“ศรีสุวรรณ” จ่อร้อง “ป.ป.ช.” สอบ “มงคลกิตติ์” ผิด “จริยธรรม” ท้าชก “นายกฯ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479850

“ศรีสุวรรณ”จ่อร้อง”ป.ป.ช.”สอบ” มงคลกิตติ์”ผิด”จริยธรรม”ท้าชก”นายกฯ”

21 ส.ค. 2564

“ศรีสุวรรณ”จ่อร้อง” ป.ป.ช.”สอบ “เต้ มงคลกิตติ์” ส่อผิด”จริยธรรมร้ายแรง” กรณีท้าชก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ

นายศรีสุวรรณ  จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่นายนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความในเฟซบุ๊กว่าเพื่อทางออกของบ้านเมืองแบบสันติไม่มีใครต้องเสียเลือดเสียเนื้อ โดยขออนุญาตเป็นตัวแทนประชาชน ขอท้าชกกับนายกรัฐมนตรีนั้น

พฤติการณ์และการแสดงออกในเรื่องของการท้าตีท้าต่อยดังกล่าวเป็น “วิสัยอันธพาล” ไม่ใช่วัตรปฏิบัติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ซึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่าย “นิติบัญญัติ” ของประเทศตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แต่อย่างใด

หากแต่เป็นการประดิษฐ์วาทะกรรมในลักษณะนักเลงโต คับบ้านคับเมือง อันเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่เหมาะสมของการทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนของประชาชน  จนถูกสาธารณชนวิพากษ์วิจารณ์การแสดงออกดังกล่าวอย่างมากมาย สร้างความเสื่อมเสียให้เกิดขึ้นกับสถาบันนิติบัญญัติของชาติโดยชัดแจ้ง

ซ้ำร้ายยังโพสต์ท้าทายนักการเมืองด้วยกันในลักษณะต่อให้ 2 รุม 1 อีกด้วย

หน้าที่หลักของฝ่ายนิติบัญญัติ คือการผดุงไว้ซึ่งกฎหมายที่ดีปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยหรือบกพร่อง และตรากฎหมายใหม่ๆ เพื่อคุ้มครองประชาชน ส่งเสริมความยุติธรรม โอกาสทางการแข่งขันที่เป็นธรรมและเท่าเทียม ปกป้องประชาชนกลุ่มเปราะบาง สร้างโอกาสที่ดีในชีวิต

และรวมถึงตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารมิใช่หรือ แต่การมาท้าชกผู้นำประเทศเยี่ยงนี้เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนผิดไปหรือไม่

การกระทำและการแสดงออกดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการไม่ประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดี ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหน่ง ส.ส.

อันสามารถชี้ให้เห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมฯ 2561 อย่างร้ายแรง ในข้อ 6 ข้อ 12 ข้อ 17 ประกอบข้อ 27 วรรคสอง ตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 ม.219 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกําหนดมาตรฐานทางจริยธรรมไว้ เพื่อใช้กำกับ ดูแล และลงโทษสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี

ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนและมีความเห็นต่อกรณีดังกล่าว เพื่อชี้มูลความผิดส่งให้อัยการฟ้องต่อศาลลงโทษมิให้เข้ามาเป็นนักการเมืองได้อีกตามครรลองของกฎหมายต่อไป โดยจะเดินทางไปยื่นคำร้องในวันจันทร์ที่ 23 ส.ค.64 เวลา 11.00 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช.นนทบุรี นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

วุ่น ประท้วง “ศุภชัย” ให้สิทธิ์ “ส.ส. บุรีรัมย์” แจงปมร้อน “วัคซีนบุรีรัมย์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479840

วุ่น ประท้วง “ศุภชัย” ให้สิทธิ์ “ส.ส. บุรีรัมย์” แจงปมร้อน “วัคซีนบุรีรัมย์”

21 ส.ค. 2564

วุ่น “พท.”ประท้วง “ศุภชัย โพธิ์สุ” รองประธานสภาฯ จากพรรคภูมิใจไทย ให้สิทธิ์ “ส.ส. บุรีรัมย์” พรรคภูมิใจไทย แจงปมร้อน “วัคซีนบุรีรัมย์”

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมสภา ฯ วาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ในมาตรา 25 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงสาธารสุข จำนวน 37,543 ล้านบาท

โดยภายหลังจากที่อภิปรายมากว่า 1 ชั่วโมง มีเหตุที่ทำให้การอภิปรายไม่เรียบร้อย

หลังจากที่นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย อภิปรายซึ่งมีเนื้อความพาดพิงถึงการแก้ปัญหาโควิด-19 โดยเฉพาะการกระจายวัคซีนในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ไม่เป็นธรรม

โดยเปรียบเทียบระหว่าง จ.อุบลราชธานี ที่ได้รับวัคซีน จำนวน 3แสนคนจากประชากรทั้งสิ้น 1.8 ล้านคน กับจังหวัดบุรีรัมย์ที่มีประชากร 1.5 ล้านคนได้รับวัคซีน 6 แสนคน ทั้งที่ไม่ใช่พื้นที่ระบาดหรือเมืองท่องเที่ยว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะใกล้ชิดรัฐมนตรี

ทำให้ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ประท้วงและชี้แจงต่อประเด็นดังกล่าวว่าเป็นเพราะการบริหารจัดการที่ดี

ซึ่งถูกประท้วงต่อโดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ว่า การประท้วงดังกล่าวเป็นการชี้แจง เพราะการประท้วงเพราะถูกพาดพิงให้เสียหาย แต่การเมื่อบุคคลไม่เสียหาย ควรให้กรรมาธิการชี้แจง ไม่ใช่หน้าที่ส.ส. ชี้แจง ขอให้ควบคุมการประชุมด้วย

ขณะที่นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ คนที่สอง ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม ชี้แจงว่าตนให้นายสนอง เพราะเป็น ส.ส.บุรีรัมย์ เมื่อพาดพิงถึงจังหวัดบุรีรัมย์ ตนจึงอนุญาตให้ทำได้ และตนได้ฟังการอภิปรายว่าพาดพิงถึงรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดจังหวัดบุรีรัมย์ ดังนั้นนายสนอง เป็นส.ส.เจ้าของพื้นที่จึงมีสิทธิ์ชี้แจง พาดพิงได้  

ทำให้นายจุลพันธ์ กล่าวว่า “หากครั้งหน้ามีคนพาดพิงถึงจังหวัดเชียงใหม่ หรือประเทศไทย ผมจะลุกนะครับฐานะเป็นคนไทย” 

ก่อนที่นายศุภชัยจะวินิจฉัยย้ำว่าได้รับฟังและพบการพาดพิงถึงรัฐมนตรีกับจังหวัดบุรีรัมย์ และ ส.ส.พื้นที่จึงชี้แจงได้ หากรอบหน้ามีคนอภิปรายพาดพิงถึงจังหวัดใด ส.ส.พื้นที่ย่อมมีสิทธิ์ประท้วงได้

“สิระ” ซัดกลับ “เต้ มงคลกิตติ์” แนะไปหาหมอเช็กประสาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479836

“สิระ”ซัดกลับ “ เต้ มงคลกิตติ์”แนะไปหาหมอเช็กประสาท

21 ส.ค. 2564

“สิระ”ซัดกลับ “ เต้ มงคลกิตติ์”แนะไปหาหมอเช็กประสาท อาการท่าจะหนักทำนายสุดท้ายจะมีคนต้องไปกราบเท้าขอขมา ”บิ๊กตู่ ”

นายสิระ เจนจาคะ (คลิกประวัติ)ส.ส.กทม.พลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ (คลิกประวัติ)ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กท้าชกกับตนและนายกรัฐมนตรีว่า ตนคิดว่ากระแสเสียงตอบรับที่ประชาชนเขาด่ากันทั่วบ้านทั่วเมืองจะทำให้นายมงคลกิตติ์มีสติ รู้ผิดรู้ชอบขึ้นบ้าง แต่เปล่าเลย

ถ้านายมงคลกิตติ์ไม่หยุดพฤติกรรมก้าวร้าวและระราน จะเอาคลิปไอ้ตี๋ใส่แว่นนั่งตบทรัพย์เขามาเปิดให้ประชาชนเขาได้ดูกันทั้งประเทศ

และจะไปเร่งรัดคดีที่นายมงคลกิตติ์มีอยู่เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง ส.ส.เสียที จะได้ไม่กระทบกับภาพลักษณ์ของสมาชิกสภาฯส่วนใหญ่ เพราะแต่ละวีรกรรมของนายมงคลกิตติ์ ล้วนแล้วแต่ทำลายภาพพจน์ทั้งสิ้น ซึ่งนายมงคลกิตติ์ รู้หรือไม่ว่า ตำแหน่งนี้มีเกียรติ ไม่สมควรเอามาเล่นเช่นนี้

นายสิระ กล่าวต่อว่า นายมงคลกิตติ์เป็นคนมีชื่อเสียงในโลกโซเชียล ซึ่งในพื้นที่ตรงนั้นมีเด็กและเยาวชนอยู่มาก ทุกวันนี้ที่บ้านเมืองวุ่นวาย ก็เพราะมีพวกปั่นหัวเด็กให้ออกมาใช้คงามรุนแรงแก้ปัญหา อย่างที่เกิดขึ้นที่สามเหลี่ยมดินแดงทุกวัน

และนายมงคลกิตติ์ยิ่งจะมาตอกย้ำสถานการณ์ให้แย่ลงไปอีก เท่าที่ตนทราบมานายมงคลกิตติ์เป็นอดีตครูบาอาจารย์ และวันนี้มาเป็นตัวแทนของประชาชน ช่วยกรุณาใช้สมองคิดการแสดงออกที่สร้างสรรค์กว่านี้เพราะคุณกำลังเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับเด็กและเยาวชน 

“ทุกวันนี้ผมเชื่อว่า นายมงคลกิตติ์ได้รับผลกระทบทางจิตใจ ที่ถูกไล่ออกมาจากพรรคร่วมรัฐบาล ไปอยู่พรรคร่วมฝ่ายค้านเขาก็ไม่ค่อยเห็นค่า จึงทำให้นายมงคลกิตติ์มีปัญหาทางสมองแน่ ผมขอแนะนำให้ไปพบหมอตรวจอาการบ้าง เพราะอาการท่าจะไม่ดีถึงแยกแยะเรื่องดีหรือชั่วไม่ได้

และขอฝากไปถึงผู้ที่จะมาร่างรัฐธรรนูญฉบับใหม่ด้วยว่า ควรเพิ่มคุณสมบัติของผู้ที่จะมาสมัครรับเลือกตั้ง ว่า ให้มีใบรับรองแพทย์ในการตรวจสุขภาพจิตด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะได้คนแบบนายมงคลกิตติ์เข้ามาอีก ครั้งที่แล้วนายมงคลกิตติ์มา กราบแทบอกตน แต่ดูท่าครั้งนี้จะต้องมีคนไปกราบเท้าขอขมาท่านนายกรัฐมนตรี” นายสิระ กล่าว

“ศรีสุวรรณ” จ่อร้อง “ป.ป.ช.” เอาผิดฉีด “วัคซีนเข็ม 4” อย่างไม่อาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479831

“ศรีสุวรรณ”จ่อร้อง “ป.ป.ช. “เอาผิดฉีด”วัคซีนเข็ม 4” อย่างไม่อาย

21 ส.ค. 2564

“ศรีสุวรรณ”จ่อร้อง “ป.ป.ช. “เอาผิดเหลื่อมล้ำ ฉีด”วัคซีนเข็ม 4″ อย่างไม่อาย ทั้ง”คนอนุมัติให้ฉีด”และ”คนรับการฉีดวัคซีน”

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียได้เผยภาพหนังสือรับรองการฉีดวัคซีนของบุคคลปริศนาที่ระบุว่าได้ฉีดเข็มที่ 4 แล้ว

แถมเข็ม 4 เป็น “ไฟเซอร์” อีกด้วย ทำให้สังคมไทยวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่กระทำการดังกล่าวว่าไร้ยางอาย และไม่มีจิตสำนึกแต่อย่างใดนั้น

กรณีดังกล่าว ในที่สุดผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ก็ออกมาเปิดเผยว่าบุคลดังกล่าวเป็นบุคลากรทางการแพทย์ของตน 2 คนที่ต้องการเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ

โดยอ้างว่าประเทศที่จะเดินทางไปนั้นไม่รับรองวัคซีนซิโนแวค โดยประเทศปลายทางดังกล่าวระบุชัดเจนว่ารับรองวัคซีนไฟเซอร์ จึงมีความจำเป็นต้องขอฉีดวัคซีนไฟเซอร์

ซึ่งกรณีดังกล่าวอธิบดีกรมควบคุมโรค ก็ออกมายืนยันว่าเป็นแพทย์ของโรงพยาบาลรามาธิบดีที่ต้องการเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศจริง

แต่ทว่ารองอธิบดีกรมควบคุมโรคกลับชี้แจงว่าบุคลากรทางการแพทย์ 2 คนดังกล่าวกำลังจะเดินทางไปปฏิบัติงานที่ประเทศแคนาดา

ซึ่งมีระเบียบว่าต้องได้รับวัคซีนที่ประเทศแคนาดากำหนดจึงสามารถเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องกักตัว 14 วัน ได้แก่ แอสตร้าเซนเนก้า ไฟเซอร์ โมเดอร์นา J&J และโควิดชิลด์ ร่วมกับแสดงผลตรวจหาเชื้อโควิดก่อนเข้าประเทศเป็นลบ

ซึ่งคำชี้แจงดังกล่าวต่างกันข้ามกับ ผอ.รพ.รามาธิบดีและอธิบดีกรมควบคุมโรคโดยชัดแจ้ง โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการไปปฏิบัติงาน ทั้ง ๆ ที่ไปศึกษาต่อ อันชี้ให้เห็นถึงเล่ห์ฉ้อฉลของกระบวนการที่อาจร่วมกันทุจริตต่อหน้าที่ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้ออ้างการฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 ให้กับพวกพ้องของตนเอง

คำแถลงดังกล่าวเป็นการยืนยันอีกว่า “วัคซีนซิโนแวค” ใช้ไม่ได้ ไม่เป็นที่ยอมรับ แล้วทำไมเรายังคงสั่งซื้อเข้ามาฉีดให้กับประชาชนอีกมากมายอยู่ทำไม

ที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข ออกมาให้ข้อมูลว่าขณะนี้มีการฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 ไปแล้วรวมๆประมาณ 200 ราย

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อคนไทยเกือบ 50 ล้านคนแม้แต่เข็มแรกยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเลย บางคนต้องสูญเสียพ่อแม่ญาติพี่น้องไปเพราะยังไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนเข็มที่ 1 ได้

แล้วคนเหล่านี้กรมควบคุมโรคอนุญาตให้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 4 ไปได้อย่างไร ไม่ละอายใจกันบ้างเลยหรือกระไร ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย ที่มีมูลเหตุมาจากพวกอภิสิทธิ์ชนและผู้มีอำนาจเหล่านี้นี้เองใช่หรือไม่

กรณีเยี่ยงนี้ ศบค.ในฐานะผู้ควบคุมกฎจะปล่อยให้เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างนี้ต่อไปอีกนานเท่าไร จึงจะพอใจกัน

ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จะไม่ทนต่อพฤติการณ์ของบุคคลพวกนี้อีกต่อไป โดยจะนำความไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ให้ไต่สวนสอบสวนเอาผิดผู้ที่ได้รับฉีดวัคซีนเข็มที่ 4 รวมทั้งผู้ที่อนุมัติให้ฉีด และผู้บริหารหน่วยงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

ในวันจันทร์ 23 ส.ค.64 เวลา 11.00 น. ณ สำนักงานป.ป.ช.นนทบุรี เพื่อหยุดยั้งกระบวนการนี้ให้จงได้ นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

“ทะลุฟ้า” นัด #ม็อบ 21 สิงหา ยื่นหนังสือ “ทะลุโลก” ร้อง “OHCHR” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479812

“ทะลุฟ้า” นัด #ม็อบ21สิงหา ยื่นหนังสือ “ทะลุโลก” ร้อง “OHCHR”

21 ส.ค. 2564

“กลุ่มทะลุฟ้า”นัดชุมนุม #ม็อบ21สิงหา ยื่นหนังสือร้อง”OHCHR” เรียกร้องให้ตรวจสอบ และคัดค้านการจับกุมที่ไม่ชอบธรรม

กลายเป็นการชุมนุมทางการเมืองที่จัดกิจกรรมกันทุกวันไปแล้วสำหรับกลุ่ม“ทะลุฟ้า” ซึ่งถึงแม้ว่าแกนนำหลัก อย่างเช่น นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน จะยังถูกควบคุมอยู่ในเรือน เนื่องจากไม่ได้รับการประกันตัว แต่กลุ่ม “ทะลุฟ้า” ยังมีแกนนำอีกหลายคน ที่สามารถเดินหน้าจัดกิจกรรม ขับไล่ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้อย่างต่อเนื่อง โดยรูปแบบการทำกิจกรรมจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ 

โดย ที่เพจเฟซบุ๊ก  “ทะลุฟ้า-thalufah”มีการโพสต์ข้อความระบุถึงเหตุผลที่ต้องออกมาเรียกร้องทุกวันว่า.. ทำไมเราถึงออกมาเรียกร้องทุกวัน ? โปรดอย่าตั้งคำถามกับเรา แต่จงตั้งคำถามกับทรราช ที่ผูกขาดวัคซีนคุณภาพต่ำ “จนทำให้ยอดผู้ติดเชื้อทะลุล้าน”  ขณะนี้มีเพื่อนเราที่ถูกคุมขังติดโควิด-19  ในเรือนจำซึ่งเป็นการฆ่าผู้บริสุทธ์ทางอ้อม  เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมที่เอื้อต่อทรราชทำให้ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวซึ่งศาลยังไม่ได้พิพากษาว่ามีความผิดตามหลักการสากล สิทธิในการประกันตัว ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งผู้ต้องหานั้นมีสิทธิที่จะถูกสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และศาลต้องไม่สันนิษฐานว่าจำเลยมีความผิด !ซึ่งสิทธินี้ได้ถูกรับรองไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ …

"ทะลุฟ้า" นัด #ม็อบ21สิงหา ยื่นหนังสือ "ทะลุโลก" ร้อง "OHCHR"

และล่าสุดวันนี้  21 สิงหาคม กลุ่มทะลุฟ้า ก็ได้นัดหมายแนวร่วมของกลุ่มทะลุฟ้า ทำกิจกรรม #ม็อบ21สิงหา ยื่นหนังสือทะลุโลก ในเวลา 14.00 น. สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เพื่อเรียกร้องให้ตรวจสอบ และคัดค้านการจับกุมที่ไม่ชอบธรรม กระบวนการยุติธรรมต้องไม่เป็นเครื่องมือของทรราช  โดย กลุ่มทะลุฟ้า นัดหมายกันที่หน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติ ถนนราชดำเนิน 

"ทะลุฟ้า" นัด #ม็อบ21สิงหา ยื่นหนังสือ "ทะลุโลก" ร้อง "OHCHR"

“ศาลปกครองกลาง” ยกฟ้อง “บิ๊กโจ๊ก” ฟ้อง “นายกฯ” ปมสั่งย้ายเข้ากรุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479774

“ศาลปกครองกลาง” ยกฟ้อง “บิ๊กโจ๊ก” ฟ้อง”นายกฯ” ปมสั่งย้ายเข้ากรุ

20 ส.ค. 2564

“ศาลปกครองกลาง” มีคำสั่ง “ยกฟ้อง”คดี” บิ๊กโจ๊ก พล.ต.ท. สุรเชษฐ์ หักพาล” ยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรีและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรณีไม่พิจารณาดำเนินการให้ “บิ๊กโจ๊ก”กลับ สตช. เมื่อครั้งโดนสั่งย้ายไปเป็นข้าราชการพลเรือน

ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษาในคดีที่พลตำรวจโท สุรเชษฐ์ หักพาลหรือผู้ฟ้องคดี ฟ้องว่า หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 2/2562 ลงวันที่ 9 เมษายน 2562 ให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โอนไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง

และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(นักบริหารระดับสูง)

ต่อมาขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง)ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ 20 สิงหาคม 2563 จำนวน 2 ฉบับ 

ฉบับแรกทำถึงนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อขอให้ทบทวนและมีคำสั่งใหม่ให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

และฉบับที่สองทำถึงปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรือผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ขอให้พิจารณาเสนอนายกฯ มีคำสั่งให้พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ กลับไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

แต่ทั้งนายก ฯ และปลัดไม่ได้พิจารณา จึงได้ยื่นฟ้องต่อศาล

ศาลพิจารณาแล้ว คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยรวมสองประเด็น 

ประเด็นที่หนึ่ง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการไม่พิจารณาให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่

ศาลฯ เห็นว่า ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) เป็นตำแหน่งเทียบเท่าตำแหน่งอธิบดีหรือตำแหน่งรองปลัดกระทรวง 

ซึ่งงานในหน้าที่ราชการของผู้ฟ้องคดีเมื่อครั้งขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีลักษณะงานเทียบเท่าผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี หรือตำแหน่งรองปลัดกระทรวง

แต่งานในหน้าที่ราชการของผู้ฟ้องคดีขณะดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) มีเพียงเล็ก
น้อย ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งของผู้ฟ้องคดีเมื่อเทียบกับผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี หรือตำแหน่งรองปลัดกระทรวง

ตลอดจนในขณะที่ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ในสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้มีการปฏิรูปราชการแผ่นดินแล้วกำหนดตำแหน่งหน้าที่อื่นให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ราชการแต่อย่างใด

อีกทั้งขณะที่ผู้ฟ้องคดีรับราชการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือในขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) ผู้ฟ้องคดีไม่ได้อยู่ระหว่างการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรืออยู่ในระหว่างดำเนินการทางวินัยของผู้บังคับบัญชา

จึงเห็นว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีเหตุจำเป็นที่จะดำรงตำแหน่งในกรอบอัตรากำลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษในสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีอีกต่อไปตามข้อ 1 วรรคห้า ของบัญชีห้าท้ายคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 9/2562 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2562 

เรื่องที่ผู้ฟ้องคดีขอกลับไปปฏิบัติงานในสังกัดเดิม กรณีถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ปฏิบัติหน้าที่ในการเสนอความเห็นต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อให้พิจารณาเรื่องของผู้ฟ้องคดีแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมาย

และต่อมาผู้ฟ้องคดีได้โอนกลับไปรับราชการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 9) ซึ่งเป็นตำแหน่งเทียบเท่าตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแล้วเหตุแห่งการฟ้องคดีจึงหมดสิ้นไป 

ประเด็นที่สอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการไม่พิจารณาคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ลงวันที่ 9 เมษายน 2562 ใหม่ตามหนังสือของผู้ฟ้องคดี

 และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีอันเนื่องจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรหรือไม่นั้น

เห็นว่า หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้อาศัยอำนาจตามข้อ 5 ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ในบัญชีรายชื่อเพิ่มเติมตามข้อ 5

และให้ผู้ฟ้องคดีขาดจากตำแหน่งหน้าที่และอัตราเงินเดือนในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อโอนไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูงและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา
พิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง)

ซึ่งคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2559

ดังนั้น คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ จึงมิใช่คำสั่งทางปกครอง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาใหม่คำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามนัยมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

ผู้ถูกฟ้องคดีที่1 จึงไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ในการพิจารณาใหม่ตามหนังสือของผู้ฟ้องคดีและไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี จึงพิพากษายกฟ้อง

“ยุทธพงศ์” ซัดแหลก “ปมขโมยข้าวหลวงกิน” ขอสื่อติดตามเตรียมแฉหน้าตา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479763

“ยุทธพงศ์”ซัดแหลก”ปมขโมยข้าวหลวงกิน” ขอสื่อติดตามเตรียมแฉหน้าตา

20 ส.ค. 2564

“ยุทธพงศ์”ซัดแหลก “ปมขโมยข้าวหลวงกิน” ขอสื่อติดตามเตรียมแฉหน้าตา ก่อนอวยตัวเองจบปริญญาโทจากสหรัฐฯ แต่ไม่ได้จบปริญญาเนรคุณใคร

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ในส่วนของมาตรา 20 งบประมาณสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย

ช่วงหนึ่งขณะที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรรมาธิการ ได้ลุกขึ้นชี้แจง โดยได้มีการกล่าวถึงเรื่องของงบประมาณการอบรมสัมมนา โดยได้มีการกล่าวถึงเรื่องของงบประมาณการอบรมสัมมนาว่า มีกรรมาธิการคนหนึ่งแถลงต่อกรรมาธิการในวันนั้นว่า การอบรมสัมมนา การรับฟังความคิดเห็น ในเรื่องของอาหารและเครื่องดื่มมีการรั่วไหล

เพราะมี”บุคคลภายนอก”ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องไปขโมยอาหารของการสัมมนากิน รวมถึงในสภาผู้แทนราษฎรก็ยังมี 

จากนั้นเมื่อถึงการอภิปรายของนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียรส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์  กล่าวขึ้นว่า ตนได้อภิปรายในกรรมาธิการฯ และมีกรรมาธิการท่านหนึ่งตนไม่อยากจะเอ่ยนามได้อภิปรายไป

จึงขอเรียนประธานว่าตนไม่ได้อภิปรายเรื่องที่ว่าใครมาขโมยข้าวหลวงในสภากินในมาตรานี้  

แต่ขอเรียนว่าที่อภิปรายนั้น เพราะจังหวัดกับกลุ่มจังหวัดจะมีการนำงบประมาณไปจัดทำแผนกลุ่มจังหวัด แผนจังหวัด แผนอำเภอ

และก็จะมีงบในเรื่องของการฝึกอบรมสัมมนา ค่าอาหารและเครื่องดื่ม โดยในกรรมาธิการฯงบประมาณตนได้ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดและหัวหน้ากลุ่มจังหวัดได้ตอบว่ามีการรั่วไหลของงบประมาณหรือไม่ มีบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาเข้ามาขโมยอาหารหลวงกินบ้างหรือไม่

ซึ่งตนก็ได้ยกตัวอย่างว่าแม้แต่ในสภาอันทรงเกียรติที่มีห้องอาหารสำหรับสมาชิกรัฐสภาก็ยังมีบุคคลภายนอกมาแอบขโมยกินอาหารอยู่ในสภา และตนต้องเรียนว่าคนดังกล่าวเป็นกรรมาธิการงบประมาณด้วย

ซึ่งตนได้สงวนคำแปรญัตติแล้วก็ได้ฝากประธานไปยังกรรมาธิการ และ ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ รวมไปถึงสื่อมวลชนว่าให้ถึงมาตรา 30 งบประมาณของรัฐสภา ขอให้คิดตามเพราะตนได้เตรียมรายละเอียดไว้แล้วว่าบุคคลดังกล่าวหน้าตาเป็นอย่างไรที่มาขโมยอาหารหลวงกินในสภา

เมื่อถึงมาตรา30จะนำมาให้ประธานดูแล้วจะได้ให้เจ้าหน้าที่สภาระมัดระวัง และนอกจากขโมยอาหารหลวงแล้วท่านประธานต้องแจ้ง รปภ.ว่าเวลากรรมาธิการที่เป็นบุคคลภายนอกเดินทางกลับอาจจะมีการขโมยอาหารกลับบ้านได้ด้วย

นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นประท้วงโดยกล่าวว่า การอภิปรายนั้นอยากให้ประธานได้ควบคุมให้อยู่ในประเด็น ซึ่งวันนี้การพิจารณาดำเนินการไปช้า เนื่องจากมีการนำเอาเรื่องความแค้นส่วนตัวมาใส่ในสภา จึงขอให้ประธานได้ควบคุมการอภิปราย 

ทำให้ นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯคนที่2 ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ได้ชี้แจงว่า ไม่ให้เอาเรื่องหน่วยงานอื่น หรือองค์กรอื่นมาพูด เรื่องที่พาดพิง ต้องพาดพิงถึงตัวท่านและต้องเสียหายด้วย เมื่อกี้ตนก็ฟังนายเรืองไกรอภิปรายก็ไม่เห็นว่ามีการเอ่ยชื่อใคร จึงไม่ควรนำมาอภิปราย ขอให้เข้าประเด็นว่างบกระทรวงมหาดไทยขอปรับลดไปเท่าไหร่ อย่างไร 

จากนั้นนายยุทธพงศ์ ได้อภิปรายต่อว่า เมื่อสักครู่ตนได้ใช้สิทธิอภิปรายเนื่องจากมีคนพาดพิงและถอดเทปการอภิปรายตนมาอภิปรายในสภา และยืนยันว่าตนไม่ได้อภิปรายนอกเรื่อง แต่อภิปรายให้เห็นว่าทำไมตนต้องตัดงบของปลัดกระทรวงมหาดไทยลงร้อยละ 10

“ส่วนผู้ที่ประท้วงผมเมื่อสักครู่ ท่านอาจจะสอบตก ส.ส.ไปนาน อาจจะไม่แม่นข้อบังคับ” 

ทำให้นายศุภชัย ได้กดปิดไมค์นายยุทธพงศ์ และชี้แจงว่าการประท้วงเป็นสิทธิของ ส.ส. ประธานวินิจฉัยแล้วถือว่าจบ ท่านไม่ต้องไปแขวะคนโน้นแขวะคนนี้ ขอให้เข้าสู่ประเด็นไม่ต้องไปตอบโต้กันอีก 

จากนั้น นายยุทธพงศ์ ได้อภิปรายต่อโดยย้ำถึงเหตุผลที่ตัดงบของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยลงร้อยละ10 เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศไม่สามารถชี้แจงให้ทราบได้ว่าในงบฝึกอบรมสัมมนาที่ผู้ว่าฯดูแลมีใครที่ไม่เกี่ยวข้องมาขโมยข้าวหลวงกิน 

“ยืนยันว่าตนจบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ จบปริญญาโทจากสาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย Claremont สหรัฐอเมริกา และผมก็ไม่เคยจบปริญญาเนรคุณใคร” นายยุทธพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย 

“ราชทัณฑ์” แจง “เพนกวิน” อาการป่วยโควิด-19 ทั่วไปยังปกติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479741

“ราชทัณฑ์”แจง”เพนกวิน” อาการป่วยโควิด-19 ทั่วไปยังปกติ

20 ส.ค. 2564

กรมราชทัณฑ์ แจง “เพนกวิน” อาการป่วยโควิด-19 ทั่วไป ยังปกติดี ได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ กินได้ นอนหลับปกติดี แพทย์สังเกตอาการใกล้ชิด วอนปชช.อย่าหลงเชื่อข่าวเท็จ บิดเบือน

จากกรณีที่ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง ได้ทวีต ข้อความระบุถึงอาการของ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน ว่าอาการน่าเป็นห่วงมาก ๆ ในห้องที่เพนกวินอยู่สภาพแออัด หมอจัดยาผิด ไม่มีเสื้อผ้าให้เปลี่ยน คนไข้ต้องทำแผลให้กวิ้นเอง ยุงเยอะ แต่ไม่มียากันยุง และนิวไม่กินข้าวมา 4 วันแล้ว 

ล่าสุด  นายธวัชชัย ชัยวัฒน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และโฆษกกรมราชทัณฑ์ แจง กรณีสื่อสังคมออนไลน์ มีการแชร์ข้อความเรื่องการรักษาตัว นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน ที่ติดเชื้อโควิด-19  และเข้ารับการรักษาตัวที่ทัณฑสถานโรงพยาบาล ราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 16  สิงหาคม ที่ผ่านมาว่า

อาการแรกรับผู้ป่วยรู้ตัวดี ช่วยเหลือตัวเองได้ สัญญาณชีพปกติ ค่าออกซิเจน ปลายนิ้ว 97% รับตัวในหอผู้ป่วยโควิดเพื่อสังเกตอาการใกล้ชิด และเริ่มยา ฟาวิพิราเวียร์ เนื่องจากผู้ป่วยน้ำหนักตัวมากกว่า 90 กก. ผลเอกซเรย์ปอด วันที่ 16  ส.ค. พบมีฝ้าที่ชายปอดขวาเล็กน้อย และ เอกซเรย์ปอดวันที่ 18 ส.ค หลังให้การักษา ผลลดลงจากเดิม ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวเป็นโรคหอบ แพทย์มีการปรับการใช้ยาพ่นโดยแพทย์เจ้าของไข้ ซึ่งเป็นยาพ่นโรคหอบพื้นฐาน มิได้มีการให้ยาผิดพลาดแต่ประการใด 

ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจอยู่ในเกณฑ์ปกติ อาการผู้ป่วยในวันนี้ พบว่า ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี ไม่มีไข้ ไม่มีอาการหอบเหนื่อย มีอาการไอมีเสมหะเล็กน้อย อัตราการหายใจ 20 ครั้ง/นาที อัตราการเต้น ของชีพจร 68ครั้ง/นาที ความดันโลหิด 108/53 มิลลิเมตรปรอท ค่าออกซิเจปลายนิ้ว 98% รับประทานอาหารได้ สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เอง จมูกได้กลิ่น และลิ้นรับรสได้ปกติ นอนพักหลับได้ปกติ แพทย์ให้การรักษาด้วยยา ฟาวิพิราเวียร์ ร่วมด้วยยาพ่น โรคหอบ ยารักษาตามอาการ และสังเกตอาการใกล้ชิดเพื่อพิจารณาการรักษาที่เหมาะสม ต่อไป  

ส่วนกรณีชุดผู้ป่วย หอผู้ป่วยจะมีชุดให้เปลี่ยนเพียงพอทุกวัน ผู้ป่วยได้มีการเปลี่ยนกางเกงทุกวัน ผู้ป่วยจะไม่สวมเสื้อเกือบตลอดเวลา ที่อยู่ในหอผู้ป่วย  ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์ ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าว หรือข้อความที่เป็นเป็นเท็จ โดยไม่ได้ตรวจสอบความจริงก่อน

เดินหน้าต่อ “ชำนาญ” ยื่นหนังสือ “นายกฯ” ค้านแต่งตั้ง “ผู้พิพากษา” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479736

เดินหน้าต่อ “ชำนาญ” ยื่นหนังสือ “นายกฯ” ค้านแต่งตั้ง”ผู้พิพากษา”

20 ส.ค. 2564

“ชำนาญ” ยื่นหนังสือถึง นายกฯ คัดค้าน แต่งตั้ง “อนุรักษ์” ปธ.แผนกคดีทุจริตในศาลอุทธรณ์ ขอให้ตรวจสอบเรื่องร้องเรียน ก่อนยื่นทูลเกล้า

วันที่ 20 ส.ค. “นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์” อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา เปิดเผยว่า  ได้ทำหนังสือถึง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”  นายกรัฐมนตรี  เรื่องขอคัดค้าน การแต่งตั้งนายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กุล ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในศาลอุทธรณ์   ในวาระ 1 ตุลาคม 2564

เดินหน้าต่อ "ชำนาญ" ยื่นหนังสือ "นายกฯ" ค้านแต่งตั้ง"ผู้พิพากษา"ชำนาญ  รวิวรรณพงษ์ อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา

กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า มีการกระทำผิดวินัยกรณีหาเสียงเพื่อให้ข้าราชการตุลาการลงคะแนนหรืองดเว้นลงคะแนนเลือกบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ

ในฐานะที่ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ที่จะต้องนำความกราบบังคมทูลและเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการควรที่จะ ตรวจสอบเรื่องร้องเรียน ก่อนนำความกราบบังคมทูล เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและถูกต้องตามกฎหมาย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โดยขอให้นำรายงานการประชุมก.ต. ครั้งที่ 22/2556 4 เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2564 ซึ่งมีการอภิปรายและลงมติเสียงข้างมาก 8:6 ไม่ให้ส่งเรื่องของนายอนุรักษ์ไปให้อนุก.ต. ตรวจสอบก่อนจากนั้นมีมติเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีทุจริตในศาลอุทธรณ์ ว่าเป็นเหตุผลที่รับฟังได้และชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ซึ่งจะมีผลต่อกระบวนการลงมติว่ามติเห็นชอบแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งโดยที่ยังไม่ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่คัดค้านนั้นเป็นมติที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

นายชำนาญ ยังให้ความเห็นเรื่อง การพิจารณาเรื่องร้องเรียน กรณี บุคคลอื่น ก.ต. ก็จะส่งเรื่องไปให้อนุกตทำการตรวจสอบ แต่พอถึงเรื่องของตนเองเหตุใดจึงไม่ให้มีการตรวจสอบ   เพราะการดำรงตำแหน่งเป็น ก.ต. ยิ่งต้องพร้อม ให้มีการตรวจสอบตลอดเวลาเพื่อความสง่างาม ฉะนั้นการเป็น ก.ต. ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องถูกตรวจสอบ

ซึ่งในส่วนของ ก.ต.เสียงข้างมาก ที่ลงมติ แต่งตั้งนายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กุล ให้ดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีทุจริตในศาลอุทธรณ์ จะขอดูรายงานการประชุมก่อนว่า แต่ละท่านให้ความเห็น อย่างไร ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  ละเว้นการทำหน้าที่ หรือ เลือกปฏิบัติหรือไม่

 หากพบว่ามีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็จะยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบการกระทำของ ก.ต. เสียงข้างมาก หรืออาจพิจารณาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดี

ระส่ำ “ไทย” ยอดผู้ป่วย “โควิด-19” สะสมแตะล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479717

ระส่ำ “ไทย”ยอดผู้ป่วย”โควิด-19″สะสม แตะล้าน

20 ส.ค. 2564

ระส่ำ “ไทย”ยอดผู้ป่วย”โควิด-19″สะสม แตะล้าน พบ” กทม.” ยอดนำลิ่ว ด้าน”กทม.”ยังเชื่อสถานการณ์คลี่คลายหากมีวัคซีนเพียงพอ

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19  ขณะนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมในประเทศไทยเฉียดทะลุ1ล้านคน  ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าวิตก และประเทศไทยมีผู้ป่วยติดเชื้อมากเป็นอันดับที่ 34 ของโลก 

เมื่อพูดถึงสถานการณ์ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏตัวเลขนิวไฮอย่างต่อเนื่อง 

โดยสถานการณ์เริ่มส่อเค้าเลวร้ายขึ้นเมื่อเกิดการระบาดระลอกใหม่ นับตั้งแต่เดือนเมษายน 64 ที่ผ่านมา จนกระทั่งปัจจุบัน จากที่มีผู้ติดเชื้อใหม่รายวันเฉลี่ยอยู่ที่ 200 คนต่อวัน เรื่อยมากระทั่งมีผู้ติดเชื้อใหม่เฉลี่ย 20,000 คนต่อวัน

ทั้งนี้ยังไม่รวมผู้ติดเชื้อจากการตรวจผ่าน Antigen Test Kit ที่ยังไม่ได้อยู่ระบบของศบค.และจำนวนผู้เสียชีวิตที่พุ่งทะยานเกิน 300 คนต่อวัน ซึ่งถือว่าเป็นสถิติสูงที่สุดในขณะนี้

อย่างไรก็ตามเมื่อจำแนกตามพื้นที่ จะเห็นได้ว่าพื้นที่กรุงเทพมหานครนั้นมีตัวเลขผู้ติดเชื้อมากที่สุดเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น ด้วยเหตุที่ว่ามีประชากรที่หนาแน่น และชุมชนที่แออัด รวมถึงแคมป์คนงานที่มีอยู่มากในหลายพื้นที่ 

ร้อยตำรวจเอกพงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร   เปิดเผยถึงตัวเลขผู้ป่วยระลอกใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 ถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2564 ยอดผู้ป่วยสะสมจะอยู่ที่ 234,600 คน และผู้เสียชีวิตสะสมจะอยู่ที่ 3,931 คน

โดยตัวเลขผู้ป่วยจะเฉลี่ยอยู่ที่ 2,000 ถึง 5,000 คนต่อวัน พีคสุดคือวันที่ 13 สิงหาคม ตัวเลขผู้ป่วยพุ่งทะยานถึง 5,140 คน  อย่างไรก็ตามมีผู้ป่วยที่รักษาหายแล้วอยู่ที่ 191,468 คน 

โดยตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม จนกระทั่งวันนี้ ตัวเลขผู้ป่วยค่อยๆลดลงตามลำดับ แต่ยังไม่สามารถตัดสินได้ว่าตัวเลขจะลดลงตลอดหรือไม่

แต่เมื่อเปรียบเทียบกับกราฟปรากฏว่าตัวเลขยังไม่มีท่าทีจะพุ่งขึ้น ก็ถือว่าควบคุมได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งคาดหวังว่าหากยังมีมาตรการเข้มข้น รวมถึงอัตราการฉีดวัคซีนที่มากพอสมควร จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายมากขึ้น 

ทั้งนี้ผู้ติดเชื้อในกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่จะกระจายไปทุกเขตพื้นที่ เนื่องจากตอนนี้เป็นการติดเชื้อภายในบ้าน ซึ่งต่างจากที่ผ่านมาที่ติดเชื้อกันในชุมชนเท่านั้น

ส่วนการเปิดศูนย์พักคอยนั้น ทางกรุงเทพมหานครได้เปิดไว้ครบทุกเขต มีทั้งหมด 70 ศูนย์ เปิดไปแล้ว 64 ศูนย์ มีจำนวนเตียงทั้งหมด 8,440 เตียง ที่เหลืออีก 7 ศูนย์ เป็นศูนย์พักคอยกึ่งโรงพยาบาลสนาม รับได้ทั้งหมด 1,000 เตียง 

โฆษกกรุงเทพมหานคร กล่าวต่อว่า ตอนนี้ทางศูนย์พักคอย มีจำนวนผู้ป่วยลดลง เนื่องจากมีการทำ Home Isolation หรือการกักตัวที่บ้าน ผู้ป่วยที่มีอาการไม่หนักมากจึงเลือกใช้วิธีนี้มากกว่า ทำให้จำนวนศูนย์พักคอยจากตอนแรกเปิดเท่าไหร่ก็เต็มแต่ในปัจจุบันลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น

ส่วนเรื่องปัญหาเตียงไม่พอ จากเดิมทางกรุงเทพมหานครเพิ่มศักยภาพของโรงพยาบาลให้สามารถรับผู้ป่วยสีเขียว เหลืองและแดง แต่ปัจจุบันมีการปรับแผนใหม่โดยให้ทุกโรงพยาบาลนั้นรับแต่ผู้ป่วยสีเหลืองและสีแดงเท่านั้น จึงทำให้เตียงมีค่อนข้างที่จะมากขึ้น 3-4 เท่า จากเดิม

ในส่วนของสีเขียว ให้ใช้วิธีการรักษาแบบ Home Isolation สำหรับในเรื่องของวัคซีนนั้น เมื่อทางกรุงเทพมหานครได้รับวัคซีนมา ก็พยายามระดมฉีดให้มากที่สุด มีระบบลงทะเบียนที่พร้อม และสามารถติดตามประชาชนมาฉีดวัคซีนได้ เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันโดยเร็วที่สุด

โดยโรงพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีทั้งหมด 130 แห่ง สามารถที่จะฉีดวัคซีนได้วันละ 30,000-40,000 คน รวมถึงจุดฉีดวัคซีนของไทยร่วมใจอีก 25 จุด ฉีดได้มากที่สุดวันละ 55,000 คน ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าเต็มศักยภาพของเจ้าหน้าที่ แต่วัคซีนมีจำนวนจำกัด จึงฉีดได้เต็มที่เพียงเท่านั้น 

อย่างไรก็ตามตนคิดว่าถ้ามีเตียง และศูนย์พักคอยที่เพียงพอ รวมถึงมีเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยที่บ้านอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีวัคซีนที่เพียงพอ ก็จะสามารถลดจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตได้ 

สำหรับการประเมินตัวเลขผู้ติดเชื้อในอนาคตในฐานะโฆษกกรุงเทพมหานครและคนที่ทำนโยบายเกี่ยวกับ โควิด-19 คาดว่า หากประชาชนปฏิบัติตามมาตราอย่างเคร่งครัด และมีวัคซีนที่เพียงพอ สถานการณ์จะดีขึ้น และยอดผู้ติดเชื้อจะลดลง ขณะเดียวกันก็มีการเตรียมรับมือหากสถานการณ์แย่ลงอีก