All six Thai women who sneaked in from Myanmar test positive for Covid-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

All six Thai women who sneaked in from Myanmar test positive for Covid-19 (nationthailand.com)

All six Thai women who sneaked in from Myanmar test positive for Covid-19

NationalDec 02. 2020

By The Nation

At a press briefing held by the Public Health Ministry on Covid-19 outbreak, Dr Sophon Iamsirithaworn from the Department of Disease Control, said six additional cases were detected among people who sneaked into Thailand via Chiang Rai’s Mae Sai district.

• A 28-year-old Phayao resident who went to work at the 1G1 entertainment venue in Myanmar’s Tachilek district in early November, illegally entered the country on November 27 with a Myanmar national. A motorbike picked her up at the border to deliver her at Chiang Rai’s Mae Sai bus terminal at 3pm, where she takes a taxi to the Big C department store near her home in Phayao at 6pm.

She goes out again on November 28 at 9pm to grab dinner, wearing a mask at all times.

On November 29, her boyfriend accompanies her to an outdoor Singha beer garden. They park their car at 8pm and seat themselves, but do not go near the stage. They then return home at 11pm, before heading downtown and checking in at Hop Inn at 4am. Later the same day they drive to Chiang Mai.

On November 30 at 5pm, the woman goes to a private hospital in Chiang Mai to be tested for Covid-19.

They then decide to return to Phayao the same night and she is admitted into Phayao Hospital. Results from the private hospital in Chiang Mai on December 1 confirm she is infected, as does a test conducted in Phayao Hospital the same day.

• A 21-year-old Thai woman sneaks into Thailand on November 28. [ Read more at https://www.nationthailand.com/news/30398959 ]

• A 25-year-old Thai woman enters Thailand on November 28 with the 21-year-old above. After arriving in Don Mueang Airport on the same day, she takes a flight to Phichit to stay with another friend. They go out to dinner at Bird Bar in Phichit with another three friends. None of them wear masks.

Between November 29 and 30, this woman dines at both Bird Bar and Crocodile pub.

She is caught on December 1 after her friend in Bangkok tests positive and is taken to a local state quarantine facility, where she too tests positive.

• A 36-year-old Thai woman who had been in Myanmar since November 3 and had visited the 1G1 entertainment venue between November 23 and 24 develops Covid-19 symptoms on November 26. She treats her cough, runny nose and body ache with over-the-counter drugs, and is helped by a Myanmar national to sneak into Thailand via a natural border in Chiang Mai on November 29.

She then goes to Chiang Mai airport in a friend’s car, wearing a mask at all times, and takes a Thai Lion Air flight at 10.40am to land in Bangkok’s Don Mueang Airport at midday on the same day.

She then takes a taxi to Mo Chit Bus Terminal, where she takes a van to Big C department store in Ratchaburi. She then heads to a private hospital after learning from a friend in Myanmar that someone from her group of friends had been infected. She is then transferred to the state hospital in Ratchaburi and confirmed to be positive on December 2.

• Two women, aged 23 and 35, who reportedly worked in Myanmar’s Tachilek district with a woman who had sneaked into Chiang Mai on November 24, tested positive but are asymptomatic. The duo had entered Thailand illegally via Chiang Mai and headed home to Mae Sot district in Tak province on November 26. They decided to go in for a test after learning their friend was infected.

After learning of the above cases, the Public Health Ministry has called on people to stop sneaking into the country like this because the government provides free quarantine facilities as well as food. People entering the country illegally are encouraged to report for a test.

The ministry has confirmed that there are no local transmissions, but believes measures need to be in place to curb the risk.

โคตรเซียน “ไอโอ” คือไอโอรัสเซีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โคตรเซียน “ไอโอ” คือไอโอรัสเซีย – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 02 ธ.ค. 2563 เวลา 20:06 น.โคตรเซียน "ไอโอ" คือไอโอรัสเซียประเทศที่ทำไอโอมากที่สุดในโลกและสำเร็จมากที่สุด รัสเซียทำอย่างไรและกำลังมุ่งไปทางไหน

กลยุทธ์การรบแบบสับขาหลอกของรัสเซีย (หรือสหภาพโซเวียตในขณะนั้นฉ ที่โด่งดังมากในช่วงสงครามเย็นคือสิ่งที่เรียกว่า “มาสกิรอฟสกา” (Maskirovka) ซึ่งแปลว่าการอำพราง แต่มันมีความหมายมากกว่านั้น

สารานุกรมการทหารของสหภาพโซเวียตในปี 1944 นิยาม “มาสกิรอฟสกา” ว่าเป็นวิธีการรักษาที่มั่นในการปฏิบัติการรบโดยอาศัย “ความซับซ้อนของมาตรการเป็นการชี้นำให้ศัตรูเข้าใจผิด” โดยสรุปก็คือ “มาสกิรอฟสกา” คือการใช้กลยุทธ์อำพราง ซ่อนเร้น หรือแม้แต่การทำแบบเปิดเผยเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด หรือใช้ภาษาชาวบ้านทุกวันนี้ก็คือ “ปฏิบัติการไอโอ” (Information Operations)

ในระยะหลัง “มาสกิรอฟสกา” ไม่ใช่แค่การอำพรางในสนามรบ แต่ยังรวมถึงกลยุทธ์การเมืองและการทูตรวมถึงการบิดเบือน “ข้อเท็จจริง” เกี่ยวกับสถานการณ์และการรับรู้ที่จะส่งผลกระทบต่อสื่อมวลชนและความคิดเห็นทั่วโลก เพื่อบรรลุหรืออำนวยความสะดวกในด้านยุทธวิธียุทธศาสตร์ระดับชาติและเป้าหมายระหว่างประเทศ

ปฏิบัติการที่ทำให้สื่อและความเห็นสาธารณะเข้าใจผิดคือการปล่อย “ความเท็จ” เพื่อสร้าง “ความจริงใหม่” ทำให้อีกฝ่ายถูกหลอกด้วยข่าวปลอมที่คิดว่าเป็นความจริงจนกระทั่งกลายเป็นหมูในอวยของฝ่ายศัตรู

หลังสิ้นสุดสงครามเย็นแล้ว “มาสกิรอฟสกา” หายเข้ากลีบเมฆไปเพราะรัสเซียอ่อนแอลงและโลกไม่ได้เป็นสนามชิงอำนาจของประเทศใหญ่ๆ อีก จนกระทั่งถึงช่วงปลายทศวรรษที่ 2010 “มาสกิรอฟสกา” ก็เริ่มคืบคลานกลับเข้ามาอีก และมันหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้

รัสเซียกลับมาแข็งแกร่งมากขึ้ภายใต้การบริหารของวลาดิมีร์ ปูติน ขณะเดียวกันชาติตะวันตกก็พยายามบีบรัสเซียด้วยการรุกคืบเข้าในเขตอิทธิพลเดิมของรัสเซียคือยุโรปตะวันออกและอดีตประเทศในเครือสหภาพโซเวียต เหตุการณ์ที่นำไปสู่การแตกหักคือความวุ่นวายในยูเครน กรณีนี้ทำให้ “กลยุทธ์ไอโอสับขาหลอก” กลับมาผงาดอีกครั้ง

มาเรีย สเนโกวายา ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ทำการวิเคราะห์การทำสงครามข้อมูลข่าวสารของปูตินในกรณียูเครนเอาไว้โดยบอกว่ารัสเซียใช้รูปแบบสงครามลูกผสมขั้นสูง (Hybrid warfare) ในยูเครนตั้งแต่ต้นปี 2014 โดยใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “การควบคุมแบบสะท้อนกลับ”

“การควบคุมแบบสะท้อนกลับ” (Reflexive Control) คือวิธีการถ่ายทอดข้อมูลไปยังคู่ต่อสู้ โดยใช้ชุดข้อมูลเตรียมไว้เป็นพิเศษเพื่อโน้มน้าวให้เขาตัดสินใจล่วงหน้าโดยสมัครใจตามที่ผู้ริเริ่มปฏิบัติการกระทำต้องการให้เป็นอย่างนั้น สรุปสั้นๆ ก็คือมันคือการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่อาจจะจริงหรือเท็จก็ได้เพื่อทำให้อีกฝ่ายตัดสินใจตามที่เราได้วางหมากเอาไว้

สเนโกวายาบอกว่ารัฐบาลรัสเซียได้ใช้เทคนิคนี้อย่างชำนาญในการโน้มน้าวให้สหรัฐและพันธมิตรในยุโรปยังคงเฉยเมยต่อการเผชิญกับความพยายามของรัสเซียในการทำลายและทำให้ยูเครนแตกแยก ทั้งด้วยวิธีการทางทหารและไม่ใช่ทางทหาร สเนโกวายาได้สรุปปฏิบัติการไอโอหลักๆ ของรัสเซียในยูเครนดังต่อไปนี้

• ปฏิบัติการปฏิเสธและหลอกลวง (Denial and deception) เพื่อปกปิดหรืออำพรางการปรากฏตัวของกองกำลังรัสเซียในยูเครนรวมถึงการส่ง “ชายชุดเขียว” ในเครื่องแบบโดยไม่ติดสัญลักษณ์ทางทหารเพื่อบอกอัตลักษณ์ โดยชายชุดเขียวเหล่านี้ติดอาวุธเต็มพิกัดเข้ามาแทรกซึมในคาบสมุทรไครเมียก่อนที่รัสเซียจะผนวกพื้นที่ดังกล่าวได้สำเร็จ

• ปกปิดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของรัฐบาลรัสเซียในความขัดแย้ง ปฏิบัติการนี้ทำให้บางคนกลัวรัสซียและยอมให้คนอื่นโน้มน้าวว่าจุดมุ่งหมายของรัสเซียในการแทรกแซงยูเครนมีจำกัดและยอมรับการคเลื่อนไหวของรัสเซียได้ในที่สุด

• พยายามทำให้มีความชอบธรรมทางกฎหมายแม้ว่าจะมีอยู่เพียงผิวเผินก็ตาม โดยปล่อยข่าวในทำนองปฏิเสธว่ารัสเซียไม่ได้มีส่วนร่วมในความขัดแย้ง ชี้นำให้ประชาคมระหว่างประเทศยอมรับว่ารัสเซียเป็นผู้เกี่ยวข้องทางผลประโยชน์และมีอำนาจต่อรองมากกว่าเป็นภาคีของความขัดแย้ง และปล่อยข่าวเพื่อชี้ให้เห็นถึงการกระทำของชาติตะวันตกก็เคยทำการแทรกแซงเหมือนกันโดยยกกรณีที่ไม่เกี่ยวข้องกับยูเครน เช่น การประกาศเอกราชฝ่ายเดียวโดยโคโซโวในปี 1990 และการบุกอิรักในปี 2003

• คุกคามชาติตะวันตกด้วยแสนยานุภาพทางการทหารด้วยการส่งเครื่องบินไปบินเหนือน่านฟ้าของนาโตและประเทศนอกนาโต การข่มขู่ว่าจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ และการกล่าวอ้างถึงความกล้าหาญและความสำเร็จทางทหารของรัสเซียที่เกินจริง

• การใช้ความพยายามระดับโลกที่กว้างขวางและซับซ้อนเพื่อกำหนดรูปแบบอธิบายความขัดแย้งในยูเครนตามที่รัสเซียต้องการให้โลกภายนอกได้รับรู้ โดยทำผ่านสื่อทางการและโซเชียลมีเดีย หรือการบงการความเข้าใจของสาธารณชนเกี่ยวกับการแทรกแซงของรัสเซียเพื่อให้โลกเข้าข้างรัสเซีย

มาเรีย สเนโกวายาชี้ว่าด้วยปฏิบัติการไอโอเหล่านี้ รัสเซียสามารถป้องกันไม่ให้ชาติตะวันตกเข้ามาแทรกแซงอย่างมีนัยสำคัญในยูเครน ทำให้รัสเซียมีเวลาสร้างและขยายการมีส่วนร่วมทางทหารในความขัดแย้ง และยังทำให้เกิดความไม่ลงรอยกันภายในกลุ่มพันธมิตรนาโต้ และสร้างความตึงเครียดระหว่างภายในกลุ่มฝ่ายตรงข้ามของรัสเซียว่าจะตอบตอบโต้อย่างไร

สเนโกวายาสรุปว่ารัสเซียไม่สามารถใช้ปฏิบัติการไอโอยึดกุมยูเครนได้สำเร็จในทางยุทธศาสตร์ และผู้เขียนยังเสนอแนะให้ชาติตะวันตกตื่นตัวมารับมือกับกลยุทธนี้และปรับตัวรับมือมัน

แต่แล้วอีก 2 ปีให้หลัง “มาสกิรอฟสกา” ของรัสเซียก็แผลงฤทธิ์อีกครั้ง คราวนี้เป้าหมายคือการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เรียกว่าบุกถึงกล่องดวงใจของพันธมิตรนาโต้/ชาติตะวันตกกันเลยทีเดียว

รัฐบาลรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐโดยมีเป้าหมายในการโจมตีหาเสียงของฮิลลารี คลินตัน ขณะเดียวกันก็ช่วยหนุนฝ่ายของโดนัลด์ ทรัมป์ และใส่ไฟชาวอเมริกันที่แตกเป็น 2 ฝ่ายเพื่อทำให้เกิดความไม่ลงรอยกันทางการเมืองและสังคมในสหรัฐ ตามรายงานของหน่วยข่าวกรองของสหรัฐการปฏิบัติการไอโอดังกล่าวได้รับคำสั่งโดยตรงจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ปูตินของรัสเซีย

แม่ทัพหลักของปฏิบัติการไอโอครั้งนี้คือ สำนักงานวิจัยอินเทอร์เน็ต (IRA) ซึ่งตั้งอยู่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กประเทศรัสเซีย เจ้าของคือเยฟกินี ปรีโกชิน เศรษฐีนักธุรกิจที่มีความใกล้ชิดกับปูตินจนได้รับฉายาว่า “เชฟของปูติน”

IRA มีการกิจสร้าง “ฟาร์มโทรลล์” หรือกลุ่มบัญชีที่เข้าไปก่อกวนและโน้มน้าวความคิดทางการเมืองผู้ใช้อินเทอร์เน็ต IRA ได้สร้างบัญชีโซเชียลมีเดียหลายพันบัญชีที่ปลอมตัวเป็นชาวอเมริกันที่สนับสนุนกลุ่มการเมืองหัวรุนแรงและวางแผนหรือส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสนับสนุนทรัมป์และต่อต้านคลินตัน และเผยแพร่บทความเท็จและการบิดเบือนข้อมูลจากสื่อที่รัฐบาลรัสเซียแล้วแพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย ยังไม่นับการส่งแฮ็คเกอร์เข้าโจมตีเว็บไซต์สำคัญๆ ทางการเมืองในสหรัฐโดยตรง ปรากฎว่าปฏิบัติการของ IRA สามารถเข้าถึงผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลายล้านคนระหว่างปี 2013 ถึง 2017

ผลลัพธ์ก็คือนอกจากทรัมป์จะชนะเลือกตั้งแล้ว รัสเซียยังทำให้สังคมอเมริกันแตกแยกอย่างหนัก เกิดเป็นกลุ่มที่สนับสนุนแนวคิดเสรีนิยม (ฝ่ายนิยมเดโมแครต) และกลุ่มอนุรักษ์นิยมไปจนถึงกลุ่มหัวรุนแรงและเหยียดผิว (ฝ่ายสนับสนุนทรัมป์) ความแตกแยกนี้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งต่อมาคือปี 2020 สังคมอเมริกันก็ยังไม่อาจเยียวยาความแตกแยกได้

ทรัมป์ยังถูกมองว่าอาจมีเอี่ยวกับการการแทรกแซงของรัสเซียแลถูกมองว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของปูติน แม้เขาจะทำท่าทางขึงขังกับรัสเซีย (ในบางเวลา) ก็ตาม ไม่ว่าจะเกี่ยวจริงหรือไม่ สิ่งที่เราเห็นคือพลังของปฏิบัติการไอโอที่สามารถชี้นำชะตากรรมของประเทศเป้าหมายได้

แต่รายงานของคณะกรรมาธิการของสภาคองเกรสพบว่ารัฐบาลรัสเซียมีส่วนร่วมในการ “รณรงค์อย่างกว้างขวาง” เพื่อก่อวินาศกรรมการเลือกตั้งเพื่อสนับสนุนทรัมป์ซึ่งรวมถึงความช่วยเหลือจากสมาชิกบางคนที่เป็นที่ปรึกษาของทรัมป์เองด้วย

ที่ปรึกษาของทรัมป์บางคนเป็นกลุ่มชาตินิยมหัวรุนแรงกลายเป็นเรื่องที่ยอกย้อนตรงที่กลุ่มชาตินิยมกลับไปร่วมมือกับต่างชาติให้เข้ามาแทรกแซงระบอบประชาธิปไตยของบ้านตัวเอง เพียงเพื่อจะสนองความต้องการอำนาจของตัวเอง

ปฏิบัติการไอโอของรัสเซียในสหรัฐจึงทำสำเร็จลงได้ไม่ใช่เพราะข่าวกรองของสหรัฐเลินเล่อเท่านั้น แต่ยังเพราะมีหนอนบ่อนใส้ที่ภายนอกประกาศว่ารักชาติ แต่ก็นำเอาต่างชาติเข้ามาพัวพันกับกิจการภายในของตนเอง

ตอนนี้แผนการระยะต่อไปของปฏิบัติการไอโอรัสเซียคือการทำลายแนวร่วมนาโต้ในยุโรป ซึ่งมีทั้งการปล่อยข่าวปลอมในประเทศสหภาพยุโรปเพื่อสั่นคลอนประเทศเหล่านี้ และยังมุ่งเป้ามาที่ประเทศยุโรปตะวันออกที่เคยเป็นเขตอิทธิพลของโซเวียตมาแต่เดิมแต่หันไปซบอกชาติตะวันตก-สหรัฐ

เป้าหมายที่น่าสนใจแห่งหนึ่งคือโปแลนด์ ตัวอย่างเช่นเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ หน่วยงาานความมั่นคงของโปแลนด์ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลรัสเซียอาจอยู่เบื้องหลังการโจมตีทางอินเทอร์เน็ตต่อสถาบันการทหารชั้นนำของโปแลนด์เพื่อพยายามที่จะบ่อนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับโปแลนด์

ในเรื่องนี้ สตานิสลาฟ ซาริน โฆษกของผู้ประสานงานด้านบริการพิเศษซึ่งดูแลหน่วยงานด้านความมั่นคงของโปแลนด์ประกาศว่าแฮกเกอร์ได้บุกเว็บไซต์ของ War Studies University ของโปแลนด์และบิดเบือนข้อมูลโดยได้โพสต์จดหมายที่หัวหน้ามหาวิทยาลัยอธิบายว่ากองกำลังของสหรัฐในโปแลนด์เป็น “การยึดครองของชาวอเมริกัน” เจ้าหน้าที่ของโปแลนด์กล่าวว่าจดหมายปลอมฉบับดังกล่าวถูกแพร่ต่อโดยเว็บไซต์ของโปแลนด์อย่างน้อยสามแห่งโดยหนึ่งแห่งมีประวัติการสนับสนุนการบิดเบือนข้อมูล

ซารินกล่าวว่าความพยายามดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อปลุกเชื้อไฟแห่งความไม่ลงรอยกันระหว่างสหรัฐและโปแลนด์ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญในยุโรปกลางของสหรัฐ

เรื่องนี้มีเหตุผลมั่นคงพอควร เพราะในเดือนมิถุนายน 2019 โปแลนด์และสหรัฐตกลงที่จะส่งทหารสหรัฐ 1,000 นายไปยังโปแลนด์และในเดือนกันยายน 2019 ได้กำหนดสถานที่หกแห่งให้เป็นที่ตั้งของกองทัพสหรัฐประมาณ 4,500 นายในโปแลนด์

รัสเซียย่อมอยู่ไม่นิ่งเฉยแน่นอนกับการที่สหรัฐส่งกำลังทหารเข้าในโปแลนด์ที่ถือเป็นเสมือนปากประตูเข้าสู่เขตอิทธิพลชั้นในของรัสเซีย (ประเทศที่ติดกับโปแลนด์คือเบลารุสซึ่งใกล้ชิดกับรัสเซียอย่างมากและเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตีอีกประเทศคือยูเครน)

แต่ดูเหมือนว่าสหรัฐจะแก้เกมส์ด้วยการส่งกำลังทหารเข้ามาในโปแลนด์เพิ่มเติมอีก โดยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2020 ทรัมป์กล่าวในงานแถลงข่าวกับผู้นำโปแลนด์ ว่าสหรัฐมีแผนที่จะย้ายกองทหารสหรัฐบางส่วนจากเยอรมนีไปยังโปแลนด์ โดยกล่าวว่า “โปแลนด์เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้นาโต้ – โดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธกรณีทางการเงินของพวกเขา – และพวกเขาถามเราว่าเราจะส่งกองกำลังเพิ่มเติมบางส่วนหรือไม่ … ผมคิดว่า [เพิ่มกองทัพสหรัฐในโปแลนด์ให้มากขึ้น ] จะส่งสัญญาณที่แข็งแกร่งมากไปยังรัสเซีย”

การทำแบบนี้ยิ่งหมายความรัสเซียจะยิ่งเพิ่มปฏิบัติการไอโอในโปแลนด์ให้มากขึ้น เพื่อสั่นคลอนความสัมพันธ์กับสหรัฐให้จงได้ ซึ่งโปแลนด์ก็ตระหนักในเรื่องนี้และตรวจพบเว็บไซต์ข่าวปลอมในภาษาโปล-ภาษาอังกฤษที่คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับรัสเซียเสนอข่าวปลอม

เช่น การปั้นข่าวว่ากองทัพโปแลนด์ติดเชื้อโควิด-19 จนกองทัพเป็นอัมพาตไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ และยังปล่อยข่าวว่กอลทัพสหรัฐมาแพร่เชื้อโควิด-19 ในยุโรปตะวันออกยังมีการเสนอข่าวในทำนองที่ว่าการปล่อยให้กองทัพนาโต้เข้ามาในช่วงการระบาดใหญ่เป็นเรื่องอันตราย แสดงให้เห็นว่านาโต้เห็นแก่ความมั่นคงมากกว่าสวัสดิภาพของโปแลนด์ และย้ำว่ารัสเซียไม่ใช่ภัยคุกคาม การส่งทหารนาโต้มายังแนวตะวันออกเป็นเรื่องไร้เหตุผล

การปล่อยข่าวไอโอแบบนี้มีโอกาสสำเร็จหากสังคมมีความกังขาเป็นทุนเดิมหรือมีความแตกแยกเรื่องความคิดทางการเมือง และโปแลนด์ก็มีจุดอ่อนในเรื่องนี้เช่นกัน สิ่งที่สังคมโปแลนด์มีในขณะนี้ก็คือความเกลียดชังกลุ่มความหลากหลายทางเพศจนถึงกับตั้งเขต “ปลอด LGBT) ประเด็นนี้โปแลนด์มีความเหมือนกับรัสเซียอย่างมากที่สั่งห้ามการเผยแพร่เรื่อง LGBT โดยถือเป็นความผิดตามกฎหมาย

หากวันใดที่ความระแวงรัสเซียเบาบางลง ชาวโปลก็หันมามองรัสเซียในฐานะ “ผู้ร่วมอุดมการณ์” และมองนาโต้ในฐานะ “ส่วนเกิน” วันนั้นปฏิบัติการไอโอของรัสเซียก็จะสำเร็จ

Photo by Alexey NIKOLSKY / Sputnik / AFP

อังกฤษอนุมัติวัคซีน ‘ไฟเซอร์’ ชาติแรกของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อังกฤษอนุมัติวัคซีน ‘ไฟเซอร์’ ชาติแรกของโลก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 02 ธ.ค. 2563 เวลา 18:00 น.อังกฤษอนุมัติวัคซีน 'ไฟเซอร์' ชาติแรกของโลกสหราชอาณาจักรอนุมัติวัคซีนจากไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค เริ่มฉีดสัปดาห์หน้า

บีบีซีรายงาน วันที่ 2 ธ.ค. สหราชอาณาจักรอนุมัติวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาที่ร่วมพัฒนาโดยบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) และไบโอเอ็นเทค (BioNTech) สำหรับการแจกจ่ายให้แก่ประชาชนในสหราชอาณาจักร

อูกูร์ ซาฮิน ประธานบริหารไบโอเอ็นเทคกล่าวว่า นับเป็นครั้งแรกที่ประชาชนที่ไม่ใช่อาสาสมัครทดลองวัคซีนจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวดและมีจริยธรรม

โดยวัคซีนจะวางจำหน่ายทั่วสหราชอาณาจักรในสัปดาห์หน้า โดยแพทย์และผู้สูงอายุจะได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มแรก และจะเริ่มดำเนินการเตรียมการอย่างครอบคลุมเพื่อดูแลและให้การสนับสนุนประชาชนผู้มีสิทธิ์ได้รับวัคซีนทุกคน โดยจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมรวมถึงคำแนะนำพิเศษสำหรับประชาชนบางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุ และเจ้าหน้าที่ดูแลสุขภาพเร็วๆ นี้

นอกจากนี้อัลเบิร์ต เบอร์ลา ประธานบริษัทไฟเซอร์ ได้กล่าวชื่นชมหน่วยงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ยาและการดูแลสุขภาพ สำหรับการประเมินอย่างรอบคอบและดำเนินการอย่างทันท่วงทีเพื่อปกป้องประชาชนในสหราชอาณาจักร

โดยก่อนหน้านี้ไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทคเผยผลการทดลองวัคซีนมีประสิทธิภาพ 95% ซึ่งไม่มีข้อกังวลด้านความปลอดภัย

รวมถึงบริษัทต่างๆ ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อจัดหาวัคซีนปริมาณ 40 ล้านโดสไปยังสหราชอาณาจักรพร้อมส่งมอบในปี 2020 และ 2021

ขณะที่ประเทศอื่นๆ รวมถึงสหรัฐอเมริกากำลังพิจารณาอนุมัติวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาก่อนสิ้นปีนี้

Photo by JOEL SAGET / AFP

ตัดสินแล้ว! ฮ่องกงจำคุก โจชัว หว่อง 13 เดือนครึ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ตัดสินแล้ว! ฮ่องกงจำคุก โจชัว หว่อง 13 เดือนครึ่ง – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 02 ธ.ค. 2563 เวลา 16:45 น.ตัดสินแล้ว! ฮ่องกงจำคุก โจชัว หว่อง 13 เดือนครึ่งโจชัว หว่อง พร้อมนักเคลื่อนไหวอีก 2 คนถูกศาลตัดสินจำคุก

เอเอฟพีรายงาน วันที่ 2 ธ.ค. นักเคลื่อนไหวชาวฮ่องกง 3 คน ได้แก่ โจชัว หว่อง, แอกเนส โจว และอีวาน ลัม ถูกตัดสินจำคุกหลังยอมรับสารภาพในข้อหาปลุกระดมการชุมนุมที่ผิดกฎหมายระหว่างการประท้วงเพื่อประชาธิปไตยฮ่องกงเมื่อปีที่แล้ว

โจชัว หว่อง วัย 24 ปี ถูกจำคุก 13 เดือนครึ่งจากการชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยนอกสำนักงานตำรวจฮ่องกงเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหลายคดีที่ถูกอัยการฟ้องร้องในช่วงปีที่ผ่านมา

หว่องเป็นนักเคลื่อนไหวเยาวชนคนแรกๆ ของฮ่องกง และก่อนหน้านี้เคยถูกตัดสินจำคุกเนื่องจากมีส่วนร่วมในการประท้วงครั้งใหญ่ในฮ่องกงเมื่อปีที่แล้วแต่ก็ยังคงกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งหลังได้รับการปล่อยตัว โดยระหว่างการประท้วงเมื่อปีที่แล้วหว่องได้พบกับนักการเมืองในยุโรปและสหรัฐอเมริกาและเรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรจีน

แอกเนส โจว วัย 23 ปี เป็นหนึ่งในนักการเมืองและผู้ร่วมก่อตั้งพรรคเดมะซิสโท ถูกจำคุก 10 เดือนจากการประท้วงเมื่อปีที่แล้ว และเป็นหนึ่งในฝ่ายค้านคนแรกที่ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ของจีนในข้อหา “สมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังต่างชาติ” และอาจถูกจำคุกตลอดชีวิตหากถูกดำเนินคดีและถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหานั้น

อีวาน ลัม วัย 26 ปี ถูกจำคุก 7 เดือน และถูกตัดสินว่ากระทำความผิด 4 ครั้งจากการชุมนุมประท้วงเพื่อประชาธิปไตยและต่อต้านข้อเสนอต่างๆ ของรัฐบาล นอกจากนี้ลัมมีส่วนสำคัญในการจัดตั้งพรรคเดมะซิสโท และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคก่อนที่จะถูกยุบพรรคเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ผู้พิพากษากล่าวว่า จำเลยทั้ง 3 คนเรียกร้องให้ผู้ประท้วงปิดล้อมสำนักงานตำรวจและกล่าวถ้อยคำที่บ่อนทำลายกองกำลังตำรวจ ดังนั้นการจำคุกจึงเป็นทางเลือกเดียวที่เหมาะสม

ขณะที่โจชัว หว่อง กล่าวว่านี่ไม่ใช่จุดจบของการต่อสู้ พวกเขากำลังจะไปสู้ต่อในคุกพร้อมกับผู้ประท้วงที่กล้าหาญอีกจำนวนมากเพื่อประชาธิปไตยและเสรีภาพของฮ่องกง

ทั้งนี้ พรรคเดมะซิสโท เป็นพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ก่อตั้งเมื่อปี 2016 นำโดยโจชัว หว่อง, แอกเนส โจว และนาธาน ลอว์ ต่อมาเมื่อรัฐบาลจีนประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ส่งผลให้แกนนำพรรคลาออกจากตำแหน่งและยุบพรรคไปในวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ตั้งแต่นั้นมาเจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกงได้ดำเนินการปราบปรามผู้ไม่เห็นด้วยอย่างเข้มงวดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจับกุมนักเคลื่อนไหว, นักข่าว และนักการเมืองจำนวนมาก รวมถึงมีการปลดสมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย 4 คนออกจากตำแหน่งในเดือนที่แล้ว

Photo by Anthony WALLACE / AFP

เจาะลึกรัฐบาลไบเดน ขุนพลสีเขียวตามเช็ดวีรกรรมทรัมป์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เจาะลึกรัฐบาลไบเดน ขุนพลสีเขียวตามเช็ดวีรกรรมทรัมป์ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 02 ธ.ค. 2563 เวลา 15:45 น.เจาะลึกรัฐบาลไบเดน ขุนพลสีเขียวตามเช็ดวีรกรรมทรัมป์จอห์น เคอร์รี ขึ้นแท่นว่าที่ทูตพิเศษด้านสภาพภูมิอากาศคนแรกของสหรัฐ

1. โจ ไบเดน แสดงท่าทีชัดเจนตั้งแต่ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศถอนสหรัฐออกจากข้อตกลงสภาพภูมิอากาศปารีส โดยให้คำวมั่นว่าวันข้างหน้าฝ่ายบริหารไบเดนจะนำสหรัฐกลับเข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าวอีกครั้ง แสดงให้เห็นว่าไบเดนให้ความสำคัญต่อสภาพภูมิอากาศเป็นอย่างมาก

2. ไบเดนแต่งตั้งให้ จอห์น เคอร์รี เป็นทูตพิเศษด้านสภาพภูมิอากาศ (Special Presidential Envoy for Climate) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่กำหนดขึ้นใหม่ภายใต้สภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยการแต่งตั้งเคอร์รีในครั้งนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของไบเดนที่ให้ความสำคัญต่อสภาพภูมิอากาศ และยังได้รับการยกย่องจากนักเคลื่อนไหวและนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจำนวนมาก

3. เคอร์รี เป็นผู้ลงนามในข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศของปารีสในนามสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2016 ในสมัยรัฐบาลบารัก โอบามา ก่อนที่ทรัมป์จะตัดสินใจถอนสหรัฐออกจากข้อตกลงดังกล่าวในภายหลัง 

4. เคอร์รีมีประสบการณ์ในการทำงานด้านสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับการยอมรับจากบุคคลสำคัญทั่วโลก อาทิ นิคลาส โฮเน่ ผู้ก่อตั้งสถาบันนิวไคลเมท (NewClimate Institute) กล่าวว่า “การแต่งตั้งจอห์น เคอร์รี เป็นข่าวดีสำหรับสภาพอากาศของโลก มันไม่ใช่อเมริกาต้องมาก่อน (America first) อีกต่อไป แต่เป็นโลกต้องมาก่อน (Planet first) ผมคิดว่าเขาเหมาะสมกับตำแหน่งนี้เพราะนโยบายด้านสภาพอากาศระหว่างประเทศต้องการการประนีประนอม และประสบการณ์ของเคอร์รีมีค่ามหาศาลสำหรับตำแหน่งนี้” รวมถึงอัล กอร์ อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐก็ได้ยอมรับว่าเคอร์รีคือตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม

5. ในปี 1994 เคอร์รีเป็นผู้นำในการต่อต้านการระดมทุนเพื่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เร็วแบบเบ็ดเสร็จ (Integral fast reactor) ก่อนที่จะหันมาสนับสนุนพลังงานทางเลือกและพลังงานนิวเคลียร์ในปี 2017 เพื่อให้สหรัฐสามารถบรรลุเป้าหมายระยะยาวที่มุ่งเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และยังเคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศคนแรกและเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของสหรัฐที่ได้ไปเยือนแอนตาร์กติกาโดยใช้เวลา 2 วันเพื่อพบปะกับทีมวิจัยขั้วโลกใต้

6. เคอร์รีกล่าวว่า “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับพันธมิตรทั้งหลายในการเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อจัดการกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจังและเร่งด่วน” แม้ว่าบทบาทและอำนาจหน้าที่ของเคอร์รียังไม่ชัดเจนแต่ภารกิจหลักของเขาคือการสร้างเสียงของสหรัฐในประชาคมโลกในการอุทิศตนเพื่อจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

7. นอกจากนี้เคอร์รียังมีประสบการณ์ในด้านอื่นๆ โดยเคยเป็นทหารในกองทัพเรือสหรัฐและร่วมปฏิบัติการในสงครามเวียดนาม ก่อนจะเรียนต่อด้านกฎหมายและดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยอัยการประจำเขต และรองผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ในเวลาต่อมา จนกระทั่งปี 1985 ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐ และดำรงตำแหน่งนานถึง 6 วาระ

8. ในปี 2009 เคอร์รีได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของวุฒิสภาก่อนจะได้รับการทาบทามจากอดีตประธานาธิบดีโอบามาให้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐคนที่ 68 ต่อจากฮิลลารี คลินตัน

Photo by Mark Makela/Getty Images/AFP

พบหลักฐานใหม่ไวรัสโคโรนาอาจไม่ได้เกิดจากจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

พบหลักฐานใหม่ไวรัสโคโรนาอาจไม่ได้เกิดจากจีน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 02 ธ.ค. 2563 เวลา 13:30 น.พบหลักฐานใหม่ไวรัสโคโรนาอาจไม่ได้เกิดจากจีนผลการศึกษาของสหรัฐพบสัญญาณบ่งชี้ว่าไวรัสโคโรนาเกิดขึ้นในสหรัฐก่อนที่จะมีการยืนยันการระบาดในอู่ฮั่น

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงาน สหรัฐเปิดเผยผลงานวิจัยจากอิตาลีและฝรั่งเศสที่ระบุว่าไวรัสโคโรนาอาจแพร่กระจายไปในหลายประเทศก่อนที่จะพบในประเทศจีนและถูกระบุให้เป็นโรคระบาด

นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) กล่าวเมื่อวันที่ 30 พ.ย. ว่าการทดสอบตัวอย่างเลือดในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค. ปีที่แล้วพบหลักฐานของแอนติบอดีไวรัสโคโรนา หรือที่เรียกว่าซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะมีการยืนยันการระบาดอย่างเป็นทางการในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. และมีการยืนยันผู้ติดเชื้อรายแรกในสหรัฐเมื่อวันที่ 19 ม.ค.

ตามรายงานของ CDC ของสหรัฐอเมริกา นักวิจัยได้ทดสอบตัวอย่างเลือด 7,389 ตัวอย่างที่เก็บรวบรวมระหว่างวันที่ 13 ธ.ค. 2019 ถึง 17 ม.ค. 2020 จากประชาชนอเมริกันพบว่า 106 ตัวอย่างตอบสนองต่อการทดสอบแอนติบอดีซาร์ส-โควี-2 โดยมี 39 ตัวอย่างที่รวบรวมระหว่างวันที่ 13 ถึง 16 ธันวาคม 2019 ซึ่งการค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าซาร์ส-โควี-2 อาจแพร่ระบาดในสหรัฐอเมริกาก่อนวันที่ 19 มกราคม 2020

นักวิทยาศาสตร์ของ CDC เขียนไว้ในการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ลงบนวารสารโรคติดเชื้อทางคลินิก (Clinical Infectious Diseases) ว่าการพบแอนติบอดีครั้งนี้สามารถบ่งชี้ได้ว่ามีผู้ติดเชื้อซาร์ส-โควี-2 ในสหรัฐอเมริกาเร็วกว่าที่ทุกคนเคยรับรู้

รวมถึงการวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ในอิตาลีเมื่อเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา ระบุว่ามีการพบแอนติบอดีไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวอย่างเลือดที่นำมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2019 และในฝรั่งเศสได้พบว่ามีผู้ป่วยในโรงพยาบาลมีเชื้อไวรัสโคโรนาเชิงบวกในเดือนธันวาคม 2019

โดยตัวอย่างทั้งในอิตาลีและฝรั่งเศสเกิดขึ้นก่อนที่จะพบเชื้อไวรัสในอู่ฮั่นและเกิดการถกเถียงถึงต้นตอของไวรัสโคโรนา

เช่นเดียวกับการศึกษาในประเทศอื่นๆ ที่พบหลักฐานของไวรัสโคโรนาก่อนหน้านี้ โดยข้อมูลจากรัฐบาลจีนระบุว่าตรวจสอบย้อนหลังพบผู้ติดเชื้อรายแรกตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย. 2019 หรืออาจเร็วกว่านั้น ก่อนที่จะได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการในอู่ฮั่นเมื่อปลายเดือนธันวาคม

CDC ระบุว่าองค์การอนามัยโลกและวารสารทางการแพทย์เดอะแลนซิตกำลังพยายามหาต้นตอที่แท้จริงของเชื้อไวรัสดังกล่าว โดยไมค์ ไรอันนักระบาดวิทยาและผู้อำนวยการบริหารของโครงการภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพขององค์การอนามัยโลกกล่าวว่า เปรียบเสมือนการงมเข็มในมหาสมุทร และองค์การอนามัยโลกต้องส่งนักวิทยาศาสตร์ไปยังอู่ฮั่นโดยเร็วที่สุดเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม และเพื่อให้ประชาคมระหว่างประเทศมั่นใจในคุณภาพของวิทยาศาสตร์

Photo by Alberto PIZZOLI / AFP

รวบแกนนำนักศึกษาฮ่องกงข้อหาประท้วงเลเซอร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

รวบแกนนำนักศึกษาฮ่องกงข้อหาประท้วงเลเซอร์ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 02 ธ.ค. 2563 เวลา 12:30 น.รวบแกนนำนักศึกษาฮ่องกงข้อหาประท้วงเลเซอร์ประธานสหภาพนักศึกษาฮ่องกงถูกจับกุมตัวข้อหาพกอาวุธหลังซื้ออุปกรณ์ยิงเลเซอร์

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงาน วันที่ 2 ธ.ค. เวลาประมาณ 7.00 น. คีธ ฟง ประธานสหภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแบ๊บติส ฮ่องกง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 20 นายบุกเข้าจับกุมที่บ้านพักในข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรมและขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงครอบครองอาวุธในที่สาธารณะ โดยควบคุมตัวไปที่สถานีตำรวจชาทิน

ภายหลังสหภาพนักศึกษาออกมาแถลงการณ์ประณามการจับกุมครั้งนี้และเรียกร้องให้ปล่อยตัวฟงทันที “ตั้งแต่มีกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ทางการคอมมิวนิสต์ฮ่องกงได้ดำเนินการอย่างรุนแรงและสร้างความหวาดกลัวไปทั่วฮ่องกง”

ก่อนหน้านี้ในเดือนสิงหาคม ประธานสหภาพนักศึกษาเคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นาย จับกุมตัวหลังซื้ออุปกรณ์ยิงเลเซอร์ที่ชาวฮ่องกงใช้กันอย่างแพร่หลายในการประท้วงต่อต้านรัฐบาลเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งการจับกุมในครั้งนั้นถือเป็นการจุดชนวนให้เกิดการประท้วงตามมาหลายครั้ง

ทั้งนี้ อุปกรณ์ยิงเลเซอร์ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในการชุมนุมประท้วงในฮ่องกงเพื่อสร้างความสับสนให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจและเพื่อป้องกันการถูกถ่ายภาพ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกงกำหนดให้อุปกรณ์ยิงเลเซอร์เป็นอาวุธชนิดหนึ่ง โดยอ้างว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นายต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลหลังถูกผู้ชุมนุมประท้วงยิงแสงเลเซอร์

Photo by Anthony WALLACE / AFP

เดมเลอร์ สวนกระแสแจก ‘โบนัสโคโรนา’ ให้พนักงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เดมเลอร์ สวนกระแสแจก ‘โบนัสโคโรนา’ ให้พนักงาน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 02 ธ.ค. 2563 เวลา 11:00 น.เดมเลอร์ สวนกระแสแจก 'โบนัสโคโรนา' ให้พนักงานบริษัทเดมเลอร์จากเยอรมันแจกโบนัสพนักงานในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

รอยเตอร์สรายงาน เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. เดมเลอร์ (Daimler) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมันกล่าวว่าจะจ่าย “โบนัสโคโรนา” ให้กับพนักงานชาวเยอรมันเพื่อใช้จ่ายในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา เช่น กาารต้องสวมหน้ากากอนามัน การทำงานจากที่บ้าน หรือค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ

โดยมีพนักงานในเยอรมนีที่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสประมาณ 160,000 คน คนละ 1,000 ยูโร

วิลเฟรด พอร์ต หัวหน้าฝ่ายบุคคลของเดมเลอร์แถลงว่า “เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ทำให้ปี 2020 เป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาพิเศษนี้บริษัทไว้วางใจในความยืดหยุ่นและความเต็มใจของพนักงาน”

ทั้งนี้ เดมเลอร์มีผลกำไรประจำไตรมาสที่ 3 สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ โดยการประกาศผลประกอบการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ต.ค. ที่ผ่านมาเดมเลอร์มีรายรับ 40.28 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีผลกำไรต่อหุ้น 1.92 เหรียญสหรัฐ

Photo by Sarah Silbiger/Getty Images/AFP

OECD ชี้เศรษฐกิจโลกเติบโตอีกครั้งในปีหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

OECD ชี้เศรษฐกิจโลกเติบโตอีกครั้งในปีหน้า – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 02 ธ.ค. 2563 เวลา 09:00 น.OECD ชี้เศรษฐกิจโลกเติบโตอีกครั้งในปีหน้าองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจเผยแนวโน้มเศรษฐกิจโลกดีขึ้น

รอยเตอร์สรายงาน องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ชี้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกกำลังจะดีขึ้นเนื่องจากมีวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนารวมถึงการฟื้นตัวของประเทศจีน แม้ว่าจะยังมีการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 2 ในหลายประเทศก็ตาม

โดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจกล่าวว่า เศรษฐกิจโลกจะเติบโต 4.2% ในปีหน้า และผ่อนคลายลงเหลือ 3.7% ในปี 2022 หลังจากที่หดตัว 4.2% ในปีนี้

นอกจากนี้ยังคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) โดยรวมของโลกจะกลับสู่ระดับก่อนวิกฤตภายในสิ้นปี 2021 ซึ่งนำโดยการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของจีน ขณะที่ผลผลิตในหลายประเทศจะยังคงต่ำกว่าระดับก่อนวิกฤตไปจนถึงปี 2022 ประมาณ 5%

ลอเรนซ์ บูน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจกล่าวว่าอย่างไรก็ตามเรายังคงอยู่ท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาด ซึ่งหมายความว่ายังมีนโยบายที่ต้องดำเนินการอีกมาก

สำหรับเศรษฐกิจในสหรัฐคาดว่าจะเติบโต 3.2% ในปีหน้า และ 3.5% ในปี 2022 และหากมีการตกลงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่ คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัว 4% ในปีหน้า

ด้านเศรษฐกิจในพื้นที่ยูโรจะหดตัว 7.5% ในปีนี้ ซึ่งถดถอยเป็น 2 เท่าเนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ครั้งที่ 2 แต่จะกลับมาเติบโต 3.6% ในปีหน้า และ 3.3% ในปี 2022

เปิดสมรภูมิไอโอระดับโลกในยุคที่ข้อมูลคืออาวุธ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เปิดสมรภูมิไอโอระดับโลกในยุคที่ข้อมูลคืออาวุธ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 22:00 น.เปิดสมรภูมิไอโอระดับโลกในยุคที่ข้อมูลคืออาวุธในยุคโซเชียลเน็ตเวิร์กเฟื่องฟู “ข้อมูล” ได้กลายเป็น “อาวุธ” ชิ้นใหม่ที่รัฐบาลหลายประเทศใช้สู้รบกับฝ่ายตรงข้าม

ทวิตเตอร์สร้างกระแสขึ้นในเมืองไทยอีกครั้งด้วยการระงับบัญชี @jitarsa_school ซึ่งส่อแววว่าจะเป็นไอโอ (IO) เนื่องจากมีการโพสต์เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อตอบโต้การชุมนุมประท้วงซึ่งนำโดยกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่ยืดเยื้อมาหลายเดือน หลังจากที่เคยตีแผ่ความจริงไปก่อนหน้านี้ว่ารัฐบาลไทยและกองทัพไทยเกี่ยวข้องกับบัญชีไอโอที่ถูกทวิตเตอร์ลบไป 926 บัญชี

คำว่า “ไอโอ” หรือ Information Operation  คือ ปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสาร เป็นการเผยแพร่ความคิดความเชื่อของฝั่งตัวเอง และทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม

อันที่จริงไอโอไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคนี้ แต่มีการใช้ปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสารกันมาตั้งแต่ช่วงสงครามเย็นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐและสหภาพโซเวียตแย่งชิงความเป็นใหญ่กัน โดยทั้งสองฝ่ายต่างก็ปล่อยข้อมูลข่าวสารออกมาสร้างความได้เปรียบให้ตัวเองและใส่ร้ายฝ่ายตรงข้าม

ก่อนหน้านี้จะใช้คำว่า Information Warfare หรือ Cyber War หรือ Net War โดยคำว่า Information Operation ปรากฏในเอกสารอย่างเป็นทางการครั้งแรกโดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐเมื่อปี 2003 ซึ่งผู้อนุมัติหลักการนี้คือ โดนัลด์ รัมส์เฟลด์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐ แต่เอกสารนี้เพิ่งได้รับการเปิดเผยในเดือนมกราคม 2006 โดยมีเนื้อหาอธิบายแนวทางของกองทัพสหรัฐในการทำสงครามข้อมูล

หากพูดถึงปฏิบัติการด้านข้อมูล รัสเซียถือเป็นประเทศแรกๆ ที่ใช้ข้อมูลทั้งที่ถูกต้องและบิดเบือนโดยกองทัพ อดีตสหภาพโซเวียตใช้การโฆษณาชวนเชื่อในประเทศเพื่อสร้างความรักชาติ และใช้ปฏิบัติการด้านข้อมูลในต่างประเทศเพื่อเพาะสร้างความไม่สงบในประเทศที่เป็นคู่แค้นกันเพื่อสร้างความได้เปรียบให้ตัวเอง

ตัวอย่างเช่น ในปี 1984 สายลับเคจีบีของรัสเซียทำทีเป็นสมาชิกกลุ่มคูคลักซ์แคลน (Ku Klux Klan) ที่มีแนวคิดนิยมคนผิวขาวแบบสุดโต่ง เพื่อเผยแพร่เนื้อหาสร้างความเกลียดชังเพื่อทำให้ความขัดแย้งเรื่องเชื้อชาติที่มีอยู่แล้วแย่ลงไปอีก

ในปัจจุบันรัสเซียก็ยังใช้วิธีนี้  โดยการซื้อโฆษณาในเฟซบุ๊คเพื่อเผยแพร่เนื้อหาทั้งที่เกี่ยวกับกลุ่ม Black Lives Matter ที่ออกมาประท้วงการใช้ความรุนแรงกับคนผิวดำของตำรวจ และกลุ่ม Blue Lives Matter ที่สนับสนุนตำรวจ

ในกรณีนี้รัสเซียไม่ได้ยืนมือเข้ามาแทรกแซงเพื่อให้บรรลุนโยบายสนับสนุนรัสเซียหรือนโยบายที่โจมตีสหรัฐโดยตรง แต่เป็นการใช้ประโยชน์จากความแตกแยกที่เกิดขึ้นในสังคมสหรัฐและสร้างความไม่เชื่อมั่น หรือพูดง่ายๆ ก็คือยุยงให้คนอเมริกันแตกคอกันเอง

คณะกรรมาธิการวุฒิสภาด้านข่าวกรองพบว่าเมื่อปี 2018 หน่วยงาน Internet Research Agency ที่มีรัฐบาลรัสเซียอยู่เบื้องหลัง จ่ายเงินซื้อโฆษณาบนเฟซบุ๊ค 3,519 ครั้ง โดยโฆษณาทั้งหมดนี้เข้าถึงคนอเมริกันกว่า 11.4 ล้านคน

จีนก็มีปฏิบัติการไอโอเช่นกัน โดยในจีนมีชื่อว่า อู่เหมาตั่ง หรือ กองทัพ 0.5 หยวน ซึ่งก็คือแอคเคาต์อวตารที่ถูกจ้างด้วยเงิน 0.5 หยวนต่อโพสต์ให้โพสต์ข้อความที่เชียร์รัฐบาลจีนและพรรคคอมมิวนิสต์ และคอยตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อปี 2017 พบว่าทุกๆ ปีไอโอจีนจะโพสต์ข้อความลงในโลกโซเชียลประมาณ 448 ล้านโพสต์ โดย 52.7% พบได้ในเว็บไซต์ของรัฐ

กลยุทธ์ของรัฐบาลจีนคือ หลีกเลี่ยงการโต้เถียงกับคนที่ไม่เห็นด้วยกับพรรคคอมมิวนิสต์หรือรัฐบาล แต่เน้นเบี่ยงประเด็น

เมื่อเดือน ธ.ค. 2014 บล็อกเกอร์ที่ใช้ชื่อว่า Xiaolan นำหลักฐานออกมาแฉปฏิบัติการไอโอของรัฐบาล โดยเป็นอีเมลในปี 2013 และปี 2014 ที่ส่งเข้ามาและส่งออกจากบัญชีของหน่วยงานโฆษณาชวนเชื่อทางอินเทอร์เน็ตของจีนในเขตจางก้งของมณฑลเจียงซี

อีเมลเหล่านั้นเป็นการรายงานกิจกรรมต่างๆ ของบรรดาไอโอ รวมทั้งโพสต์ของกองทัพ 0.5 หยวนที่นำ “การบ้าน” มาส่งเพื่อทำผลงาน คล้ายๆ กับเอกสารต่างๆ ที่หลุดออกมาในโลกโซเชียลของไทยที่อ้างกันว่าเป็นของกองทัพไทย

เดือน มิ.ย.ปีนี้ ทวิตเตอร์ได้ปิดบัญชีกว่า 173,750 บัญชีที่ถูกจีนใช้ในปฏิบัติการไอโอเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของจีนระหว่างการระบาดของ Covid-19 และใช้โจมตี กัวเหวินกุ้ย นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของฮ่องกง

การทำสงครามไอโอนี้เกิดขึ้นในอีกหลายประเทศ ไม่เว้นแต่ในบราซิล ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งผู้นำประเทศเมื่อปี 2018  ฝ่ายอนุรักษนิยมที่สนับสนุนผลประโยชน์ทางธุรกิจลงขันกันทำแคมเปญปล่อยข่าวบิดเบือนในแอพพลิเคชั่น WhatsApp เพื่อโจมตีคู่แข่งทางการเมืองของโบลโซนารู

ผู้เชี่ยวชาญชาวบราซิลเชื่อว่า การทำไอโอครั้งนั้นมีส่วนทำให้ประธานาธิบดี ฌาอีร์ โบลโซนารู ของบราซิลคว้าชัยในการเลือกตั้ง เช่นเดียวกับการปล่อยข้อมูลของรัสเซียช่วงการเลือกตั้งสหรัฐเมื่อปี 2016 ที่หลายฝ่ายเชื่อว่าทำให้ โดนัลด์ ทรัมป์ เอาชนะ ฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต

จากหลายๆ เหตุการณ์ข้างต้นนี้จะเห็นว่า การกดคีย์บอร์ดเพียงไม่กี่ครั้งก็สามารถสร้างความเสียหายได้มหาศาลไม่แพ้อาวุธสงครามร้ายแรงที่ประเทศมหาอำนาจเคยใช้สู้รบกัน

ภาพ : https://www.arcyber.army.mil/