเคราะห์อย่างกลุ่ม 4 ส่วนที่สอง จะเป็นพวกสารเพิ่มคุณภาพที่แต่ละยี่ห้อจะนำมาใส่ผสมกับ Base Oil ที่เลือกใส่แล้วนำมาจำหน่ายในประเภทน้ำมันเครื่องแบบไหน มาดูตัวเลขบนฉลากน้ำมันเครื่องบอกอะไรบ้าง ข้างแกลอนน้ำมันเครื่องทุกยี่ห้อจะมีตัวเลข 2 ชุดตัวเลขข้างหน้าก่อนตัว W หมายถึงค่าความใสวัดตั้งแต่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ต่ำลงจนถึงจุดเยือกแข็งตั้งแต่ 0 องศาเซลเซียสจนถึง-30 องศาเซสเซียส เช่น 0W คงความข้นใสไว้ได้ต่ำกว่า-30 องศาเซลเซียส 5W คงความข้นใสไว้ได้ถึง-30 องศาเซลเซียสคั่นกลางด้วยตัวอักษร W มาจากคำว่า Winter มีความหมายถึงความต้านทานการเป็นไข ส่วนตัวเลขชุดหลังเป็นเกรดความหนืดเช่น 30, 40, 50, 60 วัดที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ตัวเลขยิ่งสูงหมายถึงน้ำมันที่ยังคงความหนืดและมีความหนาของฟิล์มน้ำมันที่ให้การหล่อลื่นและปกป้องได้ในอุณหภูมิสูง ยกตัวอย่างการอ่านค่าบนฉลากน้ำมันเครื่อง SAE 5W-50 หมายความว่าในอุณหภูมิ-30 องศาเซลเซียสน้ำมันจะมีค่าความหนืดอยู่ที่เบอร์ 5 แต่เมื่ออุณหภูมิสูงถึง 100 องศาเซลเซียสจะเปลี่ยนค่าความหนืดเป็นเบอร์ 50

น้ำมันเครื่องจึงถือเป็นส่วนสำคัญต่อระบบเครื่องยนต์เพราะทุกชิ้นส่วนในเครื่องยนต์จะเกิดการเสียดสีจนเกิดความร้อนสะสมและยังมีสิ่งสกปรกที่เกิดจากการเผาไหม้รวมทั้งเศษชิ้นส่วนอาจตกค้างอยู่ในห้องเครื่องจึงจำเป็นต้องมีน้ำมันเครื่องเพื่อช่วยหล่อลื่นและช่วยลดการสึกหรอแรงเสียดทาน ลดการกัดกร่อนที่เกิดจากเศษชิ้นส่วนที่หลุดออกมา รวมถึงลดปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นทำให้ชิ้นส่วนต่างๆ ภายในเครื่องยนต์สะอาดแถมยังช่วยระบายความร้อนอุดรอยรั่วในห้องเผาไหม้ส่งผลให้แรงอัดในเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นตามมา

เมื่ออ่านถึงตรงนี้แล้วการเลือกใช้น้ำมันเครื่องแบบไหนของเราจะต้องพิจารณาถึงความจำเป็นที่จะเลือกใช้น้ำมันเครื่องแบบธรรมดาหรือแบบสังเคราะห์ในการใช้งานโดยทั่วไปการเลือกใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ก็เนื่องจากมีระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายที่ยาวนานกว่าน้ำมันเครื่องปกติแต่ก็ต้องไม่ลืมถึงจำเป็นว่าคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายแพงขึ้นหรือไม่

แต่สำหรับการใช้งานในสภาวะปกติและระยะทางไม่มากนักก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกใช้น้ำมันเครื่องเกรดสังเคราะห์ก็ได้ และที่สำคัญทุกครั้งคือการเปลี่ยนถ่ายตามระยะทางที่กำหนดโดยรถยนต์ส่วนใหญ่จะถูกกำหนดให้เปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุกๆ 10,000 กม. หรือ 6 เดือน แล้วแต่กรณีใดจะถึงก่อนแม้ว่าจะใช้รถไม่ครบเลขกิโลเมตรที่กำหนดแต่ก็ควรนำรถเข้ารับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและตรวจเช็กระยะอย่างน้อยทุกๆ 6 เดือน จะเกินเวลาบ้างหรือเปลี่ยนถ่ายก่อนบ้างก็ไม่เป็นไร

ที่สำคัญขอให้ถ่ายน้ำมันครับเพราะถ้าเครื่องยนต์พังเมื่อไรรับรองเสียหายมากกว่าการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องหลายเท่านัก เงินเดือนออกแล้วก็พารถที่คุณรักไปดูแลเปลี่ยนถ่ายของเหลวกันด้วยนะ

เตือน นั่งเฝ้าหน้าจอนานๆ สุขภาพเสี่ยง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/412303?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

เตือน นั่งเฝ้าหน้าจอนานๆ สุขภาพเสี่ยง

27 มกราคม 2563 – 00:00 น.
นั่งเฝ้าหน้าจอนานๆ สุขภาพเสี่ยง
เปิดอ่าน 310 ครั้ง

เตือน นั่งเฝ้าหน้าจอนานๆ สุขภาพเสี่ยง คอลัมน์…  อินโนสเปซ โดย…  บัซซี่บล็อก

รู้หรือไม่? นั่งเฝ้าหน้าจอนานๆ ใม่ว่าจะเป็นจอทีวี จอคอมพ์ หรือจอโทรศัพท์มือถือ เท่ากับเป็นการทำร้ายสุขภาพตัวเอง เป็นตัวจุดระเบิดทั้งโรคอ้วน เบาหวาน ไปจนถึงมะเร็ง รวมทั้งอาจลามไปถึงภาวะจิตตก หดหู่ ซึมเศร้าอีกด้วย

โลกยุคปัจจุบันที่แทบทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันของคนทุกช่วงวัย ถูกผูกติดกับหน้าจอด้วยความสะดวกสบายแค่ปลายนิ้ว ทำให้แต่ละวันเราก็นั่งติดอยู่กับที่เป็นจำนวนชั่วโมงที่นานขึ้นๆ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ มีการเปิดเผยข้อมูลผลการวิจัยที่ใช้เวลารวบรวมข้อมูลมาต่อเนื่องร่วม 15 ปี ในวารสารของสมาคมการแพทย์อเมริกัน (Journal of the American Medical Association) ระบุว่า จากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลที่รวบรวมจากกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกันกว่า 50,000 คน ครอบคลุมทั้งเด็ก วัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ ระหว่างปี 2544-2559 แต่ละคนใช้เวลาไปกับการนั่งอยู่กับที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะวัยรุ่นใช้เวลานั่งเกาะหน้าจอเฉลี่ยนานถึงวันละ 8 ชั่วโมง

งานวิจัยชิ้นนี้ยังได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้คนทุกช่วงวัยในยุคนี้นั่งติดหน้าจอนานขึ้นๆ โดยไม่รู้ตัว ก็เนื่องมาจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ หรือสื่อสารผ่านออนไลน์ นอกเหนือจากในเวลาทำงานหรือในห้องเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง

“แนวโน้มนี้ไม่ได้กำลังเกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐ แต่เราพบบริบทเดียวกันนี้ทั้งในยุโรปและออสเตรเลียเช่นกัน” Lin Yang ผู้เชี่ยวชาญในสาขางานบริการสาธารณสุข และหนึ่งในผู้ทำงานวิจัยฉบับนี้กล่าว

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับที่ นายภุชพงค์ โนดไธสง รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอีเอส) กล่าวระหว่างการประชาสัมพันธ์งานกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล “Digital Run2020” ว่าปัจจุบันคนส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่กับเทคโนโลยีและหน้าจอมือถือ/แท็บเล็ตวันละนานๆ โดยไม่ทันตระหนักว่าจะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย รวมถึงเกิดผลเสียต่อพัฒนาการของเด็ก ซึ่งการนั่งอยู่กับที่เป็นระยะเวลานาน เป็นต้นเหตุของน้ำหนักเกิน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) หลายโรค อาทิ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ

ทั้งนี้เคยมีผลสํารวจจากนีลเส็น ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยการตลาดระดับโลก พบว่าประชากรวัยผู้ใหญ่ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอโดยเฉลี่ยวันละประมาณ 11 ชั่วโมง ขณะที่ งานวิจัยจากนักวิชาการมหาวิทยาลัยคาลการี (Calgary) ประเทศแคนาดา ระบุว่า ทั้งผู้ใหญ่และเด็กมีแนวโน้มใช้เวลานั่งเกาะติดหน้าจอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัจจัยด้านการทํางานและการเรียนก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ต้องใช้เวลากับหน้าจอคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือมือถือครั้งละนานๆ และละเลยการออกไปทํากิจกรรมกลางแจ้ง

ด้าน Erin O’Loughlin นักจิตวิทยาด้านการออกกำลังกาย (exercise psychologist) มหาวิทยาลัยคอนคอร์เดีย มอนทรีออล ประเทศแคนาดา บอกว่า คนเรามีแนวโน้มที่จะคิดว่าตัวเองใช้เวลาไปกับการออกกำลังกายมากกว่าการนั่งอยู่กับที่ ดังนั้นจึงคิดกลยุทธ์เพื่อจูงให้เด็กและวัยรุ่นออกห่างจากหน้าจอ และออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งให้มากขึ้น โดยใช้วิดีโอเกมเป็นเครื่องมือ โดยเลือกใช้เกมประเภท “exergames” หรือเกมเกี่ยวกับการออกกำลังกาย เพื่อทำให้ผู้เล่นเกิดความสนุกและสนใจกับการเกาะติดข้อมูลการออกกำลังกายของตัวเองผ่านแอพได้อย่างง่ายดาย

“การเล่นกีฬาหรือกิจกรรมกีฬาเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าคนเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเอง ก็คงไม่อยากทำ ดังนั้นเมื่อคนเพลิดเพลินกับการอยู่หน้าจอ เราก็เอาทั้งสองอย่างมาผสานเข้าด้วยกันเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวหรือขยับร่างกายด้วยการออกแบบเป็นวิดีโอเกมสำหรับให้พวกเขาเล่นกัน”

  Digital Run2020
ส่งต่อสุขภาพดียุคดิจิทัล

กระทรวงดิจิทัลฯ ชวนร่วมงาน “Digital Run 2020” ส่งต่อสุขภาพดียุคดิจิทัล โดยร่วมกับมูลนิธิพัฒนานวัตกรรมสุขภาพ เตรียมจัดงานเดิน-วิ่งการกุศล “Digital Run2020” ในวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม มุ่งหวังให้เป็นกิจกรรมส่งเสริมการออกกําลังกายแก่ประชาชนทุกกลุ่ม สร้างความตระหนักในการรักษาสุขภาพและเป็น เป็นเวทีประชาสัมพันธ์นวัตกรรมสุขภาพด้านการสื่อสารความรู้สุขภาพเฉพาะบุคคล (Health for You)

โดยผู้สนใจสามารถสมัครเดิน-วิ่ง แบ่งเป็น 2 ระยะทาง ได้แก่ ระยะทาง 5 กม. และมินิมาราธอน ระยะทาง 10 กม.สําหรับบุคคลทั่วไป ค่าสมัคร 600 บาท และสําหรับผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกาย (วีลแชร์) หรือผู้พิการทางการมองเห็น ไม่เสียค่าใช้จ่ายสามารถสมัครออนไลน์ ผ่านทาง race.thai.run/DIGITALRUN19 รายได้ส่วนหนึ่งจากกิจกรรมจะนําไปบริจาคให้มูลนิธิคนพิการไทย

“หนึ่งในวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมครั้งนี้เพื่อสร้างความตื่นตัวเรื่องการออกกําลังกายมากขึ้น อีกทั้งการวิ่งเป็นการออกกําลังกายที่ทุกคนสามารถทําได้ง่ายๆ”

ทุก”โอกาส”ต้องทำดีที่สุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/413108?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ทุก”โอกาส”ต้องทำดีที่สุด

27 มกราคม 2563 – 16:28 น.
ทับทิม อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์,ทับทิม อัญรินทร์,อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์,อัญรินทร์ คมคิดคนดัง,อัญรินทร์ คมชัดลึก
เปิดอ่าน 53 ครั้ง

คีย์ความสำเร็จของ “ทับทิม” อัญรินทร์

“โอกาส” ไม่ใช่สิ่งที่จะได้รับกันทุกคน ขณะเดียวกันบางคนที่ได้รับโอกาสก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จเสมอไป หากคุณไม่ใช้อย่างเต็มความสามารถ…ด้วยความเชื่อในข้อนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จของนักแสดงคุณภาพจากช่อง 7 HD “ทับทิม” อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์ ซึ่งล่าสุดคว้ารางวัลด้านการแสดง “สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม” จากละครเรื่อง “บ่วงสไบ” ในงานประกาศผลรางวัลด้านโทรทัศน์สุดยิ่งใหญ่แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “เอเชี่ยน เทเลวิชั่น อวอร์ด ครั้งที่ 24” ประจำปี 2019 ตอกย้ำเรื่องฝีไม้ลายมือการแสดงที่ได้รับโอกาส และนอกจากงานในวงการบันเทิงจะโดดเด่น สาวคนนี้ยังครบเครื่อง มีแนวคิดและการใช้ชีวิตที่น่าสนใจอีกด้วย

รางวับสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม

 “ทับทิม” อัญรินทร์ เล่าชีวิตย้อนไปเมื่อครั้งอายุ 14 ปี นับเป็นจุดเริ่มต้นเปลี่ยนชีวิตของเธอ….จากเด็กนักเรียนที่ชอบทำกิจกรรมสู่งานในวงการบันเทิง เมื่อตัดสินใจเขียนจดหมายสมัครเป็นนางแบบวัยรุ่นให้นิตยสารวัยรุ่นฉบับหนึ่งแล้วก็ได้รับโอกาสในครั้งนั้น

“ตอนนั้นทั้งตื่นเต้นและดีใจมากที่เราได้รับคัดเลือกเป็นนางแบบสำหรับคอลัมน์แต่งหน้าในหนังสือ เป็นงานแรกในวงการแถมยังได้เงินด้วย เป็นความภูมิใจเงินก้อนแรกในชีวิตที่เราหาได้  จากนั้นก็เริ่มมีงานถ่ายแบบและขยับเข้าสู่การแคสโฆษณาและได้ถ่ายเอ็มวี เพลงแรก คือ “ฝากเพลงหอมแก้ม” ของหลวงไก่ อาร์สยาม จากนั้นจึงตัดสินใจเข้าสู่เวทีการประกวดกับนิตยสารคลีโอ เวทีคลีโอ สตาร์ ครั้งนั้นได้ตำแหน่ง ป๊อปปูลาร์โหวต ปี 2007 ต่อมาในปี 2008 เข้าประกวด อุทัยทิพย์ เฟรชชี่ไอดอล ก็ได้รองอันดับหนึ่งมาครอง ซึ่งระหว่างนี้ยังคงทำงานถ่ายโฆษณา เป็นพิธีกร ถ่ายเอ็มวีมาเรื่อยๆ กระทั่งมีโอกาสได้มาแคสการแสดงกับช่อง 7” ทับทิม เล่าถึงประสบการณ์แรกในวงการบันเทิง

สำเร็จการศึกษาจากคณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

เส้นทางชีวิตเหมือนจะราบรื่น ทว่า “โอกาส” ที่ได้รับกลับมีผลกระทบต่อการเรียน ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ “ทับทิม” อัญรินทร์ เล่าว่าช่วงที่ได้รับโอกาสให้เข้ามาแคสกับช่อง 7 นั้น กำลังจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย พอผลออกมาว่าแคสผ่านก็ดีใจสุดๆ แต่ก็เป็นช่วงสำคัญพอดีได้ทุนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เรียนที่คณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนี้เรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงควบคู่ไปด้วย ในตอนต้องคุยกับครอบครัวแล้วว่าจะดร็อปเรียนชั่วคราวเพื่อมาคว้าโอกาสตรงนี้ หลังจากนั้นก็ลงเรียนตามเดิมถึงจะต้องจบช้ากว่าเพื่อนๆ แต่ได้ทำงานได้ประสบการณ์ซึ่งหาที่ไหนไม่ได้ ซึ่งในส่วนของการเรียนตอนนี้ก็จบปริญญาตรีที่เอแบคแล้ว แม้จะใช้เวลาเต็มโควตา 8 ปีก็ตาม ส่วนที่ ม.รามฯ ลงเรียนมาตั้งแต่ตอนเราอยู่ ม.4 เรียนคณะมนุษยศาสตร์ สะสมหน่วยกิตมาเรื่อยๆ ถึงเวลาสอบก็ไปสอบทุกครั้ง ทำให้เรียนจบปริญญาตรีในเวลา 3 ปีครึ่ง จากนั้นลงเรียนปริญญาโทต่อเลย ปีนี้รับปริญญาตรีที่เอแบค อีกปีหนึ่งก็รับปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ที่ ม.รามฯ ต่อเลย และตอนนี้ตั้งใจไว้ว่าจะเรียนต่อปริญญาเอกด้วย

มหาบัณฑิตจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

จากวันแรกถึงวันนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 ของการเป็นนักแสดงในสัญญาของช่อง 7 HD นักแสดงสาวเจ้าของปริญญาหลายใบบอกว่าที่ผ่านมาไม่เคยคิดว่าอาชีพนักแสดงจะกลายเป็นอาชีพหลักที่เลี้ยงดูครอบครัวได้ สามารถสร้างทุกอย่างได้ ไม่เคยคิดว่าจะมาทำอาชีพนี้ด้วยซ้ำ เพราะรู้สึกว่าเป็นอาชีพที่ไกลตัว แต่เมื่อได้รับโอกาสแล้วต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดด้วย พร้อมๆ กับไม่หยุดพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งๆ ขึ้น และผลจากความมุ่งมั่นในวันนั้นกลายเป็นความภาคภูมิใจในวันนี้เมื่อได้รับการประกาศชื่อให้รับรางวัลสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากเวทีเอเชี่ยน เทเลวิชั่น อวอร์ด ครั้งที่ 24 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

คุณแม่ไปร่วมให้กำลังใจในงาน “เอเชี่ยน เทเลวิชั่น อวอร์ด” ครั้งที่ 24

รักในสิ่งที่ทำเต็มที่ในทุกโอกาสที่ได้รับ

ถึงจะมีงานเบื้องหน้าในวงการบันเทิงเต็มเหยียดแต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้ “นักแสดงดาวรุ่งจากช่องหลายสี” ปิดโอกาสตัวเองในเรื่องธุรกิจ ล่าสุดได้เปิด บริษัท ทับทิม 61 จำกัด รับดูแลการจัดงานอีเวนท์ และงานเบื้องหลังในวงการบันเทิง เพื่อสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวมากขึ้น โดยรับงานเบื้องหลังทั้งด้านโปรดักชั่น จัดอีเวนท์ ดูแลเรื่องการตลาด ผ่านความรู้ด้านการบริหารธุรกิจที่เรียนมา บวกกับประสบการณ์ในวงการบันเทิงด้วย แม้จะเพิ่งเริ่มต้นได้เพียง 2 ปี แต่นับว่าพอใจบริษัทโตขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆ ขยับขยายไป อาจมีปัญหาให้แก้ไขอยู่บ้างแต่ก็ตั้งใจทำต่อไปให้ดีที่สุด

ทั้งงานเบื้องหน้าและงานเบื้องหลังรัดตัวตลอดเวลา แต่ “ทับทิม” ยังมีเรี่ยวแรงเดินทางตามความฝันในวัยเยาว์ นั่นคือ การเล่นกีฬาไอซ์สเกต และใช่ว่าจะเล่นสนุกหรือออกกำลังกายเท่านั้น แต่เอาจริงเอาจังถึงขั้นคว้าแชมป์รายการแข่งขันระดับเอเชียมาแล้ว

ไม่หยุดตามความฝันในวัยเยาว์

“สำหรับกีฬาไอซ์สเกต ทับทิมชอบตั้งแต่เด็กๆ เคยเรียนตอนมัธยมต้น ไปเรียนอยู่แค่เดือนสองเดือนแล้วก็หยุดไป ตอนนั้นพอจะขอคุณแม่ซื้อรองเท้า เริ่มจริงจัง คุณแม่ไม่ให้ เพราะอยากให้โฟกัสเรื่องเรียนก่อน จนวันหนึ่งเรารู้สึกว่าตอนนี้เราพอจะมีเวลาและมีทุนที่จะไปเรียนจริงจังแล้วนะ ก็เลยตัดสินใจชวนเพื่อนๆ ไปเล่น รื้อฟื้นความหลัง พอได้เล่นแล้วเรามีความสุขมาก ก็ลองขอคุณแม่อีกครั้งหนึ่ง บอกว่าเราจะจริงจังนะ คราวนี้คุณแม่อนุญาต จึงลุยเต็มที่ มีเวลาว่างก็ไปเล่น ได้ฝึกฝนมาเรื่อยๆ และได้รับโอกาสจากครูฝึกสอนให้ลองเข้าแข่งขัน ส่วนตัวคิดว่าน่าลองดูสักตั้งถือเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต เลยไปลงแข่งในรายการ Skate Asia 2016 Malaysia ที่ประเทศมาเลเซีย ตอนนั้นเราเอาความชอบสมัยเด็กที่ได้ดูโชว์ดิสนีย์ออนไอซ์ ซึ่งเราประทับใจและอยากอยู่แบบนั้นบ้าง จึงเป็นที่มาของการครีเอทโชว์ทุกอย่าง ปรากฏว่าตอนนั้นได้เหรียญทอง ทุกรายการที่ลงแข่งขัน มันคือความดีใจมากๆ จำได้ว่ามีข่าวค่อนข้างเยอะ และที่ยิ่งภูมิใจมากกว่านั้นคือทำให้น้องๆ หลายคนหันมาสนใจกีฬาประเภทนี้ กลายเป็นว่าหลังจากปีนั้นมีตัวเลขน้องๆ ที่มาเรียนสมัครเข้าสอบในสมาคมเพื่อวัดระดับเยอะขึ้นและตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกปี” นักแสดงสาวมากความสามารถเล่าด้วยน้ำเสียงแห่งความภาคภูมิใจ

“ทับทิม” ทำเต็มที่ในทุกโอกาส

อย่างไรก็ตาม “นักแสดงสาวมากประสบการณ์จากโอกาส” ได้ฝากถึงแฟนคลับและน้องๆ ว่าต้องไม่กลัวที่จะเดินเข้าไปหาโอกาสใหม่ๆ และทำทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามาให้ดีที่สุด เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าโอกาสจะเข้ามาเมื่อไหร่ และสำหรับใครที่รู้ตัวว่าชอบอะไร อย่าอยู่เฉยๆ รอโอกาสอย่างเดียว แต่อยากให้พยายามหาโอกาสให้ตัวเองด้วย เชื่อว่าทุกคนจะต้องประสบความสำเร็จแน่นอน

กอบแก้ว แผนสท้าน…เรื่อง

เปิดตัวมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารักษ์โลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/413069?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

เปิดตัวมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารักษ์โลก

27 มกราคม 2563 – 11:50 น.
โทนี่ รากแก่น,ซแว็ก อีวี,เจนสัน เชน เชิน เดดท์,พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์,ใบเฟิร์น,ซแว็ก อีวี ไทป์-เอ็กซ์,ซแว็ก อีวี แกรนด์ ลันช์ ปาร์ตี้
เปิดอ่าน 39 ครั้ง

“เจนสัน เชน เชิน เดดท์ ”   จัดงาน “ซแว็ก อีวี แกรนด์ ลันช์ ปาร์ตี้” เปิดตัวมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารักษ์โลกกับโชว์รูมแห่งแรกที่กรุงเทพฯ

จากแนวคิดที่ต้องการนำเสนอพาหนะอัจฉริยะเพื่อขับเคลื่อนในเมืองซึ่งให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน โดยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เจนสัน เชน เชิน เดดท์ กรรมการผู้บริหารบริษัท ซแว็ก อีวี (สุพรีม ซแว็ก วากอน ออโตเมทีฟ กรุ๊ป, อิเล็คทรอนิก วีฮิเคิล) บริษัทผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำ จัดงาน “ซแว็ก อีวี แกรนด์ ลันช์ ปาร์ตี้” เปิดตัวมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารักษ์โลกกับโชว์รูมแห่งแรกที่กรุงเทพฯ ศูนย์การค้า สยามสแควร์วัน เมื่อวันก่อน

อริยะพงษ์ เจริญสุข

บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยแขกผู้มีเกียรติ อีกทั้งคนดังอย่าง โทนี่ รากแก่น และ “ใบเฟิร์น” พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ มาร่วมสร้างสีสัน พร้อมด้วยผู้ที่คร่ำหวอดในแวดวงมอเตอร์ไซค์ จอห์น ไรเดอร์, อริยะพงษ์ เจริญสุข ที่มาร่วมยินดีกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของซแว็ก อีวี ครั้งแรกในประเทศไทย ทุกคนได้สัมผัสกับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นไทป์-เอ็กซ์ และ ไทป์-เอส สุดอัจฉริยะ โดยไฮไลท์ในงานคือโชว์สุดพิเศษจาก เดนนิส เหล่า นักไวโอลินชื่อดังจากประเทศมาเลเซีย บรรเลงบทเพลงอันสะกดทุกสายตา เปิดฉากสุดเซอร์ไพรส์กับการเปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสุดแนว อีกหนึ่งรุ่นจาก ซแว็ก อีวี นั่นคือ ไทป์-วี ซึ่งเปิดให้เห็นตัวต้นแบบในประเทศไทยเป็นที่แรก เรียกได้ว่าแขกเหรื่อที่ได้มาร่วมงานต่างตื่นตาตื่นใจที่ได้ยลโฉมอย่างใกล้ชิด

เจนสัน เชน เชิน เดดท์-เวโรนิก้า ชิม-เอิง อยู่ จื๊อ

    เจนสัน เชน เชิน เดดท์ เผยว่า ซแว็ก อีวี แบรนด์จักรยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะอยู่ในเมือง ใช้สำหรับทำงาน หรือแม้แต่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ โดดเด่นด้วยแบตเตอรี่ที่สามารถถอดได้และชาร์จไฟได้จากเต้ารับไฟฟ้าทั่วไป ใช้เวลาชาร์จไฟให้เต็มเพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่สามารถขับขี่ได้ไกลถึง 80-90 กิโลเมตร

     โทนี่ รากแก่น ถูกใจมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 

           ทางด้านนักแสดงหนุ่มสุดแนว โทนี่ รากแก่น กล่าวว่า เป็นคนชอบเดินทางและให้ความสำคัญกับยานพาหนะที่สามารถพาไปถึงจุดหมายได้ ซแว็ก อีวี สามารถขี่ได้ในระยะทางที่ไกลซึ่งตอบโจทย์ นอกจากนี้ดีไซน์ภายนอกก็ต้องสวย เพราะเป็นสิ่งที่มองเห็น ส่วนตัวชอบ ซแว็ก อีวี ไทป์-เอ็กซ์ เพราะดีไซน์เข้าใจง่าย ไม่หวือหวามาก

เจนสัน เชน เชิน เดดท์-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์

          ขณะที่ “ใบเฟิร์น” พิมพ์ชนก บอกว่า ส่วนมากใช้รถไฟฟ้าในการเดินทาง เพราะสะดวก ดีใจที่ยานพาหนะในปัจจุบันเริ่มหันมาใช้ไฟฟ้าแทนน้ำมัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม อย่างตอนนี้ภาวะฝุ่นเป็นวิกฤติที่เราควรตระหนัก การเริ่มเปลี่ยนแปลงจากตัวเรา เป็นสิ่งเล็กๆ ที่เราสามารถช่วยดูแลโลกและสังคมให้น่าอยู่ขึ้นได้

“ไดกิ้น” หนุนนักเตะ สู่ฝัน LET’S MAKE IT TRUE #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/413135?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

“ไดกิ้น” หนุนนักเตะ สู่ฝัน LET’S MAKE IT TRUE

27 มกราคม 2563 – 17:42 น.
ไดกิ้น,ทรูแบ็งค็อก,บัณฑิต ศรีวัลลภานนท์,สยามไดกิ้นเซลส์,เอฟเอ คัพ,ลีกคัพ,ฟุตบอล,เครื่องปรับอากาศ,แชมป์,แข้งเทพ
เปิดอ่าน 27 ครั้ง

มั่นใจจะเป็นหนึ่งในแรงผลักดันพาทีมเดินหน้าสู่ความสำเร็จได้ตามเป้าคว้า 3 แชมป์ในฤดูกาล 2020

 “ไดกิ้น” ผู้นำระบบปรับอากาศเพื่อที่อยู่อาศัยและการพาณิชย์ที่ได้รับความไว้วางใจจากคนไทยด้วยดีเสมอมา  ร่วมสนับสนุน “แข้งเทพ” สโมสรฟุตบอลทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ล่าแชมป์ไทยลีก 2020 ภายใต้คอนเซ็ปต์ LET’S MAKE IT TRUE (ทำความฝันให้เป็นจริง) หลังเซ็นสัญญาเป็นสปอนเซอร์อย่างเป็นทางการ  มั่นใจจะเป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญ พาทีมเดินหน้าสู่ความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย คว้า 3 แชมป์ในฤดูกาล 2020 คือแชมป์ไทยลีก, เอฟเอคัพ และลีกคัพ

 บัณฑิต ศรีวัลลภานนท์ พร้อมด้วยพันธมิตร

       บัณฑิต ศรีวัลลภานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมากลุ่มไดกิ้นให้ความสำคัญกับกีฬาฟุตบอลมาโดยตลอด โดยเรามุ่งมั่นส่งเสริมมาอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ และปีนี้ก็เช่นกัน ทางไดกิ้น มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่มีส่วนร่วมในการสนับสนุนสโมสรฟุตบอล ทรู แบงค็อก อีกปี เพื่อสานฝันก้าวขึ้นสู่แชมป์ให้ได้ ตามคอนเซ็ป LET’S MAKE IT TRUE ที่สโมสรได้วางไว้


“ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในการเข้ามาสนับสนุนสโมสรฟุตบอลทรู แบงค็อก หนึ่งในสโมสรฟุตบอลชั้นนำของเมืองไทย  ซึ่งปีนี้นับเป็นปีที่  7 (2014 – 2020) แล้ว ที่เราเข้ามาสนับสนุนสโมสรแห่งนี้ แน่นอนไดกิ้นเป็นสินค้าที่คนไทยรู้จักมาเป็นเวลานาน ดังนั้นการเข้ามาร่วมให้การสนับสนุนสโมสร ทรู แบงค็อก ตามคอนเซ็ปต์ ที่วางเอาไว้ว่า LET’S MAKE IT TRUE  จึงนับเป็นก้าวสำคัญ ที่เราพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการก้าวไปข้างหน้ากับสโมสร ทรู แบงค็อก มุ่งหน้าสู่เป้าหมาย คือการคว้าแชมป์ในทุกรายการที่ลงทำการแข่งขันในปี 2020 ทั้งไทยลีก, เอฟเอ คัพ, ลีกคัพ และแน่นอนด้วยปณิธานความมุ่งมั่นของประธานสโมสรและตัวนักเตะเอง ที่พร้อมจะจับมือสานฝันก้าวเดินไปสู่ความยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นทีมฟุตบอลเบอร์ 1 ของประเทศไทย เราจึงมุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเป้าหมายในปีนี้ที่สโมสรตั้งไว้ จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน” บัณฑิต กล่าว

“กลุ่มบริษัท ไดกิ้น ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ดีเสมอมากับสโมสร ทรู แบ็งค็อก จึงพร้อมและยินดีที่จะสนับสนุนสโมสรในทุกๆทาง เพื่อบรรลุสู่ความสำเร็จ การร่วมมือกันครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้แบรนด์ไดกิ้นเป็นรู้จักมากขึ้น หากแต่ยังเป็นสิ่งการันตีถึงความเป็นแบรนด์ที่มีมาตรฐาน ครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน และยังเป็นการตอบแทนคืนแก่สังคม ซึ่งทางกลุ่มบริษัทไดกิ้น ตระหนักและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาโดยตลอด” บัณฑิต  กล่าวปิดท้าย


สำหรับสโมสร ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด เพิ่งเปิดตัวสู้ศึกไทยลีกฤดูกาลใหม่ 2020 ไปเมื่อวันพุธที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา ณ สวนลอยฟ้า GARDEN 101 ชั้น3 ตึกทรู ดิจิตอล ปาร์ค สุขุมวิท 101  ภายใต้คอนเซ็ปต์ LET’S MAKE IT TRUE  โดยทีมวางเป้าหมายที่จะคว้าแชมป์ทุกรายการที่ลงแข่งขันทั้งไทยลีก, เอฟเอ คัพ และ ลีกคัพ มาครองให้ได้ ภายใต้การนำทัพของกุนซือ มาโน่ โพลกิ้ง
​           ทั้งนี้ ไดกิ้น ได้เซ็นสัญญาเข้าร่วมสนับสนุนทีม ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด โดยโลโก้ของไดกิ้นจะปรากฏอยู่บนชุดแข่งของทีม และผลิตภัณฑ์ในสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ รวมถึงในบัตรเข้าชมการแข่งขัน เป็นต้น

ตัวช่วยสร้างสมดุลวิถีคนเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/413080?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ตัวช่วยสร้างสมดุลวิถีคนเมือง

27 มกราคม 2563 – 15:20 น.
กรุงศรี,วฤตดา ภิรมย์ภักดี,เนม ปราการ,กนกวรรณ ศุภนันตฤกษ์,สุทัศนีย์ ซอโสตถิกุล,กรุงศรี ดิ แอดไวเซอรี่,ธนาคารกรุงศรีอยุธยา,สุขที่สุด แห่งศิลปะการใช้ชีวิต
เปิดอ่าน 45 ครั้ง

ดูแลทุกความต้องการของลูกค้าให้มากกว่าการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางด้านการเงิน

เพื่อตอบโจทย์และช่วยเติมเต็มช่วงเวลาสำคัญให้แก่ชีวิต กรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ นำโดย กนกวรรณ ศุภนันตฤกษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานธุรกิจสาขาและบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าไฮเน็ตเวิร์ธ กลุ่มงานธุรกิจลูกค้ารายย่อยและเครือข่ายการขาย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จัดงานแนะนำ “กรุงศรี ดิ แอดไวเซอรี่” (Krungsri The Advisory)

วัฒนวงศ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา – ม.ล.อรดิศ สนิทวงศ์ ขอคำปรึกษาด้านการเงิน

          ศูนย์บริการด้านการเงินการลงทุนแห่งใหม่ใจกลางเมืองพร้อมบริการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ ทั้งในรูปแบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ และการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้จัดการการเงินส่วนบุคคล พร้อมเชิญเหล่าคนดังทั้ง “เนม” ปราการ ไรวา, “คุณแก้ว” ม.ล.อรดิศ สนิทวงศ์, “อุ้ย” สุทัศนีย์ ซอโสตถิกุล, “อุ๋ม” วฤตดา ภิรมย์ภักดี และ “โป๊ะ” วัฒนวงศ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ที่กรุงศรี ดิ แอดไวเซอรี่ สาขาสยามพารากอนสมาร์ท สยามพารากอน เมื่อวันก่อน

กนกวรรณ ศุภนันตฤกษ์-วฤตดา ภิรมย์ภักดี

          กนกวรรณ ศุภนันตฤกษ์ กล่าวว่า กรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ เข้าใจว่าสิ่งที่เหนือกว่าอิสรภาพทางการเงินคือการที่ลูกค้าทุกท่านได้ใช้เวลาแห่งความสุขกับคนสำคัญได้อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้จึงได้สรรค์สร้างกรุงศรี ดิ แอดไวเซอรี่ ศูนย์บริการข้อมูลทางด้านการเงินและการลงทุนแบบครบวงจรที่พัฒนาขึ้นพร้อมๆ กับไลฟ์สไตล์ทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป โดยตั้งใจดูแลทุกความต้องการของลูกค้าทุกท่านให้มากกว่าการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางด้านการเงิน หากแต่ยังเป็นการให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ และให้คำแนะนำแก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านก้าวสู่เป้าหมายทางการเงินและการลงทุนได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยังช่วยตอบรับการใช้ชีวิตของลูกค้ากรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ ด้วยการบาลานซ์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตควบคู่ไปพร้อมกับเรื่องการงานและการเงิน ดังคำที่ว่า “สุขที่สุด แห่งศิลปะการใช้ชีวิต”

“เนม” ปราการ

          ด้านนักร้องหนุ่มหล่อและคุณพ่อป้ายแดง “เนม” ปราการ ไรวา กล่าวว่า ตอนนี้รับหน้าที่หลายบทบาท บทบาทแรกที่คุ้นเคยและเห็นได้บ่อยครั้งก็คือการเป็นศิลปิน บทบาทที่สองคือการเป็นผู้บริหาร เนื่องจากตอนนี้เริ่มเข้ามาช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัวมากยิ่งขึ้น และบทบาทสุดท้ายก็คือการเป็นคุณพ่อของลูกสาว “น้องเรน” ทั้ง 3 บทบาทมีความสำคัญไม่แพ้กันเลย จึงต้องเลือกวิธีการจัดสรรเรื่องเวลาให้ลงตัวมากที่สุดกับทุกบทบาท พอเรามาเป็นคุณพ่ออีกหนึ่งเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญก็คือเรื่องการวางแผนการเงินระยะยาวไว้สำหรับครอบครัว ส่วนตัวไม่ได้มีความเชี่ยวชาญหรือถนัดด้านนี้จึงต้องอาศัยตัวช่วยสำคัญอย่างที่ปรึกษาทางด้านการเงินที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยดูแลในส่วนนี้ ยิ่งปัจจุบันสถาบันการเงินต่างๆ เริ่มมีการเพิ่มช่องทางในการให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการโทรปรึกษาเรื่องกองทุน หรือแม้กระทั่งการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ก็ยิ่งสะดวกมากยิ่งขึ้นสำหรับคนที่เวลาจำกัด เพียงเท่านี้ก็มีเวลาไปใช้ชีวิตกับครอบครัวและคนสำคัญเพิ่มมากยิ่งขึ้นด้วย

สุทัศนีย์ ซอโสตถิกุล

          ปิดท้ายที่เซเลบสาวเก่ง “อุ๋ม” วฤตดา ภิรมย์ภักดี บอกว่า เป็นคนที่เดินทางค่อนข้างบ่อย เพราะทำบล็อกเกี่ยวกับเรื่องท่องเที่ยว ดังนั้นจะมีเวลาจัดการเรื่องการเงินค่อนข้างน้อย เลยกำลังมองหาตัวช่วยที่ไว้วางใจได้ มาช่วยจัดการและบริหารการเงินให้งอกเงยมากยิ่งขึ้น ทราบมาว่าเดี๋ยวนี้สถาบันการเงินก็มีบริการให้คำปรึกษาด้านการลงทุนโดยผู้เชี่ยวชาญในรูปแบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับลูกค้า คิดว่าช่วยเราได้เยอะมากๆ หลังทำธุรกรรมทางการเงินเสร็จ ยังมีเวลาว่างไปทำอย่างอื่นเพิ่มได้อีกด้วย สะดวกสบาย แถมยังตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์เราได้ด้วย