กว่า 20 ล้านคน รวมดวงใจคนไทยทั้งชาติ ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 และสถาบันพระมหากษัตริย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กว่า 20 ล้านคน รวมดวงใจคนไทยทั้งชาติ ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 และสถาบันพระมหากษัตริย์ (komchadluek.net)

กว่า 20 ล้านคน รวมดวงใจคนไทยทั้งชาติ ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 และสถาบันพระมหากษัตริย์

กว่า 20 ล้านคน รวมดวงใจคนไทยทั้งชาติ ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 และสถาบันพระมหากษัตริย์

6 ธันวาคม 2563 – 18:20 น.

รัฐบาล ร่วมกับสำนักพุทธฯ และคณะสงฆ์ทั่วประเทศ พร้อมปชช.กว่า 20 ล้านคน จาก 40,000 กว่าวัด ร่วมเจริญพระพุทธมนต์ในโอกาสวันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร.9 และเป็นสิริมงคลให้กับแผ่นดิน

เมื่อวานนี้(วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563) เวลา 10.00 น. ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร พระราชพุทธิมุนี (ม.ล.คิวปิด ปิยวิโรจโน ป.ธ.๖) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนางสาวณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายอนุชา นาคาศัย)

พร้อมด้วย นายสิทธา มูลหงษ์ ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และพุทธศาสนิกชน เข้าร่วมในพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับแผ่นดิน และปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า อย่างหนาแน่น ทั่วประเทศ

ซึ่งพิธีเจริญพระพุทธมนต์ในวันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมาในพื้นที่ส่วนกลาง ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ส่วนภูมิภาคเป็นวัดที่เป็นศูนย์กลางของจังหวัดและอำเภอ

กว่า 20 ล้านคน รวมดวงใจคนไทยทั้งชาติ ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 และสถาบันพระมหากษัตริย์

โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ซึ่งมีการดำเนินการมาตั้งแต่วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา และมีการขยายการจัดพิธีทุกวันเสาร์ตลอดเดือนธันวาคม 2563 ครั้งต่อไปคือวันเสาร์ที่ 12 19 และ 26 ธันวาคม 2563

โดยมีพุทธศาสนิกชน ทั่วทั้งประเทศเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นจำนวนมากกว่า 20 ล้านคน จาก 40,000 กว่าวัดทั่วประเทศ นับเป็นการถวายเป็นพระราชกุศลครั้งใหญ่ด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดีถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 และสถาบันพระมหากษัตริย์

กว่า 20 ล้านคน รวมดวงใจคนไทยทั้งชาติ ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 และสถาบันพระมหากษัตริย์
กว่า 20 ล้านคน รวมดวงใจคนไทยทั้งชาติ ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 และสถาบันพระมหากษัตริย์
กว่า 20 ล้านคน รวมดวงใจคนไทยทั้งชาติ ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 และสถาบันพระมหากษัตริย์
กว่า 20 ล้านคน รวมดวงใจคนไทยทั้งชาติ ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 และสถาบันพระมหากษัตริย์

#พิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับแผ่นดิน

#พิธีเจริญพระพุทธมนต์ทุกวันเสาร์

#สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ขอบคุณที่มา : กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 

สิงห์เฒ่าชัยภูมิ ‘อร่าม’ ชน ‘ชาลีเครือ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สิงห์เฒ่าชัยภูมิ ‘อร่าม’ ชน ‘ชาลีเครือ” (komchadluek.net)

สิงห์เฒ่าชัยภูมิ ‘อร่าม’ ชน ‘ชาลีเครือ”

สิงห์เฒ่าชัยภูมิ 'อร่าม' ชน 'ชาลีเครือ"

6 ธันวาคม 2563 – 17:50 น.

สังเวียนชัยภูมิ จอมเก๋า “อร่าม” คืนสังเวียน เจอของแข็ง ทั้ง “ปาริชาติ” พ่วงค่ายเพื่อไทย

สังเวียนเลือกตั้งท้องถิ่นเมืองเจ้าพ่อพญาแล มีความคึกคักขึ้นมาทันที เมื่อ อร่าม โล่ห์วีระ วัย 70 ปี อดีต ส.ส.ชัยภูมิ 6 สมัย และอดีต รมช.คมนาคม หวนลงสนามนายก อบจ.ชัยภูมิ

อ่านข่าว : ศึกล้านนา’แม้ว’ ไม่ทน สยบเกม ‘จตุพร’

อร่ามเจอคู่แข่งที่ไม่ธรรมดา ทั้งปาริชาติ ชาลีเครือ อดีต ส.ส.ชัยภูมิ และสุชีพ เศวตกมล ตัวแทนพรรคเพื่อไทย

++

สิงห์เฒ่าคืนสังเวียน

++

20 ปีที่แล้ว อร่าม โล่ห์วีระ เป็นนักการเมืองที่โด่งดังในเมืองชัยภูมิ รุ่นเดียวกับสันติ ชัยวิรัตนะ และเจริญ จรรย์โกมล

สิงห์เฒ่าชัยภูมิ 'อร่าม' ชน 'ชาลีเครือ"

อร่าม โล่ห์วีระ  คืนสังเวียน

อร่าม เคยเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมชาวไร่อ้อย จ.ชัยภูมิ ปัจจุบัน เป็นนายกสมาคมอีสานพัฒนา และประธานมูลนิธิอร่าม โล่ห์วีระ

ยุคของทักษิณ พรรคเพื่อไทยยึดครองสนามชัยภูมิ จนนักการเมืองลายคราม ต้องห่างหายไปเวทีผู้แทน

ฤดูการเลือกตั้ง 2562 อร่ามกลับมา พร้อมกับลูกและหลาน โดยสวมเสื้อ ปชป. โดยอร่ามหวังปั้นลูกหลานให้เล่นการเมือง แต่ก็ประสบความปราชัยทุกเขต

ตระกูล “โล่ห์วีระ” ลาพรรค ปชป. เพราะลูกหลานไม่พอใจที่แกนนำพรรคเก่าแก่ตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลประยุทธ์ และในวันนี้ กลุ่มลูกหลานของอร่าม ต่างย้ายไปหนุนพรรคก้าวไกล

ในอดีต ธเนศร์ โล่ห์วีระ เคยเป็นนายก อบจ.ชัยภูมิ ช่วงเดียวกับอร่าม เป็น ส.ส.สมัยแรก พรรคความหวังใหม่ แต่การกลับมาสนามท้องถิ่นในวัย 70 ปีก็ไม่ง่ายเลย

++

‘ชาลีเครือ’ป้องกันแชมป์

++

ตระกูล “ชาลีเครือ” เบ่งบานในการเมืองไทยยุคไทยรักไทยเฟื่องฟู สุชน ชาลีเครือ เป็น ส.ว. และประธานวุฒิสภา

สิงห์เฒ่าชัยภูมิ 'อร่าม' ชน 'ชาลีเครือ"

ปาริชาติ สายบุญ

ส่วนน้องสาว-ปาริชาติ ชาลีเครือ ก็เป็น ส.ส.ชัยภูมิหลายสมัย ในสีเสื้อพรรคการเมืองของทักษิณ แต่การเลือกตั้งหนที่แล้ว ปาริชาติลาออกจากเพื่อไทย มาลงสมัคร ส.ส.ในสังกัดพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย และสอบตก

หลังพ่ายแพ้ ปาริชาติ ลาออกจากพรรครักษ์ผืนป่าฯ ไปเป็นรองนายก อบจ.ชัยภูมิ และเตรียมตัวลงสมัครนายก อบจ.แทนน้องชาย-มนตรี ชาลีเครือ

การเลือกตั้งนายก อบจ.ชัยภูมิ สมัยที่แล้ว ตระกูลชาลีเครือ และ ส.ส.เพื่อไทยบางส่วนหนุน “มนตรี” จนได้รับเลือกตั้ง

++

เพื่อไทยแตก

++

สนามเลือกตั้งชัยภูมิ มี ส.ส. 6 คน ปรากฏว่า พรรคเพื่อไทยได้ 4 ที่นั่ง และพรรคพลังประชารัฐ เบียดแทรกมาได้ 2 ที่นั่ง

สำหรับเลือกตั้งนายก อบจ.ชัยภูมิเที่ยวนี้ พรรคเพื่อไทย ได้มีมติส่ง “สจ.โย” สุชีพ เศวตกมล อดีต ส.อบจ.อำเภอเมืองชัยภูมิ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากตระกูล “โลหะวาณิชย์” และ “จรรย์โกมล”

สิงห์เฒ่าชัยภูมิ 'อร่าม' ชน 'ชาลีเครือ"

สจ.โย หน้าใหม่ใจถึง

ว่ากันว่า ส.ส.เพื่อไทย 4 คนก็ไม่เป็นเอกภาพในเรื่องการเมืองท้องถิ่น เมื่อสุชน ชาลีเครือ ยังพอมีบารมีในพรรคเพื่อไทย

ที่สำคัญ 2 ส.ส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ ก็เป็นตัวแปรสำคัญ

งามสมมง นางสาวลาว 2020 คว้ามงกุฎเพชร 50 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

งามสมมง นางสาวลาว 2020 คว้ามงกุฎเพชร 50 ล้าน (komchadluek.net)

งามสมมง นางสาวลาว 2020 คว้ามงกุฎเพชร 50 ล้าน

งามสมมง  นางสาวลาว 2020  คว้ามงกุฎเพชร 50 ล้าน

6 ธันวาคม 2563 – 17:05 น.

งามคัก! นางสาวลาวคนใหม่ “น้องจินนี่” นักศึกษาสาวจากปักกิ่ง สมใจกองเชียร์ชาวเน็ต

นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองทางฝั่งซ้าย ผ่านมา 45 ปี จวบจนถึง พ.ศ.นี้ สปป.ลาว ก้าวเดินไปบนเส้นทางการค้าเสรีเต็มตัว

10 กว่าปีมานี้ ตลาดนางงามลาวเติบโตแบบก้าวกระโดด มีเวทีประกวดสาวงามมากมาย แต่เวทีที่ทรงคุณค่า และรักษาเอกลักษณ์ความเป็นลาวคือ เวทีนางสาวลาว (Miss Laos)

อ่านข่าว : เฮ็ดแท้ ‘ลุงทองลุน’ ล็อกดาวน์เพิ่ม 14 วัน

เดิมทีการประกวดนางสาวลาว เรียกว่า การประกวดนางสาวอาภรณ์ลาว ดำเนินการโดยสหพันธ์แม่หญิงลาว ต่อมา เปลี่ยนชื่อเป็นเวทีประกวดนางสาวลาว อยู่ภายใต้การชี้นำของกระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว

ทั้งการประกวดนางสาวอาภรณ์ลาว และนางสาวลาว ต่างก็มีภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้จัดการประกวด แต่ต้องฟังคำชี้นำจากทางการลาว

ปี 2559 การประกวดนางสาวลาว ถูกโอนย้ายมาอยู่ใต้การชี้นำของศูนย์กลางชาวหนุ่มประชาชนปฏิวัติลาว (ชปล.) และมีภาคเอกชนได้รับสิทธิ์เป็นผู้ดำเนินการประกวดเหมือนเดิม

ดังนั้น การประกวดนางสาวลาว จึงเน้นการรักษาวัฒนธรรมการแต่งกายแบบลาว และไม่มีการสวมชุดว่ายน้ำ

ต่างจากการประกวดมิสยูนิเวิร์สลาว มิสแกรนด์ลาว และมิสเวิลด์ลาว ที่อนุญาตให้สวมชุดว่ายน้ำได้ เพราะเป็นการประกวดในเวทีสากล

++

นักศึกษาสาวจีน

++

ค่ำคืนวันที่ 5 ธ.ค.2563 ที่โรงแรมแลนด์มาร์คแม่โขง นครหลวงเวียงจันทน์ มีการประกวดนางสาวลาว 2020 (Miss Laos 2020) รอบตัดสิน โดยมี 40 สาวงามตัวแทนจากแขวงต่างๆ ผ่านเข้ารอบมา 16 คน

ปรากฏว่า คณะกรรมการตัดสินให้ผู้เข้าประกวดหมายเลข ML4 นาง บุนพะสอน บุดดาลา ได้ครองมงกุฏ “นางสาวลาว” คนใหม่

นางบุนพะสอน อายุ 24 ปี สูง 169 ซ.ม. ตัวแทนจากนครหลวงเวียงจันทน์ มีขื่อเล่นว่า “จินนี่” พักอาศัยอยู่ที่บ้านดงป่าลาน เมืองสีสัตตะนาก นครหลวงเวียงจันทน์

จินนี่ เคยไปเรียนภาษาจีนที่ปักกิ่ง และเรียนภาษาอังกฤษ ที่เมืองเพิร์ท ออสเตรเลีย จบปริญญาตรี สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จาก Beijing International studies University ประเทศจีน และกำลังศึกษาปริญญาโท สาขาธุรกิจสากล ที่ University of International Business and Economics ประเทศจีน

รางวัลที่นางบุนพะสอน ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดหนนี้ ประกอบด้วยมงกุฏเพชร มูลค่า 50 ล้านกีบ สายสะพาย เงินสด 30 ล้านกีบ ทองคำ 2 บาท ทุนการศึกษา 300 ล้านกีบ และอื่นๆ (อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา 1 บาท แลกได้ 329 กีบ)

รมช.มนัญญา ชวนอุดหนุนกระเช้าสินค้าสหกรณ์เป็นของขวัญปีใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช.มนัญญา ชวนอุดหนุนกระเช้าสินค้าสหกรณ์เป็นของขวัญปีใหม่ (komchadluek.net)

รมช.มนัญญา ชวนอุดหนุนกระเช้าสินค้าสหกรณ์เป็นของขวัญปีใหม่

รมช.มนัญญา ชวนอุดหนุนกระเช้าสินค้าสหกรณ์เป็นของขวัญปีใหม่

7 ธันวาคม 2563 – 13:24 น.

รมช.มนัญญา ชวนอุดหนุนกระเช้าสินค้าสหกรณ์เป็นของขวัญปีใหม่ ในโอกาสเป็นประธานเปิดตัวโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ ประจำปี 2564 รณรงค์ให้คนไทยซื้อของไทย สร้างรายได้กลับคืนสู่สมาชิกสหกรณ์ปีละ 1.2 ล้านบาท

มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ ประจำปี 2564 ว่าโครงการฯ ดังกล่าวเป็นการนำสินค้าของสหกรณ์มาตกแต่งและจัดเป็นกระเช้าของขวัญเพื่อจัดจำหน่ายส่งมอบความสุขและความปรารถนาดีให้แก่กันในช่วงเทศกาลปีใหม่  โครงการฯ นี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 ตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ให้มาเลือกซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์เป็นของขวัญปีใหม่ โดยในแต่ละปีสามารถสร้างรายได้กลับคืนสู่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าในจังหวัดต่างๆ  ได้ปีละประมาณ 1.2 ล้านบาท 

รมช.มนัญญา ชวนอุดหนุนกระเช้าสินค้าสหกรณ์เป็นของขวัญปีใหม่

รมช.มนัญญา กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  มีนโยบายในการส่งเสริมให้เกษตรกรนำผลผลิตการเกษตรที่มีอยู่ในท้องถิ่น ทั้งพืชผัก ผลไม้ สมุนไพร สินค้าประมง และปศุสัตว์ มาพัฒนาต่อยอดโดยการแปรรูปเป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่มีความหลากหลายและทันสมัย ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตการเกษตร ซึ่งต้องคำนึงถึงความต้องการของตลาด ใส่ใจกับทุกขั้นตอนการผลิตสินค้าเพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน และคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหลัก ยกระดับสู่การเป็นสินค้าระดับพรีเมี่ยมเพื่อสร้างรายได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งโครงการนี้เป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะช่วยส่งเสริมและรณรงค์ให้คนไทยช่วยกันซื้อของไทยและใช้ของไทยที่เป็นผลผลิตจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และเป็นการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน

รมช.มนัญญา ชวนอุดหนุนกระเช้าสินค้าสหกรณ์เป็นของขวัญปีใหม่

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ที่จะนำมาจำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ได้คัดสรรสินค้าและผลิตภัณฑ์จากสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพของสหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ ได้แก่ ข้าวอินทรีย์ อาหารแปรรูป ผลไม้แปรรูป ขนมที่ทำจากธัญพืชและสมุนไพร และพิเศษสุดสำหรับปีนี้คือ ได้คัดเลือกสินค้าและผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร และสินค้าของสมาชิกสหกรณ์จากโครงการซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ ร่วมจัดใส่ลงในกระเช้าปีใหม่ด้วย ซึ่งสินค้าของลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านที่จะนำมาจัดลงกระเช้าของขวัญ มีทั้งข้าวกล้อง ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันญี่ปุ่น ของลูกหลานเกษตรกรจากจังหวัดขอนแก่น มะขามคลุก มะเขือเทศแช่อิ่ม กระเทียมโทนดองน้ำผึ้งและสามรส จากจังหวัดเชียงใหม่ ผักและผลไม้เมืองหนาว เช่น กะหล่ำปลี ซูกินี (แตงกวาญี่ปุ่น) มะเขือเทศราชินี สีแดงและสีเหลือง เกรฟฟุ๊ด พริกยักษ์ และกะหล่ำม่วง จากซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์การเกษตรเชียงใหม่ จำกัด ซึ่งสินค้าทุกชนิดจะเน้นสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ภายใต้แนวคิด “ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์” 

รมช.มนัญญา ชวนอุดหนุนกระเช้าสินค้าสหกรณ์เป็นของขวัญปีใหม่

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านที่ต้องการซื้อกระเช้าของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ได้มาเลือกซื้อสินค้าสหกรณ์และผลผลิตของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ได้คัดสรรมาจัดตกแต่งไว้ในกระเช้าของขวัญที่ตกแต่งด้วยผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าบาติก ที่มีสีสันสวยงาม นอกจากจะเป็นการมอบสิ่งดีๆ ให้กับคนที่เรารักและเคารพแล้ว ยังได้สร้างกำลังใจและสร้างรายได้พร้อมความสุขกลับคืนสู่เกษตรกรที่ผลิตสินค้าเหล่านี้อีกด้วย โดยช่องทางการสั่งซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์สามารถเลือกรูปแบบกระเช้าของขวัญและสินค้าสหกรณ์ที่จะนำมาจัดลงกระเช้าปีใหม่ได้จาก Facebook : coop market (โคออบ มาร์เก็ต) หรือโทร. 02-6285512 มีหลายราคาตั้งแต่ 500-3,000 บาท มีทั้งกระเช้าสำเร็จรูปและตกแต่งไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์มีบริการจัดส่งฟรีสำหรับผู้ที่สั่งซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์ ครบ 5,000 บาท ขึ้นไป เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยจะเปิดจำหน่ายทุกวัน ตั้งแต่วันที่  2 ธันวาคม 2563 – 12 มกราคม 2564 และในวันที่ 7 ธันวาคมนี้ ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์จะแจกคูปองส่วนลด 10% เป็นการขอบคุณทุกท่านที่มาอุดหนุนสินค้าสหกรณ์ และในวันที่ 15 ธันวาคม 2563 นี้ จะนำตัวอย่างกระเช้าปีใหม่จากสินค้าสหกรณ์ไปจัดแสดงในวันที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการฯ นี้ด้วย

รมช.มนัญญา ชวนอุดหนุนกระเช้าสินค้าสหกรณ์เป็นของขวัญปีใหม่

เสื้อแดงลุกฮือ ตะเพิด “ตู่ จตุพร” ออกจากประธาน นปช. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เสื้อแดงลุกฮือ ตะเพิด “ตู่ จตุพร” ออกจากประธาน นปช. (komchadluek.net)

เสื้อแดงลุกฮือ ตะเพิด “ตู่ จตุพร” ออกจากประธาน นปช.

เสื้อแดงลุกฮือ ตะเพิด "ตู่ จตุพร" ออกจากประธาน นปช.

7 ธันวาคม 2563 – 12:49 น.

“ดาบชิต เสื้อแดง” นำทีม นปช. คนเสื้อแดงเชียงใหม่ แถลงจุดยืน ตะเพิด “ตู่ จตุพร พรหมพันธุ์” ให้ลาออกจากประธาน นปช. โวยแปรพักตร์ไปช่วย “บุญเลิศ บูรณุปกรณ์” หาเสียงเลือกตั้ง นายอบจ. ซัดอย่าใช้ความเป็นเพื่อนอยู่เหนืออุดมการณ์

 เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 7 ธันวาคม 2563 ที่ร้าน STAR COFEE ข้างโรงพยาบาลนครพิงค์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ กลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่ นำโดยนายวิชิต ตามูล หรือ “ดาบชิต เสื้อแดง” ผู้ประสานงานกลุ่ม นปช. 17 จังหวัดภาคเหนือ นายสว่าง วงค์วิลาส หรือลุงแก้ว เสื้อแดงฝาง แกนนำ นปช.โซนเหนือจังหวัดเชียงใหม่ และนางมนัสภรณ์ วิเชียร หรือ “ติ๋ม แม่โจ้” แกนนำนปช.เชียงใหม่ ได้ร่วมกันแถลงข่าวประกาศจุดยืนของเสื้อแดงในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ต่อสื่อมวลชน

 สำหรับการแถลงข่าวในครั้งนี้ สืบเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ปรากฎภาพนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ลงพื้นที่ช่วยนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ผู้รับสมัครเลือกตั้งนายกอบจ.เชียงใหม่จากกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรมหาเสียง แต่กลับไม่ปรากฏภาพนายจตุพร ไปช่วยนายพิชัย เลิศพงษ์อดิศร ผู้สมัครนายกอบจ.เชียงใหม่ ในนามเพื่อไทยหาเสียงแต่อย่างใด จนทำให้เกิดกระแสคำถามจากสังคมว่า นปช.เชียงใหม่หรือกลุ่มคนเสื้อแดงเชียงใหม่ มีการเปลี่ยนขั้วการเมืองแล้วหรือไม่

นายสว่าง วงค์วิลาส แกนนำนปช.โซนเหนือจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ในวันนี้ที่ออกมาแถลงข่าว เพื่อที่อยากสื่อสารไปยังพี่น้องเสื้อแดงและประชาชนทั่วประเทศ ว่ากลุ่มคนเสื้อแดง หรือ นปช.เชียงใหม่ ยังคงมีจุดยืนเคียงข้างประชาธิปไตย ไม่ย้ายขั้วไปไหน ยังคงต่อต้านอำนาจเผด็จการรัฐประหาร ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สำหรับภาพที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. ไปช่วยนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ หาเสียง แต่กลับไม่มาช่วยพรรคเพื่อไทยหาเสียง จนทำให้เกิดคำถามมากมายทั้งจากพี่น้องเสื้อแดงและประชาชน

 นอกจากนี้ นายจตุพร ยังกล่าวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ที่เลือกมาช่วยนายบุญเลิศ เพราะว่าความเป็นเพื่อน และมีการกล่าวหาโจมตีว่าพรรคเพื่อไทยทอดทิ้งนายบุญเลิศ ไม่มีการช่วยเหลือนายบุญเลิศ เมื่อครั้งถูกดำเนินคดีในการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ต้องชี้แจงว่ากลุ่มคนเสื้อแดงถูกดำเนินคดีและต่อสู้ทางกฎหมายด้วยตัวคนเดียวเช่นกัน ไม่เคยร้องขอให้พรรคเพื่อไทยมาช่วย เพราะเราต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ อยากจะให้นายจตุพรหยุดพฤติกรรมดังกล่าว หรือพิจารณาตนเองลาออกจากการเป็นประธานนปช.ไปดีกว่าเป็นแบบนี้

 ทางด้านนายวิชิต ตามูล กล่าวว่า ด้วยความเคารพนายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่ร่วมต่อสู้ทางอุดมการณ์กันมา 10 กว่าปี ถือได้ว่าเป็นเพื่อนร่วมรบกันมา แต่มาถึงวินาทีนี้การกระทำของนายจตุพร ถือว่าเกินไปสำหรับความรู้สึกของพี่น้องเสื้อแดงเชียงใหม่ นายจตุพร อยู่ที่กรุงเทพฯ อยู่ทางใต้คงจะไม่รู้เรื่องสถานการณ์ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ มากนัก เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนเสื้อแดงเชียงใหม่ อีกส่วนเป็นเรื่องของพรรคการเมือง แต่การเลือกตั้งท้องถิ่นในครั้งนี้ทางเคนเสื้อแดงมีแนวทางใกล้เคียงกัน คือ พรรคเพื่อไทย แต่สิ่งที่นายจตุพร พูดมาทั้งเรื่องบุญคุณส่วนตัว เรื่องของความเป็นเพื่อน ที่พูดมานายจตุพรพูดไม่ผิด แต่ไม่ได้ถูกทั้งหมด เพราะมีข้อเท็จจริงบางอย่างที่นายจตุพรมองไม่เห็นหรือไม่ได้มอง

 “เพราะว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ชาวเชียงใหม่มีความชอกช้ำใจ เนื่องจากชัดเจนว่าไม่มีใครเอาพรรคพลังประชารัฐ แต่มีคนบางกลุ่มไปสนับสนุน ทำให้พรรคพลังประชารัฐได้คะแนนจาก จ.เชียงใหม่ไป 2 แสนกว่าคะแนน ทำให้ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ 3-4 คน จึงทำให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สืบทอดอำนาจ จากเรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงอยากให้คุณจตุพรทบทวนตนเองในการเป็นประธานนปช. ถ้ายังมีการกระทำแบบนี้ ก็ควรลาออกไป” นายวิชิต กล่าว

“ทิพานัน” กระซวกโฆษก “เพื่อไทย” ซัดกลับจำนำข้าว ฉุดรั้งประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ทิพานัน” กระซวกโฆษก “เพื่อไทย” ซัดกลับจำนำข้าว ฉุดรั้งประเทศ (komchadluek.net)

“ทิพานัน” กระซวกโฆษก “เพื่อไทย” ซัดกลับจำนำข้าว ฉุดรั้งประเทศ

"ทิพานัน" กระซวกโฆษก "เพื่อไทย" ซัดกลับจำนำข้าว ฉุดรั้งประเทศ

7 ธันวาคม 2563 – 12:36 น.

“ทิพานัน” กระซวกโฆษกเพื่อไทย ไม่ทำการบ้านแถมยังวิจารณ์ ไร้ข้อเท็จจริง ย้ำ 7 ปี รัฐบาล “บิ๊กตู่” ลดความเหลื่อมล้ำ ผุดโครงการคนละครึ่ง ได้ใจคนทั้งประเทศ ย้อนแสบ โครงการรับจำนำข้าว ต้นตอฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ

  น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.อรุณี กาสยานนท์  โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวหาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อยู่มานานเกือบ 7 ปี ทุกอย่างหยุดอยู่กับที่ ประเทศไม่เคยพัฒนาว่า การวิพากษ์วิจารณ์ของ น.ส.อรุณี ขาดข้อมูลข้อเท็จจริง

  เนื่องจากการเข้ามาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ตลอด 7 ปีที่ผ่านมานั้น มีผลงานการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยขยายความเจริญทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจเข้ามาสู่ชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตโดยการพัฒนาวางโครงสร้างพื้นฐานในโครงการต่างๆ ทั้งระบบรถ ราง เรือ ครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนทุกภาคในประเทศไทยได้รับความเจริญอย่างทั่วถึงทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง  

  น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจ จากมาตรการต่างๆ เช่น โครงการคนละครึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงได้รับเสียงชื่นชมจากทั้งในและต่างประเทศ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำ การเพิ่มเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกว่า 6.5 พันล้านบาท การอนุมัติงบประมาณบัตรทอง การประกันรายได้พืชผลการเกษตร การพักชำระหนี้กองทุนหมู่บ้าน

 “อยากให้โฆษกพรรคเพื่อไทยทำการบ้านก่อนจะวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง เหมือนกับพรรคการเมืองบางพรรคที่แถลงแต่ละครั้งก็จ้องล้มรัฐบาลแต่เพียงอย่างเดียว อยากให้ย้อนไปดูว่าปัญหาที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ เป็นมรดกที่พล.อ.ประยุทธ์ต้องเข้ามารับผิดชอบจนเป็นผลงานเด่นของรัฐบาลชุดนี้ คือโครงการรับจำนำข้าว  ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มุ่งแต่ประชานิยม และกระบวนการต่างๆมีช่องโหว่ เปิดช่องให้มีการทุจริตในขั้นตอนต่างๆ ทำให้เกิดความเสียหายหลายแสนล้านบาท” น.ส.ทิพานัน กล่าว 

  น.ส. ทิพานัน กล่าวอีกว่า อยากให้พรรคเพื่อไทยทราบถึงผลวานอื่นอีกว่า ในอนาคตอันใกล้นี้คนกรุงเทพและปริมณฑลจะมีรถไฟฟ้าเพิ่มอีก 7 เส้นทาง โดยวันที่ 16 ธ.ค. 2563 นี้ จะมี 2 เส้นทางเปิดให้บริการคือ สายสีทอง (กรุงธนบุรี-คลองสาน) และสายสีเขียว – ส่วนต่อขยายด้านทิศเหนือ (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) และมี 3 เส้นทางภายใน พ.ย. 2564 คือ สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) สายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) และสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต/ตลิ่งชัน-ศาลายา) และ มี.ค 2567 รถไฟฟ้าสายสีส้ม-ตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี) มีกำหนดเปิดให้บริการพร้อมกับขยายสถานีให้บริการเพิ่มเติมภายในปี 2569 ไปทางฝั่งตะวันตก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ)

  “จากการลงพื้นที่ ยังพบว่าชาวจอมทอง-ธนบุรีที่อาศัยและประกอบอาชีพค้าขายทั่วไปกำลังรอและเตรียมตัวขยับขยายเพิ่มโอกาสในการทำมาหากินจากการเปิดใช้รถไฟฟ้าสายสีทอง กรุงธนบุรี-คลองสาน ในไม่กี่วันข้างหน้านี้ ซึ่งตนเองร่วมดีใจกับชาวฝั่งธนที่ต่อไปจะสามารถเดินทางได้สะดวกมากขึ้น พ่อค้าแม่ขายรายย่อยต่างๆ ก็มีโอกาสในการขายของมากขึ้น วินอเตอร์ไซด์และแท็กซี่ก็จะมีโอกาสในการรับผู้โดยสารมากขึ้น ซึ่งความเจริญเหล่านี้ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” 

  ชาวจอมทอง-ธนบุรี ยังฝากเสียงชื่นชมผลงานในการวางโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมการคมนาคมทั้งทางบกและทางเรือของ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมให้กำลังใจในการทำงานเพื่อประเทศชาติต่อไป พร้อมชื่นชมว่าตอนนี้ประเทศไทยพัฒนาไปมากแล้ว การเดินทางสะดวกสบาย ความเจริญเทียบเท่ามหานครใหญ่ๆ ในต่างประเทศ สมกับตำแหน่งล่าสุดเมืองน่าอยู่อันดับที่ 31 ของโลกจากการรายงานใน World’s Best Cities Report” น.ส. ทิพานัน กล่าว

กกต.เผย กำลังตรวจสอบ “คณะก้าวหน้า” เลือกตั้ง อบจ. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กกต.เผย กำลังตรวจสอบ “คณะก้าวหน้า” เลือกตั้ง อบจ. (komchadluek.net)

กกต.เผย กำลังตรวจสอบ “คณะก้าวหน้า” เลือกตั้ง อบจ.

7 ธันวาคม 2563 – 12:13 น.

กกต.จัดประชุมผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด เน้นบูรณาการ ตรวจเข้มการทุจริต ขณะที่เลขา กกต. เผย กำลังตรวจสอบคณะก้าวหน้าดำเนินการเหมือนพรรคการเมืองหรือไม่ 

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึง การประชุมผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดผ่านระบบการประชุมทางไกลเพื่อชี้แจงแนวทางการบูรณาการการทำงานร่วมกับชุดเคลื่อนที่เร็วตลอดจนซักซ้อมการจัดทำและส่งรายงานเพื่อประกอบพิจารณาผลเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด(ส.อบจ.)และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(นายก อบจ.)และมอบแนวทางในการบูรณาการการทำงานร่วมกับชุดเคลื่อนที่เร็ว ว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อให้เป็นการปฏิบัติงานแบบบูรณาการโดยเฉพาะแนวทางการสั่งการ ผู้ตรวจการเลือกตั้งเพื่อขอความร่วมมือกับผู้นำชุมชนหรือผู้ใหญ่บ้านในการตรวจสอบ เฝ้าระวัง ในเรื่องของการซื้อเสียง ซึ่งหากพบก็ต้องแจ้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยจะเป็นชุดเคลื่อนที่เร็วซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยเฉพาะเข้ามาดำเนินการทางกฎหมายทันที หากพบการทุจริต 

สำหรับผู้ใหญ่บ้านหรือผู้นำชุมชนหากพบการทุจริตแล้วไม่แจ้งไม่สามารถระบุโทษได้ แต่ต้องขอความร่วมมือ ให้ช่วยกันสอดส่องการทุจริต เพราะผู้ใหญ่บ้านหรือผู้นำชุมชนต้องทราบอยู่แล้วว่า มีการทุจริตหรือไม่ ซึ่งได้ประสานให้กระทรวงมหาดไทยแจ้งต่อผู้ใหญ่บ้านและผู้นำชุมชนและ 

ทั้งนี้ การที่การเลือกตั้งจะสุจริตได้และต้องบูรณาการร่วมกัน ต้องเน้นย้ำ 4 ประสาน คือ ผู้ตรวจการเลือกตั้ง , ชุดเคลื่อนที่เร็ว,ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้นำชุมชนและประชาชน 
อย่างไรก็ตามขณะนี้พบการทุจริตแล้ว 4 เรื่อง ซึ่งกำลังดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง อยู่พร้อมเน้นย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีบัตรเลือกตั้ง 2ใบ ใบแรกคือเลือกนายก อบจ.และอีกใบเป็นการเลือก ส.อบจ.ซึ่งผู้ใช้สิทธิ์ กาได้ใบละ 1 คน 

ส่วนการประกาศผลวันเลือกนั้นก็จะเว้นระยะในการประกาศผลเช่นเดียวกันกับการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยระยะเวลาจะเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนี้ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ยังกล่าวถึงการตรวจสอบคณะก้าวหน้าว่ามีการดำเนินการทำงานเหมือนพรรคการเมืองหรือไม่ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล ซึ่งหากตรวจสอบและพบว่าเป็นการดำเนินงานในลักษณะเหมือนพรรคการเมืองก็จะต้องมีโทษทางอาญา 

ส่วนจะมีผลกับผู้สมัครเลือกตั้งท้องถิ่นหรือไม่นั้น ต้องรอให้มีการตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลเสร็จสิ้นก่อน จึงจะดูข้อกฎหมายได้ 

ร้อง ผบ.ตร. สอบตำรวจสั่งไม่ฟ้อง “สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ร้อง ผบ.ตร. สอบตำรวจสั่งไม่ฟ้อง “สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ” (komchadluek.net)

ร้อง ผบ.ตร. สอบตำรวจสั่งไม่ฟ้อง “สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ”

ร้อง ผบ.ตร. สอบตำรวจสั่งไม่ฟ้อง "สกุลธร  จึงรุ่งเรืองกิจ"

7 ธันวาคม 2563 – 12:02 น.

“วัชระ เพชรทอง” บุกร้อง ผบ.ตร. เอาผิดพนักงานสอบสวนฯ กรณีสั่งไม่ฟ้อง “สกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ให้เงินเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 20 ล้านบาท เพื่อแลกกับการได้สิทธิเช่าที่ดิน องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ย่านชิดลม

วันนี้ (7 ธันวาคม 2563) เวลา 11.00 น. ที่อาคารกองรักษาการณ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมายื่นหนังถึง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้สอบสวนตำรวจเจ้าของสำนวนคดี ที่มีความเห็นไม่ฟ้อง นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัทเรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นน้องชายของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 

  กรณีให้เงินเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  20 ล้านบาท แลกกับการได้สิทธิเช่าที่ดินระยะยาว บริเวณองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ย่านชิดลม ซึ่งเป็นทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยไม่ผ่านการประมูลแข่งขันตามขั้นตอนปกติ โดยมีพ.ต.อ.นันพิเดช ศรีเขียวรัตน์ รองผบก.สง.ก.ต.ช. นายตำรวจเวรอำนวยการเป็นผู้รับเรื่อง

  นายวัชระ กล่าวว่า สืบเนื่องจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 คดีหมายเลขดำ ที่ อท/2562 คดีหมายเลขแดงที่ อท/2563 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต เป็นโจทก์ฟ้อง นายประสิทธิ์ อภัยพลชาญ เจ้าหน้าที่ฝ่ายโครงการพิเศษ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์(ชื่อเดิม) และนายสุรกิจ ตั้งวิทูวนิช เป็นจำเลยที่1-2 

  โดยในคำพิพากษาตอนหนึ่งระบุว่า นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ให้เงิน 20 ล้านบาท ให้แก่จำเลยทั้งสองรับไว้สำหรับตนเองิเพื่อเป็นการตอบแทนในการที่จำเลยทั้งสองจะร่วมกันไปดำเนินการติดต่อประสานงานและนำเงินส่วนหนึ่งไปมอบให้รองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าพนักงานของรัฐ ตามกฎหมายโดยวิธีอันทุจริตและผิดกฎหมาย เพื่อจูงใจรองผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ให้กระทำการในหน้าที่ด้วยการจัดสรรที่ดินบริเวณองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ชิดลม) ซึ่งเป็นทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ให้บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้สิทธิการเช่าที่ดินระยะยาว โดยไม่ต้องผ่านการประมูลแข่งขันตามขั้นตอนปกติของการขอเช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

  อันเป็นคุณแก่ บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และทำให้สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เสียประโยชน์ที่จะได้รับเงินจากการประมูลที่สูงที่สุด ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ผู้อื่นและประชาชน

 และพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 143, 264, 265, 268 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/4 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม รวมสองกระทง ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 จำคุกกระทงละ 2 ปี ฐานร่วมกันเป็นตัวกลางในการเรียกรับสินบนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 6 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี

 นายวัชระ กล่าวอีกว่า ด้วยเหตุตามคำพิพากษาดังกล่าวนี้ จึงขอให้ ผบ.ตร. สอบสวนพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี และผกก.สถานีตำรวจผู้รับผิดชอบ ว่าเหตุใดจึงสั่งไม่ฟ้องนายสกุลธร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการทางกฎหมายต่อนายสกุลธร อย่างไร 

 เบื้องต้น นายตำรวจเวรอำนวยการ รับเรื่องไว้เพื่อประสานส่งต่อตามขั้นตอนต่อไป

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดโครงการรณรงค์วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดโครงการรณรงค์วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) (komchadluek.net)

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดโครงการรณรงค์วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย)

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดโครงการรณรงค์วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย)

7 ธันวาคม 2563 – 11:34 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดโครงการรณรงค์วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ภายใต้แนวคิด “กระทรวงเกษตรฯ ใสสะอาด ร่วมต้านการทุจริต (Zero tolerance & Clean MOAC)”

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2563 ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน เปิดงานโครงการรณรงค์วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ภายใต้แนวคิด “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใสสะอาด       ร่วมต้านการทุจริต (Zero tolerance & Clean MOAC)” ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดโครงการรณรงค์วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย)

จากปัญหาการทุจริตคอรัปชันในภาครัฐ เป็นปัญหารุนแรง เรื้อรัง ส่งผลกระทบกับการพัฒนาประเทศ และเป็นภาพลบต่อความเชื่อมั่นในระบบราชการไทย คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบ ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริตภาครัฐระยะที่ 3 (พ.ศ. 2560 – 2565) เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2559 ซึ่งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐได้กำหนดวิสัยทัศน์ “ประเทศไทย ใสสะอาด ไทยทั้งชาติต้านทุจริต” โดยมีพันธกิจหลักเพื่อสร้างวัฒนธรรมการต่อต้านทุจริต ปฏิรูปกระบวนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทั้งในระบบให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล ผ่านยุทธศาสตร์ 6 ด้าน ซึ่งมีเป้าหมายให้ประเทศไทยมีระดับคะแนนของดัชนีการรับรู้การทุจริต สูงกว่า ร้อยละ 50 ภายในปี 2564 

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดโครงการรณรงค์วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย)

ดังนั้น เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้จัดโครงการรณรงค์วันต่อต้านคอร์รัปชันของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องในโอกาสวันต่อต้านคอรัปชั่นสากล (ประเทศไทย) เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการต่อต้านการทุจริตให้บุคลากรในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ แสดงถึงภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรใสสะอาด เปิดเผย โปร่งใส ปลอดการทุจริต ตลอดจนปลูกจิตสำนึกสร้างพฤติกรรมซื่อสัตย์แก่บุคลากร รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน และภาพลักษณ์ที่ดีของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดโครงการรณรงค์วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย)
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดโครงการรณรงค์วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย)

“อนุทิน” ลุยนโยบาย “3 หมอ” เอาใจชาวบุรีรัมย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“อนุทิน” ลุยนโยบาย “3 หมอ ” เอาใจชาวบุรีรัมย์ (komchadluek.net)

“อนุทิน” ลุยนโยบาย “3 หมอ ” เอาใจชาวบุรีรัมย์

"อนุทิน" ลุยนโยบาย "3 หมอ " เอาใจชาวบุรีรัมย์

7 ธันวาคม 2563 – 11:07 น.

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินหน้านโยบายคนไทยทุกครอบครัวมีหมอประจำตัว 3 คน แจงแนวทางสร้างความเข้าใจให้บุคลากร พร้อมผลักดันการดำเนินงาน เพื่อดูแลสุขภาพคนบุรีรัมย์ ให้ได้รับการรักษาใกล้บ้าน ไร้รอยต่อ และลดแออัดในโรงพยาบาลใหญ่

  วันนี้ (7 ธันวาคม 2563) ที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมพัฒนาขับเคลื่อนการดำเนินงานคนบุรีรัมย์ทุกครอบครัว มีหมอประจำตัว 3 คน เพื่อสร้างความเข้าใจแนวทางการดำเนินงานผลักดันดูแลสุขภาพชาวบุรีรัมย์ ด้วยหมอประจำตัว 3 คน และจัดทำข้อมูลทำเนียบโครงสร้างทีม

  โดยมีนายแพทย์ณรงค์ สายวงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์พงศ์เกษม ไข่มุกด์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 9 ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ผู้อำนวยการโรงพยาบาล สาธารณสุขอำเภอ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ร่วมประชุมกว่า 500 คน 

  นายอนุทิน กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมขับเคลื่อนนโยบายสำคัญคือ การที่ให้คนไทยทุกครอบครัวมีหมอประจำตัว 3 คน เพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็งระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิของประเทศ ให้คนไทยได้รับการดูแลส่งเสริมสุขภาพใกล้บ้าน ลดการเดินทาง ลดความแออัดของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และเป็นการต่อยอดระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รักษาทุกโรค ทุกที่ ซึ่งในวันนี้ได้มาชี้แจงนโยบายและเตรียมความพร้อมให้กับทั้ง 3 หมอ ที่จะประสานความร่วมมือในการดูแลสุขภาพประชาชน

  ได้แก่ อสม. เป็นหมอประจำบ้าน ให้การดูแลรักษาเบื้องต้น หมอสาธารณสุข คือ เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในสถานบริการปฐมภูมิ ทำหน้าที่ให้บริการทางด้านการแพทย์และสุขภาพ และหมอเวชปฏิบัติครอบครัว ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วย เชื่อมประสาน เสริมความรู้ทักษะให้แก่หมอคนที่ 1 และ 2 ให้มีความรู้และทักษะในการทำงานดีขึ้น โดยการทำงานจะเป็นการสร้างเสริมสุขภาพ ดูแลรักษา ตามลำดับความรุนแรงของโรค มีการเชื่อมต่อข้อมูลผู้ป่วยระหว่างกัน และระบบส่งต่อรักษาอย่างไร้รอยต่อ  

  นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันจังหวัดบุรีรัมย์มีสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 27,834 คน  เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ นักวิชาการสาธารณสุข และเจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน จำนวน 1,121 คน  และหมอเวชศาสตร์ครอบครัว จำนวน 58 คน ซึ่งจะทำงานร่วมกันดูแลประชาชนในจังหวัดบุรีรัมย์ 1.6 ล้านคน โดยตั้งเป้าไว้ว่า  ร้อยละ 50 ของประชาชนในจังหวัดบุรีรัมย์จะต้องมีหมอประจำตัวครบ 3 คน   

  “ประเทศไทยมีระบบสุขภาพปฐมภูมิที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกทำให้ประเทศได้รับผลกระทบจากโรคโควิด 19 น้อยที่สุดในโลก การนำระบบสุขภาพปฐมภูมิมาพัฒนาดูแลสุขภาพประชาชน ด้วยนโยบาย 3 หมอเปรียบเสมือน จิ๊กซอว์สุขภาพของคนไทย ให้ได้รับการรักษาดูแล รักษา ส่งเสริมสุขภาพ ที่สะดวกรวดเร็ว เดินทางไปโรงพยาบาลเท่าที่จำเป็น ทำให้ประชาชนมีความสุข บุคลากรทางการแพทย์ทำงานอย่างมีความสุข” นายอนุทิน กล่าว