‘ณัฏฐพล’ ชี้งานวันเด็ก ‘ศธ.’ ต้องเลื่อน เผยปิดโรงเรียนแล้ว 768 แห่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540912

'ณัฏฐพล'ชี้งานวันเด็ก'ศธ.'ต้องเลื่อน เผยปิดโรงเรียนแล้ว 768 แห่ง

‘ณัฏฐพล’ชี้งานวันเด็ก’ศธ.’ต้องเลื่อน เผยปิดโรงเรียนแล้ว 768 แห่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.09 น.

“ณัฏฐพล”ชี้งานวันเด็ก”ศธ.”ต้องเลื่อน เช่นเดียวกับพื้นที่สาธารณะและเอกชน เพราะไม่สามารถระบุผู้มาร่วมงานได้ แต่เปิดโอกาสให้ชุมชนหรือโรงเรียนจัดได้เพราะรู้ตัวตน มั่นใจสถานการณ์ในสถานศึกษายังสามารถควบคุมพื้นที่ได้

เมื่อเวลา 12.20 น.วันที่ 24 ธันวาคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการจัดงานวันเด็ก ว่า งานวันเด็กของกระทรวงศึกษาธิการต้องเลื่อนไปก่อน เพราะเป็นงานวันเด็กที่ไม่สามารถระบุได้ว่าคนร่วมงานมาจากที่ใด ส่วนงานกิจกรรมวันเด็กที่สามารถระบุคนเข้าร่วมได้สามารถจัดได้ตามปกติ เนื่องจากเป็นมาตราการของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เช่น การจัดงานวันเด็กในสถานที่ชุมชนและพื้นที่ที่สามารถยืนยันได้ว่าเด็กและผู้ที่มาร่วมงานมาจากที่ใด แต่ถ้าเป็นพื้นที่สาธารณะที่ไม่สามารถระบุยืนยันตัวบุคคลได้ ก็จะเป็นเช่นเดียวกับกิจกรรมงานปีใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยง

“หากจะมีการจัดงานวันเด็ก เฉพาะในบางพื้นที่ต้องเป็นไปตามมาตรการ ตามที่ ศบค.กำหนด ผู้ที่มาร่วมงานสามารถยืนยันตัวตนได้ ก็จัดได้ สำหรับโรงเรียนสามารถจัดกิจกรรมได้ เพราะสามารถที่จะยืนยันตัวตนเด็กและผู้ที่มาร่วมงาน ซึ่งขออนุญาตจากสำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้อยู่แล้ว ในส่วนของภาคเอกชนที่จะเชิญชวนให้เด็กมาร่วมงานกิจกรรมวันเด็ก ยังทำไม่ได้” นายณัฏฐพล กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การการแพร่ระบาดของเขื้อโควิด-19 ในสถานศึกษา นายณัฏฐพล กล่าวว่า สามารถควบคุมสถานการณ์ โดยเฉพาะข้อมูลที่ได้รับจากพื้นที่ ในพื้นที่เสี่ยงก็ได้มีการปิดโรงเรียน อย่างโรงเรียน ใน สพฐ.ปิดไปแล้ว 528 โรงเรียน อาชีวะ ปิดไป 20 วิทยาลัย ในภาคเอกชน มีการปิดไป 220 โรงเรียน ซึ่งก็เป็นไปตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่มากสุด ได้แก่ จ.สมุทรสาคร กระทรวงศึกษาควบคุมสถานการณ์ ตามที่ ศบค.เสนอ ไม่ได้ครอบคลุมทั้งจังหวัด เพราะเรามีข้อมูลและอัตราความเสี่ยงไว้อย่างชัดเจน

‘สพฐ.’ อัพเดตล่าสุด พิษโควิดลาม ‘โรงเรียน’ ปิดแล้ว 885 แห่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540871

‘สพฐ.’อัพเดตล่าสุด พิษโควิดลาม ‘โรงเรียน’ปิดแล้ว 885 แห่ง

‘สพฐ.’อัพเดตล่าสุด พิษโควิดลาม ‘โรงเรียน’ปิดแล้ว 885 แห่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 11.43 น.

‘สพฐ.’อัพเดตล่าสุด พิษโควิดลาม ‘โรงเรียน’ปิดแล้ว 885 แห่ง

24 ธันวาคม 2563 เพจเฟซบุ๊ก ประชาสัมพันธ์ สพฐ. หรือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สรุปรายงานสถานศึกษาที่ปิดการเรียนการสอน เนื่องจากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ข้อมูล ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2563 เวลา 09.00 น. ดังนี้

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) จำนวน 23 เขต รวม 651 โรงเรียน

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) จำนวน 9 เขต รวม 234 โรงเรียน

ทั้งนี้ รวม 18 จังหวัด 32 เขตพื้นที่การศึกษา 885 โรงเรียน

สรุปรายงานสถานศึกษาที่ปิดการเรียนการสอน เนื่องจากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) *ข้อมูล ณ วันที่ 24…โพสต์โดย ประชาสัมพันธ์ สพฐ. เมื่อ วันพุธที่ 23 ธันวาคม 2020

อพวช.แนะกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียนให้ครูไทย แนวทางสร้างประสิทธิภาพติดปีกความรู้ยุคใหม่ทันสมัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540665

อพวช.แนะกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียนให้ครูไทย  แนวทางสร้างประสิทธิภาพติดปีกความรู้ยุคใหม่ทันสมัย

อพวช.แนะกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียนให้ครูไทย แนวทางสร้างประสิทธิภาพติดปีกความรู้ยุคใหม่ทันสมัย

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การเรียนรู้นอกห้องเรียน ยังคงมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของนักเรียนไม่แพ้การเรียนในห้องเรียนเช่นกัน เพราะการหลุดออกมาจากพื้นที่สี่เหลี่ยมจะช่วยให้ผู้เรียนได้พบเจอกับโลกภายนอกที่มีหลายเรื่องราวให้ค้นหา และได้เปิดประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยพบเจอ ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะด้านต่างๆ และเกิดความเข้าใจต่อประเด็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้ง โดยในฝั่งของครูผู้สอนก็ต้องวางแผนว่าจะออกแบบการเรียนรู้อย่างไรให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับกิจกรรมตามเป้าหมายที่วางไว้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นางสาวศิรประภา ศรีสุพรรณ จากองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ในฐานะของคนที่มีบทบาทและคลุกคลีกับการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ ได้ให้คำแนะนำไว้ในเวิร์กช็อปออนไลน์หัวข้อ “การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการสร้างแก่นเรื่องโดยใช้สถานที่เป็นฐาน กรณีศึกษาการสร้างการเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์” ภายใต้มหกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครูครั้งที่ 13 หรือ EDUCA 2020 โดยบริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)ที่ปีนี้ได้ปรับโหมดมาสู่การจัดงานออนไลน์เต็มรูปแบบ โดยกล่าวว่าเมื่อครูมีแผนออกแบบการจัดการเรียนรู้นอกสถานที่ หรือพานักเรียนไปทัศนศึกษานอกโรงเรียนจะต้องเตรียมข้อมูลพื้นฐานของสถานที่ดังกล่าวก่อนว่าเป็นอย่างไร และมีการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับอะไรบ้าง โดยหัวใจสำคัญคือการดึงจุดแข็งของสถานที่มาสร้างกิจกรรมต่างๆ ทั้งต้องสอดคล้องกับเป้าหมาย หรือธีมการเรียนรู้ที่จะเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของนักเรียนระหว่างทำกิจกรรมซึ่งนี่เป็นลักษณะของการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการสร้างแก่นเรื่องโดยใช้สถานที่เป็นฐาน

คุณศิรประภา ศรีสุพรรณ

สำหรับการจัดกิจกรรม เพื่อการเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์นางสาวศิรประภาย้ำให้ความสำคัญว่า จุดเด่นอยู่ที่มีสิ่งจัดแสดงของนิทรรศการ และพื้นที่จัดแสดงเป็นโซนอย่างชัดเจน จึงสามารถกำหนดโซนต่างๆ เป็นฐานการเรียนรู้ได้ โดยครูต้องเลือกนิทรรศการที่ต้องการสื่อสารก่อน พร้อมทั้งสำรวจวัตถุจัดแสดงและเนื้อหานิทรรศการว่าจะผสมผสานกับการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างไร แล้วสร้างความเชื่อมโยงแต่ละส่วนให้เป็นภาพใหญ่ เพื่อนำไปสู่การสร้างแก่นเรื่อง หลังจากนั้นจึงลำดับเรื่องราวประกอบข้อมูลตามแก่นเรื่องที่กำหนดไว้ และสร้างคำถามที่เน้นให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น และใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ ในการทำกิจกรรม

“พิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ที่มีตัวอย่างวัตถุและการจัดแสดงที่กระตุ้นให้ผู้ชมสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งกระบวนการเรียนรู้โดยใช้สถานที่เป็นฐาน ควรส่งเสริมให้นักเรียนได้รู้จักการตีความ วิเคราะห์ และคิดเชื่อมโยงมากกว่าให้พวกเขาหาคำตอบจากป้ายข้อมูลและสิ่งจัดแสดงอย่างเดียว โดยการกำหนดจุดในการทำกิจรรมขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ใช้ในสถานที่นั้นๆ จำนวนและระดับชั้นของนักเรียน ซึ่งครูควรออกแบบการเรียนรู้และคำถามให้เหมาะสมตามวัยของเด็กหรือสอดคล้องกับหลักสูตรของระดับชั้นเป็นสำคัญ” พร้อมยกตัวอย่างประกอบคำพูดให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “พิพิธภัณฑ์พระราม 9 มี Museum Trail หลายธีม เช่น ตามรอยโครงการพระราชดำริ, ชีวาพึ่งพาน้ำ, พืชเพื่อชีวิต, ที่พักพิง, อาชีพสร้างสรรค์…จุดประกายความรู้ โดยร้อยเรื่องของสิ่งแสดงที่เกี่ยวข้องเข้ามาเป็นธีมเดียวกัน และแต่ละธีมจะจัดเนื้อหาให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ของเด็กแต่ละช่วงวัย เพื่อให้เด็กๆ มีปฏิสัมพันธ์กับนิทรรศการได้อย่างเต็มที่ สามารถตกผลึกออกมาเป็นความรู้ใหม่ในแบบที่เขาเข้าใจ ทำให้ได้ทั้งความสนุกและพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ไปพร้อมกัน”นางสาวศิรประภา กล่าวสรุป

กระทบไหล่เด็กไทยไอเดียเจ๋ง! คิดค้นนวัตกรรมห่อผลไม้จากวัสดุธรรมชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540664

กระทบไหล่เด็กไทยไอเดียเจ๋ง!  คิดค้นนวัตกรรมห่อผลไม้จากวัสดุธรรมชาติ

กระทบไหล่เด็กไทยไอเดียเจ๋ง! คิดค้นนวัตกรรมห่อผลไม้จากวัสดุธรรมชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เด็กเก่งจากโรงเรียนพนมสารคาม “พนมอดุลวิทยา” จังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้คว้ารางวัลงานวิจัยดีเด่นด้านงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและสภาวะโลกร้อน ภายใต้การสนับสนุนของ กองทุนสุขภาพกับสภาวะโลกร้อน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย โดยผลงานที่ได้รับรางวัลคือ “วัสดุห่อผลไม้เลียนแบบการสร้างปลอกหุ้มตัวหนอนของผีเสื้อหนอนปลอก” พร้อมรับทุนการศึกษา 50,000 บาท

น้องบลู-นางสาวผกาพรรณ ไชยวงษ์ อายุ 17 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.5 อาสาเล่าที่มาของผลงานให้ฟังว่า

“จุดเริ่มต้นของโครงงานวิจัยนี้เกิดจากการสังเกตและรับรู้ปัญหาของเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงซึ่งเป็นผลไม้เศรษฐกิจของชุมชนอาศัยอยู่รอบๆ บริเวณโรงเรียน และในเขตพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งส่วนใหญ่จะส่งขายในรูปแบบผลสด แต่ประสบปัญหาแมลงวันทองเข้าไปวางไข่ ทำให้เกิดหนอนชอนไชผลผลิตเสียหาย เกษตรกรจึงป้องกันโดยการใช้ถุงกระดาษซึ่งมีราคาสูง และขณะใช้งานอาจจะมัดปากกับขั้วผลมะม่วงไม่สนิท ทำให้มดแดงเข้าไปในถุงเป็นพาหะในการนำเพลี้ยแป้งซึ่งจะดูดน้ำเลี้ยงจากผลเข้าไปด้วย ทำให้ผลมะม่วงเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้ถุงกระดาษที่นำมาใช้ยังมีรูปทรงขนาดใหญ่ ต้านลม และแกว่งไป-มาทำให้ผลมะม่วงเสียดสีกับถุงกระดาษก่อให้เกิดบาดแผลและโรคแทรกซ้อนได้ จากปัญหาเหล่านี้จึงเกิดเป็นแนวคิดในการสร้าง ปลอกเทียมห่อผลมะม่วง โดยเลียนแบบการสร้างปลอกของผีเสื้อหนอนปลอก ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันแมลงศัตรูพืชค่ะ”

น้องเต้-นายทวีทรัพย์ สร้อยสน อายุ 17 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.5 เล่าถึงขั้นตอนการผลิตว่า “วัสดุห่อผลไม้เลียนแบบการสร้างปลอกหุ้มตัวหนอนของผีเสื้อหนอนปลอก เกิดจากความคิด สร้างปลอกเทียมจากเส้นใยหญ้าเพื่อช่วยแก้ปัญหาเรื่องของแมลงต่างๆ ที่จะมารบกวนผลมะม่วงให้กลุ่มเกษตรกร พวกเราใช้เวลาคิดค้นและทดลองกว่า 2 ปี ด้วยการนำวัสดุเหลือใช้ ทรัพยากรทางธรรมชาติต่างๆ ที่อยู่รอบตัว มาปรับประยุกต์ใช้ ผิดบ้างถูกบ้าง จนกลายเป็นชิ้นงานที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยปลอกเทียม ที่พวกเราศึกษาและประดิษฐ์ขึ้นมาจากเส้นใยหญ้าแฝกที่มีอยู่เป็นจำนวนมากรอบบริเวณโรงเรียน หรือจะทดลองใช้เส้นใยหญ้าอื่นๆ ที่มีอยู่ในแต่ละท้องถิ่นแทนก็ได้ นำมาขึ้นรูปด้วยวุ้นน้ำหมักเพื่อประสานยืดเกาะเส้นใยเป็นแผ่นลักษณะคล้ายกระดาษสา และตัดเป็นทรงมีลักษณะเหมือนหนอนปลอกผนังรูปกระสวย ปากปลอกทั้ง 2 ด้านแคบและด้านบนชุบด้วยน้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัสที่พวกเราสกัดเอง ปลอกเทียมเคลือบด้วยน้ำยางพาราป้องกันน้ำและเชื้อราเข้าไปด้านในครับ”

น้องปลื้ม-นายธีรภัทร ศรีแก้ว อายุ 17 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.5 เล่าถึงความสำเร็จให้ฟังว่า “ผลงานที่พวกเราร่วมกันประดิษฐ์ขึ้น ได้ถูกนำไปให้เกษตรกรที่ปลูกมะม่วงทดลองใช้จริงในการห่อผลมะม่วงบนต้นเป็นระยะเวลา 45 วัน ตั้งแต่ห่อจนเก็บผลผลิต ปรากฏว่าปลอกเทียมป้องกันศัตรูพืชจำพวกแมลงวันทอง มดแดง และเพลี้ยแป้งศัตรูตัวร้ายของผลมะม่วงได้ 100% ในขณะที่ถุงกระดาษป้องกันแมลงวันทองได้ 100% แต่ไม่สามารถป้องกันมดแดงและเพลี้ยแป้งได้ ซึ่งปลอกเทียมใบละ 1-2 บาท แต่ถุงกระดาษห่อผลไม้ใบละ 2-3 บาท ในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวปลอกเทียมจะทำหน้าที่ห่อหุ้มและกันกระแทกได้เทียบเท่าการห่อด้วยกระดาษ โฟม หรือวัสดุกันกระแทก หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเกษตรกรสามารถนำปลอกเทียมมาดัดแปลงเป็นภาชนะแทนการใช้ถุงพลาสติก เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นปลอกเทียมยังมี QR Codeที่สามารถเก็บข้อมูลแหล่งที่มาของมะม่วงแต่ละผล เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจและทราบข้อมูลก่อนรับประทาน และสุดท้ายนี้พวกเราขอขอบคุณกองทุนสุขภาพกับสภาวะโลกร้อนสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ที่เห็นถึงความสำคัญและได้ให้การสนับสนุนการสร้างสรรค์งานวิจัยในครั้งนี้ครับ”

วปธ.รุ่นที่ 17 เปิดอบรมรับงานภาครัฐโดยเฉพาะ พร้อมรับงานตามปีงบประมาณ 2563 สู้ภัยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540662

วปธ.รุ่นที่ 17 เปิดอบรมรับงานภาครัฐโดยเฉพาะ พร้อมรับงานตามปีงบประมาณ 2563 สู้ภัยโควิด-19

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลักสูตรวิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจ (วปธ.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อเอสเอ็มอีไทย จัดหลักสูตรที่ปรึกษา SMEs รุ่นที่ 17 เพื่อพัฒนาศักยภาพที่ปรึกษาธุรกิจสำหรับรับงานภาครัฐโดยเฉพาะ ตามปีงบประมาณ 2563 โดยมีหลายหน่วยงานราชการมุ่งส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ พร้อมเร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการท่ามกลางภาวะวิกฤติโควิด-19ที่ขับเคลื่อนผ่านผู้เชี่ยวชาญ โค้ช โดยเฉพาะที่ปรึกษาธุรกิจ

ดร.วิริยะ ลิขิตวงศ์ นายกสมาคมเครือข่ายที่ปรึกษาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในฐานะผู้อำนวยการหลักสูตรวิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจ กล่าวว่าหลักสูตรวิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจเป็นหลักสูตรแรกและหลักสูตรเดียวในประเทศที่ได้สร้างบุคลากรเป็นที่ปรึกษาธุรกิจให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ประกอบการ SME มาแล้วกว่า 500 คน ซึ่งถือได้ว่ามากที่สุดในประเทศ รวมถึงที่ผ่านมาได้สร้างและพัฒนาหลักสูตรที่ปรึกษาธุรกิจมาอย่างไม่หยุดนิ่ง โดยเฉพาะหลักสูตรรุ่นที่ 17 นี้ได้ปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยการเรียนจริง ทำงานจริง เข้มข้นด้วยเนื้อหาและปรับหลักสูตรใหม่กว่า 7 วิชาพื้นฐาน 11 วิชาหลัก เสวนา 2 ครั้ง วิชาเสริมอีก4 วิชา ศึกษาดูงานอีก 8 แห่ง3 จังหวัด

ทั้งนี้ จะมีการมอบประกาศนียบัตรให้กับนักศึกษาที่จบหลักสูตรรุ่นที่ 16ในวันที่ 27 ธันวาคม 2563ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งได้รับเกียรติจากท่านอำพลเสนาณรงค์ ผู้เคยดำรงตำแหน่งองคมนตรี ในรัชกาลที่ 9มาเป็นประธานมอบประกาศนียบัตรในวันงาน

ทางด้าน อาจารย์ณกฤช วนาอินทรายุธ ผู้จัดการหลักสูตร วปธ. ได้กล่าวถึงการเรียนการสอน วปธ.17 นอกจากเข้มข้นจริงจัง แล้วยังต้องเตรียมพร้อมกับการรับงานจากหน่วยงานราชการอีกหลายหน่วยงานที่จะทยอยจัดซื้อจัดจ้างงานที่ปรึกษาตามงบประมาณปี 2563 

สำหรับผู้ที่สนใจเตรียมความพร้อมรับงานที่ปรึกษาธุรกิจ สมัครเรียนในหลักสูตรได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 10มกราคม 2564 และเปิดทำการเรียนการสอนในวันแรก วันอาทิตย์ที่17 มกราคม 2564 รวมระยะเวลาเรียน 6 เดือน โดยหลักสูตรวิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจ (วปธ.) รุ่นที่ 17 ได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาปีละ 1 ทุนทุนละ 135,000 บาท จากมูลนิธิเพื่อเอสเอ็มอีไทย โดยในปีนี้จะมอบพร้อมกัน 2 ทุน คือ ของปีกาศึกษา 2563 และ 2564ผู้ที่สนใจสามารถส่งประวัติเพื่อขอรับการพิจารณารับมอบทุนการศึกษาได้ที่ Facebook : หลักสูตรวิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจ

“เรียนหลักสูตร วปธ.ไม่เก่ง ทำงานไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าไงแล้วครับ” ดร.วิริยะ กล่าว

‘ครูตั้น’ ชี้เพิ่มค่าอาหารกลางวันเด็กเหมาะสม คาดใช้ได้ปี’65 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540693

'ครูตั้น'ชี้เพิ่มค่าอาหารกลางวันเด็กเหมาะสม คาดใช้ได้ปี'65

‘ครูตั้น’ชี้เพิ่มค่าอาหารกลางวันเด็กเหมาะสม คาดใช้ได้ปี’65

วันพุธ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 16.03 น.

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่าว่า ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้มีมติรับทราบโครงการ/กิจกรรมต่างๆ ในแต่ละกระทรวงเสนอไว้ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ ปี 2564 มอบให้แก่ประชาชน โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ จะมีการเพิ่มค่าอาหารกลางวันของนักเรียน โดยคำนวณเพิ่มค่าอาหารกลางวันที่เหมาะสมตามขนาดโรงเรียน ในช่วง 21 – 36 บาท/คน/วัน ทั้งนี้ เพื่อให้นักเรียนได้รับอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างเหมาะสม และแบ่งเบาภาระของครู ในการใช้งบฯ เพื่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเกี่ยวกับอาหารกลางวันนักเรียน

รมว.ศธ.กล่าวว่า อาหารกลางวันถือเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับเด็กๆ ถึงแม้ว่าจะดูเป็นเงินที่ไม่มาก แต่คำนึงถึงข้อเท็จจริง ซึ่งในอดีตโรงเรียนขนาดเล็ก และโรงเรียนขนาดใหญ่ ได้รับเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันเท่ากัน คือ 20 บาท/คน/วัน ซึ่งเราดูไม่เหมาะสม ฉะนั้น โรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีนักเรียนต่ำกว่า 40 คน ควรเพิ่มเป็น 36 บาท/คน/วัน ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่ ที่มีนักเรียนจำนวนมาก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายคงที่อยู่จำนวนหนึ่งแต่ก็ไม่ได้มากเท่าไหร่ เช่น ในส่วนของค่าจ้างแม่ครัวและค่าเดินทาง ฉะนั้น หากขยับเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันให้เป็น 21 บาท/คน/วันได้ เพราะในการคิดคำนวนเราคิดถึงข้อเท็จจริง และตนก็มั่นใจว่าโรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนต่ำกว่า 40 คน และโรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 300 คน ควรให้ 36 บาท และ 27 บาท ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่ให้ 21 บาท

“ซึ่ง ศธ.พิจารณาถึงความเหมาะสมแล้วว่าจะสามารรถดูแลบริหารจัดการอาหารกลางวันให้ดีกว่าเดิมได้แน่นอน แต่ทั้งนี้ก็ต้องรอทางสำนักงบประมาณพิจารณาความเหมาะสม คาดว่าจะทำได้ในปี 2565 หรือถ้ามีงบกลางก็สามารถนำมาทำได้ก่อน ซึ่งในการเพิ่มตรงนี้ต้องใช้งบกว่า 3 พันล้านบาท แต่ก็น้อยกว่าที่คำนวนไว้เบื้องต้นที่จะขึ้นให้โรงเรียนขนาดเล็ก 36 บาท และโรงเรียนขนาดใหญ่ 24 บาท/คน/วัน” รมว.ศธ.กล่าว

‘ในหลวง’ พระราชทานสิ่งของในโอกาสปีใหม่ แก่กำลังพลกองกำลังชายแดนเขาพระวิหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540622

'ในหลวง'พระราชทานสิ่งของในโอกาสปีใหม่ แก่กำลังพลกองกำลังชายแดนเขาพระวิหาร

‘ในหลวง’พระราชทานสิ่งของในโอกาสปีใหม่ แก่กำลังพลกองกำลังชายแดนเขาพระวิหาร

วันพุธ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 13.28 น.

องคมนตรี เชิญสิ่งของพระราชทานเนื่องในโอกาสปีใหม่ มอบแก่กำลังพลกองกำลังชายแดน ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ฐานปฏิบัติการเขาพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ

23 ธันวาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.15 น. ที่จุดชมวิวผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เชิญสิ่งของพระราชทานเนื่องในโอกาสปีใหม่ 2564 จำนวน 265 ชุด มอบแก่กำลังพลเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติภารกิจกองกำลังชายแดน กองทัพภาคที่ 2 ฐานปฏิบัติการเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ 

โดยมี พล.ท.ธเนศ วงศ์ชอุ่ม แม่ทัพกองทัพภาคที่ 2 ร่วมกับ นายวัฒนา พุฒิชาติ ผวจ.ศรีสะเกษ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 อุบลราชธานี พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ในจังหวัดศรีสะเกษ ให้การต้อนรับ โดยมี พ.อ. สมภพ ภารเวช ผบ.ฉก. 2 ผู้แทน ผบ.กกล.สุรนารี กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

การมอบสิ่งของพระราชทานเนื่องในโอกาสปีใหม่ 2564 ในครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ทหารและตชด. ที่ปฏิภารกิจป้องกันชายแดนในพื้นที่ฐานปฏิบัติการเขาพระวิหาร กกล.สุรนารี เข้ารับสิ่งของพระราชทานอย่างพร้อมเพรียง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันหาที่สุดมิได้ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี กำลังพลกองกำลังสุรนารีทุกนายจะจงรักภักดีพระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทร มหาวชิราลงกรฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และราชวงศ์จักรกรีทุกพระองค์ตลอดไป.  

‘กีฬา’ หนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยว ‘บางแสน’ เมืองระดับโลก ‘สายวิ่ง’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540410

‘กีฬา’หนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยว  ‘บางแสน’เมืองระดับโลก‘สายวิ่ง’

‘กีฬา’หนุนเศรษฐกิจท่องเที่ยว ‘บางแสน’เมืองระดับโลก‘สายวิ่ง’

วันพุธ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.45 น.

“เรามาจนถึงจุดนี้แล้ว ใช้เวลา 5 ปี ปีนี้เป็นปีที่ 6 แล้วที่เราจัดงาน เป็นไปตามวัตถุประสงค์ จริงๆ แล้วมากกว่าวัตถุประสงค์ที่เราตั้งใจไว้ด้วย เนื่องจากว่าเบื้องต้นเองเรายังไม่คาดหวังว่าจะมาไกลขนาดนี้ ปัจจุบันเราทำได้สำเร็จแล้วก็เป็นที่ชัดเจนประจักษ์แล้ว ว่าที่สุดแล้วถ้ามีความร่วมมือร่วมใจกัน แน่นอนว่าของผู้จัด โดย Race Director (ผู้จัดการสนามแข่งขัน) แล้วก็ตัวเจ้าภาพร่วมคือท้องถิ่นที่เป็นผู้ร่วมจัดด้วยสถานที่

แล้วก็ยังมีภาครัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วก็ภาคเอกชนหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น Sponsor(ผู้สนับสนุน) ต่างๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ถ้าเรามีการประสานงานอย่างดีแล้วทำให้เห็นศักยภาพ ก็ก่อให้เกิดประสบความสำเร็จได้ แต่ไม่ใช่ความสำเร็จเฉพาะของเทศบาล หรือของบริษัทไมซ์เท่านั้น แต่เป็นความสำเร็จของ จ.ชลบุรี ของประเทศไทย ที่เราเป็นที่แรกในประเทศไทย เป็นคนที่ริเริ่มส่งงานวิ่งของเราเข้าสู่มาตรฐานโลก”

คำกล่าวของ ณรงค์ชัย คุณปลื้ม นายกเทศมนตรีเมืองแสนสุข ในงานแถลงข่าวงานวิ่งฮาล์ฟมาราธอน “บางแสน 21” ประจำปี 2563 (Bangsaen21-2020) เมื่อช่วงบ่ายของวันที่19 ธ.ค. 2563 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมและศูนย์ประชุมบางแสน เฮอริเทจ ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคักเพราะมีประชาชนจำนวนมากที่สมัครเข้าร่วมวิ่งไว้ผ่านช่องทางออนไลน์ เดินทางมาลงทะเบียนรับเสื้อและหมายเลขประจำตัวนักวิ่ง ก่อนจะมีการวิ่งจริงในวันที่ 20 ธ.ค. 2563 เวลา 03.00 น.

งานวิ่งครั้งนี้ยังมีความพิเศษคือ “เป็นงานวิ่งงานแรกของประเทศไทยที่ผ่านการประเมินมาตรฐานโลกในระดับทอง (Gold Label) หรือระดับสูงสุด” จากองค์กรนานาชาติที่กำกับดูแลกีฬาวิ่งคือ สหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ (World Athletics หรือชื่อเดิมคือ IAAF) อีกทั้ง “บางแสนยังเป็นเมืองเดียวในทวีปเอเชีย ที่ผ่านการประเมินมาตรฐานโลกในการจัดงานวิ่งครบทั้ง 3 ระยะทาง” ได้แก่มินิมาราธอน (10 กิโลเมตร) ระดับทองแดง (Bronze Label) ฮาล์ฟมาราธอน (21 กิโลเมตร) ระดับทอง (Gold Label) และฟูลมาราธอน (42 กิโลเมตร) ระดับทองแดง (Bronze Label)

อนึ่ง การที่บางแสนสามารถมายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้ ทั้งที่เป็นเพียงเมืองเล็กๆ เมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ที่ผ่านการประเมินมาตรฐานโลกในการจัดงานวิ่งครบทั้ง 3 ระยะ ล้วนเป็นเมืองใหญ่ทั้งสิ้น เช่น กรุงมาดริด กับเมืองบาเลนเซีย ประเทศสเปน กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส และกรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ถือเป็นเรื่องน่าทึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ทราบว่ามาจากการผลักดันของชายคนหนึ่งที่ไม่เคยจัดงานแข่งขันวิ่งมาก่อนเลยในชีวิต

“ตั้งแต่เมื่อ 7 ปีที่แล้ว เป็นคนไม่ออกกำลังกายเลยแล้วอยากอยู่กับลูกนานขึ้น ก็เลยลองหาอะไรที่จะเปลี่ยนชีวิตตัวเอง ก็คิดว่ามาราธอนน่าจะเป็นคำตอบของการเปลี่ยนชีวิตของเรา ก็ซ้อม 4 เดือนแล้วก็ไปมาราธอน บาดเจ็บหนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่แนะนำ เปลี่ยนระยะเร็วเกินไป แต่มันทำให้ผมกลายเป็นคนที่รักวิ่งโดยไม่รู้ตัว จากเดิมเป็นกีฬาที่ไม่มองว่าเป็นกีฬาด้วยซ้ำ มองว่ามันเป็นบทลงโทษ มาโรงเรียนสายร่างกายไม่ฟิต โค้ชกีฬาเราก็จะสั่ง

แต่พอเราวิ่ง มันเปลี่ยนเป็นความเข้าใจแล้วว่า วิ่งระยะไกลนี่มันมีความสุขในแบบของมันที่อธิบายยาก เพราะถ้ามันไม่สนุก คนทั้งโลกคนทั้งประเทศเขาไม่ทำกัน แล้วเราก็ไปวิ่งตามงานต่างๆ ก็มีความสุข แต่พอวิ่งสักพักหนึ่งก็จะเริ่มมองจากมุมมองของนักจัดงาน ผมเป็นสายจัดงานประชุมสัมมนา ทำไมงานโน้นอันนั้นดีแต่ขาดอันนี้ งานนั้นดีแต่ยังมีบางอย่างไม่สมบูรณ์ ทำไมมันไม่มีงานที่สมบูรณ์แบบครบจบอยู่ในงานเดียว”

เรื่องเล่าจาก รัฐ จิโรจน์วณิชชากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมซ์ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (MICE & Communication Co., Ltd.) ที่กล่าวกับผู้สื่อข่าว “นสพ.แนวหน้า” ถึงก้าวแรกก่อนที่จะมีการผลักดันให้บางแสนกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักวิ่งทั่วโลก ซึ่งก็ต้องบอกว่า “ไม่ง่าย” เพราะการทำธุรกิจรับจัดงานประชุมสัมมนาแตกต่างกับการจัดงานวิ่ง 1.จำนวนผู้เข้าร่วมงาน งานประชุมสัมมนาส่วนใหญ่มีผู้เข้าร่วมประมาณ 200-300 คน หรือมากที่สุด 1,500 คน แต่งานวิ่งอย่างน้อยๆ จะอยู่ที่ 3,000 คน ไปจนกระทั่งถึงหลักหมื่นคน

กับ 2.ประเภทของผู้เข้าร่วมงาน งานประชุมสัมมนาส่วนใหญ่ผู้เข้าร่วมจะเป็นตัวแทนขององค์กรต่างๆ ในขณะที่งานวิ่งผู้เข้าร่วมจะเป็นแต่ละบุคคล หรือต่างคนต่างมาเข้าร่วม (Personal หรือ Individual) อย่างไรก็ตาม ด้วยวิธีคิด “ผู้เข้าร่วมงานเป็นคนสำคัญ (VIP)” ที่เป็นหลักการทำงานด้านการจัดประชุมสัมมนา ทำให้เมื่อมาจัดงานวิ่งก็ได้นำหลักการนี้มาใช้ด้วย จนทำให้งานวิ่งบางแสน21 กลายเป็นงานวิ่งที่มีความพิเศษโดดเด่นขึ้นมา

รัฐ กล่าวถึงความพิเศษของงานวิ่งบางแสน21 ซึ่งเริ่มจัดครั้งแรกในปี 2558 ที่หากจะใช้คำว่า “ปฏิวัติวงการวิ่ง” ก็คงไม่ผิดนักในเวลานั้น อาทิ 1.การแบ่งสีเสื้อและลักษณะเหรียญรางวัลตามระยะทางที่ผู้เข้าร่วมสมัครลงวิ่ง จากเดิมงานวิ่งในอดีตจำนวนมากไม่ว่าจะสมัครประเภทใด เช่น ฟันรัน (Fun Run : 5 กิโลเมตร)ไปจนถึงมินิมาราธอน ฮาล์ฟมาราธอน หรือฟูลมาราธอน มักจะใช้เสื้อสีเดียวกันและเหรียญรางวัลก็มีหน้าตาเหมือนกัน

2.การอำนวยความสะดวกกับนักวิ่ง งานวิ่งหลายๆ งานในอดีตไม่มีแม้กระทั่งป้ายบอกตามเส้นทางว่าวิ่งมาได้ระยะทางกี่กิโลเมตรแล้วนับจากจุดเริ่มต้น ดังนั้นงานวิ่งบางแสน21 จึงติดป้ายบอกระยะทางทุกๆ 1 กิโลเมตร หรือเรื่องของน้ำดื่ม งานวิ่งบางแสน21นอกจากคิดเรื่องปริมาณน้ำที่เพียงพอกับจำนวนนักวิ่งแล้ว ยังเตรียมทั้งน้ำเย็นและน้ำอุณหภูมิปกติไว้ด้วยเพราะนักวิ่งก็มีทั้งผู้ที่ต้องการและไม่ต้องการดื่มน้ำเย็น

3.การจัดการขยะ งานวิ่งหลายๆ งานในอดีตมักพบเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมว่าจัดแล้วก่อให้เกิดการทิ้งขยะเกลื่อนกลาดสถานที่จัดงาน ขณะที่นักวิ่งเองก็เคยชินกับการคิดว่าเดี๋ยวฝ่ายจัดงานคงจะทำความสะอาดเอง ดังนั้นการจัดการขยะจึงกลายเป็นหัวข้อสำคัญในการเตรียมงานวิ่งบางแสน21 ตั้งแต่ปีแรก โดยมีการจัดเตรียมถังขยะจำนวนมากไว้ตามจุดต่างๆ ที่จัดการแข่งขันรวมถึงประกาศรณรงค์เป็นระยะๆ ให้ผู้เข้าร่วมงานช่วยกันทิ้งขยะลงถังขยะ ซึ่งเป็นที่น่าภูมิใจมาก เพราะงานวิ่งบางแสน21 ในปีแรกไม่มีขยะทิ้งเกลื่อนถนน จะมีตกหล่นบ้างก็เพียงรอบๆ ถังขยะเท่านั้น

“5 ปีที่แล้ว ฟันรันถ้าพูดแบบภาษาเราก็คือลูกเมียน้อย เหมือนจ่ายเงินน้อยแล้วไม่ค่อยดูแล ไม่บริการอะไรเลย บางงานไม่ให้เหรียญ บางงานไม่ให้เสื้อ แต่เราคิดว่าไม่ได้ ใครเข้ามาสู่งานเราคุณต้อง Treat (ปฏิบัติ) อย่างเดียวกันหมด คุณจะให้อะไรก็ให้เหมือนกัน ไม่ให้ก็ไม่ต้องให้ คุณจะมีชิป (Chip) จับเวลา ซึ่งผมบอกได้เลยว่างานนี้เป็นงานแรกของประเทศที่ติดชิปจับเวลาให้กับ 5 กิโลเมตรด้วยตั้งแต่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เราบอกว่าเราปฏิวัติวงการ เพราะบางที 5 กิโลเมตร เขาก็อยากรู้ว่าเขาวิ่งเร็ว-วิ่งช้า สถิติเป็นอย่างไร

เพราะฉะนั้นพอเราดูแลเขาดีเขาก็อยากวิ่ง ปีหน้าเขาก็มา 10 กิโลเมตร บางคนมา 21 กิโลเมตร บางคนอีก 2-3 ปีก็มา 42 กิโลเมตร ก็ยังเป็นนักวิ่งที่เป็นแฟนคลับของเราอยู่ พอเราจัดงานจบมันเป็น Talk of the Town (เรื่องที่ถูกพูดถึงมากในสังคม) ในวงการวิ่ง มันเหมือนงานวิ่งที่คนไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นในประเทศไทย มันเกิดขึ้นแล้ว คือตอนนั้นความตั้งใจผมจริงๆ คิดว่าจัดครั้งเดียวเลิกนะ เพราะอาชีพหลักคือการจัดสัมมนา แต่พอจบงานแล้วดังเรามาจัดปีละครั้งก็ได้” รัฐ กล่าวถึงอีกหนึ่งความพิเศษของงานบางแสน21

รัฐ ยังกล่าวอีกว่า หลังงานบางแสน21 จัดมาได้ระยะหนึ่งแล้วมีเสียงชื่นชมว่าจัดได้ดีเทียบเท่ากับงานวิ่งหลายงานในต่างประเทศจึงประสานกับ สหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ เพื่อให้ส่งผู้แทนเข้ามาตรวจประเมิน โดยคุณสมบัติของงานวิ่งที่สามารถเข้าร่วมประเมินจะต้องจัดอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป “ก่อนหน้านี้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน) มีเพียงสิงคโปร์ประเทศเดียวที่มีงานวิ่งที่ผ่านการประเมินในระดับสูงสุด” จึงเริ่มนำเกณฑ์สากลมาปรับใช้ตั้งแต่การจัดงานในปีที่ 2

จากนั้นในการจัดงานปีที่ 3 (2560) จึงมีผู้แทนของสหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ กระทั่งงานในปีที่ 4 (2561) จึงผ่านมาตรฐานระดับทองแดง ซึ่งเป็นงานแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ก่อนจะผ่านมาตรฐานระดับเงิน (Silver Label) ในการจัดงานปีที่ 5 (2562) และในงานปีที่ 6 (2563) จึงได้รับการรับรองว่าผ่านการประเมินในระดับทองในที่สุด ทั้งนี้ ด้วยความช่วยเหลือของ ณรงค์ชัยคุณปลื้ม นายกเทศมนตรีเมืองแสนสุข ที่รับหน้าที่ประสานกับหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐให้ ทำให้ บ.ไมซ์ฯ สามารถทุ่มกำลังไปที่การจัดงานวิ่งได้อย่างเต็มที่

“การแพทย์” เป็นอีกเรื่องสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้กับนักวิ่งตลอดจนบุคคลอื่นๆ ที่เข้าร่วมงาน ทั้งในสถานการณ์ปกติที่มักจะมีข่าวนักวิ่งได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตระหว่างการลงแข่งขันวิ่งอยู่เนือง และสถานการณ์พิเศษอย่างปัจจุบันที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยผู้อยู่เบื้องหลังคือ นพ.เกษม ใช้คล่องกิจศัลยแพทย์ด้านกระดูกและข้อ และผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา ที่มารับหน้าที่ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ งานวิ่งฮาล์ฟมาราธอน บางแสน21 ตั้งแต่เมื่อ 4 ปีก่อน

นพ.เกษม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยทำงานด้านเวชศาสตร์การกีฬาอยู่กับ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) มีหน้าที่ดูแลอาการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยของนักกีฬา กระทั่งเมื่อทาง บ.ไมซ์ฯ ต้องการจัดงานวิ่งที่บางแสน แล้วมีผู้แนะนำให้มาพบเนื่องจากต้องการหาแพทย์ที่อยู่ในพื้นที่ไปเป็นผู้วางระบบการแพทย์ภายในงาน จึงยินดีให้การสนับสนุน โดยวางมาตรการ 1.คัดกรองภาวะสุขภาพ ว่านักวิ่งคนใดบ้างมีโรคประจำตัวซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เพื่อเตรียมการดูแลนักวิ่งกลุ่มนี้โดยเฉพาะ

โดยมีการติดอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กที่ตัวนักวิ่ง เมื่อนักวิ่งกลุ่มนี้คนใดมีอาการเจ็บป่วย เช่น เจ็บหน้าอก เป็นลมล้มฟุบลง ก็จะจัดทีมกู้ชีพเข้าให้การช่วยเหลือทันที เช่นเดียวกับมาตรการลดความเสี่ยงการระบาดของไวรัสโควิด-19 มีการคัดกรองว่าในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนถึงวันจัดงานวิ่ง ได้เข้าไปอยู่ในสถานที่ หรืออยู่ใกล้ชิดกับบุคคล หรือได้รับการวินิจฉัยทางการแพทย์ว่าเข้าข่ายความเสี่ยง ก็จะขอให้ถอนตัวจากการแข่งขันเพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย

รวมถึงวัดอุณหภูมิผู้ที่เข้ามาร่วมงาน ต้องไม่เกิน 37.5 องศาเซลเซียส มีการจัดเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ กำหนดให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนสวมหน้ากากปิดปาก-จมูกตลอดเวลาเมื่ออยู่ในงาน โดยสำหรับนักวิ่งจะได้รับอนุญาตให้ดึงหน้ากากลงต่อเมื่อออกจากจุดสตาร์ทไปแล้ว และการปล่อยนักวิ่งออกจากจุดสตาร์ททีละชุดเพื่อไม่ให้แออัดจนเกินไป กับ 2.จัดชุดเคลื่อนที่เร็วพร้อมเครื่องมือกู้ชีพที่จำเป็นสำหรับช่วยเหลือผู้มีอาการเจ็บป่วย ซึ่งมีพาหนะหลากหลายตั้งแต่จักรยาน มอเตอร์ไซค์และรถพยาบาล เพื่อปรับใช้ตามความเหมาะสมในการเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุ

อนึ่ง ในงานนี้ยังมีพิธีมอบผลการประเมินงานวิ่งบางแสน21 อย่างเป็นทางการจากสหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ โดยมี น.อ.ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองเลขาธิการสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้มอบ ซึ่ง น.อ.ปารัช กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการประเมินมาตรฐานโลกตั้งแต่ระดับทองแดง (บรอนซ์ เลเบล-Bronze Label) ระดับเงิน (ซิลเวอร์ เลเบล-Silver Label) และระดับทอง (โกลด์ เลเบล-Gold Label)เพราะต้องรักษามาตรฐานให้ได้ทุกปี ไม่ว่ามาตรฐานด้านความปลอดภัยของนักวิ่ง ด้านการจัดการ ด้านการบริการต่างๆ

“การวิ่งในไทย ผมเห็นนักวิ่งในแต่ละปีใหญ่โตขึ้นมาก สมาคมฯ เองในฐานะที่ดูแลกีฬาประเภทนี้บนถนน เราก็ใส่ใจมาตรฐานโดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย เราพยายาม Apply (ประยุกต์) มาตรฐานกติกาความปลอดภัยไปในทุกการวิ่ง เท่าที่เราจะมีส่วนร่วมได้มากที่สุด เหตุผลคือความปลอดภัยของนักวิ่ง ถึงแม้ทำแล้วแต่ก็มีนักวิ่งประสบอุบัติเหตุอยู่เนืองๆ ซึ่งก็เป็นงานหนักที่สมาคมฯ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะร่วมกันพัฒนาต่อไป” น.อ.ปารัช กล่าว

ในวันที่ 20 ธ.ค. 2563 ตั้งแต่เวลาประมาณ 01.00 น. บรรดานักวิ่งหลากเพศหลายวัย ทยอยเข้าสู่จุดสตาร์ท ณ ด้านหน้าโรงแรมและศูนย์ประชุมบางแสน
เฮอริเทจ เพื่อวอร์มร่างกายเตรียมพร้อม ท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบายจากลมที่พัดแรง ก่อนจะมีการปล่อยนักวิ่งชุดแรกในเวลา 03.00 น. ซึ่งผู้ชนะในประเภทชายโอเวอร์ออล คือ ณัฐวุฒิ อินนุ่มนักวิ่งทีมชาติไทย เจ้าของสถิติฮาล์ฟมาราธอน ประเทศไทย 1.05.19 ชั่วโมง โดยวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 1.07.41 ชั่วโมง และประเภทหญิงโอเวอร์ออล คือ ลินดาจันทะชิต นักวิ่งทีมชาติไทย วิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 1.22.15 ชั่วโมง

แต่สิ่งที่ได้มากกว่าความสนุกของนักวิ่งและความภาคภูมิใจของเมือง คือการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการในชุมชน เห็นได้จากยอดจองโรงแรมย่านบางแสนในช่วงใกล้ถึงวันงานหลายแห่งมีผู้เข้าพักเต็ม ขณะที่ตามร้านอาหารต่างๆ ก็ยังสามารถพบเห็นนักวิ่งสวมเสื้อวิ่งที่ระลึกในงาน “บางแสน21” และญาติสนิทมิตรสหายที่ติดตามมาให้กำลังใจมาใช้บริการอย่างคับคั่ง ซึ่งน่าเสียดายว่าหากไม่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 จนทำให้นักวิ่งต่างชาติไม่สามารถมาร่วมงาน..ก็เชื่อเหลือเกินว่าบรรยากาศคงจะคึกคักกว่านี้!!!

3 โรงเรียนดังเมืองนนท์ ประกาศปิดเรียน หลัง ‘โควิด’ ลาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540473

3โรงเรียนดังเมืองนนท์ ประกาศปิดเรียน หลัง‘โควิด’ลาม

3โรงเรียนดังเมืองนนท์ ประกาศปิดเรียน หลัง‘โควิด’ลาม

วันอังคาร ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 17.39 น.

3โรงเรียนดังเมืองนนท์ ประกาศปิดเรียน หลัง‘โควิด’ลาม

22 ธันวาคม 2563 โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม อ.เมืองนนทบุรี , โรงเรียนราชวินิตนนทบุรี อ.บางใหญ่ และโรงเรียนกสิณธรเซนต์ปีเตอร์ อ.บางบัวทอง ได้ประกาศ หยุดเรียนด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดใกล้เคียงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษจนถึงวันที่ 3 มกราคม 2564

ทั้งนี้ในส่วนของโรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ระบุว่า จากการสำรวจพื้นที่พักอาศัยของนักเรียนโรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม พบว่า มีนักเรียนจำนวนหนึ่ง พักอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันและจำกัดการแพร่ระบาดโรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ให้นักเรียนทุกคนหยุดมาโรงเรียนระหว่างวันที่ 23- 24 ธันวาคม และ 28- 29 ธันวาคม 2563 และเปิดเรียนตามปกติในวันที่ 4 มกราคม 2564

ยกเลิกสอบโอเน็ต ‘ป.6-ม.3’ หนีโควิดระบาดหนัก-ส่งผลให้เด็กต้องเรียนออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/540465

ยกเลิกสอบโอเน็ต'ป.6-ม.3'  หนีโควิดระบาดหนัก-ส่งผลให้เด็กต้องเรียนออนไลน์

ยกเลิกสอบโอเน็ต’ป.6-ม.3′ หนีโควิดระบาดหนัก-ส่งผลให้เด็กต้องเรียนออนไลน์

วันอังคาร ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 17.24 น.

22 ธันวาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ตนได้ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่อง การยกเลิกการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ปีการศึกษา 2563 ถึงผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งขาติ (องค์การมหาชน) ตามที่กระทรวงศึกษาธิการการได้มีนโยบายการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ในปีการศึกษา 2563 เนื่องจากการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโลโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ทำให้สถานศึกษาไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเครียดจากการทดสอบของผู้เรียน ประกอนกับกระทรวงศึกษาธิการกำลังดำเนินโครงการโรงเรียนคุณภาพของชุมชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยมุ่งให้ชุมชนทุกแห่งมีโรงเรียนที่ดีคุณภาพ มีแหล่งการเรียนรู้ที่ดี มีครูผู้สอนที่มีความรู้ความสามารถสอนครบทุกชั้น มีการปรับเปลี่ยนรูแบบการจัดการเรียนกรสอนที่พัฒนาคุณภาพผู้เรียนที่สอดคล้องกับความถนัดหรือความสนใจของผู้เรียนเป็นรายบุคคลและบริบทของโรงเรียน รวมทั้งการวัดและประเมินผลที่ต้องแตกต่างกันตามบริบหของรงเรียน 

ดังนั้น ด้วยความตกต่างของรูปแบบการเรียนการสอน การวัดและประเมิยผล และศักยภาพของผู้เรียนของโรงเรียนแต่ละแห่ง จึงจำเป็นต้องมีการปรับระบบการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานหรือโอเน็ต ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการการจึงเห็นควรให้มีการยกเลิกการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O NE) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในปีการศึกษา 2563 เป็นต้นไป