“จาตุรนต์ ฉายแสง” เตรียมเปิดตัวตั้ง “พรรคใหม่” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479519

“จาตุรนต์ ฉายแสง”เตรียมเปิดตัวตั้ง”พรรคใหม่”

19 ส.ค. 2564

แชร์ข่าว

“จาตุรนต์ ฉายแสง” เตรียมเปิดตัวตั้ง”พรรคใหม่” แจงวิกฤต”ทางการเมือง” ไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลายไปได้ง่าย ๆ “พรรคการเมือง”จึงเป็นเวทีและเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ในการรวบรวมผู้คนที่มีความคิดอุดมการณ์ใกล้เคียงกันร่วมกันผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาของประเทศได้

นายจาตุรนต์ ฉายแสง  อดีตรองนายกฯและอดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ  โพสต์เฟซบุ๊กว่า เตรียมเปิดตัวพรรคครับ

ไต่ถามกันมาเป็นระยะว่าการทำพรรคการเมืองไปถึงไหน ผมขอถือโอกาสนี้ชี้แจงสักหน่อยครับ 

ผมกับเพื่อน ๆ  ร่วมกันสร้างพรรคการเมืองมาระยะหนึ่งและมีความคืบหน้าไปพอสมควรเตรียมจะเปิดตัวมาระยะหนึ่งแล้ว ตั้งใจว่าจะเชิญคนมาร่วมงานให้คึกคัก แต่ต้องเลื่อนมาเพราะสถานการณ์โควิด

บางช่วงก็เห็นว่าสถานการณ์ทางการเมืองอาจจะไม่ค่อยอำนวยเท่าใดนัก

มาถึงเวลานี้บ้านเมืองกำลังอยู่ในช่วงวิกฤต ทั้งการแพร่ระบาดของโควิดและผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่รุนแรงหนักหนาสาหัส

การบริหารงานของรัฐบาลล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงทำให้ประชาชนเดือดร้อนไปทั่ว การเมืองกำลังผันผวน

ขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่ไปไหน ไม่มีการแก้ไขในเรื่องสำคัญที่จะทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นหรือป้องกันวิกฤตทางการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้น ไม่มีวี่แววว่าวิกฤตการณ์นี้จะคลี่คลายไปได้ง่ายๆ

ผมกับผู้ร่วมงานมาปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่าในสถานการณ์แบบนี้พรรคการเมืองเป็นเวทีและเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ในการรวบรวมผู้คนที่มีความคิดอุดมการณ์ใกล้เคียงกันร่วมกันผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาของประเทศได้ตามสมควร

จึงเห็นร่วมกันว่าต้องเดินหน้าสร้างพรรคการเมืองนี้และทำให้พร้อมเพื่อดำเนินการทางการเมืองโดยเร็วต่อไป

เราจะปรับแผนงานเปิดตัวเสียใหม่ให้เรียบ ๆ ง่าย ๆ เหมาะกับสถานการณ์และเปิดตัวในเร็ว ๆ นี้ครับ

สำหรับ“จาตุรนต์ ฉายแสง”(คลิกอ่านประวัติละเอียด ) ก้าวเข้าสู่การเมืองครั้งแรกจากการชักชวนของผู้เป็นพ่อให้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2529 ในนาม” พรรคประชาธิปัตย์”

และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ฉะเชิงเทราสมัยแรก และสมัยที่ 2 ในปี 2531

และได้ย้ายมาร่วมงานกับพรรคประชาชน ซึ่งนำโดยนายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์

ต่อมาได้ย้ายมาสังกัดพรรคความหวังใหม่ และได้รับการเลือกตั้งต่อเนื่องกันมาโดยตลอด

จนกระทั่งในการเลือกตั้งปี 2544 “จาตุรนต์”ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อสังกัดพรรคไทยรักไทย จนกระทั่งเกิดรัฐประหารในปี 2549

ภายหลังรัฐประหาร ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย” จาตุรนต์” ได้เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรครักษาการแทน

ต่อมาตุลาการรัฐธรรมนูญมีมติยุบพรรคไทยรักไทยด้วยมติเอกฉันท์ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 เขาได้สมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคเพื่อไทย 

หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม เขาถูกทหารควบคุมตัวที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ อาคารมณียาเซ็นเตอร์ ถนนเพลินจิต ระหว่างการแถลงต่อผู้สื่อข่าว

เขาเป็นบุคคลแรกที่ถูกไต่สวนในศาลทหารเนื่องจากไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช.

เขาถูกตั้ง 3 ข้อหา คือ ขัดคำสั่ง คสช., ยุยงให้เกิดความกระด้างกระเดื่องและให้ทำผิดกฎหมาย (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116) และความผิดต่อความมั่นคงหรือก่อการร้ายตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ รวมมีโทษระวาง 14 ปี

เขาถูกจำคุกที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหนครก่อนได้รับการปล่อยตัว ในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562 เขาได้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคไทยรักษาชาติ ลำดับที่ 2 แต่พรรคไทยรักษาชาติ ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคก่อนวันเลือกตั้ง

“ยิ่งลักษณ์” จวกรัฐบาล หลังราคาข้าวทุกชนิดร่วง ชี้รัฐบาลเร่งหาทางแก้! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479510

“ยิ่งลักษณ์” จวกรัฐบาล หลังราคาข้าวทุกชนิดร่วง ชี้รัฐบาลเร่งหาทางแก้!

19 ส.ค. 2564

แชร์ข่าว

“นางสาว ยิ่งลักษณ์” อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์อีกว่า รัฐบาลในขณะนี้ล้มเหลวในการแก้ปัญหาให้กับชาวนา มองไม่รอบด้านและไม่ทันต่อสถานการณ์ ทั้งยังใช้วิธีแก้ปัญหาเดิมๆ จนทำให้ราคาข้าวตกต่ำอย่างหนัก

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊กเมื่อวันพฤหัสบดี (19 ส.ค.64) ว่าขณะนี้ข้าวเปลือกเจ้าแห้ง (ความชื้น 15%) มีราคาเหลือเพียง 7,000-8,000 บาทต่อตัน และมีแนวโน้มตกต่ำลงไปอีก

"ยิ่งลักษณ์" จวกรัฐบาล หลังราคาข้าวทุกชนิดร่วง ชี้รัฐบาลเร่งหาทางแก้!

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่า “แม้ประเทศไทยของเราได้ชื่อว่าในน้ำมีปลาในนามีข้าว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรจะกินดีอยู่ดีค่ะ ชาวนาเผชิญปัญหาต้นทุนการผลิตสูงขึ้นแต่ราคารับซื้อกลับลดลงอย่างหนัก ขณะที่ปลายเดือนสิงหาคมนี้ ข้าวเจ้านาปรังฤดูใหม่กำลังจะทะลักออกสู่ตลาดจำนวนมากมายหลายสิบล้านตัน แต่ราคาข้าวแทบทุกชนิดได้ร่วงลงไปก่อนหน้าแล้ว เช่น ข้าวเปลือกเจ้าแห้ง (ความชื้น15%) ราคาเหลือเพียงตันละ 7-8 พันบาท ดิฉันเป็นห่วงมากค่ะ ว่าราคาข้าวปีนี้จะตกตํ่ามากกว่าปีก่อน ซ้ำเติมชีวิตพี่น้องชาวนาไทยจากเดิมที่เดือดร้อน ไม่มีกินมีใช้ มีหนี้สินล้นพ้นตัวอยู่แล้วให้ยากจนลงไปอีก””

บอกอีกว่า “วันนี้รัฐบาลล้มเหลวในการแก้ปัญหาให้กับชาวนา มองไม่รอบด้าน และไม่ทันต่อสถานการณ์ มีแต่มาตรการเดิม ๆ จนทำให้วิกฤติราคาข้าวบานปลาย ดิฉันมีความเห็นว่า รัฐบาลควรจะหาแนวทางแก้ไขเบื้องต้นอย่างเร่งด่วน ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันทีค่ะ เช่น การออกมาตรการสนับสนุนต้นทุนการผลิต อย่างเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ค่าเช่านา เพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมถึงการเข้าไปดูแลด้านราคาให้กับชาวนา ขณะเดียวกันต้องแก้ปัญหาการ ขนส่ง”

"ยิ่งลักษณ์" จวกรัฐบาล หลังราคาข้าวทุกชนิดร่วง ชี้รัฐบาลเร่งหาทางแก้!

“การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ เพราะเมื่อส่งออกได้มากขึ้น ราคาข้าวก็จะสูงขึ้นด้วย ซึ่งจะเป็นการช่วยชาวนาในทางอ้อม เพราะการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวคือการช่วยเศรษฐกิจไทยในภาพรวมทั้งประเทศค่ะ

ดิฉันเสียดายโอกาสในการปรับโครงสร้างเกษตรทั้งระบบที่ได้เริ่มวางรากฐานไว้เมื่อครั้งที่ดิฉันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เช่น การทำเกษตรโซนนิ่ง การลดการผลิตข้าวคุณภาพต่ำ และการปลูกพืชอื่น หลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว การพัฒนาพันธุ์ข้าว เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน เพิ่มผลิตภาพของแรงงาน ไปจนถึงมาตรการลดต้นทุนโดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคการเกษตร การขยายตลาดใหม่ ๆ เพื่อสร้างโอกาส และมอบอนาคตที่ดีให้กับอาชีพชาวนา ให้สมกับคำว่าชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ จะได้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้งค่ะ”

“ศรีสุวรรณ” ร้อง สตง.สอบงบสร้าง “รถไฟฟ้า” ทั่วกรุง ยังสร้างมลภาวะทางเสียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479492

“ศรีสุวรรณ”ร้อง สตง.สอบงบสร้าง”รถไฟฟ้า”ทั่วกรุง ยังสร้างมลภาวะทางเสียง

19 ส.ค. 2564

แชร์ข่าว

“ศรีสุวรรณ” จ่อร้อง สตง. สอบงบประมาณสร้างรถไฟฟ้าทั่วกรุง เสียไปนับแสนล้าน แต่ยังสร้างมลภาวะทางเสียง ชี้ หากไม่สำเร็จ เตรียมฟ้องศาล

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า สมาคมฯได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน อาคารบ้านเรือน คอนโด ชุมชน และหมู่บ้านจัดสรร ที่ปลูกสร้างอยู่ใกล้เส้นทางรถไฟฟ้า ที่กำลังเปิดใช้งานอยู่ในขณะนี้มาโดยตลอด ล่าสุดคือหมู่บ้านกลางเมือง ปิ่นเกล้า-จรัญฯ ใกล้รถไฟฟ้าสายสีแดงว่า ได้สร้างปัญหามลพิษทางเสียง และความสั่นสะเทือน รบกวนการหลับนอน และการพักผ่อนของชาวบ้านอย่างมาก แม้เคยร้องเรียนไปยัง กทม. ท้องถิ่น รฟม. รฟท. แล้ว ก็ไม่เห็นมีการแก้ไขมลภาวะทางเสียง และแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นบริเวณจุดอ่อนไหวในเส้นทางการเดินรถไฟฟ้าต่าง ๆ แต่อย่างใด

"ศรีสุวรรณ"ร้อง สตง.สอบงบสร้าง"รถไฟฟ้า"ทั่วกรุง ยังสร้างมลภาวะทางเสียง

เนื่องจากปัจจุบัน มีเส้นทางรถไฟฟ้าเกิดขึ้นหลายเส้นทาง ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทั้งที่เปิดให้บริการแล้ว และยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง เมื่อมีการเปิดการเดินรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน จะเกิดเสียงจากแรงสั่นสะเทือน ส่งผลให้เป็นมลภาวะทางเสียง และแรงสั่นสะเทือน ซึ่งบริเวณที่มีเส้นทางการเดินรถไฟฟ้าตัดผ่านนั้น มีหลายจุดที่เป็นพื้นที่อ่อนไหว เช่น โรงพยาบาลที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่ต้องการความเที่ยงตรงสูง อ่อนไหวต่อแรงสั่นสะเทือน และเสียงที่กระทบต่อผู้ป่วย ตลอดจน รบกวนการทำงานและการอยู่อาศัยของเคหะสถาน และสถานที่ราชการต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาคารที่พักอาศัยสองข้างทางรถไฟฟ้าในยามวิกาล จะได้รับผลกระทบจากเสียง และแรงสั่นสะเทือน ยังส่งผลต่อตัวอาคาร และสถานที่ เช่น โรงเรียน วัด สถานที่ทางศาสนา และ โบราณสถานต่าง ๆ เป็นต้น

จากการตรวจสอบพบว่า ในหลายจุดที่มีรถไฟฟ้าตัดผ่าน อยู่บริเวณพื้นที่อ่อนไหว ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบได้ เช่น บริเวณ โรงพยาบาลรามคำแหง โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพญาไท 1 โรงพยาบาลเพรชเวช เป็นต้น ซึ่งควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทั้งเส้นทางการเดินรถที่เปิดให้บริการแล้ว และที่ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง และเส้นทางการเดินรถที่จะเกิดขึ้นในอนาคต          

จากปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องสามารถป้องกันบรรเทาได้ ด้วยการออกแบบ และแก้ไขปรับปรุงทางวิศวกรรม ซึ่งที่ผ่านมาทราบว่า ทาง สตง.ได้เคยเสนอแนะบางหน่วยงาน ให้แก้ไขในเส้นทางรถไฟที่ผ่านชุมชนมาแล้วอย่างได้ผล แต่ปัจจุบันมีเส้นทางการเดินรถไฟฟ้าในเขตเมือง และชุมชนเพิ่มขึ้นหลายเส้นทาง ในรับผิดชอบหลายหน่วยงาน แต่มิได้ปรับปรุงแก้ไข เพื่อลดมลภาวะ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และประชาชน

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน จึงจะนำความไปร้องเรียนให้ สตง.ได้ใช้อำนาจตามกฎหมาย ในการเสนอแนะหน่วยงานที่รับผิดชอบ เร่งแก้ไขบรรเทาปัญหาดังกล่าว ในวันศุกร์ที่ 20 ส.ค.2564  เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ซอยอารีย์ แต่หากไม่เป็นผล สมาคมฯ จะร่วมกับชาวบ้าน นำคดีขึ้นฟ้องต่อศาลต่อไป 

"ศรีสุวรรณ"ร้อง สตง.สอบงบสร้าง"รถไฟฟ้า"ทั่วกรุง ยังสร้างมลภาวะทางเสียง

“สามารถ” เผยเงื่อนงำ ประมูล “รถไฟฟ้าสายสีส้ม” ปมแก้ไขทีโออาร์ด้านเทคนิค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479497

“สามารถ” เผยเงื่อนงำ ประมูล”รถไฟฟ้าสายสีส้ม” ปมแก้ไขทีโออาร์ด้านเทคนิค

19 ส.ค. 2564

แชร์ข่าว

“ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์” เผยเงื่อนงำ “ประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม” ฝั่งตะวันตก ชี้ปมสำคัญแก้ไขสัญญาประมูล”ด้านเทคนิค”

ความล่าช้าของโครงการ”รถไฟฟ้าสายสีส้ม” กลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตามอง เหตุใดเส้นทาง”รถไฟฟ้าสายสีส้ม“ช่วงตะวันตกซึ่งอยู่ระหว่างการประมูลถึงใช้เกณฑ์ด้านเทคนิคไม่เหมือนกับการประมูลเส้นทางช่วงตะวันออก  

ทั้งนี้ “ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์”   รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 19 ส.ค.64 ตั้งข้อสังเกตกรณีดังกล่าวว่า “อยากให้ รฟม.เปิดใช้”รถไฟฟ้าสายสีส้ม“โดยเร็ว เนื่องจากเป็นเส้นทางที่น่าจะมีผู้โดยสารมาก เพราะวิ่งเชื่อมฝั่งธนฯ กับฝั่งพระนคร ผ่านพื้นที่สำคัญหลายแห่ง

อย่างไรก็ตาม ดร.สามารถ  ระบุว่า  หลายคนคงไม่รู้ว่าการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มซึ่งแบ่งเป็น 2 ช่วง ใช้เกณฑ์ประมูลไม่เหมือนกัน ช่วงตะวันออกซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้างใช้เกณฑ์หนึ่ง ช่วงตะวันตกซึ่งอยู่ในระหว่างการประมูลใช้อีกเกณฑ์หนึ่ง เป็นเหตุให้การประมูลล่าช้า ทำไม รฟม.จึงใช้เกณฑ์ไม่เหมือนกัน? มีเงื่อนงำอะไร หรือไม่? 

รถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงตะวันออกใช้เกณฑ์ประมูลอะไร จึงสามารถก่อสร้างได้อย่างราบรื่น เป็นไปตามแผนงาน?

"สามารถ" เผยเงื่อนงำ ประมูล"รถไฟฟ้าสายสีส้ม" ปมแก้ไขทีโออาร์ด้านเทคนิค

รถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงตะวันออก จากศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ระยะทาง 22.5 กิโลเมตร แบ่งเป็นระยะทางใต้ดิน 13.6 กิโลเมตร และระยะทางยกระดับ 8.9 กิโลเมตร วงเงินงานโยธา 82,907 ล้านบาท การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดประมูลหาผู้รับเหมาเมื่อปี 2559 โดยใช้เกณฑ์ประมูลซึ่งต้องพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคก่อน หากผู้ยื่นข้อเสนอได้คะแนนด้านเทคนิคไม่น้อยกว่า 70% จึงจะได้รับการพิจารณาข้อเสนอด้านราคาต่อไป ใครเสนอราคาต่ำสุดก็จะเป็นผู้ชนะการประมูล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“ดร.สามารถ” กังขา”รฟม.” เมินเสียงทักท้วง เดินหน้าประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มโดยใช้เกณฑ์ใหม่

‘BTS’ ยื่นฟ้อง ‘รฟม.’ เอาผิดล้มประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม

“บีทีเอส” จับโป๊ะ รฟม. เคลียร์คดีรถไฟฟ้าสายสีส้มส่อฮั้วประมูล

ดร.สามารถ  กล่าวว่า  จากการใช้เกณฑ์ดังกล่าว ทำให้ รฟม.สามารถคัดเลือกได้ผู้รับเหมาที่มีสมรรถนะสูง ส่งผลให้งานก่อสร้างดำเนินมาได้อย่างราบรื่น เป็นไปตามแผนงาน ถึงวันนี้มีความคืบหน้าประมาณ 85%

ทำไมรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงตะวันตกจึงไม่ใช้เกณฑ์ประมูลเหมือนช่วงตะวันออก ซึ่งใช้ได้ผลดี?

ในปี 2563 รฟม.เปิดประมูลหาผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงตะวันตก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ) ระยะทาง 13.4 กิโลเมตร ซึ่งต้องก่อสร้างงานโยธา วงเงิน 96,012 ล้านบาท และจัดหารถไฟฟ้ารวมทั้งให้บริการเดินรถตลอดเส้นทาง ระยะทาง 35.9 กิโลเมตร วงเงิน 32,116 ล้านบาท รวมวงเงินทั้งหมด 128,128 ล้านบาท
 

เดิม รฟม.ใช้เกณฑ์เหมือนกับการประมูลช่วงตะวันออก โดยได้ปรับเพิ่มคะแนนขั้นต่ำที่จะผ่านการพิจารณาด้านเทคนิคจากเดิมไม่น้อยกว่า 70% เป็นไม่น้อยกว่า 85% ทั้งนี้ รฟม.คงเห็นว่าเส้นทางช่วงตะวันตกจะต้องเจาะอุโมงค์ใต้เกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ จึงจำเป็นต้องได้ผู้ชนะการประมูลที่มีขีดความสามารถด้านเทคนิคสูงขึ้น

รฟม.เปลี่ยนเกณฑ์ประมูลกลางอากาศ!

แต่ก่อนถึงวันยื่นประมูล รฟม.ได้เปลี่ยนไปใช้ “เกณฑ์ใหม่” ซึ่งต้องพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคพร้อมกับข้อเสนอด้านผลตอบแทน โดยให้คะแนนด้านเทคนิค 30% และคะแนนด้านผลตอบแทน 70% ใครได้คะแนนรวมสูงสุดก็จะชนะการประมูล 

ทั้งนี้ รฟม.ให้เหตุผลว่าจะต้องขุดเจาะอุโมงค์ใต้เกาะรัตนโกสินทร์และใต้แม่น้ำเจ้าพระยา จึงจำเป็นต้องได้ผู้ชนะการประมูลที่มีประสบการณ์และสมรรถนะสูง ซึ่งย้อนแย้งกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น กล่าวคือ รฟม.ได้ลดคะแนนด้านเทคนิคลงจากเดิม 100% เหลือเพียง 30% เท่านั้น เป็นการลดทอนความสำคัญด้านเทคนิคลง ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีการกำหนดคะแนนขั้นต่ำที่จะผ่านการพิจารณาด้านเทคนิคไว้ด้วย นั่นหมายความว่าไม่ว่าผู้ยื่นข้อเสนอจะได้คะแนนด้านเทคนิคต่ำเพียงใดก็จะได้รับการพิจารณาข้อเสนอด้านผลตอบแทน เมื่อเป็นเช่นนี้ ถามว่า รฟม.จะได้ผู้ชนะการประมูลที่มีขีดความสามารถด้านเทคนิคสูงตามเป้าประสงค์ได้อย่างไร?

การเปลี่ยนเกณฑ์ประมูลทำให้ รฟม.ถูกฟ้องร้องจากผู้ยื่นข้อเสนอที่เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เป็นผลให้การประมูลช่วงตะวันตกล่าช้ากว่าแผนไปแล้วประมาณ 1 ปี

ทำไม รฟม.จึงเปลี่ยนเกณฑ์ประมูล?

ผู้ติดตามเรื่องนี้ได้ตั้งข้อสงสัยต่างๆ นานา บางคนเชื่อตามเหตุผลที่ รฟม.กล่าวอ้าง บางคนคิดว่าเป็นการล็อกสเปกให้ผู้ยื่นข้อเสนอรายใดรายหนึ่งหรือไม่?

ท่านล่ะครับ มีความเห็นอย่างไร? หรือคิดว่า รฟม.มีเงื่อนงำอะไร หรือไม่?

ข้อสงสัยดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นข้อกังขาที่ผมและประชาชนทุกคนชอบที่จะต้องขอคำชี้แจงให้สิ้นสงสัยจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ด้วยเจตนาที่จะให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้นเท่านั้นเอง

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา  ศาลปกครองสูงสุดได้จำหน่ายคดี กรณีบีทีเอส ฟ้อง รฟม.ล้มประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม มาแล้วด้วย  

ศาลปกครองสูงสุด  แจ้งว่า  ในคดีหมายเลขดำที่ 2280/2563 ระหว่าง บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส ยื่นฟ้อง คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36แห่ง พรบ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) เเละการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการกระทำละเมิดจากคำสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากคำสั่งทางปกครอง (อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีบางข้อหาเพราะเหตุแห่งการฟ้องคดีหมดสิ้นไป)

ทั้งนี้ ศาลปกครองชั้นต้น มีคำสั่งจำหน่ายคดีในข้อหาฟ้องขอให้เพิกถอนหลักเกณฑ์การร่วมลงทุนของรฟม.(ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ที่แก้ไขเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงเอกสารการคัดเลือกเอกชนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ที่ให้ใช้การประเมินซองที่ 2ข้อเสนอทางเทคนิคและซองที่ 3 ข้อเสนอด้านการลงทุนและผลตอบแทนรวมกันแล้วแบ่งสัดส่วนเป็นคะแนนซองที่ 2จำนวน 30 คะแนนและคะแนนซองที่ 3จำนวน 70 คะแนนในการดำเนินการคัดเลือกเอกชนเพื่อร่วมลงทุนฯ

และให้คำสั่ง ศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 19 ต.ค.63 ที่ให้ทุเลาการบังคับตามหลักเกณฑ์การร่วมลงทุนที่แก้ไขเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงเอกสารการคัดเลือกเอกชนเพิ่มเติมครั้งที่ 1ไว้เป็นการชั่วคราวสิ้นผลบังคับลงไปด้วย

อัปเดต “แผน” จัดหา “วัคซีน” โควิด-19 ในไทย ไปถึงไหนแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479453

อัปเดต “แผน”จัดหา”วัคซีน” โควิด-19 ในไทย ไปถึงไหนแล้ว

18 ส.ค. 2564

แชร์ข่าว

เปิด”แผน”จัดหา”วัคซีน” โควิด-19 ในไทย คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว อย.อนุมัติขึ้นทะเบียนแล้วกี่ราย เหลือรอคิวอีกกี่ราย

ในที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์ “โควิด-19″ หรือ” ศบค.”  ได้มีการรายงานความคืบหน้าในการจัดหา”วัคซีน” โควิด-19 ดังนี้

1. แอสตร้าเซเนก้า AstraZeneca แผนสั่งจอง 61 ล้านโดส ผู้ผลิตส่งมอบแล้ว 14.7 ล้านโดส  โดยมีแผนส่งมอบเดือนละ 5 ล้านโดส ขึ้นไป จนครบ 61 ล้านโดส ขณะที่รับวัคซีนบริจาค แล้ว 46 ล้านโดส

2.ซิโนแวคSinovac (Coronavac) แผนสั่งซื้อตามสถานการณ์ระบาด ส่งมอบแล้ว 13.4 ล้านโดส เหลือรับเพิ่ม 5.7 ล้านโดส (ส.ค.-ก.ย.64) รับวัคซีนบริจาค แล้ว 1 ล้านโดส

3. ไฟเซอร์ Pfizer สั่งจอง 20 ล้านโดส และมีแผนได้รับบริจาคอีก 1 ล้าน  ผู้ผลิตยังไม่ส่งมอบ(ในส่วนสั่งจอง) กำหนดส่งไตรมาส 4 ขณะที่รับวัคซีนบริจาค แล้ว 1.5 ล้านโดส

4.จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน J&J บริษัทขอเลื่อนลงนามสัญญาด้วยพบ ปัญหาการผลิต


5.สปุตนิก วี Sputnik รอขึ้นทะเบียน อย.

6.ซิโนฟาร์ม Sinopharm ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์นำเข้า ส่งมอบแล้ว 5 ล้านโดส แผนการส่งมอบเพิ่ม 5 ล้านโดส

7.โมเดอร์นา Moderna องค์การเภสัชฯ สภากาชาดไทย มีแผนนำเข้า 5 ล้านโดส กำหนดส่งมอบปลาย 2564

ขณะที่ที่ประชุมศบค.ยังมีมติเห็นชอบแผนการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ดังนี้

เห็นชอบในหลักการจัดหาวัคซีนในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2564

เพื่อนำมาใช้ในช่วงที่วัคซีนมีจำกัดเพื่อเพิ่ม เนื่องจากปัญหาสายพันธุ์ เดลต้าที่วัคซีนที่ใช้ในปัจจุบันประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อได้น้อย

จึงควรเร่งการฉีดวัคซีนเพื่อเพิ่มความครอบคลุมในทุกกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งต้องได้วัคซีน 100 ล้านโดส ในปี พ.ศ.2564

โดยการเจรจาจัดหาวัคซีนเพิ่มจากผู้ผลิตที่สามารถส่งมอบวัคซีนได้โดยเร็วที่สุด ได้แก่

ให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติจองซื้อวัคซีนจากบริษัท Pfizer เพิ่มเติมอีก  10 ล้านโดส (ผ่าน มติศบค. 1 ส.ค. 64)

ให้องค์การเภสัชกรรมหรือ GPO จัดหาวัคซีน Sinovac เพิ่มเติมอีก 12 ล้านโดส

ให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติ เจรจาจัดหาวัคซีนอื่น ๆ เพิ่มเติมอีก  10 ล้านโดส  ภายในปี 2564

กต.คลอดหลายตำเเหน่ง “ชำนาญ” ข้องใจ “อนุรักษ์” ได้ไปต่อ พร้อมร้องนายกฯทบทวน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/479442

กต.คลอดหลายตำเเหน่ง “ชำนาญ”ข้องใจ”อนุรักษ์”ได้ไปต่อ พร้อมร้องนายกฯทบทวน

18 ส.ค. 2564

แชร์ข่าว

ก.ต.ตั้ง”ตุลาการ”ระดับศาลอุทธรณ์ 146 บัญชี ผู้พิพากษาชื่อดัง “อำนาจ-เชวง-อดุลย์ “ขึ้นระนาบ  “พงษ์เดช”เลขาฯศาลนั่งหน.คณะ ผ่าน “อนุรักษ์”ผงาดนั่งปธ.เเผนกคดีทุจริตฯ”ชำนาญ”เล็งทำหนังสือถึงนายกฯตรวจสอบปมถูกร้องเรียนหาเสียง ก.ต.ก่อนเสนอทูลเกล้าฯ

ที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการ มีมติเห็นชอบบัญชีโยกย้ายตุลาการ ระดับศาลอุทธรณ์ ขณะที่ ชำนาญ  รวิวรรณพงษ์ ข้องใจ เตรียมเสนอ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทบทวน

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 64  ที่ห้องประชุมใหญ่ศาลฎีกา สนามหลวง นางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตุลาการครั้งที่ 22/2564 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบบัญชีโยกย้ายเเต่งตั้งบัญชี 4 ชั้น 4 สับเปลี่ยนตำเเหน่งระดับรองประธานศาลอุทธรณ์-ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ 146 บัญชี

กต.คลอดหลายตำเเหน่ง "ชำนาญ"ข้องใจ"อนุรักษ์"ได้ไปต่อ พร้อมร้องนายกฯทบทวน

โดยมีบัญชีรายชื่อที่น่าสนใจดังนี้ เห็นชอบ

นายอํานาจ โชติชะวารานนท์ ประธานเเผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์ ท่านอำนาจเป็นมีผลงานดูแลคดียาเสพติดทั้งประเทศที่อุทธรณ์ขึ้นมา เนื่องจากศาลอุทธรณ์เป็นศาลเดียวที่มีอำนาจพิจารณาคดียาเสพติดที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นทั่วประเทศ ไปเป็น รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 

นายเชวง ชูศิริ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาพระโขนง ซึ่งเป็นศาลที่มีคดีฆาตกรรมนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจ เข้าสู่การพิจารณาคดี โดยศาลมีคำพิพากษาประหารชีวิต พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต ส.ส.นครสวรรค์ และอดีต รมช.พาณิชย์ อีกทั้งนายเชวง ยังเป็นอดีตเลขาธิการประธานศาลฎีกายุคนายชีพ จุลมนต์  ไปเป็นประธานเเผนกคดีผู้บริโภคในศาลอุทธรณ์ภาค1

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เขย่าตุลาการอีกรอบ “ชำนาญ” ค้านตั้ง “อนุรักษ์” นั่งประธานแผนกคดีทุจริตฯชี้ต้องโปร่งใสไร้มลทิน

“ชำนาญ”ลุ้นป.ป.ช.พิจารณาคำร้องสอบ “อนุรักษ์”คดีไลน์ล็อบบี้เลือก “กต.”

คลื่นใต้น้ำกระเพื่อม โยกย้ายแต่งตั้ง”ตุลาการ”สะเทือน

นายอดุลย์ ขันทอง อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งพระโขนงคนเเรกภายหลังยกระดับจากศาลจังหวัดขึ้นมาเป็นศาลเเพ่ง ยังเปิดโครงการ “สัปดาห์การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท”เเละ”เดือนแห่งการประนีประนอมข้อพิพาท” สนับสนุน เผยแพร่และพัฒนาระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของศาลยุติธรรม และเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่คู่ความในการยุติข้อพิพาทด้วยตนเอง

โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่เกิดขึ้น โดยร่วมมือคลินิกแก้หนี้ จัดเจ้าหน้าที่เข้าร่วมให้คำปรึกษาช่วยเหลือลูกค้าที่เป็นหนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันให้ได้รับความช่วยเหลือแบบเบ็ดเสร็จ ยังมีโครงการเปิดทำการพิจารณาคดีนอกเวลาราชการหรือ”nightcourt”(ไนท์คอร์ท ) ไปเป็น ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลอุทธรณ์ภาค2

นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กุล รองประธานแผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์ ซึ่งถูกนายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ยื่นค้านบัญชีดังกล่าวจากกรณีถูกร้องเรียนว่าได้หาเสียงเลือกตั้ง ก.ต.บุคคลภายนอกในไลน์สภาตุลาการ ทั้งที่มีหน้าที่เป็น ก.ต. ไปเป็นประธานแผนกคดีทุจริต และประพฤติมิชอบในศาลอุทธรณ์โดยมีรายงานว่าที่ประชุม ก.ต.วันนี้ได้มีการพิจารณาความเหมาะสมว่าจะต้องส่งกลับไปยังอนุกรรมการตุลาการ (อกต.)เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติอีกหรือหรือไม่

โดย ก.ต.มีมติ 8ต่อ 6 ไม่ส่งกลับ อกต. จากนั้นจึงพิจารณาว่าจะผ่านขึ้นตำเเหน่งหรือไม่ปรากฎ ก.ต.เสียงข้างมาก 10 ต่อ 4 เสียงผ่านบัญชีขึ้นเป็นประธานเเผนกคดีทุจริตฯในศาลอุทธรณ์


นายรุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์ รองประธานแผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์ เเละคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ไปเป็นประธานเเผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์ 

นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมไปเป็นหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค1

นายไพโรจน์ โปเล็ม ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไปอดีตเลขานุการศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขึ้นเป็นหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค9

นางกรกันยา สุวรรณพานิช เลขานุการประธานศาลฎีกา (นางเมทินี ชโลธร) ไปเป็นหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์

โดยการประชุม ก.ต.ครั้งที่23/2564 ต่อไปวันที่ 23 ส.ค.64 

กต.คลอดหลายตำเเหน่ง "ชำนาญ"ข้องใจ"อนุรักษ์"ได้ไปต่อ พร้อมร้องนายกฯทบทวนชำนาญ รวิวรรณพงษ์  อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา

นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา กล่าวภายหลัง ทราบมติ ก.ต. เสียงข้างมาก  แต่งตั้ง นายอนุรักษ์ ในเรื่องนี้ ส่วนตัว ยังคงมีข้อสงสัยในหลายประเด็น เกี่ยวกับ การปฏิบัติหน้าที่ ของ ก.ต. เสียงข้างมาก ว่า ก่อนหน้านี้ ที่ตนเองเคยร้องเรียน ให้มีการตรวจสอบ นายอนุรักษ์ ในประเด็น แชทไลน์หลุด ล็อบบี้ การคัดเลือก ก.ต.บุคคลภายนอก เข้าข่ายความผิดหรือ มีมูลในการกระทำความผิดหรือไม่  แต่ ตนเองทราบข้อมูลจาก ก.ต.บางท่านว่า ได้มีการสอบ หรือ อยู่ระหว่างการสอบแต่จะมีปัญหาตามมาในภายหลัง ว่าถ้ายังสอบไม่เสร็จ แล้วเหตุใดถึงล่าช้า เพราะมีหลายเรื่องที่ต้องตรวจสอบ

และแม้ว่ายังสอบไม่เสร็จก็ต้องส่งเรื่องไปให้อนุ ก.ต. ทำการตรวจสอบ แต่ปัญหาก็คือว่า วันนี้ได้มีการส่งเรื่องให้อนุ กต. ไปไต่สวนหรือไม่ มองว่า ประเด็นนี้ เป็นเรื่องใหญ่ แต่คงต้องดูรายงานการประชุมและเหตุผลของ ก.ต.แต่ละท่านก่อน ที่จะพิจารณาดำเนินการ อย่างไรต่อ

นายชำนาญ ยังกล่าวต่อว่า  แนวทางที่จะดำเนินการต่อจากนี้ คือ ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่จะต้องเป็นผู้นำความกราบบังคมทูล  ว่า ก่อนที่จะนำความกราบบังคมทูล นั้น ควรตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนก่อน  เพราะผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งสำคัญนี้ได้กระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ตามที่ตนเองได้ยื่นร้องเรียนและคัดค้านไปหรือไม่

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่จะต้องเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ  ก็ควรต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นตามข้อร้องเรียนหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก

ขณะนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่ควรจะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ก.ต. ซึ่งคงไม่ถึงกับต้องมีการยุบ ก.ต. ไป  แต่อาจจะต้องมีการแก้ไขพระราชบัญญัติ โครงสร้าง ก.ต ในอนาคตต่อไป

ตรวจรรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายตุลาการระดับศาลอุทธรณ์ได้ที่นี่ ….

State of emergency takes effect in 7 more of Japan’s prefectures #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40005050

State of emergency takes effect in 7 more of Japan’s prefectures


The government declared a state of emergency for seven prefectures on Friday amid a surge of novel coronavirus infections, while an additional 10 prefectures were placed under emergency-level priority measures.

The state of emergency, which was already in place for six prefectures including Tokyo, has now expanded to cover 13 prefectures with the additions of Ibaraki, Tochigi, Gunma, Shizuoka, Kyoto, Hyogo and Fukuoka. The government also newly added 10 prefectures, including Miyagi and Kagoshima, to the list of areas under priority measures, bringing the total number of prefectures to 16. Both the state of emergency and the priority measures are currently scheduled to last through Sept. 12.

In the areas subject to the state of emergency and priority measures, the governors of the prefectures issued requests for large-scale commercial facilities of more than 1,000 square meters to restrict the entry of customers and visitors.

The Matsuzakaya Shizuoka department store in Shizuoka City has now limited the entry of customers to about half the number present when the store is considered crowded. The store also restricts the entry to the basement food section when the number of customers there reaches a certain level.

The store counts the number of customers entering with sensors at each entrance, and monitors display the number of customers present in real time. The store hopes displaying such figures will help customers avoid congestion.

“I’ve had two vaccine doses, but I’m worried about [shopping] during crowded hours. So I feel safer if there is such a monitor,” said a 72-year-old woman who was shopping at the store.

In Osaka Prefecture, which was already under a state of emergency, the Hanshin Department Store’s Umeda main store in Osaka City, where a cluster of infection had occurred among employees, reopened its food section on Friday with the number of customers in the section limited to about half of ordinary levels. The food section currently has only one entrance and customers cannot enter the section directly from other floors. Employees working in the food section are also required to take PCR tests once every two weeks.

In Kagoshima Prefecture, which was placed under priority measures for the first time, the prefectural government requested large-scale facilities in Kagoshima City and two other cities to shorten business hours.

As the spread of infections continues unabated, the main focus of the strengthened measures against COVID-19 is to curb the flow of people. The central government has asked companies to reduce the number of people commuting to work by 70%. However, the spread of telework appears to be tepid.

“I think only about 10% of employees are teleworking,” a 34-year-old man, who commutes from Ibaraki Prefecture to Tokyo, said of his company.

According to Tsukuba Station in Ibaraki Prefecture, which is connected to central Tokyo by the Tsukuba Express rail line, the number of passengers dropped by 30% in the first wave of infections in spring last year. However, there have been no significant changes since then.

“I don’t see much change from the day before,” Tatsuya Suzuki, the assistant stationmaster, said Friday morning.

The Yomiuri Shimbun analyzed data from NTT Docomo, Inc.’s Mobile Spatial Statistics to compare foot traffic at 7 a.m. on Friday with the figure from Aug. 6, two weeks earlier. The analysis showed that the seven prefectures newly placed under the state of emergency all saw the number of people at major stations drop, but the decrease was less than 10%.

In eastern Japan, the number of people at Mito and Tsukuba stations in Ibaraki Prefecture fell by 4.7% and 1.2%, respectively. In Tochigi Prefecture, Utsunomiya Station saw a 9.2% decrease. In Gunma Prefecture, the figure fell at Maebashi Station by 7.1% and at Takasaki Station by 6.3%. In Shizuoka Prefecture, the declines were 8.8% at Shizuoka Station and 6.4% at Hamamatsu Station.

Published : August 21, 2021

By : The Japan News/ANN

HCM City to begin strict lockdown from Monday, military forces to help supply food to people #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40005049

HCM City to begin strict lockdown from Monday, military forces to help supply food to people


HCM CITY — Prime Minister Phạm Minh Chính has urged the country’s pandemic hotpot HCM City to impose its toughest COVID-19 prevention measures ever beginning on Monday as “everyone is asked to stay at home”.

Speaking at an online meeting on pandemic prevention late Thursday, PM Chính said the fight against the virus would focus on major roles played by ward and commune authorities.

“Everyone is asked to stay at home,” said PM Chính, adding that each ward or commune will ensure that  residents are supplied with food, essential items and accommodation.

The Prime Minister ordered the city to classify the pandemic situation in all 312 communes or wards according to three levels: green zone (COVID-free zone), red zone (extremely high-risk zone)  and yellow zone (high-risk zone).

The goal is to maintain and expand the green zones while isolating and reducing red and yellow zones.

The PM has ordered the city to strictly implement Directive 16 by fulfilling six key tasks.

Firstly, the city must implement “thorough isolation between people, families, wards, and communes”. The police and army forces will be mobilised in case of a personnel shortage.

Second, the army will be responsible for providing food and essential items for people so that no one lacks food. 

Thirdly, medical capacity will be enhanced, including more medical equipment (including oxygen supply), as well as nurses and doctors, to treat patients in communes and wards. 

The city must prepare emergency vehicles and emergency centres in each district to respond immediately when needed. Treatment is on three levels: commune or ward level (mild or moderate symptoms), and district level and city level (more severe and critically ill cases).

The PM recommended that the city continue piloting home treatment of asymptomatic cases. 

Chính also ordered the Ministry of Health to research and determine whether a combination of oriental and western medicine is needed in order to minimise the number of deaths. 

Fourth, the city must strengthen the police force to ensure security, order and safety for the people.

Fifth, the Ministry of Labour, Invalids and Social Affairs will work closely to provide timely support to people in need of relief. Police forces at grassroots level will provide food to the homeless.

Sixth, the city will speed up testing under the guidance of the Ministry of Health with appropriate forms, including testing at home, and will detect cases in the community so the city can isolate and treat all COVID patients in a timely manner.

The PM also asked the city to consider relocating certain people out of densely populated areas to reduce the number of cross-infections. This proposal is based on what northern provinces did in fighting a COVID outbreak. The city should use military sites, schools and accommodation facilities for this purpose.

PM Chính has assigned Deputy Prime Minister Phạm Bình Minh to be in charge of vaccine diplomacy. Deputy Prime Minister Lê Minh Khái is in charge of logistics, finance, and allocation of national reserves, and Deputy Prime Minister Vũ Đức Đam pandemic prevention and healthcare issues.  Deputy Prime Minister Lê Văn Thành is in charge of goods supply. 

Since the fourth COVID wave began in April, HCM City has recorded about 165,000 cases. The city has carried out social distancing for 43 days under the Government’s Directive 16. — VNS

Published : August 21, 2021

By : THE NATION

Biden reaffirms commitment to S. Korea’s defense amid Afghan withdrawal #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40005048

Biden reaffirms commitment to S. Korea’s defense amid Afghan withdrawal


US President Joe Biden said Thursday in the US that his country is committed to the mutual defense treaty with South Korea, noting the situation in South Korea is different from Afghanistan, where the Taliban swiftly took over the government after the withdrawal of US troops.

The US, whose military still has wartime operational control of South Korea’s armed forces, has been pressed over its commitment to collective security as chaos grips Afghanistan.

“We are in a situation where they are in — entities we’ve made agreements with based on not a civil war they’re having on that island or in South Korea, but on an agreement where they have a unity government that, in fact, is trying to keep bad guys from doing bad things to them,” Biden said in an ABC interview, referring to Taiwan alongside Korea.

And the US will respond to any attack on its Asian allies including South Korea, Japan and Taiwan, Biden said, referring to the North Atlantic Treaty Organization’s mutual defense doctrine. NATO is a 30-nation military alliance that includes the US, Canada and 28 European countries.

Earlier this week, Biden’s national security adviser Jake Sullivan said the Biden administration is not seeking to reduce American troops in South Korea, describing its commitment to the alliance as sacrosanct.

But Sullivan hardly dampened speculation here over a troop drawdown, with a leader of the ruling Democratic Party of Korea calling on the government to take initiative in taking over wartime operational control of its troops from the US.

“The Afghan withdrawal is an opportunity for us to reclaim our wartime role,” Rep. Song Young-gil said. The Moon Jae-in administration had promised to complete the transfer by next year, but it is not expected to achieve the goal because the two allies have missed too many joint military drills to test Seoul’s readiness.

Song, who underscored the importance of the alliance, said the transfer should take place as quickly as possible for South Korea to manage its independent armed forces.

South Korea is a military and economic power, whereas Afghanistan has an incompetent, corrupt government, Song said, describing a comparison between the two as slanderous.

Published : August 21, 2021

By : Choi Si-young/The Korea Herald/ANN

Pakistan expects Taliban will fulfil promises on women and human rights: Army chief #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40005046

Pakistan expects Taliban will fulfil promises on women and human rights: Army chief


Pakistan expects that the Taliban will fulfil promises made to the global community regarding women and human rights and will not allow Afghan land to be used against any other country, Army Chief Gen Qamar Javed Bajwa said on Friday.

He made the comments during a wide-ranging speech at the Pakistan Military Academy (PMA) Kakul where he was the chief guest for the Flag Presentation Parade.

Gen Bajwa said that Pakistan wanted peace in the country and the region and this desire was shown by its “sincere efforts” to support an Afghan-led process to resolve the decades-long conflict in the neighbouring country.

“We have unambiguously and repeatedly asked [the] global community to play its part in an inclusive and unbiased Afghan process as well as economic sustenance of Afghanistan,” he stressed.

Despite paying a “huge price” for the instability in Afghanistan and its own economic challenges, Pakistan had been hosting over three million Afghan refugees for the last four decades, he pointed out.

The chief of army staff reiterated that Pakistan would continue to play its role for peace and stability in Afghanistan, which he said was “direly needed” for the entire region but especially for Afghans themselves.

“We expect that Taliban will fulfil promises [made to the] global community [regarding] women and human rights and Afghan territory won’t be used against any other country,” he said.

Gen Bajwa also talked about the Kashmir issue, saying the people in Indian-occupied Kashmir (IoK) were under the “worst military occupation in human history”.

He said the hearts of Pakistanis beat with their brethren in Kashmir and they would continue to stand with the people of the occupied valley “always and ever”.

“Regional peace will remain elusive without a just and peaceful resolution of the Kashmir issue,” he said.

‘Forces trying to weaken society through hybrid war’

The army chief said people of the subcontinent must not forget that the ultimate goal in the struggle against imperialism was to “secure [an] independent, harmonious and prosperous region wherein all [newly] created countries could live peacefully”.

However, those goals had become “hostage to increasing polarisation and radicalisation in our neighbourhood”, he stated, warning that inimical forces were “trying to weaken the society and state through hybrid war”.

Gen Bajwa said the Pakistan Army was “fully cognisant” of the challenges and was prepared to tackle them.

“We will ensure the country’s defence by focusing on core competencies and technology.”

Addressing the cadets at the ceremony, he reminded them that “only strong armed forces can guarantee the defence of the motherland.”

He advised them to focus on their training and gain knowledge about the latest technologies. “Pakistan Army is proud of its young officers who continue to lead their men from the front with courage and devotion to defend the freedom of the motherland,” he added.

During the ceremony, the COAS also awarded the Battalion Standard to 4th Pakistan Battalion which was raised on October 10, 2016.

Published : August 21, 2021

By : DAWN/ANN