“ม็อบทะลุฟ้า”-“แอมเนสตี้” บุกสถานทูตฯหยุดคุกคาม พ่วง “ขอวัคซีน” ทั่วถึง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479670

“ม็อบทะลุฟ้า”-“แอมเนสตี้” บุกสถานทูตฯหยุดคุกคาม พ่วง”ขอวัคซีน”ทั่วถึง

20 ส.ค. 2564

“แอมเนสตี้” ปล่อยแคมเปญ “วัคซีนที่ยุติธรรม” เรียกร้องรัฐจัดสรรวัคซีนโปร่งใส “ทะลุฟ้า”ขานรับ ร่วมเคลื่อน ไปหน้าสถานทูตฯหยุดคุกคามชุมนุมพร้อมร้องขอ”วัคซีน”

ทันทีที่กลุ่มผู้ชุมนุม “ม็อบทะลุฟ้า” จัดชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยการเสนอข้อเรียกร้องทั้งการให้”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง พร้อมกับเสนอการจัดหา“วัคซีน”ให้พวกเขาอย่างทั่วถึง แต่กลับมามีการเคลื่อนไหวก่อเหตุความรุนแรง จนเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนเข้าไปกระชับพื้นที่แยกดินแดงเป็นรายวัน โดยมีผู้บาดเจ็บ ตามมา 

ในที่สุดองค์กรสิทธิมนุษยชนสากล ประจำประเทศไทยออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องตรวจสอบหาข้อเท็จจริงใครเป็นคนยิงเด็กในการชุมนุม 

"ม็อบทะลุฟ้า"-"แอมเนสตี้" บุกสถานทูตฯหยุดคุกคาม พ่วง"ขอวัคซีน"ทั่วถึง

ล่าสุดวันนี้ องค์กรสิทธิมนุษยชนสากล ได้เคลื่อนไหวต่อเนื่อง ด้วยการเรียกร้องให้รัฐเข้าถึงวัคซีนที่มีประสิทธิภาพได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับ กลุ่มม็อบทะลุฟ้า  ออกเคลื่อนไหวหน้าสถานทูตฯในประเด็นเดียวกับแอมเนสตี้ฯ

ปิยนุช โครตสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เผยว่า จากภาวะการเเพร่ระบาดที่ยาวนานต่อเนื่องมากว่า 2 ปี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 เเล้วกว่า 8,000 คน กลายเป็นข้อท้าทายให้รัฐบาลไทยต้องทบทวนนโยบายเเละมาตรการในการแก้ไขภาวะโรคระบาดดังกล่าว การนำมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนมาเป็นหนึ่งในหลักการที่รัฐต้องปฏิบัติตามจึงเป็นสิ่งจำเป็น

ไม่ว่าในทางกฎหมายหรือมนุษยธรรม สิทธิในการมีชีวิตอยู่ สิทธิในการเข้าถึงการบริการด้านสาธารณสุขที่ดี มีคุณภาพ เเละสิทธิที่จะได้รับการจัดสรรวัคซีนจากรัฐอย่างทั่วถึง ไม่มีค่าใช้จ่าย เเละครอบคลุมประชากรทุกภาคส่วน จึงเป็นพันธกิจหลักของรัฐที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน

โดยการคุกคาม ดำเนินคดี ตลอดทั้งการปิดกั้นมิให้สาธารณชนหรือเเม้กระทั่งบุคลากรทางการเเพทย์เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เเลกเปลี่ยน วิพากษ์วิจารณ์ถึงการบริหารจัดการของรัฐ ย่อมขัดต่อหลักการด้านสิทธิมนุษยชนและมิอาจทำให้การบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสุขภาพในครั้งนี้ลุล่วงไปได้ด้วยดี  

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แอมเนสตี้ “องค์กรสิทธิ” ร้อง”ทางการไทย”ตรวจสอบใครยิงม็อบป่วนแยกดินแดง

5 “แอมเนสตี้” รับทราบข้อหา ร่วมชุมนุม รำลึกการหายตัว “วันเฉลิม”

“แอมเนสตี้”โดดป้อง”คาร์ม็อบ”ซัดเจ้าหน้าที่รัฐสลายชุมนุมนุมมุ่งสร้างความหวาดกลัว 

“แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จึงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยรับประกันว่า บุคคลทุกคน โดยเฉพาะบุคลากรทางการเเพทย์ จะสามารถเข้าถึงวัคซีนที่มีคุณภาพได้อย่างรวดเร็ว แผนการจัดสรรวัคซีนควรดำเนินการอย่างโปร่งใส

"ม็อบทะลุฟ้า"-"แอมเนสตี้" บุกสถานทูตฯหยุดคุกคาม พ่วง"ขอวัคซีน"ทั่วถึง

“เราขอเน้นย้ำให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามหลักการด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด เคารพในการเสรีภาพในการเเสดงออก อำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเเละทันสถานการณ์ ยุติการดำเนินคดีหรือคุกคามต่อประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ด้วยเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่ประชาชนสามารถกระทำได้ตามที่รัฐธรรมนูญเเละกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองรับรองเเละคุ้มครองไว้”  

ทั้งนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญ #วัคซีนที่ยุติธรรม #AFAIRSHOT โดยได้ปล่อยรถพร้อมจอ LED เพื่อรณรงค์ให้รัฐบาลไทยรับประกันว่าทุกๆ คนจะสามารถเข้าถึงวัคซีนที่มีประสิทธิภาพได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการจัดสรรวัคซีนจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส

วันเดียวกัน   กลุ่มผู้ชุมนุมทะลุฟ้า ทำกิจกรรมคาร์ม็อบสัญจร โดยได้เคลื่อนขบวนรถจักรยานยนต์ไปสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา เรียกร้องเรื่องการจัดสรรวัคซีนของรัฐบาลไทยให้เป็นไปด้วยความยุติธรรม

"ม็อบทะลุฟ้า"-"แอมเนสตี้" บุกสถานทูตฯหยุดคุกคาม พ่วง"ขอวัคซีน"ทั่วถึงตัวแทนสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยรับหนังสือจากตัวแทน ม็อบทะลุฟ้า 

ก่อนหน้านี้ กลุ่มผู้ชุมนุมทะลุฟ้า ได้เคลื่อนไป สถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย  พร้อมจัดตัวแทน จำนวน 3 คน เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับกรณีการที่เจ้าหน้าที่รัฐไทยใช้ปฏิบัติการทางกฎหมายในการสลายการชุมนุมของประชาชน จึงเป็นการขัดต่อสนธิสัญญาเจนีวาที่ประเทศไทยร่วมลงนามกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์และประเทศที่เกี่ยวข้อง

โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ลุมพินี และเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ อำนวยความสะดวก และดูแลความเรียบร้อยอย่างเข้มงวด

“สุพัฒนพงษ์” รัฐสร้าง “อีโคซิสเต็ม” ส่วน “ผู้ประกอบการไทย” ต้องเร่งปรับตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479600

“สุพัฒนพงษ์” รัฐสร้าง”อีโคซิสเต็ม” ส่วน”ผู้ประกอบการไทย”ต้องเร่งปรับตัว

19 ส.ค. 2564

“สุพัฒนพงษ์”ชี้” ผู้ประกอบการไทย”ต้องเร่งปรับตัว ขณะที่ภาครัฐวางอินฟราสตรัคเจอร์ สร้าง”อีโคซิสเต็ม”เพื่อรองรับการขับเคลื่อนของภาคเอกชนเต็มที่ สอดรับ “โมเดลเศรษฐกิจแบบ 4D”

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์(คลิกอ่านประวัติ) กล่าวในงาน Virtual Seminar เรื่อง Thailand Next Innovation Beyond Business โอกาสนวัตกรรมเศรษฐกิจ ของกลุ่มเนชั่นว่า เศรษฐกิจนวัตกรรมเทคโนโลยี จะเป็นรูปแบบ
เศรษฐกิจใหม่ที่เกิดขึ้นและเข้ามาช่วยฟื้นฟูประเทศไทย หลังจากสถานการณ์โควิด -19 ผ่านไป

เพราะฉะนั้นภาครัฐ จึงมีการลงทุนเตรียมพร้อมในเรื่องของอินฟราสตรัคเจอร์พร้อมสร้างอีโคซิสเต็มเพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมเทคโนโลยี ที่ทั้งภาครัฐและเอกชนจะเดินหน้าต่อไป 

ประเทศที่มีความก้าวหน้าทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี มีความได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัดในสถานการณ์โควิด -19 ขณะนี้ เพราะสามารถใช้ระยะเวลาอันสั้นเพียงปีกว่า ๆ ก็สามารถพัฒนาวัคซีนขึ้นมาจัดการกับไวรัสโควิด -19 ได้ จากเดิมที่การค้นคิดวัคซีนแต่ละ
ชนิดใช้ระยะเวลามากถึง 8 ปี

ที่เห็นได้ชัดคือ วัคซีน mRNA  ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่เกิดขึ้นในช่วงของโควิด สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ไทยต้องหันกลับมาให้ความสนใจและพัฒนานวัตกรรมอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม เรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล ผู้ประกอบการไทยมีการปรับตัวมาตลอด ทำให้ธุรกิจของภาคเอกชนเดินหน้าได้ต่อเนื่อง

และขณะนี้ได้มีการปรับตัวที่รวดเร็วมากขึ้น มีการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับการดำเนินธุรกิจปัจจุบัน ในช่วงที่ผ่านมา เรื่องของนวัต
กรรมและเทคโนโลยี ผู้ประกอบการไทยอาจไม่เข้มแข็งมากนัก

โดยเฉพาะองค์กรขนาดเล็ก เพราะไปมุ่งเน้นการซื้อเทคโนโลยี ซึ่งง่ายและสะดวก ไทยยังพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเยอะ เพราะขณะนี้ไทยขาดแรงงานเนื่องจากกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยไม่ยังมี
การลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีค่อนข้างน้อย ทำให้เป็นจุดอ่อนของไทย

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการได้ขับเคลื่อนเรื่องของนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างเต็มที่

โดยการลงทุนอินฟราสตรัคเจอร์ และอีโคซิสเต็ม เพื่อรองรับความต้องการของภาคเอกชนในการเดินหน้าเรื่องการลงทุนด้านนวัต
กรรมและเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ผ่าน “โมเดลเศรษฐกิจแบบ 4D”

ได้แก่ 1.Digitalization คือการส่งเสริมเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การลดกฎระเบียบ การพัฒนาศูนย์กลางข้อมูล (Data center) ให้มีความพร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่จะเป็นหัวใจในการ
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ

2.Decarbonization หรือการมุ่งเน้นการส่งเสริมการผลิตที่ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และมลภาวะ 

3.Decentralization ซึ่งเบื้องต้นจะเน้นใน 5 อุตสาหกรรมที่ไทยมีฐานการผลิตและมีความเชี่ยวชาญได้แก่ อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยวและการดูแลสุขภาพและดิจิทัล

โดยในระยะเร่งด่วนตั้งเป้า หมายดึงกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการดูแลสุขภาพเข้ามาก่อน เพราะสามารถทำได้เร็ว

และ 4.D-risk คือใช้ประโยชน์จากแนวโน้มการลดความเสี่ยงในเรื่องของการซื้อที่อยู่อาศัยในต่างประเทศ โดยต้องทำอย่างไรให้จุดแข็งของไทยในเรื่องการควบคุมโควิด-19 ได้ดี ระบบสาธารณสุขที่ดี  มีอาหารที่ดีราคาไม่แพงเป็นจุดแข็งที่จะดึงดูดให้ผู้มีรายได้สูงมาอยู่ในไทยในระยะยาวและมาซื้ออสังหาริมทรัพย์อยู่ในไทยเพื่อเป็นบ้านหลังที่ 2 

“ไฮโซลูกนัท” แถลงการณ์ เดินหน้าฟ้องเอาผิดผู้เกี่ยวข้องกรณีตาบอดข้างขวา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479596

“ไฮโซลูกนัท” แถลงการณ์ เดินหน้าฟ้องเอาผิดผู้เกี่ยวข้องกรณีตาบอดข้างขวา

19 ส.ค. 2564

เปิดคำแถลงการณ์ “ไฮโซลูกนัท” นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย ล่าสุด ถือเป็นความสูญเสียครั้งร้ายแรงของครอบครัว พร้อมเดินหน้าใช้สิทธิดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งคดีอาญา คดีแพ่ง และคดีอื่นใดทั้งหมด กรณีตาบอดข้างขวา

อัปเดต ไฮโซลูกนัท ล่าสุด Nat Thanakitamnuay โพสต์ คำแถลงการณ์ กรณีอาการบาดเจ็บของ นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย (คุณลูกนัท) ตามที่ได้ปรากฏข่าวสารเผยแพร่ทั่วไปเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2564 ว่า นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย (ลูกนัท) ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณใบหน้าและดวงตาจากการดำเนินการควบคุมและสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ ณ บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและแยกดินแดง กรุงเทพมหานคร จนต้องเข้ารับการตรวจรักษาจากคณะแพทย์นั้น

นายธนัตถ์ และครอบครัวธนากิจอำนวย ขอขอบคุณคณะแพทย์ผู้ทำการตรวจรักษาและผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน ตลอดจนญาติมิตรที่ได้กรุณาช่วยเหลือ หรือติดตามสอบถามอาการบาดเจ็บของนายธนัตถ์ และความคืบหน้าในการตรวจรักษาด้วยความห่วงใยและปรารถนาดีมาโดยตลอด ในการนี้ นายธนัตถ์ และครอบครัว ขอเรียนต่อสาธารณชนว่า ที่ผ่านมาทางครอบครัวและคณะแพทย์ผู้รักษายังไม่เคยให้ข่าวใด ๆ กับสื่อมวลชนหรือบุคคลที่มิใช่สมาชิกในครอบครัว ฉะนั้น ครอบครัวธนากิจอำนวยจึงขอแถลงข้อมูลตามความเป็นจริง โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ในประการแรก นายธนัตถ์ ได้รับบาดเจ็บโดยมีบาดแผลฉีกขาดเป็นรูปครึ่งวงกลมที่บริเวณคิ้วขวา ลักษณะเกิดจากการถูกกระแทกด้วยวัตถุของแข็งไม่มีคม ลักษณะเป็นกระบอกกลม ซึ่งคณะแพทย์ผู้ตรวจรักษาได้ตรวจวินิจฉัยแล้ว พบว่า นายธนัตถ์ มีแผลบวมช้ำที่เบ้าตาขวาและมีบาดแผลฉีกขาดที่คิ้วขวา กระจกตาขวาฉีกขาด ลูกตาขวาแตก จอประสาทตาขวาลอก จากนั้น นายธนัตถ์ จึงได้เข้ารับการรักษาอาการบาดเจ็บจากคณะแพทย์ด้วยการผ่าตัดแล้ว ปัจจุบันมีอาการเบื้องต้นปลอดภัยและทรงตัว แต่ยังมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์เพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกเป็นเวลามากกว่า 6 เดือน โดยแพทย์มีความเห็นว่าภายหลังการรักษาเสร็จสิ้นแล้ว ดวงตาข้างขวาของนายธนัตถ์ จะไม่สามารถมองเห็นได้อีก
  • ครอบครัวธนากิจอำนวย ขอเรียนว่า นายธนัตถ์ ได้เข้าร่วมการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2564 ซึ่งเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ได้บัญญัติรับรองเสรีภาพดังกล่าวไว้ โดย นายธนัตถ์ มีเจตนาที่จะแสดงความคิดเห็นและชุมนุมอย่างสงบโดยยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีมาแต่แรกเริ่ม โดยตลอดการร่วมชุมนุม นายธนัตถ์ ได้แสดงออกและพยายามอย่างเต็มที่ในการป้องกันและหลีกเลี่ยงพฤติการณ์ใด ๆ ที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรง หรือความเสี่ยงต่อความรุนแรง ความวุ่นวาย และความเสียหายแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ดังที่ได้ปรากฏหลักฐานเป็นที่รับทราบโดยทั่วไป ทั้งนี้ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) หรือเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องนั้นจะมีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายและดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุม แต่ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวโดยเคารพและคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพและความปลอดภัยโดยรวมของประชาชนผู้เข้าร่วมการชุมนุม
  • อย่างไรก็ตาม ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในระหว่างการชุมนุมนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ได้เลือกใช้มาตรการในการสลายการชุมนุมหลายประการที่มีความเสี่ยงในการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตหรือร่างกายของผู้เข้าร่วมชุมนุม เช่น การยิงแก๊สน้ำตา หรือการยิงกระสุนยางเข้าใส่กลุ่มประชาชนผู้ชุมนุม ทั้งที่การชุมนุมดังกล่าวยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือสถานการณ์การใช้ความรุนแรงถึงระดับที่จะเป็นเหตุให้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการที่มีความรุนแรงในการสลายการชุมนุมดังกล่าว หรือหากแม้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในขณะนั้นอยู่ในสภาวะที่จำเป็นจะต้องใช้มาตรการยิงแก๊สน้ำตา หรือยิงกระสุนยาง ก็ตาม การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวก็จะต้องกระทำไปตามหลักการและมาตรฐานสากล กล่าวคือ ในการปฏิบัติการยิงแก๊สน้ำตานั้น ต้องใช้วิธีการยิงแบบวิถีโค้งในลักษณะโพรเจกไทล์ (Projectile) โดยต้องไม่ทำการยิงวิถีตรงหรือเล็งเข้าหาตัวบุคคลอย่างเด็ดขาด และในส่วนของการยิงหรือใช้กระสุนยางนั้นต้องเล็งยิงไปในบริเวณที่ต่ำกว่าเอวหรือบริเวณขาเท่านั้น ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นแก๊สน้ำตาหรือกระสุนยาง ต้องห้ามยิงจากที่สูงหรือมุมสูงโดยเด็ดขาด ซึ่งในกรณีของ นายธนัตถ์ เกิดจากการยิงแก๊สน้ำตาที่ไม่ใช่การยิงแบบวิถีโค้ง จนเกิดเป็นความเสียหายที่ไม่อาจประเมินได้นั่นเอง
  • ดังนั้น นายธนัตถ์ และครอบครัวจึงเห็นว่าการใช้มาตรการสลายการชุมนุมดังกล่าวเป็นการใช้กําลังและเครื่องมือควบคุมฝูงชนที่เกินจําเป็น ไม่ได้สัดส่วนที่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับแนวทางสากลในการจัดการและควบคุมฝูงชน ทั้งยังเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนเป็นเหตุให้ประชาชนจำนวนมากรวมถึงนายธนัตถ์ ได้รับบาดเจ็บอันเป็นการละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมของประชาชน
  • ด้วยเหตุนี้ นายธนัตถ์ และครอบครัวจึงมีความประสงค์ที่จะใช้สิทธิในการดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งในคดีอาญา คดีแพ่ง และคดีอื่นใด กับบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อนายธนัตถ์ เนื่องจากการใช้อำนาจหน้าที่ การปฏิบัติการ และการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวจนถึงที่สุดในทุกวิถีทาง โดยมีเจตนาเพื่อที่จะให้เป็นบรรทัดฐานและแบบอย่างในการปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธของประชาชนตามรัฐธรรมนูญฯ ที่บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของตน และอยู่ร่วมกันในสังคมโดยสามารถแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ รวมถึงเพื่อเป็นการปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีของนายธนัตถ์ และครอบครัวตามกรอบของกฎหมายและตามรัฐธรรมนูญฯ โดยการดำเนินการดังกล่าวข้างต้นนี้นายธนัตถ์ และครอบครัวมิได้มีเจตนาและมิได้มีความประสงค์ที่จะให้บุคคล กลุ่มบุคคล หรือฝ่ายการเมืองใดนำไปใช้ประโยชน์ในทางการเมือง ไม่ว่าในลักษณะหรือแง่มุมใดก็ตาม
  • ครอบครัวธนากิจอำนวยขอเรียนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายธนัตถ์ ถือเป็นความสูญเสียครั้งร้ายแรงของครอบครัว ซึ่งครอบครัวธนากิจอำนวยหวังว่าการดำเนินการใด ๆ ต่อจากนี้ จะช่วยไม่ให้เกิดความสูญเสียหรือความรุนแรงในลักษณะเดียวกันต่อบุคคล หรือประชาชนที่ต้องการแสดงออกทางความคิดของตนโดยสงบและปราศจากอาวุธ โดยขอยืนยันว่าการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญฯ ของประชาชนต้องไม่ถูกขัดขวางหรือคุกคามโดยรัฐ รวมทั้งการใช้อำนาจหรือการปฏิบัติงานของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายต้องเป็นไปตามแนวทางสันติวิธีและเป็นไปตามหลักสากล โดยหลีกเลี่ยงการใช้กำลังหรือการทำให้เกิดความรุนแรงใด ๆ
ไฮโซลูกนัท, ม็อบ13สิงหา, #ม็อบ13สิงหา

“สุพัฒนพงษ์” หวังผู้ประกอบการไทยลงทุนเพิ่มหลัง “โควิด -19” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479590

“สุพัฒนพงษ์”หวังผู้ประกอบการไทยลงทุนเพิ่มหลัง”โควิด -19”

19 ส.ค. 2564

รองนายกฯและ รมว.พลังงาน “สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ” หวังผู้ประกอบการไทยลงทุนเพิ่ม ต่อยอดนวัตกรรม สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจหลัง “โควิด -19 “

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์(คลิกอ่านประวัติ) รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Innovation Beyond Business โอกาสนวัตกรรมเศรษฐกิจ”

ในการสัมนา VirtualForum  Thailand next # 1 ว่า การพัฒนานวัตกรรมมีส่วนอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งการต่อสู้กับโรคระบาดอย่างโควิด-19 ที่เกิดขึ้น

"สุพัฒนพงษ์"หวังผู้ประกอบการไทยลงทุนเพิ่มหลัง"โควิด -19"

ซึ่งเราเห็นตัวอย่างจากชาติตะวันตกที่มีความรู้เรื่องนวัตกรรมมีการสั่งสมองค์ความรู้ทางด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์มาอย่างยาวนานก็สามารถที่จะผลิตวัคซีน-19 ได้ภายในระยะ 1 ปี จากปกติที่ต้องใช้เวลากว่า 8 ปี 

ประเทศไทยยังไม่มีการสั่งสมองค์ความรู้ที่เป็นนวัตกรรมมากนักที่ผ่านมาการลงทุนของภาคเอกชนมีมาอย่างต่อเนื่องและมีการลงทุนซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตโดยในช่วงที่ผ่านมาขนาดของเศรษฐกิจของไทยมีขนาดใหญ่อันดับ 2 ของอาเซียน 

ส่วนนวัตกรรมที่บางส่วนเกิดจากการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไม่มากนัก โดยก่อนหน้านี้ระดับของ FDI ต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ 1-2% ของจีดีพีเท่านั้น 

อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร และด้านอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการลงทุนเพิ่มเติมของภาคเอกชนทั้งในและนอกประเทศ 

ขณะที่การปรับตัวเรื่องภาคส่วนต่าง ๆ ของเศรษฐกิจ เช่นการท่องเที่ยวหลังโควิด-19 โดยเฉพาะในเรื่องของภาคการท่องเที่ยวที่จะมีการเปิดรับนักท่องเที่ยวในปริมาณที่ลดลงเน้นคุณภาพมากขึ้นและมีระบบสาธารณสุขรองรับเป็นอย่างดี

ซึ่งก็จะช่วยให้ประเทศไทยใช้เครื่องยนต์ทางการท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากขึ้น 

ส่วนการเปิดรับนักลงทุนที่รัฐบาลพยายามเตรียมความพร้อมที่จะรับการลงทุนจากต่างประเทศนั้น มีการเตรียมความพร้อมโครงการต่าง ๆ  ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่มีการสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้อง

เช่น เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ “EECi หรือเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล(Digital Park Thailand) หรือ “EECd” ที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและการพัฒนานวัตกรรม 

นอกจากนั้นยังมีแนวนโยบายที่พัฒนาเศรษฐกิจสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก คือ เรื่องของการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยคาร์บอนไดร์ออกไซด์ สังคม คาร์บอนต่ำ

ซึ่งจะมีการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับแนวทางนี้เช่นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น  

อนุทิน หารือ ดอน จัดหาวัคซีน โควิด-19 เพิ่ม ยันฉีดวัคซีนต่างชาติ กว่า 3 แสนคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479577

อนุทิน หารือ ดอน จัดหาวัคซีน โควิด-19 เพิ่ม ยันฉีดวัคซีนต่างชาติ กว่า 3แสนคน

19 ส.ค. 2564

อนุทิน  หารือร่วมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ การฉีดวัคซีนโควิด-19ชาวต่างชาติในประเทศ  เผยฉีดแล้ว 3.56 แสนราย ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศพร้อมช่วยเจรจาประเทศต่างๆ จัดหาวัคซีนเพิ่มขึ้น

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมหารือกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การหารือวันนี้ได้พูดถึงการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ที่ผ่านมาได้รับการประสานจากสถานทูตต่างๆ ในการรวบรวมรายชื่อและข้อมูลชาวต่างชาติให้แก่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อนัดหมายเข้ามาฉีดวัคซีนตามจุดฉีดต่างๆ เช่น โรงพยาบาลเมดพาร์ค โรงพยาบาลวิมุต โรงพยาบาลบางรัก และศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ เป็นต้น

ซึ่งขณะนี้ได้ขยายการฉีดชาวต่างชาติที่อยู่ในภูมิภาคด้วย โดยจะประสานกับกรมการกงสุลเพื่อนำรายชื่อชาวต่างชาติที่ขึ้นทะเบียนส่งไปยังจังหวัดต่างๆ ทำการนัดหมายเข้ามาฉีดต่อไป

สำหรับการฉีดวัคซีนชาวต่างประเทศที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ข้อมูลถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2564 ฉีดแล้ว 356,337 ราย คิดเป็น 7.27% ของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว 107,106 ราย คิดเป็น 30.1% เป็นชาวต่างชาติอายุ 60 ปีขึ้นไป 27,028 ราย โดย 10 สัญชาติที่ได้รับการฉีดมากที่สุด คือ เมียนมา จีน กัมพูชา ลาว ญี่ปุ่น อินเดีย ฟิลิปปินส์ อังกฤษ ฝรั่งเศส และอเมริกันตามลำดับ

อนุทิน หารือ ดอน จัดหาวัคซีน โควิด-19 เพิ่ม ยันฉีดวัคซีนต่างชาติ กว่า 3แสนคน

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศจะเดินหน้าประสานกับประเทศต่างๆ เพื่อช่วยจัดหาวัคซีนโควิด-19 เพิ่มเติมให้แก่ประเทศไทยด้วย ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศได้เจรจาทำให้ประเทศไทยได้รับวัคซีนบริจาคเข้ามาใช้เพิ่มขึ้น เช่น วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าจากญี่ปุ่น วัคซีนซิโนแวคจากจีน และวัคซีนไฟเซอร์จากสหรัฐอเมริกา
อนุทิน หารือ ดอน จัดหาวัคซีน โควิด-19 เพิ่ม ยันฉีดวัคซีนต่างชาติ กว่า 3แสนคน
ล่าสุดคือ การเจรจาแลกเปลี่ยนวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้ากับประเทศภูฏาน ส่วนกรณีใบรับรองการฉีดวัคซีนของชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์นั้น ผู้ฉีดวัคซีนที่ประเทศไทยให้การรับรองว่าเดินทางเข้ามาได้ คือ วัคซีนซิโนแวค ซิโนฟาร์ม แอสตร้าเซนเนก้า ไฟเซอร์ โมเดอร์นา และจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ครบโดสตามที่กำหนด เนื่องจากวัคซีนเหล่านี้มีการขึ้นทะเบียนในประเทศไทยแล้ว ส่วนวัคซีนสปุตนิก V ยังอยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนในประเทศไทย คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติจะมีการประชุมเร็วๆ นี้ เพื่อพิจารณาให้ผู้ที่ฉีดวัคซีน สปุตนิก V สามารถเดินทางเข้ามาได้เช่นกัน

คุกตลอดชีวิต อดีตอธิบดีกรมสรรพากร สาธิต รังคสิริ คดีทุจริตคืนภาษี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479576

คุกตลอดชีวิต อดีตอธิบดีกรมสรรพากร สาธิต รังคสิริ คดีทุจริตคืนภาษี

19 ส.ค. 2564

“ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งจำคุกตลอดชีวิต อดีต อธ.สรรพากร คนดัง “สาธิต รังคสิริ” กับสรรพากรเขต 22 ร่วมกันทุจริตคืนเงินภาษีกว่า 3 พันล้านและให้ร่วมกันชดใช้เงินกว่า 3 พันล้านบาท คืนกรมสรรพากร ยึดทองคำแท่ง 77 กิโลกรัมเข้าหลวง

เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซ.สีคาม  ถ.นครไชยศรี  ศาลอ่านคำพิพากษาคดีฉ้อโกงเงินภาษี ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามทุจริต 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร จำเลยที่ 1, นายศุภภิจ หรือสิริพงศ์ ริยะการหรือริยะการธีรโชติ อดีตสรรพากรพื้นที่ กทม. เขต 22 (บางรัก) จำเลยที่ 2, นายประสิทธิ์ อัญญโชติ อายุ 59 ปี จำเลยที่ 3 และนายกิติศักดิ์ อัญญโชติ อายุ 35 ปี จำเลยที่ 4  สองพ่อลูก  ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ตามลำดับ

ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 147, 151, 157 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 มาตรา123/1(เดิม) พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 

โดยอัยการโจทก์ฟ้องสรุปความผิดว่า เมื่อระหว่างวันที่ 20 พ.ค.55 ถึงวันที่ 26 ต.ค.56 พวกจำเลยร่วมกันและสนับสนุนการกระทำความผิด

คือร่วมกันขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จหลอกลวง กรมสรรพากร เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรและเจ้าหน้าที่สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 22  ผู้เสียหาย เพื่อให้ได้ไปซึ่งเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากกรมสรรพากรและรัฐโดยทุจริต    

โดยนายสาธิต จำเลยที่ 1 และนายศุภกิจ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายทราบดีถึงความเท็จดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น แต่กลับรู้เห็นเป็นใจด้วยการร่วมกันใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและทุจริต

โดยนายศุภกิจ จำเลยที่ 2 ได้ใช้อำนาจของตนสั่งการให้คำแนะนำเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสถานประกอบการเกี่ยวกับการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีดังกล่าวซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา

ให้พิจารณาเสนอความเห็นยุติการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพกิจการบริษัท รวม 25 บริษัท ของจำเลยที่ 3-4 ที่ขอคืนภาษีและคืนภาษีให้แก่บริษัท นิติบุคคลทั้ง 25 แห่งดังกล่าว ทั้งที่ยังมีข้อสงสัยว่า เป็นผู้ประกอบการจริงหรือไม่

ซึ่งนายศุภกิจจำเลยที่ 2 ละเว้นไม่สั่งการให้มีการตรวจสอบสถานประกอบการ รวมทั้งไม่สั่งการให้ตรวจสอบการซื้อขายสินค้าวัตถุดิบการเก็บรักษาสินค้า การจ้างแรงงาน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วน

ทั้งยังเร่งรัดให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอสำนวนการตรวจสภาพกิจการอันการเป็นผิดระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการตรวจปฏิบัติการ พ.ศ.2554 ประกอบแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรในหลายกรณี

รวมถึงสั่งระงับการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดว่าใบกำกับภาษีและใบส่งสินค้าออกต่างประเทศที่นำมาใช้อ้างแสดงเป็นหลักฐานขอคืนภาษีนั้นเป็นเอกสารถูกต้องแท้จริงหรือไม่อีกด้วย     

นายศุภกิจ จำเลยที่ 2 ยังสั่งปรับปรุงการกำกับดูแลประเภทกิจการเกี่ยวกับการขายส่งโลหะและแร่โลหะจากเดิมมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบหลายทีมให้เหลือเพียงทีมเดียวเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบบริษัท

และสั่งการให้ทีมตรวจสอบบริษัทออกตรวจกิจการบริษัทบางบริษัทในกลุ่ม 25 บริษัทของจำเลยที่ 3-4 ก่อนล่วงหน้าที่จะมีการยื่นขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม และใช้ผลการตรวจล่วงหน้าในการพิจารณาคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นการดำเนินการไม่ปกติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์แนวทางปฏิบัติที่กรมสรรพากรกำหนด

ส่วนนายสาธิตจำเลยที่ 1อธิบดีกรมสรรพากรขณะนั้น ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกรมสรรพากร ทราบดีว่าการดำเนินการคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มยังไม่ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนตามแนวทางปฏิบัติและระเบียบกรมสรรพากร

เมื่อมีการตรวจพบความผิดปกติที่เกี่ยวข้องในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มนี้รายงานมายังนายสาธิต จำเลยที่1กลับสั่งการให้สำนักงานตรวจสอบภาษีกลางไปตรวจสอบใบขนสินค้าขาออกกับกรมศุลกากรว่ามีการส่งออกจริงหรือไม่เท่านั้นซึ่งเป็นการจงใจ เพื่อไม่ให้ครบถ้วนสมบูรณ์

ทั้งที่ข้อสำคัญจะต้องสั่งการตรวจสอบให้ชัดเจนว่าผู้ขอคืนภาษีประกอบกิจการจริงหรือไม่ ขัดต่อแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรในการกำกับดูแลผู้เสียภาษีโดยใกล้ชิดเป็นรายผู้ประกอบการและให้เป็นปัจจุบัน

แต่นายสาธิตจำเลยที่ 1 กลับละเว้นไม่สั่งการตรวจสอบ อีกทั้งผลตรวจสอบใบขนส่งสินค้าขาออกตามที่นายสาธิต จำเลยที่ 1 สั่งการก็ไม่ได้ข้อเท็จจริงยืนยันว่ามีการขนส่งสินค้าออกจริงหรือไม่

กรณีดังกล่าวจึงไม่สามารถอนุมัติคืนเงินภาษีได้หากไม่มีธนาคารมาค้ำประกัน

แต่นายสาธิตจำเลยที่ 1 กลับเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้ง ทั้งยังอาศัยอำนาจในการบังคับบัญชาข้าราชการของกรมสรรพากรเข้ามาติดตามเร่งรัดพร้อมทั้งมอบแนวทางการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 22 เพื่อให้มีการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแก่บริษัทนิติบุคคลทั้ง 25 แห่งโดยเร็ว 

พฤติการณ์ของจำเลยกับพวก จึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ เพื่อให้ข้อเท็จจริงที่บริษัทนิติบุคคลทั้ง 25 แห่งนั้นไม่มีสิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นการฉ้อฉลนั้นถูกปกปิด

จนในที่สุดนายศุภกิจจำเลยที่ 2 ด้วยความรู้เห็นเป็นใจของจำเลยที่ 1 ได้พิจารณาอนุมัติคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทนิติบุคคลทั้ง 25 แห่งจำนวนหลายครั้ง

โดยการกระทำดังกล่าวนายประสิทธิ์ อัญญโชติและนายกิติศักดิ์ อัญญโชติ จำเลยที่ 3-4กับพวกได้มารับเอาเงินจำนวนตามที่ได้มีการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทนิติบุคคลทั้ง 25 แห่งดังกล่าว ไปแบ่ง
ปันกันโดยทุจริตให้กับนายสาธิต จำเลยที่ 1 และนายศุภกิจ จำเลยที่ 2

โดยนายสาธิตจำเลยที่ 1ได้นำเงินบางส่วนที่ได้รับแบ่งปันโดยทุจริตไปซื้อทรัพย์สินเป็นทองคำแท่งไว้เป็นประโยชน์ส่วนตัวด้วย

การกระทำของพวกจำเลยดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจของตนไปโดยมิชอบและทุจริตเบียดบังเงินของรัฐที่อยู่ในอำนาจจัดการดูแลเก็บรักษาของตน ไปเป็นของตนเองและบุคคลอื่นโดยทุจริต

เป็นเหตุให้กรมสรรพากร กระทรวงการคลังและรัฐได้รับความเสียหายเป็นเงิน 3,097,016,533.99 บาท โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษตามกฎหมาย และขอให้ริบของกลางทองคำแท่ง น้ำหนัก 77 กิโลกรัม และทองคำแท่งน้ำหนักรวม 7,000 บาททองคำ

กับให้พวกจำเลยร่วมกันชดใช้เงินที่เบียดบังเอาไปและยังไม่ได้คืน จำนวน3,097,016,533.99 บาทแก่กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ผู้เสียหายด้วย พวกจำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้างแล้ว เห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง

พิพากษาว่านายสาธิตและนายศุภกิจ จำเลยที่ 1-2 มีความผิด
ตามป.อ.มาตรา 147 (เดิม), 151 (เดิม) และ 157 (เดิม) ประกอบ ป.อ.มาตรา 83 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1

การกระทำจำเลยที่ 1-2 เป็นความผิดกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นไปเสีย

และฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐหรือเจ้าของทรัพย์นั้น เป็นบทหนักซึ่งมีโทษเท่ากัน 

ศาลจึงให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นไปเสีย แต่เพียงบทเดียว ตาม ป.อ.มาตรา 90

ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2  ไว้ตลอดชีวิต

ส่วนนายประสิทธิ์ จำเลยที่ 3 มีความผิดตาม ป.อ.มาตรา 157 (เดิม), 265 (เดิม), 268 (เดิม), 341 (เดิม) ประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (3)(6 (เดิม) )(7) ประกอบ ป.อ.มาตรา 86

กระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดกรรมเดียว แต่ผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ.มาตรา 90

ลงโทษจำคุกนายประสิทธิ์ จำเลยที่ 3 เป็นเวลา 6 ปี 8 เดือน  และให้จำเลยทั้งสาม ร่วมกันชดใช้เงิน 3,097,016,533.99 บาท แก่กรม
สรรพากรกระทรวงการคลัง

และนับโทษของจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำ ฟย.23/2560 (หมายเลขแดง ฟย.47/2561) ของศาลอาญา ริบของกลางทองคำแท่งน้ำหนัก 77 กิโลกรัม ทองคำแท่งน้ำหนักรวม 7,000 บาททองคำตามคำขอท้ายฟ้อง

และทองคำแท่งทุกรายการที่ส่งมอบแก่คณะกรรมการจัดการทรัพย์สิน เมื่อวันที่ 15 พ.ย.62

คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ส่วนจำเลยที่ 4  พยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อพิรุธน่าสงสัยจึงพิพากษายกฟ้อง  

ต่อมาทนายความของนายสาธิตและนายศุภกิจ ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ ขอปล่อยชั่วคราว ศาลอาญาคดีทุจริต ฯ พิจารณาแล้วเห็นควรส่งเรื่องให้ศาลอุทธรณ์ พิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป 

“ณัฐวุฒิ” ปลุก “คาร์ม็อบ” ระดมพล กดดัน “ไล่ประยุทธ์” 29 สิงหา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479571

“ณัฐวุฒิ” ปลุก”คาร์ม็อบ” ระดมพล”กดดัน “ไล่ประยุทธ์” 29 สิงหา

19 ส.ค. 2564

ไม่ยอมเลิก “ณัฐวุฒิ” ปลุก”คาร์ม็อบ” นัดชุมนุมต่อ”ไล่ประยุทธ์” จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ “29 สิงหา”นี้

การปลุกระดมจัดกิจกรรมทางการเมือง ภายใต้การนำของ“นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” และ “นายสมบัติ บุญงามอนงค์” หรือ บก.ลายจุด ด้วยการจัด “คาร์ม็อบ” เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้เกิดความรุนแรงที่แยกดินแดงตามเคย 

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนเข้าไปกระชับพื้นที่กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วน โดยนายณัฐวุฒิ ได้เคลื่อนรถปราศรัยขอร้องให้ผู้ชุมนุมยุติความรุนแรง แต่ไม่เป็นผล

อย่างไรก็ดี “นายณัฐวุฒิ” ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่ามีความพยายามกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนที่ต้องการเข้าปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงต้องกลับไปประเมินการเคลื่อนไหวครั้งต่อไปอีกรอบ

ล่าสุด นายณัฐวุฒิ ได้ออกมาเผยแพร่ข่าวสารเชิญชวนจัดกิจกรรมคาร์ม็อบอีกครั้งเพื่อกดดันให้พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้  

"ณัฐวุฒิ" ปลุก"คาร์ม็อบ" ระดมพล"กดดัน "ไล่ประยุทธ์" 29 สิงหา

โดยระบุข้อความว่า  นายกฯหน้าทน ประชาชนเดินหน้าไล่

29 สิงหา CAR MOB CALL OUT เนื้อเน้นๆ เล่นใหญ่ขบวนใหญ่ ไปไหนไปกัน ไล่มันตลอด 2 ข้างทาง หยุดกระสุนยาง แค่มียางอายบ้างก็พอ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

สิงหาชี้ชะตา ‘ณัฐวุฒิ’ ปลุกแดงจัดคาร์ม็อบ ‘เพื่อไทย’ ลุยเชือดประยุทธ์

“ซินแสเข่ง”ผ่าดวง”ณัฐวุฒิ”เจอวิบากกรรมผู้ใหญ่ให้โทษระวังพาเพื่อนไปตาย

“ณัฐวุฒิ” ขอให้ “ม็อบ15สิหา” ยุติการชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดง 

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 64   นายณัฐวุฒิ  ได้โพสต์ข้อความกรณี ทราบข่าว กลุ่มผู้ชุมนุมที่มีอายุน้อยถูกยิงระหว่างการชุมนุม โดยระบุว่า ผมเป็นพ่อคน เห็นภาพแม่เด็กอายุ 15 ปีที่ถูกยิงอาการโคมาแถวสามเหลี่ยมดินแดงนั่งร้องไห้พูดถึงลูกชายแล้วจุก ไม่ว่าลูกใครก็ไม่ควรเจอแบบนี้

เจ้าหน้าที่ต้องเร่งคลี่คลายคดีอย่างตรงไปตรงมา เอาตัวคนผิดมารับโทษตามกฎหมาย และถอดบทเรียนไม่ให้เกิดเหตุแบบนี้อีกในการเผชิญหน้ากับเยาวชน

"ณัฐวุฒิ" ปลุก"คาร์ม็อบ" ระดมพล"กดดัน "ไล่ประยุทธ์" 29 สิงหา

จนบัดนี้คดียังไม่คืบหน้า ผมมีเบาะแสบางประการ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงลองตรวจสอบตามนี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้เสียหายถ้าท่านจริงใจกับประชาชน

สน.ดินแดงซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุปิดไฟมืดทุกวันที่มีการปะทะไม่ทราบเพราะเหตุใด กล้องวงจรปิดของสน.มี 4 ตัว ดำเนินการติดตั้งโดย พ.ต.ท. ป.ปลา กล้องทุกตัวใช้การได้

"ณัฐวุฒิ" ปลุก"คาร์ม็อบ" ระดมพล"กดดัน "ไล่ประยุทธ์" 29 สิงหาเจ้าหน้าที่ตำรวจออกมาแถลงและสาธิตการยิงแก๊สน้ำตา

คืนเกิดเหตุ ร.ต.ท. ร.เรือ ถือปืนยาว ด.ต. จ.จาน กับ ด.ต. อ.อ่าง ใช้ปืนสั้น ในซอยโรงกรองน้ำมีคนออกจากสน.มา 6 คน เป็นเจ้าหน้าที่ 2 นาย สาย 4 คน

เสียงปืนหน้าร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นสายรูปร่างท้วม ชื่อ ค.ควาย เป็นคนยิง

สำคัญที่สุดตอนนี้คือหัวกระสุน อย่าให้มีการเปลี่ยนโดยเด็ดขาด

ลองดูตามนี้ ทำความจริงให้ปรากฏเถอะครับ

สงสารเด็ก สงสารพ่อแม่ สงสารประชาชน

“ธนาธร” โพสต์โดนหมายเรียกอีก 2 หมาย “ม.112-พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์” ยันไม่หนี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479566

“ธนาธร”โพสต์โดนหมายเรียกอีก 2 หมาย ” ม.112-พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์” ยันไม่หนี

19 ส.ค. 2564

ประธานคณะก้าวหน้า “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” โพสต์โดนหมายเรียก อีก 2 หมาย ” ม.112 – พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์” คาดจากไลฟ์วิจารณ์วัคซีนรัฐบาล ยัน ไม่หนี ไม่ต้องปั่น

“ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ ว่า…

“เพิ่งโดนหมายเรียกผู้ต้องหาคดี ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพิ่มอีก 2 หมาย ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจากกรณีไหน แต่คาดว่ามาจากการไลฟ์วิจารณ์การบริหารจัดการวัคซีนของรัฐบาลเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

“เสร็จภารกิจทางนี้แล้ว ผมจะเดินทางกลับเพื่อไปตามหมายเรียก ไม่หนีครับ ไม่ต้องปั่น เดี๋ยวเจอกัน”

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ เพจการแข่งขัน”วิ่งเทรล” ชื่อดังของไทย Thailand by UTMB ® โพสต์ข้อความว่า

ส่งแรงใจเชียร์นักกีฬาไทยไปแข่งขัน สนาม UTMB® ประเทศฝรั่งเศส  เพราะมีนักกีฬาขาแรง แนวหน้าของประเทศไทย รวม 10 คน ที่จะไปเข้าร่วมแข่งขันรายการ Ultra Trail du Mont Blanc ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 23-29 สิงหาคม 2564 นี้ 

บอกเลยว่าเส้นทางการแข่งขันนั้นก็มีความยากและท้าทายไม่น้อย จะผ่าน 3 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส อิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์ของเทือกเขา Mont-Blanc โดยในแต่ละปีเส้นทางก็จะเปลี่ยนไป เพื่อให้นักวิ่งได้สัมผัสกับบรรยากาศใหม่ๆ 

การ Qualify ในการเข้าแข่งขัน จะคัดจากประสบการณ์ของผู้สมัครในแต่ละทีม

สำหรับตัวแทนนักกีฬาไทยที่ไปเข้าร่วมแข่งขันมี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งหลงใหลในกีฬาวิ่งเทรล ร่วมอยู่ด้วย

"ธนาธร"โพสต์โดนหมายเรียกอีก 2 หมาย " ม.112-พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์" ยันไม่หนี

แอมเนสตี้ “องค์กรสิทธิ” ร้อง “ทางการไทย” ตรวจสอบใครยิงม็อบป่วนแยกดินแดง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479565

แอมเนสตี้ “องค์กรสิทธิ” ร้อง”ทางการไทย”ตรวจสอบใครยิงม็อบป่วนแยกดินแดง

19 ส.ค. 2564

“แอมเนสตี้สากล” องค์กรสิทธิมนุษยชนสากล”มาแล้ว “เรียกร้องรัฐ”อย่างเร่งด่วนตรวจสอบ”ใครยิง”ม็อบป่วนแยกดินแดง

แอมเนสตี้ หรือองค์กรสิทธิมนุษยชนสากล เคลื่อนไหว อีกรอบหลังจากมีการเรียกร้องต่อเนื่อง จากกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณแยกดินแดงออกมาสร้างความวุ่นวายจนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน(คฝ.)ต้องเข้าไปกระชับพื้นที่ให้เกิดความสงบเรีบร้อย  จนกระทั่งการชุมนุมเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม มีผู้ชุมนุมอายุน้อยถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส  จึงเรียกร้องทางการไทยสอบสวนอย่างเร่งด่วน 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2564  แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยทางการไทยต้องสอบสวนอย่างเร่งด่วนต่อกรณีที่มีการยิงผู้ชุมนุมในกรุงเทพฯ ส่งผลให้เด็กคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส  หลังรายงานข่าวยืนยันว่ามีเด็กสามคนได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน ระหว่างการชุมนุมบริเวณหน้าโรงพักเมื่อวันจันทร์ที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา 

แม่ของเด็กที่อายุ 15 ปี บอกกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลว่า ลูกชายของเธออยู่ในอาการโคม่า เนื่องจากถูกยิงบริเวณลำคอด้านซ้าย และกระสุนยังคงค้างอยู่บริเวณก้านสมอง 1 นัด และพบกระดูกต้นคอซีกที่ 1 และ 2 แตก และจากรายงานข่าวพบผู้ชุมนุมอีกหนึ่งคนอายุ 14 ปี ถูกยิงที่ไหล่ขวา ส่วนผู้ชุมนุมรายที่สามอายุ 16 ปี ถูกยิงเข้าที่เท้าขวา 

แอมเนสตี้ "องค์กรสิทธิ" ร้อง"ทางการไทย"ตรวจสอบใครยิงม็อบป่วนแยกดินแดง

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้กระสุนจริงและไม่สามารถยืนยันได้ว่าใครเป็นผู้ยิง  

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ภาพวงจรปิดไม่ชัด คดีคนร้ายยิงเด็ก 14 ปี ใกล้สน. “ดินแดง” พ่อเผยฝีมือวัยรุ่น

“แอมเนสตี้”โดดป้อง”คาร์ม็อบ”ซัดเจ้าหน้าที่รัฐสลายชุมนุมนุมมุ่งสร้างความหวาดกลัว 

5 “แอมเนสตี้” รับทราบข้อหา ร่วมชุมนุม รำลึกการหายตัว “วันเฉลิม”

เอ็มเมอร์ลีน จิล รองผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคฝ่ายวิจัย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเผยว่า การใช้กระสุนจริงกับผู้ชุมนุมเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ทางการไทยต้องสอบสวนอย่างเร่งด่วนต่อการยิงผู้ชุมนุมที่เป็นเด็กและเยาวชนทั้งสามคน รวมทั้งการใช้อาวุธปืนอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายทุกกรณี 
“รัฐบาลไทยต้องสอบสวนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามการ

รายงานทั้งหมดที่มีข้อมูลว่าตำรวจมีการใช้กำลังโดยเกินกว่าเหตุและไม่จำเป็นต่อผู้ชุมนุมในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา และให้นำตัวผู้กระทำอันตรายทางร่างกายที่เกิดขึ้นกับผู้ชุมนุมหรือผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าวเข้ารับการไต่สวนและลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม”  

แอมเนสตี้ "องค์กรสิทธิ" ร้อง"ทางการไทย"ตรวจสอบใครยิงม็อบป่วนแยกดินแดง
ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ชุมนุมได้ทำการชุมนุมตามท้องถนนในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศไทย เพื่อแสดงความกังวลต่อแนวทางการจัดการกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และปัญหาทางการเมืองอื่น ๆ ทางการได้เพิ่มการใช้กระสุนยาง เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง และแก๊สน้ำตา เพื่อสลายการชุมนุม แม้ว่าการชุมนุมต่างๆ จะเป็นไปโดยสงบ

ในรายงานฉบับล่าสุดเรื่อง “หน้าแสบเหมือนโดนไฟไหม้” (My face burned as if on fire) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้ทางการไทยเลือกใช้แนวทางที่ไม่รุนแรง รวมทั้งการเจรจา การไกล่เกลี่ยและการสนทนา เพื่อลดความตึงเครียดของสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง   แอมเนสตี้ "องค์กรสิทธิ" ร้อง"ทางการไทย"ตรวจสอบใครยิงม็อบป่วนแยกดินแดง
ทางแอมเนสตี้ยังเรียกร้องให้ทางการไทยประกันว่า จะมีการใช้อุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งแก๊สน้ำตาหรือเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงเฉพาะในสถานการณ์ที่เกิดความรุนแรงอย่างกว้างขวาง โดยมีเป้าประสงค์เพื่อให้บุคคลสลายตัว และให้นำมาใช้เฉพาะเมื่อแนวทางอย่างอื่นไม่สามารถควบคุมความรุนแรงได้แล้วเท่านั้น   

“การควบคุมการชุมนุมที่ผ่านมา รวมทั้งการที่เจ้าหน้าที่มักถูกปล่อยให้ลอยนวลพ้นผิดจากการใช้กำลังเกินกว่าเหตุและบางครั้งมีการใช้อาวุธที่มีความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ทางการไทยต้องเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติงาน หากเจ้าหน้าที่มีความจริงใจที่จะป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน เจ้าหน้าที่จะต้องยุติการปราบปรามหรือสลายการชุมนุมที่เกิดขึ้นโดยสงบ พร้อมทั้งหันมาสนับสนุนและคุ้มครองการชุมนุมแทน”  

แอมเนสตี้ "องค์กรสิทธิ" ร้อง"ทางการไทย"ตรวจสอบใครยิงม็อบป่วนแยกดินแดง
“การปฏิบัติต่อการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งการชุมนุมที่ไม่สงบ จะต้องเป็นไปตามหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน เจ้าหน้าที่ต้องงดเว้นจากการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระหว่างการชุมนุมตั้งแต่ปี 2563  
“เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องคุ้มครองสิทธิของผู้ชุมนุมโดยสงบ ไม่ให้ถูกแทรกแซงหรือถูกกระทำด้วยความรุนแรงจากบุคคลที่สามด้วย”  เอ็มเมอร์ลีน จิลกล่าว 

“รุ้ง” ร้องย้าย “เพนกวิน-แนวร่วม” รักษา รพ. ยกระดับจัดการ”โควิด” เรือนจำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479556

“รุ้ง”ร้องย้าย “เพนกวิน-แนวร่วม” รักษา รพ. ยกระดับจัดการ”โควิด”เรือนจำ

19 ส.ค. 2564

“เเนวร่วมธรรมศาสตร์”เดินสายยื่นหนังสือเปิดผนึกถึง “ยธ. “เเละ” เรือนจำพิเศษกรุงเทพ” เรียกร้องมาตรการจัดการ”โควิด” ขอให้ย้ายตัว”เพนกวิน” เเละเเนวร่วมออกมารักษาใน”โรงพยาบาล”ตามสิทธิ

ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนเเจ้งวัฒนะ กลุ่มเเนวร่วมธรรมศาสตร์เเละการชุมนุม นำโดย น.ส.ปนัสยา สิทธิจิระวัฒนกุลหรือ รุ้ง เเกนนำ ฯ เเละ เเหวน ณัฐิดา วังมีปลา กลุ่มพยาบาลอาสา เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม

โดยมีนายวัลลภ นาคบัว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับหนังสือ ข้อเรียกของกลุ่มเเนวร่วมธรรมศาสตร์มี 10 ขัอ ที่ต้องการให้ยกระดับมาตราการเเก้ปัญหา โควิด19  ในเรือนจำ 

1.ให้มีการตรวจคัดกรองผู้ต้องหาก่อนเข้าเรือนจำ เเละทัณฑสถาน ทุกกรณี พร้อมออกเอกสารรับรองการตรวจ โดยอนุญาให้ญาตนำเอกสารดังกล่าวมาเผยเเพร่ได้ เเละหากพบว่าผู้ต้องขังติดเชื้อ ต้องเข้าถึงการรักษาโดยทันที

2.ให้คัดเเยกกลุ่มเสี่ยง ที่มีประวัติสัมผัสผู้ติดเชื้อ หรือเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงเพื่อเฝ้าระวังอาการเป็นพิเศษ

3.มาตรการป้องกันไวรัสโควิด 19 ในเรือนจำเเละทัณฑสถาน ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันกับหลักสากล ตามองค์กรอนามัยโลก 

4.เรือนจำเเละทัณฑสถาน ทุกเเห่งต้องมีการสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกัน เเละอุปกรณ์ตรวจหาเชื้อ เช่น หน้ากากอนามัย  เจลล้างมือ เเละชุดตรวจ Rapid test 

5.ราชทัณฑ์ต้องจัดหาหน้ากากอนามัย เเบบที่ใช้ทางการเเพทย์ ให้กับผู้ต้องขังทุกคน อย่างน้อย 30 ชิ้นต่อเดือน เเละมีเจลล้างมือเเอลกอฮอล์ อยู่ในห้องของผู้ต้องขังทุกห้อง 

6.จัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพในการป้องกันเเละสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

7.เรือนจำ เเละทัณฑสถาน ต้องเปิดเผยข้อมูลทางสุขภาพให้ทนาย หรือญาติให้ทราบอย่างรวดเร็ว โดยไม่ปิดบัง

8.กรณีติดเชื้อ ญาติผู้ต้องขังต้องสามารถยื่นคำร้อง ให้นำตัวผู้ต้องขังย้ายไปรักษาในสถานพยาบาลอื่นได้

9.ต้องมีการตรวจเชื้อเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ทุก 3 วัน เพื่อป้องกันการเเพร่ระบาดสู่ผู้ต้องขัง เเละต้องมีเอกสารรับรองทุกครั้ง

10.ศาลจะต้องปฏิบัติตามมาตรการในการลดความเเออัด เช่น การใส่กำไล EM หรือให้รายงานตัวกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติเเทนการคุมขัง 

น.ส.ปนัสยา สิทธิจิระวัฒนกุล เรียกร้องให้ กระทรวงยุติธรรมอนุญาตให้นำตัว “เพนกวิน”เเละกลุ่มเพื่อน เเนวร่วมอีก3คน ที่ติดโควิด ออกไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตามสิทธิของนักศึกษา

ซึ่งได้ติดต่อโรงพยาบาลศูนย์ธรรมศาสตร์ รังสิต ไว้เเล้ว เชื่อว่าจะดูเเลรักษาตัว “เพนกวิน” ได้ดีกว่าโรงพยาบาลราชทัณฑ์ 

รุ้ง บอกว่า เป็นห่วงเพนกวิน ขณะนี้อาการโควิดระดับสีเหลือง และ
ยังมีโรคประจำตัวหอบหืด  

หลังจากนี้จะติดตามเรื่องทุกวันจนกว่าจะได้ย้ายและมีความคืบหน้าไปอย่างไรบ้าง  

นายวัลลภ นาคบัว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดเผย ถึงมาตราการจัดการโควิด19 ยืนยันว่าได้มาตรฐานอยู่เเล้ว มีการตรวจคัดกรองตั้งเเต่ด่านเเรกรับ ผู้ต้องขังเเรกรับ มีห้องกักกันโรค

ส่วนกรณีของ”เพนกวิน” ได้ดูเเลรักษาอย่างดี รักษาตามมาตรฐาน เเละการให้ยาที่เหมาะสม มีการประสานสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด คำนึงถึงสุขภาพอนามัย เน้นการรักษาให้ได้มากที่สุด 

หลังยื่นจดหมายถึงกระทรวงยุติธรรม กลุ่มเเนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ ได้เดินทางมายื่นหนังสือที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ถนนงามวงศ์วานจากนั้นไปยื่นที่โรงพยาบาลทัณฑสถานซึ่งอยู่ติดกัน