‘คุณหญิงสุดารัตน์’ ขยับแล้ว งานแรกหลังตัดขาดพรรคเพื่อไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘คุณหญิงสุดารัตน์’ ขยับแล้ว งานแรกหลังตัดขาดพรรคเพื่อไทย (komchadluek.net)

‘คุณหญิงสุดารัตน์’ ขยับแล้ว งานแรกหลังตัดขาดพรรคเพื่อไทย

'คุณหญิงสุดารัตน์' ขยับแล้ว งานแรกหลังตัดขาดพรรคเพื่อไทย

7 ธันวาคม 2563 – 10:40 น.

‘คุณหญิงสุดารัตน์’ ขยับแล้ว งานแรกหลังตัดขาดเพื่อไทย ช่วยหาเสียงให้กับ “นางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล” ผู้สมัคร นายกอบจ.กาฬสินธุ์ หมายเลข 2 พรรคเพื่อไทย ในนามส่วนตัว เผยบิดาเคยช่วยงานตอนเริ่ม 30 บาทรักษาทุกโรค

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 ธ.ค. 2563 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ช่วยหาเสียงให้กับนางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ หมายเลข 2 พรรคเพื่อไทย โดยทำในนามส่วนตัว

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า สาเหตุที่มาช่วยหาเสียงให้กับนางเฉลิมขวัญ เพราะนายยงยุทธ หล่อตระกูล อดีตนายก อบจ.กาฬสินธ์ บิดาของนางเฉลิมขวัญ เคยช่วยงานตอนเริ่มทำโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค จนทำให้จังหวัดกาฬสินธุ์เป็นจังหวัดแรกๆ ที่ทำโครงการ 30 บาทได้สำเร็จ

ตลอดทั้งวัน คุณหญิงสุดารัตน์ ได้ลงเยี่ยมเยียนพบปะพี่น้องเกษตรกรที่กำลังเกี่ยวข้าวเพื่อสอบถามเกี่ยวกับปัญหาราคาข้าว และเดินพูดคุยกับพ่อค้าแม่ขายในตลาดหลายแห่ง รวมทั้งได้ขึ้นเวทีปราศัยอีก 7 แห่ง ที่อำเภอเกษตรวิสัย, อำเภอเมืองร้อยเอ็ด, อำเภอร่องคำ, อำเภอสหัสขันธ์ อำเภอสมเด็จ, อำเภอเขาวง, อำเภอกุฉินารายณ์

และจากการพูดคุยกับเกษตรกร พบว่าขณะนี้เกษตรกรในจังหวัดกาฬสินธุ์ กำลังอยู่ในช่วงยากลำบากมาก ต้องแบกรับภาระหนี้สินที่พอกพูน เนื่องจากราคาสินค้าเกษตร ทั้งข้าว ยาง ตกต่ำมาก เงินประกันราคายังไปไม่ถึง ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับเงิน ซึ่งชาวบ้านต่างบอกว่า รอการช่วยเหลือจากรัฐบาลไม่ไหวแล้ว

คุณหญิงสุดารัตน์ ขึ้นเวทีปราศรัยกัยประชาชนว่า สนับสนุนนโยบายของนางเฉลิมขวัญ เพราะ 6-7 ปีมานี้ ได้พิสูจน์แล้วว่า ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำลงทุกปี รัฐบาลไม่สามารถดูแลช่วยเหลือเกษตรกรที่เดือดร้อนได้จริง นับวันเกษตรกรยิ่งทำ ก็ยิ่งเป็นหนี้เพิ่มขึ้นทุกปี นโยบายแก้จน ของนางเฉลิมขวัญ จึงตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ อย่างราคาข้าวขณะนี้เหลือเพียงกิโลกรัม (กก.) ละ 7-8 บาท แม้แต่ข้าวเหนียวเขาวง ที่อร่อยที่สุดยังขายได้แค่ กก. ละ 9 บาทเท่านั้น

ดังนั้นแทนที่จะต้องไปขายข้าวเปลือกผ่านพ่อค้าคนกลาง ผ่านโรงสี ที่ต่างกดราคาจนชาวนาขาดทุนย่อยยับ เราสามารถใช้กลไกของ อบจ. เข้ามาช่วยชาวนาในการผลิตเป็นข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวไปขายทั่วประเทศ จะทำให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาสูงขึ้น แทนที่จะขายข้าวเปลือก อบจ. จะมาพาผลิตข้าวสาร และช่วยขายตรงให้ผู้บริโภคทั่วประเทศ ซึ่งผู้บริโภคก็จะได้ซื้อข้าวสารในราคาที่ถูกลงอีกด้วย

“ถ้านางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล ผู้สมัครนายก อบจ. หมายเลข 2 ชนะการเลือกตั้ง นโยบายแรกที่จะลงมือทำคือ แก้จนให้เกษตรกร จะทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น เกษตรกรก็จะมีรายได้มากขึ้น หนี้สินลดลง เศรษฐกิจทั้งจังหวัดกาฬสินธุ์จะดีขึ้น ประชาชนจะกลับมากระเป๋าตุงอย่างแน่นอน” คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุ

“ธนาธร” ลุยศึก นายก อบจ.แปดริ้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ธนาธร” ลุยศึก นายก อบจ.แปดริ้ว (komchadluek.net)

“ธนาธร” ลุยศึก นายก อบจ.แปดริ้ว

"ธนาธร" ลุยศึก นายก อบจ.แปดริ้ว

7 ธันวาคม 2563 – 09:16 น.

“คณะก้าวหน้า” เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ “อบจ.แปดริ้ว” ช่วย “ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ” หาเสียง “ธนาธร” ประกาศดึงศักยภาพแม่น้ำบางปะกง และวัดหลวงพ่อโสธร เป็นศูนย์กลางการพัฒนาจังหวัด ขณะที่ “ช่อ พรรณิการ์” เสนอใช้งบจังหวัด 1 พันล้าน แก้ปัญหาน้ำประปา ช้างป่า บ่อขยะ ที่มา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ 6 ธ.ค.63 ที่ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา คณะก้าวหน้าฉะเชิงเทรา ได้จัดเวทีปราศรัยใหญ่ นำโดย นายยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา  (นายก อบจ.ฉะเชิงเทรา) เบอร์ 2 โดยมี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และนางสาวพรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ร่วมปราศรัยหาเสียงท่ามกลาง “ชาวพนมสารคาม” เดินทางเข้าร่วมรับฟัง

  ทั้งนี้ นายธนาธร  ยังได้เชิญชวนประชาชนทุกคน ร่วมวางก้อนอิฐ เพื่อเป็นฐานสู่ประชาธิปไตยร่วมกัน โดยให้ออกไปเลือกตั้งในวันที่ 20 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ พร้อมระบุด้วยว่า อนาคตประเทศอยู่ในมือทุกคน

  โดยนายธนาธร กล่าวว่า เราไม่เคยเห็นการเปลี่ยนแปลง เราไม่เคยเห็นคุณภาพชีวิตในจังหวัดฉะเชิงเทราของเราดีขึ้น ฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดที่ในทางการพัฒนาเศรษฐกิจมีความใหญ่โตมากเป็นอันดับที่ 6 ของประเทศไทย แต่รายได้ครัวเรือนของชาวฉะเชิงเทราอยู่ที่เพียงเฉลี่ยเดือนละ 2.2 หมื่นบาทเท่านั้น ต่ำกว่าเฉลี่ยของประเทศที่ 2.6 หมื่นบาทเสียอีก ทั้งที่ขนาดเศรษฐกิจอันดับที่ 6 ของประเทศ แต่เรากลับมีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ ทั้งที่เรามีแม่น้ำบางปะกงเป็นแม่น้ำสายหลักของภาคตะวันออก แต่คนฉะเชิงเทรา 50% ยังเข้าไม่ถึงระบบน้ำประปาที่ดี ทั้งๆ ที่ฉะเชิงเทรามีโรงงานกำจัดขยะ แต่ขยะของจังหวัดฉะเชิงเทรายังไม่ได้รับการดูแลอย่างเป็นที่น่าพอใจ นี่คือความจริงที่น่าเจ็บปวด

  “ดังนั้น ผมและนายยศสิงห์ ได้ทำงานกันอย่างหนัก ในการไปดูพื้นที่ต่างๆ รอบจังหวัดฉะเชิงเทรา จนออกมาเป็นนโยบายการคมนาคม ที่จะดึงศักยภาพของแม่น้ำบางปะกงออกมาใช้ มีศูนย์กลางที่วัดโสธรวรารามวรวิหาร (วัดหลวงพ่อโสธร) ทำให้ทุกครัวเรือนมีน้ำประปาสะอาดให้ได้ภายใน 4 ปี ทำให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีทางการเกษตร เช่น โดรนพ่นยา และนโยบายอื่นๆอีกมากมาย” นายธนาธร กล่าว

  ขณะที่ นางสาวพรรณิการ์ หรือ “ช่อ พรรณิการ์” กล่าวว่า วันนี้ตนไม่ได้มาเพื่อพูดเรื่องนโยบาย แต่จะมาพูดให้ฟังว่า การเลือกตั้งในวันที่ 20 ธันวาคมที่กำลังจะมาถึงนี้มีความสำคัญอย่างไร ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเราให้ความคาดหวังกับ ส.ส.ในการแก้ปัญหาต่างๆที่อยู่รอบตัวประชาชน แต่ในทางความเป็นจริง ส.ส.ไม่มีงบประมาณและอำนาจที่จะไปช่วยเรื่องเหล่านี้ได้ ช่วยได้เพียงการประสานงานต่างๆ เท่านั้น 

  แต่การเลือกตั้งในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ไม่เหมือนเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ครั้งนี้คือการเลือกตั้งนายก อบจ. ที่จะมาเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาน้ำประปา ช้างป่า บ่อขยะ ที่มีอำนาจและงบประมาณที่จะแก้ไขได้ตรงจุด ว่าเงิน 1 พันล้านบาทต่อปีในจังหวัดฉะเชิงเทราที่มาจากภาษีประชาชน จากหยาดเหงื่อแรงกายของพวกเรา จะไปอยู่ในมือของใคร นี่คือเรื่องใกล้ตัวที่สุด ชีวิตความเป็นอยู่ของเราและอนาคตของลูกหลานเราที่จะเติบโตขึ้นไป ว่าจะเอาเบอร์ไหน เอาใครไปใช้เงิน 4 พันล้านบาทตลอดวาระ ไปทุบถนนแล้วทำใหม่ซ้ำไปซ้ำมา หรือว่าจะเอาไปแก้ปัญหาน้ำประปา ช้างป่า บ่อขยะ ที่เป็นปัญหาเรื้อรังของชาวฉะเชิงเทรา

‘ธรรมนัส’ เยือน พะเยา ถกคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘ธรรมนัส’ เยือน พะเยา ถกคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน (komchadluek.net)

‘ธรรมนัส’ เยือน พะเยา ถกคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน

'ธรรมนัส' เยือน พะเยา ถกคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน

7 ธันวาคม 2563 – 07:40 น.

“ธรรมนัส” เยือน พะเยา ถกคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน เร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนยกระดับความเป็นอยู่ประชาชน ตามคำบัญชา นายกฯ

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2563 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันจังหวัดพะเยา ครั้งที่ 3/2563 ณ ห้องประชุมภูกามยาว ชั้น5 ศาลากลางจังหวัดพะเยา ว่า จากการที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้มาช่วยดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดพะเยา จังหวัดเชียงราย และจังหวัดหนองบัวลำภู

“ซึ่งจังหวัดพะเยานั้น เป็นพื้นที่ที่มีความคุ้นเคยและรับรู้ปัญหาในเบื้องต้น จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ และเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาประเทศตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง” นายธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพะเยา ยังต้องเตรียมแผนงาน และโครงการต่างๆ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ เกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินทำกินให้พี่น้องเกษตรกร การแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน และการคมนาคมจังหวัดพะเยา

รวมทั้งประเด็นความเดือดร้อน และข้อเรียกร้องต่างๆของพี่น้องเกษตรกร ที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในท้องถิ่น และเกิดความมั่นคงที่ยั่งยืน ผลักดันคุณภาพชีวิตของพี่น้องจังหวัดพะเยา ในทุกๆอำเภอ

ต่อมาร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปยังหนองเล็งทราย เพื่อเปิดงานแข่งเรือหนองเล็งทรายแม่ใจ

'ธรรมนัส' เยือน พะเยา ถกคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน
'ธรรมนัส' เยือน พะเยา ถกคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน
'ธรรมนัส' เยือน พะเยา ถกคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน

สมช. ไม่ห้ามเคาท์ดาวน์ แต่ให้ยึดมาตรการสาธารณสุข #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สมช. ไม่ห้ามเคาท์ดาวน์ แต่ให้ยึดมาตรการสาธารณสุข (komchadluek.net)

สมช. ไม่ห้ามเคาท์ดาวน์ แต่ให้ยึดมาตรการสาธารณสุข

สมช. ไม่ห้ามเคาท์ดาวน์ แต่ให้ยึดมาตรการสาธารณสุข

6 ธันวาคม 2563 – 22:25 น.

สมช. ไม่ห้ามเคาท์ดาวน์ แต่ให้ยึดมาตรการสาธารณสุข เตรียมหารือกระทรวงต่างประเทศ ผ่อนคลายนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันอาจปรับการตรวจหาเชื้อโควิด

วันนี้(6ธันวาคม 2563) พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการ สมช. ในฐานะ ผอ.ศปก.ศบค. เปิดเผยว่า พรุ่งนี้จะมีการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ ถึงมาตรการผ่อนคลายให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามา

โดยจะหารือถึงรูปแบบของ visa เพื่ออำนวยความสะดวกให้มากขึ้น และต้องทำให้เกิดความสบายใจและปลอดภัยกับประชาชนในประเทศด้วย

ส่วนการจัดงานวันปีใหม่ เช่น เคาท์ดาวน์ สิ้นปีนั้น ก็สามารถทำได้ หากยังยึดมาตรฐานสาธารณสุข ในการสวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง และล้างมือ หรือ DMH กันไว้

อย่างไรก็ตามจะมีการหารือกับกระทรวงสาธารณสุข ในต้นเดือนมกราคมอีกครั้ง ในเรื่องปรับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ว่าจะให้ตรวจวันแรก วันที่ 10 และวันที่ 14 เพื่อหาข้อมูลของการติดเชื้อและทำให้ประชาชนสบายใจต่อไป

เรืองไกร ร้องป.ป.ช.ไต่สวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เรืองไกร ร้องป.ป.ช.ไต่สวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (komchadluek.net)

เรืองไกร ร้องป.ป.ช.ไต่สวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

เรืองไกร ร้องป.ป.ช.ไต่สวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

6 ธันวาคม 2563 – 17:46 น.

“เรืองไกร” อดีตสว.ไม่จบเตรียมร้องให้ป.ป.ช. ไต่สวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จงใจใช้อำนาจขัดกฎหมายหรือไม่ โดยจะส่งเป็นหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เช้าวันที่ 7 ธันวาคมนี้

วันที่ 6 ธ.ค. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) เปิดเผยว่า คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายกฯตู่ มีสิทธิอยู่บ้านพักรับรองได้ตามระเบียบกองทัพบกนั้น ดูจะมีปัญหาตามมา ทั้งในเรื่องรับประโยชน์เกินสามพัน และเรื่องการใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

นายเรืองไกร กล่าวว่า แม้หลายฝ่ายจะอ้างว่า เรื่องนี้ควรจบได้แล้วเพราะคำวินิจฉัยดังกล่าวออกมาแล้ว แต่อาจไม่เป็นเช่นนั้น เพราะหากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีพฤติการณ์ที่ไม่ชอบตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 234(1) เรื่องนี้ ย่อมจบยากและ ปปช.ก็มีหน้าที่และอำนาจเข้ามาไต่สวนได้

นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า สิ่งที่นักการเมืองและหลายฝ่ายมองไม่ทะลุ คือ ตามนัยคำวินิจฉัยที่ 27/2544 ที่วินิจฉัยว่า ระเบียบฯ ไม่ใช่บทบัญญัติของกฎหมายดังนั้นระเบียบกองทัพบกดังกล่าว ย่อมไม่ใช่บทบัญญัติของกฎหมาย การยกระเบียบกองทัพบกมาวินิจฉัยจึงอาจไม่ชอบ ที่ไม่ชอบ เพราะว่า พรป. วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 73 บัญญัติว่า คำวินิจฉัยต้องยกบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายมาอ้างอิงเท่านั้น ดังนั้นการยกระเบียบกองทัพบกซึ่งมิใช่บทบัญญัติของกฎหมายมาอ้าง จึงมิอาจทำได้ 

นายเรืองไกรระบุอีกว่า อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญเคยโดนประกาศ คปค. ฉบับที่ 3 ยุบ ซึ่งมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการนำระเบียบฯ คตง. มาใช้ในคำวินิจฉัยที่ 47/2547ดังนั้น เมื่อคำวินิจฉัยนำระเบียบกองทัพบกมาใช้ จึงไม่เป็นไปตามมาตรา 73 กรณีย่อมมีปัญหาตามมาว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเข้าข่ายจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 (1) หรือไม่

นายเรืองไกร กล่าวสรุปว่า เรื่องนี้จึงยังไม่จบ และเตรียมจะร้องขอให้ ป.ป.ช. ไต่สวน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า จงใจใช้อำนาจขัดกฎหมาย ตามความในมาตรา 234 (1) หรือไม่ ในเช้าวันที่ 7 ธ.ค. นี้ โดยส่งเป็นหนังสือทางไปรษณีย์ EMS

เรืองไกร ร้องป.ป.ช.ไต่สวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

เรืองไกร ร้องป.ป.ช.ไต่สวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

เรืองไกร ร้องป.ป.ช.ไต่สวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

เรืองไกร ร้องป.ป.ช.ไต่สวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นายกฯกำชับคุมเข้มโควิด พื้นที่ภาคเหนือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นายกฯกำชับคุมเข้มโควิด พื้นที่ภาคเหนือ (komchadluek.net)

นายกฯกำชับคุมเข้มโควิด พื้นที่ภาคเหนือ

นายกฯกำชับคุมเข้มโควิด พื้นที่ภาคเหนือ

6 ธันวาคม 2563 – 17:04 น.

นายกฯ กำชับหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพิ่มมาตรการ- คุมเข้มป้องกันโควิด โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ เชียงใหม่และเชียงราย สร้างความเชื่อมั่นประชาชนท่องเที่ยวปลายปี ด้าน “อนุทิน” เตรียมลงพื้นที่เชียงราย 8 ธ.ค.นี้

วันที่ 6 ธ.ค.น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มมาตรการการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย หลังได้รับรายงานการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย เสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยขอให้ทุกภาคส่วนคุมเข้มในมาตรการป้องกันการลักลอบเข้าเมือง ติดตามตัวผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย และย้ำถึงมาตรการเพื่อเฝ้าระวังคนกลุ่มเสี่ยงสัมผัส ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ในการวางแผนเดินทางท่องเที่ยว ทั้งช่วงหยุดยาวระหว่างวันที่ 10 -13 ธ.ค. เทศกาลคริสต์มาส และเทศกาลปีใหม่ โดยคาดหวังให้ประชาชนท่องเที่ยวด้วยความสบายใจ ปลอดภัยจากโรคระบาด

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า เพื่อสร้างความมั่นใจต่อประชาชน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข เตรียมลงพื้นที่ จ.เชียงราย ในวันที่ 8 ธ.ค.นี้ เพื่อติดตามสถานการณ์ภายหลังพบผู้ติดเชื้อในประเทศ โดยจะเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรค อ.แม่สาย และ ด่านพรหมแดน อ.แม่สาย สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาร์ แห่งที่ 2  และมีกำหนดการตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของ Local Quaran Tine ณ โรงแรมแม่โขงเดลต้า ก่อนไปยังตลาดสดบ้านดู่ ซึ่งนอกจากเพื่อสร้างความมั่นใจต่อประชาชนแล้ว ยังเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักในเวลานี้ด้วย

“นายกรัฐมนตรี เป็นกำลังใจเจ้าหน้าที่ให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ และขอบคุณในความเสียสละของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในการเดินทางท่องเที่ยวปลายปี โดยรัฐบาลเชื่อมั่นในมาตรการการเฝ้าระวังโรคโควิด-19 ของประเทศไทยที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถตรวจพบผู้ติดเชื้อและป้องกันการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ต้องขอความร่วมมือประชาชนว่าการ์ดอย่าตก การใช้ชีวิตประจำวันยังต้องสวมใส่หน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ เช่นเดียวกับสถานประกอบการต่างๆ ต้องปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการเอง”

เกษตรฯเร่งเครื่องสร้างคอกกักโคเนื้อเชียงแสน เน้นได้มาตรฐาน-ควบคุมโรคส่งออกจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เกษตรฯเร่งเครื่องสร้างคอกกักโคเนื้อเชียงแสน เน้นได้มาตรฐาน-ควบคุมโรคส่งออกจีน (naewna.com)

เกษตรฯเร่งเครื่องสร้างคอกกักโคเนื้อเชียงแสน เน้นได้มาตรฐาน-ควบคุมโรคส่งออกจีน

วันจันทร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการสร้างคอกกักโคเนื้อเพื่อการส่งออก ที่บ้านจอมกิตติ หมู่ 6 ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ว่า ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมปศุสัตว์ กรมชลประทาน เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงราย เป็นต้น เพื่อติดตามความคืบหน้าการสร้างศูนย์กลางคอกกักโคขุน ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งเดิมพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่รกร้าง จึงเข้ามาพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางคอกกักควบคุมโรค ก่อนส่งออกขายประเทศจีน โดยมีองค์ประกอบที่ผ่านเกณฑ์พื้นฐานตามที่กรมปศุสัตว์กำหนด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประเทศคู่ค้า ด้านการควบคุมโรค และสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าปศุสัตว์ไทย ซึ่งมีพื้นที่ 10 ไร่ รองรับโคขุน 1,000 ตัว ตลอดจนมีระบบชลประทาน ขณะนี้มีความคืบหน้าเป็นที่น่าพอใจ

นายประภัตรกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ พบว่าพื้นที่โดยรอบมีศักยภาพส่งเสริมให้เป็นแหล่งเรียนรู้แปลงสาธิตของหน่วยงานต่างๆ กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งในอนาคตจะพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางส่งออกแบบครบวงจร และให้เกษตรกร ประชาชนเข้ามาเรียนรู้ต่อไป อีกทั้ง คาดว่าปี 2564 จะเริ่มดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรมเพื่อนำร่องพื้นที่แรก เนื่องจากจีนต้องการ
โคเนื้อมากถึง 500,000 ตัว หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง จะทำให้การส่งออกมีมูลค่าสูงขึ้น

ทั้งนี้ พบว่าธุรกิจส่งออกโคและกระบือมีชีวิตลุ่มน้ำโขงผ่านชายแดน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย มีมูลค่าการค้าค่อนข้างสูง ดังนั้น การสร้างศูนย์กลางคอกกักเพื่อการส่งออกของประเทศที่ได้มาตรฐานจะเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม จีนกำหนดคุณสมบัติของโคที่จะรับซื้อจะต้องปลอดโรค และเป็นลูกผสมอเมริกันบราห์มัน หรือลูกผสมยุโรปทุกสายพันธุ์ น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 350–400 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 100 บาท โดย สปป.ลาว จะนำโคจากไทยไปเลี้ยงต่อ ระยะเวลาตาม
เงื่อนไขที่ตกลงกัน เพื่อเตรียมน้ำหนักของโค จากนั้นจึงจะสามารถส่งข้ามไปจีนได้

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน (เดือนพฤศจิกายน 2563) ข้อมูลจากกลุ่มวิจัยเศรษฐกิจการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ระบุประมาณการผลผลิตโคเนื้อปี 2563 คาดว่า มี 1.224 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 2.09 เนื่องจากประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น โคเข้าฆ่ามีขนาดใหญ่ขึ้นและเปอร์เซ็นต์ซากเพิ่มขึ้น ส่วนการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตปี 2563 (ม.ค.-ต.ค.) มี 205,460 ตัว ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 15.02 ส่งออกลาวร้อยละ 61

ชาวสวนยาง 1.8 ล้านรายเฮส่งท้ายปี นายกฯไฟเขียวประกันรายได้เฟส 2 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชาวสวนยาง1.8ล้านรายเฮส่งท้ายปี นายกฯไฟเขียวประกันรายได้เฟส2 (naewna.com)

ชาวสวนยาง1.8ล้านรายเฮส่งท้ายปี นายกฯไฟเขียวประกันรายได้เฟส2

วันจันทร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรฯเสนอโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 วงเงินรวม 10,042,820,489.28 บาท จำนวนเกษตรกรชาวสวนยาง 1.8 ล้านราย โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 โดยจะดำเนินการจ่ายเงินส่วนต่างราคายางเป็นระยะเวลา 6 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 ถึง เดือนมีนาคม 2564 แต่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และธ.ก.ส. ยังไม่สามารถโอนเงินส่วนต่างครั้งที่ 1 ได้ภายในเดือนพฤศจิกายนตามกำหนดเวลา เนื่องจากสำนักงบประมาณติดขัดประเด็นเรื่องเกษตรกรชาวสวนยางกลุ่มบัตรสีชมพู

ล่าสุด นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จนเป็นที่ยุติให้ดำเนินการเช่นเดียวกับโครงการประกันรายได้ระยะที่ 1 คือ เกษตรกรชาวสวนยางทั้งบัตรสีเขียวและบัตรสีชมพูที่ขึ้นทะเบียนกับกยท. และผ่านการตรวจสอบรับรองเรียบร้อยจะได้เข้าร่วมโครงการประกัน
รายได้ระยะที่ 2 ทุกคน โดยนายกรัฐมนตรีแจ้งผลการหารือต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2563 และให้กยท. มีหนังสือประสานไปยังสำนักงบประมาณเพื่อจะสามารถจ่ายเงินส่วนต่างให้เกษตรกรชาวสวนยางต่อไป

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า กยท.จะมีหนังสือถึงสำนักงบประมาณภายในสัปดาห์นี้ พร้อมส่งรายชื่อเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนที่ผ่านการตรวจสอบแล้วให้ธ.ก.ส. ชุดแรก โดยพร้อมโอนเงินส่วนต่างครั้งที่ 1 ภายในสัปดาห์หน้า ถือเป็นของขวัญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่จากรัฐบาล และเดือนมกราคม ปี 2564 จะโอนจ่ายสำหรับงวดต่อไปจนครบ 6 งวด 6 เดือน ตามกรอบโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 2

นายอลงกรณ์กล่าวว่า โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง เป็นมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาว
สวนยางในการประกันความเสี่ยงด้านรายได้ในภาวะที่ราคายางมีความผันผวนโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยาง ในกรณีราคายางตกต่ำ ในช่วงวิกฤติการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา(COVID-19) เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยาง มีเป้าหมายช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย และแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทย 1.8 ล้านราย ทั้งเกษตรกรชาวสวนยางและคนกรีดยาง โดยมีหลักเกณฑ์และข้อกำหนด ให้ราคายางที่ใช้ประกันรายได้แต่ละชนิด โดยให้ยางแผ่นดิบคุณภาพดี  60.00 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%)  57.00 บาท/กิโลกรัม ยางก้อนถ้วย(DRC 50%) 23.00 บาท/กิโลกรัม

ชายคาพระพิรุณ : 7 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชายคาพระพิรุณ : 7 ธันวาคม 2563 (naewna.com)

ชายคาพระพิรุณ :  7 ธันวาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 7 ธันวาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากกรณีที่มีการตรวจสอบพบการทุจริตของอดีตกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ (สอ.สรฟ.) ซึ่งมีการอนุมัติเงินกู้พิเศษไม่เป็นไปตามระเบียบให้แก่สมาชิก 6 ราย ในช่วงปี 2556-2559 รวม 199 สัญญายอดเงินกู้คงเหลือ 2,285 ล้านบาท และหลังพบเหตุ 21 พ.ย. 2559 อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ในขณะนั้นในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ก็ได้มีคำสั่งให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการเก็บรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เข้ามากำกับดูแลด้านสหกรณ์ การดำเนินการมีความเข้มข้นมาโดยตลอด กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้มีการดำเนินการตามกฎหมายของพ.ร.บ.สหกรณ์ มาอย่างต่อเนื่องไม่มีการเว้นวรรค หรือละเว้นการดำเนินการหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จนนำมาสู่การร้องทุกข์กล่าวโทษ และล่าสุดเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมาได้มีการจับกุมผู้กระทำความผิดดังที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น โดยการเข้าจับกุมครั้งนี้ นางสาวมนัญญา บอกว่า ได้มีการวางแผนร่วมกันอย่างลับๆ ของ 3 หน่วยงาน คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และสำนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้มีการเร่งดำเนินคดีกับอดีตกรรมการสหกรณ์สโมสรรถไฟ จำกัด (สอ.สรฟ.) ที่มีการทุจริตทำให้สหกรณ์เกิดความเสียหายกว่า 2,285 ล้านบาท เนื่องจากการดำเนินการของเจ้าพนักงานสอบสวนตามขั้นตอนปกติเป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งจะยิ่งส่งผลเสียหายมากยิ่งขึ้น และอาจจะมีการไหวตัวทัน ซึ่งนางสาวมนัญญา บอกว่า หลังจากนี้ จะต้องติดตามว่าดีเอสไอจะยึดทรัพย์อะไรได้เพิ่มเติม เพื่อนำมาเป็นทรัพย์สินของสหกรณ์ โดยจะให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นพี่เลี้ยงช่วยในการประสานติดตาม สมาชิกจะได้ใจชื้นขึ้นมาบ้างว่าสหกรณ์แห่งนี้ยังเดินหน้าได้และสามารถที่จะให้บริการทางการเงินกับสมาชิก ชำระหนี้สมาชิกและเจ้าหนี้ได้

นับจากนี้คงต้องเป็นภาระหน้าที่ของ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ ว่าที่อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์คนใหม่ที่จะต้องตามติดเพื่อช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์สโมสรรถไฟ ต่อไป ซึ่งนายวิศิษฐ์ ได้ให้ความเห็นไว้ว่า หลังจากนี้ต้องให้เป็นหน้าที่ของดีเอสไอ ในการไล่ตรวจสอบยึดทรัพย์ที่ถูกอดีตกรรมการสอ.สรฟ.ชุดต่างๆ ทุจริตกลับมาดำเนินการคดี ซึ่งถือว่ายังโชคดีอยู่บ้างที่เงินที่ถูกทุจริตไป ได้ถูกนำไปซื้อที่ดิน และเป็นทรัพย์สินในรูปแบบต่างๆ เช่น รถยนต์ ที่สามารถขายได้ ในอนาคตก็จะกลับคืนสู่สหกรณ์เป็นทรัพย์ของสหกรณ์ แต่จะขอให้กรรมการสอ.สรฟ.ไปทำแผนรายละเอียดของหนี้สินและทรัพย์สินแยกเป็นกองต่างๆ ให้ชัด เช่น กองหนี้ของสมาชิก หรือหนี้สินของสหกรณ์ และทรัพย์ที่คาดว่าจะได้คืนจากดีเอสไอในอนาคต เพื่อให้สมาชิกสอ.สรฟ. ได้รับทราบและคลายกังวล และให้เตรียมทำแผนที่จะเจรจากับเจ้าหนี้สหกรณ์ เพื่อจะได้ไม่เป็นปัญหาในการตั้งค่าเผื่อหนี้สูญ ของสหกรณ์เจ้าหนี้ซึ่งคาดว่าทุกฝ่ายพร้อมเจรจาเนื่องจากทุกสหกรณ์ก็ไม่มีปัญหาสภาพคล่อง สามารถปล่อยกู้ได้เช่นกัน เมื่อสอ.สรฟ.มีความชัดเจนในเรื่องสถานที่ดีขึ้นก็เป็นผลดีต่อการทำธุรกรรมของสอ.สรฟ.ในอนาคต… ขุนเกษตรา ขอเป็นกำลังใจให้ท่านรัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา ท่านโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และท่านวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ ว่าที่อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทำงานให้สำเร็จลุล่วง เพื่อประโยชน์ของมวลสมาชิกสหกรณ์นะครับ

ขุนเกษตรา

‘ธรรมนัส’ เยือนพะเยา ถกคกก.ขับเคลื่อนไทยฯ เร่งแก้ปัญหาพร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูศก. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ธรรมนัส’เยือนพะเยา ถกคกก.ขับเคลื่อนไทยฯ เร่งแก้ปัญหาพร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูศก. (naewna.com)

'ธรรมนัส'เยือนพะเยา ถกคกก.ขับเคลื่อนไทยฯ เร่งแก้ปัญหาพร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูศก.

‘ธรรมนัส’เยือนพะเยา ถกคกก.ขับเคลื่อนไทยฯ เร่งแก้ปัญหาพร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูศก.

วันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 21.01 น.

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2563 ที่จังหวัดพะเยา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันจังหวัดพะเยา ครั้งที่ 3/2563 ว่าจากการที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้มาช่วยดูแลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดพะเยา จังหวัดเชียงราย และจังหวัดหนองบัวลำภู

ซึ่งจังหวัดพะเยานั้น เป็นพื้นที่ที่มีความคุ้นเคยและรับรู้ปัญหาในเบื้องต้น จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ และเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาประเทศตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง 

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดพะเยา ยังต้องเตรียมแผนงาน และโครงการต่างๆ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ เกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินทำกินให้พี่น้องเกษตรกร การแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน และการคมนาคมจังหวัดพะเยา รวมทั้งประเด็นความเดือดร้อน และข้อเรียกร้องต่างๆของพี่น้องเกษตรกร ที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในท้องถิ่น และเกิดความมั่นคงที่ยั่งยืน ผลักดันคุณภาพชีวิตของพี่น้องจังหวัดพะเยา ในทุกๆอำเภอ