อนาคตใหม่ ไร้เดียงสา เลือกตั้งท้องถิ่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395832?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคตใหม่ ไร้เดียงสา เลือกตั้งท้องถิ่น

29 ตุลาคม 2562 – 09:00 น.
กระดานความคิด,ปิยบุตร แสงกนกกุล,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ทักษิณ
เปิดอ่าน 3,712 ครั้ง

อนาคตใหม่ ไร้เดียงสา เลือกตั้งท้องถิ่น คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง

ปรากฏการณ์ “อนาคตถอย” ของสมาชิกพรรคอนาคตใหม่บางส่วน ไม่เกินความหมาย และไม่ใช่ประเด็นเปรียบเปรย “เนื้อดาบ” กับ “เศษสนิม” 

คอลัมน์นี้เคยหยิบเอาเรื่องพรรคอนาคตใหม่ จะลุยเลือกตั้งท้องถิ่นมาวิเคราะห์ และชี้ว่า การเปิดทางให้มีผู้สมัครเสนอชื่อเข้าแข่งขันในนามพรรคหลายทีม หากกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ไม่มีระบบการคัดเลือกที่ดีพอ ก็จะเกิดรอยร้าวภายในพรรค และภายในจังหวัด

แล้วก็เกิดสถานการณ์เช่นนั้นขึ้นมาจริงๆ นิพนธ์ แจ่มจำรัส อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 พรรคอนาคตใหม่ ก็จัดทีมผู้สมัครลงท้องถิ่น แต่เลขาธิการพรรคกลับไปเลือก 2 ทีมที่ได้รับการสนับสนุนจาก “หัวหน้าสำนักงานพรรค” ประจำจังหวัดชลบุรี

“นิพนธ์” จึงนำทีมลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ทำนองเดียวกัน “เจ๊ดา” ลัดดา จตุอุทัยศรี ผู้สนับสนุน ส.ส.จันทบุรี อนาคตใหม่ ทั้งเขต 1 และเขต 2 ก็ส่งใบลาออกจากพรรค

เนื่องจากเลขาธิการพรรคไม่เลือกเจ๊ดา เป็นผู้สมัครนายก อบจ.จันทบุรี แต่กลับไปเลือกคนของหัวหน้าสำนักงานพรรคประจำจังหวัดจันทบุรีแทน

อดีตผู้สมัคร ส.ส.นำทีมลาออก

เจ๊ดาจึงประกาศนำทีม “อนาคตจันท์” ชนกับทีม “อนาคตใหม่” ในสนามเลือกตั้งนายก อบจ.จันทบุรี วัดกำลังกันไปเลย

“ปิยบุตร แสงกนกกุล” เป็นนักวิชาการด้านกฎหมาย และช่ำชองเรื่องพรรคการเมืองแนวทางเลือกในยุโรป อภิปรายได้ พูดได้เป็นคุ้งเป็นแคว แต่มาตกม้าตายกับ “การเมืองไทย”

แกนนำพรรคส้มหวาน ต่างรู้จักมักคุ้นกับ “คนวงใน” พรรคไทยรักไทย แต่ไม่เคยเก็บรับบทเรียนจากความขัดแย้งภายในพรรคของทักษิณ ชินวัตร เรื่องการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นมาศึกษา

สมัยไทยรักไทยเฟื่องฟู ใครต่อใครก็วิ่งหา อยากขอป้ายชื่อไปหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น จนเกิดไทยรักไทย 3-4 กลุ่มภายในจังหวัด “ทักษิณ” เลยตัดสินใจให้แข่งขันกันเอง พรรคจะไม่เข้าไปยุ่ง

ตอนนั้น จึงมีทีมไทยรักไทย 2-3 ทีมแข่งกัน โดยทักษิณห้ามเอาชื่อพรรคและชื่อหัวหน้าพรรคไปหาเสียง พูดง่ายๆ ใครชนะก็คือคนไทยรักไทย

ชวน หลีกภัย ได้ใช้นโยบายทำนองนี้ที่ภาคใต้ พรรคจะไม่เข้าไปยุ่ง ปล่อยให้เป็นเรื่องของแกนนำ ปชป.ในแต่ละจังหวัด เลือกตั้งนายก อบจ. จะมีคน ปชป. 5 ทีม 10 ทีมลงแข่งกัน สุดท้ายผู้ชนะก็เป็นคนของ ปชป.

กลุ่มเปลี่ยนชลบุรี อกหักจากอนาคตใหม่

ตรงกันข้าม “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” คิดการณ์ใหญ่ อยากล้มระบอบการเมืองอุปถัมภ์ และกวาดล้าง “บ้านใหญ่” จึงมีนโยบายจะคัดสรรผู้สมัครสวมเสื้ออนาคตใหม่ลงสนามเพียงคณะเดียวในแต่ละจังหวัด

บังเอิญการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 เป็นการต่อสู้ระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ฝ่ายอนุรักษนิยมกับฝ่ายก้าวหน้า กระแสเลือกเปลี่ยนขั้วมาแรง จนพรรคอนาคตใหม่ ได้ ส.ส.มากถึง 80 คน

 “ธนาธร-ปิยบุตร” ก็คิดเองเออเองว่า การเมืองไทยเปลี่ยนแล้ว และได้เวลาคนรุ่นใหม่ จึงวางแผนคัดเลือกผู้สมัครนายก อบจ. เหมือนพรรคการเมืองในยุโรปที่เปิดเวทีดีเบต และให้มวลสมาชิกเป็นคนเลือก

เอาเข้าจริงๆ กลุ่มแกนนำพรรค รวมถึง “เด็ก” ของรองเลขาธิการพรรคที่ประจำตามศูนย์ต่างๆ ก็ใช้วิธีกลั่นกรองตามใจชอบ มองอดีตผู้สมัคร ส.ส. หรือผู้สนับสนุนบางคน เป็นผู้หวังโหนกระแสธนาธร ไม่ใช่อนาคตใหม่ของแท้

โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “คนพวกนี้คิดแบบการเมืองเก่า” หรือ “คนพวกนี้หัวนักเลง” เลยทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่สมาชิกพรรคระดับล่าง

 รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ได้บัญญัติคำว่า “กลุ่มพลังยียาธิปไตย” หมายถึงนักการเมืองภูธร ที่เติบโตในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ โดยกลุ่มพลังยียาธิปไตยเรืองอำนาจสุดๆ ในยุครัฐบาลของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ (ปี 2531-2534)

ในรอบ 2 ทศวรรษนี้ ประเทศไทยผ่านการใช้รัฐธรรมนูญ 2540 มีการรัฐประหาร 2 ครั้ง ตัวนักการเมืองเก่าอาจล้มหายตายจากไป แต่ความคิดแบบ “ยียาธิปไตย” ยังดำรงอยู่

          โรคไร้เดียงสาของ “ฝ่ายสีส้ม” ไม่ต่างอะไรกับข้อวิจารณ์ของเลนิน ที่เขียนไว้ในโรคไร้เดียงสาของฝ่ายคอมมิวนิสต์ ไม่ว่าจะเป็นการก้าวล้ำหน้ามวลชน และการเล่นพรรคเล่นพวก ไม่ส่งเสริมประชาธิปไตยในพรรคอย่างจริงจัง

ต้องเจรจา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395831?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้องเจรจา

29 ตุลาคม 2562 – 08:37 น.
โดนัลด์ ทรัมป์,มาตรการทางภาษี,ไกลโฟเซต
เปิดอ่าน 238 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 29 ตุลาคม 2562

มาตรการรุนแรงอย่างที่รัฐบาลอเมริกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กระทำกับประเทศไทย ทั้งการส่งหนังสือ “ข่มขู่” และใช้มาตรการทางภาษี “เล่นงาน” สินค้านำเข้าจากไทยนั้น นับเป็นภาระหนักอึ้งที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องพิจารณาดำเนินการให้รอบคอบเพื่อผลประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ตามลำดับเรื่องราวแล้ว เริ่มจากการเปิดเผยของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ  รมว.อุตสาหกรรมว่า รัส ไนซ์ลี ที่ปรึกษาทูตฝ่ายกิจการเกษตร สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ทำหนังสือมาแจ้งว่าการแบนสารเคมีเกษตรและกำหนดระดับของสารตกค้างขั้นต่ำสุดที่ 0% จะทำให้การส่งออกถั่วเหลือง ข้าวสาลี กาแฟ แอปเปิ้ล องุ่น จากสหรัฐมาไทยจะหยุดลงทันที กระทบถึงอุตสาหกรรมอาหารที่ต้องพึ่งพาข้าวสาลีนำเข้าจากสหรัฐ เกษตรกรไทยมีต้นทุนการผลิตกว่าแสนล้านบาทเพราะการใช้สารทดแทน

นอกจากนั้น เท็ด เอ. แมคคินนีย์ ปลัดกระทรวงเกษตรสหรัฐ ส่งหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลไทยชะลอการแบน 3 สารเคมีเกษตร โดยอ้างว่า เป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะสารไกลโฟเซตเป็นสารเคมีเกษตรที่ใช้กันแพร่หลาย และสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐฯ (EPA) ยืนยันแล้วว่า ไกลโฟเซตไม่ได้มีความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อสุขภาพ หากนำมาใช้ภายใต้การควบคุม แต่กระนั้นก็ตาม ไม่ว่าคำขู่ผ่านเอกสารจะยังผลในทางปฏิบัติหรือไม่ก็ตาม เหตุที่เกิดตามมาติดๆ ก็คือ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรทางการค้า (จีเอสพี) สินค้าไทยหลายรายการ โดยอ้างว่า ไทยไม่ใช้มาตรการส่งเสริมแรงงานให้สามารถเลี้ยงชีพได้ตามสิทธิแรงงานสากล จนทำให้ภาคส่งออกไทยอาจสูญเสียรายได้หลายหมื่นล้านบาท แต่กระทรวงพาณิชย์บอกว่าจะกระทบรายได้จากการส่งออกแค่ร้อยละ 0.01 เท่านั้น

กล่าวสำหรับ เรื่องแรงงานต่างด้าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานยืนยันว่า ที่ผ่านมาไทยให้ความสำคัญในการดูแลแรงงานบนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชน ทำให้ไทยอยู่ในระดับความสำเร็จมากในการแก้ปัญหาเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ แต่การเรียกร้องคุ้มครองแรงงานต้องใช้กฎหมายที่สอดคล้องกับบริบทของไทย นายจ้าง และสภาพคนไทย คนต่างด้าวจะได้สิทธิมากกว่าคนไทยคงไม่เหมาะสม อย่างเช่น การตั้งสหภาพแรงงานแบบรวมอุตสาหกรรม ซึ่งแรงงานจะรวมตัวกันเป็นล้านคน มีอำนาจต่อรองสูง สำหรับประเด็นการแบนสารเคมีนั้น มูลนิธิชีววิถีตอบโต้ว่า พิจารณาจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ควบคู่กับคำตัดสินของศาลสหรัฐเองที่ให้บริษัทผลิตยาปราบศัตรูพืชจ่ายชดเชย 2,500 ล้านบาทให้แก่ผู้ป่วยมะเร็ง 3 รายจากการใช้ยาปราบวัชพืชผสมไกลโฟเซต และยังเหลืออีก 18,400 คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม มาตรการที่สหรัฐใช้กับไทยครั้งนี้ถือว่า รุนแรงและสร้างผลกระทบต่อประเทศไทยมากพอสมควร ซึ่งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องดำเนินยุทธวิธีเพื่อให้ไทยเสียหายน้อยที่สุด ซึ่งฝ่ายรัฐบาลเองก็เชื่อว่า ยังมีช่องทางในการเจรจากับต่อไป ซึ่งก็ควรเป็นไปตามนั้น ขณะที่อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลไทยก็ต้องเป็นตัวของตัวเองเช่นประเทศอธิปไตยทั่วไป ดังเช่นทั้งสองกรณีที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างนั้น เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งดำเนินการภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถอธิบายกับรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ให้เข้าใจเสียใหม่ได้ หรือถ้าไม่เป็นไปตามนี้ก็ต้องเตรียมมาตรการรับมือไว้หลายๆ ด้าน ภายใต้สภาพความเป็นจริงของโลกปัจจุบัน รวมทั้งอำนาจต่อรองในเวทีการเจรจาต่างๆ ที่จะมีขึ้นในอนาคต

โรคกลัวตกขบวน 5G #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395659?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โรคกลัวตกขบวน 5G

28 ตุลาคม 2562 – 11:05 น.
5G,สื่อสังคมออนไลน์,ปัญหาทางสุขภาพจิต,FOMO – Fear of missing out
เปิดอ่าน 447 ครั้ง

โรคกลัวตกขบวน 5G โดย…  ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา  กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ

ภาวะกลัวตกกระแสสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้หลายคนหมกมุ่นกับการเช็กข้อมูลข่าวสารจากสื่อสังคมออนไลน์ตลอดเวลา จนเกิดปัญหาทางสุขภาพจิต เรียกกันว่า FOMO – Fear of missing out ซึ่งส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการแสดงออกและความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง

ตอนนี้ ในระดับประเทศก็มีภาวะที่คล้ายคลึงกัน แต่เป็นภาวะกลัวตกกระแส 5G ทำให้พยายามกระพือข่าวให้รีบเร่งประมูล 5G ทั้งที่ยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนว่า เราพร้อมมีบริการ 5G เชิงพาณิชย์แล้วหรือยัง ที่กล่าวมาไม่ได้หมายความว่า เราต้องหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไปสู่ยุค 5G การเปลี่ยนผ่านบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จาก 2G มาสู่ 3G 4G และ 5G ตามลำดับ เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ ช่วงทองของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่ละยุคอยู่ที่ประมาณ 10 ปี ก่อนที่จะถูกแทนที่โดยเทคโนโลยีรุ่นใหม่ในอีก 10 ปีต่อมา จนเลิกผลิตอุปกรณ์ที่ล้าสมัยในที่สุด จึงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่ก้าวสู่ 5G

แต่ 5G เพิ่งเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ในโลกเมื่อกลางปีนี้เอง เทคโนโลยีและอุปกรณ์ใช้งานยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ประเทศที่เปิดบริการในปี 2562 และ 2563 จัดว่าเป็นประเทศลำดับแรกๆ (Early adoption) แต่การเปิดบริการในปี 2564 หรือ 2565 ก็ไม่ได้ถูกจัดว่าเปิดบริการช้า และไม่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนภาคอุตสาหกรรมจากต่างประเทศตามที่มีการให้ข่าว เพราะในปัจจุบัน บริการ 5G ที่เปิดให้บริการในประเทศต่างๆ ยังมุ่งเป้าไปที่ผู้บริโภคทั่วไป (Consumer based) ไม่ใช่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ (Enterprise based) แม้แต่ในเกาหลีใต้ซึ่งเปิดบริการเป็นประเทศแรกในโลก

5G จะสร้างโอกาสให้อุตสาหกรรมต่างๆ ก้าวกระโดดสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 อย่างแท้จริง แต่ไม่ใช่ใน 2 ปีนี้ จากการสำรวจผู้ให้บริการโทรคมนาคมทั่วโลก คาดการณ์ว่า ในระยะเริ่มแรก บริการหลักที่สร้างรายได้ของ 5G จะเกิดจาก “บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง” ร้อยละ 74 “บริการอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง” ร้อยละ 21 และ “บริการสื่อสารความหน่วงต่ำ” เพียงร้อยละ 5 ดังนั้นโมเดลธุรกิจของ 5G ในช่วงแรกคือการให้บริการ Immersive content เช่น AR VR และ Time slice broadcasting บริการนี้จึงเป็น Cash cow ของ 5G ระยะแรก

ส่วนการใช้ 5G ในอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ เริ่มมีการใช้ในการควบคุมทางไกลกับหุ่นยนต์หรือเครื่องจักร บริการสื่อสารความหน่วงต่ำนี้จึงเป็น Rising star ของ 5G แต่การพัฒนาบริการนี้ต้องอยู่บนฐานความร่วมมือกับอุตสาหกรรมนั้นๆ ต่างจากการเสนอขายบริการการสื่อสารสำเร็จรูปแบบดั้งเดิม และในส่วนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งก็ยังอยู่ในช่วงการพัฒนาและการกำหนดมาตรฐานในระดับโลกของแต่ละอุตสาหกรรม อาทิ รถยนต์อัจฉริยะ หรืออากาศยานไร้คนขับ คงใช้เวลาอีกระยะกว่าจะเห็นรูปธรรมเชิงพาณิชย์

ดังนั้น การจัดสรรคลื่นความถี่จึงไม่ใช่คอขวดที่แท้จริงของการก้าวสู่ 5G แต่เป็นตัวอุปกรณ์ที่มีมาตรฐานและ use case ต่างหากที่เป็นปัจจัยสำคัญ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้รัฐอยู่เฉยๆ รอให้ 5G สุกงอมเอง เพราะอย่างที่ยอมรับกันแล้วว่า 5G ต้องอยู่บนฐานความร่วมมือ รัฐจึงต้องมีภาระในการสร้างให้เกิดความร่วมมือ

ในมาเลเซียมีการจัดตั้ง 5G Taskforce โดยเชิญทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐ ผู้ให้บริการ ผู้ผลิตอุปกรณ์และโครงข่าย สมาคมธุรกิจต่างๆ นักวิชาการ รวมถึงภาคประชาสังคม รวม 61 องค์กร กว่าหนึ่งร้อยคนร่วมอยู่ในหน่วยเฉพาะกิจนี้ และยังแบ่งเป็น 4 คณะทำงาน ได้แก่ ด้านกรณีตัวอย่างทางธุรกิจ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการบริหารคลื่นความถี่ และด้านการกำกับดูแล เพื่อเตรียมการอย่างรอบด้านให้ 5G ประสบความสำเร็จต่อประเทศอย่างแท้จริง การขับเคลื่อน 5G จึงมีจิ๊กซอว์มากกว่าแค่คลื่นความถี่

อย่างไรก็ตาม เฉพาะประเด็นเรื่องคลื่นความถี่ ก็ต้องมีการเตรียมการให้พร้อม เพราะคลื่นความถี่บางย่านถูกใช้งานอยู่ก่อน การเรียกคืน-การย้ายย่านความถี่ของบริการเดิมจึงต้องใช้เวลา เช่น ย่าน 700 MHz ถูกใช้งานโดยโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ย่าน 2.6 GHz ถูกใช้งานโดยกิจการสื่อสารของกองทัพ ย่าน 3.5 GHz ถูกใช้งานโดยโทรทัศน์ดาวเทียม เป็นต้น ซึ่งการเตรียมคลื่นความถี่ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปีในแต่ละย่าน หากจะเริ่มประมูลคลื่นความถี่จึงต้องเตรียมการล่วงหน้า 1-2 ปี ซึ่งเป็นปัญหาคล้ายคลึงกันทั่วโลก หากเราเตรียมการบริหารคลื่นความถี่ได้ดี การจัดสรรคลื่นจะลงตัวกับพัฒนาการเชิงพาณิชย์ของ 5G อย่างพอดี

การเปิดบริการ 5G ที่เร็วไปไม่เกิดประโยชน์กับฝ่ายใด ยกเว้นผู้ขายอุปกรณ์และโครงข่าย ที่กระพือข่าว 5G อย่างต่อเนื่องเพื่อยอดขายของตน แต่สำหรับค่ายมือถือ หากอุปกรณ์ใช้งานยังมีไม่มาก Immersive content ยังไม่เพียงพอ การลงทุน 5G คือการก่อหนี้ทันที แต่ต้องรอรายได้ในอนาคต ต่างจากการประมูล 3G และ 4G ที่มีอุปกรณ์พร้อมและมีความต้องการใช้งานรออยู่ ทำให้สร้างผลตอบแทนได้ตั้งแต่ปีแรกของการเปิดบริการ

การแก้ปัญหาความไม่พร้อมของ 5G ด้วยการประกาศลดราคาคลื่นความถี่ไม่ใช่ทางออกที่ดีของประเทศ แน่นอนว่าราคาคลื่นความถี่ที่แพงไปย่อมส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม แต่ในทางกลับกัน ราคาที่ต่ำไปก็ส่งผลต่อประโยชน์ของรัฐ การกำหนดราคาคลื่นความถี่จึงต้องอยู่ในระดับราคาที่เหมาะสม ไม่ใช่การลดราคาเพื่อให้ค่ายมือถือรับคลื่นความถี่ไปแบกไว้โดยไม่ก่อรายได้ เพราะนั่นไม่ต่างจากการขายคลื่นความถี่ราคาถูกเพื่อให้มีการกักตุนคลื่นเพื่อกีดกันผู้ประกอบการหน้าใหม่

ผู้ประกอบการรายใหม่มีโอกาสเกิดยากมากอยู่แล้ว เพราะทิศทางบริการ 5G ในปัจจุบันจะเป็นการผสานการใช้งานโครงข่าย 4G ด้วย ไม่ใช่โครงข่ายเฉพาะของ 5G ต่างหาก (5G Non-standalone) และการสื่อสารด้วยเสียงผ่าน 5G (Vo5G) จะมีอุปสรรคในการสื่อสารกับโครงข่าย 2/3G แต่มีปัญหาน้อยกับโครงข่าย 4G ดังนั้น ผู้ให้บริการที่ไม่มีโครงข่าย 4G อยู่ก่อนจะแข่งขันได้ยาก

เราจึงไม่ควรตกอยู่ภายใต้ภาวะ FOMO จนทำให้ 5G คลอดก่อนกำหนดหรือท้องไม่พร้อม แต่ต้องเตรียมความพร้อมให้เกิด 5G ที่ก่อประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริง

Fact-Checking ทักษะตรวจสอบข้อเท็จจริง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395653?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

Fact-Checking ทักษะตรวจสอบข้อเท็จจริง

28 ตุลาคม 2562 – 10:50 น.
Fact-Checking,รู้ลึกัยจุฬาฯ
เปิดอ่าน 275 ครั้ง

Fact-Checking ทักษะตรวจสอบข้อเท็จจริง คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

การระบาดของ ข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวเท็จ ข่าวปลอมผ่านโซเชียลมีเดียกลายเป็นประเด็นถกเถียงถึงการปลูกฝังทักษะการรู้เท่าทันสื่อเพื่อป้องกันอันตราย ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของคนร้ายหรือผู้แสวงหาผลประโยชน์จากข้อมูลและทรัพย์สินของเรา ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของสื่อมวลชน สื่อใหม่ และผู้ใช้สื่อต้องผนึกกำลังต่อสู้กับข้อมูลเท็จโดยการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนการเผยแพร่สื่อใดๆ เพื่อให้ประชาชนได้ทราบข่าวอย่างถูกต้อง

คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ The International Fact-Checking Network, Poynter Institute for Media Studies รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา จึงจัดเสวนาและอบรมเชิงปฏิบัติการ “Fact-Checking Forum and Workshop” เพื่ออภิปรายบทบาทของการตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 24 และ 25 ตุลาคม ที่ผ่านมา

รศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล หัวหน้าภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ หนึ่งในผู้เข้าร่วมเสวนา อธิบายบริบทสื่อยุคใหม่ในสังคมไทยว่ามีความหลายหลาก มีลักษณะจำเพาะ และมีความพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ

“แพลตฟอร์มของสื่อยุคใหม่ของไทย ถูกใช้แสดงภาพลักษณ์ที่แตกต่าง และมีวัตถุประสงค์ที่เจาะจง เช่น เฟซบุ๊ก ซึ่งถือว่าได้กลายเป็นสื่อมวลชนแทนที่สื่อโทรทัศน์ ขณะที่ทวิตเตอร์ ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นเพื่อเผยแพร่ข่าวอย่างรวดเร็ว ส่วนไลน์ เน้นการส่งข้อความพูดคุย และเป็นสื่อที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จจำนวนมาก”

อาจารย์พิจิตรา ยังยกตัวอย่างกรณีข่าวเหตุการณ์กู้ภัยที่ถ้ำหลวงเมื่อปีที่แล้วว่าเป็นภาพสะท้อนการเสพสื่อของคนไทยที่ค่อนข้างชื่นชอบข่าวเน้นอารมณ์ ข่าวดราม่า รวมถึงข่าวเกี่ยวกับความเชื่อทางไสยศาสตร์ แต่ถึงแม้ว่าคนไทยจะชอบการเสพสื่อรูปแบบเนื้อหาดังกล่าว แต่สังคมไทยก็ยังต้องการข่าวที่เป็นข้อเท็จจริง เพราะต้องการข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์

“เช่นเรื่องข่าวกัญชา คนก็อยากรู้นะ หรือแม้แต่เรื่องการเมืองคนก็อยากรู้ข้อเท็จจริง แต่ด้วยบริบทบางอย่างทางสังคมไทยที่กดทับพอสมควรทำให้เราอยู่ในฐานที่คาดเดาไม่ได้ มีความไม่แน่นอน และควบคุมไม่ได้ หลายคนเลยต้องไปพึ่งกับสิ่งที่ไม่จริง เช่นเรื่องผี เรื่องหวย แทน”

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเปิดโอกาสให้เกิดข่าวที่ไม่มีสารประโยชน์ ไปจนถึงการสร้างข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวเท็จ การตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือ Fact Checking ในสังคมไทยจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายและ “ไม่ง่าย” เพราะมีปัจจัยหลายประการที่ไม่เอื้อต่อการให้ตรวจสอบได้ เพราะสภาพสังคมที่มีความขัดแย้งทางการเมืองและความแตกต่างทางความคิดทางการเมืองสูง รวมถึงระบบการเมืองปัจจุบัน ทำให้หลายคนใช้ชีวิตด้วยความระแวงในการเลือกเชื่อข้อมูลที่ได้รับจากสื่อโซเชียล และอยู่กับความรู้สึกที่ว่าไม่ได้มีอำนาจและความสามารถในการกำหนดนโยบายได้ด้วยตนเอง

“นโยบายจะแก้อะไรก็ถูกล็อกหมด หรือว่าวันดีคืนดีก็มีรัฐประหาร คนไทยต้องเผชิญกับเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าไม่มีความเป็นเหตุเป็นผล สิ่งที่จะตอบคำถามได้คือการเอาเรื่องบุญ เรื่องบาป จากชาติปางก่อนมาใช้ตอบคำถาม”

ความท้าทายสำหรับสื่อในการตรวจสอบข้อเท็จจริงยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การแข่งขันกับความรวดเร็วในการสื่อข่าว การเฝ้าติดตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หรือประเด็นที่เกินความสามารถในการตรวจสอบ เช่นข้อมูลที่แชร์กันบนโลกออนไลน์ ที่สำคัญผู้รับสารหลายคนเองก็เลือกที่จะเชื่อชุดข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อของตนเองโดยที่ไม่ตรวจสอบข้อมูลที่เป็นทางการ แต่ทั้งนี้ความไว้ใจในข้อมูลทางการก็เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ได้เช่นกัน

“โดยทั่วไปข้อมูลของภาครัฐมักจะได้รับความน่าเชื่อถือในกรณีประเทศเกิดวิกฤติ เพราะคนต้องการข่าวสารข้อเท็จจริงมากกว่าแหล่งข่าวอื่นๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องความเห็นการเมือง ภาครัฐ คนก็จะไม่เชื่อขนาดนั้น”

กระนั้นก็ตาม อาจารย์พิจิตรายืนยันว่าหน้าที่การตรวจสอบข้อเท็จจริงจะต้องเริ่มต้นที่สื่อมวลชน แม้ว่าการทำให้ประชาชนทุกคนรู้เท่าทันสื่อเป็นเรื่องที่ทำยาก แต่เป็นข้อท้าทายที่สื่อมวลชนต้องทำ โดยเฉพาะในปัจจุบัน ข่าวลวง ข่าวเท็จจำนวนมากสามารถก่อให้เกิดความเข้าใจผิด อคติที่นำไปสู่ความเกลียดชังและภาพเหมารวมเชิงลบต่อคนบางกลุ่ม เข้าข่าย ประทุษวาจาหรือ Hate Speech จึงเป็นหน้าที่สื่อที่จะช่วยคัดกรอง และค้นหาข้อเท็จจริง เพื่อให้ได้ข่าวที่ถูกต้อง มีคุณภาพและเกิดประโยชน์ต่อสาธารณชน

“สื่อมวลชนมีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนเผยแพร่ ตัวนักข่าวเองมีหน้าที่ไม่นำเสนอข่าวดราม่า กึ่งเล่นกึ่งจริง ไม่มีสาระ ทำข่าวเรื่องพิสูจน์ไม่ได้ จริงอยู่ที่ว่าธุรกิจข่าวก็ต้องดิ้นรน ตอบสนองความต้องการ วิธีคิดของคนไทย แต่นักข่าวก็ควรมีหน้าที่นำเสนอความจริงให้มากที่สุด ไม่ควรเอาอะไรง่ายๆ จากออนไลน์มานำเสนอ และต้องควบคุมข่าวเท็จ ข่าวปลอมที่สร้างปัญหา” อาจารย์พิจิตรากล่าวสรุป

น้ำหายหาดทรายโผล่ที่ลำน้ำยัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395664?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำหายหาดทรายโผล่ที่ลำน้ำยัง

28 ตุลาคม 2562 – 10:35 น.
น้ำหายหาดทรายโผล่ที่ลำน้ำยัง,น้ำทวม,นาข้าว
เปิดอ่าน 574 ครั้ง

น้ำหายหาดทรายโผล่ที่ลำน้ำยัง โดย… สิริศักดิ์ สะดวก เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำภาคอีสาน

น้ำท่วมข้าวยังไม่พอมาถูกทรายถมที่นาซ้ำอีก หลังลดพอเห็นทรายโผล่แทนนาข้าวรู้สึกท้อแท้ เพราะที่นาไม่เคยถูกทรายถม เคยถูกแต่น้ำท่วมข้าวตาย ส่วนบริเวณที่นาถูกทรายถมเพราะว่าพนังขาดช่วงวังขอนโกนทำให้น้ำไหลแรงไหลเชี่ยว สภาพก็อย่างที่เห็น พอทรายถมที่นาก็เลยมาปลูกมันแกว ซึ่งจะปลูกประมาณ 1 งาน และปลูกถั่วดินหรือถั่วลิสงอีกประมาณ 3 ไร่ เพื่อทดแทนนาข้าวที่ถูกทรายถม เกิดมาก็ไม่เคยปลูก

สถานการณ์น้ำท่วมนอกเหนือจากน้ำไหลบ่าท่วมนาข้าวเสียหายแล้ว หลังน้ำลดหลายพื้นที่จะพบเห็นคันนาผุด พื้นที่นาซึ่งมีต้นข้าวเน่าเสียหาย แต่มีอีกพื้นที่หนึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่หลายคนไม่เจอหลังน้ำลดคือหาดทรายโผล่ถมต้นข้าวและที่นาหลายร้อยไร่บริเวณริมลำน้ำยัง ไม่หลงเหลือสภาพของความเป็นทุ่งนา ชาวบ้านบางรายต้องปลูกถั่วลิสง และมันแกว เพื่อทดแทนนาข้าวที่หายหมดเพราะทุ่งนามีแต่ทราย

ที่ผ่านมาลำน้ำยังเป็นสาขาของแม่น้ำชี มีต้นกำเนิดที่บ้านดงหมู อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ บริเวณเทือกเขาภูพาน ดงบังอี่ และดงแม่เผด ที่ชาวบ้านเรียกกัน โดยครอบคลุมพื้นที่ อ.เขาวง อ.ห้วยผึ้ง อ.นามน อ.กุฉินารายณ์ อ.สมเด็จ กิ่ง อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์, อ.โพนทอง อ.เมยวดี อ.หนองพอก อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด, อ.ทรายมูล และไหลบรรจบกับแม่น้ำชีในเขต อ.เมืองยโสธร จ.ยโสธร มีความยาวโดยรวมประมาณ 225 กิโลเมตร

บ้านท่าเยี่ยม หมู่ 5 ต.วังหลวง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่ติดลำน้ำยัง และมีอาชีพหลักคือการทำนา และเลี้ยงวัว ควาย แต่ในฤดูทำนาเสร็จจะมีความลำบากในการหาหญ้า เพราะเป็นช่วงฤดูน้ำหลากที่จะต้องนำวัว ควาย ขึ้นไปเลี้ยงบนพนังกั้นลำน้ำยัง โดยเฉลี่ยแล้วจะมีวัว ควายที่ชาวบ้านเลี้ยงทั้งหมู่บ้านประมาณ 40-50 ตัว จนถึงช่วงเก็บเกี่ยวข้าวถึงจะทยอยนำไปเลี้ยงตามทุ่งนา ตลอดจนการหาปลาก็ถือได้ว่าเป็นอีกอาชีพหนึ่งของพรานปลาที่จะอาศัยช่วงฤดูกาลน้ำลดเอาเครื่องมือตามความถนัดลงหาปลาในลำน้ำยัง เป็นวิถีชีวิตที่ชาวบ้านท่าเยี่ยมปรับตัวให้สอดคล้องกับทรัพยากรธรรมชาติและฤดูกาล

ในปีนี้สถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด ทั้งแม่น้ำชีและลำน้ำยังได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรและชุมชนเป็นวงกว้าง แต่หลังจากน้ำได้ลดลงทำให้หลายพื้นที่เหลือแต่ตอข้าวและคันนาผุดให้ดูต่างหน้า โดยเฉพาะลำน้ำยังแล้วหลายหมู่บ้านกลับเห็นทรายโผล่ทับที่นาซึ่งบางพื้นที่สูงเป็นเมตรสร้างความหนักใจให้แก่ชาวบ้านที่ถูกหาดทรายถมที่นารวมทั้งสิ้น 2 ตำบล ได้แก่ วังหลวง และนาแซง รวม 10 หมู่บ้าน เกษตรกร 68 ราย พื้นที่เสียหายจำนวน 529 ไร่ พื้นที่รอรับความช่วยเหลือตามระเบียบฯ จำนวน 356.3 ไร่ ซึ่งเป็นข้อมูลของคณะกรรมการ ก.ช.ภ.อ.เสลภูมิ เห็นควรให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เพื่อขออนุมัติเงินช่วยเหลือจากคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจังหวัดร้อยเอ็ด (ก.ช.ภ.จ.ร้อยเอ็ด) เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรกรณีพื้นที่ทำการเพาะปลูกได้ถูกหิน ดิน ทราย ไม้ โคลน รวมทั้งซากวัสดุ ทุกชนิดทับถมจนไม่สามารถใช้เพาะปลูกได้ ตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 โดยมีขนาดพื้นที่ไม่เกิน 5 ไร่ ทั้งนี้ราคาไม่เกิน 7,000 บาท

ในขณะที่บ้านท่าเยี่ยม หมู่ 5 ต.วังหลวง เป็นหนึ่งในสิบหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากทรายถมที่นาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่ติดกับลำน้ำยังและจุดที่พนังกั้นน้ำขาด 3 จุด โดยมีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 22 ราย พื้นที่เสียหายจำนวน 139.1 ไร่ พื้นที่ได้รับความช่วยเหลือตามระเบียบฯ เป็นจำนวน 94.3 ไร่

ธงสิน ธนกัญญา อายุ 63 ปี อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าเยี่ยม เล่าว่า ทรายที่เราพบปริมาณมากนี้เรียกว่าทรายขี้เป็ดซึ่งเป็นทรายที่ใช้สำหรับนำไปปรับพื้นที่ก่อนเทพื้น หรือถมถนน เป็นต้น เกิดขึ้นเพราะกระแสน้ำพัดมาแรงทำให้พนังกั้นน้ำขาด 3 จุด คือ วังปากขอนโกน ทิศตะวันออกของหมู่บ้าน วังขอนสัก ทิศเหนือของหมู่บ้าน ตาดปากแหว่ง ทิศเหนือของหมู่บ้าน ที่ผ่านมาในปี 60-61 นั้นเวลาน้ำท่วมพนังขาดก็มีทรายพัดมาเหมือนกันแต่ไม่มากขนาดนี้

ส่วนการจัดการกับทรายถมที่นาชาวบ้านจัดการกันเองได้โดยการปรับทรายให้เข้ากับดินในที่นานั้นๆ แต่ปีนี้ทรายมามาก มองว่า ต้นลำน้ำยังบริเวณเทือกเขาภูพาน ดงบังอี่และดงแม่เผด เดิมจะมีทรัพยากรป่าไม้ธรรมชาติไว้คอยยึดหน้าดินไว้ทำให้เมื่อเวลาเข้าช่วงฤดูฝนต้นไม้เหล่านั้นจะทำหน้าที่โดยรากจะดูดซับน้ำบางส่วนชะลอให้น้ำได้ไหลช้าลงและยึดหน้าดินไว้ไม่ให้พังทลายไหลลงมาพร้อมกับกระแสน้ำ ปัจจุบันป่าไม้เหล่านี้ถูกทำลายกลายเป็นพื้นที่ต้องกลับมาฟื้นฟูป่าทำให้ไม่มีต้นไม้ยึดหน้าดินไว้เวลาน้ำหลากมาจึงทำให้หน้าดินถูกน้ำเซาะและไหลเร็วเกิดเป็นทรายจำนวนมากในพื้นที่ ประกอบกับบริเวณที่พนังกั้นน้ำขาดนั้นเป็นบริเวณช่วงคุ้งน้ำซึ่งทำให้เห็นว่าพนังกั้นน้ำเริ่มขาดติดต่อกันมาหลายปีต่อเนื่องในช่วงฤดูน้ำหลาก โดยข้อเสนอรัฐควรที่จะมีการฟื้นฟูป่าต้นน้ำอย่างจริงจังเพื่อให้คืนสภาพพื้นที่ป่าและช่วยชะลอน้ำช่วงฤดูน้ำหลากและป้องกันดินสไลน์ด้วยเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด

เช่นกันกับ ทองบาง วีระสอน อายุ 57 ปี ชาวบ้านท่าเยี่ยม เล่าว่า มีที่นาถูกทรายถมจำนวน 10 ไร่ ใต้ทรายที่เรายืนคือข้าวเหนียว กข.6 และข้าวเจ้ามะลิ แต่เราคงไม่เห็นหรอกเพราะถูกทรายถมหายหมด น้ำท่วมข้าวยังไม่พอมาถูกทรายถมที่นาซ้ำอีก หลังลดพอเห็นทรายโผล่แทนนาข้าวตนเองรู้สึกท้อแท้เพราะที่นาไม่เคยถูกทรายถม เคยถูกแต่น้ำท่วมข้าวตาย ส่วนบริเวณที่นาถูกทรายถมเพราะว่าพนังขาดช่วงวังขอนโกนทำให้น้ำไหลแรงไหลเชี่ยวสภาพก็อย่างที่เห็น พอทรายถมที่นาก็เลยมาปลูกมันแกวซึงจะปลูกประมาณ 1 งาน และปลูกถั่วดินหรือถั่วลิสงอีกประมาณ 3 ไร่ เพื่อทดแทนนาข้าวที่ถูกทรายถมเกิดมาก็ไม่เคยปลูก นี่เป็นครั้งแรกเพราะคิดว่าพืชชนิดนี้คงเหมาะกับพื้นที่ทรายไม่ต้องใช้น้ำ ส่วนเรื่องทรายก็อยากเอาออกจากที่นาให้เร็วแต่ก็ต้องรอเงินช่วยเหลือจากภาครัฐมาก่อน อยากจะจัดการทรายเองอยากปรับที่นาให้เหมือนเดิม

คงเป็นอีกปรากฏการณ์หลังน้ำลดแต่ปัญหาน้ำลดกลับสร้างความหนักใจให้แก่ชาวบ้านที่ถูกทรายพัดถมนาจนแทบมองไม่เห็นร่องรอยของนาตนเอง ลักษณะการเกิดทรายของน้ำจืดจากข้อมูลของทรัพยากรแร่ที่ 3 สำนักทรัพยากรแร่ กรมทรัพยากรธรณี ทรายจะปรากฏโดยอยู่โดยทั่วไปตามธรรมชาติ เกิดกระบวนการร่วนซุยและจากกระบวนการผุพังสลายตัวทางธรรมชาติ แหล่งสะสมทรายของทรายน้ำจืด จะเป็นบริเวณที่ตะกอนร่วนซุยจากการผุพังของหินมาสะสมรวมกันอยู่ แต่เมื่อมีการทำงานของกระแสน้ำก็จะเกิดการพัดพาทรายไปสะสมตัวอยู่ในลักษณะและบริเวณต่างๆ เช่น สะสมตัวอยู่ในท้องน้ำ บริเวณริมฝั่งน้ำและตะพักลำน้ำ บริเวณทับถมของตะกอนน้ำพา บริเวณส่วนโค้งของลำน้ำที่งอกยื่นออกไป บริเวณสันดอนกลางแม่น้ำ ทางน้ำพารูปพัด บริเวณที่ราบน้ำท่วมถึง ทรายที่ถูกพัดพามาสะสมตัวเป็นแหล่งทรายนี้ ถ้าอยู่ในที่ราบจะมีการสะสมตัวแบบตะกอนน้ำรูปพัดแบบสะสมตัวในที่ราบน้ำท่วม และแผ่กระจายเป็นบริเวณกว้าง เนื่องจากการเคลื่อนตัวเปลี่ยนทิศทางของลำน้ำ จากลำน้ำที่กว้างใหญ่และตรงกลายมาเป็นลำน้ำคดโค้งและแคบ เนื่องจากการสะสมตัวของตะกอนทรายที่ขวางทิศทางการไหลของน้ำ ทำให้ทิศทางการไหลของน้ำเปลี่ยนแปลงเกิดการกัดเซาะตลิ่งเป็นลำน้ำโค้งตวัดและทะเลสาบรูปแอกแหล่งสะสมทรายที่เปลี่ยนไปปรากฏเป็นรูปทรายที่อยู่ห่างไกลออกไปจากแม่น้ำปัจจุบัน

เป็นอีกข้อมูลที่สอดคล้องกับการตั้งข้อสังเกตของชาวบ้านถึงปรากกฏการณ์ที่ทรายพัดพามากับน้ำท่วมครั้งนี้อาจจะมีหลายปัจจัยตามเหตุผลข้างต้น แต่สิ่งที่ชาวบ้านพยายามสะท้อนให้ฟังก็เป็นสิ่งสำคัญที่หน่วยงานรัฐควรนำกลับไปคิดและควรหาแนวทางแก้ไขที่ต้นเหตุด้วยคือกระบวนการชะล้างหน้าดินในช่วงฤดูฝนของต้นลำน้ำยังที่ไม่มีต้นไม้ยึดไว้

คนละเรื่องเดียวกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395646?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนละเรื่องเดียวกัน

28 ตุลาคม 2562 – 10:25 น.
คนละเรื่องเดียวกัน,ไกลโฟเซต
เปิดอ่าน 1,210 ครั้ง

คนละเรื่องเดียวกัน คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย..  อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

“เหมือนเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ดันประจวบเหมาะเกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน”

เรื่องแรก เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2562 ปรากฏข่าวเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ส่งจดหมายมายังรัฐบาลไทย ไล่ตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงไปถึงระดับรัฐมนตรี โดยมีเนื้อหาสำคัญขอให้ทบทวนมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ให้แบนสารพิษ โดยเฉพาะสารพิษที่ชื่อ “ไกลโฟเซต”

เนื้อหาจดหมาย ยกสารพัดเหตุผลต้องทบทวน เช่น ฝ่ายไทยยังศึกษาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไม่ดีพอบ้าง หากไทยแบนสารดังกล่าวจะส่งผลให้เกษตรกรต้องหาสารตัวอื่นทดแทนในราคาสูงขึ้นบ้าง รวมถึงผลกระทบสหรัฐในการส่งออก ถั่วเหลือง ข้าวสาลี มายังไทย เพราะสหรัฐยังมีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชตัวนี้อยู่

ทันทีที่จดหมายดังกล่าวส่งตรงถึงตึกไทยคู่ฟ้า องค์กรต่อต้านสารพิษ เช่น มูลนิธิชีววิถี หรือ BIOTHAI เปิดโปงเบื้องหลังจดหมายฉบับดังกล่าวเป็นแค่ “รายงานเอสี่” ของผู้ช่วยรัฐมนตรีเกษตรฯ สหรัฐ ที่เคยทำงานให้แก่บริษัทยาฆ่าหญ้าของสหรัฐมานาน 19 ปี

“พูดง่ายๆ ผช.รมต.รายนี้ ใช้ตำแหน่งทางการเมืองออกมาปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทยาฆ่าหญ้ายักษ์ใหญ่ของสหรัฐ นั่นเอง”

“ไบโอไทย” จึงพยายามสื่อสารถึงรัฐบาลว่า อย่าตื่นตูม อย่าอ่อนไหวไปกับ “กระดาษเอสี่” เพราะเขาก็ทำกับทุกประเทศ และฝ่ายไทยต้องแสดงจุดยืนให้มั่นคงต่อการแบนสารพิษ ซึ่งปรากฏว่า “บิ๊กตู่” โยนให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปตอบจดหมายนั้นแล้ว

ขณะที่ บรรดารมต.ที่เคยประกาศกร้าวแบนสารพิษ ดูจากอาการ ณ ขณะนี้ คงยืนยันเหมือนเดิม เดินหน้าออกกฎกระทรวงให้มีผลบังคับใช้ภายในต้นเดือนธันวาคม 2562

แต่คราวนี้ เรื่องที่สองตามมา เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม เช่นกัน มีรายงานจากทำเนียบขาว โดยประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำประกาศรื้อฟื้นการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือจีเอสพี แก่หลายประเทศ

หนึ่งในนั้นปรากฏชื่อ “ไทยแลนด์” อยู่ด้วย ต้องถูกตัดสิทธิพิเศษสินค้า 500 กว่ารายการ รวมมูลค่าเกือบ 40,000 ล้านบาท โดยเฉพาะสินค้าอาหารทะเลทุกประเภท ถูกระงับจีเอสพีเหี้ยน โดยอ้างว่าเกิดจากปัญหาสิทธิและสวัสดิการแรงงาน

ฝ่ายไทยโดย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ รับทราบรายงานดังกล่าวแล้ว พร้อมมอบหมายให้ กีรติ รัชโน ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ แถลงรายละเอียดในวันนี้ (28 ต.ค.)

ท่ามกลางคำถาม สองเหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เป็นความบังเอิญหรือเปล่า …อสนีบาต…ตอบได้เลย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน แต่เป็นความตั้งใจของพวก “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” ซึ่งสหรัฐทำกับทุกประเทศ

“นี่คือมาตรการตอบโต้ผู้แข็งขืน ที่ไม่ยอมก้มหัวให้ยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกา”

อย่างที่บอก เป็นความตั้งใจอย่างสุดซึ้งของอเมริกาแน่นอน เพราะต้นเดือนพฤศจิกายน จะมีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กรุงเทพฯ

นอกเหนือจาก ผู้นำจากจีน ญี่ปุ่น ตอบรับเดินทางมา พล.อ.ประยุทธ์ หมายมั่นปั้นมืออยากให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มาเยือนด้วย โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า “รอการยืนยัน”

แต่ที่แน่ๆ สหรัฐวางยุทธศาสตร์เรื่องนี้ไว้ โดยส่งม้าเร็วมาก่อน นั่นคือ เดวิด อาร์ สตีลเวลล์ ผู้ช่วย รมต.ต่างประเทศสหรัฐ ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก จะมาถึงกรุงเทพฯ วันที่ 1 พฤศจิกายน เพื่อร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐ การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก และการประชุม อินโด-แปซิฟิก บิสิเนส ฟอรั่ม เป็นเวลารวม 4 วัน

เมื่อสามเดือนก่อน “พ่อคนนี้” เคยแวะมาตึกไทยคู่ฟ้า แต่ไม่ได้พบ “ลุงตู่” โดยได้คุยกับ ดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 30 นาที พร้อมเผยว่าเป็นการหารือถึงการประชุมอินโด-แปซิฟิก ฟอรั่ม ที่จะมีการประชุมในเดือนพฤศจิกายนนี้เช่นกัน

ต้องการต่อจิ๊กซอว์ให้เห็น ทั้งความเคลื่อนไหว ข้อเรียกร้องสหรัฐ ล้วนถาโถมเข้าใส่รัฐบาลไทยแบบหวังผล

ยิ่งในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน 4-5 พฤศจิกายน ย่อมมีเวทีพูดคุยในระดับทวิภาคี ฉะนั้น ยุทธศาสตร์ของสหรัฐจึงต้องปล่อยประเด็นปัญหาทั้งหมดออกมาก่อนเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง

คราวนี้กลับมาที่ “ลุงตู่” จะหาทางออกต่อปมปัญหาทั้งหมดอย่างไร ทั้งจุดยืนแบนสารพิษ และการเคลียร์ปมจีเอสพีสินค้าไทยกว่า 500 รายการ

ส่วน “ทรัมป์” จะเดินทางมาไทยหรือไม่ เลิกลุ้นไปก่อน ตอนนี้ผลประโยชน์ชาติสำคัญกว่าครับ

สารพิษอันตรายระวัง ผลกระทบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395478?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สารพิษอันตรายระวัง ผลกระทบ

28 ตุลาคม 2562 – 09:35 น.
ไกลโฟเซต,สารพิษ,พาราควอต,คลอร์ไพริฟอส
เปิดอ่าน 461 ครั้ง

สารพิษอันตรายระวัง ผลกระทบ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

หลังจากที่มีการยกเลิกให้ใช้สารพิษ 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอซึ่งให้มีผลบังคับ 1 ธันวาคมนี้

อยากจะให้ศึกษาถึงผลกระทบถึงเกษตรกรว่าเป็นอย่างไรด้วย เพราะต่างมองถึงสุขภาพของประชาชนเป็นอันดับแรกโดยเฉพาะผู้บริโภค
สำหรับเกษตรกรจะต้องได้รับทางออกเมื่อสารพิษ 3 ชนิดนี้ถูกแบนแล้วจะมีการทดแทนอย่างไรและจะต้องไม่กระทบต่อวิถีชีวิตของเกษตรกร

สารทดแทนที่จะนำมาใช้นั้นมีราคาแพงมาก ซึ่งจะมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อไป

ในฐานะคนที่อยู่ตรงกลางจึงอยากให้หาหนทางช่วยเหลือเกษตรกรด้วย ไม่ใช่ลอยแพให้ต่อสู้กันเองโดยการตั้งม็อบหรือชุมนุมประท้วง

เห็นมีเกษตรกรที่เดือดร้อนจะยื่นเรื่องให้ศาลปกครองคุ้มครองแล้วน่าสงสารมากๆ ไม่ใช่จัดตั้งหรือจัดฉากมาแน่นอน

เชื่อว่าไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องจริงๆ
อ๊อด เทอร์โบ


 อากาศจะแปรปรวน
 แล้วจะหนาวจริง

ผมมีความเป็นห่วงวิถีชีวิตของพวกเราเพราะบางทีคิดว่าหนาวมาแล้วแต่ปรากฏว่าบางท้องที่มีฝนตก จึงติดตามการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาจนถึงวันพรุ่งนี้ว่าต้องระวังให้ดีเพราะอากาศแปรปรวนมากครับ

โดยภาคเหนือจะมีฝนฟ้าคะนองในระยะแรก หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส อากาศเย็นในตอนเช้าและมีลงแรง สำหรับภาคใต้จะมีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมและฝนที่ตกหนักซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

ผมอยากให้รัฐบาลเห็นว่าความสำคัญของพยากรณ์อากาศมากกว่านี้ ใช้ภาษาไทยที่เข้าใจง่ายๆ ด้วยจะเป็นพระคุณยิ่ง อย่าให้ต้องแปลไทยเป็นไทยเพราะการใช้ศัพท์แสงเข้าใจยากเลย
วิโรจน์ (บางนา)

เรียนคุณ ‘วิโรจน์’ บางนา
ขอบคุณในความปรารถดีของคุณที่กรุณาแจ้งเรื่องพยากรณ์อากาศมาเพื่อจะได้เตรียมรับมือ เพราะอากาศแปรปรวนเหลือเกินครับ เอาแน่ไม่ได้ บางทีฝนตกแบบไม่มีเค้าซึ่งทางที่ดีที่สุดก็ต้องพร้อมอยู่เสมอ

สำหรับข่าวพยากรณ์อากาศที่บอกมานั้นเป็นประโยชน์มากเลยและอยากให้รัฐบาลช่วยให้กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศให้มากกว่านี้ในทุกช่องทาง

ในช่วงปลายฝนต้นหนาวและเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการนี้อาจจะมีสภาพอากาศแปรปรวนบ้าง ต่อไปทุกอย่างก็เข้าสู่สภาพฤดูหนาวตามฤดูกาลธรรมชาติ
อ๊อด เทอร์โบ


 จัดระเบียบด่านตำรวจ
จดหมายจากคุณ ‘มนต์ศักดิ์’ บางบอน ต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เราต้องช่วยใส่ใจเพื่อความปลอดภัยซึ่งอาจจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้เกี่ยวกับด่านตำรวจซึ่งมีอยู่หลายหน่วยและมักจะมีไฟส่องสว่างไม่เพียงพอจนบางทีอาจเกิดอุบัติเหตุได้

ผู้ใช้รถใช้ถนนคงเจอกับตัวเองมาแล้ว และสำหรับตำรวจต้องยอมรับความจริงบ้างและปรับปรุงจัดระเบียบการตั้งด่านตรวจให้ดี

ประเภทตั้งด่านอยู่ตรงหัวโค้งหรือทางโค้งหรือในบริเวณที่รถยนต์-จักรยานยนต์หนีได้ยาก ขอให้เลิกได้จะดีเพราะอันตรายจริงๆ
อ๊อด เทอร์โบ


 ด่านตำรวจไฟมืด
 ต้องระวังอุบัติเหตุ

ผมขอให้ช่วยเป็นสื่อกลางแจ้งถึงตำรวจที่ตั้งด่านตรวจที่มีทั่ว กทม. หรือชานเมืองว่าไฟส่องสว่างมีปัญหาคือมืดเกินไปจนอาจจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้

บางทีตำรวจมักเอาตัวเป็นที่ตั้งไม่ยอมรับว่าไฟมืด แต่คนขับติดฟิล์มมืดจนมองไม่ค่อยเห็นต่างหาก ซึ่งผมว่าน่าจะดูข้อเท็จจริงว่าเป็นย่างไร

ที่เขียนจดหมายมานี่เพื่อให้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นประการแรก เพราะบางทีรถมาด้วยความเร็วมองไม่ทันจริงๆ ไม่มีใครอยากชนด่านตำรวจที่กำลังปฏิบัติหน้าที่หรอกครับ

จึงขอให้เพิ่มไฟส่องสว่างมากกว่านี้
มนต์ศักดิ์ (บางบอน)


ศึกขอนแก่น หมอแคนห้าว ‘อดิศร’ ชน ‘สมศักดิ์’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395656?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกขอนแก่น หมอแคนห้าว ‘อดิศร’ ชน ‘สมศักดิ์’

28 ตุลาคม 2562 – 09:15 น.
อดิศร เพียงเกษ,หมอแคน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน,เอกรา ช่างเหลา,สมศักดิ์ คุณเงิน
เปิดอ่าน 6,671 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 28 ต.ค.62

********************************

เสร็จศึกสามพราน ไฟต์ถัดไปก็มีสังเวียน เขต 2 กำแพงเพชร และเขต 7 ขอนแก่น นาทีนี้เซียนมวยอีสานพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ศึกไทยไฟต์ ขอนแก่น จัดว่าเป็นสังเวียนเดือด น่าสนใจกว่าศึกชากังราว

เนื่องจากคู่เอกที่ลือกันลั่นสนั่นหนองเรือคือ สมศักดิ์ คุณเงิน” เจ้าถิ่นหนองเรือ ค่ายพลังประชารัฐ จะได้พบกับ อดิศร เพียงเกษ” ค่ายเพื่อไทย

ในวัยหนุ่มทั้งคู่เป็น “เพื่อนร่วมอุดมการณ์” ต่อสู้อำนาจเผด็จการมาด้วยกัน โดยวิถีนักเลือกตั้ง “สมศักดิ์-อดิศร” จึงแยกกันอยู่คนละสังกัด

ตระกูล “เตาะ” เอาไง?

เป็นที่ทราบกัน เขตเลือกตั้งที่ 7 (อ.หนองเรือ และ อ.มัญจาคีรี) “นวัธ เตาะเจริญสุข” ในฐานะ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ต้องชดใช้กรรมในคุก และกำลังรอฟังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานภาพ ส.ส.ของเขา

นวัธ เตาะเจริญสุข และ หลานชาย – สุรพจน์

ก่อนเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 “นวัธ” เคยประกาศให้หลานชาย ส.จ.ตี๋” สุรพจน์ เตาะเจริญสุข ลงสมัคร ส.ส.แทน หาก กกต.ไม่รับรองคุณสมบัติ เพราะติดคดีบงการสังหารปลัด อบจ.ขอนแก่น

เวลานั้น ธนิก มาสีพิทักษ์” ก็อยากจะลงสมัคร ส.ส.เขต 7 ในฐานะเป็นชาวมัญจาคีรี แต่นวัธก็วาดลวดลายแม่ไม้มวยไทย จนธนิกต้องถอยร่น

เที่ยวนี้ ธนิกแอบหวังจะได้ลงเลือกตั้งซ่อม แต่คนเสื้อแดงแถวหนองเรือฟันธง ธนิกอกหักซ้ำสองแน่

หมอแคน”มาแล้ว

มีรายงานข่าวจากเพื่อไทย ในการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.สำหรับสนามเขต 7 ขอนแก่น น่าจะไม่ใช่ “ส.จ.ตี๋” หลานชายของนวัธ เพราะชื่อชั้นยังห่างจากสมศักดิ์ คุณเงิน อดีต ส.ส.ขอนแก่น เจ้าถิ่น

ผู้ที่จะต่อกรกับสมศักดิ์ได้สมน้ำสมเนื้อคือ อดิศร เพียงเกษ” อดีต ส.ส.ขอนแก่น และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นขวัญใจคนเสื้อแดงทั่วประเทศ

อดิศร เพียงเกษ เยี่ยมยามแกนนำเสื้อแดงหนองเรือ

“อดิศร” จัดรายการวิเคราะห์การเมืองผ่านทีวีดาวเทียม “จอแดง” กระทั่งวันนี้ ไม่มีจอแดงแล้ว แต่อดิศรยังจัดรายการ “ตรงไปตรงมา” ผ่านสื่อออนไลน์ ทั้งแฟนเพจ “ตรงไปตรงมา TV” และยูทูบ “สถานีข่าว ตรงไปตรงมา”

อดิศร เพียงเกษ ขออาสาสู้ศึกเขต 7 ขอนแก่น

ล่าสุด อดิศรเพิ่งคลอดหนังสือรวมเล่ม กวีนอกสภา” ขายเล่มละ 200 บาท พร้อมกับการรับตำแหน่งใหม่ “โฆษกผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร”

หัวหน้าสมพงษ์คงคิดว่า อดิศรไม่ควรเป็นผู้แทนนอกสภา จึงจะส่งลงสนามเลือกตั้งซ่อม…ยี่ห้อหมอแคนขอนแก่น ปิดประตูแพ้

เอกราช” การันตี

แม่ทัพอีสาน พรรคพลังประชารัฐอย่าง เอกราช ช่างเหลา” ประเมินว่า เลือกตั้งซ่อมที่จะมีขึ้นในเร็ววันนี้ สมศักดิ์ คุณเงิน ชนะแน่

เนื่องจากคะแนนหนที่แล้ว “นวัธ” ได้ 29,710 คะแนน ส่วน “สมศักดิ์” ได้ 26,553 คะแนน ผลต่างคะแนนห่างกันแค่ 3,000 คะแนน

เอกราช ช่างเหลา และ สมศักดิ์ คุณเงิน

“สมศักดิ์” เป็นชาว อ.หนองเรือ โดยกำเนิด หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 สมศักดิ์ร่วมกับอดิศร ในนามสหพันธ์นักศึกษาอีสานแห่งประเทศไทย ทำกิจกรรมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง

หลังเรียนจบนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ สมศักดิ์ไปทำงานที่การประปานครหลวง ในยุคที่ อารมณ์ พงศ์พงัน เป็นผู้นำสหภาพการประปาฯ

ปี 2523 สมศักดิ์ กลับมาบ้านตั้งสำนักงานทนายความ “ไชโยทนายความ” และลงเลือกตั้งท้องถิ่น ได้เป็น ส.จ.ขอนแก่น เขต อ.หนองเรือ

ปี 2531 สมศักดิ์เบียดเข้าเป็น ใน สนามขอนแก่น เขต เป็น ส.ส.สมัยแรก สังกัดพรรคกิจประชาคม เช่นเดียวกับอดิศร ก็ได้เป็น ส.ส.ขอนแก่น เขต พรรคมวลชน

สมศักดิ์ ในบทบาทประธานมูลนิธิน้ำเพื่อชีวิต

บนเส้นทางนักเลือกตั้ง สมศักดิ์ไม่ต่างจากอดิศร ที่ย้ายพรรคไปตามสถานการณ์การเมือง จนถึงยุคไทยรักไทย ทั้งคู่จึงได้มาสังกัดพรรคเดียวกัน

หลังรัฐประหาร 2549 สมศักดิ์ตามไปเป็นกองเชียร์พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ตามคำชักชวนของเพื่อนรัก “พินิจ จารุสมบัติ”

ระยะหลัง สมศักดิ์ได้จับงานภาคประชาชนในนามประธานมูลนิธิน้ำเพื่ออีสาน และประธานสภาเกษตรกร จ.ขอนแก่น

เลือกตั้งซ่อมเที่ยวนี้มีเดิมพัน แม่ทัพเอกราชจึงเตรียมการไว้พร้อมพรัก หากอุ้มสมศักดิ์เข้าสภาได้ ก็อาจมีข่าวดี

แชร์ เงินบุญ..หลอกลงทุนร้อยได้ล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395459?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แชร์ เงินบุญ..หลอกลงทุนร้อยได้ล้าน

28 ตุลาคม 2562 – 08:15 น.
สายตรวจระวังภัย,แชร์ลูกโซ่
เปิดอ่าน 6,936 ครั้ง

คอลัมน์… สายตรวจระวังภัย ทีมข่าวอาชญากรรม

หากเอ่ยถึง “แชร์ลูกโซ่” ก็มักจะปรากฏให้เห็นเป็นข่าวไม่เว้นวัน ยังคงมีผู้เสียหายหลายกลุ่มเข้าร้องทุกข์แจ้งความกับตำรวจไม่หยุดหย่อน ซึ่งคดีลักษณะนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น ทว่ามีมานานแสนนานแล้ว แต่ปัจจุบันกลับเพิ่มทวีขึ้น แม้จะมีข่าวความเสียหายและการเตือนภัยอยู่เป็นระยะ

ข้อมูลตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน พบความเสียหายจากคดีแชร์ลูกโซ่สูงถึง 28,000 ล้านบาท และสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าในระยะหลังมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุเพราะมีการชักชวนผ่านทางออนไลน์ ซึ่งมีสื่อโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่างเฟซบุ๊กและแอพพลิเคชั่นไลน์ ทำให้เข้าถึงผู้เสียหายได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน

แน่นอนว่าการประกาศชวนเชื่อระดมเงินจากประชาชนโดยเสนอผลตอบแทนสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด มีความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือ กฎหมายแชร์ลูกโซ่ อย่างชัดเจน แต่ก็ไม่วายมีกลุ่มแก๊งหลอกชวนลงทุนให้ผลตอบแทนสูงจนมีเหยื่อถูกฉ้อโกงอย่างต่อเนื่องอย่างที่บอกในข้างต้น เพราะเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 24 ตุลาคม ได้มี น.ส.เอ (นามสมมุติ) เดินทางมาที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อเข้าพบ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ปอศ. หลังถูกหลอกให้ลงทุนในโครงการ “เงินบุญ” ด้วยการชักชวนประชาชนว่าลงทุนหลักร้อยบาทจะได้ผลตอบแทนหลักล้าน ทำให้ผู้เสียหายสูญเสียเงินเกือบ 2 แสนบาท

เหยื่อสาวรายนี้บอกว่าถูกเพื่อนสมัยเรียนชื่อว่า “ป้อม” มาชักชวนให้ลงทุนจึงตัดสินใจเข้าร่วม โดยโอนเงินสมทบทุนในโครงการดังกล่าวตั้งเดือนมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม ซึ่งเพื่อนบอกว่าลงทุนหลักร้อยจะได้ผลตอบแทนเป็นกำไรหลักล้าน เมื่อเห็นว่าได้ผลตอบแทนเยอะก็ลงทุนสมทบโครงการไปเรื่อยๆ ระหว่างลงทุนได้สอบถามค่าตอบแทนทางไลน์กับเพื่อน แต่คำตอบคือให้อดทนรอและจะได้เงินตอบแทนเร็วๆ นี้ จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้เงิน กระทั่งมั่นใจว่าถูกหลอก เลยตัดสินใจมาแจ้งความที่ บก.ปอศ. ส่วนเพื่อนคนที่ชักชวนทราบว่าลงทุนในโครงการนี้มากว่า 5-6 ปีแล้ว และยังไม่ได้เงินเช่นกัน โดยสูญเงินไปหลักล้านบาท

“โครงการเงินบุญนั้น เป็นโครงการที่อ้างว่าเป็นเงินภาษีที่ได้จากการยึดทรัพย์ในความผิดตามกฎหมายต่างๆ และเป็นเงินของโครงการต่างชาติที่มาร่วมสมทบช่วยสนับสนุน หากใครร่วมลงทุนก็จะมีผลตอบแทนสูง ลักษณะเดียวกับการลงทุนแชร์ โดยหากชวนใครมาร่วมลงทุนก็จะได้ส่วนแบ่งที่สูงขึ้นไปด้วย” น.ส.เอ กล่าว

ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม มีกลุ่มผู้เสียหายกว่า 20 ราย จากโครงการ “ออมเงินแม่มณี” รวมตัวกันแจ้งความที่ บก.ปอศ. เพื่อเอาผิดกับเจ้าของโครงการเนื่องจากไม่ได้เงินตามที่ตกลง ถูกเบี้ยวเงินหลายราย พร้อมแฉโครงการหลอกลวงอ้างได้ผลแทนสูงถึงร้อยละ 93 ทำให้คนหลงเชื่อสูญเงินตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงล้านบาท

หญิงสาววัย 22 ปี หนึ่งในผู้เสียหายจากกรณีนี้ เล่าว่า ได้เห็นคนในเฟซบุ๊กแชร์คลิปไลฟ์สดจากบัญชีผู้ใช้ชื่อ “ฝากยอด ต่ออนาคต” ที่เชิญชวนให้ผู้คนเข้ามาร่วมลงทุนเงินกับกลุ่ม “บ้านออมเงินแม่มณี” เสนอดอกเบี้ยร้อยละ 93 กำหนดวงเงินเดือนละ 1,000 บาท ลงทุนเดือนนี้เดือนต่อไปได้รับเงินต้นและดอกเบี้ยกลับมา 1,930 บาท โดยมีเจ้ามือผู้จัดเป็นหญิงสาวอายุ 28 ปี อ้างว่ามีหุ้นส่วนเป็นนายทุนใหญ่รวม 6 เจ้า นำเงินไปหมุนทำธุรกิจเกี่ยวกับซีรีส์โทรทัศน์และธุรกิจเครื่องสำอางที่มีดาราดังเป็นพรีเซ็นเตอร์ กระทั่งเห็นว่าเจ้าตัวได้โพสต์ภาพเกี่ยวกับการจัดรายการในเฟซบุ๊กและต่อมาก็เห็นรายการออกอากาศจริง อีกทั้งยังมีภาพการจัดสัมมนาและมีคนไปเข้าร่วมจริง จึงหลงเชื่อลองลงทุนเงินก้อนแรกไป 19,000 บาท ก็ได้รับกลับมา 3 หมื่นบาทเศษ ก่อนจะทยอยลงทุนไปอีก 2-3 เดือน รวมเงินทั้งสิ้น 1.5 ล้านบาท หลังจากนั้นก็ไม่ได้รับเงินกลับคืนมา พอสอบถามไปยังผู้จัดก็อ้างว่าได้ขึ้นเงินกับธนาคารต่างสาขา ทำให้ยังเคลียร์แคชเชียร์เช็คไม่เสร็จ

          พฤติการณ์คดีแชร์ลูกโซ่แม้จะมีหลากหลายแต่ไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่เสนอค่าตอบแทนสูงจูงใจ หรือเรียกง่ายๆ ว่า ใช้ความ “โลภ” ของคนมาเป็นโอกาสเท่านั้นเอง..!!

สร้างความเป็นธรรมให้นักลงทุน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/395655?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สร้างความเป็นธรรมให้นักลงทุน

28 ตุลาคม 2562 – 08:10 น.
สร้างความเป็นธรรมให้นักลงทุน
เปิดอ่าน 119 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม 2562

นับเป็นอีกหนึ่งข่าวดีของประเทศหลังจากธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ได้เผยแพร่การจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจประจำปี 2563 (Doing Business 2020) ของประเทศต่างๆ รวม 190 ประเทศ ปรากฏว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 21 ดีขึ้น 6 อันดับ จากอันดับที่ 27 ในปีที่แล้ว โดยประเทศไทยได้รับคะแนน 80.10 คะแนน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 1.65 คะแนน ถือเป็นอันดับที่ดีที่สุดของไทยในรอบ 6 ปี และมีคะแนนขึ้นมาใกล้เคียงกับประเทศสิงคโปร์ ซึ่งอยู่อันดับที่ 2 ที่ 86.20 คะแนน และมาเลเซีย ซึ่งอยู่อันดับที่ 12 ที่ 81.50 คะแนน ซึ่งอันดับที่ดีขึ้นน่าจะเป็นผลจากความพยายามของภาครัฐในการดำเนินมาตรการต่างๆ ทั้งความพยายามลดขั้นตอนการขออนุมัติ หรือการนำระบบดิจิทัลเข้ามาให้บริการภาครัฐ รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ให้สอดคล้องกับบริบททางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้ดีขึ้น รวมถึงการคุ้มครองผลประโยชน์ของนักลงทุน

รายงานฉบับนี้สะท้อนถึงความสำเร็จของประเทศไทยในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจในรอบปีที่ผ่านมา โดยด้านที่ไทยได้รับอันดับดีขึ้นและคะแนนสูงขึ้นมีอยู่ 2 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการขออนุญาตก่อสร้างที่มีอันดับดีขึ้นจาก 67 ที่ 71.86 คะแนน ในปีที่แล้ว เป็นอันดับที่ 34 ที่ 77.30 คะแนน ในปีนี้ เป็นผลมาจากการดำเนินการลดขั้นตอนในการขออนุญาตก่อสร้างลงจาก 19 ขั้นตอน เหลือ 14 ขั้นตอน และลดระยะเวลาดำเนินการลงจาก 118 วัน เหลือ 113 วัน และ 2.ด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนเสียงข้างน้อยโดยประเทศไทยมีอันดับที่ดีขึ้นจาก 15 ที่ 75.00 คะแนนในปีที่แล้ว เป็นอันดับที่ 3 ที่ 86.00 คะแนนในปีนี้ จากคะแนนด้านการคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้นจาก 8 คะแนน เป็น 9 คะแนน โดยมีคะแนนเต็มอยู่ที่ 10 คะแนน

ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมกับการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจประจำปีที่อันดับของเราดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้วางเป้าหมายจะขยับไปอยู่อันดับ 1 ใน 20 ของโลก โดยปีนี้คะแนนที่ได้เพิ่มมาก คือ ในส่วนของ ก.ล.ต. ปีต่อๆ ไปจะทำในเรื่องที่มีผลต่อคะแนนการจัดอันดับเพื่อให้ไทยขยับเพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงเรายังจำเป็นต้องดำเนินการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้มีความสะดวกและเอื้อต่อการแข่งขันของผู้ประกอบการในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ในระยะยาว และผลประโยชน์จากการปฏิรูปสภาพแวดล้อมทางธุรกิจจะนำมาซึ่งการเพิ่มการลงทุนและมีการจ้างงานคุณภาพมากขึ้นในอนาคต

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนทั้งจากสงครามการค้าสหรัฐกับจีน เบร็กซิต และจากอัตราแลกเปลี่ยน ทุกประเทศกำลังปรับตัวและหามาตรการรองรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ไม่เว้นแม้รัฐบาลไทยที่ได้วางโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อจะช่วยทำให้นักลงทุนที่ทำธุรกิจอยู่แล้วภายในประเทศมีแผนขยายการลงทุน ขณะเดียวกันก็จะดึงนักลงทุนรายใหม่ๆ เข้ามาด้วย ขณะที่การแข่งขันของประเทศคู่แข่งที่แม้จะอยู่ในอันดับต่ำกว่าเราแต่ก็ได้มีการปรับตัวไม่แพ้เรา เพื่อดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาอย่างเงียบๆ จึงเป็นเรื่องที่เราต้องไม่หลงละเลิงและต้องเร่งสร้างปัจจัยอื่นๆ รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศให้ครอบคลุมในหลากหลายด้าน เพื่อให้นักลงทุนเห็นว่าหน่วยงานภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีการดำเนินงานอย่างโปร่งใสเป็นธรรมด้วย